‘Nimnim Noodle’ คือแบรนด์เส้นไข่ขาวที่เป็นนวัตกรรมครั้งแรกของโลก ซึ่งคิดค้นโดยคนไทย

ทั้งหมดเริ่มมาจากงานวิจัยสมัยเรียนปริญญาเอกด้านโภชนาการของ เกรท-อุมาพร บูรณสุขสมบัติ ที่อยากทำอาหารสำหรับผู้ป่วยชนิดนี้ด้วยเหตุผล 3 ข้อ

หนึ่ง เธอเห็นปัญหาของผู้ป่วยที่ต้องกินไข่จำนวนมาก แต่โดนจำกัดอยู่ที่รูปแบบเดิมๆ หากไม่กินก็ไม่มีโปรตีนจากไข่เข้าไปฟื้นฟูร่างกาย ทำให้ร่างกายคนป่วยแย่ลงเรื่อยๆ

สอง เธอมาตีโจทย์ต่อว่า ไข่ขาวสามารถปรับเป็นรูปแบบใดได้บ้าง ถ้าดูตามโครงสร้างวิทยาศาสตร์ โปรตีนของไข่ขาวมีลักษณะลื่น น่าจะนำมาทำเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ 

สาม ก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารที่ทั้งคนไทย คนเอเชีย และทั่วโลก รู้จักดีอยู่แล้ว ถ้าทำขึ้นมาน่าจะเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวาง โดยเริ่มจากกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ป่วยก่อน แล้วค่อยขยายไปยังกลุ่มคนรักสุขภาพ

Nimnim Noodle นวัตกรรมเส้นไข่ขาวครั้งแรกของโลกคิดโดยคนไทย ที่อยากให้คนป่วยได้กินของอร่อย

ธุรกิจเติบโตจากงานวิจัยบนหน้ากระดาษ เป็นแบรนด์ที่ปัจจุบันส่งออกไปยังหลายประเทศ ทำให้ทั้งผู้ป่วย ครอบครัวผู้ป่วย และคนรักสุขภาพ มีความสุขกับการกินอาหารมากขึ้น แต่เธอคงทำไม่สำเร็จ หากไม่มีอีกสองแรงสำคัญอย่าง ฟิ้ง-ปณัสสา กาญจนวิเศษ นักธุรกิจหลายอุตสาหกรรมผู้เข้ามาดูแลเรื่องการขายและการตลาด และ ตื๋อ-วรวีร์ เชาวน์พิชญ์ชยา ผู้มีประสบการณ์ด้านอุตสาหกรรมอาหารหลากหลาย

“เราต้องทำให้ผู้ป่วยได้กินของมีประโยชน์ ไม่เป็นโทษ และที่สำคัญ มันต้องอร่อย เพราะถ้าไม่อร่อย เขาจะลองครั้งเดียวแล้วก็เลิก” นั่นคือความตั้งใจของ Nimnim Noodle ทั้งในวันนั้นและวันนี้

Nimnim Noodle นวัตกรรมเส้นไข่ขาวครั้งแรกของโลกคิดโดยคนไทย ที่อยากให้คนป่วยได้กินของอร่อย

ฉีกซอง

เกรทและฟิ้งรู้จักกันสมัยเป็นดีเจรุ่นแรกของ Center Point ส่วนเกรทกับตื๋อเจอกันตอนทำงานที่บริษัทนำเข้าวัตถุดิบอาหาร จนมาเป็นพาร์ตเนอร์ทำธุรกิจขายสินค้าอาหารสุขภาพ เพราะอยากขายของดีๆ ที่ตัวเองเลือก ที่ตัวเองกิน ที่ตัวเองอยากได้ 

7 ปีให้หลัง เธอตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาเอกด้านโภชนาการที่มหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ นิ่มนิ่ม เส้นไข่ขาว ในวันนี้

การเรียนครั้งนั้นแตกต่างจากงานที่เกรทเคยทำก่อนหน้า พื้นฐานที่เธอมีคือการประดิษฐ์อาหารขึ้นใหม่จากวัตถุดิบต่างๆ โดยไม่เอาเงื่อนไขธรรมชาติมาจำกัดไอเดียตัวเอง ขณะที่นักโภชนาการที่ทำงานกับโรงพยาบาลจะเลือกอาหารที่มีอยู่แล้วในท้องตลาดมาให้ผู้ป่วยบริโภค

เธอเปรียบเทียบให้ฟังว่า “ยกตัวอย่างเช่น อาหารที่ผู้ป่วยต้องกินประจำอย่างไข่ต้ม ถ้าเป็นนักโภชนาการ เขาจะเอาไข่ต้มไปเสิร์ฟผู้ป่วยเลย แต่เราเป็นนักวิทย์ด้วยเลยคิดต่อว่าทำอย่างไรให้มันกินง่ายขึ้น และทุกคนกินได้ ก็ออกมาเป็นเส้นไข่ขาว”

โจทย์แรกคือการแก้ปัญหาให้ผู้ป่วย เรื่องอาหารเป็นโจทย์สำคัญของทั้งครอบครัวที่ต้องหาทางออกร่วมกัน ฟิ้งเป็นอีกคนที่เจอปัญหานี้ คุณพ่อของเธอเป็นมะเร็งนานถึง 10 ปี ตลอดเวลานั้นเห็นพ่อกินไข่ขาวทุกวันจนกินไม่ไหว ร่างกายแย่ลง

“มันเป็นวงจร ถ้าผู้ป่วยต้องกินไข่ขาว พอไม่กิน โปรตีนไม่เข้าสู่ร่างกาย ร่างกายก็สร้างเม็ดเลือดหรือภูมิคุ้มกันไม่ได้ พอไม่มีภูมิคุ้มกันก็ไม่ฟื้นฟู พอไม่ฟื้นฟูก็ต้องนอนโรงพยาบาล วนไปแบบนี้”

Nimnim Noodle นวัตกรรมเส้นไข่ขาวครั้งแรกของโลกคิดโดยคนไทย ที่อยากให้คนป่วยได้กินของอร่อย

ก่อนจะลงเอยที่ไข่ขาว เธอทดลองโปรตีนใกล้ตัวหลายชนิด เช่น โปรตีนถั่วลันเตา โปรตีนข้าวกล้อง และโปรตีนถั่วเหลือง แต่พบว่าไข่ขาวมักเป็นสิ่งที่คุณหมอพูดถึงเสมอ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคไตหรือมะเร็ง ที่สำคัญ ให้เนื้อสัมผัสดีที่สุด การทดลองจึงต้องคำนึงถึง 3 องค์ประกอบ

หนึ่ง กายภาพ เส้นลื่นไป เส้นแข็งไป เส้นสากไป แบบนี้เป็นเรื่องทางกายภาพทั้งหมด

สอง ประสาทสัมผัส โดยทดลองกับผู้บริโภคหลายกลุ่ม ทั้งผู้ป่วย คนสุขภาพดี ผู้สูงอายุ ว่ากินแล้วรู้สึกยังไง จนได้สูตรที่อร่อยและเป็นที่ยอมรับ

สุดท้ายสำคัญที่สุด โภชนาการ เพราะตั้งธงว่ากลุ่มเป้าหมายคือผู้ป่วย 

“อาหารจำพวกเส้นปกติจะมีแป้ง ถ้าเส้นของเรามีแป้งอีก ผู้ป่วยก็จะได้รับส่วนเกินที่เขาไม่ต้องการ เราจึงตั้งใจทำเส้นที่มีโปรตีนสูง ไม่มีแป้ง และไม่ใส่ไขมันลงไป เพื่อให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานทานได้ด้วย ข้อจำกัดเหล่านี้คือความยาก แต่ต้องทำเพื่อให้ผู้ป่วยได้กินของมีประโยชน์ ไม่เป็นโทษ และที่สำคัญ มันต้องอร่อย เพราะถ้าไม่อร่อย เขาจะลองครั้งเดียวแล้วก็เลิก”

Nimnim Noodle นวัตกรรมเส้นไข่ขาวครั้งแรกของโลกคิดโดยคนไทย ที่อยากให้คนป่วยได้กินของอร่อย

เทเส้น

จริงอยู่ที่ไอเดียของนิ่มนิ่มตั้งต้นมาจากงานวิจัยปริญญาเอก แต่เพราะถูกคิดมาอย่างถี่ถ้วน โดยคนที่เคยทำงานในแวดวงอาหารจริงๆ เลยทำให้ไอเดียนี้มีศักยภาพมากกว่าผลวิจัยบนหน้ากระดาษ จนได้รับความสนใจจากนักลงทุน

เกรทเล่าว่า “ตอนทำวิจัยนี้ขึ้นมา อาจารย์ท่านหนึ่งบอกเราว่า ถ้าไม่มีนายทุน เธอทำต่อไม่ได้หรอก ซึ่งตอนนั้นเราแค่อยากเรียนจบ ไม่คิดว่าจะต้องทำเป็นธุรกิจด้วยซ้ำ แต่พออาจารย์พูดแบบนี้ เราก็เลยวิ่งหานักลงทุน นำเสนอให้เขาลงทุนกับโปรเจกต์นี้ของเรา จะได้เรียนให้ผ่านไป

“จุดเปลี่ยนคือตอนที่มีนักลงทุนสนใจเราจริงๆ เลยทำให้อาจารย์ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่สนใจอยากได้มันมากขึ้น ก็เลยมาชวนเราไปทำด้วยกัน ในตอนนั้นเราจึงอยากจะช่วยและพาไปรู้จักกับคอนเนกชั่นธุรกิจที่เรามี เพราะเคารพและไว้ใจว่าเราจะโตไปด้วยกัน แต่พอเกิดล็อกดาวน์ เราไม่ได้ไปมหาวิทยาลัย หลังจากนั้นถึงได้รู้ว่า เขาไปจดทะเบียนตั้งบริษัทของเขา และเพิ่มหุ้นส่วนซึ่งเป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้เรียบร้อยแล้ว และบอกว่าตัวเองเป็นคนคิดค้น โดยไม่มีชื่อเราอยู่ในนั้นเลย”

ที่ลุกขึ้นมาเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง เธอไม่ได้ต้องการทำร้ายอีกฝ่ายหรือมองว่าเป็นคู่แข่ง แต่เพราะอยากให้เป็นอุทาหรณ์ให้คนอื่นๆ ที่อาจกำลังเจอสถานการณ์คล้ายๆ กัน ให้ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเอง และปกป้องสินค้าที่ทำมาด้วยอุดมการณ์

“เราอาจจะเคยได้ยินบ่อยๆ ไหม เช่น อาจารย์เคลมผลงานลูกศิษย์ หัวหน้าเคลมผลงานลูกน้อง หรือเมนูของเชฟใหญ่อาจจะมาจากไอเดียของเด็กในครัวก็ได้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจนชิน แต่มันถูกต้องหรือเปล่า 

“หลังจากเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนในสายงานต่างๆ ฟัง หลายคนตอบเหมือนกันว่า ‘เราก็เคยเจอ’ ตัวเราเองไม่อยากมีเรื่องอะไร เพียงแต่อยากเรียกความชอบธรรมของเราคืนมา ฟิ้งไม่ยอม ตื๋อไม่ยอม ครอบครัวเราทุกคนสนับสนุน”

ฟิ้ง ผู้มีคอนเนคชันมากมายในวงการธุรกิจและกฎหมายเป็นแรงสำคัญ เริ่มจากทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ตามกฎหมายตั้งแต่วันแรกที่ตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา

ปรุงเส้น

สินค้าของนิ่มนิ่ม เส้นไข่ขาว มี 3 แบบ

เส้นออริจินัล เรียกว่า เส้นไข่ขาว ลักษณะคล้ายๆ ขนมจีน แต่มีความเด้งกว่า

เส้นหมี่ไข่ขาว เหมือนเส้นหมี่จริงจนลูกค้าไม่เชื่อว่าไม่ใส่แป้ง

สปาเกตตี้ไร้แป้ง มีเนื้อสัมผัสคล้ายๆ เส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต้ม

พวกเขาทดลองกันมามากกว่า 30 สูตร ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ช่วยจำลองการเคี้ยวของคนโดยได้ความช่วยเหลือจาก Food Innopolis และศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ในด้านห้องแลปและเครื่องมือทดลอง ก่อนจะให้คนลองทานจริงๆ แล้วค่อยๆ พัฒนาต่อ

เส้นไข่ขาวของนิ่มนิ่มในช่วงแรกต้องเก็บในตู้เย็น และมีอายุแค่ 1 เดือนเท่านั้น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของผู้บริโภคในประเทศอากาศร้อนอย่างบ้านเรา การขนส่งต้องใช้แบบเย็นซึ่งราคาแพงมาก แถมยังการันตีไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่จะควบคุมอุณหภูมิไว้คงที่เสมอ หรือบางทีตำแหน่งวางอยู่ใกล้ช่องแอร์ ก็ทำให้เส้นแข็งโดยไม่ตั้งใจ 

“หรือต่อให้เราส่งไปในอุณหภูมิที่เหมาะสม พอไปถึงบ้านลูกค้า ถ้าเขาไม่อยู่บ้าน ไม่ได้เอาเข้าตู้เย็นทันที สินค้าก็ไม่ปลอดภัยแล้ว เราจึงพัฒนาต่อให้เก็บได้ถึงหนึ่งปี โดยยังยึดธงหลักธงเดิม คือไม่ใส่สารกันเสีย เพื่อให้ผู้บริโภคยังทานเส้นของเราในราคาที่จับต้องได้และปลอดภัย”

ในวันที่งานวิจัยบนกระดาษกลายเป็นธุรกิจ นักวิจัยเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้พัฒนาสินค้า นอกจากผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักให้การตอบรับอย่างดีเยี่ยม ยังมีกลุ่มคนรักสุขภาพ หรือคนที่ต้องการลดน้ำหนักแบบ Ketogenic Diet ให้ความสนใจมากเช่นกัน

“สิ่งหนึ่งที่เราได้รู้คือ วิธีคิดของนักวิจัยกับตำแหน่ง Research & Development ในบริษัทมันไม่เหมือนกัน งานวิจัยต้องการเปเปอร์ ไม่ว่าจะเพื่อเรียนจบหรือเลื่อนขั้น เราต้องมีเอกสารที่พิสูจน์ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะนักวิจัยอยู่ในสายงานวิชาการ สิ่งที่วัดความสำเร็จของเขาคือสิ่งที่จับต้องได้ เขาต้องการตัวเลข เขาต้องการแนวคิดเป็นระบบ ทุกเลขบนเปเปอร์ต้องมีที่มาที่ไป และอาจจะไม่ต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ว่าจะกินได้ไหม ต้นทุนเท่าไหร่ มันจะกระจายไปถึงใครบ้าง 

“พอมามองมุมธุรกิจ มันต่างไปเลย เราจะคิดถึงผู้บริโภคเป็นหลัก เขาต้องการอะไร อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องมองความเป็นไปได้ในเรื่องต้นทุนด้วย ถ้าเราทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เลิศเลอเพอร์เฟกต์มาก ราคาสูง ลูกค้าซื้อไม่ได้ ก็จบอยู่แค่นั้น”

เสิร์ฟ

สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากเกี่ยวกับนิ่มนิ่ม และไม่ใช่ทุกแบรนด์จะทำแบบเดียวกัน คือการใส่รีวิวพร้อมรูปถ่ายของลูกค้าและตั้งให้เป็นหน้าหลัก เพราะสินค้าบางชนิดต้องอาศัยรีวิวที่จริงใจในการขาย ขณะเดียวกัน ฟีดแบ็กดีๆ ก็ช่วยเรื่องจิตใจคนทำงานด้วยเช่นกัน

‘คุณพ่อคุณแม่กินแล้วชอบนะ’

‘ลูกที่ปกติอมข้าว ร้องอยากจะกินเส้นไข่อีก’

‘เสียดายเนอะที่ตอนนั้นไม่มีสินค้าแบบนี้’

‘โห ถ้าตอนนั้นได้กินเส้นนี้ หายเร็วกว่านี้อีก’

‘ขอบคุณที่ทำสินค้าดีๆ แบบนี้ออกมานะ’

นี่เป็นเพียงคอมเมนต์บางส่วนที่ส่งเข้ามาพร้อมรูปถ่ายจานอาหารที่ลูกค้าตั้งใจทำอย่างพิถีพิถัน 

“ล่าสุดเพิ่งมีคนแซวว่า CI แบรนด์ไม่ได้เลย” ตื๋อหัวเราะ

“จริงๆ เราไม่ได้มีความรู้ด้านการตลาด แค่รู้สึกว่าการที่ลูกค้าอุตส่าห์จัดจานอย่างสวยงาม บางคนตั้งใจทำคลิปมาให้ แปลว่าเขาให้เกียรติเรา เราต้องให้เกียรติเขากลับ โดยการลงรูปและเรื่องราวของเขา หน้ารีวิวเลยกลายเป็นที่ที่รวมกำลังใจของเรา ถึงแม้ว่า CI มันจะไม่ได้ก็ตาม” เกรทเสริม

หน้ารีวิวเต็มไปด้วยเมนูอาหารหลากหลายที่ปรุงด้วยเส้นไข่ขาวของนิ่มนิ่ม ฉากหลังมาจากคนละบ้าน แสงในภาพก็มาจากคนละที่ แต่ดูแล้วจริงใจอย่างบอกไม่ถูก นอกจากเป็นหน้าที่รวมกำลังใจของคนขาย ยังเป็นแรงบันดาลใจของคนซื้อให้เข้าครัวทำอาหารเอง

นิ่มนิ่ม เส้นไข่ขาว ไม่ได้ถูกคิดค้นมาเพื่อให้ขายของได้ สั่งซื้อ สรุปยอด ส่งของ แล้วจบไป แต่ผ่านการวิเคราะห์มารอบด้านแล้วว่า สินค้าทุกชิ้นต้องปลอดภัย มีการสื่อสารว่าเหมาะกับผู้ป่วยโรคอะไร กินคู่กับอะไรได้ กินคู่กับอะไรไม่ได้ และที่สำคัญคือ วางตัวเป็นที่ปรึกษา คอยให้ข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ

“คนซื้อสินค้าเราไม่ได้ต้องการแค่อาหารที่ปลอดภัยและอร่อย แต่เขาต้องการใครสักคนที่จะให้ข้อมูลเขาได้ ทำให้เขาเชื่อมั่น เหมือนเราเป็นลูกหลานในบ้านเขาที่คอยดูแลเขา

“เวลามีคนป่วยในบ้าน ครอบครัวคือคนที่เครียด ต้องหาอาหารให้ผู้ป่วย คนป่วยคนเดียว ทั้งบ้านคือป่วยหมดนะ ป่วยใจที่เป็นห่วง ไม่รู้จะหาอะไรให้ทาน และไม่รู้ว่าสิ่งที่เอาให้กินมันถูกต้องหรือเปล่า ถ้าเราพอจะให้ข้อมูลเขาได้ เราก็อยากเล่าให้เขาฟัง”

แข็งแรง

ความตั้งใจของนิ่มนิ่มในวันนี้ไม่เปลี่ยนไปจากวันแรก ยังตั้งใจคิดค้นอาหารที่ปลอดภัยและอร่อยให้ผู้ป่วย คนลดน้ำหนัก และคนรักษาสุขภาพ แต่เป้าหมายจะใหญ่ขึ้นไปอีก พวกเขาอยากนำนวัตกรรมอาหารไทยไปสู่ตลาดโลก ขยายไลน์โปรดักต์ให้หลากหลายมากขึ้น โดยจะเริ่มจากแกงไทยโซเดียมต่ำและไม่มีน้ำตาล มาพร้อมผักให้ฉีกซองแล้วกินได้เลย

“วิธีคิดเหมือนกัน เราต้องสร้างความเชื่อมั่น และที่สำคัญต้องทำให้สะดวกสบาย ฉีกถุงเส้นไข่ ฉีกถุงแกง ก็พร้อมกินเลย ใครอยากเพิ่มเนื้อสัตว์ก็นำไปต้ม ส่วนผักมีอยู่ในถุงอยู่แล้ว เพราะผ่านการคิดมาแล้วว่าผู้ป่วยทานได้ ผักชนิดไหนทานไม่ได้จะไม่ใส่ลงไป ซึ่งเป็นอีก Pain Point ของเครื่องปรุง Low Sodium ทั่วไป ผู้ป่วยโรคไตซื้อไปเอาไปผัดกับผักที่บ้าน ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าต้องใช้ผักชนิดไหน เราเลยทำให้ครบถ้วน”

ฟิ้ง มีคอนเนกชันในแวดวงธุรกิจ ดูแลเรื่องฝ่ายขายและการตลาดเป็นหลัก

เกรท รับผิดชอบเกี่ยวกับการคิดค้นสินค้า พัฒนา และการผลิตทั้งหมด

ตื๋อ มีความรู้ด้านกราฟิก คอยดูแลเรื่องแพ็กเกจจิ้ง และพัฒนาให้เป็นของขวัญแทนใจให้ผู้ป่วยและคนที่เราห่วงใย

ทั้งสามมองว่านิ่มนิ่มยังเล็ก ไม่มีเงินทุนมากมายและมีทรัพยากรจำกัด จึงใช้สกิลล์ที่แต่ละคนมีให้เกิดประโยชน์สูงสุด การลงมือเองเลยทำให้บทเรียนธุรกิจเข้มข้นขึ้นไปอีก 

ตื๋อบอกว่า ระหว่างทางมีปัญหาเข้ามาทำให้ปวดหัว แต่ทุกปัญหามีทางแก้ ถ้าเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำนั้นดี ก็ไม่ต้องสงสัยในตัวเอง แต่มุ่งพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดีที่สุด

สำหรับฟิ้ง เคยสงสัยว่าสินค้า Made in Thailand จะไปได้ไกลแค่ไหน ต่างประเทศจะยอมรับไหม แต่พอได้ไปยืนตรงนั้น ทำที่ไหนไม่ใช่ปัญหา ถ้าของดีและมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคจริงๆ ยังไงก็โตได้แน่นอน

ส่วนเกรท ผู้อยู่ในห้องแล็บ และไม่เคยมั่นใจว่าสินค้าที่ทำจะมีคนชอบหรือไม่ ฟีดแบ็กลูกค้าทำให้รู้ว่า ถ้าตัวเองเชื่อว่าของดี ลองใช้แล้วดี ลูกค้าก็จะรู้สึกแบบเดียวกัน

“นิ่มนิ่มทำให้พวกเราได้รู้ว่า บนโลกนี้ยังมีผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานกับการกินอาหารอีกมากมาย แปลว่านวัตกรรมด้านอาหารสำหรับผู้ป่วยยังขาดอีกเยอะ แล้วก็เป็นสิ่งที่จำเป็นมากขึ้นทุกวัน เพราะบ้านเราเป็นสังคมผู้สูงอายุ อีกหน่อยคนสุขภาพดีก็จะอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งอายุที่มากขึ้นก็มาพร้อมโรคภัยไข้เจ็บ นั่นเลยเป็นกำลังใจให้เราทำต่อ เราต้องทำให้ชีวิตของเขาสุขภาพดี ให้เขามีความสุขในการได้กินอาหารที่ดี”

‘นิ่มนิ่ม’ มาจากสัมผัสของเส้น และเป็นคำพูดที่เกรทพูดบ่อยตอนทดลองในห้องแล็บ

ส่วนชื่อ ‘บริษัท แข็งแรงทุกวัน จำกัด’ เกิดจากความต้องการให้มีรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากของคนที่เห็นชื่อบนกล่องหรือเวลาโอนเงิน ถือเป็นการอวยพรลูกค้าให้แข็งแรงทุกวันไปด้วยเลย

Lessons Learned

  • ทำสินค้าดีที่ตัวเองเลือก ตัวเองกิน ตัวเองใช้ และอยากแนะนำให้คนอื่นต่อ ยึดมั่นกับสิ่งนี้ในทุกก้าว และการตัดสินใจในการทำธุรกิจโดยไม่ลืมความตั้งใจแรก ไม่อะลุ่มอล่วย ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ต่อลูกค้า ต่อคนทำงานด้วยกัน เช่น นิ่มนิ่มตั้งใจจะทำเส้นไข่ขาวที่ปลอดภัย ไม่มีแป้ง และต้องอร่อย ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งถือว่ายังทำไม่สำเร็จ
  • ให้ความสำคัญกับฟีดแบ็ก ฟีดแบ็กดีๆ จะเป็นกำลังใจให้ไปต่อ ฟีดแบ็กไม่ดีก็นำมาปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น
  • สินค้าดีแล้วยังดีได้อีก และเรายังสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เสมอ หมั่นพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค ทั้งในเรื่องคุณภาพและการใช้งาน 
  • คิดใหญ่ไว้ก่อนไม่เสียหาย ใครจะคิดว่าจะมีคนทำเส้นจากไข่ขาวแบบไม่มีแป้งได้ มองเป้าหมายให้ไกลและวางแผนให้รัดกุม ค่อยๆ ก้าวไปในสเกลที่ควบคุมไหว แบ่งหน้าที่หุ้นส่วนตามความถนัด และใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

#ทำฟันไม่เจ็บเพราะไม่ต้องทำ #สุขภาพช่องปากที่ดีดูแลได้ด้วยตัวเอง

สองแฮชแท็กประจำโพสต์ให้ความรู้บนหน้าเพจ DrCattPreve’ และเพจคลินิกทันตกรรม ProTech Dents ของ ทพญ.กนกวรรณ เอื้อธรรมาภิมุข หรือ หมอแคท เธอคือลูกศิษย์คลาส Rinen ของ The Cloud รุ่นล่าสุด ผู้ออกมาเล่าเรื่องธุรกิจตัวเองหน้าชั้นในเวลาไม่ถึง 5 นาที แต่ทำให้คนฮือฮาทั้งห้อง

ProTech Dents เกิดจากความตั้งใจที่จะให้การรักษาโดยมีคนไข้เป็นศูนย์กลาง และมุ่งเน้นที่การแก้ไขสาเหตุของปัญหา มากกว่าแค่ซ่อมปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว เธอบอกว่าความจริงแสนโหดร้ายที่ทันตแพทย์ทุกคนต้องเจอคือ ความจริงที่ว่าโรคในช่องปากเกิดจากกิจวัตรประจำวันที่ทำซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเหงือก ฟันผุ หรือคราบหินปูน 

ฟันผุ เกิดจากแบคทีเรียชนิดที่ทำให้ฟันผุ บางคนผุทั้งชีวิต ขณะที่อีกคนไม่เคยผุเลย แบคทีเรียที่ทำให้ฟันผุชอบแป้งและน้ำตาล ครั้นจะให้หยุดกินอาหารจำพวกนี้ก็ดูจะใจร้ายเกินไป แถมหมอแคทยังนิยามตัวเองว่าเป็นคนประเภทสุขนิยม วิธีที่ดีกว่าคือการป้องกัน (Prevention) ไม่ให้เกิดโรคในช่องปาก ด้วยการดูแลตัวเอง ตั้งแต่การทำความสะอาดฟันให้ถูกวิธี ควบคุมปริมาณอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้อ ไปจนถึงวิธีกินอีกด้วย

จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมคนไม่ได้ทำสำเร็จในชั่วข้ามคืน 

“หมอเป็นใครจะไปบอกเขา คนคนหนึ่งกินข้าวแบบนี้ แปรงฟันแบบนี้มาตลอดชีวิต หมอไม่ใช่ครอบครัว ไม่ใช่แฟน การไปบังคับ ไปบอกเขา เขาไม่เชื่อหมอหรอก 

“ตอนนั้นเลยเริ่มคิดว่าอะไรจะเป็นแรงผลักดันให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนตัวเอง คำตอบคือ เราต้องรู้จักเขาก่อน”

ตั้งแต่วันนั้น จึงมีนโยบายให้คนไข้ทุกคนทำแบบทดสอบอุปนิสัย DISC ก่อนเข้ารับการรักษา เพื่อที่หมอจะได้รู้ตัวก่อนว่าควรสื่อสารกับคนไข้อย่างไร ต้องใช้วิธีไหนในการพูดคุยหรือชักชวนให้หันมาดูแลตัวเอง ให้เหมาะสมกับคนไข้ท่านนั้นๆ

ตั้งแต่วันนั้น หมอแคทเปลี่ยนจากทันตแพทย์ที่เน้นซ่อมและรักษามาเป็นการแนะนำคนไข้ให้รู้จักช่องปากของตัวเองและวิธีการป้องกันที่ต้นเหตุ สร้างประโยชน์ต่อคนไข้อย่างแท้จริงและยั่งยืน และยังได้แบ่งปันแนวคิดและวิธีทำงานร่วมกับคนไข้ให้ทันตแพทย์คนอื่นๆ เพื่อหาคนร่วมอุดมการณ์เดียวกันมาพัฒนาสุขภาพในช่องปากของคนไทย

ตั้งแต่วันนั้น ธุรกิจคลินิกทันตกรรมแห่งนี้มีคุณค่าชัดเจนโดดเด่น ในขณะที่คลินิกอื่นๆ กระหน่ำแข่งขันกันด้วยโปรโมชัน ที่นี่กลับมีลูกค้าประจำแวะเวียนมาไม่ขาดสาย พร้อมลูกค้าใหม่ๆ ที่แนะนำกันปากต่อปากตลอด 4 ปี โดยไม่ต้องอาศัยกลยุทธ์ราคาใดๆ เลย

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

ปัญหาที่ปลายเหตุ

หมอแคทเป็นเด็กเรียนดี ตั้งใจสอบเข้าคณะทันตแพทยศาสตร์ เพราะรู้ว่าอาชีพนี้ไม่มีวันตกงาน ถ้ารับราชการด้วย พ่อแม่และครอบครัวจะสบาย

เธอเริ่มทำงานใน พ.ศ. 2542 จนวันนี้ผ่านมา 22 ปีแล้ว ได้เห็นคนไข้ตั้งแต่เด็กจนเขามีลูก เห็นคนไข้ผู้ใหญ่จนเขาเสีย เห็นตั้งแต่ฟันที่ไม่เป็นอะไรจนต้องถอนทิ้งทั้งปาก

“เราแก้ปัญหาที่ปลายเหตุกันตลอด ทั้งที่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ครูบาอาจารย์สอนมาคือการหาต้นเหตุ แล้วแก้ตรงนั้น แต่มันเป็นเชิงทฤษฎีที่ไม่ได้บอกว่าต้องประยุกต์ใช้กับคนแต่ละคนที่แตกต่างกันยังไง ปากแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีการก็ต้องไม่เหมือนกัน อุปกรณ์ก็อาจจะไม่เหมือนกัน ทุกโรงเรียนสอนเรื่องการแปรงฟัน ทุกโรงเรียนมีหมอฟันเข้าไปตรวจปีละสองหน แต่นักเรียนยังฟันผุอยู่ 

“พอดีเราศึกษาหลายสาขาที่ไม่ได้เกี่ยวกับทันตแพทย์ จึงทำให้กลับมาถามตัวเองว่า คุณค่าของสิ่งที่ทำคืออะไร ความสุขที่เรามีคืออะไร

“สิ่งที่เราทำอยู่ ขูดหินปูน อุดฟัน สักพักคนไข้ผุกลับมาอีกแล้ว ซี่เดิม ก็แก้ไข แก้แล้วก็ครอบ ครอบเสร็จรักษาราก ในที่สุดก็ถอน ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้าดูแลตัวเองดีๆ คุณอาจจะไม่ต้องขูดหินปูนหรืออุดฟันไปตลอดชีวิตเลยก็ได้”

วันหนึ่งได้คำตอบว่า ความสุขของตัวเองคือการสร้างประโยชน์ให้คนอื่น เธอจึงมุ่งมั่นทำเรื่องการป้องกัน (Prevention) โรคในช่องปาก ด้วยการให้ความรู้และทำให้คนไข้อยากดูแลตัวเองให้ดีขึ้น จนมีคนไข้มาบอกว่า ‘โชคดีจังเลยที่ได้มาเจอคุณหมอ น่าจะเจอกันเร็วกว่านี้เนอะ’ 

คนเป็นหมอได้ยินอย่างนั้นก็เหมือนคนบ้ายอ ดีใจ อิ่มใจ หัวใจฟู 

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

รู้จักฉัน รู้จักเธอ

ด้วยความที่ชอบเรียนรู้ หมอแคทเคยไปอบรมเรื่องการบริหารบุคลากร ทำให้รู้จักกับแบบทดสอบสัตว์สี่ทิศ (DISC Personality) ที่องค์กรมักทำเพื่อให้พนักงานรู้จักตัวเอง รู้จักเพื่อน จึงคิดต่อว่า ถ้ารู้จักตัวเองได้ รู้จักเพื่อนร่วมงานได้ ก็น่าจะรู้จักคนไข้ได้เหมือนกัน

นั่นคือหัวใจสำคัญของการ Prevention ที่เกี่ยวกับกับการปรับพฤติกรรม จะขอให้ใครเปลี่ยนอะไร เราต้องรู้จักเขาก่อน

“เราเอาคนไข้เป็นศูนย์กลาง เป้าหมายคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จนกว่าเขาจะดูแลตัวเองได้ พอเริ่มจากความคิดว่าอยากให้คนไข้เป็นศูนย์กลางแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อะไรที่จะทำให้เขาเป็นศูนย์กลาง เราจะทำหมด”

การเข้ารับรักษาที่ ProTech Dents คนไข้จะได้ทำแบบทดสอบ DISC ใช้เวลาราวๆ 5 นาที อ่านคำถาม ไม่ต้องคิด แล้วตอบเลย ถ้ามาพร้อมผู้ปกครอง ต้องทดสอบผู้ปกครองหรือคนที่พามาด้วย กรณีเด็กเล็ก สิ่งที่เด็กเป็นมาจากผู้ปกครอง และการจะแปรงฟันหรือดูแลตัวเองได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ปกครองเป็นหลัก กรณีที่โตขึ้นมาหน่อยแล้วเด็กเป็นคนละแบบกับผู้ปกครอง ก็ต้องระมัดระวังความขัดแย้งเป็นพิเศษ แบบทดสอบนี้จำเป็นต้องเป็นกระดาษเพื่อให้ตอบได้ไว เขียนได้ไว ทั้งๆ ที่เอกสารอื่นๆ ในคลินิกเป็น Computer-based ทั้งหมด

ทุกครั้งที่หมอคุยกับคนไข้ก็จะเก็บข้อมูลไปด้วย ไม่ใช่ข้อมูลเรื่องสุขภาพฟันอย่างเดียว แต่เป็นข้อมูลส่วนตัวที่จะทำให้รู้จักคนไข้มากขึ้น

“ทำงานที่ไหน มีครอบครัวหรือยัง ลูกกี่คน เขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ตัวตนของคนไข้จะมาคอนเฟิร์ม DISC ว่าเขาเป็นคนแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า เราจะบอกคนไข้ก่อนเลยว่า ที่ให้ทำไม่ใช่เพราะอยากยุ่งยาก แต่เราอยากรู้จักว่าคุณเป็นคนยังไง”

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา
คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

หมี กระทิง อินทรีย์ หรือหนู ?

DISC สัตว์สี่ทิศ มีหมี หนู กระทิง และอินทรีย์

หนู คือกลุ่มที่สนใจเรื่องความสัมพันธ์เป็นหลัก เป้าหมายในชีวิตจะได้ไม่ได้ไม่เป็นไร ถ้าความสัมพันธ์ยังดีอยู่

หมี คือกลุ่มที่ไปสู่เป้าหมายได้ แต่ต้องมีขั้นตอนให้เป็นสเต็ป

กระทิง คือกลุ่มที่ต้องบรรลุเป้าหมาย โดยไม่สนรูปแบบและความสัมพันธ์ 

อินทรีย์ คือกลุ่มที่ไม่สนใจเป้าหมาย อยากทำอะไรหลายอย่าง ความคิดสร้างสรรค์บรรเจิด เห็นภาพใหญ่ได้ดี แต่อาจทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง

“วิธีการที่เราจะคุยกับเขาต้องแปรไปตามประเภทของคนไข้คนนั้น” หมอแคทว่า “มีคนไข้คนหนึ่งเป็นเด็กผู้ชายวัยรุ่นมากับคุณแม่ ก่อนหน้านี้ทำฟันที่อื่น แต่มีคนแนะนำให้มาหาหมอ ครอบครัวนี้คุณแม่ได้เป็นหมี คุณลูกเป็นกระทิง เราหวั่นใจเลยว่าต้องขัดแย้งกันแน่ แล้วเด็กอายุสิบห้าเป็น Alpha ส่วนแม่เบบี้บูม”

เมื่อเจอกับคนไข้ประเภทกระทิง หมอแคทต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนโดยไม่ต้องบอกวิธีการ แสดงให้เขาเห็นถึงปัญหาและผลที่ตามมา เช่น ถ้าเหงือกบวมแบบนี้ต่อไปจะมีกลิ่น และปล่อยให้เขาคิดเอง ตัดสินใจเอง ส่วนของคุณแม่ หมอต้องสรุปให้ฟังเป็นขั้นเป็นตอนว่าจะทำอะไรหลังจากนี้

จากเดิมที่เป็นปัญหาของแม่ เพราะแม่พามา เขาก็จะเริ่มเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวเองมากขึ้น พอรู้จักคนไข้ หมอก็ทำงานง่ายขึ้น เข้าใจคนไข้มากขึ้น และในที่สุดก็จะสื่อสารให้เขาดูแลตัวเองได้

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

ทีมที่มีคนทุกแบบ

สิ่งเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าหมอแคทไม่มีทีมงานที่เข้าใจภาพเดียวกัน มีจิตใจที่เห็นประโยชน์คนไข้เป็นที่ตั้ง เธอจึงให้ความสำคัญกับการรับคนเข้าทำงาน บางตำแหน่งหายากมาก หานาน แต่ถ้าใช่แล้วใช่เลย 

“เราเริ่มตั้งแต่การประกาศรับสมัคร สมัยก่อนก็มีข้อมูลเงินเดือน ความรับผิดชอบคืออะไร แต่ตอนนี้จะบอกเลยว่า เรามองหาเพื่อนร่วมงานที่อยากเห็นคุณภาพชีวิตคนไข้ดีขึ้น อยากทำงานที่ไม่ได้จบเป็นวันๆ แต่อยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน โดยที่ไม่พูดเรื่องเงินเลย ทั้งที่สวัสดิการและเงินเดือนของเราให้สูงกว่าที่อื่นในตลาด สำหรับตำแหน่งที่ไม่ต้องการวุฒิปริญญา เราไม่สนเลยนะ จบอะไรก็ได้ บางคนความคิดความสามารถดีเยี่ยม

“ทุกคนจะต้องทำ DISC อินทรีย์ก็จะถามเลยว่า ทำทำไม เพื่ออะไร เพราะอยากเห็นภาพใหญ่ แล้วค่อยตอบเป็นขั้นๆ ไป”

หนึ่งองค์กรจำเป็นต้องมีทั้งหมี กระทิง อินทรีย์ และหนู ซึ่งทีมงาน ProTech Dents มีคนทุกรูปแบบ เพราะแต่ละคนมีข้อเด่นข้อด้อยไม่เหมือนกัน แต่ทุกข้อเด่นจะมาพร้อมข้อด้อย จึงต้องเอาข้อเด่นของอีกคนมาทำให้สมดุล ถ้าบางช่วงมีกระทิงเยอะไป ก็ต้องรีบหาหนูมาบาลานซ์ 

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

มองคู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์

หมอแคทคำนวณแล้วว่า ถ้าเธอทำเรื่อง Prevention คนเดียว ขณะที่หมอคนอื่นไม่ทำ ชั่วชีวิตนี้จะช่วยให้คนไข้กลับมาดูแลตัวเองได้ไม่เกิน 3,000 คน เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมต้องใช้เวลา เธอจึงไม่มองคลินิกทันตกรรมอื่นๆ เป็นคู่แข่ง แต่มองเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่จะไปสู่เป้าหมายใหญ่กว่า นั่นคือการได้เห็นคุณภาพชีวิตและสุขภาพในช่องปากของคนไทยดีขึ้น

“คนเราทุกคนดีที่สุดไม่ใช่การมารักษาให้หาย แต่คือการดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นโรค ถ้าเขาเป็นโรคมาแล้ว เราต้องรักษาควบคู่ไปกับการป้องกันไม่ให้เกิดโรคเดิมซ้ำ ความตั้งใจของเราส่งประโยชน์ต่อประเทศนี้ แต่ถ้าทำเองคนเดียวคงช้ามาก 

“โจทย์ข้อต่อมาคือ ทำอย่างไรให้หมอคนอื่นทำได้เหมือนกัน เราเลยสร้างไกด์ไลน์ออกมาให้หมอคนอื่นๆ ได้เลือกทำงานกับคนไข้ที่เปิดใจ และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นก่อน ถ้าคุยกับคนไข้ ให้ถามคำถามดังต่อไปนี้ แต่ละคำถามจะมีคะแนนให้ คะแนนรวมก็เอามาหารเฉลี่ย แล้วจะรู้เลยว่าคนนี้คือเป้าหมายที่เราควรเปลี่ยนพฤติกรรมเขาหรือไม่ ถ้าคะแนนน้อย แปลว่าเขาไม่มีความสนใจและไม่เปิดรับเราเลย อย่าเพิ่งเริ่มที่คนนี้ เพราะยาก ยากแล้วหมอก็หมดกำลังใจ”

ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่หมอแคทเริ่มเทรนทันตแพทย์คนอื่นๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ค่าเช่าสถานที่และค่าอาหารเครื่องดื่มใช้วิธีขอสปอนเซอร์ มีแขกรับเชิญเป็นอาจารย์ด้านจิตวิทยามาให้ความรู้เรื่อง DISC และพฤติกรรมคน ส่วนเธอเป็นตัวแทนของคนที่ทำซ้ำๆ จนเกิดเป็นองค์ความรู้ สามารถขยายเมล็ดพันธุ์ออกไปได้

“เริ่มต้นเราเทรนได้เจ็ดคน แต่ในการทำบางอย่าง มันไม่สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ความหวังคืออยากเทรนด์คุณหมอให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ พันคน สองพันคน ในร้อยคนน่าจะมีสักคนหนึ่งที่ทำได้สุดยอด อีกห้าสิบคนสอนแปรงฟันถูกต้อง แต่อาจจะไม่ได้ติดตามต่อเนื่อง ก็ไม่เป็นไร บางส่วนอาจจะไม่ทำเลย อยากรักษาอุด ซ่อม ถอน เหมือนเดิม แต่เขาจะเริ่มมีใจ หากเห็นคนไข้คนไหนพร้อมก็อาจจะสอนนิดๆ หน่อยๆ ไม่ว่าทางไหนก็ได้ประโยชน์ทั้งหมด ไม่เสียประโยชน์เลย”

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา
ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

ใหญ่ (แต่ไม่) เกินตัว

“ความตั้งใจของเราถ้าไม่ตายเสียก่อน อยากให้บริษัทประกันในบ้านเรายอมรับการ Prevention โรคในช่องปาก ให้สามารถเบิกได้ และรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเรื่องนี้โดยเฉพาะ”

เธอเล่าย้อนสมัยตอนไปดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ รัฐบาลมีนโยบายให้งบประมาณคลินิกทันตกรรมสำหรับการดูแลประชาชนตามจำนวนประชากรที่กำหนด แต่ต้องทำให้คนเหล่านี้กลับมาดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองให้ได้ หมายความว่าในระยะยาว ประเทศจะลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้อย่างมากมายมหาศาล 

สิ่งที่รัฐได้คืออะไร หมอแคทยกตัวอย่างให้ฟังว่า สมมติมีคนไข้ฟันผุต้องลางานมาทำฟัน 1 วัน ถ้ารักษารากฟันต้องลา 5 วัน ในวันนั้นๆ เขาสามารถทำงานให้องค์กรหรือประเทศชาติได้เท่าไหร่ โดยที่ทันตแพทย์ก็อยู่ได้เพราะรัฐสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบผลลัพธ์ และถึงขั้นมีโล่รางวัลเพื่อเป็นกำลังใจให้หมอทุกคน

หมอแคทเปรียบเทียบข้อมูลค่ารักษาพยาบาลทางทันตกรรมจาก WHO ให้เห็นภาพมากขึ้น ค่าทำฟันต่อปีของคนทั้งโลกสามารถสร้างตึกสูงอย่าง Burj Khalifa ที่ดูไบ ได้ถึง 264 ตึก นั่นแปลว่ารัฐจะมีงบประมาณเหลือเพื่อไปพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรด้านอื่นๆ เริ่มจากประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมและหันมาดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองมากขึ้น

“เป้าหมายใหญ่ของเราคือ อยากให้ประกันรองรับกระบวนการป้องกัน อยากให้รัฐบาลสนับสนุน เหมือนสามสิบบาทรักษาทุกโรค แต่อันนี้ไม่ต้องรักษา สามสิบบาทป้องกันทุกโรค รัฐมีเงินจ่ายให้ทุกคนเพื่อให้หมอฟันสอนคนไข้ดูแลตัวเอง

“เรื่องฟัน รัฐอาจจะไม่ได้มองว่าสำคัญอันดับแรก แต่ลองคิดดูว่า ถ้าไม่มีฟันสักซี่จะกินยังไง ถ้าไม่มีฟันสักซี่จะยังมั่นใจในตัวเองอยู่ไหม ถ้าไม่มีฟันสักซี่จะยังพูดรู้เรื่องหรือเปล่า มันทำให้คุณภาพชีวิตของคนคนหนึ่งดีขึ้นอย่างแตกต่างเลยนะ”

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

สายสัมพันธ์

โรคฟันอันตรายอยู่อย่างหนึ่ง บางคนไม่มีอาการบ่งชี้ ไม่มีสัญาณ จนกระทั่งมันวิกฤต

หลายคนคิดว่าไม่เป็นอะไร ไม่ต้องไปตรวจ ยิ่งไปเพื่อป้องกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

“เราเลยใช้วิธีเปิดกล้องให้ดูเลย ไม่พูดมาก” หมอหัวเราะ “จะเห็นหินปูน เห็นเหงือกบวม บางคนเลือดอออก นอกจากกล้อง เราก็มีเครื่องมือแสดงตัวตนของโรคหลายอย่าง มีหลักฐานให้คนไข้เห็น ถ้าคนไข้เป็นหมี อย่าไปจี้เขาว่าทำไม่ดี ต้องให้กำลังใจ ถ้าเป็นอินทรีย์ต้องพูดให้เห็นภาพใหญ่ แล้วให้โจทย์ไปคิดต่อว่าจะทำยังไงต่อไปดี 

“หมอมีน้ำยาที่จะย้อมติดตรงที่มีคราบแบคทีเรียอยู่ สีที่แตกต่างกัน บอกอายุของคราบแบคทีเรียได้ว่าอยู่มานานเท่าไหร่แล้ว และเห็นได้เลยว่ามันกำลังผลิตกรดละลายฟันเราอยู่ โดยเฉพาะคนไข้ที่บอกว่าเพิ่งแปรงฟันเมื่อกี้นี้ ตามทฤษฎีแล้ว ถ้าย้อมสีต้องไม่ติดเลยนะ 

“หลังจากนั้นเราจะเอาผ้าก๊อซเช็ดแบคทีเรียออก นั่นแปลว่าถ้าแปรงดีๆ ก็ต้องออกเหมือนกัน คราวนี้คนไข้จะคิดต่อแล้วว่าทำไมทำไม่ได้และส่วนใหญ่จะบอกกลับมาเลยว่า งั้นหมอช่วยบอกหน่อยว่าต้องแปรงยังไงถึงออก คราวนี้ก็เข้าเกมเราแล้ว เราก็แนะนำเรื่องการทานอาหาร การดื่มน้ำเปล่า พอเขาทำแล้วมันดีขึ้นจริงก็เกิดเป็น Bonding เกิดความไว้ใจ พอเขาเชื่อใจเราแล้วก็จะไปแนะนำเพื่อน ครอบครัวให้มาพบกัน”

ในช่วงโควิด-19 คลินิกแห่งนี้อาจไม่ได้มีโปรโมชันส่วนลดเหมือนที่อื่น เพราะราคาที่ตั้ง หมอแคทคำนวณจากต้นทุนจริงบวกกับกำไรเล็กน้อยให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ถ้าลดราคาได้แปลว่าตั้งราคาเกินจริง สิ่งที่เธอเลือกทำคือ หากเจอคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายในช่วงนี้ แต่ต้องรักษาฟันทันที หมอจะให้คนไข้ผ่อนกับบัตรเครดิต โดยรับผิดชอบค่าดอกเบี้ยให้แทน

คุณค่าที่แท้จริง

เป้าหมายของ ProTech Dents ในวันนี้ไม่ใช่การสร้างกำไรสูงสุด (Maximize Profit) แต่เป็นการทำคุณค่าและประโยชน์ให้คนอื่น เป็นเหตุผลให้คลินิกทันตกรรมแห่งนี้อยู่รอดในวิกฤตโควิด-19 ในขณะที่หลายๆ แห่งทยอยปิดตัวลง

“โควิดก็เป็นสาเหตุสำคัญ แต่อีกสาเหตุหนึ่ง ถ้าลองเปิดเฟซบุ๊กหรือไอจี จะเห็นว่าคลินิกทันตกรรมมีแต่โปรโมชันลดแลกแจกแถม แล้วทำแต่จัดฟัน ทำแต่บริการที่เหมือนจะทำเงิน เราเลยตั้งคำถามว่า ถ้าคนไข้ไม่ได้ตัดสินด้วยราคา แต่ละที่นำเสนอคุณค่าอะไรกัน นั่นเป็นกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ต้องยอมรับว่าเรียนจบมา เราไม่เคยเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจเลย เราเรียนรู้แต่ How-to ทำฟันคนไข้ยังไง 

“ถ้าสู้ด้วยราคาเลือกถูกอย่างเดียว เดี๋ยวก็มีคนถูกกว่าเรา เลือกคลินิกใหญ่สวย วันหนึ่งก็ต้องมีใหญ่กว่าเรา สวยกว่าเรา ใหม่กว่าเรา เลือกหมอดัง หมอดังก็วิ่งหลายที่ เลือกโลเคชันติดบีทีเอส เดี๋ยวก็มีคนติดบีทีเอสกว่าเรา ฉะนั้น ต้องหาคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ยากที่จะลอกเลียนแบบ”

ในทางกลับกัน หมอแคทก็พร้อมจะเผยแพร่องค์ความรู้และประสบการณ์ให้คนอื่นๆ เพราะนี่ไม่ใช่การแข่งขัน แต่เป็นการสร้างประโยชน์ในส่วนรวม จนได้รับเชิญไปบรรยายและสัมนาในหลายประเทศ ทั้งเวียดนาม สาธารณรัฐเช็ก และสิงคโปร์ โดยหวังว่าวันหนึ่งสิ่งที่ทำจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ

คำถามที่หมอแคทเจอจากลูกค้าเสมอคือ ถ้าหมอสอนแปรงฟันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ สุดท้ายถ้าวันหนึ่งไม่มีคนไข้มารักษาเพราะไม่มีใครเป็นโรค ธุรกิจหมอจะทำอย่างไร ซึ่งเธอจะตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะทุกครั้งว่า 

“ไม่ต้องห่วง หมอตายไปสามรอบ ยังรักษาไม่หมดเลย”

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

Lessons Learned

  • ถ้าธุรกิจสร้างขึ้นมาเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่าการทำกำไร คุณอาจต้องอาศัยแรงคู่แข่ง มองคู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์อันจะไปสู่ปลายทางที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน
  • เข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง หาวิธีที่ดีที่สุดในการทำความรู้จักลูกค้า เพื่อจะได้สร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้เขาอย่างยั่งยืน
  • หาคุณค่าของธุรกิจของตัวเองให้เจอ และแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงความตั้งใจนั้น แทนที่จะต่อสู้ด้วยราคา ความสวยงาม หรืออะไรก็ตามแต่ ที่พร้อมจะมีคนขึ้นมาแทนที่ได้ตลอดเวลา และวันหนึ่งลูกค้าจะกลับมาหาเราอีก
  • ทุกคนในองค์กรไม่จำเป็นต้องเป็นคนแบบเดียวกัน เพราะจุดเด่นมาพร้อมจุดด้อยเสมอ บริหารคนโดยเลือกใช้ข้อดีของแต่ละคนถัวเฉลี่ยด้วยข้อด้อย เพื่อให้เกิดทีมสมบูรณ์แบบที่สุด และหลายครั้งการเห็นต่างของคนคนละประเภทก็สร้างสิ่งใหม่ๆ ได้มากมาย

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load