KohMunnork Private Island by Epi[K]urean Hotels & Lifestyle คือรีสอร์ตหนึ่งเดียวบนเกาะมันนอกที่ไม่เพียงผ่านร้อนหนาว แต่ผ่านแดด ลมฝน มาแล้วหลายฤดูกาล

เราขับรถจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่หมู่เกาะมัน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เพื่อมาพบกับ วิน-วินชนะ พฤกษานานนท์ ทายาทรุ่นที่ 2 ผู้มารับช่วงต่อกิจการการดูแลรีสอร์ตส่วนตัว ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ กลางทะเลอ่าวไทยแห่งนี้

อย่าเพิ่งติดภาพหรูหราจับต้องไม่ได้เมื่อพูดคำว่ารีสอร์ตส่วนตัว เพราะ ‘เกาะมันนอกรีสอร์ท’ แห่งนี้มีจุดเด่นที่ความเรียบง่ายและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ แถมสิ่งที่ทายาทรุ่นที่ 2 คนนี้กำลังเดินหน้าผลักดันอย่างเต็มตัวอยู่ตอนนี้ คือความใส่ใจเรื่องขยะมหาสมุทร ที่กำลังเป็นภัยคุกคามน่านน้ำทั่วโลกรวมถึงเกาะมันนอกด้วยเช่นกัน

‘เกาะมันนอกรีสอร์ท’ ไม่เคยทำมาร์เก็ตติ้งเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา การกระโจนเข้าสู่ความดุเดือดของสมรภูมิโซเชียลมีเดีย และกลายเป็นรีสอร์ทที่ถูกพูดถึงมากมายบนโลกออนไลน์ รวมถึงเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของใครหลายคน เกาะเล็กๆ แห่งนี้ทำได้อย่างไร

เราจะพาคุณข้ามน้ำข้ามทะเลไปค้นหาคำตอบกัน

เกาะมันนอก

จุดเริ่มต้นเล็กๆ บนเกาะเล็กๆ

“ตั้งแต่มาครั้งแรกเราก็รักและผูกพันกับเกาะมันนอก เป็นธุรกิจครอบครัวที่ญาติๆ ช่วยกันทำมาตลอด แต่เมื่อก่อนไม่ใช่แบบนี้เลย เป็นรีสอร์ตห้องพัดลม ผ้าห่มสีส้มแจ๊ด ผมก็คิดมาตลอดว่ารีสอร์ตบ้านเราเซอร์มาก ไม่ต้องหรูหราเพื่อดึงดูดลูกค้า เพราะเรามีจุดขายคือความสงบและธรรมชาติมาตลอดหลายสิบปี” วินเล่าพร้อมชี้ให้ดูเรือนพักเล็กๆ ที่ทอดตัว ซุกซ่อนขนานไปกับชายหาดและป่าธรรมชาติเขียวชอุ่ม

เกาะมันนอก

เกาะมันนอกรีสอร์ตมีห้องพักทั้งสิ้น 22 ห้องถ้วน จำนวนเท่าเดิมกับตอนเปิดกิจการเมื่อหลายสิบปีก่อนเป๊ะ

“เราไม่สามารถเพิ่มสิ่งปลูกสร้างบนเกาะแห่งนี้ได้ตามใจ ขอสัมปทานพื้นที่ไว้เท่าไหร่ ก็ต้องทำภายใต้กรอบเท่านั้น จะต่อเติมเกินเขตที่ดินที่ทำข้อตกลงเอาไว้ไม่ได้ อธิบายง่ายๆ ก็คือ สมมติว่าแปลนบ้านเราเป็นสี่เหลี่ยม บ้านของเราจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยังไงแปลนก็ต้องเป็นสี่เหลี่ยมเท่าเดิม เราแค่เปลี่ยนการตกแต่งข้างใน ซึ่งก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ”

วินอธิบายว่า เกาะมันนอกมีเนื้อที่ประมาณ 95 ไร่ แต่พื้นที่ในการทำ ‘เกาะมันนอกรีสอร์ท’ คิดเป็นเพียง 1 ใน 4 ของเนื้อที่เกาะทั้งหมดเท่านั้นเอง

เกาะมันนอก เกาะมันนอก

เรือไม้ลำโตจอดลงช้าๆ ในอ่าวด้านหน้าเกาะ จากตรงนี้เราต้องต่อเรือบดลำเล็กเข้าสู่ชายหาด แม้จะห่างจากท่าเรือแหลมตาล จังหวัดระยอง แค่ 11 กิโลเมตร แต่ก็ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 45 นาที ระหว่างทางเราแล่นเรือผ่านเกาะมันใน เกาะมันกลาง ก่อนจะมาถึงเกาะที่ตั้งอยู่ริมนอกชายฝั่งมากที่สุดอย่างเกาะมันนอก

“ด้วยความที่รีสอร์ตของเรามีเรือขาไปและกลับเข้าฝั่งแค่วันละเที่ยวเดียว บางทีก็มีลูกค้ามาไม่ทันขึ้นเรือบ้าง เพราะเรือจะออกตรงเวลาคือบ่ายโมงตรง ในกรณีที่ลูกค้าตกเรือ มี 2 ทางเลือกด้วยกัน คือเหมาสปีดโบ๊ต ไม่ก็จ้างเรือประมงของชาวบ้านให้แล่นตรงมาส่งที่เกาะ ถ้าลูกค้าสายลุยหน่อยส่วนใหญ่จะเลือกอย่างหลัง” วินเล่ายิ้มๆ

ประเมินด้วยสายตาฝ่าละอองแดดยามบ่าย เกาะมันนอกมีลักษณะกลมรี และมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก ส่วนกลางของเกาะเป็นป่า ด้านตะวันออกเป็นหาดทรายขาวละเอียดตลอดแนว ถัดมาด้านตะวันตกมีโขดหินสีสวยวางตัวลดหลั่นลงสู่แนวปะการังน้ำตื้น

เกาะมันนอก เกาะมันนอก

“สมัยแรกของการทำรีสอร์ตพื้นที่ทั้งหมดบนเกาะเป็นป่า เราพยายามตัดต้นไม้เดิมทิ้งให้น้อยที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนธรรมชาติ สร้างทางเดินเล็กๆ ให้สามารถเดินได้รอบเกาะเพื่อดูทิวทัศน์ของทะเลอ่าวไทย ผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่ทำเป็นกิจวัตรทุกเช้าคือการเดินดูความเรียบร้อยรอบเกาะ สมัยเด็กๆ เวลาไปเดินรอบเกาะผมไม่เคยสังเกตว่าขยะมหาสมุทรที่พัดมาเกยตื้นตามแนวชายฝั่งหรือหาดต่างๆ บนเกาะมันเยอะขนาดไหน จนเมื่อเวลาผ่านไป ผมโตขึ้นและเริ่มรับรู้ได้ว่าปริมาณขยะทางทะเลมันเยอะขนาดไหน เอาแค่ว่าบนเกาะเล็กๆ อย่างเกาะมันนอกก็นับว่ามหาศาลแล้ว”

ขยะในท้องทะเล แต่มีที่มาจากบนชายฝั่ง

วินบอกว่า ขยะมหาสมุทรเหล่านี้มีตั้งแต่หลอดพลาสติก ขวดน้ำ แผ่นโฟม เชือกไนล่อน แผ่นสังกะสี ไปจนถึงก้านลูกกวาด ยิ่งถ้าเป็นประเภทที่สามารถแตกหักได้ เมื่อถูกน้ำทะเลซัดมันจะกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนไม่แปลกใจที่มีข่าวการพบซากขยะพลาสติกนับร้อยชิ้นในท้องสัตว์ทะเลที่เผลอไปกินมันเข้าอย่างไม่รู้ตัว

เกาะมันนอก เกาะมันนอก

“ผมตั้งคำถามมาตลอดนะว่าขยะพวกนี้มันมาจากไหนนักหนา บางชิ้นเก็บมาพลิกดูฉลาก โอ้โห ลอยมาจากเวียดนาม ก่อนจะมาเป็นรุ่นผม แม้จะไม่ได้มีระบบแยกขยะอย่างเป็นระบบ แต่เราก็จัดการขยะจากรีสอร์ตอย่างดี ขนขยะทุกชิ้นขึ้นเรือเพื่อนำไปเข้าระบบจัดการขยะบนฝั่ง ดังนั้น ขยะรอบเกาะเหล่านี้ไม่ใช่ขยะจากรีสอร์ตเลยแม้แต่ชิ้นเดียว” ขยะมหาสมุทรสามารถลอยไปได้ไกลแสนไกลข้ามหลายน่านน้ำเป็นร้อยปี โดยไม่ย่อยสลาย เช่นเดียวกับขยะที่ลอยมาขึ้นฝั่งรอบเกาะมันนอก

“คนส่วนใหญ่มักคิดว่าขยะในทะเลเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเวลาไปเที่ยวทะเล เรามักเห็นชายหาดที่ถูกจัดการขยะเรียบร้อยแล้ว ทำให้ไม่รู้ความร้ายแรงของปัญหานี้ มันคือขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลแบบที่เราแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยนะถ้าไม่เคยลงมาสัมผัส”

น้ำมะพร้าวเย็นๆ ทั้งลูกถูกยกมาเสิร์ฟทั้งลูก วินหยิบหลอดกระดาษขึ้นมาพร้อมอธิบายว่า “ตอนนี้เกาะมันนอกรีสอร์ทเปลี่ยนมาใช้หลอด คอตต้อนบัด และแปรงสีฟันกระดาษ เราพยายามลดการใช้พลาสติกแบบ Single-use และหันมาใช้วัสดุย่อยสลายได้ทั้งหมดแทน เราซื้อตู้น้ำดื่มมาตั้งบริเวณ Common Area ถ้าคุณพกกระบอกน้ำมาหรือขอยืมแก้วน้ำจากทางรีสอร์ต เราให้คุณกดน้ำดื่มเย็นๆ ได้ไม่จำกัดเลย ถือเป็นการช่วยโลกลดภาระเรื่องขยะพลาสติก”

เกาะมันนอก

เกาะมันนอก

สิ่งที่วินตั้งใจทำมาโดยตลอดนับตั้งแต่รับช่วงต่อกิจการจากทายาทรุ่นหนึ่ง คือการสร้างความเข้าใจและความตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ทุกคนบนเกาะ

“ผมดูแลรีสอร์ตในส่วนของ Marketing และ Operation ในขณะที่พี่สาวดูแลเรื่องงบประมาณและการเงิน ตั้งแต่เริ่มเข้ามาช่วยดูแลรีสอร์ต ผมพยายามอธิบายความรุนแรงของปัญหาพลาสติกโลกและประเทศไทย โดยเริ่มจากคนในครอบครัวก่อน เมื่อครอบครัวเข้าใจแล้วก็ค่อยมาอธิบายคนงานต่อ ซึ่งก็ต้องมีวิธีสื่อสารกับพวกเขาด้วยนะ ไม่ใช่ว่าเราอินกับเรื่องนี้ แล้วจะสามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย อยู่ดีๆ มาบอกเขาเฉยๆ เขาไม่เชื่อและไม่มีทางเข้าใจ”

วินบอกว่า สิ่งที่ทำได้เร็วและง่ายที่สุดคือการแยกขยะ แม้ที่ผ่านมาเกาะมันนอกเก็บขยะทุกชิ้นออกไปทิ้งตามระบบจัดการขยะมูลฝอยบนฝั่งก็จริง แต่ก็ยังไม่เคยมีระบบแยกขยะแบบจริงๆ จังเกิดขึ้นบนเกาะจนกระทั่งถึงรุ่นของเขา

เกาะมันนอก

“การคัดแยกประเภทขยะจะช่วยให้เราสามารถนำขยะไปใช้ต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จริงๆ ทุกคนเคยเรียนเรื่องนี้มาแล้วตั้งแต่เรียนที่โรงเรียน ต่อให้ไม่เรียน การแยกขยะก็เป็นเรื่อง Common Sense ที่จำง่ายมาก มันแบ่งเป็นแค่สามสี่ประเภทเท่านั้นเอง คือขยะย่อยสลายได้ ขยะรีไซเคิล ขยะทั่วไป แล้วก็ขยะอันตราย เรารู้อยู่แล้วว่าขวดพลาสติกมีมูลค่า สามารถถูกนำไปรีไซเคิลต่อได้ ดังนั้น ก็อย่าทิ้งปะปนกับเศษอาหาร เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปรีไซเคิล เท่านั้นเอง”

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการสร้างขยะเฉลี่ยอยู่ที่อันดับ 70 – 80 ของโลก ประชากร 1 คนผลิตขยะเฉลี่ย 1.1 – 1.5 กิโลกรัมต่อวัน ขยะตกค้างในไทยหากนำมากองรวมกันจะมีขนาดเท่ากับตึกใบหยก 147 ตึก จากจำนวนขยะที่กล่าวมา มีการจัดการที่ถูกต้องตามกรรมวิธีเพียง 49% เท่านั้น ในขณะที่อีก 51% ของขยะทั้งหมดไม่สามารถกำจัดได้ จึงเกิดการทับถมสะสมเป็นกองขยะขนาดมหึมาและบางส่วนถูกทิ้งลงทะเล กลายเป็นปัญหาขยะมหาสมุทรที่เกาะมันนอกและน่านน้ำทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่

“สิ่งที่ผมกำลังพยายามทำอยู่ตอนนี้ คือปุ๋ยชีวภาพจากขยะย่อยสลายได้และเศษอาหารจำพวก Food Waste ที่เกิดจากการกินดื่มบนเกาะ ความท้าทายคือรีสอร์ตของเราอยู่บนเกาะสัมปทาน ทำให้พื้นที่มีจำกัด เลยต้องหาจุดที่เหมาะสมที่สุดในการหมักปุ๋ย เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องกลิ่นไปรบกวนแขกที่มาพักที่รีสอร์ต และเพื่อลดภาระให้กับระบบจัดการขยะบนฝั่ง ขยะประเภทไหนเราจัดการให้จบบนเกาะได้เราก็จะทำ แล้วอีกอย่างต้นไม้บนเกาะก็จะได้ปุ๋ยฟรีๆ มาบำรุงด้วย”

เกาะมันนอก

เกาะมันนอก

หมั่นคอยดูแลรักษาดวงใจ

วินเล่าว่า ช่วงแรกๆ ที่เขาพยายามผลักดันเรื่องขยะบนเกาะคนงานไม่ค่อยพอใจ เพราะไม่เข้าใจปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในภาพกว้าง เลยกลายเป็นเหมือนวินพยายามเพิ่มภาระงานให้โดยไม่จำเป็น “แรกๆ ผมก็เดินเก็บเองทุกวัน เพราะเกรงใจที่จะเอ่ยปาก” แต่ขยะที่ลอยมาขึ้นฝั่งรอบเกาะเล็กๆ ที่ใช้เวลาเดินแค่ 1 ชั่วโมงก็รอบแล้วกลับมีจำนวนมากมายกว่าที่คิด

วินเลยชักชวนเพื่อนๆ คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ มาเดินและดำน้ำ Snorkeling เก็บขยะรอบเกาะแบบจริงๆ จังๆ “ก่อนมาทุกคนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ตามๆ กันมาสนุกสนาน พอมาเจอสภาพจริงเท่านั้นแหละ เก็บเสร็จ เครียดคิ้วขมวดกันกลับไปเลย เพราะเพื่อนผมหลายคนก็เพิ่งเคยมาเห็นเต็มๆ ตาครั้งแรกว่าขยะมหาสมุทรมันใกล้ตัวขนาดไหน ถ้าคุณไม่มีรองเท้าแตะ เดินหาได้เลยครับ แป๊บเดียวก็ได้ครบคู่ พร้อมใส่”

ในขณะเดียวกัน วินเริ่มได้รับฟีดแบ็กจากแขกที่มาพักซึ่งเดินเล่นรอบเกาะไปเจอขยะบนหาดด้านหลัง และเข้าใจว่าทางรีสอร์ตนำไปทิ้งไว้ ทั้งที่จริงๆ ขยะเหล่านั้นไม่ใช่ขยะจากรีสอร์ตเลย “พื้นที่ในความดูแลของเรามีแค่บริเวณรีสอร์ตที่ได้รับสัมปทานมาเท่านั้น ที่เหลืออีก 3 ใน 4 เป็นพื้นที่ของกองทัพเรือไทย แต่เราก็มองทั้งเกาะเป็นเหมือนบ้านของเรา เราก็ไม่สบายใจที่จะเห็นบ้านเราสกปรก”

วินเล่าต่อว่า “รีสอร์ตของเราไม่ได้บริหารงานด้วยระบบโรงแรมจ๋า เราอยู่กันแบบครอบครัว คนงานเก่าแก่บางคนอยู่กับเรามาตั้งแต่ผมเกิดเสียอีก แน่นอนว่าเขารู้สึกรัก ผูกพัน และหวงแหนเกาะ ไม่ต่างไปจากผม เพียงแค่เขาไม่รู้ เขาเห็นขยะพลาสติกในทะเลมาตลอดชีวิตจนเขาเคยชินและไม่ได้คิดว่ามันเป็นปัญหา ซึ่งก็มาจากการที่เขาไม่ได้รับข้อมูลภาพกว้างเรื่องสิ่งแวดล้อมเท่าผมหรือคนรุ่นใหม่อย่างเราๆ”

เกาะมันนอก

เกาะมันนอกรีสอร์ทจึงตัดสินใจปิดทำการเดือนละ 2 วัน ไม่รับแขกมาเข้าพัก และตั้งเป็น Big Cleaning Days ในแต่ละเดือนเพื่อทำความสะอาดเกาะ โดยตั้งแต่เช้าตรู่วินจะแบ่งคนงานออกเป็น 2 ทีม เดินกระจายไป 2 ด้านของเกาะ อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าก็แค่เก็บขยะเอง ไม่เห็นจะยากตรงไหน ต้องใช้เวลาตั้ง 2 วันเลยหรอ

ตอนแรกเราก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน จนได้ลองเดินรอบเกาะเพื่อเก็บขยะกับวิน และค้นพบความจริงอันโหดร้ายว่าขยะที่ถูกคลื่นซัดจนแตกเป็นชิ้นเล็กๆ นั้นเก็บยากมาก ลองนึกภาพลังโฟมที่ชาวประมงใช้ใส่ปลา แต่เปื่อยเป็นผุย เม็ดโฟมขนาดไม่เกิน 1 เซนติเมตร หรือแม้แต่เชือกไนล่อนที่แช่น้ำทะเลมาจนยุ่ยได้ที่และแตกเป็นฝอยเส้นเล็กๆ ไปจนถึงพลาสติกที่โดนแดดเผาจนละลายติดกรังอยู่บนโขดหิน ทุกอย่างกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เกาะเล็กๆ เลยกลายสภาพเป็นเกาะกว้างใหญ่ไพศาลไปในบัดดล

“ตอนนี้ผมทำจุด Check Point และเอาถังขยะไปวางไว้ตามหาดต่างๆ รอบเกาะ ถ้าแขกที่มาพักไปเดินเล่นแล้วช่วยเก็บขยะเหล่านั้นใส่ถังก็ถ่ายภาพมาให้เราดู เรามีเครื่องดื่มฟรีให้ ถือเป็นการสร้าง Awareness ให้เด็กๆ ที่มาพักรู้ว่าแม้จะมาเที่ยว มาพักผ่อน ก็ต้องรับผิดชอบขยะของตัวเองด้วย”

เกาะมันนอก เกาะมันนอก

ด้วยความที่จบสถาปัตย์ ช่วงแรกวินจึงมาช่วยดูแลในส่วนของ Maintenance ก่อน โดยการเข้ามาช่วยซ่อมจุดนั้นจุดนี้ในรีสอร์ต “วัสดุทุกชนิดที่อยู่กับทะเลมีระยะการใช้งานที่สั้นมาก ไม้ดีๆ โดนแดด ลม ละอองความชื้น ใช้ไปไม่กี่ปีก็กรอบหมด รีสอร์ตเราเปลี่ยนไม้มาหลายรอบมาก จนผมจำไม่ได้แล้วว่าเปลี่ยนไปกี่รอบ

“ก่อนหน้าที่จะลงมารับช่วงกิจการเต็มตัวผมไม่เข้าใจอะไรเลย ผมมีแค่ความฝันว่าอยากทำให้รีสอร์ตที่เราผูกพันมาตั้งแต่เด็กสวยกว่านี้ ดังกว่านี้ เป็นที่รู้จักกว่านี้ คิดแค่นั้น แต่ไม่ได้คิดถึงขั้นตอนและกระบวนการเลยว่า ‘มันต้องทำยังไงวะ’ ช่วงแรกก็ช็อกไปเหมือนกัน ด้วยความที่เราเป็นคนค่อนข้างใจร้อน เลยต้องปรับตัวและยอมในบางเรื่องบ้างในการทำงาน ยิ่งมาทำงานบริหารยิ่งต้องใจเย็น

“ผมเป็นคนละเอียดมาก และช่วงแรกก็ปล่อยวางไม่เป็น มาถึงก็สั่งงานและคาดหวังงานที่ดีมากๆ จากเขา แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น ผมเริ่มเรียนรู้ที่จะปล่อยวางบ้าง ถอยให้คนงานบ้างก่อนในบางจุด แล้วค่อยๆ ตะล่อมเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะคนงานเขาทำงานอยู่หน้างาน มันมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่เราต้องพยายามเข้าใจเขาด้วย เขาเหนื่อย เขาท้อแท้ มีปัญหาเรื่องเงิน มีปัญหาเรื่องครอบครัว ผมค่อยๆ เรียนรู้ความเป็นจริงว่าในการทำงานมันมีองค์ประกอบและรายละเอียดอื่นๆ อีกเยอะมาก”

เกาะมันนอก

เกาะมันนอก

การตลาดแบบชวนเพื่อนมาเยี่ยมบ้าน

หลังจากนั้นวินเริ่มเข้ามาดูแลเรื่องการตลาดและประชาสัมพันธ์ “รีสอร์ตเราไม่เคยทำมาร์เก็ตติ้งมาก่อน แต่เรารู้ว่าเราอยากสร้างภาพจำให้เกาะมันนอกรีสอร์ทผ่านจุดขายและความยูนีกของเรา เราน่าจะเป็นรีสอร์ตไม่กี่แห่งที่มีเวลาตัดไฟ พอ 9 โมงเช้าปุ๊บเราตัดไฟปั๊บ เหมือนบังคับกลายๆ ว่าคุณต้องออกมาเจอสายลม แสงแดด และใช้ชีวิตกลางแจ้งริมทะเลได้แล้วนะ

“ที่ตัดไฟไม่ใช่เพราะไฟไม่พอ เรามีเครื่องปั่นไฟที่เพียงพอต่อความต้องการตลอด 24 ชั่วโมง แต่การพักเครื่องปั่นไฟมันก็เหมือนการให้เกาะได้พักจากควันที่ปล่อยออกมา เครื่องปั่นไฟก็คือเครื่องยนต์ชนิดหนึ่ง การทำงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซน์เหมือนกันเลย” วินเล่ายิ้มๆ

วินเล่าต่อว่า จริงๆ แล้วเกาะมันนอกรีสอร์ทไม่มีงบมาร์เก็ตติ้ง “เราไม่มีงบจ้างบล็อกเกอร์แพงๆ มาโปรโมต เราเลยอาศัยการเชิญเขามามากกว่า เหมือนชวนเพื่อนมาค้างที่บ้าน เลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำและดูแลแบบมิตรภาพแทน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงอยู่ในโจทย์ที่ต้องการสร้างภาพจำให้รีสอร์ต”

เกาะมันนอก

เกาะมันนอก

บล็อกเกอร์ทุกคนที่ได้รับคำเชื้อเชิญมาเยี่ยมบ้านบนเกาะเล็กๆ กลางทะเลแห่งนี้ มีอิสระเต็มที่ในการถ่ายทอดความเป็นเกาะมันนอกตามสไตล์ของตัวเอง โดยสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันเปี๊ยบและเราคิดว่านี่แหละคือภาพจำของเกาะมันนอกอย่างที่วินตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่แรก สิ่งนั้นก็คือ ‘ความเป็นมิตร’ ที่ได้อารมณ์แบบเวลาเราไปค้างอ้างแรมที่บ้านเพื่อนเป๊ะ

“พอเริ่มมีบล็อกเกอร์เข้ามา เราก็เริ่มมี Engagement กับคนมากขึ้น คนที่มาพักได้รับประสบการณ์ดีๆ ก็พร้อมบอกต่อ เวลาเราโพสรูปหรือข้อความในเพจ Facebook หรือ Instagram แขกของเราจะเข้ามามีบทสนทนาพูดคุยกับเราเสมอ ทั้งคอมเมนต์ด้วยเรื่องราวความประทับใจตอนที่เขามาพัก หรือแชร์ส่งต่อไปให้เพื่อนๆ เป็นเหมือน Community เล็กๆ บนโลกออนไลน์ที่เรามีร่วมกัน และหวังว่าไม่ช้าก็เร็วเราจะได้พบกันอีกที่เกาะมันนอก”

ภาพเส้นขอบฟ้าสุดลูกหูลูกตาจากสะพานไม้สีธรรมชาติ ความสวยงามแบบไร้การปรุงแต่งที่ทำให้ใครหลายๆ คนตกหลุมรักเกาะมันนอกจนต้องกลับมาซ้ำแล้วซ้ำอีก

เกาะมันนอก

“ผมมองว่าการทำรีสอร์ตในยุคนี้มันต้องเป็นมากกว่าแค่ที่พัก แต่มันคือพื้นที่ที่มีชีวิต และพร้อมจะเติบโตไปกับมนุษย์ด้วย ผมเคยเจอแขกที่มาพักรีสอร์ตของเราตั้งแต่เขายังเรียนมหาวิทยาลัย มากับเพื่อนๆ ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เลย ต่อมาเขาก็พาแฟนมา มาขอแต่งงาน มาฮันนีมูน จนมีลูกก็พาลูกมา จนเมื่อเร็วๆ นี้ครบรอบแต่งงาน เขากลับมาอีกครั้งแค่ 2 คน อ๋อ ที่แท้ เขาทิ้งลูกไว้ที่บ้านแล้วมาสวีทกัน 2 คน

“รีสอร์ตของเราอยู่มาแล้วนานแล้ว เป็นเสี้ยวหนึ่งในความทรงจำที่แตกต่างในแต่ละช่วงวัย เป็นส่วนหนึ่งที่เติบโตไปพร้อมกับชีวิตทั้งของครอบครัวผมและแขกที่มาพักทุกคน ทั้งหมดนี้คือคุณค่าทางจิตใจที่ทำให้เรามีกำลังใจที่จะพัฒนารีสอร์ตให้ดียิ่งขึ้นทั้งในเชิงธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในอนาคต”

เกาะมันนอก

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท โคคา โฮลดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ร้านอาหาร

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2500

อายุ : 64 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : คุณศรีชัย และ คุณปัทมา พันธุ์เพ็ญโสภณ

ทายาทรุ่นสอง : คุณพิทยา พันธุ์เพ็ญโสภณ

ทายาทรุ่นสาม : คุณนัฐธารี พันธุ์เพ็ญโสภณ

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

“ความทรงจำที่ดีที่สุด ครั้งแรกที่เคยกินสุกี้กับเพื่อนๆ สมัยหิ้วกระเป๋า ใส่คอซอง ปัจจุบันอายุ 53 ปี”

“ร้านในความทรงจำเลยครับ ป๊าบอกกินตั้งแต่หนุ่มๆ แว้นมอ’ไซค์ไปกินกับเพื่อน จนอุ้มลูกๆ ไปกินตั้งแต่จำความได้ จนตอนนี้เดินประคองพาป๊าไปกินครับ”

“เป็นร้านในความทรงจำ และมีช่วงเวลาดีๆ เยอะ คิดถึงป้าๆ ป้าจะไปอยู่ไหน ไปทำอะไรกันต่อครับ”

“คิดถึงวันที่นั่งเม้ามอยกันจนร้านปิด”

“ขอบคุณสำหรับมื้อดีๆ หลายๆ มื้อเลยครับ”

“ร้านแรกที่ไปกินด้วยกัน”

ถ้าต้องวัดความเป็นที่รักของแบรนด์ อาจไม่มีวิธีไหนแน่นอนกว่าเสียงตอบรับของลูกค้าในวันที่แบรนด์ต้องปิดกิจการลง

วิกฤต COVID-19 เข้ามากระทบ ‘โคคาสุกี้’ เหมือนกับธุรกิจอื่นๆ ทายาทรุ่นสามที่เพิ่งรับช่วงต่อมาได้ไม่กี่ปีต้องเจอกับทางแยกและการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้สืบทอด แต่ในบทบาทของหลานสาวของผู้ก่อตั้ง

ปลาย พ.ศ. 2559 แนท-นัฐธารี พันธุ์เพ็ญโสภณ กลับมารับตำแหน่งทายาทรุ่นสาม พร้อมปริญญาและประสบการณ์ด้านโภชนาการและวิทยาศาสตร์การอาหาร เธอเข้ามาสร้าง Coca Boutique Farm ปลูกผลผลิตออร์แกนิกสำหรับใช้ในร้านโดยเฉพาะ ทำโครงการซื้อข้าวโดยตรงจากเกษตรกร เพราะอยากเห็นพวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขยายสาขาใหม่ที่อยู่หัวเมืองชั้นนอก ด้วยการตกแต่งทันสมัยและขนาดเล็กลงเพื่อตอบรับความต้องการของคนรุ่นใหม่ ปรับโครงสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ให้ตัดสินใจได้รวดเร็วในวิกฤตที่เกิดขึ้น

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

แนทเข้ามาบริหารในวันที่องค์กรมีพนักงานรุ่นเก่าถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และตัดสินใจปิดสาขาสยามหลังจากเปิดมา 54 ปี เพราะไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจอีกต่อไป

เธอเปรียบว่าเหมือนต้องเลือกระหว่างบ้านหลังหนึ่ง กับครอบครัวที่ยังต้องเดินต่อไปด้วยกันอีกนาน

หลังจากต่อสู้กับยอดขายที่ลดลงไปครึ่งหนึ่งมาหนึ่งปีครึ่ง แนทตัดสินใจประกาศปิดสาขาสยามล่วงหน้าเพียง 1 วัน ด้วยเหตุผลเดียวคือ กลัวลูกค้ามาเก้อ

#ตำแหน่งอยู่ไม่นาน ตำนานอยู่ตลอดไป

สาขา สยามสแควร์ เปิดให้บริการวันสุดท้ายในวันที่ 18 พ.ค. 64 นี้

แต่สาขาอื่นยังให้บริการตามปกตินะคะ

“โคคาและพนักงานทุกคนขอขอบคุณลูกค้าตลอดระยะเวลา 54 ปี ที่อยู่เคียงข้างโคคามาตลอด

“หลายคนมีความทรงจำที่ดีกับที่แห่งนี้มาก โคคาอยากเชิญลูกค้าทุกท่านในโอกาสสุดท้ายที่ได้ถ่ายรูปกับความทรงจำดีๆ ที่สาขานี้”

ข้อความนี้ถูกแชร์ออกไปมากกว่าพันครั้ง และมีคอมเมนต์เล่าความทรงจำที่ร้านเกือบครึ่งพัน 

และแน่นอนว่า เธอเลือกครอบครัว

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

COCA = Kekou = ถูกปาก

จากสเตตัสอำลาสาขาสยาม ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2500 คุณปู่ศรีชัย และ คุณย่าปัทมา พันธุ์เพ็ญโสภณ เดินทางมาจากเมืองจีนแบบที่เรียกว่า เสื่อผืนหมอนใบ

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

สมัยนั้นมีร้านอาหารจีนจำนวนนับนิ้วได้ คุณย่าเป็นคนทำอาหารเก่ง เลยตั้งใจทำร้านอาหารเล็กๆ ขนาด 20 ที่นั่งขึ้นมา เป็นอาหารจีนตามสั่ง โดยตั้งชื่อว่า โคคา (Coca) ซึ่งเพี้ยนเสียงมาจากคำจีน ‘เขอโข่ว’ (Kekou) ที่มีความหมายว่า ‘ถูกปาก’

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

ร้านแรกประสบความสำเร็จจนต้องขยับขยาย จากร้าน 20 ที่นั่งในซอยเดโช มาเป็นภัตตาคาร 4 ชั้นขนาด 400 ที่นั่ง บนถนนสายธุรกิจอย่างสุรวงศ์ พร้อมกับคอนเซปต์ ‘ร้านสุกี้’ แบบใหม่ที่คุณปู่คิดค้นขึ้น 

“สุกี้โบราณจะเสิร์ฟเป็นถาด มีวัตถุดิบรวมกันหลายอย่างแล้วตอกไข่ข้างบน คนๆ ทุกอย่างแล้วเทลงในหม้อสุกี้ แต่คุณปู่เป็นคนพิถีพิถันเรื่องการกิน ท่านไม่ชอบกินเครื่องใน ก็เลยตั้งคำถามว่าแล้วฉันจะจ่ายเงินค่าเครื่องในทำไม เลยกลายมาเป็นคอนเซปต์สุกี้ à la carte ขึ้นครั้งแรก ฉันอยากกินผักบุ้ง ฉันจะสั่งผักบุ้ง ฉันอยากกินตับ ฉันจะสั่งตับ

“แล้วมันก็สนุก ทุกคนกินรวมกันได้เหมือนปาร์ตี้ กินกับครอบครัวก็สนุก กินกับเพื่อนก็สนุก”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

สาขาถัดมาคือสยามแสควร์ ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในยุคหนึ่ง ด้วยขนาดใหญ่โอ่อ่าถึง 6 ห้องแถว 4 ชั้น มีที่นั่งรองรับโดยประมาณ 100 คน เกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งที่เล็งเห็นบทบาทสำคัญของ Shopping Mall ต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งสมัยนั้นมีเพียงไม่กี่ที่ในกรุงเทพฯ 

มาถึงเจเนอเรชันที่ 2 คุณพ่อพิทยา พันธุ์เพ็ญโสภณ รับไม้ต่อเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน โดยมีหมุดหมายอยากพาอาหารไทยไปสู่ครัวโลก ขยายสาขาไปยังประเทศต่างๆ ตั้งแต่สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน ลาว พม่า เกาหลีใต้ และจีน พร้อมสร้างแบรนด์ Mango Tree ซึ่งเน้นอาหารไทย เป็นเหตุผลหลักที่สาขาของ โคคาสุกี้ ในประเทศมีไม่มากเท่าคู่แข่งที่ทำธุรกิจคล้ายๆ กัน

เข้าใจคุณค่าของธุรกิจอย่างลึกซึ้ง

“เรารู้อยู่แล้วว่ามาต้องกลับมาต่อยอดโคคาสุกี้”

ทายาทรุ่นสามเล่าถึงตอนเลือกคณะสมัยมหาวิทยาลัย

“ในการทำร้านอาหาร มันมีไม่กี่วิชาหรอก หนึ่ง เรียนเป็นเชฟ สอง เรียน Business Management เราคิดว่าการบริหารค่อยเรียนต่อก็ได้ หรือเชฟ เราก็ไม่ได้อยากทำอาหาร เราชอบจัดการ ชอบอยู่หน้าร้าน ชอบทำงานกับคน เลยตัดสินใจเรียนด้านโภชนาการ สาขา Nutrition & Food Science ที่ King’s College ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท”

น่าสนใจที่ทายาทคนนี้เลือกเรียนสาขาที่จะทำให้เธอเข้าใจแก่นแท้ของธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่แค่ในเชิงธุรกิจ แต่หยั่งลึกไปถึงคุณค่าและสิ่งที่เลือกทำ

เมื่อเป็นธุรกิจอาหาร ก็ต้องรู้เรื่องโภชนาการ ในยุคที่คนทั่วไปยังไม่ได้พิถีพิถันกับทุกสิ่งที่บริโภค ในวันที่คำว่าคีโตหรือวีแกนยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แม้จะคลุกคลีอยู่ในร้านอาหารของครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก นี่ก็ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับแนท 

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

“ในฐานะร้านอาหาร เราต้องเข้าใจว่าอาหารแต่ละอย่างทำอะไรกับร่างกายลูกค้าเวลากินเข้าไป โดยมีหลัก 3 ข้อ หนึ่ง ต้องปลอดภัย สอง มีประโยชน์ต่อเขา และสาม ไม่ส่งผลเสียต่างๆ

“ว่าไปแล้วก็เหมือนหมอ สมมติเราเป็นมะเร็ง เราไปหาหมอคนนี้เพราะมีคนแนะนำว่าเขารักษาให้หายได้ เราอาจไม่รู้จักเขามาก่อน และคงไม่ไปนั่งถามว่า หมอคะ หมอจบอะไรมา รักษาหายมากี่คนแล้ว แต่เรามั่นใจในตัวเขา เช่นเดียวกับร้านอาหาร ลูกค้าหรือคนที่เดินเข้ามาต้องมั่นใจว่าร้านนี้ไม่ได้ช่วยแค่ให้อิ่มท้อง แต่กินแล้วปลอดภัยและมีประโยชน์กับเรา”

หลังเรียนจบ เธอเข้าทำงานกับ เฮสตัน บลูเมนธาล (Heston Blumenthal) เชฟชื่อดังที่ The Fat Duck ร้านอาหารแนว Gustronomy ระดับมิชลิน 3 ดาวในกรุงลอนดอน ก่อนจะย้ายไปทำงานกับบริษัทอุปโภคบริโภคระดับนานาชาติอย่าง Unilever, Lipton Ice Tea และย้ายไปสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการอย่างจริงจัง

เธอกลับมารับหน้าที่ทายาทรุ่นสามในธุรกิจครอบครัวที่มั่นคงอยู่แล้ว มีระบบดีอยู่แล้ว เธอไม่รู้จะเริ่มตรงไหนหรือเปลี่ยนอะไร ทุกก้าวของแนทมีโอกาสผิดพลาดได้ เป็นอย่างนั้นอยู่ 4 เดือนที่เธอไม่รู้ว่ามาถูกทางหรือเปล่า จนตัดสินใจขอประชุมกับคุณพ่อเพื่อถามว่า ในฐานะลูกน้องคนหนึ่ง พ่อคาดหวังอะไรจากเธอ

“อยากเห็นโคคาอยู่ถึงห้าร้อยปี”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

“อยากเห็นโคคาอยู่ถึงห้าร้อยปี” 

คุณพ่อพิทยาพูดกับเธอในวันนั้นพร้อมประกาศเกษียณตัวเอง เป็นทั้งความคาดหวัง ความไว้วางใจ และความกดดันในเวลาเดียวกัน และทุกครั้งไม่ว่าจะทำหรือตัดสินใจอะไร เธอจะคิดถึงประโยคนี้ก่อนเสมอ

หน้าที่แรกที่เข้ามารับผิดชอบในบริษัทคือการดูแลฝ่ายปฏิบัติการทั้งหมด เป็นเหมือนพนักงานคนหนึ่งที่ต้องเรียนรู้ทุกอย่าง ซึ่งไม่ได้สวยงามหรือง่ายดายอย่างที่หลายคนคิด

“เบื้องหลังธุรกิจครอบครัวหกสิบปีมันมีอะไรเยอะ มีความซับซ้อน เหมือนบ้านหลังหนึ่งที่มีตำนาน มีห้องเก็บของเยอะๆ แล้วเราต้องเข้าไปเก็บของให้เรียบร้อย ให้ทันยุคทันสมัย

“โมเดลของโคคามีลูกค้าเป็นเจเนอเรชันสู่เจเนอเรชัน ซึ่งสะท้อนกลับมาที่พนักงานเราเช่นกัน มีตั้งแต่อายุสิบแปดจนถึงหกสิบปี วันที่เราเข้ามาทำ แปดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นคนเก่าคนแก่ เราต้องดูแลทั้งกลุ่มคนที่อยู่กับเรามานาน และก็ต้องเข้าใจคนรุ่นใหม่”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

ถ้าอยากอยู่ไปถึง 500 ปี แนทไม่สามารถบริหารธุรกิจแบบเดิมต่อไปได้ โคคาสุกี้ ต้องไปพร้อมกับยุคสมัยอย่างสมดุลโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

“คำถามคือ เราจะทำให้คนทุกรุ่นพอใจได้ยังไง สิ่งหนึ่งที่พูดกันบ่อยมากเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวคือ ‘อ๋อ ที่เปลี่ยนไปขนาดนี้เพราะลูกหลานมารับช่วงต่อ’”

แนทใช้เวลา 5 ปีในการศึกษาโปรดักต์ของโคคาสุกี้อย่างละเอียด หาคำตอบว่าลูกค้าจริงๆ ของแบรนด์คือใคร จะทำอย่างไรให้เข้าถึงลูกค้ารุ่นใหม่ ขณะยังเป็นที่รักของลูกค้าเก่าแก่ไม่เสื่อมคลาย จึงเกิดเป็น Coca Pop Up ที่หัวหิน สาขาแรกของเธอที่ต่อยอดมาจากไอเดียคุณพ่อ ปรับเปลี่ยนโฉมให้เก๋และเท่ ถ่ายรูปออกมาก็ดูดี ผลคือได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เด็กลงกว่าเดิม

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น
ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

“มันทำให้เห็นว่าอาหารเรายังเวิร์กอยู่นะ กับทุกกลุ่มรวมถึงกลุ่มใหม่ด้วย เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นร้านแบบ Fine Dining หรืออาหารฟิวชันแบบที่เขาฮิตกัน เราแค่ต้องแต่งตัวให้มันดูดีขึ้น เปรียบเทียบเหมือนคุณป้าอายุหกสิบกว่า แต่แกเจ๋งนะ แต่งตัวสดใส ทันสมัย 

“สิ่งที่เรามีมากกว่าเครื่องแต่งกายภายนอกคือประวัติยาวนาน มันเป็น Sweat and Tears เราซื้อได้ทุกอย่าง เราซื้อ Interior สวยได้ เราซื้อจานชามสวยได้ เราซื้อโฆษณา เราซื้อพีอาร์ได้ แต่ตำนานหกสิบกว่าปี เราซื้อไม่ได้ ฉะนั้น การเข้ามาของเราก็ต้องรักษาสิ่งนี้ไว้ ในขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนให้มันดีขึ้น”

ไม่ใช่แค่อาหารอร่อย ปลอดภัย แต่ต้องรู้ถึงแหล่งที่มา

โคคาสุกี้มีวิธีดำเนินการแบบ Farm to Table มาตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า เริ่มจากคุณย่าไปเดินตลาดเอง ซื้อผักเอง ซื้อเนื้อสัตว์เอง แนทบอกว่าเรียนรู้ว่าปลาสดตาต้องใสก็จากคุณย่าเช่นกัน จากที่เริ่มใช้ผักออร์แกนิกจากแหล่งที่ไว้ใจได้เมื่อ 30 ปีก่อน มาถึงมือของทายาทรุ่นปัจจุบันที่ยกให้ความยั่งยืนเป็นเรื่องสำคัญ จึงสร้างฟาร์มไร้สารพิษเป็นของตัวเองขึ้นมา

“น้องสาวเราเรียนจบจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และสารเคมีเป็นประเด็นใหญ่มาก เคมีบางตัวต่างประเทศสั่งห้าม ในไทยกลับหาซื้อได้ในราคาถูก เขาเลยตั้งคำถามว่าทำไมบ้านเราถึงโอเคกับสิ่งนี้ แล้วเกิดไอเดียว่าโคคาควรปลูกผักกันเอง อย่างน้อยให้ลูกค้าเรากิน ให้คนในครอบครัวเรากิน เกิดเป็น Coca Boutique Farm ซึ่งเราพยายามจะสร้างวัฏจักรข้างใน อย่างเช่น เราเลี้ยงไก่ มูลไก่เอามาทำปุ๋ย ส่วนไข่เอาไปขาย เปลือกไข่ก็เอากลับไปทำปุ๋ย เช่นเดียวกับบ่อปลา มูลของปลาในน้ำก็เอามารดน้ำพืชผักต่างๆ เรามีผักตามฤดูกาล อะไรสดเราก็เอามาขาย อันไหนปลูกไม่ได้เราก็มีแหล่งผลิตที่ไว้ใจ หรือถ้าวัตถุดิบไหนมีมากจนเหลือก็นำมาขายที่ร้าน”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น
ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

แต่แค่นั้นยังไม่พอสำหรับทายาทผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การอาหารเป็นพิเศษ เธอตั้งคำถามต่อว่า ข้าวที่โคคาเสิร์ฟนั้นมาจากไหน

ก่อนหน้านี้ทุกๆ ปี Mango Tree ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือจะจัด Chef Trip ไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อสอนวิธีการอยู่แบบไทย ดูว่ากว่าจะได้วัตถุดิบมาต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง ต้องใส่ความรัก ความเอาใจใส่ เธอจึงตั้งมั่นว่าจะสนับสนุนเกษตรกรเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด โดยตัดพ่อค้าคนกลางออกไปจากการซื้อขาย

“การปลูกข้าวยากมาก และสิ่งที่เศร้าที่สุด คือชาวนาเข้าใจว่าต้องใส่สารเคมีในนาข้าวเยอะๆ ไม่อย่างนั้นข้าวคุณไม่โตแน่นอน เขาเลยเสียเงินไปกับสารเคมีเยอะมาก แล้วมันไม่ใช่แค่ใส่เข้าไปนะ ผลกระทบอาจร้ายแรงไปถึงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อร่างกาย พอเขาได้ข้าวมาก็ไปขายให้กับโรงสี สมมติกิโลกรัมละสิบบาท แต่เวลาเราซื้อขาวที่ซูเปอร์มาร์เก็ตกิโลละหกสิบบาท จากสิบบาทไปหกสิบบาท ตรงกลางมันหายไปไหน ทั้งๆ ที่คนไทยกินข้าวมากที่สุด”

Coca Feels Good คือโครงการถาวรที่จับมือกับชาวนารุ่นใหม่ เกษตรกรคนแรกที่เข้าโครงการคือหลานของพนักงานคนหนึ่งในบริษัท โดยเริ่มจากที่นาแปลงเล็กๆ บริษัทส่งอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกข้าวเข้าไปสอน เมื่อมีผลิตภัณฑ์ออกมาก็รับซื้อทั้งหมด ถ้ามากเกินกว่าจะใช้ทำอาหารในร้าน ก็ขายปลีกในร้านให้ลูกค้าซื้อกลับไป

ผลปรากฏว่าแปลงนานี้ได้ผลผลิตเท่ากับเมื่อก่อน แต่ประหยัดเงินค่าสารเคมีไปได้ถึงเดือนละ 30,000 บาท เขาได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรอยู่ได้ ธุรกิจอยู่ได้ ลูกค้าได้ประโยชน์ เพราะได้กินข้าวคุณภาพดี

โคคาสุกี้ของแนทจึงไม่ใช่แค่อาหารอร่อย สะอาด ปลอดภัย แต่ต้องรู้เบื้องหลังทั้งหมด และทำให้คุณภาพชีวิตผู้คนดีขึ้น

เปลี่ยนกระบวนการคิดเพื่ออยู่รอด

ถ้าลองสังเกตดีๆ จะพบว่าสาขาส่วนใหญ่ของโคคาสุกี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง พึ่งพาลูกค้าชาวต่างชาติถึง 60 เปอร์เซ็นต์ โมเดลธุรกิจคือการนั่งทานในร้านทั้งหมด ไม่มีระบบเดลิเวอรี่ อะไรที่เคยเป็นจุดแข็งกลายเป็นจุดอ่อนทันทีเมื่อมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 หลายประเทศงดการเดินทางเข้าออก พฤติกรรมของคนในประเทศเปลี่ยนไป จากการเดินทางเข้ามาทำงานในตัวเมือง เป็นการ Work From Home อย่างไม่มีกำหนด หลายบริษัทถึงขนาดเปลี่ยนนโยบายเป็นการทำงานออนไลน์ไปถาวร

“ในรุ่นคุณพ่อ เขามองประเทศไทยเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยว ร้านใจกลางเมืองมีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ คุณพ่อขยายธุรกิจไปต่างประเทศก็ได้รับการตอบรับดีมาก พอเกิดวิกฤต เราได้กลับมาวิเคราะห์อีกครั้ง ลูกค้าต่างชาติไม่เข้ามา คนในประเทศกลับไปใช้ชีวิตรอบนอกเมือง ก็ต้องปรับโมเดลให้ยืดหยุ่นขึ้น Agile ขึ้น

“ถ้าจะขยายร้านโคคาใหญ่ๆ ไม่น่าจะเวิร์กแล้วในวันนี้ เราขายได้เฉพาะแบบเดลิเวอรี่ มันไม่เมกเซนส์ ถ้าจะอยู่รอดในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในยุค COVID-19 เราต้องตั้งโมเดลใหม่ ปรับตัวไปกับยุคในเร็วขึ้น ย่อไซส์ลงมา เลยเป็นเหตุผลที่ปิดสาขาสยาม ทั้งๆ ที่คุณปู่กับคุณย่าสร้างมาใหญ่โต ส่วนคุณพ่อก็สืบทอดทำให้ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นไอคอนคู่สยามสแควร์ พอมารุ่นเรา เราต้องเป็นคนประกาศปิด แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างบ้านหลังหนึ่งกับครอบครัว ไม่เป็นไร เราย้ายตำแหน่งได้ แต่วันนี้เราต้องพาครอบครัวไปให้รอด”

COCA Pop Up คือทางรอดแรก รื้อภาพจำของภัตตาคารโคคาออกทั้งหมด เหลือเพียงหนึ่งห้องแถวที่กระจายไปอยู่นอกตัวเมือง พร้อมเมนูที่ดึงเฉพาะรายการยอดนิยม ปรับโฉมร้านให้ดูทันสมัย บรรยากาศจะดูสบายๆ ต่างจากสาขาเก่าในเมืองที่เน้นรับรองลูกค้าในย่านธุรกิจ ทำให้มีลูกค้ากลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ และแน่นอนว่าลูกค้าเก่าแก่ก็ยังแวะเวียนไปทั้งสาขาหัวหินและกรุงเทพกรีฑา

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

ทางรอดที่สองคือ จิ๊กโก๋ แนทดึงเมนูของทานเล่นที่ขายดีของโคคาสุกี้มาปรับเป็นโมเดลธุรกิจแบบ Kiosk ที่ไปเปิดตามอีเวนต์ในที่ต่างๆ ได้ เลือกปาท่องโก๋เพราะเป็นอาหารที่เข้าถึงคนง่าย คนไทยทุกคนรู้จัก และเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

ทำให้ธุรกิจอายุกว่าครึ่งศตวรรษทำงานแบบสตาร์ทอัพ

วิกฤตยังสร้างผลกระทบต่อวัฒนธรรมองค์กรอายุกว่า 60 ปีที่มีพนักงานหลากหลายเจเนอเรชัน

โคคาสุกี้ได้ข่าว COVID-19 ครั้งแรกจากสาขาที่ประเทศจีน สิ่งแรกที่ทายาทรุ่นสามทำ คือการเรียกประชุมทุกแผนก ต้อง Work From Home แต่ละแผนกต้องไปทำการบ้านมาว่าจะทำงานของตัวเองอย่างไร 3 วันถัดมา รัฐบาลสั่งปิดกิจการร้านอาหาร วัฒนธรรมในองค์กรเลยต้องปรับเปลี่ยนมาใช้วิธี Agile ที่พยายามลดขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้การตัดสินใจเกิดขึ้นได้เร็ว

“พนักงานทุกคนต้องปรับตัว มีอายุแค่ไหนก็ต้องเรียนรู้คอมพิวเตอร์ให้ได้ พอร้านปิด ใครไม่มีตารางงานแล้วขับมอเตอร์ไซค์ได้ก็มาเป็น Coca Man รับส่งเดลิเวอรี่ เพราะเราขายหน้าร้านไม่ได้ ค่าส่งทั้งหมดให้พนักงาน

“เราจะยึดระบบเหมือนสมัยก่อนไม่ได้แล้ว สมัยก่อนส่งอีเมล ตอนนี้ไลน์กรุ๊ป อัปเดตวันต่อวัน สมัยก่อนมี KPI ปีหน้าจะทำอะไร มาเป็นพรุ่งนี้จะทำยังไง สมัยก่อนวางแผนไปขยายสาขาที่นั่นที่โน่น มีกี่ที่ ร้อยที่พอไหม เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว พฤติกรรมคนเปลี่ยน คนกินข้าวในบ้านมากขึ้น Take Away มากขึ้น อาหารของเราก็ต้องปรับเปลี่ยน ต้องเป๊ะมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนไปถึงบ้านลูกค้า 

“สมัยก่อนเราไม่มีเดลิเวอรี่ เพราะเราไม่เชื่อว่าอาหารจะไปถึงที่บ้านแล้วอร่อยเท่าที่ปรุงสด เราเริ่มทำเมื่อปลาย พ.ศ. 2562 เพราะเห็นแล้วว่าถ้าไม่ปรับเป็นเดลิเวอรี่น่าจะยาก ตอนแรกจำกัดเมนูด้วยซ้ำไป ไม่ได้ใส่ทุกอย่าง มันเป็น Modern-way Thinking เป็น Modern-way Execution สำคัญมากต้องเร็ว เราจะช้าไม่ได้”

วางอัตตา ถ้าผิดต้องขอโทษ

เป็นธรรมชาติของคนที่ชอบอยู่ใน Comfort Zone ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ยิ่งเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ยิ่งเปลี่ยนยาก 

แนทบอกว่าเธอใช้พลังภายในในการโน้มน้าวคน วางอัตตาของการเป็นผู้สืบทอด และยอมรับว่าสิ่งที่เธอคิดอาจไม่ถูกต้องเสมอ

“เราจะเปิดใจมาก เราขอโทษคนได้ ถ้าวิธีที่เราเสนอ ลองแล้วไม่เวิร์กก็กลับไปใช้วิธีเก่า ไม่เป็นไร เอาประสบการณ์ของทั้งเราและพนักงานมาแบ่งปันและจูนกัน จนถึงวันนี้ก็ยังใช้วิธีนี้อยู่

“ในร้านอาหารมันมีเรื่องใหม่ๆ ปัญหาใหม่ๆ ให้แก้ทุกวัน เราไม่ใช่ธุรกิจอุตสาหกรรม เราไม่ใช่ธุรกิจไอที เราเกี่ยวข้องกับคนล้วนๆ ลูกค้าก็คน พนักงานก็คน ซัพพลายเออร์ก็คน ฉะนั้น เราต้องนึกถึงใจเขาใจเราในทุกๆ วันที่ทำงาน”

ของดีไม่ได้เกิดจากทางลัด

สิ่งหนึ่งที่ทายาททุกรุ่นของโคคาสุกี้เชื่อเหมือนกันมาตลอด 64 ปีคือ ธุรกิจร้านอาหารอยู่ในสายเลือดของครอบครัว และจะไม่เดินทางลัด

“คุณย่าเคยสอนว่า อาหารที่อร่อยที่สุดมาจากวัตถุดิบที่ดีที่สุดเท่านั้น ไม่สามารถเอาปลาเน่ามาทอดแล้วทำให้มันอร่อยได้ ทุกอย่างจึงไม่มี Short Cut เราต้องพิถีพิถัน เราต้องซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์กับพนักงาน ซื่อสัตย์กับลูกค้า ซื่อสัตย์กับธุรกิจ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ นี่คือหัวใจสำคัญของโคคามาตลอด”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

นอกจากอาหาร สิ่งที่เป็นหัวใจของโคคาคือบริการ และเป็นอุปสรรคครั้งใหญ่ของธุรกิจในยุควิกฤต เพราะการเดลิเวอรี่ไม่สามารถนำส่งประสบการณ์ความรู้สึกในร้านใส่หีบห่อ

พนักงานเสิร์ฟหลายคนมีอายุพอๆ กับสาขาเก่าแก่ จนกลายเป็นความสัมพันธ์แบบครอบครัว เหมือนเวลาทานข้าวที่บ้านอย่างไรอย่างนั้น

“วันนี้กินผักหรือยัง”

“ไม่ได้กินปลานานแล้ว กินปลาด้วยนะ”

นี่คือบทสนทนาระหว่างลูกค้าและพนักงานโคคาสุกี้ที่แนทได้ยินจนชินหู และเป็นสิ่งสำคัญที่เธอพยายามจะปลูกฝังพนักงานรุ่นใหม่ให้เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรอย่างถ่องแท้ โดยวิธีการก็ไม่ซับซ้อน คือทำให้เขาเห็นเป็นตัวอย่าง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โพสต์ประกาศปิดตัวสาขาสยามจะถูกแชร์ออกไปมากกว่าพันครั้ง และมีคอมเมนต์เล่าความทรงจำที่ร้านเกือบครึ่งพัน เพราะธุรกิจนี้ออกแบบมาให้เป็นมากกว่าร้านอาหาร แต่เป็นความรู้สึก เป็นช่วงหนึ่งของชีวิต เป็นประสบการณ์พิเศษที่ทายาทคนนี้จะรักษาไว้กับอีกหกสาขาที่เหลือ

เหมือนที่มีใครบอกไว้ #ตำแหน่งอยู่ไม่นาน ตำนานอยู่ตลอดไป

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

ขอบคุณภาพบางส่วนจากโคคาสุกี้

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load