13 กุมภาพันธ์ 2562
16.78 K

นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ เข้าสู่วงการครั้งแรกในฐานะนายแบบโฆษณา ถึงขนาดมีคนตั้งกระทู้พันทิปตามหาว่าเขาคือใคร

คุณสมบัติที่เพียบพร้อมไปด้วยหน้าตา บุคลิกภาพและการวางตัวที่ดี ส่งให้เขาเป็นหนุ่มเนื้อหอมที่แบรนด์สินค้า สถานีโทรทัศน์ ค่ายภาพยนตร์ อยากร่วมงานด้วย

The Cloud ก็ด้วย

หลังจากค่ายหนังอารมณ์ดีปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์ Friend Zone ระวัง…สิ้นสุดทางเพื่อน เราก็เห็นโอกาส จึงรับนัดหมายโดยเร็ว

หลังจากรับบทนักเรียนทุนเจ้าเสน่ห์ ในภาพยนตร์ พรจากฟ้า ที่ทำให้สาวๆ ทั้งเมืองซ้อมเต้นท่ามือตบแปะ ระวัง…สิ้นสุดทางเพื่อน คือผลงานพระเอกเต็มตัวครั้งแรกของเขา

ตามธรรมเนียมแล้ว เราจะชวนเขาคุยเรื่องการทำงาน ในบทบาทของ ‘ปาล์ม’ สจวร์ตหนุ่มเจ้าเสน่ห์ เจ้าของความสัมพันธ์ที่ไม่อาจข้ามเส้น แต่เมื่อแอบไปดูหนังรอบสื่อมวลชนเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเราก็เปลี่ยนใจ ขอเขียนต้นฉบับชิ้นนี้ใหม่

ภายใต้รอยยิ้มและนัยย์ตาเหยี่ยวนั้น นาย ณภัทร คือ ชายหนุ่มอายุ 22 ปี ที่ตั้งใจทำงานมากๆ คนหนึ่ง ยิ่งเมื่อรวมกับความสนใจส่วนตัว มุมมองลึกๆ ที่มีต่อผู้คน ราวกับผ่านขวบปีชีวิตมานาน ไม่ผิดสักนิดหากจะยกตำแหน่งดาวรุ่งแก่เขา

มากไปกว่านั้น คือ ความครุ่นคิดเกินวัยที่เราสนใจ

เราขอให้เขาอธิบายอยู่พักใหญ่ ตอนที่เขาบอกว่าตัวเองเป็น Loser ก่อนจะแอบมองตาอันเป็นประกายของเขายามพูดถึง เพลงอินดี้ที่ชอบ บรรยากาศความสนุกจากคอนเสิร์ต Blackpink และคอนเสิร์ตของ John Mayer ที่รอคอย

คุยกันถูกคอขนาดนี้

ระวัง…

นาย ณภัทร
นาย ณภัทร

ในชีวิตจริง คุณมีวิธีเข้าหาคนที่คุณแอบชอบยังไง

เดินเข้าไปคุยเลย

บอกไปเลยว่าชอบ?

ไม่ได้ๆ มันต้องมีชั้นมีเชิงกันหน่อย เวลาเจอใครที่ทำให้รู้สึกประทับใจอยากคุย ผมมองว่าเป็นเรื่องปกติที่จะเข้าไปแนะนำตัวทำความรู้จักนะ ถ้าไม่คุยก็คงไม่รู้ว่าจะชอบหรือเปล่า

ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อเรื่องความเป็นธรรมชาติ ซึ่งก็คือการเข้ากันได้ดีโดยไม่ต้องมีใครพยายามอะไรมากเกินไป ยิ่งถ้าชอบอะไรคล้ายๆ กัน รู้ใจกัน ก็คงจะดี

บทบาทของชายหนุ่มผู้อยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่อาจข้ามเส้นดึงดูดคุณยังไง

หลังจากอ่านบทไปเพียง 3 ตอน ผมพูดกับตัวเองในหัวเลยว่าบทนี้ต้องเป็นของเรา

อะไรทำให้ทีมงานเลือกคุณมารับบทนี้

ผมคิดว่าพี่หมูต้องเห็นคาแรกเตอร์ความ Loser ที่มีในตัวผมแน่ๆ ซึ่งตัวละครเอกของพี่หมูส่วนใหญ่จะมีความ Loser อยู่

นาย ณภัทร เนี่ยนะ Loser

ชีวิตจริงๆ ผม Loser นะ ตั้งแต่เรื่องจีบผู้หญิง การใช้ชีวิตเป็นเด็กเนิร์ดตั้งใจเรียนมากมาก่อน หรือแม้แต่เรื่องไม่ทันมุกหรือตลกไม่เท่าเพื่อนในกองถ่าย พวกเขาตลกกันมาก ขนาดผมขี้แกล้งยังไม่เท่าทันคนรอบตัว

วิธีการออกแบบให้ ‘ปาล์ม’ เป็นตัวละครแตกต่างจากตัวเอกในหนังแอบรักเพื่อนทั่วไป

มีคนเคยบอกว่า ถ้าอยากรู้จักใครให้ดูเพลย์ลิสต์ของเขา การทำงานกับตัวละครปาล์มก็เช่นกัน ผมสร้างเพลย์ลิสต์ขึ้นมา เพราะจำเป็นจะต้องรู้สึกอย่างที่ตัวละครรู้สึก ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะเพลงที่มีความหมาย แต่เป็นเมโลดี้ที่สร้าง Mood & Tone ให้กับตัวละคร เช่น เพลง San Francisco Street ของ Sun Rai

ผมมักจะฟังเมื่อต้องเข้าฉากกับนางเอก โดยตามบทผมต้องคอยทำให้เขาอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา ผมจะคอยคัดกรองเพลงให้เข้ากับสถานการณ์อยู่ตลอด

ในเมื่อความสัมพันธ์รักที่ไม่อาจข้ามเส้นนั้นช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน ถ้าให้อำนาจคุณเขียนเรื่องราวของตัวเองขึ้นมาใหม่ เรื่องราวจะลงเอยยังไง

ผมจะเขียนว่า (นิ่งคิด) จริงๆ ผมเป็นคนใจร้อน ผมคงข้ามขั้นตอนไปเลย ไม่รอถึง 10 ปีแบบปาล์ม ก็บอกไปเลยว่าชอบ แต่ก็ต้องผ่านการคิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้วก่อน ถ้าบอกแล้วจะดีขึ้นมั้ย และถ้าไม่บอกจะเป็นยังไง เป็นอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้วจริงเหรอ ก็ลองวัดความรู้สึกและจริงใจกับความรู้สึกตัวเอง นี่คงเป็นวิธีของผม

ในชีวิตจริง สำหรับผมความรู้สึกเป็นเรื่องที่โกหกยากมาก

ถ้าวันนี้ไม่ได้เป็นนักแสดง ตอนนี้นาย ณภัทร จะกำลังทำอะไรอยู่

คงทำอะไรหลายอย่างเลย ผมสนใจงานออกแบบ ดนตรี กีฬา กอล์ฟ ฟุตบอล ไปจนถึงการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม ยังไงผมก็ไม่ทิ้งงานออกแบบ ผมตั้งใจจะใช้ความรู้จากงานออกแบบมาทำประโยชน์แก่สังคมให้ได้ปีละครั้ง ปีที่ผ่านมาผมใช้เวลา 8 เดือนในการออกแบบปฏิทินการกุศลนำรายได้ไปสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาเด็กที่ขาดแคลน ซึ่งน้อยคนจะรู้ว่าที่ผ่านมาผมเป็นนักเรียนทุนที่ได้รับโอกาสในเรื่องการเรียนหรือกีฬาจากผู้ใหญ่ใจดีมาตลอด ในวันที่ผมมีงานทำ มีรายได้จากการทำงานหนัก ผมก็อยากเป็นผู้ให้บ้าง เกิดเป็นโปรเจกต์สนับสนุนน้องๆ นักกีฬา 12 คน คัดเลือกจากจดหมายแนะนำตัว จึงได้รู้ว่ามีเด็กอย่างผมอยู่มากมาย

นาย ณภัทร
นาย ณภัทร

ทำไมเลือกเรียนออกแบบนิเทศศิลป์

ผมชอบต่อเลโก้ตั้งแต่เด็ก โตมาหน่อยก็ชอบเล่นต่อวงจรไฟฟ้า เลื่อนไม้ ต่อไม้ สร้างกล่องประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เริ่มรู้ตัวว่าชอบงานออกแบบ โครงสร้าง แสงและเงา จึงอยากเป็นสถาปนิก จนกระทั้งช่วงเลือกมหาวิทยาลัย ผมรู้สึกชอบบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัยมหิดลมาก อยู่ๆ ก็เดินเข้าไปคณะประยุกต์ศิลป์บอกว่า “ผมอยากเรียนที่นี่ อาจารย์ช่วยแนะนำอะไรหน่อยได้ไหมครับ” ผมรู้สึกอยากเรียนมันตอนนั้นเลย จนวันนี้ก็ยังรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกมาก

ถ้าให้ออกแบบภาพภาพหนึ่งที่แทนความรู้สึกตัวคุณช่วงนี้ ภาพจะออกมาหน้าตายังไง

คงจะเป็นงานบนกระดาษขนาด A5 ที่มีรูปครึ่งวงกลมอยู่กลางกระดาษ ด้านในครึ่งวงกลมเป็นสีส้มที่ไล่ระดับสีลงมาเป็นสีขาว (Gradient) ผมรู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้ของผมคือการรอคอยเพื่อดูผลตอบรับในสิ่งที่เราทุ่มเทพลังลงไปทั้งหมด ผมไม่ได้คาดหวังเรื่องตัวเลขนะ แค่อยากเห็นรอยยิ้มของผู้ชมซึ่งผมตั้งใจจะเข้าไปดู Reaction ของคนในโรงภาพยนตร์ให้ได้มากที่สุด

ยังไง

ผมบอกตัวเองเสมอว่าผมมีความสุขมากแค่ไหนที่ได้รับบทบาทนี้ และไม่เคยเสียใจแม้แต่วินาทีเดียว ทุกครั้งที่ออกจากบ้านไปทำงานหนังเรื่องนี้ เราทุ่มเทให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายจริงๆ เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เล่นหนังดีๆ แบบนี้อีกทีเมื่อไหร่ ทั้งหมดที่ทำก็เพื่ออยากเห็นคนดูส่งเสียงหัวเราะดังที่สุดในโรง พอๆ กับที่อยากให้เขาเสียน้ำตา ให้อารมณ์เหมือนไบโพลาร์

นาย ณภัทร
นาย ณภัทร

กับกีฬาและดนตรี จริงจังถึงขั้นไหน

ผมเคยจริงจังกับกอล์ฟถึงขนาดที่เคยเกือบจะลาออกจากโรงเรียนเพื่อไปคัดตัวเป็นทีมชาติ แต่ตอนนี้เล่นเป็นงานอดิเรก ส่วนดนตรีหลังจากมีโอกาสเป็นแขกรับเชิญให้กับ วี-วิโอเลต วอเทียร์ ที่เทศกาลนั่งเล่นก็จุดประกายให้เราอยากทำดนตรีที่ส่งต่อพลังงานบวกให้ทุกคนบ้าง ซึ่งผมชอบฟังเพลงหลายๆ แนว ชอบไปคอนเสิร์ตมากๆ

เห็นนะว่าไปดู Blackpink มา

ใช่ๆ คอนเสิร์ตสนุกมาก จริงๆ ถ้าเป็นดนตรีผมจะอินง่ายมาก ฟังทุกแนวแต่ก็จะมีแนวเพลงที่ชอบ อย่าง Oh Wonder, Honne, Bruno Major, Kodaline หรือ John Mayer ก็รักมาก

กีฬาและดนตรีให้บทเรียนอะไรกับชีวิตบ้าง

ผมคิดว่าเป็นภูมิคุ้มกันชั้นดีของชีวิตเลยนะ เราพบว่ากีฬาช่วยทำให้ชุดความคิดเรื่องการเข้าสังคมแข็งแรงกว่าทั่วไป ทำให้รู้จักแพ้ ชนะ อภัย ขณะที่ดนตรีไม่ว่าจะสุขหรือซึ้งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะชีวิตที่ทำให้ชีวิตสนุกขึ้น

ใครๆ ก็ชื่นชมคุณ เพราะคุณคือ ‘นาย ณภัทร’ ผู้สมบูรณ์แบบ

เชื่อเถอะ ผมการันตีได้เลย มันไม่ได้สมบูรณ์แบบขนาดนั้น

ผมมีข้อเสีย เพราะผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ผมน่ะเด็กดื้อจะตาย ถ้าแม่บอกซ้าย ผมจะไปขวาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมไม่ได้เป็นคนเชื่อฟัง แต่เพราะแม่มีเหตุผลกับทุกเรื่องเสมอ ผมจึงรับฟัง เราจะคุยกันด้วยเหตุผลมากกว่า

อะไรคือเรื่องขบถที่สุดที่เคยทำ

ผมก็เหมือนเด็กผู้ชายทั่วไป แต่ไม่ขอเล่าดีกว่า เพราะไม่อยากให้แม่รู้

นาย ณภัทร

ตอนเด็กๆ ดูผลงานที่แม่แสดงบ้างไหม

ดูครับ ไปดูที่กองถ่ายเลย

รู้สึกยังไง

ตอนเด็กๆ ผมไม่ค่อยชอบเวลาได้ยินใครเรียกเราว่าเป็นลูกดารา และสำหรับผม อาชีพนักแสดงเป็นอาชีพที่ทุ่มเทมาก ตั้งแต่เด็กๆ ผมเห็นแม่อดมื้อกินมื้อเพื่อรักษาหุ่นของเขา ออกกำลังกายตลอดเวลา ต้องตื่นเช้าและนอนตรงเวลา ทุกอย่างคือวินัย และผมเห็นแม่ผมทำสิ่งนี้มาตลอด 30 ปีของเขา

วันที่ผมมายืนอยู่ตรงนี้ก็รู้เลยว่าเรายิ่งต้องทุ่มเทให้มาก มีความเครียดเพราะต้องเล่นกับอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง ไม่เหมือนอาชีพอื่นๆ ที่ใช้ทักษะการวิเคราะห์

อะไรคือความเก่งกาจของแม่ที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้และคุณอยากอวดมากที่สุด

แม่ผมละเอียดรอบคอบมาก (รีบตอบทันที) เขาเป็นคนคิดสิ่งต่างๆ เป็นขั้นตอนและวางแผนล่วงหน้าไปไกลมาก ตอนนี้แม่เป็นทั้งผู้จัดการ บัญชี ทนาย และนักธุรกิจ

จริงไหม ที่คุณเคยให้สัมภาษณ์สื่อว่าชอบผู้หญิงที่เก่งเหมือนแม่

ชอบผู้หญิงชอบทำงาน ลงมือทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง มีเหตุมีผล

ผู้หญิงเก่งมีเสน่ห์ยังไง

บอกไม่ถูกเหมือนกัน

เรามักจะเจอคุณพร้อมรอยยิ้มเสมอ คุณมีเรื่องที่ยิ้มไม่ออกมั้ย

กระจายเลย

แล้วคุณบอกตัวเองหรือรับมือกับปัญหาที่เจออย่างไร

บอกตัวเองว่าเป็นเรื่องธรรมดา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หลังๆ ผมมองทุกอย่างในแง่บวกเยอะขึ้นมาก

นาย ณภัทร
นาย ณภัทร

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้หันมามองโลกในแง่บวกเยอะขึ้น

งานธีสิสจบผมชื่อ แกร่ง แกว่ง อยู่ที่จะเลือกมอง เป็นหนังสือที่ผมเขียน ถ่ายภาพ จัดวางรูปเล่มเองทั้งหมด เนื้อหาเป็นการเล่าเรื่องกฎไตรลักษณ์ผ่านหนังสือ 3 เล่ม นอกจากจะได้ตกผลึกและนำไปปรับใช้กับชีวิตแล้ว ธีสิสชิ้นนี้ยังทำให้ผมเรียนรู้วิธีการทำสื่อสิ่งพิมพ์ทุกขั้นตอน ตั้งแต่เลือกชนิดกระดาษ เลือกเทคนิคการพิมพ์ ไปจนถึงขั้นตอนเย็บเล่ม เป็นงานที่รักและภูมิใจมากๆ ก่อนจะนำเนื้อหาในหนังสือไปต่อยอดเป็นปฏิทินปีใหม่ และนิทรรศการปฏิทินที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

คุณในวัย 22 มองความทุกข์เป็นเรื่องอะไร

มองเป็นเรื่องสนุก มองเป็นเรื่องดี

เวลาที่ทำงานหนัก รู้สึกเครียด หรือแม้แต่มีน้ำตา รู้สึกว่าเหนื่อยและล้าจนท้อ โคตรชอบเลย เพราะสิ่งเหล่านี้บอกว่าเรากำลังจะได้พัฒนาตัวเอง และสุดท้ายเรื่องนั้นก็มักจะผ่านไปด้วยดีเสมอ กลับกันงานไหนที่รู้สึกสบาย เราจะแอบคิดนิดนึงว่าเราทำถูกหรือมาถูกทางหรือเปล่า

นาย ณภัทร ทำงานหนักแค่ไหน

ในการทำงานภาพยนตร์ ไม่ได้มีแค่อ่านบทเพื่อไปออกกองถ่ายหนังแล้วจบไป ทุกอย่างคือการเตรียมตัว และการเตรียมตัวของผมคือทุกวัน ทุกวินาที ที่มันหนักเพราะเป็นงานที่เล่นความคิด อารมณ์ และความรู้สึก มีอะไรให้คิดอยู่ตลอดเวลา

แล้วกับความสุข คุณมองความสุขเป็นเรื่องอะไร

ถ้าเรื่องที่ทำให้สุขเร็วที่สุดคือ ของกิน

ผมมีความสามารถพิเศษ มองของกินแล้วรู้เลยว่าจะอร่อยหรือไม่อร่อย เช่น หมูปิ้งร้านอร่อยจะต้องมันเยิ้มๆ ควันฟุ้ง มีสีที่ออกฉ่ำๆ ผมชอบสรรหาของกินของอร่อย อาหารแปลกๆ เลบานอนบ้าง อินเดียบ้าง ตอนถ่าย Friend Zone ก็ชวนพี่หมู ครูบิว ใบเฟิร์น ตระเวนกิน สนุกมาก

แต่ถ้าเป็นเรื่องความสุขที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผม การอยู่กิจกรรมที่ชอบ อยู่กับเพื่อน อยู่กับของที่ชอบ

นาย ณภัทร
ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน
14 กุมภาพันธ์นี้ ในโรงภาพยนตร์

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load