ตุ่งดุ่งดุง ดุ๊งตุงดุ่งดุง

ตุ่งดุ่งดุง ตุ่งดุงดุ่งดุง *

แค่ฮัมทำนองเพียงนิดเดียวคนไทยทั้งประเทศก็รู้ว่า เรากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร

The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับ คุณอลงค์กร จุฬารัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิต บริษัท ทริลเลี่ยนส์ แอนด์ ทรีไลอ้อนส์ จำกัด ทายาทรุ่นสองเจ้าของรายการ กระจกหกด้าน เพื่อพูดคุยเรื่องราวการรับช่วงต่อรายการสารคดีชุดแรกของประเทศไทย การปรับโฉมและต่อยอดในยุคที่การทำสื่อไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอีกต่อไป

จุดแข็งเรื่องเนื้อหาและความถูกต้องของข้อมูลเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้รายการ กระจกหกด้าน ยังคงอยู่ แต่ก็นิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคและตลาดเปลี่ยนไปดุดันกว่าเดิม

ในยุคที่คุณอาจสงสัยว่า จะยังมีใครดูรายการสารคดีอีกเหรอ

คลังเทปฟุตเทจจำนวนมหาศาลของรายการกว่า 4,000 ตอนตรงหน้าเรา กำลังบอกว่า คำถามนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

แม้วันนี้ทำนองเพลงเดิมจะมีจังหวะเร็วและกระชับขึ้น เสียงบรรยายที่คุ้นหูมีบทบาทน้อยลงไป เรากำลังสนใจการปรับตัวของรายการสารคดีเจ้านี้ พร้อมๆ กับติดตามบทบาทใหม่ของ คุณสุชาดี มณีวงศ์ เจ้าของรายการและผู้ให้เสียงบรรยายในรายการมาตลอด 38 ปี ในรายการไชโยโอป้า รายการทอล์กโชว์เล็กๆ สนุกๆ แต่มีสาระดีๆ มาฝากเช่นเคย

เชิญรับชมเรื่องราวของรายการ กระจกหกด้าน  ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง จนถึงวันที่อยู่ในมือทายาทรุ่นที่สอง

ไม่ว่าคุณจะดูรายการ กระจกหกด้าน ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ อย่าแปลกใจถ้าคุณอ่านจบแล้วอยากกินขนมทองหยิบ ทางหยอด และฝอยทอง

หมายเหตุ: เพลงเปิดรายการมีที่มาจากเพลง Dancing Flames ของ Mannheim Steamroller จากอัลบั้ม Fresh Aire IV ในปี 1981 ก่อนรายการ กระจกหกด้าน ออกอากาศตอนแรกเพียง 2 ปีเท่านั้นและยังคงเป็นเพลงที่มีทำนองติดอยู่ในใจ ในบทสนทนาด้านล่างมีคำตอบว่าทำไมเจ้าของรายการถึงมีหูที่ล้ำและเลือกหยิบเพลงอาวองการ์ดเพลงนี้มาเป็นแบรนดิ้งของรายการ

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง
ธุรกิจ: บริษัท ทริลเลี่ยนส์ แอนด์ ทรีไลอ้อนส์ จำกัด (พ.ศ. 2521) รายการกระจกหกด้าน (พ.ศ. 2525)
ประเภทธุรกิจ: ผู้ผลิตสื่อวิดีโอและรายการสารคดีโทรทัศน์
อายุ: 40 ปี
ผู้ก่อตั้ง: สุชาดี มณีวงศ์
ทายาทรุ่นที่สอง: จุฬาพิช มณีวงศ์,   ผศ.ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์,   อลงค์กร จุฬารัตน์ และอรอรีย์ จุฬารัตน์

เริ่มต้นจากนักขายโฆษณาของคณะละคร และเจ้าของรายการเพลงสากล

อลงค์กรเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ทั้งพ่อและแม่ทำงานด้านสื่อ

คุณสุชาดี มณีวงศ์ ผู้เป็นแม่ เริ่มต้นงานด้านสื่อสารมวลชนด้วยประสบการณ์ทำงานกับหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย ก่อนจะไปช่วยพี่สามีซึ่งเป็นผู้จัดละครช่อง 3 ยุคแรกๆ ชื่อคณะ ‘ลักษมีการละคร’ ในส่วนงานขายโฆษณา ซึ่งในสมัยที่ยังไม่มีเอเจนซีมากนักในบ้านเรา อลงค์กรเล่าว่า แม้คุณสุชาดีจะไม่มีประสบการณ์จากรั้วมหาวิทยาลัย แต่เพราะเธอเป็นคนตั้งใจทำงานแข็งขันและเต็มที่เหมือนผู้ชาย จึงเป็นที่เอ็นดูของผู้ใหญ่ในวงการ

“ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่ยังพาไปทำงานที่โรงถ่ายละครที่หนองแขมด้วย กลางค่ำกลางคืนดึกดื่นที่เขาถ่ายละครกันอยู่ เราก็นอนหลับอยู่บนเตียงซึ่งเป็นฉากหนึ่งในการถ่ายทำ เล่นเป็นลูกโดยไม่รู้ตัว ชีวิตที่เติบโตด้วยแวดล้อมของสีสันวงการบันเทิง ทำให้ผมไม่คิดอยากทำงานด้านนี้” อดีตนักศึกษาสถาปัตย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เล่าย้อนความทรงจำที่มีต่องานของครอบครัว

ในวันที่ตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง คุณสุชาดีเริ่มจากเห็นโอกาสในวงการวิทยุ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือเจ้าใหญ่ในตลาด หากใครอยากจัดรายการเป็นของตัวเอง ก็เพียงเช่าซื้อเวลาจากเจ้าของช่อง และทำได้เลยโดยอิสระ

“น้อยคนจะรู้ว่าคุณแม่จัดรายการเพลงมาก่อน หลายคนตกใจเมื่อรู้ว่าท่านฟังเพลงหลากหลายแนวมาก คลาสสิก ป๊อป ร็อก ร็อกแบบเฮฟวีเมทัล ร็อกแรงๆ” ไม่แปลกใจว่าทำไมเพลงไตเติ้ลของรายการ กระจกหกด้าน จึงกลายเป็นอมตะ

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง
กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

จากรายการเพลงสากล 1 ชั่วโมง ค่อยๆ เติบโตเป็น 2 – 3 ชั่วโมง และขยับขยายจำนวนวัน

“ส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการหาโฆษณาของแม่ สมัยนั้น ธุรกิจยังไม่นิยมทำการตลาดเพราะขายดีกันอยู่แล้ว สิ่งที่แม่ทำคือ ใช้คอนเนกชันที่มี บางครั้งไม่รู้จักเจ้าของบริษัทหรือที่เรียกว่านายห้าง ก็เดินตรงเข้าไปติดต่อ ถ้านายห้างฟังดูแล้วสนใจ หรืออยากให้โอกาส เขาก็ให้เงินไปทำเลย”

แม้จะเป็นรายการวิทยุ แต่คุณสุชาดีก็เลือกที่จะไม่จัดรายการสด เพราะสำหรับเธอการควบคุมปัจจัยที่เกิดขึ้นได้จะทำให้ทำงานง่ายกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เธอจึงใช้วิธีอัดเสียงและเลือกเพลงให้เจ้าหน้าที่เทคนิคตัดต่อเป็นเทปเดียวกันราวกับกำลังจัดรายการสด

สารคดีโทรทัศน์ชุดแรกของประเทศที่ผลิตโดยคนไทย

จุดเปลี่ยนทำให้เริ่มต้นรายการ กระจกหกด้าน มาจากวันหนึ่งในปี 2522 เมื่อธนาคารกรุงเทพจัดประกวดสารคดีโทรทัศน์ความยาว 30 นาที “ยุคนั้นเป็นยุคที่คนทำทีวีน้อยมากๆ ถ้าไม่ทำรายการสดหรือละครก็จะเป็นการซื้อรายการเข้ามาฉาย ตอนนั้นแม่ยังไม่ได้คิดถึงขั้นทำโทรทัศน์ แต่คุยกับเพื่อนพ้องในวงการทั้งเอเจนซี่และบริษัทผลิตรายการต่างๆ ที่รู้จักคุ้นเคยกันว่าลองดูไหม โดยแม่เป็นคนทำบท” ผลปรากฏว่าสารคดีที่ทำได้รับรางวัลชนะเลิศ คุณสุชาดีจึงนำไอเดียไปเสนอ คุณชาติเชื้อ กรรณสูต ที่ช่อง 7

“ไหนๆ ก็จะทำแล้ว ทำทุกวันเลยละกัน ฉายวันละ 15 นาที” นี่คือโจทย์ใหญ่จากนายสถานีเมื่อ 38 ปีที่แล้ว

ในยุคแรก รายการ กระจกหกด้าน ออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 18.00 น. หลังข่าว 6 โมงเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการออกอากาศ

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง
กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

ความฝันของทายาทรุ่นสองผู้อยากทำรายการวาไรตี้โชว์

ขณะที่พี่ชายคนรองเข้ามาช่วยงานที่บ้านอย่างเต็มตัว หลังเรียนจบออกแบบภายใน จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทั้งเขียนบทและออกกองไปถ่ายทำ เพราะเป็นเรื่องที่ตรงกับความสนใจ

อลงค์กรเริ่มมีความสนใจงานโฆษณา งานครีเอทีฟ และงานด้านสื่อสารมวลชน จากการพบปะลูกค้าและเพื่อนพ้องเอเจนซี่ที่มาใช้บริการห้องอัดเสียง จึงเลือกเรียน TV Production พร้อมๆ กับเข้าเรียนคอร์สทำภาพยนตร์เล็กๆ น้อยๆ ที่นิวยอร์ก

“งานสถาปัตย์ที่เรียนมาก็ใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่ระหว่างที่อยู่ในโลกความฝันนั้นมันมีความจริง ความถูกต้อง ความเหมาะสม ประกอบกับอสังหาริมทรัพย์หรือบรรยากาศการทำงานออกแบบในยุคนั้นไม่เฟื่องฟูเท่าปัจจุบัน พอได้เห็นการทำงานและวิธีคิดของคนโฆษณา คนประเภทที่หยุดคิดไม่ได้เลย เราก็อยากเป็นแบบนั้น อยากทำงานที่ผลักดันและท้าทายเราตลอดเวลา”

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

อลงค์กรเล่าว่า สิ่งที่เขาได้จากการเรียนที่นิวยอร์กคือ โลกที่กว้างขึ้น

“เมื่อตั้งใจว่าจะเดินเส้นทางนี้แล้วสิ่งที่เราทำ คือ ดูให้มาก ขณะที่โทรทัศน์บ้านเรามี 4 ช่อง ที่อเมริกามีเป็นร้อยช่อง ตอนนั้นยังไม่ได้สนใจสารคดี แต่กำลังสนใจรายการวาไรตี้โชว์ซึ่งตอนนั้นบ้านเรายังไม่มี คนแรกที่ทำรายการทอล์กโชว์ของประเทศคือ อาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล ซึ่งได้ไอเดียจากการมาเรียนและใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกาเหมือนกัน ระหว่างที่ดูเราก็อัดเป็นเทปเก็บไว้ทั้งหมด ชอบ Saturday Night Live และรายการอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเพลง” เหตุการณ์ในช่วงนั้นทำให้อลงค์กรแอบคิดในใจว่าจะทำรายการวาไรตี้แบบที่ชอบของตัวเองเมื่อกลับมาประเทศไทย

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

แต่สิ่งแรกที่อลงค์กรทำหลังเรียนจบกลับมา คือ สอบใบผู้ประกาศ เพื่อรับช่วงต่อรายการวิทยุเต็มตัว เพราะนโยบายจากสถานีวิทยุที่อยากให้เป็นรายการเพลงจัดสดมากกว่า ซึ่งตรงกับความฝัน ที่นอกจากฝันอยากเป็นวิศวกรแต่จับพลัดจับผลูเรียนสถาปัตย์ เขามีความฝันเล็กๆ ว่าอยากเป็นนักจัดรายการวิทยุและนักเขียนอย่างคุณสุชาดี แม่ของเขา

ขณะที่อลงค์กรดูแลรายการวิทยุควบคู่ไปกับงานโปรดิวเซอร์ รับผิดชอบผลิตสารคดีสั้นรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสื่อประชาสัมพันธ์ รายการ กระจกหกด้าน ก็ยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เริ่มทำรายการ แฟ้มประวัติอาชญากรรม สารคดีกึ่งละครอาชญากรรมที่ทำจากแฟ้มอาชญากรรมจากกองปราบที่ปิดสำนวนคดีไปแล้ว และรายการอื่นๆ ยิ่งทำให้รู้ว่าบริษัทมีความเชี่ยวชาญงานสารคดีโทรทัศน์มากกว่ารายการรูปแบบอื่นมากแค่ไหน

กระจกหกด้านบานใหม่

จุดเปลี่ยนของการมารับช่วงต่อรายการ กระจกหกด้าน เต็มตัวของอลงค์กร เริ่มขึ้นหลังจากที่พี่ชายคนรองตัดสินใจเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยตามความฝัน และการมาถึงของจังหวะที่บริษัทต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

“เมื่อถึงจุดหนึ่งที่แม่เข้าไปขายงานลูกค้าด้วยวิธีการเดิมไม่ได้อีกต่อไป เพราะมีช่องว่างระหว่างวัยของเราและเอเจนซี่ รวมกับแนวทางที่ต่างกัน จากวันหนึ่งที่ขายไอเดียโดยตรงกับนายห้าง ใช้ใจซื้อใจ ทุกวันนี้มีพิธีตรีตรองระหว่างทางมากมาย จึงเป็นหน้าที่ของเรา ใช้ศาสตร์ที่เรียนมานั่นคือศิลปะ บวกกับความตรงไปตรงมา ถ้างานดีก็ขายง่าย”

งานของอลงค์กรคือคิดแผนธุรกิจเพื่อเพิ่มตลาด ด้วยการรับงานที่เป็นโฆษณาเพิ่มขึ้น

“โชคดีที่เราเริ่มต้นแผนงานนี้ในยุคที่เฟื่องฟูสุดๆ สังเกตได้จากสัปดาห์หนึ่ง เรามีงานสารคดีสั้น 1 นาทีเพื่อการโฆษณาถึง 13 ชิ้น เมื่อเวลาผ่านไป ลูกค้าก็เปลี่ยน เริ่มอยากให้เล่าความเกี่ยวข้องระหว่างเนื้อหาและผลิตภัณฑ์ ทางสถานีโทรทัศน์ก็เป็นห่วงภาพลักษณ์ไม่อยากให้คนมองว่าเป็นสถานีโทรทัศน์ที่เห็นแก่การโฆษณา”

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

รายการ กระจกหกด้านบานใหม่ มาในจังหวะที่มีการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มผู้ชม ตลาดและนโยบายจากนายสถานี ซึ่งมาจากโจทย์ 2 ข้อ “ข้อแรก เราไม่ใช่รายการเดียวที่ทำสารคดีเหมือนแต่ก่อน แฟนคลับหรือกลุ่มคนดูที่เคยมีลดน้อยถอยลงตามความสนใจ ข้อสอง เราต้องเปลี่ยน ไม่งั้นคนที่ดู กระจกหกด้าน จะเหลือเพียงกลุ่มคนที่สนใจเนื้อหาสาระล้วนๆ ดูจบแล้วไปใช้สอบในห้องเรียน การเปลี่ยนรูปแบบรายการ เป็นเรื่องที่คุยกันในครอบครัวมานานแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคและอุปกรณ์ แต่เป็นวิธีการ ความหลากหลายของเนื้อหา”

วิธีการมีเพียงข้อเดียว นั่นคือต้องชนะใจคุณสุชาดีให้ได้ ต้องทำให้เธอมั่นใจ อลงค์กรและทีมงานจึงทดลองทำตอนแรกของ กระจกหกด้านบานใหม่ ขึ้นมา ซึ่งมีชื่อตอนว่า ‘ส้มตำ’ และถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งแรกของคุณสุชาดี จากคุณป้าผู้บรรยายเรื่องด้วยเสียงระนาบเดียว เป็นคุณป้าผู้เล่าเรื่องส้มตำด้วยน้ำเสียงใหม่ มีอารมณ์ร่วม และจังหวะรับส่ง บวกกับการมีตัวละครดำเนินเรื่อง มีดนตรีประกอบที่ร่วมสมัย มี Motion Graphic เล่าเรื่องให้เข้าใจง่ายขึ้นง่ายขึ้น

“กระแสตอบรับดีเกินคาด เราไม่คิดมาก่อนว่าคลิปจะกระจายและไปได้เร็วขนาดนี้ ไปถึงพันทิป เป็นไวรัล เป็นที่พูดถึงของสื่อต่างๆ หลังจากทดลองทำกับเทปนั้น เราก็ตั้งต้นหาทีมงานใหม่ ผสมกับทีมงานเดิมที่มีจุดแข็งเรื่องข้อมูล เกิดเป็น กระจกหกด้านบานใหม่ ออกอากาศเพียงเดือนละครั้ง”

กระจกบานใหม่ที่ส่องความสนใจของคนดู

จากคนที่ไม่เคยชื่นชมความงามของผนังวัดวาอาราม แต่ชื่นชอบปราสาทพระราชวังเก่าในต่างประเทศมากกว่า วันหนึ่งก็พบว่าความสวยงามของกระเบื้องและกระจกแบบไทยๆ ก็สวยงามไม่แพ้ต่างประเทศ

“เรานั่งดูวัดพระแก้ว เห็นกระจกเกรียบ กระจกบางๆ บางมากๆ บางเท่ากระดาษติดประดับเสา ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศก่อนใช้กรรไกรค่อยๆ ตัด นำไปติดเสาทีละชิ้น เหมือนเวลาเราดูคนทอผ้า เห็นกระบวนการกว่าจะได้มาของผ้าหนึ่งผืนก็ทำให้รู้สึกถึงคุณค่าและความมหัศจรรย์ เราจึงค่อยซึมซับทีละนิดๆ และเริ่มรู้สึกถึงแง่งามของงานที่ทำ เพราะสิ่งที่สำคัญที่นอกจากมีประโยชน์ต่อผู้ชมแล้ว เราซึ่งเป็นคนทำงานก็ได้เรียนรู้เพิ่มพูนขึ้น” อลงค์กรยังเล่าอีกว่า เขาบอกไม่ได้ว่าเริ่มรู้สึกรักสารคดีเมื่อไหร่ แต่เขามั่นใจแล้วว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกที่ถูกทาง ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตและความคิดให้เติบโตขึ้นตามวัย

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

การเลือกเรื่องมานำเสนอของ กระจกหกด้านบานใหม่ เหมือนหรือแตกต่างจากเดิมอย่างบ้าง เราสงสัย

“มีเรื่องในกระแสบ้าง แต่จะหยิบส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ชมมานำเสนอ และพยายามลงรายละเอียดมากขึ้น ที่ผ่านมา เนื้อหาในอดีตนำเสนอเรื่องนามธรรม เรื่องที่หยิบกลับมาใช้กับชีวิตจริงไม่ได้ สมัยนี้เราต้องดูความสนใจของผู้ชม เช่น เนื้อหาที่ผู้ชมตามไปเที่ยวได้ หรือหยิบจับง่ายขึ้น เปรียบเป็นร้านอาหาร สมัยก่อนฉันทำอร่อยทุกคนต้องมากินนะ แต่เดี๋ยวนี้เราต้องวางตัวว่าเราก็เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่มีอยู่มากมาย และอยากให้คนใหม่ๆ เข้ามาลองกิน เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้ว่าคนอยากกินอะไร เพื่อจะได้เสิร์ฟเมนูที่คนชอบกัน”

การรักษามาตรฐานการทำงานที่มีมาตั้งแต่รายการออกอากาศวันแรก

ภายใต้ตัวเลขจำนวนตอนที่ออกอากาศกว่า  4,000 ตอน ตลอดระยะเวลา 38 ปี ของรายการสารคดีปกิณกะ มีเนื้อหาที่เล่าถึงเรื่องศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ ภูมิปัญญาไทย ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว เทคโนโลยีและวิทยาการ และกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ทั้งเรื่องเก่าที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และสิ่งใหม่ร่วมสมัย

อย่างที่เรารู้โทรทัศน์ไม่เหมือนสื่อรูปแบบอื่น หากมีเนื้อหาหนักหนาเกินไป ผู้ชมจะเปลี่ยนหนีไม่อยากดู

แต่กลับกลายเป็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นจุดแข็งของแบรนด์ รายการ กระจกหกด้าน ที่ยากจะลอกเลียนแบบ

“ที่นี่เราให้ความสำคัญกับข้อมูล และความถูกต้องของเนื้อหา การได้มาซึ่งบทนั้นต้องผ่านการทำงานที่เข้มข้น ตั้งแต่การเขียนโครงเรื่องเพื่ออธิบายลำดับการเล่าเรื่อง โดยบททุกบทจะผ่านตาของคุณสุชาดีเอง เพราะเธอจะไม่ยอมให้มีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแม้เพียงนิดเดียว ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยผิดพลาด แต่เกิดขึ้นน้อยมาก นับครั้งได้ และไม่ใช่เรื่องผิดพลาดหนักหนาสาหัส

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

“ยิ่งทุกวันนี้ สื่อยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องความถูกต้องน้อยลง แต่เราก็ยังยืนยันที่จะทำ เรื่องการผลิตก็เช่นกัน แม้จะเป็นรายการสารคดี 15 นาที เราก็ใช้เวลาถ่ายทำถึง 8 คิว เยอะเกินไหมล่ะ” อลงค์กรเล่าว่า เขาพยายามจะลดความละเอียดของการถ่ายทำเพื่อให้การทำงานในส่วนตัดต่อและอื่นๆ ง่ายขึ้น แต่เขาก็ยอมรับว่า จำเป็นต้องรักษามาตรฐานของการทำงานที่สร้างมาตั้งแต่ในอดีต

“นอกจากเรื่องเนื้อหาที่ถูกหรือผิด ผมเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจจากแม่ ซึ่งท่านจะไม่ทำสิ่งที่ตัวเองไม่เชี่ยวชาญ และทำธุรกิจโดยไม่สร้างหนี้ คนทำธุรกิจสมัยนี้อาจจะบอกว่า หัวโบราณไม่กล้าเสี่ยง แม้ว่าการเสี่ยงเป็นโอกาสที่สร้างความมั่งคั่ง แต่ใครจะรู้ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจทำบริษัทให้ใหญ่โตเป็นหนี้เป็นสิน เราก็อาจจะไม่ได้มี กระจกหกด้าน หรือมีบริษัทที่อยู่มาถึงทุกวันนี้ก็ได้ อย่างช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทุกคนเจอปัญหา เราก็เจอ และสารคดีก็เป็นตัวเลือกแรกของประเภทรายการโทรทัศน์ที่จะถูกตัดโฆษณา เราเคยเจอมาหมดแล้ว วิธีการคือ หนึ่ง เมื่อไม่มีหนี้ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลมากนัก และสอง หาวิธีรอดกันไป” อลงค์กรเล่าถึงสิ่งที่เรียนรู้จากแม่

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

กระจกหกด้าน ด้านที่อยู่ในโลกออนไลน์

“แม้จะเป็นแผนการที่คิดมานานแล้ว แต่เราก็เริ่มเดินทางสู่โลกออนไลน์ช้ามาก ผลจากการทำรายการมาเกือบ 40 ปี ทำให้เรามีสารคดีกว่า 4,000 เรื่องอยู่ในมือ เป็นรายการเดียวในโลกที่ได้ถ่ายทำพระบรมมหาราชวังโดยสมบูรณ์ ถ่ายทำทุกพระที่นั่ง เมื่อ 20 ปีก่อน ยังมีเทปอยู่นะ แต่ยังไม่รู้ว่าจะใช้วิธีโอนถ่ายยังไง ก่อนหน้านี้เมื่อออกอากาศในโทรทัศน์จบก็สูญหายไป ไม่เคยถูกนำมาใช้ประโยชน์หรือทำให้เกิดผลทางธุรกิจ” อลงค์กรเล่าความตั้งใจค้นหาสื่อรูปแบบอื่นๆ ที่ลงตัวกับความเชี่ยวชาญและสิ่งที่มี

ปัจจุบัน นอกจากจะสร้างเว็บไซต์ mirror6.com เพื่อรวบรวมสิ่งดีของไทยนำเสนอแก่ชาวต่างชาติและคนรุ่นใหม่ คัดสรรแลเผยแพร่เนื้อหาที่เคยออกอากาศไปแล้วแต่ยังร่วมสมัยอยู่ อลงค์กรยังเริ่มทำรายการออนไลน์ชื่อ ‘ไชโยโอป้า’ นำเสนอเนื้อหาในแบบรายการ กระจกหกด้าน  แต่ย่อยง่ายและดูสนุก ซึ่งเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของคุณสุชาดี

EP.5 โอป้า VS อรอรีย์

ควันหลงวันแม่ เมื่อโอป้าอยากได้ของที่อตก.ตลาดซึ่งได้ชื่อว่ามีของครบ แต่ราคาก็ชวนสลบ มาดูลีลาการเลือกซื้อของ และต่อรองแบบแม่ค้าสะอื้นของโอป้า ผ่านอรอรีย์ ลูกสาวขาร็อค ที่ทั้งลุ้น วุ่น และฮา ใน “ไชโย โอป้า” ตอน “อตก.จ๋า โอป้ามาแล้วจ้ะ” #ไชโยโอป้า #mirror6สำหรับใครที่พลาดตอนก่อนหน้า ติดตามรายการ ไชโยโอป้า ย้อนหลังได้ที่ https://mirror6.com/channels/chaiyo-opa

Posted by ไชโย โอป้า on Sunday, August 12, 2018

ไม่ใช่แค่สร้างรายการขึ้นมาเพื่อให้คนรู้จักเราในรูปแบบใหม่ แต่อลงค์กรอยากให้คุณสุชาดีผู้มีความสุขกับการทำงาน ยังมีไฟและมีแรงแข็งขันอยู่ตลอด

“วันหนึ่งรายการ กระจกหกด้าน อาจจะหายไปเหมือนรายการอื่นๆ แต่ในวันนี้เราขอทำอย่างเต็มที่ เพราะสิ่งที่คงไว้คือ ชื่อของ กระจกหกด้าน ที่จะยังไม่หายไปไหน” อลงค์กรทิ้งท้าย

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง
กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง
 

บริษัท ทริลเลี่ยนส์ แอนด์ ทรีไลอ้อนส์ จำกัด พ.ศ. ๒๕๒๑

บริษัท ทริลเลี่ยนส์ แอนด์ ทรีไลอ้อนส์ จำกัด เริ่มต้นจากการผลิตสารคดีชุด ‘พญาแถน’ เล่าความเชื่อของชาวอีสานที่มีต่อตำนานบั้งไฟ เพื่อส่งเข้าประกวดโครงการ สารคดีธนาคารกรุงเทพ จนได้รับรางวัลชนะเลิศ เป็นที่มาให้นำไอเดียผลิตรายการสารคดีไปเสนอยังสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 แล้วจึงเริ่มทำรายการ กระจกหกด้าน ออกอากาศตอนแรกเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2525 ถือเป็นสารคดีชุดแรกของประเทศที่ผลิตโดยคนไทย โดยออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 18.00 น.

นอกจากเป็นเจ้าของรายการ กระจกหกด้าน บริษัทยังดำเนินกิจการวิทยุ วางสื่อโฆษณา และผลิตรายการเพลง ออกอากาศที่สถานีวิทยุ FM 96.5 ดำเนินรายการโดยคุณสุชาดี มณีวงศ์ ก่อนจะผลิตรายการวิทยุทาง FM99 FM95 FM105 FM96 cและ FM105.5 ในเวลาต่อมา ความสำเร็จจากรายการ กระจกหกด้าน ต่อยอดให้เริ่มผลิตรายการโทรทัศน์อื่นเพิ่มเติม เช่น สารคดีชุดบันทึกวันหยุด ในปี 2530 และก่อนจะเริ่มผลิตสารคดีสั้น ความยาว 1 – 2 นาที โดยเป็นทั้งรายการให้ความรู้และส่งเสริมแผนการตลาด เพื่อรองรับตลาดที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นผู้ผลิตรายการ ร้อยเรื่องเมืองไทย และ รูปสวยรวยรส

ปัจจุบัน รายการ กระจกหกด้าน ในรูปแบบโฉมใหม่ จัดอยู่ในหมวดรายการโทรทัศน์ประเภทสารคดีปกิณกะกึ่งวาไรตี้ ความยาว 15 นาที ออกอากาศทุกวันพุธและพฤหัสบดี เวลา 17.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เนื้อหาครอบคลุมศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ ภูมิปัญญาไทย ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว เทคโนโลยีและวิทยาการ และกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ทั้งเรื่องเก่าที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และสิ่งใหม่ร่วมสมัย ทั้งหมดนี้รับชมย้อนหลังได้ที่เว็บไซต์ mirror 6

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

“กลิ่นหนังและบรรยากาศของที่นี่ เหมือนโรงงานทำเบาะหนังจักรยานเก่าแก่ของอังกฤษไม่มีผิด” ช่างภาพหนุ่มของเราเอ่ยปาก ทำให้เราเผลอสูดกลิ่น และยิ้มให้กับรองเท้าทรงคุ้นตาหลายสิบคู่ตรงหน้า สะกดใจกลั้นไว้ใม่ให้หยิบมาลองจนทำเลอะเทอะ

และเหตุผลที่เรายืนอยู่ใน ‘บักเซ้ง’ โรงงานรองเท้าหนังเล็กๆ ย่านวงเวียนใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องราวยุคเรืองรองของที่นี่

โรงงานทำรองเท้าหนังเล็กๆ ของช่างมีฝีมือที่มีกำลังผลิต ช่าง 1 คนทำรองเท้าวันละ 1 คู่ สู่การเป็นรองเท้าหนังเจ้าแรกๆ ที่ขายในห้างไทยไดมารู และรับจ้างผลิตส่งออกประเทศในตะวันออกกลางและยุโรป จนมีรายได้ปีละ 200 ล้านบาท

ถ้าป๊าเกิดในยุคนี้ เราคงได้คุยกับป๊าเรื่องอายุน้อยร้อยล้านแทน

และอีกส่วนเป็นเพราะเรื่องราวการชุบชีวิตโรงงานรองเท้าหนัง ผ่านสร้างแบรนด์รองเท้าเป็นของตัวเองหลังจากเปิดโรงงานมากว่า 65 ปี ด้วยวิธีคิดของทายาทรุ่นสามที่เป็นนักการตลาด ครีเอทีฟโฆษณา และนักออกแบบภายใน โรงงานรองเท้าหนัง

ต้นทุนองค์ความรู้เรื่องรองเท้าหนังชั้นดีของครอบครัวต่อยอดให้ เก๋-บุณยนุช วิทยสัมฤทธิ์ สร้างแบรนด์กระเป๋าและรองเท้าแฟชั่นหรู เติบโตในวงการแฟชั่นและได้รับการยอมรับในระดับโลก ก่อนจะชวนพี่ชายทั้งสอง ซ้ง-ประสงค์ วิทยสัมฤทธิ์ และ เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ กลับบ้านมาเริ่มต้นแบรนด์ Youngfolks แบรนด์จากความรักของพี่น้องนี้ด้วยกัน

เราเคยได้ยินความเชื่อที่ถือมาแต่โบราณว่าอย่าซื้อรองเท้าให้กัน เพราะจะต้องเดินจากกันไป แต่รองเท้าคู่นี้ทำให้ทุกคนใส่…เพื่อเดินไปด้วยกัน

โรงงานรองเท้าหนัง

บักเซ้ง

ธุรกิจ : บักเซ้ง (พ.ศ. 2495)  Estate Footwear (พ.ศ. 2522)  Wagon Way (พ.ศ. 2533)  31 Thanwa / ๓๑ ธันวา (พ.ศ. 2555)  Youngfolks (พ.ศ. 2560)
ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตรองเท้าหนัง
อายุ : 65 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : อากง งี่บั๊ก แซ่โง้ว
ทายาทรุ่นสอง : ไพฑูรย์ วิทยสัมฤทธิ์ (อาแปะ), ไพโรจน์ วิทยสัมฤทธิ์ (อาป๊า),  พิราภรณ์ วิทยสัมฤทธิ์
ทายาทรุ่นสาม : ซ้ง-ประสงค์ วิทยสัมฤทธิ์, เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์, เก๋-บุณยนุช วิทยสัมฤทธิ์

ยังจำไม่เคยลืมเลือน

“พวกเราโตมาในยุคที่โรงงานรุ่งเรืองสุดๆ และบ้านนี้เป็นที่ตั้งโรงงานเดิม ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยคนงาน ที่จำได้ดีคือเราชอบไปวิ่งเล่นที่ตึกฝั่งนู้น เล่นซ่อนแอบในกล่องรองเท้า ซึ่งมีเยอะพอที่จะสร้างเป็นฐานทัพของเราได้เลย พอตกเย็นก็เล่นฟุตบอลกับพี่ๆ คนงานหน้าบ้าน” เฮียเม้ง พี่ชายคนรอง เล่าย้อนความทรงจำยุคเรอเนซองส์ของโรงงานที่บ้าน จากกำลังการผลิตรองเท้าของช่าง 1 คนใช้เวลาทำ 1 – 2 วันต่อรองเท้า 1 คู่ สู่การเป็นโรงงานผลิตรองเท้าวันละ 4,500 คู่ มีรายได้ 200 ล้านบาทต่อปี

เช่นเคย ใครสนใจอ่านเรื่องราวของป๊า ขอเชิญเลื่อนลงไปที่ล้อมกรอบด้านล่างก่อนได้เลย เรารอได้

“ตอนนั้นเราเด็กสุด เท่าที่จำได้เราเห็นป๊าทำงานหาเลี้ยงครอบครัวทุกอย่าง ไม่เคยบอกให้พวกเรามาช่วยเรื่องงานที่บ้าน ปล่อยให้พวกเราทำในสิ่งที่รัก และขอแค่พวกเราตั้งใจเรียน” เก๋ น้องสาวคนเล็กอดีตนักเรียนสถาปัตย์ที่เลือกเส้นทางนักออกแบบภายในงานอีเวนต์ เล่าเสริม

เช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสองที่เลือกเดินในเส้นทางที่รักและชอบ เฮียซ้ง พี่ชายคนโตทำโรงงานสิ่งพิมพ์ และให้บริการดูแลการตลาดออนไลน์ ขณะที่เฮียเม้ง พี่ชายคนรองทำบริษัทโฆษณา ชูใจ กะ กัลยาณมิตร

จุดเริ่มต้นของการกลับมารวมตัว รองเท้าของพี่น้อง ไม่ได้ง่ายดายแบบในละคร ที่คิดอยากจะต่อยอดโรงงานรับผลิตรองเท้าหนังที่มีมานาน 65 ปี ด้วยการออกแบบและทำแบรนด์รองเท้าหนังตามสมัยนิยม ก็ทำได้เลยง่ายๆ

ก่อนจะมาเป็น Youngfolks …ยังก่อน เรามีเรื่องน่าสนใจก่อนหน้า ที่อยากเล่าให้คุณฟัง

ครอบครัววิทยสัมฤทธิ์ครอบครัววิทยสัมฤทธิ์

ยังยิ้มได้

หลังจากสนุกกับงานหนักจนล้มป่วย เก๋จึงพักงานกลับมาอยู่ที่บ้าน

เก๋บอกว่า เก๋วันนี้ กับ เก๋สมัยก่อน เป็นคนละเวอร์ชันกันอย่างสิ้นเชิง

“จากลูกสาวคนเล็กผู้สมบูรณ์แบบ ได้รับความรักและเอาใจใส่จากคนทั้งบ้านเสมอ ในวันที่ทั้งเราและป๊าไม่สบายหนักมาก เราจึงเห็นคุณค่าของชีวิตและเวลาแสนสั้น เราควรที่จักดูแลตัวเองและกันและกัน เราก็เปรี้ยวลุกขึ้นมาประกาศกร้าวว่าป๊าไม่ต้องทำงานแล้วนะ ต่อไปเราจะทำเอง เราจะทำแบรนด์กระเป๋า” เก๋เล่า ใช่แล้ว เธอประกาศออกไปแบบนั้นโดยที่ไม่เคยเรียนออกแบบกระเป๋าหรือมีความรู้ทำเครื่องหนังมาก่อน

นอกจากความชอบในเรื่องแฟชั่น เก๋เชื่อว่าคนเราเลือกหยิบของสำคัญในชีวิตประจำวันบรรจุลงในกระเป๋า เธอจึงสร้างแบรนด์ ‘๓๑ ธันวา’ (31 Thanwa) จากคนที่ไม่ได้เรียนทำรองเท้าหรือกระเป๋ามาก่อน โดยช่างทำรองเท้าที่ไม่เคยทำกระเป๋ามาก่อนเช่นกัน

รองเท้า กระเป๋าหนัง

ป๊าจึงให้อาจารย์ชาวสิงคโปร์ของป๊ามาสอนเก๋ทำรองเท้า

“กระเป๋าใบแรกของเราไม่ได้สวยงามเท่าไหร่ แต่เราภูมิใจมาก ป๊าตรวจดูและโยนทิ้ง บอกว่าทำแบบนี้ใครจะซื้อ ขายไม่ได้หรอก เท่านั้นแหละเราร้องไห้เลย ก่อนจะลงมือทำมาให้ป๊าดูอีก 30 ใบ และป๊าก็โยนทิ้งเหมือนเดิมทุกครั้ง ตอนนั้นเราคิดแต่ว่าถ้าป๊าผู้ซึ่งเชี่ยวชาญอยู่กับงานหนังมาตลอดชีวิตยังไม่โอเค เราก็ต้องทดลองทำอีก ทำอีก เพราะป๊าดูออกหมดนะว่าชิ้นงานที่เราทำออกมามีหรือไม่มีคุณภาพ”

ก่อนจะมาถึงกระเป๋าใบสุดท้าย เก๋คุยกับอาจารย์ช่างว่าถ้าไม่ผ่านอีกเธออาจจะขอเลิกล้มความตั้งใจแล้ว แต่ปรากฏว่าออกมาสวยมาก ป๊าหยิบดูและไม่พูดอะไร นอกจากคำว่า “เออ สวยดี” หลังจากนั้นเก๋จึงตัดสินใจกลับมาทำงานที่บ้านเต็มตัว

‘๓๑ ธันวา’ จึงเป็นแบรนด์กระเป๋าที่ใช้วิธีการทำแบบรองเท้าแทบทั้งหมด มีความแข็งแรงแบบเดียวกับที่ผูกเย็บส้นรองเท้าด้วยมือ ทั้งคอนเซปต์ที่ออกคอลเลกชันใหม่ทุกวันที่ 31 ธันวาคม และความประณีตเพราะใช้ช่าง 1 คนต่อกระเป๋า 1 ใบ เท่จนเข้าตานิตยสารแฟชั่นระดับโลกอย่าง Vogue ฉบับ UK จัดให้เป็นงานของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองภายในปีแรกที่เปิดตัวแบรนด์

๓๑ ธันวา

31 Thanwa

You Make Me Feel So Young

หลังจากที่แบรนด์ ‘๓๑ ธันวา’ เติบโตในเส้นทางสายแฟชั่น 4 – 5 ปี

เก๋เริ่มกลับมาคิดถึงองค์ความรู้เรื่องรองเท้า สิ่งที่อากงและป๊ารัก และทำให้ทุกคนในครอบครัวมีชีวิตอย่างทุกวันนี้ ไม่อยากให้จางหายไป และอยากพัฒนาและทำให้ป๊าและช่างฝีมือทุกคนรู้สึกว่ามีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้

“เราเริ่มคุยกันว่าเราอยากทำรองเท้าให้มีประโยชน์ ไม่อยากให้เป็นแค่รองเท้า” เฮียซ้ง ผู้รับตำแหน่ง จิปาถะ manager ดูแลเรื่องการขายและส่งสินค้า เล่าจุดเริ่มต้นของรองเท้าที่พูดเรื่องความสัมพันธ์

“ส่วนตัวเราเองไม่ถนัดเรื่องแฟชั่นนัก และไม่ค่อยเห็นด้วยกับการมาเร็วไปเร็วของแฟชั่นเท่าไหร่ เมื่อคุยกันว่าอยากทำแบรนด์ ผมก็เสนอว่า หนึ่ง อยากทำรองเท้าที่เราถนัด และสอง เป็นรองเท้าที่ใส่ได้ทุกวัน ใส่วันทำงาน วันหยุด ไปจนถึงออกงานได้ และรองเท้าที่บ้านเราทำก็ตอบโจทย์นี้อยู่แล้ว เมื่อก่อนเรารับผลิตให้แบรนด์อื่นๆ พอมาทำแบรนด์ตัวเอง เราก็อยากทำออกมาให้ดีและเข้าถึงได้ วัตถุดิบที่เลือกใช้อาจจะไม่ใช่วัตถุดิบดีและแพงที่สุด แต่รู้ว่าอะไรดี อะไรใส่แล้วสบายและสวย” เฮียเม้งเสริม

นอกจากครอบครัววิทยสัมฤทธิ์แล้ว การทำ Youngfolks ก็ทำให้ช่างทุกคนรู้สึกกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ มีสีสันในครอบครัว เพราะทุกคนเรียนรู้ด้วยกัน ทำด้วยกัน ช่วยกันคิดช่วยกันทำในส่วนที่ตัวเองถนัด

เย็บรองเท้า โรงงานรองเท้า รองเท้าหนังทำมือ

เมื่อเรื่องงานออกแบบและการขายเป็นหน้าที่ของเก๋และเฮียซ้ง หน้าที่สร้างสรรค์และถ่ายทอดเรื่องราวจึงตกเป็นของเฮียเม้งอย่างไม่ต้องสงสัย

เฮียเม้งเล่าว่า สิ่งยากสุดในการทำแบรนด์นี้คือ ‘ชื่อ’

“ตอนทำงานโฆษณา การคิดชื่อ คิด branding ให้ลูกค้านั้นง่ายมาก แต่พอเป็นของตัวเองเรามักจะคิดเยอะ ต้องเป็นชื่อที่เรารักและคนอื่นก็รักด้วยมันถึงจะขายของ คิดขนาดวิธีออกเสียงมันเพราะหรือยัง เราเคยผ่านชื่อแม้กระทั่ง ‘ซ้งเม้งเก๋’ จนเก๋ไปเจอเพลง Young Folks ของ Peter Bjorn and John แปลว่าพี่น้อง เราอยากทำรองเท้าแบบคลาสสิก บ้านเรามีเรื่องราว คำว่า folk ดูเชยๆ ดูเก่าๆ แต่มีคำว่า young เราทำเรื่องเก่าๆ ให้ร่วมสมัย ก็ลงตัวมาเป็นชื่อ Youngfolks”

เช่นเดียวกับ โลโก้ โดยรูปปีกกามาจากหน้ากากรองเท้า moccasin และมีอีกความหมายหนึ่งว่า ความกลมเกลียว การอยู่รวมกันของพี่น้อง

รองเท้าหนัง Youngfolks

Way Back into Love

Youngfolks เป็นแบรนด์นำองค์ความรู้ของครอบครัวเรื่องการร้อยรองเท้าหนังแบบ moccasin หรือการแต่งรองเท้าด้วยการปัดสีหนังด้วยมือทีละคู่ มาทำในแบบที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่

คอลเลกชันแรกของ Youngfolks เป็นรุ่นที่มีปีกนกคลาสสิกที่ทำมาตั้งแต่สมัยอากง เก๋ออกแบบให้มีทั้งแบบปิดส้นและเปิดส้น และตั้งใจให้ใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนคอลเลกชันที่สอง เพิ่มเติมสีพิเศษได้แก่ sugar จากเทคนิคพิเศษ เป็นหนังปัดสีด้วยมือ องค์ความรู้ดั้งเดิมที่ส่งต่อกันมา ซึ่งการปัดรองเท้าแต่ละครั้งใน 1 คู่จะเกิดแสงและเงาที่ไม่เหมือนกันเลยขึ้นกับช่างแต่ละคน ทำให้เห็นความเชี่ยวชาญและเรื่องราวอยู่ในนั้น นอกจากนี้ยังมีสีธรรมชาติ สีนู้ด สีน้ำตาลเข้ม

“เราอยากทำ Youngfolks ให้เป็นรองเท้าที่ทุกคนใส่ แล้วชวนคนที่เรารักมาใส่ด้วยกัน ใส่ร่วมกันเป็นครอบครัว ใส่เป็นคู่ ใส่เป็นกลุ่ม จึงออกมาเป็นรองเท้าแบบที่เข้าใจง่าย และราคาเข้าใจได้ ใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเพราะมีตั้งแต่ไซส์ 36 – 45” เก๋เล่าที่มาของแบบทรงรองเท้าที่แม้ให้เลือกหลากหลาย แต่เป็นเพราะคัดสรรและคิดมาอย่างดีแล้ว

ธรรมชาติของการเลือกซื้อรองเท้า ไม่เหมือนกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายทั่วไป เพราะเต็มไปเป็นความรู้สึกส่วนตัว รองเท้าคู่นี้แบบทรงสวยทันสมัยพอที่จะส่งเสริมให้เรามั่นใจในการก้าวเดินมั้ย สวมใส่แล้วสบายเท้าไม่ว่าจะเดินเหินด้วยท้วงท่าแบบไหนหรือเปล่า

ไม่รู้ว่าเพราะเป็นเราได้ยินได้ฟังเรื่องราวความเป็นมาของรองเท้า จากทั้ง 3 พี่น้องมากเกินไป หรือเพราะรองเท้าหนังคู่ตรงหน้าส่งเสียงเล็กๆ เรียกเรา เราจึงรู้สึกไม่ได้อยากได้รองเท้าคู่นี้แค่คู่เดียว แต่อยากชวนให้คนรัก เพื่อนสนิท กัลยาณมิตร ใส่รองเท้าคู่นี้เหมือนกันกับเรา และนั่นเป็นสิ่งพิเศษที่ทำให้ Youngfolks มีชื่อเล่นอีกชื่อว่า รองเท้าที่เต็มไปด้วยความรัก

จึงไม่แปลกใจ ที่ไม่ว่า Youngfolks จะไปออกร้านในตลาดเทศกาลงานไหนๆ ก็มักจะมีลูกค้าเป็นกลุ่มครอบครัวเลือกและลองรองเท้ากันอย่างสนุกสนาน

“ครอบครัว The Cloud สนใจ ก็สั่งไปใส่เป็นกลุ่มได้นะครับ” เฮียซ้ง ปิดการขาย

Youngfolks

รองเท้าหนัง

ยังแอบเห็นและชื่นชม

เช่นเดียวกับเฮียซ้ง เฮียเม้ง และเก๋ ที่ใส่พลังและความเชี่ยวชาญของตัวเองลงไปใน Youngfolks ป๊าเองก็รู้สึกสนุกไปด้วย จนทำให้ป๊ากลับมาเปิดกระเป๋าเครื่องมือในรอบ 10 ปี ก่อนจะมอบหมายให้หาซื้อไส้ดินสอ และตามหานานาเครื่องไม้เครื่องมือที่เลิกผลิตไปแล้ว

“ป๊าเป็นคนละเอียด งานป๊าต้องเนี้ยบมาก” เฮียซ้งเล่าถึงการทำงานกับป๊า ก่อนที่เฮียเม้งจะเสริมว่า ป๊าเชื่อในการทำการตลาดแบบเดิมๆ โตมากับการถือสินค้าตัวอย่างไปเสนอกับห้างร้านสินค้าต่างๆ ไม่เข้าใจการเล่าเรื่องราวแบรนด์ในโซเชียล หรือสร้างจุดขายผ่านดึงประสบการณ์ร่วมกับลูกค้า

“แล้วทั้งสามพี่น้องมีวิธีพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองเชื่ออย่างไง” เราถาม

“ก็ทำให้ดูเลย” เฮียซ้งตอบสั้นๆ

“ถ้าเป็นบ้านเรา เราเชื่อเรื่องการลงมือทำให้เห็น เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ายังมีวิธีการอื่นใดอีกมาก”

“ถ้าเราเอาแต่พูด ยังไงป๊าหรือช่างที่ทำงานด้วยเขาก็จะมองว่าเราเป็นเด็กอยู่เสมอ การเอาชนะใจคนที่เพียรพยายามฝึกฝนทุกเรื่องอย่างอดทนแบบคนสมัยก่อน นั่นคือจงลงมือทำ ทำให้เขาเห็นและยอมรับความพยามยามของเรา” เก๋ยิ้มตอบ

บุณยนุช ประสงค์ ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์

Like Father, Like Son, Like Daughter

“ป๊าไม่เคยสอนว่าทำรองเท้ายังไง ทำธุรกิจยังไง ป๊าไม่เคยกดดันให้รวย ให้ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งสำคัญที่สอนมาทั้งชีวิตคือให้พวกเราพี่น้องรักกัน” เก๋รีบตอบ ทันทีที่เราถามว่าอะไรคือสิ่งที่ป๊าสอนทั้งพวกเขาเสมอ

“ป๊าไม่ได้สอนวิธีทำงาน แต่ป๊าทำให้เห็น วิธีปฏิบัติกับคนที่ทำงานด้วย ดูแลและให้เกียรติคนทำงาน วิธีที่ป๊าให้แม่เป็นคนจ่ายค่าแรงช่างเพื่อให้ทุกคนเกรงใจอาซ้อ” เฮียเม้งเสริม

“ทุกครั้งที่พวกเราเจอเพื่อนหรือคนรู้จักของป๊า ทุกคนจะเข้ามาชื่นชมป๊าให้ฟัง ว่าป๊ากตัญญูดูแลอากงอาม่า ทุกวันนี้ป๊ายังให้เราไปเยี่ยม ไปทักทาย และเอากระเช้าไปให้นายช่างรุ่นอากงอยู่เลย” เฮียซ้งปิดท้ายสิ่งที่เรียนรู้และเห็นตัวอย่างจากป๊า

Youngfolks สำคัญกับชีวิตพวกคุณยังไง เราถาม

“สำหรับผม สิ่งที่ทำวันนี้มันทำให้ผมกลับบ้าน ทำให้รู้จักพ่อตัวเอง จากที่ได้ฟังเขาบ่อยขึ้น เขาจะนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเล่าเรื่องที่เคยไปเก็บค่าแรง หรือการทำงานกับคน ผมว่าทำให้เรารู้จักรากเหง้าตัวเอง อายุเท่านี้ กว่าจะรู้ตัวว่าต้องกลับบ้านมันนานมากเลยนะ” คำตอบของเฮียเม้งชวนเราย้อนกลับมามองตัวเองว่าตอนนี้กำลังเดินทางไกลจากบ้านเท่าไหร่

“ส่วนตัวผมเกเรน้อยลงเยอะ กลับมาทำงานจริงจัง” เฮียซ้งสรุปกับตัวเองสั้นๆ ก่อนที่เอ่ยปากมอบมงให้เก๋ ที่ปิดท้ายบทสนทนาด้วยตาเป็นประกาย

“เราเห็นป๊ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังจากไม่สบายหนัก หลังช่วงยุครุ่งเรืองเรอเนซองส์สุดๆ ของป๊า เข้าสู่ยุคมืดเพราะป๊าไม่สบายหนัก และทุกคนก็สนใจสุขภาพป๊าเป็นสำคัญ มาถึงวันที่เราเริ่มทำอะไรใหม่ๆ จนเขาเห็นเป็นชิ้นเป็นอัน ป๊าก็ลุกขึ้นมามีชีวิตชีวา มีแรงเดินลงมาดูว่าช่างทำอะไรไปถึงไหน เหมือนสมัยก่อน”

วิทยสัมฤทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์

บักเซ้ง พ.ศ. 2495

หลังจากแบกเสื่อผืนหมอนใบนั่งมากับเรือสำเภาจากจีนแผ่นดินใหญ่ อากงเริ่มต้นชีวิตในแผ่นดินสยามด้วยเป็นหนึ่งในช่างโรงงานทำรองเท้าของญี่ปุ่นที่มาตั้งในช่วงสงคราม ก่อนจะร่วมกันกับเพื่อนที่เป็นช่างฝีมือเปิดโรงงาน ด้วยทักษะการบริหารที่มีทำให้อากงจับพลัดจับผลูจากช่างมาเป็นเจ้าของโรงงาน

ป๊าเล่าว่า ในสมัยก่อนอากงทำการตลาดง่ายๆ อย่างการเสนอขายร้านค้าต่างๆ แต่เพราะปัญหาเรื่องภาษาและระบบการเก็บเงิน อาแปะและป๊าจึงช่วยหาตลาดใหม่ๆ จนกลายเป็นรองเท้าหนังเจ้าแรกๆ ที่ขายในห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะห้างไทยไดมารูที่มียอดขายดีที่สุด ไม่ว่าจะออกแบบทรงล่าสุดรุ่นไหนมา เป็นต้อง sold out ทุกรุ่น

Estate Footwear พ.ศ. 2522

ป๊าเล่าว่า ยุครุ่งเรืองของโรงงานคือช่วงที่ผลิตรองเท้าส่งออกไปต่างประเทศ เริ่มจากประเทศในตะวันออกกลาง ซาอุดิอาระเบีย คูเวต จอร์แดน ก่อนจะขยายไปทางยุโรป

หลังจากสองพี่น้องทายาทรุ่นสองเข้ารับช่วงต่อจากอากงอย่างเต็มตัว ก็เริ่มสนใจตลาดต่างจังหวัด ทดลองนำเสนอสินค้าและส่งของด้วยตัวเอง ก่อนจะทำผลงานเข้าตา supplier เจ้าหนึ่งในประเทศซาอุดิอาระเบีย ทำให้มียอดสั่งผลิตหลักพันคู่ จนป๊าต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน จากที่ช่าง 1 คนใช้เวลาทำ 1 – 2 วันต่อรองเท้า 1 คู่ ต้องเร่งฝีมือเพื่อให้ทันกับความต้องการของตลาด และยังมีเรื่องขนาดมาตรฐานของรองเท้าที่ป๊าลงทุนไปเรียนกับช่างฝีมือชาวสิงคโปร์เมื่อครั้งสมาคมผู้ประกอบการเครื่องหนังจัดงานสัมมนา ป๊าจึงได้องค์ความรู้เรื่องการคำนวณ sizing ขนาดข้อเท้า กระดูกเท้า ตามหลักสากลเพื่อคุยกับลูกค้าทางยุโรป สร้างความน่าเชื่อถือให้กับโรงงาน และเป็นนักออกแบบรองเท้า ได้รางวัลออกแบบรองเท้า moccasin ระดับชาติมาแล้ว

รายการสั่งผลิตกว่าหมื่นคู่หรือจำนวนการผลิตวันละคู่เป็นวันละ 4,500 คู่ ยังไม่ใช่จุดสูงสุดของความสำเร็จที่อาแปะและป๊าพบเจอ เพื่อการเติบโตของโรงงานและการทำงานผลิตให้ได้มาตรฐาน ป๊าในวัยสามสิบกว่า ผู้มีวุฒิการศึกษาแค่ ป.2 ลงมือเรียนรู้วิธีจัดการคนและการผลิตในโรงงานด้วยตัวเองผ่านหนังสือระดับปริญญาโท แล้วชวนเพื่อนที่เป็นวิศวกรมาช่วยวางระบบ ก่อนจะนำมาซึ่งตัวเลข 200 ล้านบาทต่อปี ของหวานที่ดึงดูดนักลงทุนในตลาดหุ้น

หลังจากยื่นคำขาดว่าจะไม่นำโรงงานเข้าตลาดทุนได้ไม่นานป๊าก็ล้มป่วยหนัก เมื่อขาดคนดูแลตรวจสอบคุณภาพ อาแปะไม่สบายกะทันหัน ประกอบกับเศรษฐกิจที่แย่ลง จนมาถึงจุดที่ทายาทรุ่นสองต้องแยกย้ายจากกัน

Wagon Way พ.ศ. 2533

แม้ป๊าจะต้องเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการธุรกิจและตลาดซึ่งป๊าไม่ถนัด กิจการของโรงงานซึ่งย้ายกลับมาที่ตั้งเดิม ก็ยังคงดำเนินต่อมาถึงปัจจุบัน

ป๊าทำงานเหนื่อยขนาดนี้ เคยแอบคิดให้ลูกทั้งสามมาสานต่อสิ่งที่ป๊าวางรากฐานอย่างแข็งแรงนี้มั้ย เราถาม

“ไม่คิดเลย เพราะอุตสาหกรรมนี้เหนื่อยมาก อยากให้เขาทำอย่างอื่นมากกว่า ที่ป๊าทำได้เพราะ ป๊ามีใจรัก เราเป็นร้านเล็กๆ อยากขยายไปต่างจังหวัด อยากขายบนห้างใหญ่ อยากส่งขายไปต่างประเทศ มีความฝันและความตั้งใจที่อยากทำให้เป็นจริง เมื่อมีจังหวะเข้ามาและทำให้ดีที่สุด แต่จะเครียดมากนะ ช่วงที่มียอดสั่งผลิตเยอะๆ ป๊านอนวันละ 2 ชั่วโมง” ป๊าเล่า

จากคนที่ไม่สนใจกิจการที่บ้านเลย เกเรไปวันๆ จนอากงยังถามว่า ไปเข้าคอร์สทำไมตั้งหลายหมื่นบาท เรียนไปก็ทำรองเท้าไม่ได้หรอก มาถึงวันที่ป๊าพิสูจน์ให้อากงเห็นว่าสามารถพารองเท้าไปไกลถึงต่างบ้านต่างเมืองได้ แล้วกลายเป็นอากงเองที่ต้องเป็นคนบอกให้ป๊าพักผ่อนบ้าง

ในวันที่ลูกทั้งสามบอกว่าจะทำแบรนด์รองเท้า ป๊าบอกว่า ป๊ายังไม่มั่นใจ

“แต่ก็ยอมรับว่าเก๋ตั้งใจจริง ตอนที่ให้อาจารย์ที่สอนป๊ามาสอน เขายังบอกว่าไม่เคยเห็นใครเรียนทำรองเท้าเพื่อทำกระเป๋าเลย จริงๆ เป็นทั้งสามพี่น้องเลย พวกเขามีใจรัก ทุ่มเทในงานที่ทำ” ป๊ายิ้มปิดท้าย หลังเล่าเรื่องราวขนาดยาว 60 ปี ในเวลา 3 ชั่วโมง

 

Facebook: Youngfolks

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load