แค่เดินเข้ามาในเขตสำนักงาน ก็ได้กลิ่นเครื่องเทศแล้ว 

พูดถึงเครื่องเทศที่เป็นแบรนด์อันดับหนึ่ง ใครจะไม่นึกถึงสัญลักษณ์ตรามือทำท่าอร่อยยกนิ้ว และชื่อภาษาจีนที่คุ้นหูมาหลายรุ่น

‘ง่วนสูน’ คือ ชื่อร้านที่เยาวราช ส่วน ‘ตรามือที่ 1’ คือ ชื่อแบรนด์ขายเครื่องเทศและพริกไทยคุณภาพแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ใครยังบอกไม่รู้จัก ถ้าลองได้เห็นขวดพริกไทยฝาสีแดงเขียวเป็นต้องร้องอ๋อ เพราะเป็นแบรนด์ที่มีเรื่องราวเก่าแก่ยาวนาน จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเดินเข้ามาในสำนักงานแล้วเห็นตู้เก็บคอลเลกชันขวดเครื่องเทศ รูปครอบครัวขาวดำแขวนผนัง ไปจนถึงกำแพงที่เล่าเรื่องราวตั้งแต่สมัยคุณทวดนั่งเรือสำเภามาจากจีน

จาก ง่วนสูน พริกไทยตรามือที่ 1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก

ง่วนสูนเริ่มต้นตั้งแต่ขายพริกไทยอย่างเดียว จนตอนนี้แตกแบรนด์ออกมาชื่อ Spice Story รวบรวมเครื่องเทศในมือได้หลายร้อยชนิด และนำเสนอสุนทรียภาพในการกินให้หลากหลายมากขึ้น

The Cloud ชวน โบว์-ภัครภัสสร์ ลิ้มประนะ ทายาทรุ่นที่ 4 ของครอบครัวลิ้มประนะ มาเปิดอัลบั้มครอบครัวเล่าความทรงจำ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของคุณทวดไปจนถึงเส้นทางการปั้นแบรนด์ใหม่ของเธอเอง มานั่งฟังเรื่องเล่าธุรกิจเครื่องเทศของครอบครัวที่เชี่ยวชาญเครื่องเทศอันดับหนึ่งในประเทศไปพร้อมๆ กัน 

โบว์-ภัครภัสสร์ ลิ้มประนะ ทายาทรุ่นที่ 4 ง่วนสูน พริกไทยตรามือที่ 1

ธุรกิจ : บจก.อาจจิตต์ อินเตอร์เนชั่นแนลเพ็พเพอร์แอนด์สไปซ์ 

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2497

อายุ : 66 ปี

ประเภท : ผลิตและจำหน่ายเครื่องเทศ 

ผู้ก่อตั้ง : คุณเองเทียม แซ่โง้ว

ทายาทรุ่นสอง : อาจจิตต์ ลิ้มประนะ 

ทายาทรุ่นสาม : วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ 

ทายาทรุ่นสี่ : ภัครภัสสร์ ลิ้มประนะ

พริกไทยป่นในยุคเสื่อถังกะละมังหนึ่งใบ 

ราวเกือบ 70 ปีก่อน คุณทวดตระกูลลิ้มประนะนั่งเรือสำเภามาจากเมืองจีน ตั้งรกรากอยู่แถวสำเพ็ง กิจการแรกที่ริเริ่มทำ คือขายยาสูบและยาเส้น จนเมื่อรัฐบาลในสมัยนั้นควบคุมกิจการยาสูบ คุณอาจจิตต์ซึ่งเป็นคุณปู่ของโบว์จึงหาเครื่องเทศมาขาย

เริ่มจากซื้อพริกไทยกระสอบแล้วมาแบ่งขายเป็นถุงเล็กที่ตลาดสดเยาวราช เดินหาบเร่ขาย มีอุปกรณ์คือกะละมัง ถังเก็บเงิน เครื่องบดพริกไทยป่น และช้อนตักพริกไทย 

จากง่วนสูน พริกไทยตรามือที่ 1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก

 “สมัยก่อน แต่ละบ้านต้องเอาพริกไทยเม็ดมาป่นใช้เองที่บ้าน คุณปู่เล็งเห็นว่าทำไมขายแต่พริกไทยเม็ด” ทำให้ครอบครัวลิ้มประนะเป็นเจ้าแรกในประเทศที่ทำพริกไทยป่นขายจนมีชื่อเสียง 

จากเดินขาย ก็ขยับขยายทำร้านของตัวเองที่เยาวราช ซึ่งทำให้ง่วนสูนยังมีหน้าร้านที่เดิมอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน 

เมื่อมองเข้าไปในตู้เก็บของเก่าของง่วนสูน จะเห็นอุปกรณ์ทั้งหมดที่เคยใช้อย่างครบครัน ดูเก่าคร่ำคร่าแต่ยังขลัง ข้างช้อนตักพริกไทยมีคำบรรยายติดอยู่ อ่านแล้วเหมือนได้ย้อนกลับไปในสมัยนั้น 

จากง่วนสูน พริกไทยตรามือที่1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก

เมื่อมีลูกค้ามาซื้อพริกไทยป่นที่หน้าร้านง่วนสูน เยาวราช ก็จะใช้ช้อนคันนี้ตักพริกไทยขาย ใช้ตักจนช้อนสึก และมีคราบพริกไทยติดฝังลึกลงไปในเนื้อช้อน เพราะใช้มานานกว่า 30 ปี จนปลายด้ามช้อนหักก็ยังใช้ตักอยู่จนถึงปัจจุบันมีอายุกว่า 30 ปี และได้นำมาเก็บไว้ในตู้เก็บของเก่าของบริษัท’ 

ในตอนนั้นทายาทรุ่นที่ 4 อย่างโบว์ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่มาช่วยตักพริกไทยขายที่หน้าร้าน

โปรดจำตรามือที่ 1 ไว้เป็นสำคัญ 

ศาสตร์การเลือกเครื่องเทศของครอบครัวลิ้มประนะเป็นความรู้ที่สั่งสมกันมานานจากรุ่นสู่รุ่น เทคนิคการเลือกเครื่องเทศของโบว์ได้มาจากพ่อ “คุณพ่อสอนว่าการเลือกเครื่องเทศก็เหมือนเลือกเพชรพลอย ถ้าไม่ได้ความรู้จากรุ่นปู่รุ่นทวด เราก็เหมือนโดนเขาหลอกได้” 

เคล็ดลับในการเลือกเครื่องเทศต้องใช้ประสาทสัมผัส ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จึงมั่นใจว่าคัดสรรมาแต่ของดีเท่านั้น 

จาก ง่วนสูน พริกไทยตรามือที่ 1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก

“พริกไทยของง่วนสูนคัดจากพริกไทยแท้เม็ดบริสุทธิ์ที่เลือกสรรและผ่านการอบพร้อมบด พริกไทยแท้ๆ มีความหอม เหยาะทีเดียวก็เผ็ด ความหอมของเครื่องเทศหอมด้วยน้ำมันหอมระเหยที่อยู่ข้างใน ถ้าเก็บไว้นาน ลองใช้มือยีๆ ปลุกให้ตื่น แล้วจะได้กลิ่นหอมอีกครั้ง เครื่องเทศบางชนิด เวลาเขย่าแล้วจะได้ยินเสียงด้วย เช่น ลูกจันทน์” 

แค่ฟังเรื่องราวการดูเครื่องเทศจากทายาทคนล่าสุดก็รู้สึกว่าศาสตร์นี้ช่างมหัศจรรย์ 

เมื่ออ่านที่ถุงพริกไทย ก็เจอคำโฆษณาเก่าแก่สไตล์ไทยๆ แบบสมัยก่อน 

‘โปรดจำตรามือที่ 1 ไว้เป็นสำคัญ สัญลักษณ์แห่งคุณภาพ’ 

ต้องไม่ใช่แค่เพราะคำโปรยโฆษณาที่ติดหูหนึ่งประโยคนี้แน่ที่ทำให้คนจดจำ ‘ตรามือที่ 1’ จนขึ้นใจ อะไรทำให้เครื่องเทศแบรนด์นี้เป็นอันดับหนึ่งในใจคน เราถาม 

จาก ง่วนสูน พริกไทยตรามือที่ 1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก

“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่มีคู่แข่ง เราไม่ได้มองว่าเราเหนือกว่าใครนะ แต่ยังไม่เจอใครที่ทำแบบเรา เราให้ความสำคัญกับการทำพริกไทยและเครื่องเทศคุณภาพดีมากๆ” 

ของต้องดีเพราะเป็นของที่ทำกินเอง ดังนั้นทุกขั้นตอนต้องมั่นใจว่าดีจริง ตั้งแต่เลือกวัตถุดิบ กรรมวิธีคั่วบดผ่านกระบวนการให้ได้มาตรฐาน ไปจนถึงแพ็กเกจ ส่งตรงถึงมือลูกค้า อยากให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่ามากที่สุด คุณภาพเกินราคา 89 บาทที่ซื้อพริกไทยขวดหนึ่งไป 

จากง่วนสูน พริกไทยตรามือที่1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก

ขีดเส้นมาตรฐานที่ระดับโลก

“คุณย่ามีวิสัยทัศน์ ท่านส่งลูกไปเรียนที่อังกฤษ จะได้คุยกับต่างชาติได้ ส่งออกสินค้าได้” โบว์เล่าว่า ยุคคุณวิศิษฎ์ หรือคุณพ่อของโบว์ เป็นช่วงทำโรงงานให้มีมาตรฐาน มีระบบระเบียบ ขยายโรงงานให้ใหญ่ขึ้นและบุกตลาดต่างประเทศ 

จากแรกเริ่มโรงงานมีพื้นที่ 1 ไร่ ก็ขยายมาเป็น 20 ไร่ มีทั้งภาคส่วนที่ขายอุตสาหกรรม เช่น โรงงานที่ผลิตของแช่แข็งต่างๆ และส่วนที่ขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต 

“ตั้งแต่สมัยคุณพ่อจนมาถึงน้องชาย ที่โรงงานเราให้ความสำคัญกับเครื่องผลิตทุกอย่างที่ดีที่สุด เพื่อให้ได้เครื่องเทศที่มีมาตรฐานระดับโลก”

กรรมวิธีสำหรับเครื่องเทศนั้นสำคัญมาก ถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องทำให้ดี

จาก ง่วนสูน พริกไทยตรามือที่ 1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก

“พริกไทยนั้นคล้ายกาแฟ ทำไมแบรนด์กาแฟของอเมริกาได้รับความนิยม แม้แหล่งปลูกกาแฟของเขาอยู่ที่เวียดนาม นั่นเพราะเคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่กรรมวิธีในการคั่วบด” 

 หลังจากเริ่มขายแค่พริกไทยป่น ทุกวันนี้ง่วนสูนมีพริกหลากหลายแบบ ทั้งพริกไทยเม็ดดำ เม็ดขาวเม็ดชมพู พริกแดงหลากหลายสายพันธ์ุ รวมถึงเครื่องเทศชนิดอื่นอย่างโป๊ยกั๊ก ชวงเจีย เปาะหอม ลูกจันทน์ ผงกะหรี่ ผงพะโล้ รวมถึงยังมีเครื่องแกง ชุดเครื่องเทศ ผงปรุงสำเร็จรูปที่โบว์บอกว่าได้รับความนิยมไม่แพ้กัน 

จาก ง่วนสูน พริกไทยตรามือที่1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก
จาก ง่วนสูน พริกไทยตรามือที่ 1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก

“สินค้าประเภทผงปรุงอาหารสำเร็จรูป เราไม่ได้ทำมาเพื่อฆ่าสตรีทฟู้ด แต่อยากแก้ปัญหาของลูกค้าที่ไม่มีเวลาหาเครื่องปรุงเยอะๆ”

ขณะที่ง่วนสูนกลายเป็นของดีในชีวิตประจำวันที่ทุกบ้านใช้ปรุงคู่ครัว โบว์บอกว่าคุณพ่อเริ่มเห็นโอกาสขยับขยายมากกว่านั้น อย่างการเสาะหาเครื่องเทศจากทั่วโลก คัดสรรให้หลากหลายและพิเศษยิ่งขึ้นไป

“ต่างประเทศอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส มีร้านเครื่องเทศที่มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง ทำให้คุณพ่อรู้สึกว่าประเทศไทยเองก็อุดมสมบูรณ์ ในเอเชียเรามีเครื่องเทศมากที่สุด อยากรวบรวมและเล่าเรื่องเครื่องเทศหลากหลายขึ้นในแบบของเรา” 

เครื่องเทศหล่นไม่ไกลต้น 

จึงถึงคราวของโบว์ ทายาทรุ่นที่ 4 ผู้เข้ามาสานต่อเจตนารมณ์การขยับขยายของคุณพ่อ ปลูกปั้น Spice Story แบรนด์ลูกของง่วนสูน โดยตั้งใจเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต่างออกไป เป็นกลุ่มที่ใส่ใจสุนทรียภาพการกินเป็นพิเศษและวางภาพลักษณ์เป็นเครื่องเทศพรีเมียม

ถ้านึกภาพไม่ออกว่าเครื่องเทศพรีเมียมเป็นแบบไหน ให้ลองนึกเทียบกับกาแฟ Specialty Coffee ซึ่งเป็นกาแฟที่คัดพิเศษต่างจากกาแฟทั่วไป การคัดเครื่องเทศแบบพิเศษก็ไม่ต่างกัน ใช้มือคัด เป็นเครื่องเทศแบบ Handpick และมีความคราฟต์มากขึ้น 

ดีคนละแบบกับง่วนสูน แล้วแต่ว่าชอบทานแบบคลาสสิกหรือสนุกกับสุนทรียะในการทานแบบใหม่ๆ 

จากง่วนสูน พริกไทยตรามือที่1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก

ถ้าเริ่มสิ่งใหม่ โดยไม่มีรากก็อาจจะยาก

โชคดีที่ Spice Story มีความแข็งแกร่งที่ได้แต้มต่อมาจากครอบครัว คือศาสตร์การคัดเครื่องเทศและลายแทงว่าแหล่งเครื่องเทศที่ดีที่สุดอยู่ที่ไหน สิ่งที่ต้องต่อยอด คือกรรมวิธีคัดเครื่องเทศให้พิเศษและชนิดเครื่องเทศที่หลากหลายยิ่งขึ้น

จาก ง่วนสูน พริกไทยตรามือที่ 1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก

“เราไม่ได้แค่เสาะหาว่าเครื่องเทศที่ดีที่สุดมาจากประเทศอะไร แต่มาจากภูมิภาคไหนของประเทศนั้นด้วย ถึงจะมั่นใจว่าได้ของคุณภาพดีที่สุด” คุณภาพที่ดียังเป็นสิ่งที่โบว์อยากรักษาไว้ ไม่ให้เสียชื่อความเก่าแก่ของง่วนสูนที่เป็นแบรนด์พ่อ

เปิดสารานุกรมเครื่องเทศของ Spice Story

Spice Story นำเข้าเครื่องเทศจากหลายประเทศ ทั้งฝรั่งเศส อเมริกาใต้ ตุรกี อินโดนีเซีย มาดากัสการ์ และอีกมากมาย

มีเครื่องเทศหลายอย่างทั้งที่คุ้นหูและไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

ใบเสจ ใบมาโจรัม ใบทารากอน ปาปริก้าป่นรมควัน อิตาเลียนบูเก้ เฮิร์บเดอโพรวองซ์ บูเก้การ์นีส์ ผิวเลมอน พริกคาเยน พริกเจลาปิโน่ พริกเซเว่นเทสต์ ออริกาโนแมกซิกัน ชวงเจียปักกิ่ง เปราะหอม เทียนข้าวเปลือก เพนูกรีก 

ที่กล่าวมานี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น 

เครื่องเทศบางชนิดนับว่าสรรพคุณต้องร้องว้าว มีพริกที่เผ็ดที่สุดในโลกอย่างพริก Carolina Reaper ลูกกระวานเขียว เม็ดมัสตาร์ดดำ พริกชิโปต์เล่ต์ เกลือสีดำจากเทือกเขาหิมาลัย มีกลิ่นเกลือกำมะถันนิดๆ เวลาใส่ลงไปในอาหารเจจะได้กลิ่นเหมือนอาหารคาว ผงเกลือที่มีแร่ธาตุทำให้เป็นสีชมพู เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ 

จากง่วนสูน พริกไทยตรามือที่ 1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก

รวมเครื่องเทศทั้งหมดที่มีกว่า 500 ชนิด โบว์บอกว่า พยายามครอบคลุมเครื่องเทศทั้งหมดที่ลูกค้าอยากได้ “ในไทยไม่มีคู่แข่งที่มีเครื่องเทศในมือเยอะขนาดนี้ ตอนนี้มองว่าทำยังไงให้คนไทยได้กินของมาตรฐานเดียวกับระดับสากลเทียบเท่าของอเมริกา ยุโรป” 

หนึ่งในสิ่งที่โบว์บอกว่ากำลังพัฒนาต่อไป คือการผลิตแบบออร์แกนิก “ตอนนี้กระบวนการผลิตทุกอย่างเป็น All Natural ไม่ใส่สารเคมีเพิ่ม และเรากำลังสร้างโรงงานสำหรับผลิตแบบออร์แกนิกโดยเฉพาะ” 

เข้าครัวอย่างไรให้แฟนซี 

โบว์เปิดร้าน Spice Story สาขาแรกที่พารากอน “ช่วงแรกเปิดแล้วไม่ได้สำเร็จเลย ต้องใช้เวลาฝ่าฟันให้เข้าถึงคนได้ง่ายที่สุด” ไม่ง่ายในช่วงแรกแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป เพราะโอกาสเติบโตของธุรกิจเครื่องเทศเติบโตขึ้นพร้อมสุนทรียภาพและรสนิยมการทานอาหารของคนที่หลากหลายขึ้น 

เครื่องเทศหนึ่งชนิดมีให้เลือกหลายแบบ ทั้งเม็ดใหญ่ เล็ก บด เกล็ด ป่น เพื่อให้เลือกใช้ได้ตามเมนูที่อยากทำ
ถ้าเอาไปต้มซุปควรใช้แบบป่นละเอียด โรยหน้าต้องใช้เกล็ดใหญ่หน่อย เวลาทำสตู ใส่ทั้งใบไปเลย แต่ถ้าเป็นพริกผิวส้มเหมาะกับเอาไปใช้คลุกข้าว 

ดังนั้น เวลาไปซื้ออบเชยกับ Spice Story จะไม่ได้เลือกซื้อแค่อบเชยเฉยๆ แต่มีให้เลือกระหว่าง อบเชยแท่ง อบเชยป่น อบเชยจีน ถ้าไปซื้อลูกจันทน์ก็มีให้เลือกทั้งลูกจันทน์ลอกเปลือก มีเปลือก และแบบป่น 

จากง่วนสูน พริกไทยตรามือที่ 1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก

โบว์มองว่ามาตรฐานของเครื่องเทศต้องทำให้เป๊ะ เพราะมีผลต่อสุนทรียะในการทาน เช่น พริกเส้นที่เชฟมิชลินสตาร์นิยมนำไปวางประดับจาน ต้องมีขนาดเท่ากันหมดเลยทุกชิ้น 

“เดี๋ยวนี้เชฟเอาวัตถุดิบมาทำเมนูแปลกๆ กันมากขึ้น เราไม่ได้มองแค่ขายเครื่องเทศ มองว่าส่งมอบประสบการณ์ เอาเครื่องเทศมาแต่งเติมให้อาหารแฟนซีมากขึ้น เหมาะกับคนที่อยาก Customize ปรับเปลี่ยนเมนู ทำอาหารในแบบของตัวเอง”

Spice Story จึงไม่ได้แค่คัดสรรเครื่องเทศมาเยอะๆ แต่ยังมีแผนก R&D ที่เชี่ยวชาญด้านด้านวิทยาศาสตร์อาหาร ทดลองหยิบจับนู่นมาผสมนี่ เบลนด์ให้ออกมาเป็นเครื่องเทศชนิดใหม่ 

“การเบลนด์ต้องใช้ประสาทสัมผัสว่า ใช้เครื่องเทศ A รวมกับ B แล้วมันชูกันไหม หรือขัดกัน” เมื่อผสมลงตัวก็ออกมาเป็นเครื่องเทศที่คิดมาแล้วว่าเหมาะกับเมนูไหน เช่น เครื่องเทศสำหรับสปาเกตตีโดยเฉพาะ เครื่องเทศสำหรับปรุงเมนูปลา หมู เนื้อ โดยเฉพาะ หรือบูเก้การ์นี ห่อผ้าที่รวมเครื่องเทศหลายชนิดสำหรับทำซุป 

จากหน้าร้านสาขาแรกที่พารากอน ก็ขยายมาเปิดที่ไอคอนสยาม และเอเชียทีค รวมทั้งวางขายที่ซูเปอร์มาร์เก็ตตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนที่ชื่นชอบการทำอาหารและชาวต่างชาติ

สีสันของชาสมุนไพร

เครื่องเทศและสมุนไพรถือเป็นหมวดที่ใกล้เคียงกัน โบว์ยังเริ่มเห็นโอกาสตลาดของชาสมุนไพรที่คนนิยมดื่มมากขึ้น

“เรามีเกษตรกรในมือและใช้สมุนไพรบางชนิดอยู่แล้วในการทำอุตสาหกรรมเครื่องเทศ พอเริ่มทำชาก็ปลูกเพิ่ม” สมุนไพรที่นำมาทำชาจึงไม่ได้แค่ซื้อมาแล้วมาบรรจุ แต่ลงลึกให้ความรู้แก่เกษตรกรว่าควรปลูกอย่างไรเพื่อได้ของคุณภาพ และรับประกันราคารับซื้อ  

ชาสมุนไพรของ Spice Story มีรสตะไคร้ ใบเตยหอม ดอกคำฝอย กุหลาบ ดอกอัญชัน บางตัวมีเครื่องเทศผสมอยู่ด้วย ด้วยความที่ลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเยอะ จึงออกชาคอลเลกชันพิเศษที่เป็นชื่อเมืองด้วย จุดเด่น คือสีของชาที่มีสีสันตามภาพจำของเมืองนั้น เช่น Bangkok Blend มีสีเหมือนกรุงเทพฯ ที่มีแสงไฟเยอะๆ ส่วน Chiang Mai Blend เป็นชาสีออกม่วงๆ ชวนให้นึกถึงเมืองที่มีกลิ่นอายของวัฒนธรรม

จากง่วนสูน พริกไทยตรามือที่1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก
จากง่วนสูน พริกไทยตรามือที่1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก

แพ็กเกจชาของ Spice Story มีให้เลือกทั้งแบบกระปุกและแบบซอง ถุงชาทำจากผ้าไหม เป็น Luxury Tea Bag เพื่อเพิ่มสุนทรียภาพในการดื่ม เหตุผลที่ออกแบบให้ดูดีขนาดนี้เพราะโบว์มองว่า สินค้าที่วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ต่างอะไรกับสินค้าแฟชั่น 

“คนมีเวลามองที่ชั้นสินค้าแค่สามวินาที ดังนั้นรูปลักษณ์ต้องโดนใจ แต่เมื่อสวย หยิบไปแล้ว ของข้างในต้องดีจริง มีคุณภาพจริง ทานแล้วมีประโยชน์ ถึงจะอยู่ได้นาน”

จากง่วนสูน พริกไทยตรามือที่1 สู่ Spice Story แบรนด์ที่รวบรวมคัดพิเศษเครื่องเทศจากทั่วโลก

ส่วนจะรู้ได้อย่างไรว่าดีคือแบบไหน โบว์บอกว่า เป็นทักษะการตัดสินใจที่ต้องผสมผสานระหว่างการเลือกใช้ผลวิจัยทางการตลาดกับทักษะส่วนบุคคล 

“เราไม่ได้เชื่อผลวิจัยด้านการตลาดทั้งหมด บางทีเวลาเอามาทำจริงแล้ว ไม่ค่อยเวิร์ก เราใช้เซนส์ของเราด้วยว่าทำแบบนี้แล้วน่าจะโดนใจคน” โบว์เล่า

เป็นทายาท ต้องรู้จักโรยความทุ่มเทใส่ใจ 

ธุรกิจมีเครื่องเทศครบรสแบบนี้ น่าสงสัยว่ามุมการเป็นทายาทธุรกิจที่มาสานต่อกิจการอันยิ่งใหญ่ของที่บ้าน ต้องใช้ความพยายามแค่ไหนกว่าการทำงานจะลงตัวกลมกล่อม

“การมีธุรกิจอยู่แล้วเป็นเหมือนของขวัญในชีวิต ประสบการณ์หลายปีที่ทำกันมา อยู่ดีๆ เราก็ได้สิ่งนี้มาโดยไม่ต้องขวนขวายจากที่ไหน” แม้มีความรู้สืบทอดที่พร้อมปรุง แต่สิ่งที่โบว์จำใส่ใจว่าต้องโรยใส่เพิ่มเยอะๆ เวลามาเริ่มทำธุรกิจ คือความทุ่มเท 

“เข้ามาช่วงแรกทุกคนมีปัญหา การจะผ่านก้าวแรกไปได้ เราต้องเอาเวลาไปใส่ตรงนั้น ทุกครั้งเวลาจะต่อยอดทำสิ่งใหม่ ต้องแน่ใจว่าทำได้ดีจริง เวลาคุณพ่อมองว่าถ้าทำสิ่งนี้แล้วจะยังไม่ดีพอ ก็จะไม่ให้ทำ การมารับช่วงต่อเราไม่ต้องพุ่งสุดตัวทุกอย่าง เวลาเขาเตือนอะไร ฟังไว้บ้าง” 

โบว์ยังมีแผนการขยับขยายที่อยากต่อยอดในอนาคตไว้ในใจด้วย คือร้านอาหารที่ชูเมนูอร่อยจากเครื่องเทศ แต่ด้วยความที่ธุรกิจอาหารต้องใส่ใจมากๆ และต้องให้เวลาพอสมควร ร้านอาหารจึงเป็นความเป็นไปได้ที่เก็บไว้สำหรับอนาคต

ด้วยความชอบทำอะไรต้องทำให้ดีจริง รู้จริง โบว์จึงได้ถ่ายทอดหลักคิดเหล่านี้ให้พนักงานที่ร้านด้วย “เวลาขาย น้องๆ พนักงานทุกคนต้องผ่านการอบรม ต้องรู้ว่าเครื่องเทศเก็บยังไง มาจากที่ไหน เอาไปทำเมนูอะไรได้บ้าง ทุกคนในร้านเป็นผู้เชี่ยวชาญที่คอยแนะนำลูกค้าได้”

เพราะอยากให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน จึงค่อยๆ เลือกก้าวที่เดิน แต่ทุกก้าวเลือกอย่างมั่นใจ “ตอนนี้กำลังมองช่องทางเปิดร้านที่ต่างประเทศ แต่เราจริงจังในการเลือกพาร์ตเนอร์มากว่ามีแนวทางเดียวกันมั้ย จึงต้องใช้เวลา คล้ายกับเวลาเลือกว่าเราจะแต่งงานกับใคร”


บจก.อาจจิตต์ อินเตอร์เนชั่นแนลเพ็พเพอร์แอนด์สไปซ์

ตลอดเกือบ 70 ปีที่ผ่านมา ง่วนสูนส่งไม้ต่อมาหลายรุ่นและยังคลอดแบรนด์ลูกอย่าง Spice Story ออกมา เราได้เห็นวิวัฒนาการของพริกไทยผ่านกระป๋องและขวดพริกไทยที่มีการปรับเปลี่ยนมาหลายรุ่นตามยุค ตั้งแต่กระป๋องพริกไทยป่นในยุคแรกที่คุณอาจจิตต์ออกแบบเอง สมัยนั้นบรรจุน้อย เพราะอยากให้ใช้หมดแล้วทิ้งกระป๋องไปเลย พอถึงรุ่นคุณวิศิษฎ์ ค้นพบว่าภาชนะที่เก็บพริกไทยได้ดีที่สุดคือขวดแก้ว จึงออกแบบทรงขวดแก้วที่จับแล้วถนัดมือที่สุดออกมา ส่วนรุ่นคุณโบว์ ด้วยขนาดครอบครัวที่เล็กลง จากครอบครัวขยายเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น เลยทำขวดพริกไทยขนาดเล็กลง ใช้หมดไว ไม่ต้องเก็บนาน และยังมีขวดไซส์จิ๋ว คอลเลกชันที่กินได้จริง เป็นของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย แม้บรรจุภัณฑ์จะแตกต่าง แต่ของข้างในเหมือนกันหมด สิ่งที่รักษาไว้ได้เหมือนเดิมตลอดมาคือคุณภาพ

ในภาษาจีน ง่วนสูน หมายถึงการก้าวไปทีละขั้นอย่างราบรื่น การเติบโตของง่วนสูนค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้นอย่างมั่นคง คุณปู่ริเริ่มการใช้เครื่องเทศในไทยจนแพร่หลาย คุณพ่อเป็นคนวางมาตรฐานให้คนใช้ในชีวิตประจำวัน จนทายาทรุ่นปัจจุบันปลูกปั้นแบรนด์เครื่องเทศที่มี Craftsmanship แบบ Spice Story ให้สนุกกับสุนทรียภาพและประสบการณ์ในการกินมากขึ้น แต่ละรุ่นทำในสิ่งที่ต่างกัน แต่ล้วนมีเรื่องราวที่น่าจดจำ

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท น้อมจิตต์ แมนนูแฟกเจอร์ริ่ง จำกัด, บริษัท น้อมจิตต์ อินคอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท น้อมจิตต์ รีเทล จำกัด

ประเภทธุรกิจ : อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม

ปีก่อตั้ง : พ.ศ.​ 2505

อายุ : 59 ปี

ผู้ก่อตั้ง : นางน้อมจิตต์ จิตรมีศิลป์, นายสุมิตร จิตรมีศิลป์

ทายาทรุ่นสอง : นางสาวอรนุช จิตรมีศิลป์, นายอนันต์ จิตรมีศิลป์, นายอานนท์ จิตรมีศิลป์, นายเอนก จิตรมีศิลป์ และ นายอาณัติ จิตรมีศิลป์

น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี
น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี

ชุดนักเรียน ‘น้อมจิตต์’ เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2505 โดย คุณแม่น้อมจิตต์ และ คุณพ่อสุมิตา จิตรมีศิลป์ 

เริ่มจากเป็นร้านคูหาเล็กๆ แถวบางกระบือ ลักษณะคล้ายโชห่วย ขายของจิปาถะ ตลอดปีจึงมีสินค้าสลับสับเปลี่ยนไม่ขาดสาย โดยยึดตามช่วงเทศกาลเป็นหลัก เช่น เดือนไหนมีวันพระใหญ่ก็ขายสังฆภัณฑ์

น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี

ส่วนเดือน 4 และ 5 เป็นเทศกาลเปิดเทอม คุณแม่น้อมจิตต์เลยสั่งชุดนักเรียนมาขาย

เมื่อเวลาผ่านไป จากที่รับซื้อก็เปลี่ยนมาผลิตเองเพื่อสร้างคุณภาพ เลิกขายสินค้าอื่นๆ และลงแรงใจกับชุดนักเรียนอย่างเดียว ก่อนจะส่งต่อให้ทายาทรุ่นสองทั้ง 5 ผู้เข้ามาเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่สต็อกสินค้า การขาย การผลิต ช่างเย็บ และเครื่องจักร เพื่อให้น้อมจิตต์ขยายกิจการและกำลังการผลิตได้มากขึ้น จนปัจจุบันมีหน้าร้าน 4 สาขา พร้อมส่งขายตามโรงเรียนและห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ 

ถึงอย่างนั้น น้อมจิตต์ก็ยังไม่หยุดอยู่กับที่ ยังมุ่งหาทางเลือกที่ดีที่สุดให้สินค้าที่พวกเขาบอกว่า ‘คนซื้อไม่ได้ใส่ คนใส่ไม่ได้ซื้อ’ และยึดถือความเชื่อที่ส่งผ่านมาตั้งแต่รุ่นคุณแม่ 

‘จงซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ทำสินค้าให้ดี และอย่าหยุดพัฒนา’ 

จนสามารถอยู่คู่นักเรียนไทยมาได้ถึง 60 ปี

น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี

ตำนานบางกระบือ

ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีก่อน ชุดนักเรียนในยุคคุณแม่มีผู้ผลิตจำนวนไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นช่างเย็บรับเย็บทีละตัวแล้วก็ขาย ไม่มีมาตรฐานแน่นอน ขายไปคนขายก็หงุดหงิด เพราะของไม่ดี ทางคนซื้อก็ไม่พอใจ เพราะของไม่ได้อย่างใจเขา 

แม้จะเป็นธุรกิจแบบซื้อมาขายไป แต่คุณแม่เป็นคนละเอียด พิถีพิถัน จึงตัดสินใจหาช่างเพื่อเย็บเอง

น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี
น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี

หลังลองผิดลองถูกและใช้เวลาหลายปีให้แบรนด์ ‘น้อมจิตต์’ เข้าไปอยู่ในใจลูกค้า ขณะเดียวกันเดือนที่ไม่ใช่วันเปิดเทอมก็ขายของประเภทอื่นๆ เหมือนเก่า จากห้องแถวเดียวขยายเป็น 2 ห้อง 3 ห้อง 4 ห้อง ธุรกิจรุ่งเรื่องเรื่อยๆ จนกลายเป็นเซ็นเตอร์

เซ็นเตอร์อยู่ได้สักพักก็ต้องทยอยปิดตัวลง เพราะห้างสรรพสินค้าเริ่มเข้ามา คุณพ่อสุมิตรและคุณแม่น้อมจิตต์จึงตัดสินใจพัฒนาชุดนักเรียนอย่างจริงจัง

น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี

ทายาทรุ่นสอง

“จะขายเสื้อนักเรียนทำไม ปีหนึ่งขายครั้งเดียว” 

มีคนถามคุณพ่อสุมิตรและคุณแม่น้อมจิตต์อย่างนี้ตลอด แต่ทั้งสองไม่สนใจ ค่อยๆ ขยายตลาดจากแค่ที่ร้านไปตามห้างสรรพสินค้าและโรงเรียนต่างๆ ขณะเดียวกันก็ปลูกฝังลูกชายลูกสาวทั้ง 5 คนให้มีส่วนร่วมกับธุรกิจ คุณเอี้ยง-อานนท์ จิตรมีศิลป์ เคยทำมาหมดแล้วทั้งขับรถส่งของ ตัดด้าย รุ่น คุณเนย-อาณัติ จิตรมีศิลป์ ได้ขายของหน้าร้าน

น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี

คุณเอี้ยงเข้ามารับช่วงต่อตามพี่ชายและพี่สาวหลังทำงานธนาคารได้ 6 เดือน เพราะฝันอยากช่วยแก้ปัญหาของธุรกิจที่บ้านที่เห็นมาตลอด โดยไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะชอบหรือไม่ชอบการทำธุรกิจนี้ ส่วนคุณเนยเข้ามาหลังจากนั้น 

“เพราะที่บ้านกับที่ทำงานคือที่เดียวกัน เราโตมาก็เห็นคุณแม่ทำ เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องสต็อกสินค้า คน การผลิต และการขาย บางทีลูกค้ามาซื้อ ไซส์ที่เขาจะเอาไม่มี ไซส์ที่ไม่เอาเต็มโกดังเลย นั่นคือเรื่องสต็อกและการผลิต ซึ่งส่งผลไปถึงตอนขาย กว่าจะปิดการขายได้ ลูกค้าต้องเทียบสีเสื้อทุกตัวที่ซื้อ เพราะมาตรฐานงานเย็บและสีผ้าไม่เหมือนกัน ทำให้ขายไม่ทัน คิดเงินผิดคิดเงินถูก มันเป็นปัญหาของ SMEs เล็กๆ ในรุ่นบุกเบิกที่เราค่อยซึบซับเข้ามา”

ธุรกิจครอบครัวมักมีลักษณะคล้ายๆ กัน

รุ่นแรกเป็นขาลุย อาจจะไม่ได้เรียนสูง ไม่คุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์หรือระบบควบคุมมาตรฐานต่างๆ ทุกอย่างอาศัยประสบการณ์ที่ลงมือทำงานจริง เลยจะได้เปรียบในธุรกิจขนาดเล็กที่มีทีมงานเพียง 4 – 5 คน แต่เมื่อถึงเวลาขยายธุรกิจ การทำงานแบบดูเองทุกอย่างคงไม่เหมาะสมอีกต่อไป จึงเป็นโอกาสดีที่คนรุ่นสองต้องเข้ามา

รุ่นสองมีแต้มต่อเรื่องความรู้ แม้ไม่ลุยงานเท่ารุ่นแรก แต่ยังได้เห็นพ่อแม่ลำบาก ได้เรียนวิชาธุรกิจจากที่เขาทำงานให้ดู 

ยกระบบ

น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี

ทายาทรุ่นสองของครอบครัวจิตรมีศิลป์เข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจหลายอย่าง ดังนี้

สต็อกสินค้า

สต็อกสินค้าเป็นปัญหาหลักของธุรกิจชุดนักเรียน ถ้าดูจากกราฟจะเห็นว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายตกอยู่ในเดือนเปิดเทอมใหญ่ ถ้าบริหารจัดการไม่ดี จะทำให้สต็อกสินค้ามีปัญหาและไม่ตอบโจทย์ลูกค้า เหมือนที่คุณเอี้ยงเล่าว่า “สินค้าที่ลูกค้าต้องการไม่มี สินค้าที่ไม่ต้องการกลับมีเยอะ เรามีเต็มสต็อกของแต่ขายไม่ได้เลย”

สมัยก่อนตอนคุณแม่น้อมจิตต์สั่งออเดอร์โดยไม่แจกแจงรายละเอียด ให้ช่างคุยกันเองโดยดูจากยอดสั่งซื้อปีก่อน ไซส์ไหนสั่งเยอะก็ทำเยอะ 

ทายาทรุ่นสองเข้ามาวางระบบใหม่ เริ่มจากการบัญชีง่ายๆ มีการจดบันทึกว่าแบบไหน ไซส์อะไร ขายได้กี่ตัว เพื่อจะได้คาดการณ์สินค้าที่ควรสั่งผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้มีสินค้าค้างสต็อกน้อยลง

การขาย

จากเรื่องสต็อกก็เชื่อมโยงมาถึงการขาย สมัยก่อนใช้วิธีขายแบบเปิดบิล กดเครื่องคิดเลข แล้วค่อยมาตัดสต็อก กว่าจะบริการลูกค้าหนึ่งรายใช้เวลานาน ลูกค้ารอคิวยาว แถมยังเจอข้อผิดพลาดบ่อย ถ้ายังใช้วิธีแบบเดิมในวันที่ธุรกิจขยายสาขาน่าจะลำบาก คุณเอี้ยงและ คุณน้อย-เอนก จิตรมีศิลป์ น้องชายอีกคนจึงตัดสินใจเขียนโปรแกรมการขาย นำคอมพิวเตอร์มาใช้ จนเปลี่ยนมาใช้ระบบบาร์โค้ดในที่สุด

การผลิต

คุณเอี้ยงและคุณเนยเล่าว่า ปัญหาเรื่องการผลิตอยู่มาตลอดในรุ่นคุณพ่อคุณแม่ เมื่อก่อนช่างคนหนึ่งเย็บเสื้อหรือกางเกงทั้งตัว จะสวยไม่สวยขึ้นอยู่กับฝีมือช่างแต่ละคนล้วนๆ โจทย์ของทายาทรุ่นใหม่คือ ทำอย่างไรให้สินค้าได้มาตรฐานทุกชิ้น ลูกค้าไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องเทียบสีผ้าก่อนซื้อ จึงเปลี่ยนระบบการผลิตใหม่ให้มีมาตรฐาน ช่างหนึ่งคนทำแค่หนึ่งอย่าง คนเย็บปกเย็บปกอย่างเดียว คนเย็บแขนก็เย็บแขนอย่างเดียว แล้วค่อยเอามาประกอบให้เป็นตัวทีหลัง 

ซึ่งการเปลี่ยนวิถีคนทำงานต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับตัว ค่อยๆ ทำให้เขาเห็นว่าวิธีนี้ดีกว่า ได้มาตรฐานกว่า และดีกับแบรนด์มากกว่า

เครื่องจักร

เครื่องจักรเป็นอีกหนึ่งปัญหาของธุรกิจการผลิต การเปลี่ยนครั้งหนึ่งใช้เงินมหาศาล คนใช้อยากเปลี่ยน แต่เจ้าของมักคิดว่าอะไรที่ยังใช้ได้ก็ใช้ไปก่อน 

แต่เมื่อโจทย์ของน้อมจิตต์คือการสร้างมาตรฐาน คนรุ่นสองจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรรุ่นใหม่ ทำให้ฝีเข็มคงที่ เย็บได้เร็วขึ้น หูเข็มขัดที่เคยทำมือ ยาวสั้นไม่เท่ากัน พอใช้เครื่อจักรก็เท่ากันหมด ปกเสื้อเปลี่ยนเป็นปกฟิวส์แบบเสื้อเชิ้ตผู้ชาย จากที่เคยวาดแบบด้วยมือแล้วมีข้อผิดพลาดเยอะ ก็เปลี่ยนมาใช้เครื่องวาด พอได้แบบที่ดีแล้วไปตัดด้วยมือก็เสียของ สุดท้ายจึงเปลี่ยนเป็นเครื่องตัดอัตโนมัติไปด้วย

ปรับตัวให้ทัน

“ทันยุคที่นักเรียนผู้หญิงใส่กระโปรงเอวสูงมากๆ ไหม” คุณเอี้ยงถามขึ้นก่อนเล่าว่า ชุดนักเรียนที่เห็นว่าใส่กันมาตั้งแต่รุ่นแม่ก็ต้องมีการปรับตัว

เมื่อ 30 – 40 ปีก่อน นักเรียนผู้ชายนิยมใส่กางเกงสั้นๆ มายุคที่ศิลปินโจอี้บอยดังมากๆ ก็หันมาใส่ยาวๆ กับเสื้อตัวโคร่งๆ หลวมๆ สไตล์แรปเปอร์แทน 

ฝั่งนักเรียนผู้หญิงก็มีทั้งยุคที่ใส่กระโปรงเอวสูงมากๆ และเอวต่ำมากๆ มีช่วงนิยมใส่กระโปรงยาวไปจนกระโปรงสั้น สลับเทรนด์ไปมา

ทายาทรุ่นสองชุดนักเรียนน้อมจิตต์ผู้เข้ามาสร้างระบบมาตรฐานและพัฒนานวัตกรรม จนทำให้ธุรกิจอยู่มาถึง 60 ปี

“เราตามจากเทรนด์แฟชั่นทั่วไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ฟังเสียงลูกค้าที่มาซื้อ บางช่วงขอแม่ซื้อกระโปรงสั้นหน่อย บางช่วงสังเกตเห็นว่าเด็กชอบเสื้อเบอร์ใหญ่เกินตัว แล้วก็เอามาปรับแบบของเราเท่าที่ทำได้ และไม่ผิดระเบียบโรงเรียน เช่น ช่วงนี้แขนยาวหน่อย ช่วงนี้แขนสั้นหน่อย ช่วงนี้ตัวโคร่งหน่อย ช่วงนี้ตัวเล็กหน่อย ปกเสื้อแต่ก่อนเล็กๆ เดี๋ยวนี้ก็ใหญ่ขึ้นมาหน่อย”

ไม่ใช่แค่แฟชั่นที่เปลี่ยนตามยุคสมัย พฤติกรรมการซื้อของลูกค้าก็เปลี่ยนไปเยอะจากเมื่อก่อน สมัยนั้นครอบครัวหนึ่งมีลูกหลายคน สมัยนี้อย่างมากก็แค่ 2 คน และหันไปเรียนโรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนเอกชนที่มีเครื่องแบบเฉพาะของตัวเองมากขึ้น รูปแบบการซื้อเสื้อผ้าของพ่อแม่ผู้ปกครองก็เปลี่ยนไป พอมีลูกน้อยก็มองหาสินค้าที่ดีขึ้นไปอีก

น้อมจิตต์มีแนวคิดว่า ธุรกิจที่จะอยู่รอดต้องรู้จักปรับตัว เพราะเป็นสินค้าที่ ‘คนซื้อไม่ได้ใส่ คนใส่ไม่ได้ซื้อ’ จึงต้องพยายามหา Pain Point ของผู้ใช้จริง แล้วสรรหานวัตกรรมใหม่มาพัฒนาให้ชุดนักเรียนมีคุณภาพมากขึ้น ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากขึ้น

“อย่างเสื้อลูกเสือเนตรนารีหนาๆ ใส่ทีไรก็ร้อน ผ้าแข็ง คัน ขี้เกลือขึ้น เป็นปัญหาที่มีมาตลอด แต่ไม่มีใครทำอะไรกับมัน เราต้องไปหาว่าต้องใช้ผ้าอะไรที่จะตอบโจทย์ Pain Point นั้น จนได้รุ่น Air Cool ที่ทำให้ทั้งเสื้อลูกเสือเนตรนารีและชุดนักเรียนทั่วไปนิ่ม ใส่สบาย ซับเหงื่อ กันกลิ่น กันยูวี

“ไม่ใช่ว่าชุดนักเรียนเมื่อห้าสิบปีก่อนเป็นยังไง ตอนนี้ก็ต้องเป็นอย่างนั้น ทุกอย่างต้องพัฒนาให้ดีขึ้น”

ทายาทรุ่นสองชุดนักเรียนน้อมจิตต์ผู้เข้ามาสร้างระบบมาตรฐานและพัฒนานวัตกรรม จนทำให้ธุรกิจอยู่มาถึง 60 ปี
ทายาทรุ่นสองชุดนักเรียนน้อมจิตต์ผู้เข้ามาสร้างระบบมาตรฐานและพัฒนานวัตกรรม จนทำให้ธุรกิจอยู่มาถึง 60 ปี

อุปสงค์ = 0

ในวิกฤตที่ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบ บางธุรกิจโชคดีที่มีระบบออนไลน์อยู่แล้ว หลายธุรกิจต้องปรับตัวหรือเปลี่ยนไปใช้ระบบเดลิเวอรี่ให้ทันท่วงที แต่สำหรับชุดนักเรียนที่อุปสงค์กลายเป็นศูนย์ เพราะเด็กไม่ต้องไปโรงเรียน ความท้าทายที่น้อมจิตต์ต้องเจอจึงแตกต่างจากธุรกิจเหล่านั้น

“วิกฤตนี้กระทบทั้งตลาดและกระทบทุกยี่ห้อ เราทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรอ ถ้าจะอยู่รอดเราต้องลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้ เมื่อเพิ่มรายได้ไม่ได้ก็ต้องลดต้นทุน

“เราพยายามให้พนักงานมีรายได้พื้นฐานที่อย่างน้อยพอเลี้ยงชีพไปได้ ช่างเย็บก็ยังต้องเย็บ เราสั่งผลิตในปริมาณขั้นต่ำมาตลอด แต่ภาระคือเราต้องเก็บสต็อกมากขึ้น ตอนนี้น่าจะ Overstock แต่เรายอมเพราะต้องรักษาคนไว้”

ส่วนกระแสเรื่องการใส่ชุดนักเรียนตอนนี้ ทั้งคุณเอี้ยงและคุณเนยบอกว่ามีมาตลอดที่ทำธุรกิจมา 

“ในอนาคตชุดนักเรียนอาจกลายเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) มากขึ้น และอาจจะไม่ต้องเหมือนกันทั้งประเทศ อย่างโรงเรียนในชนบทหรือบางกลุ่ม การใส่ชุดนักเรียนอาจจะเป็นภาระสำหรับเขา” 

ทายาทรุ่นสองชุดนักเรียนน้อมจิตต์ผู้เข้ามาสร้างระบบมาตรฐานและพัฒนานวัตกรรม จนทำให้ธุรกิจอยู่มาถึง 60 ปี

ห้างน้อมจิตต์

นอกจากธุรกิจชุดนักเรียน ทายาทรุ่นสองยังรับช่วงต่อห้างน้อมจิตต์หรือในชื่อใหม่ N Mark Plaza ที่บางกะปิ ซึ่งมีวิธีคิดและการปรับตัวที่น่าสนใจมาก

ทายาทรุ่นสองชุดนักเรียนน้อมจิตต์ผู้เข้ามาสร้างระบบมาตรฐานและพัฒนานวัตกรรม จนทำให้ธุรกิจอยู่มาถึง 60 ปี

ห้างนี้เริ่มจากตึกแถว 10 ห้องที่คุณพ่อสุมิตรมาซื้อไว้เมื่อ พ.ศ. 2527 ตอนนั้นแถวนี้ข้างทางเป็นป่ารกร้าง อยู่ไกลจากตัวเมือง คุณพ่อเห็นว่าแถวนี้มีการเคหะแห่งชาติ คนเริ่มย้ายมาอยู่ จึงตัดสินใจเปิดเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต

ห้างน้อมจิตต์เริ่มต้นในยุคเดียวกับห้างรูปแบบคล้ายๆ กันอย่างตั้งฮั่วเส็ง, New World, December, JC และพาต้า เป็นยุคที่การขายสนุกสนาน ใช้โทรโข่ง มีโปรโมชันนาทีทอง

หลังเกิดวิกฤตการเงิน พ.ศ. 2540 บริษัทที่ทำธุรกิจซื้อขายโดยใช้เครดิตเงินเกิดปัญหา ห้างไทยในยุคนั้นทยอยปิดตัวลง น้อมจิตต์ก็อยู่ในช่วงวิกฤตซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่ปีก่อนหน้าที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ มาเปิดสาขาฝั่งตรงข้าม

ทายาทรุ่นสองชุดนักเรียนน้อมจิตต์ผู้เข้ามาสร้างระบบมาตรฐานและพัฒนานวัตกรรม จนทำให้ธุรกิจอยู่มาถึง 60 ปี

“เราเกือบจะแย่อยู่แล้ว แต่พี่ชายคนโต (คุณอนันต์ จิตรมีศิลป์) คิดมุมกลับ เขาบอกว่าทำไมเราไม่ลองเปลี่ยนจากการทำธุรกิจเทรดดิ้งไปเป็นการเช่าพื้นที่ล่ะ” คุณเนยเล่า

“จากที่เรามองเดอะมอลล์ว่าเป็นคู่แข่ง เราเลยมองเป็นการส่งเสริม มองว่าเราเป็นแผนกหนึ่งของห้างใหญ่อีกที เสริมเข้าไปในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ”

พอมองคู่แข่งให้เป็นหุ้นส่วน ก็เกิดการเชื่อมสะพานระหว่างห้างน้อมจิตต์กับเดอะมอลล์ ทำให้บริเวณนั้นกลายเป็นกลุ่มการค้าบางกะปิที่ทำเองคนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือ และทั้งสองธุรกิจก็เติบโตไปด้วยกันได้

ความภูมิใจ

สิ่งที่ยึดมั่นและส่งต่อมาจากคุณแม่น้อมจิตต์คือ จงซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ทำสินค้าให้ดี และอย่าหยุดพัฒนา เมื่อของดี ลูกค้าซื้อไปใช้ดีก็กลับมาซื้อซ้ำ และบอกต่อคนอื่นๆ ทำให้ธุรกิจอยู่มาได้ถึงวันนี้

ทายาทรุ่นสองเริ่มพูดถึงการเตรียมตัวส่งต่อให้ทายาทรุ่นสามด้วยวิธีการที่แตกต่าง

“รุ่นพ่อแม่มองรุ่นเราก็ดูไม่ทนงาน แต่เราก็มีแนวทางการทำงานของเรา รุ่นเรามองรุ่นสามก็เหมือนกัน และเขาก็มีแนวทางในการทำงานของเขา เขาไม่ต้องมาฝึกงานขับรถส่งของหรือยืนขายเหมือนเราแล้ว แต่ต้องตั้งใจ เอาใจใส่ จะวิธีไหนผมไม่ติดเลย

“ธุรกิจมันเปลี่ยนไปทุกรุ่น รุ่นหนึ่งทำการตลาดติดป้ายข้างรถเมล์ มีเสียงตามสาย วิทยุ รุ่นสอง มีเดียเป็นทีวี ทีวีดาวเทียม อินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ก ยูทูบ รุ่นสาม ไม่แน่อาจเป็น Metaverse ก็ได้” คุณเอี้ยงว่าอย่างนั้น

ความภูมิใจของตัวแทนทายาทรุ่นสองในวันนี้ คือการพา ‘น้อมจิตต์’ และความตั้งใจคุณแม่อยู่มานานจะครบ 60 ปีในปีหน้า

“เราจะพัฒนาสินค้าไปเรื่อยๆ พยายามเข้าถึงเด็กที่เป็นผู้ใส่ เพราะสักวันหนึ่งเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่ กลายเป็นพ่อแม่ต่อ แบรนด์เราจะได้อยู่ในใจ เป็น First of Mind ของเขา

“ตอนเข้ามาทำที่บ้านแรกๆ พี่ชายคนโตบอกให้ผมตั้งเป้าว่า น้อมจิตต์ต้องอยู่ไปถึงสามร้อยปี แล้วทำตามเป้าหมายนั้น” คุณเนยทิ้งท้าย

ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities

งานเสวนาออนไลน์ที่นำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และความเป็นไปได้ของการทำธุรกิจครอบครัวในบริบทใหม่ของโลก

วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2564 เวลา 13.00 – 18.00 น.

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ คลิก

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load