KohMunnork Private Island by Epi[K]urean Hotels & Lifestyle คือรีสอร์ตหนึ่งเดียวบนเกาะมันนอกที่ไม่เพียงผ่านร้อนหนาว แต่ผ่านแดด ลมฝน มาแล้วหลายฤดูกาล

เราขับรถจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่หมู่เกาะมัน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เพื่อมาพบกับ วิน-วินชนะ พฤกษานานนท์ ทายาทรุ่นที่ 2 ผู้มารับช่วงต่อกิจการการดูแลรีสอร์ตส่วนตัว ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ กลางทะเลอ่าวไทยแห่งนี้

อย่าเพิ่งติดภาพหรูหราจับต้องไม่ได้เมื่อพูดคำว่ารีสอร์ตส่วนตัว เพราะ ‘เกาะมันนอกรีสอร์ท’ แห่งนี้มีจุดเด่นที่ความเรียบง่ายและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ แถมสิ่งที่ทายาทรุ่นที่ 2 คนนี้กำลังเดินหน้าผลักดันอย่างเต็มตัวอยู่ตอนนี้ คือความใส่ใจเรื่องขยะมหาสมุทร ที่กำลังเป็นภัยคุกคามน่านน้ำทั่วโลกรวมถึงเกาะมันนอกด้วยเช่นกัน

‘เกาะมันนอกรีสอร์ท’ ไม่เคยทำมาร์เก็ตติ้งเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา การกระโจนเข้าสู่ความดุเดือดของสมรภูมิโซเชียลมีเดีย และกลายเป็นรีสอร์ทที่ถูกพูดถึงมากมายบนโลกออนไลน์ รวมถึงเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของใครหลายคน เกาะเล็กๆ แห่งนี้ทำได้อย่างไร

เราจะพาคุณข้ามน้ำข้ามทะเลไปค้นหาคำตอบกัน

เกาะมันนอก

จุดเริ่มต้นเล็กๆ บนเกาะเล็กๆ

“ตั้งแต่มาครั้งแรกเราก็รักและผูกพันกับเกาะมันนอก เป็นธุรกิจครอบครัวที่ญาติๆ ช่วยกันทำมาตลอด แต่เมื่อก่อนไม่ใช่แบบนี้เลย เป็นรีสอร์ตห้องพัดลม ผ้าห่มสีส้มแจ๊ด ผมก็คิดมาตลอดว่ารีสอร์ตบ้านเราเซอร์มาก ไม่ต้องหรูหราเพื่อดึงดูดลูกค้า เพราะเรามีจุดขายคือความสงบและธรรมชาติมาตลอดหลายสิบปี” วินเล่าพร้อมชี้ให้ดูเรือนพักเล็กๆ ที่ทอดตัว ซุกซ่อนขนานไปกับชายหาดและป่าธรรมชาติเขียวชอุ่ม

เกาะมันนอก

เกาะมันนอกรีสอร์ตมีห้องพักทั้งสิ้น 22 ห้องถ้วน จำนวนเท่าเดิมกับตอนเปิดกิจการเมื่อหลายสิบปีก่อนเป๊ะ

“เราไม่สามารถเพิ่มสิ่งปลูกสร้างบนเกาะแห่งนี้ได้ตามใจ ขอสัมปทานพื้นที่ไว้เท่าไหร่ ก็ต้องทำภายใต้กรอบเท่านั้น จะต่อเติมเกินเขตที่ดินที่ทำข้อตกลงเอาไว้ไม่ได้ อธิบายง่ายๆ ก็คือ สมมติว่าแปลนบ้านเราเป็นสี่เหลี่ยม บ้านของเราจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยังไงแปลนก็ต้องเป็นสี่เหลี่ยมเท่าเดิม เราแค่เปลี่ยนการตกแต่งข้างใน ซึ่งก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ”

วินอธิบายว่า เกาะมันนอกมีเนื้อที่ประมาณ 95 ไร่ แต่พื้นที่ในการทำ ‘เกาะมันนอกรีสอร์ท’ คิดเป็นเพียง 1 ใน 4 ของเนื้อที่เกาะทั้งหมดเท่านั้นเอง

เกาะมันนอก เกาะมันนอก

เรือไม้ลำโตจอดลงช้าๆ ในอ่าวด้านหน้าเกาะ จากตรงนี้เราต้องต่อเรือบดลำเล็กเข้าสู่ชายหาด แม้จะห่างจากท่าเรือแหลมตาล จังหวัดระยอง แค่ 11 กิโลเมตร แต่ก็ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 45 นาที ระหว่างทางเราแล่นเรือผ่านเกาะมันใน เกาะมันกลาง ก่อนจะมาถึงเกาะที่ตั้งอยู่ริมนอกชายฝั่งมากที่สุดอย่างเกาะมันนอก

“ด้วยความที่รีสอร์ตของเรามีเรือขาไปและกลับเข้าฝั่งแค่วันละเที่ยวเดียว บางทีก็มีลูกค้ามาไม่ทันขึ้นเรือบ้าง เพราะเรือจะออกตรงเวลาคือบ่ายโมงตรง ในกรณีที่ลูกค้าตกเรือ มี 2 ทางเลือกด้วยกัน คือเหมาสปีดโบ๊ต ไม่ก็จ้างเรือประมงของชาวบ้านให้แล่นตรงมาส่งที่เกาะ ถ้าลูกค้าสายลุยหน่อยส่วนใหญ่จะเลือกอย่างหลัง” วินเล่ายิ้มๆ

ประเมินด้วยสายตาฝ่าละอองแดดยามบ่าย เกาะมันนอกมีลักษณะกลมรี และมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก ส่วนกลางของเกาะเป็นป่า ด้านตะวันออกเป็นหาดทรายขาวละเอียดตลอดแนว ถัดมาด้านตะวันตกมีโขดหินสีสวยวางตัวลดหลั่นลงสู่แนวปะการังน้ำตื้น

เกาะมันนอก เกาะมันนอก

“สมัยแรกของการทำรีสอร์ตพื้นที่ทั้งหมดบนเกาะเป็นป่า เราพยายามตัดต้นไม้เดิมทิ้งให้น้อยที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนธรรมชาติ สร้างทางเดินเล็กๆ ให้สามารถเดินได้รอบเกาะเพื่อดูทิวทัศน์ของทะเลอ่าวไทย ผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่ทำเป็นกิจวัตรทุกเช้าคือการเดินดูความเรียบร้อยรอบเกาะ สมัยเด็กๆ เวลาไปเดินรอบเกาะผมไม่เคยสังเกตว่าขยะมหาสมุทรที่พัดมาเกยตื้นตามแนวชายฝั่งหรือหาดต่างๆ บนเกาะมันเยอะขนาดไหน จนเมื่อเวลาผ่านไป ผมโตขึ้นและเริ่มรับรู้ได้ว่าปริมาณขยะทางทะเลมันเยอะขนาดไหน เอาแค่ว่าบนเกาะเล็กๆ อย่างเกาะมันนอกก็นับว่ามหาศาลแล้ว”

ขยะในท้องทะเล แต่มีที่มาจากบนชายฝั่ง

วินบอกว่า ขยะมหาสมุทรเหล่านี้มีตั้งแต่หลอดพลาสติก ขวดน้ำ แผ่นโฟม เชือกไนล่อน แผ่นสังกะสี ไปจนถึงก้านลูกกวาด ยิ่งถ้าเป็นประเภทที่สามารถแตกหักได้ เมื่อถูกน้ำทะเลซัดมันจะกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนไม่แปลกใจที่มีข่าวการพบซากขยะพลาสติกนับร้อยชิ้นในท้องสัตว์ทะเลที่เผลอไปกินมันเข้าอย่างไม่รู้ตัว

เกาะมันนอก เกาะมันนอก

“ผมตั้งคำถามมาตลอดนะว่าขยะพวกนี้มันมาจากไหนนักหนา บางชิ้นเก็บมาพลิกดูฉลาก โอ้โห ลอยมาจากเวียดนาม ก่อนจะมาเป็นรุ่นผม แม้จะไม่ได้มีระบบแยกขยะอย่างเป็นระบบ แต่เราก็จัดการขยะจากรีสอร์ตอย่างดี ขนขยะทุกชิ้นขึ้นเรือเพื่อนำไปเข้าระบบจัดการขยะบนฝั่ง ดังนั้น ขยะรอบเกาะเหล่านี้ไม่ใช่ขยะจากรีสอร์ตเลยแม้แต่ชิ้นเดียว” ขยะมหาสมุทรสามารถลอยไปได้ไกลแสนไกลข้ามหลายน่านน้ำเป็นร้อยปี โดยไม่ย่อยสลาย เช่นเดียวกับขยะที่ลอยมาขึ้นฝั่งรอบเกาะมันนอก

“คนส่วนใหญ่มักคิดว่าขยะในทะเลเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเวลาไปเที่ยวทะเล เรามักเห็นชายหาดที่ถูกจัดการขยะเรียบร้อยแล้ว ทำให้ไม่รู้ความร้ายแรงของปัญหานี้ มันคือขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลแบบที่เราแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยนะถ้าไม่เคยลงมาสัมผัส”

น้ำมะพร้าวเย็นๆ ทั้งลูกถูกยกมาเสิร์ฟทั้งลูก วินหยิบหลอดกระดาษขึ้นมาพร้อมอธิบายว่า “ตอนนี้เกาะมันนอกรีสอร์ทเปลี่ยนมาใช้หลอด คอตต้อนบัด และแปรงสีฟันกระดาษ เราพยายามลดการใช้พลาสติกแบบ Single-use และหันมาใช้วัสดุย่อยสลายได้ทั้งหมดแทน เราซื้อตู้น้ำดื่มมาตั้งบริเวณ Common Area ถ้าคุณพกกระบอกน้ำมาหรือขอยืมแก้วน้ำจากทางรีสอร์ต เราให้คุณกดน้ำดื่มเย็นๆ ได้ไม่จำกัดเลย ถือเป็นการช่วยโลกลดภาระเรื่องขยะพลาสติก”

เกาะมันนอก

เกาะมันนอก

สิ่งที่วินตั้งใจทำมาโดยตลอดนับตั้งแต่รับช่วงต่อกิจการจากทายาทรุ่นหนึ่ง คือการสร้างความเข้าใจและความตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ทุกคนบนเกาะ

“ผมดูแลรีสอร์ตในส่วนของ Marketing และ Operation ในขณะที่พี่สาวดูแลเรื่องงบประมาณและการเงิน ตั้งแต่เริ่มเข้ามาช่วยดูแลรีสอร์ต ผมพยายามอธิบายความรุนแรงของปัญหาพลาสติกโลกและประเทศไทย โดยเริ่มจากคนในครอบครัวก่อน เมื่อครอบครัวเข้าใจแล้วก็ค่อยมาอธิบายคนงานต่อ ซึ่งก็ต้องมีวิธีสื่อสารกับพวกเขาด้วยนะ ไม่ใช่ว่าเราอินกับเรื่องนี้ แล้วจะสามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย อยู่ดีๆ มาบอกเขาเฉยๆ เขาไม่เชื่อและไม่มีทางเข้าใจ”

วินบอกว่า สิ่งที่ทำได้เร็วและง่ายที่สุดคือการแยกขยะ แม้ที่ผ่านมาเกาะมันนอกเก็บขยะทุกชิ้นออกไปทิ้งตามระบบจัดการขยะมูลฝอยบนฝั่งก็จริง แต่ก็ยังไม่เคยมีระบบแยกขยะแบบจริงๆ จังเกิดขึ้นบนเกาะจนกระทั่งถึงรุ่นของเขา

เกาะมันนอก

“การคัดแยกประเภทขยะจะช่วยให้เราสามารถนำขยะไปใช้ต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จริงๆ ทุกคนเคยเรียนเรื่องนี้มาแล้วตั้งแต่เรียนที่โรงเรียน ต่อให้ไม่เรียน การแยกขยะก็เป็นเรื่อง Common Sense ที่จำง่ายมาก มันแบ่งเป็นแค่สามสี่ประเภทเท่านั้นเอง คือขยะย่อยสลายได้ ขยะรีไซเคิล ขยะทั่วไป แล้วก็ขยะอันตราย เรารู้อยู่แล้วว่าขวดพลาสติกมีมูลค่า สามารถถูกนำไปรีไซเคิลต่อได้ ดังนั้น ก็อย่าทิ้งปะปนกับเศษอาหาร เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปรีไซเคิล เท่านั้นเอง”

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการสร้างขยะเฉลี่ยอยู่ที่อันดับ 70 – 80 ของโลก ประชากร 1 คนผลิตขยะเฉลี่ย 1.1 – 1.5 กิโลกรัมต่อวัน ขยะตกค้างในไทยหากนำมากองรวมกันจะมีขนาดเท่ากับตึกใบหยก 147 ตึก จากจำนวนขยะที่กล่าวมา มีการจัดการที่ถูกต้องตามกรรมวิธีเพียง 49% เท่านั้น ในขณะที่อีก 51% ของขยะทั้งหมดไม่สามารถกำจัดได้ จึงเกิดการทับถมสะสมเป็นกองขยะขนาดมหึมาและบางส่วนถูกทิ้งลงทะเล กลายเป็นปัญหาขยะมหาสมุทรที่เกาะมันนอกและน่านน้ำทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่

“สิ่งที่ผมกำลังพยายามทำอยู่ตอนนี้ คือปุ๋ยชีวภาพจากขยะย่อยสลายได้และเศษอาหารจำพวก Food Waste ที่เกิดจากการกินดื่มบนเกาะ ความท้าทายคือรีสอร์ตของเราอยู่บนเกาะสัมปทาน ทำให้พื้นที่มีจำกัด เลยต้องหาจุดที่เหมาะสมที่สุดในการหมักปุ๋ย เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องกลิ่นไปรบกวนแขกที่มาพักที่รีสอร์ต และเพื่อลดภาระให้กับระบบจัดการขยะบนฝั่ง ขยะประเภทไหนเราจัดการให้จบบนเกาะได้เราก็จะทำ แล้วอีกอย่างต้นไม้บนเกาะก็จะได้ปุ๋ยฟรีๆ มาบำรุงด้วย”

เกาะมันนอก

เกาะมันนอก

หมั่นคอยดูแลรักษาดวงใจ

วินเล่าว่า ช่วงแรกๆ ที่เขาพยายามผลักดันเรื่องขยะบนเกาะคนงานไม่ค่อยพอใจ เพราะไม่เข้าใจปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในภาพกว้าง เลยกลายเป็นเหมือนวินพยายามเพิ่มภาระงานให้โดยไม่จำเป็น “แรกๆ ผมก็เดินเก็บเองทุกวัน เพราะเกรงใจที่จะเอ่ยปาก” แต่ขยะที่ลอยมาขึ้นฝั่งรอบเกาะเล็กๆ ที่ใช้เวลาเดินแค่ 1 ชั่วโมงก็รอบแล้วกลับมีจำนวนมากมายกว่าที่คิด

วินเลยชักชวนเพื่อนๆ คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ มาเดินและดำน้ำ Snorkeling เก็บขยะรอบเกาะแบบจริงๆ จังๆ “ก่อนมาทุกคนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ตามๆ กันมาสนุกสนาน พอมาเจอสภาพจริงเท่านั้นแหละ เก็บเสร็จ เครียดคิ้วขมวดกันกลับไปเลย เพราะเพื่อนผมหลายคนก็เพิ่งเคยมาเห็นเต็มๆ ตาครั้งแรกว่าขยะมหาสมุทรมันใกล้ตัวขนาดไหน ถ้าคุณไม่มีรองเท้าแตะ เดินหาได้เลยครับ แป๊บเดียวก็ได้ครบคู่ พร้อมใส่”

ในขณะเดียวกัน วินเริ่มได้รับฟีดแบ็กจากแขกที่มาพักซึ่งเดินเล่นรอบเกาะไปเจอขยะบนหาดด้านหลัง และเข้าใจว่าทางรีสอร์ตนำไปทิ้งไว้ ทั้งที่จริงๆ ขยะเหล่านั้นไม่ใช่ขยะจากรีสอร์ตเลย “พื้นที่ในความดูแลของเรามีแค่บริเวณรีสอร์ตที่ได้รับสัมปทานมาเท่านั้น ที่เหลืออีก 3 ใน 4 เป็นพื้นที่ของกองทัพเรือไทย แต่เราก็มองทั้งเกาะเป็นเหมือนบ้านของเรา เราก็ไม่สบายใจที่จะเห็นบ้านเราสกปรก”

วินเล่าต่อว่า “รีสอร์ตของเราไม่ได้บริหารงานด้วยระบบโรงแรมจ๋า เราอยู่กันแบบครอบครัว คนงานเก่าแก่บางคนอยู่กับเรามาตั้งแต่ผมเกิดเสียอีก แน่นอนว่าเขารู้สึกรัก ผูกพัน และหวงแหนเกาะ ไม่ต่างไปจากผม เพียงแค่เขาไม่รู้ เขาเห็นขยะพลาสติกในทะเลมาตลอดชีวิตจนเขาเคยชินและไม่ได้คิดว่ามันเป็นปัญหา ซึ่งก็มาจากการที่เขาไม่ได้รับข้อมูลภาพกว้างเรื่องสิ่งแวดล้อมเท่าผมหรือคนรุ่นใหม่อย่างเราๆ”

เกาะมันนอก

เกาะมันนอกรีสอร์ทจึงตัดสินใจปิดทำการเดือนละ 2 วัน ไม่รับแขกมาเข้าพัก และตั้งเป็น Big Cleaning Days ในแต่ละเดือนเพื่อทำความสะอาดเกาะ โดยตั้งแต่เช้าตรู่วินจะแบ่งคนงานออกเป็น 2 ทีม เดินกระจายไป 2 ด้านของเกาะ อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าก็แค่เก็บขยะเอง ไม่เห็นจะยากตรงไหน ต้องใช้เวลาตั้ง 2 วันเลยหรอ

ตอนแรกเราก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน จนได้ลองเดินรอบเกาะเพื่อเก็บขยะกับวิน และค้นพบความจริงอันโหดร้ายว่าขยะที่ถูกคลื่นซัดจนแตกเป็นชิ้นเล็กๆ นั้นเก็บยากมาก ลองนึกภาพลังโฟมที่ชาวประมงใช้ใส่ปลา แต่เปื่อยเป็นผุย เม็ดโฟมขนาดไม่เกิน 1 เซนติเมตร หรือแม้แต่เชือกไนล่อนที่แช่น้ำทะเลมาจนยุ่ยได้ที่และแตกเป็นฝอยเส้นเล็กๆ ไปจนถึงพลาสติกที่โดนแดดเผาจนละลายติดกรังอยู่บนโขดหิน ทุกอย่างกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เกาะเล็กๆ เลยกลายสภาพเป็นเกาะกว้างใหญ่ไพศาลไปในบัดดล

“ตอนนี้ผมทำจุด Check Point และเอาถังขยะไปวางไว้ตามหาดต่างๆ รอบเกาะ ถ้าแขกที่มาพักไปเดินเล่นแล้วช่วยเก็บขยะเหล่านั้นใส่ถังก็ถ่ายภาพมาให้เราดู เรามีเครื่องดื่มฟรีให้ ถือเป็นการสร้าง Awareness ให้เด็กๆ ที่มาพักรู้ว่าแม้จะมาเที่ยว มาพักผ่อน ก็ต้องรับผิดชอบขยะของตัวเองด้วย”

เกาะมันนอก เกาะมันนอก

ด้วยความที่จบสถาปัตย์ ช่วงแรกวินจึงมาช่วยดูแลในส่วนของ Maintenance ก่อน โดยการเข้ามาช่วยซ่อมจุดนั้นจุดนี้ในรีสอร์ต “วัสดุทุกชนิดที่อยู่กับทะเลมีระยะการใช้งานที่สั้นมาก ไม้ดีๆ โดนแดด ลม ละอองความชื้น ใช้ไปไม่กี่ปีก็กรอบหมด รีสอร์ตเราเปลี่ยนไม้มาหลายรอบมาก จนผมจำไม่ได้แล้วว่าเปลี่ยนไปกี่รอบ

“ก่อนหน้าที่จะลงมารับช่วงกิจการเต็มตัวผมไม่เข้าใจอะไรเลย ผมมีแค่ความฝันว่าอยากทำให้รีสอร์ตที่เราผูกพันมาตั้งแต่เด็กสวยกว่านี้ ดังกว่านี้ เป็นที่รู้จักกว่านี้ คิดแค่นั้น แต่ไม่ได้คิดถึงขั้นตอนและกระบวนการเลยว่า ‘มันต้องทำยังไงวะ’ ช่วงแรกก็ช็อกไปเหมือนกัน ด้วยความที่เราเป็นคนค่อนข้างใจร้อน เลยต้องปรับตัวและยอมในบางเรื่องบ้างในการทำงาน ยิ่งมาทำงานบริหารยิ่งต้องใจเย็น

“ผมเป็นคนละเอียดมาก และช่วงแรกก็ปล่อยวางไม่เป็น มาถึงก็สั่งงานและคาดหวังงานที่ดีมากๆ จากเขา แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น ผมเริ่มเรียนรู้ที่จะปล่อยวางบ้าง ถอยให้คนงานบ้างก่อนในบางจุด แล้วค่อยๆ ตะล่อมเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะคนงานเขาทำงานอยู่หน้างาน มันมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่เราต้องพยายามเข้าใจเขาด้วย เขาเหนื่อย เขาท้อแท้ มีปัญหาเรื่องเงิน มีปัญหาเรื่องครอบครัว ผมค่อยๆ เรียนรู้ความเป็นจริงว่าในการทำงานมันมีองค์ประกอบและรายละเอียดอื่นๆ อีกเยอะมาก”

เกาะมันนอก

เกาะมันนอก

การตลาดแบบชวนเพื่อนมาเยี่ยมบ้าน

หลังจากนั้นวินเริ่มเข้ามาดูแลเรื่องการตลาดและประชาสัมพันธ์ “รีสอร์ตเราไม่เคยทำมาร์เก็ตติ้งมาก่อน แต่เรารู้ว่าเราอยากสร้างภาพจำให้เกาะมันนอกรีสอร์ทผ่านจุดขายและความยูนีกของเรา เราน่าจะเป็นรีสอร์ตไม่กี่แห่งที่มีเวลาตัดไฟ พอ 9 โมงเช้าปุ๊บเราตัดไฟปั๊บ เหมือนบังคับกลายๆ ว่าคุณต้องออกมาเจอสายลม แสงแดด และใช้ชีวิตกลางแจ้งริมทะเลได้แล้วนะ

“ที่ตัดไฟไม่ใช่เพราะไฟไม่พอ เรามีเครื่องปั่นไฟที่เพียงพอต่อความต้องการตลอด 24 ชั่วโมง แต่การพักเครื่องปั่นไฟมันก็เหมือนการให้เกาะได้พักจากควันที่ปล่อยออกมา เครื่องปั่นไฟก็คือเครื่องยนต์ชนิดหนึ่ง การทำงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซน์เหมือนกันเลย” วินเล่ายิ้มๆ

วินเล่าต่อว่า จริงๆ แล้วเกาะมันนอกรีสอร์ทไม่มีงบมาร์เก็ตติ้ง “เราไม่มีงบจ้างบล็อกเกอร์แพงๆ มาโปรโมต เราเลยอาศัยการเชิญเขามามากกว่า เหมือนชวนเพื่อนมาค้างที่บ้าน เลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำและดูแลแบบมิตรภาพแทน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงอยู่ในโจทย์ที่ต้องการสร้างภาพจำให้รีสอร์ต”

เกาะมันนอก

เกาะมันนอก

บล็อกเกอร์ทุกคนที่ได้รับคำเชื้อเชิญมาเยี่ยมบ้านบนเกาะเล็กๆ กลางทะเลแห่งนี้ มีอิสระเต็มที่ในการถ่ายทอดความเป็นเกาะมันนอกตามสไตล์ของตัวเอง โดยสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันเปี๊ยบและเราคิดว่านี่แหละคือภาพจำของเกาะมันนอกอย่างที่วินตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่แรก สิ่งนั้นก็คือ ‘ความเป็นมิตร’ ที่ได้อารมณ์แบบเวลาเราไปค้างอ้างแรมที่บ้านเพื่อนเป๊ะ

“พอเริ่มมีบล็อกเกอร์เข้ามา เราก็เริ่มมี Engagement กับคนมากขึ้น คนที่มาพักได้รับประสบการณ์ดีๆ ก็พร้อมบอกต่อ เวลาเราโพสรูปหรือข้อความในเพจ Facebook หรือ Instagram แขกของเราจะเข้ามามีบทสนทนาพูดคุยกับเราเสมอ ทั้งคอมเมนต์ด้วยเรื่องราวความประทับใจตอนที่เขามาพัก หรือแชร์ส่งต่อไปให้เพื่อนๆ เป็นเหมือน Community เล็กๆ บนโลกออนไลน์ที่เรามีร่วมกัน และหวังว่าไม่ช้าก็เร็วเราจะได้พบกันอีกที่เกาะมันนอก”

ภาพเส้นขอบฟ้าสุดลูกหูลูกตาจากสะพานไม้สีธรรมชาติ ความสวยงามแบบไร้การปรุงแต่งที่ทำให้ใครหลายๆ คนตกหลุมรักเกาะมันนอกจนต้องกลับมาซ้ำแล้วซ้ำอีก

เกาะมันนอก

“ผมมองว่าการทำรีสอร์ตในยุคนี้มันต้องเป็นมากกว่าแค่ที่พัก แต่มันคือพื้นที่ที่มีชีวิต และพร้อมจะเติบโตไปกับมนุษย์ด้วย ผมเคยเจอแขกที่มาพักรีสอร์ตของเราตั้งแต่เขายังเรียนมหาวิทยาลัย มากับเพื่อนๆ ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เลย ต่อมาเขาก็พาแฟนมา มาขอแต่งงาน มาฮันนีมูน จนมีลูกก็พาลูกมา จนเมื่อเร็วๆ นี้ครบรอบแต่งงาน เขากลับมาอีกครั้งแค่ 2 คน อ๋อ ที่แท้ เขาทิ้งลูกไว้ที่บ้านแล้วมาสวีทกัน 2 คน

“รีสอร์ตของเราอยู่มาแล้วนานแล้ว เป็นเสี้ยวหนึ่งในความทรงจำที่แตกต่างในแต่ละช่วงวัย เป็นส่วนหนึ่งที่เติบโตไปพร้อมกับชีวิตทั้งของครอบครัวผมและแขกที่มาพักทุกคน ทั้งหมดนี้คือคุณค่าทางจิตใจที่ทำให้เรามีกำลังใจที่จะพัฒนารีสอร์ตให้ดียิ่งขึ้นทั้งในเชิงธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในอนาคต”

เกาะมันนอก

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เมกก้าวู้ด จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2544

อายุ : 21 ปี

ผู้ก่อตั้ง : สมชาย โรจนมงคล

ทายาทรุ่นสอง : ภรภัทร โรจนมงคล

‘อาบน้ำร้อนมาก่อน’

‘เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด’

นี่คงเป็น 2 สุุภาษิตไทยที่หลายคน โดยเฉพาะทายาทธุรกิจ ได้ยินจากผู้ใหญ่ที่บ้านบ่อยเป็นอันดับต้น ๆ

แน่นอนว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อาวุโสย่อมมีประโยชน์ แต่การตั้งคำถามและกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ ก็คือสิ่งสำคัญที่ทำให้โลกของเราพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดเช่นกัน

เพราะฉะนั้น ก่อนเริ่มบทความ เราขอชวนคุณคิดตามสักหน่อย

หากท่านเป็นเจ้าของโรงงานสินค้าโภคภัณฑ์แห่งหนึ่ง แต่ทว่านับวันผ่านไป การแข่งขันในอุตสาหกรรมยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ สงครามราคาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น การขยายฐานการผลิตเป็นสิ่งที่ยาก เนื่องจากแหล่งที่มาของวัตถุดิบมีอยู่อย่างจำกัด คุณจะทำอย่างไรให้โรงงานแห่งนี้เติบโต

พัฒนาคุณภาพของสินค้า นั่นไม่ใช่ทางเลือกของธุรกิจประเภทนี้ (สินค้าโภคภัณฑ์คือประเภทสินค้าที่มีความแตกต่างของสินค้าจากแต่ละผู้ผลิตน้อยมาก ๆ จนเรียกได้ว่า ไม่ว่าซื้อจากที่ไหนก็เหมือนกัน)

สิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้โดยตลอดคือ การให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อให้ผลิตได้เยอะที่สุดและถูกที่สุด ลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ลดค่าตอบแทนบุคลากร ลดจำนวนคน ไม่ลงทุนในด้านระบบหรือการตลาด แต่สิ่งที่ทายาทธุรกิจรายนี้ทำนั้นต่างออกไป

เขาหันมาเพิ่มงบประมาณด้านบุคลากร พัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานตลอดจนระบบในการทำงาน

แม้ว่าสิ่งที่เขาทำจะเรียกได้ว่าเป็นคนละขั้วกับสิ่งที่คนอื่น ๆ เคยทำมาในอุตสาหกรรมนี้ แต่นั่นทำให้ธุรกิจของเขามีเปอร์เซ็นต์การเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นเกือบทุกปี และอัตรากำไรที่ก้าวกระโดดเป็นเท่าตัว

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

วันนี้ The Cloud จึงมีนัดพิเศษกับ นิ้ง-ภรภัทร โรจนมงคล ทายาทรุ่นสอง บริษัท เมกก้าวู้ด จำกัด ธุรกิจแปรรูปไม้ยางพาราในจังหวัดตรัง ที่ตั้งใจจะปฏิรูปวิธีการทำธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ และพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า การทำธุรกิจที่ ‘ดี’ จริง ๆ แล้วนั้น ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูที่เอาไว้โฆษณาบริษัท แต่ทำให้ผลประกอบการของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ด้วย

เอาล่ะ เขาทำได้อย่างไร ขอเชิญทุกท่านติดตามได้ ณ บัดนี้

ก่อตั้งโรงไม้

ย้อนกลับไปในสมัยก่อน ชาวสวนในภาคใต้ปลูกต้นยางเพื่อเอาน้ำยางเป็นหลัก เมื่อต้นยางอายุประมาณ 20 – 25 ปี ก็จะหมดอายุการให้น้ำยาง ทำให้ต้นยางเหล่านั้นถูกโค่นทิ้งและนำไปเผา 

เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีในการถนอมเนื้อไม้ก็ได้เข้ามาในประเทศไทย ทำให้เก็บรักษาไม้ยางพาราได้ จนเกิดเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราขึ้น โดยโรงงานแปรรูปไม้จะรับไม้ยางพารามาจากเกษตรกรเพื่อนำมาแปรรูป ก่อนส่งต่อไปให้โรงงานอื่น ๆ ที่นำไม้เหล่านั้นไปผลิตเป็นสินค้าต่าง ๆ

“คุณพ่อเริ่มต้นจากการเป็นพนักงาน ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และความสามารถในการดูแลทุกอย่างแทนเจ้าของโรงงานได้ ทำให้เขากลายเป็นผู้จัดการที่มีชื่อเสียงในวงการขึ้นมา เลยมีนายทุนชาวนครศรีธรรมราช 3 – 4 ท่าน เข้ามาชวนคุณพ่อว่า สนใจอยากเป็นเถ้าแก่ไหม จะช่วยลงทุนโรงงานไม้ที่ตรังให้ แล้วก็จะมีหุ้นให้ส่วนหนึ่ง”

นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Megawood

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

“จำได้ว่าคุณพ่อกินนอนอยู่ที่โรงงานกว่า 5 ปี คอยเฝ้าโรงงานทั้ง 2 กะ จำภาพได้ว่าโรงไม้ในสมัยนั้นค่อนข้างสกปรก รกรุงรัง ผมก็ไม่ชอบ แต่คุณพ่อผมบอกว่า นี่แหละคือสิ่งที่จะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี”

ด้วยจิตวิญญาณในการเป็นผู้ประกอบการที่เน้นผลลัพธ์ บวกกับความโปร่งใสของคุณพ่อของนิ้ง ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มนำนักบัญชีเข้ามาตรวจสอบบริษัท หรือความซื่อสัตย์กับหุ้นส่วน ทำให้ผลประกอบการของโรงงานเป็นที่น่าพึงพอใจ นักลงทุนเหล่านั้นตัดสินใจที่จะลงทุนเพิ่ม จากเดิมที่เช่าโรงงานก็เปลี่ยนมาเป็นการสร้างโรงงานขึ้นมาเอง

“สไตล์ของคุณพ่อผมไม่เน้นระบบมาก เน้นใช้จิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ เรียกว่าเข้าโรงงานทุกวัน ใช้คนน้อย ๆ ต้นทุนต่ำ ๆ แล้วผู้บริหารตัดสินใจเองหมด พนักงานมีปัญหาก็ให้มาบอก แล้วฉันจะบอกว่าแก้ยังไง นั่นคือในยุคของคุณพ่อผม คุณพ่อผมสอนว่าการเป็นโรงงาน ปัญหาเป็นอาหารเช้า วิธีการมีแค่อย่างเดียวคือแก้ให้เร็ว นั่นคือคำสอนของท่านตั้งแต่วันแรก 

“ท่านไม่เชื่อในเรื่องระบบ ในเรื่องคน ท่านเชื่อในจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ ว่าไม่มีอะไรทดแทนสิ่งนี้ได้ ซึ่งผมไม่ได้เห็นด้วย แต่ต้องเก็บไว้ในใจ”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

The Next Gen

เวลาผ่านไป Megawood ค่อย ๆ เติบโตขึ้น จนเมื่อนิ้งเรียนจบ คุณพ่อจึงเรียกตัวเขาให้กลับมาช่วยบริหารธุรกิจที่บ้าน

“เดิมทีผมตั้งใจว่าอยากจะหน่วงเวลานิดหนึ่งเพื่อไปพิสูจน์ตัวเองก่อน แต่เมื่อคุณพ่อเอ่ยปากชวน ใจหนึ่งผมก็อยากกลับมาทำที่บ้านอยู่แล้ว”

ทว่าเส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป

ตำแหน่งแรกของนิ้งคือผู้ช่วยผู้จัดการโรงงาน ในแง่หนึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาได้เข้าไปดูในทุก ๆ ส่วนของโรงงาน แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาอึดอัดมาก ๆ เพราะแนวทางบริหารของเขากับผู้จัดการโรงงาน ซึ่งเป็นพนักงานเก่าแก่ของคุณพ่อนั้นไม่ตรงกัน 

“สมัยก่อนบริษัทไม่มีวิศวกรแม้แต่คนเดียว ผมจะรับเข้ามาสักคน เขาก็จะบอกว่าไม่จำเป็น เวลาจะขับเคลื่อนคน เขามีความเชื่อแบบดั้งเดิมว่าต้องใช้พลังลบคอยไล่หลัง แต่วิธีการของผมคือ เราไปข้างหน้า แล้วชวนเขาให้ตามเรามา”

เมื่อความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเวลาผ่านไปกว่า 5 ปี นิ้งตัดสินใจลาออกจาก Megawood ย้ายจากตรังไปอยู่โคราช เพื่อเป็นการพักใจให้กับตัวเอง

แต่ชะตาของเขากับ Megawood ก็มาบรรจบกันอีกครั้ง เพราะหลังจากนั้น Megawood ได้ขยายโรงงานไปที่หาดใหญ่ ทำให้หุ้นส่วนคนหนึ่งตัดสินใจโทรมาขอนัดพบกับนิ้ง

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

“ตอนนั้นผมก็สงสัยว่ามานัดเจอทำไมถึงโคราช เขาบอกว่าโรงงานที่หาดใหญ่เปลี่ยนผู้จัดการมาแล้วหลายคน แต่หาผู้จัดการดี ๆ ที่ลงตัวไม่ได้สักที เลยอยากให้ผมกลับไปช่วย

“ผมตอบเลยว่า ไม่ ถ้าจะให้ผมกลับไปแล้วเจอแบบเดิม ยังไงก็ไม่ ตอนนี้ถึงแม้ผมอาจจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ผมมีความสุขดี ถ้าจะให้ผมกลับไปจริง ๆ ผมยื่นเงื่อนไขว่า ต้องมีพื้นที่ให้ผมทำงาน ให้ผมกำหนดนโยบาย ให้ทรัพยากรผม คุณเฝ้าอยู่ห่าง ๆ ผมจะรีพอร์ตเป็นระยะ ๆ ถ้าหากผลงานไม่ได้ เดี๋ยวผมถอยเอง”

เมื่อเวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ หุ้นส่วนคนนั้นก็ได้โทรกลับมาหานิ้งว่าพวกเขาตกลงตามเงื่อนไข โดยจะให้สิทธิ์นิ้งในการบริหารโรงงานสาขาเต็มที่ ตั้งแต่ก่อสร้างโรงงานจนถึงการดำเนินกิจการ และหลังจากนั้นไม่นาน บอร์ดบริหารก็ตัดสินใจย้ายผู้จัดการคนเก่าไปคุมที่หาดใหญ่แทน และย้ายมาคุมโรงงานที่กำลังขยายตัวที่ตรัง ทำให้นิ้งได้ขึ้นเป็นผู้บริหารเต็มตัวในเดือนมกราคม พ.ศ. 2558

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

ปฏิวัติ

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2558 – 2560 ที่นิ้งเข้ามา ตอนนั้นเป็นช่วงที่อุตสาหกกรมนี้กำลังไปได้ดี ทำให้กำไรของ Megawood เพิ่มขึ้น 3 – 4 เท่า แต่เขายอมรับว่าตัวเองก็มีข้อผิดพลาดในช่วงนั้น

“ในช่วงนั้นเรียกได้ว่าลมมันส่ง ผมโชคดีที่เข้ามาในจังหวะที่ถูกต้อง ทำให้เลยดูเหมือนว่าผมเก่ง ในแง่หนึ่งมันก็ดี เพราะทำให้เรามีความมั่นใจ ผู้ถือหุ้นเราก็แฮปปี้ แต่ข้อเสียคือมันทำให้อัตตาเรามากขึ้น ผมบ้าบิ่นไปลงทุนสิ่งที่ไม่ควรเยอะ ไปทำธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับความเชี่ยวชาญของเราเลย อย่างเช่นสวนผักออร์แกนิก”

เมื่อวิกฤตวงการยางพารามาถึงใน พ.ศ. 2561 เขาจึงจำเป็นต้องตัดธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักออกไป แต่อีกสิ่งที่เขาเปลี่ยนบริษัทไปอย่างเห็นได้ชัด และทำให้ Megawood ฟื้นตัวจากวิกฤตในวงการไม้ยางพาราตอนนั้นได้อย่างรวดเร็วคือ

“ผมหันมาให้ความสำคัญกับระบบและคน”

“ตอนนั้นที่บริหารร่วมกับคุณพ่อ ผมยังไม่มีโอกาสได้ทำ แต่ตอนนี้ผมมีโอกาสแล้วก็เลยเต็มที่เลย เริ่มมีการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ เอาที่ปรึกษาเข้ามาช่วงวางระบบบัญชี อะไรต่าง ๆ และข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดเลยว่าสิ่งที่เราวางรากฐานวันนั้นแล้วมันประสบความสำเร็จ ก็คือการที่วันนี้ผมย้ายภูมิลำเนามาอยู่กรุงเทพฯ ได้”

“คนอื่นอีกหลายคน เขาบอกว่าผมกำลังทำผิดพลาดมหันต์ เพราะว่าอุตสาหกรรมไม้ยางพารา โดยปกติถ้าเจ้าของไม่อยู่จะมีแต่ความฉิบหาย เพราะช่องโหว่ค่อนข้างเยอะ แต่ปรากฏว่า 4 เดือนที่ผ่าน ระบบที่เราเซ็ตไว้ คนที่เราฝึกเขาไว้ เขาสานต่อสิ่งที่เราทำไว้ได้ แต่ก็แน่นอนว่ายังต้องพัฒนาอีกเยอะ”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

The People

เนื่องจากอุตสาหกรรมไม้ยางพาราโดยปกติแล้ว เป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการแข่งขันกันที่ปริมาณ อัตรากำไรไม่ได้สูง สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดมาเลย ก็คือการจ้างแรงงานในอัตราที่ถูกมาก ๆ

“ผมรู้สึกอึดอัดกับเรื่องนี้มานาน ผมไปเห็นบ้านพักของพนักงานที่อยู่กันแบบแร้นแค้น มีหนี้มีสินแล้วผมรับไม่ได้ ผมเลยตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมนี้”

นิ้งตั้งใจจะทำสิ่งที่บริษัทอื่นไม่กล้าทำ เพื่อให้เป็นแบบอย่างกับบริษัทอื่น ๆ ในวงการ แล้วทำให้วงการนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกับเขา

ณ ตอนนี้คนงานกว่า 500 คนของ Megawood เป็นแรงงานไทยทั้งหมดเกือบ 100% โดยมีแรงงานต่างด้าวเพียง 3 คน ที่นิ้งเอาไว้ฝึกแผนก HR ในเรื่องของการทำเอกสารเท่านั้น

ถ้าหากถามว่าทำไมถึงต้องเป็นคนไทย เหตุผลของคุณนิ้งมีอยู่สั้น ๆ ข้อเดียว

“เพราะเราสื่อสารกันรู้เรื่อง”

“มันเป็นค่านิยมข้อแรกของเราเลยว่า เพราะเมื่อธุรกิจเกิดปัญหา แล้วเราไปเล่าให้เขาฟังว่าทุกคนต้องช่วยกันนะ เขาก็ปรับให้เราได้เลย เพราะฉะนั้น การพูดภาษาเดียวกับพวกเขามีความหมายมาก” 

มากกว่านั้น ค่าตอบแทนพนักงานที่ Megawood ในหลาย ๆ ตำแหน่ง ก็เรียกได้ว่าอยู่ในระดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มีขนาดใกล้เคียงกัน 

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

“สำหรับคนทำงาน โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน เราต้องมองให้ออกถึงเบื้องหลังของเขา ว่าครอบครัวเขามีหนี้สิน มีปัญหาชีวิตอะไรที่อยู่เบื้องหลัง แม้เงินจะซื้อความสุขไม่ได้ แต่มันซื้อความสะดวกได้ แล้วถ้าเราจ้างเขาดีพอ มีงานให้เขาทำต่อเนื่องมากพอ ทำให้เขาเอาเงินตรงนั้นไปแก้ปัญหาบางอย่างในชีวิตเขาได้ มันจะทำให้เขาโฟกัสกับเรื่องงานได้มากขึ้น”

มากไปกว่านั้น Megawood ไม่ได้เพียงดูแลพนักงานในเรื่องค่าตอบแทน แต่ยังดูแลไปถึงคุณภาพชีวิตและพื้นเพของพนักงานเหล่านั้นด้วย บริษัทแห่งนี้เปิดคลินิกด้านการเงินสำหรับพนักงาน เพื่อช่วยเหลือในด้านวางแผนการเงินให้กับพนักงาน เรียกได้ว่าหลายครั้งถึงกับจูงมือไปปิดบัตร ลดหนี้ เลิกยากันเลยทีเดียว

“การที่เราให้ความสำคัญเรื่องพวกนี้ มันทำให้เราแตกต่างในหมู่ตลาดผู้ใช้แรงงาน

“เวลาเข้ามาทำงานแล้วถ้าเขามีความสุข ไม่ใช่แค่เราเห็นเขายิ้มในโรงงาน แต่ครอบครัวที่บ้านเขาก็จะได้ความรู้สึกที่ดีไปด้วย แต่ถ้าเขากลับไปแล้วเครียด ทะเลาะกับที่บ้าน แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นมาทำงานในสภาพที่ไม่พร้อม มันคือสิ่งที่ส่งต่อถึงกัน เราต้องมองเบื้องหลังของเบื้องหลังให้เห็น”

เมื่อคุณภาพชีวิตของพนักงานดีขึ้น จึงทำให้องค์กรน่ารักขึ้น พนักงานของ Megawood เกือบทุกคนแทบจะไม่มีใครลาออกเพราะไม่ชอบองค์กรเลย และจุดนี้จึงทำให้ Megawood มีพนักงานดี ๆ ที่คอยอยู่เคียงข้างองค์กร และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อวิกฤตผ่านไป

“เวลาเราจะหาคน ผมจะสัมภาษณ์โดยที่แทบไม่คุยเรื่องงานเลย เราจะคุยเรื่องการใช้ชีวิตเป็นหลัก เพื่อดู Mindset และ Character ของเขาว่าน่าทำงานด้วยไหม เราเชื่อว่าคาแรกเตอร์พวกนี้มันฝึกกันไม่ได้ แต่ทักษะต่าง ๆ มันฝึกกันได้”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

The System

จุดที่ทำให้นิ้งมาลงทุนในด้านคนได้ คือ ภรรยาของเขา ดิว-ภรรัก บวรธนสารกุล เข้ามาเป็นหนึ่งในทาเลนต์ของบริษัท

ในขณะที่นิ้งมีความรู้ในด้านวิศวกรรม ดิวก็มีความรู้ในด้านการวางระบบและการขาย ทำให้ Megawood สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารคลังสินค้า สร้างความเชื่อใจกับลูกค้าเพื่อปรับเปลี่ยนราคาซื้อ-ขาย วัตถุดิบและสินค้าให้เหมาะสมที่สุด ตั้งแต่การยอมให้ลูกค้านำสินค้าไปลองใช้ดูก่อน แล้วค่อยพิจารณาเพิ่มราคาในล็อตถัดไป

นี่จึงเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น จนลงทุนกับบุคลากรในองค์กรเพิ่มได้

ในทางกลับกัน ขณะที่หลาย ๆ องค์กรมุ่งเน้นเพิ่มกำไรโดยการนำเครื่องจักรเข้ามาทดแทนพนักงาน แต่สำหรับ Megawood นิ้งกลับมองว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ควรจะมาช่วย Empower พนักงานต่างหาก

“เมื่อวานเราเพิ่งประชุมกันไปว่า เรากำลังทำวิจัยพัฒนาเครื่องจักรชุดหนึ่งอยู่ โดยวัตถุประสงค์ไม่ใช่เพื่อการเลย์ออฟ แต่เป็นการมอบพลังให้เขา ทำให้เขาทำงานสะดวกขึ้น สร้างผลผลิตได้มากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีในการจัดการที่ทาง Megawood นำเข้ามาใช้ ในขณะที่บริษัทประเภทเดียวกันที่อื่น ๆ ยังไม่ได้นำเข้ามา เพื่อทำให้ช่างซ่อมบำรุงจนถึงหัวหน้างานติดต่อกันได้สะดวกยิ่งขึ้น

ในเรื่องของการพัฒนาองค์กรเอง นิ้งก็ยังสร้างเซ็ตคำถามขึ้นมา เพื่อให้พนักงานในองค์กรใช้ฟีดแบ็กและชื่นชมกันเองได้ ตลอดจนมี Session ที่นำคำถามเหล่านั้นมาฟีดแบ็กให้ผู้บริหารอย่างนิ้งฟังได้เช่นกัน

นี่จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่การพัฒนาระบบ ช่วยทลายกำแพงของอัตตาในการสื่อสารในองค์กรได้

Mega’s Future

สำหรับก้าวต่อไปของ Megawood นั้น นิ้งมองไว้ว่าคือการนำบริษัทไปสู่จุดที่มีรายได้ 2,000 ล้านให้ได้ โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญนั่นก็คือ การทำงานโดยไม่มีอัตตาและการเลือกคนที่ใช่เข้ามา ทำให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าวิกฤตเข้ามามากแค่ไหนก็ตาม

ท้ายที่สุด อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ Megawood มาอยู่ในจุดนี้ได้ และจะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ‘ความกล้าหาญ’

“พ่อเลือกที่จะปล่อยผมเล่นเองตั้งแต่ผมอายุเพียง 30 ในขณะที่รุ่นพ่อแม่ของกิจการอื่น ๆ ยังคงไม่ปล่อยมือกันง่าย ๆ ไม่ใช่เพราะท่านเห็นว่าผมเก่งหรือเชื่อใจผมหรอกนะครับ แต่เพราะท่านอ่านออกว่า ถ้าไม่ให้ผมเล่นท่าถนัดให้เต็มที่ ก็คงวัดผลไม่ได้ ดึงกันไปมา เสียทั้งความรู้สึก เสียทั้งผลประกอบการเปล่า ๆ

“ผมว่านี่คือความกล้าหาญมากครับ”

และความกล้าหาญนี้ก็คงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นิ้งได้รับสืบทอดมาจากคุณพ่อของเขาด้วยเช่นกัน

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load