‘ติ๊ด ติ๊ด’ เสียงนาฬิกาจับเวลาดังร้องบอกว่าน้ำร้อนสีทองใสพร้อมให้รินเสิร์ฟใส่จอกน้ำชาแล้ว

หลังจากสูดกลิ่นชาจีนชื่อไม่คุ้น จนน้ำร้อนในมือพออุ่นๆ เราก็เริ่มต้นชวนผู้ชงชาเปิดบทสนทนา

ทันทีที่เห็นบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ชาชื่อคุ้นในรูปแบบอื่นๆ ทั้งยังมีการสื่อสารในโซเชียลมีเดียสนุกสนานขัดกับภาพจำของธุรกิจเก่าแก่ The Cloud ก็ขอทำนัดพิเศษกับ คุณอิศเรศ อุณหเทพารักษ์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของใบชาตราสามม้า ผู้สนุกกับการใช้โซเชียลมีเดียเปลี่ยนภาพลักษณ์ของธุรกิจครอบครัวอายุ 81 ปีให้เข้าถึงกลุ่มตลาดคนรักชา และยังคงรักษาภูมิปัญญาการทำธุรกิจครอบครัวอย่างจริงใจอันเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ใบชาตราสามม้าเป็นอยู่ในใจและในชีวิตประจำวันของเราอย่างไม่หายไปไหน

ใบชาตราสามม้า

ไม่ว่าคุณจะชอบดื่มชาหรือไม่ ต้องมีอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิตที่คุณเคยดื่มชาของใบชาตราสามม้า

นั่นเพราะ กว่า 80% ของลูกค้าชาตราสามม้าเป็น Passive Drinker หรือลูกค้าที่ดื่มชาของชาตราสามม้าโดยไม่รู้ตัว ได้แก่ น้ำชาในร้าน MK สุกี้ ที่ใช้ใบชาตราสามม้าเบอร์ 1 มาหลายสิบปี ชามะลิของร้าน Blue Elephant ชาจีนในร้านอาหารจีนของโรงแรมดุสิตธานี ชาจีนในร้านบาร์บีคิวพลาซ่า และชาจีนในร้านก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารตามสั่งทั่วไป ไปจนถึงชาบรรจุขวดพร้อมดื่มบางแบรนด์ก็ใช้ใบชาตราสามม้าเป็นส่วนผสมหลัก

จิบชาร้อนๆ ไปพร้อมกับฟังเรื่องราวของธุรกิจ ‘ใบชาตราสามม้า’ ในมือทายาทรุ่นที่ 3 นี้ด้วยกัน

เพื่ออรรถรส คุณอิศเรศแนะนำวิธี ‘ดื่มชา 3 คำ’ แบบคนจีนโบราณง่ายๆ

หลังจากจิบคำแรกเข้าปากเขาจะยังไม่กลืน แต่อมไว้ก่อนให้พออุ่น จากนั้นจิบคำที่ 2 ลงไปผสมกันน้ำในปากเพื่อไม่ให้น้ำร้อนจัด แล้วจึงจิบคำที่ 3 ตาม จากนั้นจะกลืนเพียงครึ่งเดียวก่อนให้น้ำชาอยู่ระหว่างคอ ซึ่งจะทำให้ปากมีกลิ่นชาอบอวลแม้หายใจออก

ขอตัวไปตั้งไฟกาน้ำร้อนก่อนนะคะ

ใบชาตราสามม้า ใบชาตราสามม้า

ธุรกิจ : ใบชา ตราสามม้า (พ.ศ. 2480)
ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตและจำหน่ายชาจีนคุณภาพ
อายุ : 81 ปี
ผู้ก่อตั้ง : คุณปู่เซ็ง แซ่อุ้ย (บริษัท ห้างใบชาอุ้ยปอกี่ จำกัด)
ทายาทรุ่นที่สอง : คุณสุภชัย อุณหเทพารักษ์ (บริษัท ใบชาสามม้า จำกัด)
ทายาทรุ่นที่สาม : คุณอรรถกร อุณหเทพารักษ์ และคุณอิศเรศ อุณหเทพารักษ์

Specialty ของวงการชา

นอกจากสินค้าดั้งเดิมของทางบริษัทอย่างใบชาเบอร์ 1 และเบอร์ 3 ที่แฟนๆ รู้จักกันเป็นอย่างดีจากบรรจุภัณฑ์ที่คุ้นตาในร้านค้าและร้านสะดวกซื้อ ในเครื่องถวายสังฆทานและเครื่องอัฐบริขาร ในชุดชงชาโปรดของอาม่า และศาลตี่จู่เอี้ยหรือศาลเจ้าที่ประจำบ้าน

ใบชาตราสามม้า

ใบชาตราสามม้า

อิศเรศเล่าว่า ใบชาตราสามม้ายังมีชาพันธุ์พิเศษ หรือ Specialty ของวงการชา ให้เลือกสรรมาหลายสิบปีแล้ว เพียงแต่ยังไม่เคยสื่อสาร โดยในยุคของทายาทรุ่นสาม อิศเรศและพี่ชายตั้งใจจะนำเสนอความหลากหลายของชา เริ่มจากการเสาะหารสชาติชาพิเศษจากความชอบส่วนตัว ผ่านการศึกษาประวัติความเป็นมาและเอกลักษณ์ของชาชนิดนั้นๆ เช่น ชาอันซีเบลนดิ้ง ซึ่งเป็นชาสูตรพิเศษที่ทางร้านคิดร่วมกับไร่ชาที่เมืองจีน โดยจะให้กลิ่นหอมอ่อนๆ และราคาไม่แพง และยังมีชาตานฉง หรือชาเกรดสูงที่มีกลิ่นหอมธรรมชาติคล้ายลิ้นจี่ ชาปูขนที่มีกลิ่นหอมอ่อนคล้ายนม ไปจนถึงชาเขียวจีนขึ้นชื่อหลายๆ ชนิด เช่น ชาหลงจิ่ง ชาหอยทากมรกตฤดูใบไม้ผลิ เป็นต้น

“ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงของแต่ละปี เป็นช่วงเวลาที่พวกเราทุกคนจะวุ่นอยู่กับการชิมชารสชาติแปลกๆ ที่ถูกส่งมาจากเมืองจีน เพื่อคัดสรรชาชั้นดีและนำเสนอแก่ผู้บริโภคในเมืองไทยให้ได้ชิมชาในมิติที่หลากหลายขึ้น” อิศเรศเล่าบรรยากาศการทำงานที่เขาตื่นเต้นทุกครั้ง

ใบชาตราสามม้า

ด้วยประวัติศาสตร์ของการดื่มชาจีนที่มีมาอย่างยาวนานนับพันปี ไม่เอื้อให้ธุรกิจค้าใบชามีนวัตกรรมเท่าธุรกิจใหม่ๆ อิศเรศเล่าว่า สิ่งที่เขาทำได้และเป็นหน้าที่ในความรับผิดชอบของเขาก็คือ ดูแลคุณภาพของชาให้มีกลิ่นและรสชาติคงที่ตลอดทั้งปี นั่นเพราะใบชาเป็นสินค้าเกษตร มีทั้งฤดูกาลที่อร่อยและไม่อร่อย จึงเป็นงานที่ท้าทายต้องอาศัยความชำนาญและความใส่ใจ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพดีสมราคา รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เก็บรักษาและคงคุณภาพใบชาได้ดีและยาวนานยิ่งขึ้น

นอกจากอุปกรณ์ชงชากังฟูแบบดั้งเดิมที่ประกอบด้วยจอกชา ตุ๊กตาเลี้ยงน้ำชา และเครื่องไม้เครื่องมืออื่นๆ ใบชาสามม้ายังนำเสนอ กา 3 in 1 ที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ให้เข้าถึงอรรสรถของชาได้ง่ายขึ้น

ร้านชาจีนที่ชอบคุยกับลูกค้า

ใครหลายคนอาจจะมองว่าการทำการตลาดในโซเชียลไม่เข้ากับธุรกิจขายใบชาจีนสักเท่าไหร่

แต่กับใบชาตราสามม้า ถือเป็นข้อยกเว้น

ที่ผ่านมา ใบชาสามม้าเคยใช้เงินกว่า 10 ล้านบาทสำหรับประชาสัมพันธ์การรีแบรนด์ชาสามม้าแบบซอง ทั้งลงหน้าโฆษณาในนิตยสารชื่อดัง ทำโฆษณาโทรทัศน์ และสปอตวิทยุกว่าครึ่งปี แต่สารนั้นไม่เคยไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่นับวันจะเล็กลงเรื่อยๆ ยิ่งคนไม่เห็นว่าการดื่มชาจีนเป็นไลฟ์สไตล์ที่โก้เก๋เท่าเครื่องดื่มอื่นๆ ก็ยิ่งทำให้วิธีการของสื่อกระแสหลักใช้ไม่ได้ผลกับธุรกิจใบชาตราสามม้า และต่อให้ได้ผลในแง่ของการเป็นที่จดจำได้ ก็ยังต้องสื่อสารความรู้เรื่องการชงชาและอรรสรถจากการดื่มอยู่ดี

ใบชาตราสามม้า ใบชาตราสามม้า ใบชาตราสามม้า

“ต่อให้ลูกค้าเห็นและจดจำผลิตภัณฑ์ได้ แต่เขาคงไม่เข้าใจว่าชาจีนที่ดีเป็นยังไง ชาของเรามีเรื่องราวยังไง เพราะเราไม่อาจสื่อสารเรื่องทั้งหมดนี้ภายใน 15 – 30 วินาทีได้ ซึ่งเรายินดีให้ลูกค้าโทรมาสอบถามได้ตลอดเวลา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผมเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว มีโทรศัพท์เข้ามาถามเรื่องชาไม่เกิน 10 ครั้ง แต่เมื่อเราเริ่มมีโซเชียลมีเดีย ลูกค้าก็กล้าส่งข้อความมาถามเราได้ทุกเวลา” อิศเรศเล่าติดตลก

ชาชนิดนี้มีเอกลักษณ์ ประวัติ และความเป็นมายังไง กลิ่นเป็นยังไง ใครควรดื่ม ควรดื่มเมื่อไหร่ เช้า กลางวัน หรือก่อนนอนดี วิธีชง วิธีเก็บรักษา คือชุดคำถามที่พบบ่อย

ใบชาตราสามม้า ใบชาตราสามม้า

ตลอด 2 ปีครึ่งของเพจเฟซบุ๊ก ความตั้งใจและความเอาใจใส่ของทายาทรุ่นสามที่ต้องการสื่อสารกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมาอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกโฉมธุรกิจใบชาของครอบครัว และจากการทำเพจ ทำให้อิศเรศและทีมงานได้รับข้อความดีๆ จากลูกค้ามากมาย หนึ่งในนั้นเขียนมาเล่าประสบการณ์การดื่มชา พร้อมเขียนขอบคุณที่ทำให้เขาย้อนเวลากลับไปถึงวันที่นั่งดื่มชาพร้อมคุณปู่และคุณพ่อ และในอนาคต อิศเรศตั้งใจจะเปิด YouTube Channel เพื่อสาธิตวิธีการชงชา และรีวิวชาแต่ละชนิด รวมถึงเล่าเรื่องราวชาชนิดใหม่ๆ ที่อยากแนะนำก่อนนำมาขายจริง

พิธีชิมชา

หัวใจของใบชาตราสามม้า คือการบริการที่อยากให้ทุกคนได้ชิมก่อนซื้อ

“มีหลายครั้งที่ลูกค้าเดินเข้ามาที่หน้าร้านโดยไม่รู้เลยว่าเขาต้องการชาแบบไหน ที่นี่จึงมีเจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญ แนะนำและชงให้ดื่ม โดยเราจะบอกก่อนเสมอว่าถ้าดื่มแล้วไม่ชอบไม่ต้องซื้อนะ เพื่อที่ลูกค้าไม่รู้สึกกดดัน เราขอเพียงคุณซื้อรสชาติที่คุณชอบมันจริงๆ” อิศเรศเล่าพลางรินชาตานฉงส่งให้เรา

ใบชาตราสามม้า ใบชาตราสามม้า ใบชาตราสามม้า

สำหรับมือใหม่ที่อยากลองชิมชาคัดสรร แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน ทางชาสามม้ายินดีให้คำแนะนำ พร้อมทั้งจัดชุดขนาดทดลองในรูปแบบซีรีส์ชาสนุกๆ ขายในราคาย่อมเยาบนหน้าเพจเฟซบุ๊ก เช่น ตอนนี้มีซีรีส์ชาตานฉง 3 ก๊ก หรือ 3 ผู้กล้าร่วมสาบานใต้ต้นท้อ ประกอบด้วยชาซิ่งเหรินเซียง (杏仁香) หอมกลิ่นแอพริคอตผสมอัลมอนด์เหมือนเล่าปี่ผู้สุภาพอ่อนโยน ชายาสื่อเซียง (鴨屎香) หรือชาหอมขี้เป็ดกลิ่นบางเบาแต่อบอวลเหมือนกวนอูผู้เงียบขรึมแค่ซื่อสัตย์มั่นคง และชาหวางจือเซียง (黃枝香) กลิ่นเกสรดอกพุดเหลืองรสชาติชัดเจนชุ่มคอนานเหมือนเตียวหุยผู้ตรงไปตรงมา

ไม่ใช่แค่บริการลูกค้าที่ตั้งใจมาซื้อชา ที่นี่ยังมีตู้น้ำชาเย็นๆ พร้อมดื่มบริการแก่ทุกคนที่เดินผ่านไปผ่านมา บุรุษไปรษณีย์ คนขับรถรับ-ส่งเอกสาร แท็กซี่ คนกวาดถนน ซึ่งทุกคนที่รู้จะแวะมาดื่มทุกครั้งที่เดินผ่าน เป็นความตั้งใจที่ร้านทำมาเป็นสิบปีแล้ว เพราะอยากให้ทุกคนที่ผ่านไปผ่านมาได้ดื่มชาจริงๆ โดยเป็นชาเกรดเดียวกันกับที่ขายที่ร้าน และที่ไม่พูดถึงเลยไม่ได้คือพนักงานส่งของหรือหน่วยอัศวินม้าเร็วของชาตราสามม้า ซึ่งได้รับคำชมจากลูกค้าออนไลน์มากที่สุดทั้งเรื่องความเร็วในการจัดส่งสินค้า ความสุภาพ และมารยาทดี

ใบชาตราสามม้า ใบชาตราสามม้า

โรงเรียนโรงงานน้ำชา

“ทุกปิดเทอมใหญ่ เด็กผู้ชายทุกคนในครอบครัวจะได้รับมอบหมายให้เข้าไปทำงานที่ออฟฟิศ พวกเราจะไม่ได้วิ่งเล่นกับเพื่อนจนกว่าจะถึงเวลา 1 สัปดาห์ก่อนโรงเรียนเปิด” อิศเรศเล่าบรรยากาศเมื่อครั้งเป็นเด็กฝึกงานที่ออฟฟิศของครอบครัว แม้จะทำหน้าที่เพียงช่วยทอนสตางค์และหยิบส่งสินค้า แต่ประสบการณ์และความสนุกในช่วงเวลานั้น ทำให้เขาตัดสินใจเรียนต่อด้านการตลาดอย่างไม่ลังเล

“ขายของได้เงินมาแล้วต้องนอนหลับสนิทด้วย” คือคำสอนของคุณปู่ผู้ก่อตั้ง

ทั้งต้องซื่อสัตย์กับตัวเองและลูกค้า หรือการรู้จักของที่ตัวเองขายจริงๆ ชิมแล้วรู้ว่าอะไรคือรสชาติที่ดี ก่อนนำเสนอลูกค้าในราคาที่เหมาะสม

ใบชาตราสามม้า ใบชาตราสามม้า

“ยุคสมัยนี้ ผมมีโอกาสคุยกับลูกค้าบางคนแค่ครั้งเดียว ถ้าคุยแล้วไม่ประทับใจ ลูกค้าก็ไม่กลับมาอีก เพราะเขามีตัวเลือกที่เยอะมาก ต่อให้เป็นสินค้าที่เขาชอบ เขาก็จะมีความสนใจไม่เกินครึ่งนาที แม้ไม่อาจอธิบายทั้งหมด แต่อย่างน้อยต้องไม่ทำให้เขารู้สึกแย่กับเรา” อิศเรศเล่าบทเรียนการทำธุรกิจจากโรงเรียนโรงงานน้ำชาที่เขาโตมา

หรือแม้แต่โจทย์ยากๆ อย่างการบริการหลังการขาย อิศเรศเล่าว่า เมื่อลูกค้ามีปัญหากับตัวสินค้า เขาจะรับฟังทุกอย่างเพื่อหาทางแก้ไขปัญหานั้นไปพร้อมกัน เพราะเห็นความพอใจของลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ จากแนวคิด ‘การคบค้าสมาคมกันไปนานๆ’ ไม่ใช่การค้าขายแบบ ‘ตีหัวเข้าบ้าน’

สินค้ารับประกันความพอใจ

กฎบริษัทข้อหนึ่งของใบชาตราสามม้า เวลาที่มีโทรศัพท์โทรเข้ามาร้องเรียน อิศเรศและพี่ชายซึ่งเป็นผู้บริหารจะเป็นคนรับสายเหล่านี้เท่านั้น

“วันหนึ่งมีสายจากลูกค้าที่ซื้อใบชาตราสามม้าเบอร์ 3 จากร้านค้าเจ้าประจำทั้งหมด 2 กล่อง เขาโทรมาแจ้งว่าใบชาที่ต้มลอยตัวไม่ยอมจมเหมือนทุกที มีกลิ่นและรสชาติที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม จากที่ฟังผมรู้อยู่แล้วว่าหากไม่ใช้น้ำเดือดชง ใบชาจะไม่คลายตัวและไม่จม กลิ่นและรสชาติก็จะไม่ออก ผมก็บอกไปว่า เท่าที่ฟังน้ำที่ต้มน่าจะไม่เดือด แต่ลูกค้าก็ยืนยันว่ากาไม่มีปัญหา ผมจึงขอชื่อที่อยู่เพื่อนำใบชาไปเปลี่ยนกลับมาทดสอบว่ามีปัญหาอะไร ซึ่งลองแล้วไม่มีปัญหาอะไร 2 วันต่อมาผมก็โทรไปถามอีก ลูกค้าก็บอกว่าก็ยังเหมือนเดิม ผมจึงบอกว่า ใบชาล็อตใหม่ล่าสุดเพิ่งมาถึงที่ออฟฟิศ จะขอวิ่งไปเปลี่ยนให้ใหม่ แต่ปัญหาก็ไม่คลี่คลาย จนเราขออนุญาตคืนเงินเต็มจำนวนให้

“2 วันต่อมาลูกค้าโทรกลับมาบอกว่า ที่ผมเคยบอกว่าน้ำไม่เดือด ตอนแรกก็คิดว่าคงปัดความรับผิดชอบ แต่เมื่อเห็นความตั้งใจที่วิ่งรถจากเยาวราชไปดอนเมืองถึง 3 ครั้ง เลยตัดสินใจเอากาน้ำร้อนไปให้ช่างตรวจดู ก็พบว่าจุดเดือดของกามีปัญหาจริง จึงโทรมาขอโทษด้วยความจริงใจ เราก็ดีใจ ไม่ใช่เพราะอยากเอาชนะนะ แต่เราอยากร่วมแก้ปัญหากับเขา” อิศเรศเล่าตัวอย่างของการให้บริการอย่างตั้งใจ

ซึ่งนโยบาย Money Back Guarantee เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยคุณปู่

โดยท่านสอนว่า “เลือกสินค้าที่ดีที่สุด ในราคาที่เหมาะสมที่สุด เพื่อนำเสนอแก่ลูกค้าของเรา ถ้าลูกค้าไม่พอใจในสินค้าของเรา ก็ต้องทำการคืนเงินให้คุณลูกค้า จบ”

อิศเรศบอกว่า เมื่อเขาตกตะกอนดีๆ จึงได้เห็นปรัชญาการบริหารความเสี่ยงที่สอดแทรกอยู่ภายใต้นโยบายนี้ของคุณปู่ ซึ่งเป็นวิธีการรับมือกับปัญหาที่ดี โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เรื่องทั้งดีและร้ายจะขยายออกไปในวงกว้างได้ในเวลาที่สั้นมากๆ เขายกย่องการมองการณ์ไกลของคุณปู่

ใบชาตราสามม้า ใบชาตราสามม้า

ชาๆ ได้พร้าเล่มงาม

ในการทำธุรกิจ กับบางเรื่องถ้าเรายังยึดติดกับคำสอนของคนรุ่นเก่า โดยที่ไม่พยายามจะปรับเปลี่ยนให้ร่วมสมัย ก็คงจะเป็นการทำธุรกิจที่สุ่มเสี่ยงกับการโดนทิ้งไว้ข้างหลัง ยิ่งในวันนี้ที่อะไรๆ ก็ขยับไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ผู้คนมีความสนใจในสิ่งสิ่งหนึ่งเพียงแค่ไม่กี่วินาที พอๆ กับที่จะหมดความสนใจบางเรื่องภายในเสี้ยวนาทีเช่นกัน

“เราต้องไม่ลืมว่าการขายสินค้าให้ผู้บริโภคในปัจจุบัน ผู้ขายมีโอกาสเพียงครั้งเดียวในการสื่อสารกับผู้บริโภค ถ้าเราไม่อาจทำให้ผู้บริโภคไว้วางใจเราได้ การขายในครั้งต่อๆ ไป ก็คงเป็นไปได้ยาก เคยมีลูกค้าถามว่า ทำไมเราไม่ทำระบบหน้าร้านออนไลน์ เราก็รับฟังและนำเรื่องนี้มาหารือกันต่อนะ เพียงแต่รู้สึกว่ายังไม่เหมาะกับบริษัทของเราในตอนนี้”

ระบบหน้าร้านออนไลน์อาจจะสะดวกสบายทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย แต่สำหรับอิศเรศและทีมงานที่รอคอยโอกาสสื่อสารความรู้ความเข้าใจเรื่องชาจีนกับกลุ่มลูกค้า เขายืนยันว่าจะขอใช้เวลาสื่อสารเรื่องชากับผู้บริโภคโดยตรงก่อนแม้จะใช้พลังและเวลามากกว่า

ใบชาตราสามม้า ใบชาตราสามม้า

ธุรกิจใบชาที่เต็มไปด้วยกำลังวังชา

ช่วงท้ายของการสนทนา อิศเรศให้คำแนะนำถึงทายาทรุ่นที่สองหรือมากรุ่นกว่านั้น ของกิจการไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามว่า คนที่รับช่วงต่อกิจการหรืออยู่ในยุคนั้นๆ จำเป็นคงต้องศึกษาตลาด กระแสของโลกที่จะส่งผลต่อธุรกิจของคุณ ทั้งลองค้นหาวิธีที่จะตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย รู้จักปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และสำคัญคือ การค่อยๆ แนะนำลูกค้าแบบไม่ยัดเยียดเกินไป “คนสมัยก่อนเขาจะไม่มาลงรายละเอียดว่าต้องน้ำเดือดเท่าไหร่ แค่ใส่น้ำเดือดให้เต็มเป็นพอ แต่สมัยนี้คนมีมุมมองและการสุนทรีย์การใช้ชีวิตต่างไปจากเดิม คนสนใจเรื่องราว และการสื่อสารบนพื้นฐานความเป็นจริง เพื่อให้เขารู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งที่เขาใช้หรือบริโภค” ตัวแทนทายาทรุ่นสามของใบชาตราสามม้าเล่า ก่อนจะทิ้งท้ายความตั้งใจต่อไป

“ผมกับพี่ชายตั้งใจจะสานต่อธุรกิจครอบครัวให้เดินหน้าไปอย่างมั่นคง เพราะเราต้องไม่ลืมว่าธุรกิจนี้ไม่ได้หล่อเลี้ยงเฉพาะชีวิตของลูกหลานเท่านั้น แต่เรายังมีพนักงานอีกกว่า 60 ชีวิตหรือ 60 ครอบครัวที่ต้องดูแลด้วย เมื่อพนักงานมาทำงานให้เรา ก็เหมือนกับเขาฝากชีวิตไว้กับเราด้วย การจะมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ก็ยังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานของการขยับขยายไปแบบพอตัว ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แต่มั่นคง เพื่อที่เวลาเกิดปัญหาขึ้นก็จะไม่กระทบกับธุรกิจโดยรวม”

ใบชาตราสามม้า

บริษัท ห้างใบชาอุ้ยปอกี่ จำกัด (พ.ศ. 2480)

ขณะที่ชาฝรั่งมีการแต่งกลิ่นสังเคราะห์ที่ให้ความรู้สึกแตกต่างไปขึ้นกับความชอบ ชาจีนเป็นชารสชาติจากธรรมชาติแท้มาจากภูมิปัญญานับพันปี เมื่อชงชากลิ่นธรรมชาติกับน้ำร้อน กลิ่นที่ได้จะไม่ฉุนเท่าชาที่แต่งกลิ่นสังเคราะห์ แต่เมื่ออุณหภูมิน้ำลดลงกลิ่นของชาสังเคราะห์ก็จะบางเบาตามไปด้วย ขณะที่กลิ่นของชาธรรมชาติจะยังคงอยู่อย่างนั้นจนหมดแก้ว

“ในการทำงานร่วมกับไร่ชาทั้งไทยและจีน นอกจากเลือกสรรรสชาติแบบที่เราชื่นชอบ เรายังร่วมกันพัฒนากลิ่นและรสชาติให้คงเอกลักษณ์และอร่อยเสมอ” อิศเรศเล่าความตั้งใจ ก่อนจะอธิบายกระบวนการทำชาแบบดั้งเดิมที่อาศัยทักษะไม่น้อย เริ่มจากการผึ่งใบชาบนลานขนาดใหญ่ เมื่อความชื้นในใบชาระเหยในอากาศที่ระดับหนึ่ง ใบชาจะเริ่มพลิกคล้ายสัญญาณเตือนว่าได้ที่แล้ว จากนั้นเก็บใบชาเข้าสู่ที่ร่ม แล้วนวด จากนั้นผึ่งให้โดนออกซิเจน ในขั้นตอนนวดและผึ่งอาจจะทำซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ขึ้นกับประเภทของชาที่อยากได้ จากนั้นย่างไฟจนแห้งเพื่อหยุดกระบวนการหมักตัว

ในวันที่คุณปู่เซ็งตัดสินใจเริ่มต้นกิจการค้าขายใบชา ท่ามกลางเสียงคัดค้านเพราะมีเจ้าใหญ่ๆ ที่แข็งแรงแล้วในตลาด สิ่งที่คุณปู่เซ็งทำเมื่อไปติดต่อร้านค้าคนกลางเพื่อฝากขาย คุณปู่จะขอเข้าไปในครัว แล้วต้มน้ำชงชาให้พวกเขาดื่ม ทำแบบนี้บ่อยๆ จนสนิทกัน ก่อนจะเปลี่ยนคู่ค้าให้มาเป็นลูกค้าจนได้

เนื่องจากที่ใกล้ๆ ในเขตเมืองมีแบรนด์ชาเจ้าใหญ่ที่ครองตลาดอยู่แล้ว คุณปู่จึงจำเป็นต้องขี่จักรยานบรรทุกชาออกไปไกลถึงชานเมือง และทำแบบนี้ทุกๆ วัน จนกระทั้งวันหนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญซึ่งทำให้แบรนด์ ‘สามม้า’ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

วันนั้นคือวันที่บริษัทออกบูธครั้งแรกใน “งานมหกรรมแสดงสินค้านานาชาติครั้งที่ 1” ปี พ.ศ. 2506 ที่สวนลุมพินี ซึ่งนอกจากเลือกทำเลตรงหัวมุมของ 3 แยกแล้ว คุณปู่เซ็งยังสั่งออกแบบและสร้างบูทให้คล้ายเก๋งจีนขนาดใหญ่ พร้อมทั้งตะโกนประโยคทองอย่าง “ซื้อใบชาแถมกะละมัง” ซึ่งกะละมังที่ว่าคือ จอกชาพร้อมชื่อและเบอร์โทรบริษัทสั่งผลิตพิเศษจากฮ่องกง นำมาซึ่งยอดขายถล่มทลาย และงานนี้เองที่ช่วยให้ชื่อเสียงของชาสามม้ากระจายออกไปในวงกว้าง จนกิจการเติบโตขึ้นในเวลาต่อๆ มา

 

Facebook |  ใบชาตราสามม้า

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : พรพรรณเบเกอรี่

ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตขนมปัง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2503

อายุ : 62 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต

ทายาทรุ่นสอง : ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต Chapter 9

ณ ถนนเอกชัย เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดสมุทรสาคร ชุมชนเก่าแก่ ย่านการค้า และเขตอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยอาคารพาณิชย์ โรงงานขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ ‘พรพรรณเบเกอรี่’ โรงงานขนมปังที่มีอายุกว่า 62 ปี

ก่อตั้งโดย คุณพ่อชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต จากความคิดที่ว่า ธุรกิจโรงงานขนมในยุคนั้นมีคู่แข่งน้อยและเป็นที่ต้องการสูง จึงเก็บหอมรอมริบและนำเงินทั้งหมดมาเปิดโรงงานผลิตขนมปัง เริ่มต้นครั้งแรกที่ตลาดพลูเมื่อ พ.ศ. 2503 ก่อนจะย้ายมาที่ซอยเอกชัย 48 เมื่อ พ.ศ. 2510

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

ลูกค้าของพรพรรณเบเกอรี่โดยมากเป็นธุรกิจที่ใช้ขนมปังเป็นส่วนประกอบ ไม่ใช่ผู้บริโภคโดยตรง เช่น ร้านขายไอศกรีม ร้านขายขนมปังปิ้ง สืบเนื่องธุรกิจมาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง เอ๋-ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต ลูกสาวคนสุดท้อง เข้ามาต่อยอดพรพรรณเบเกอรี่ จากที่ส่งออกขายแค่ตามท้องตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด จากชื่อของพรพรรณเบเกอรี่ที่อาจจะไม่ค่อยถึงหูผู้บริโภค มาเป็น ‘Chapter 9’ ธุรกิจคาเฟ่ขนมปังของคนรุ่นใหม่ พัฒนาสูตรหลากหลาย และตั้งใจสร้างแบรนด์เพื่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง

ปัจจุบัน ด้านหน้าซอยเอกชัย 48 จะเห็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์เบเกอรี่ของพรพรรณและโรงงานอยู่ด้านหลัง ถัดมาอีกหน่อยจะเจอร้านคาเฟ่ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผาสีน้ำตาล ด้านหลังมีอาคารสีขาวเป็นแบกกราวนด์ ให้ความรู้สึกเหมือนขนมปังสดใหม่ในถุงกระดาษ เช่นเดียวกับ Winning Product ของร้านคือ ‘โชกุปัง’

ฉันมีโอกาสได้มานั่งคุยกับเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังถึงความสำเร็จของ Chapter 9 ซึ่งเธอบอกว่า 

“การเป็นทายาทรุ่นสองของเอ๋มันไม่ง่ายเลย”

ทุกอย่างมีจังหวะของมัน 

เอ๋มีพี่น้องทั้งหมดรวมตัวเองด้วยเป็น 9 คน เธอเป็นคนสุดท้อง แน่นอนว่าการเป็นทายาทรุ่นสอง ทั้งที่เป็นน้องเล็กสุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ก่อนหน้านี้เอ๋ทำงานเอเจนซี่โฆษณา แต่ด้วยอายุงานที่มากขึ้นจึงอิ่มตัว เธอจึงหาความท้าทายโดยเริ่มเรียนทำขนมในช่วงเสาร์อาทิตย์ เพราะคิดว่าถ้าวันหนึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งนี้จริง ๆ ก็อยากจะลองดูสักตั้ง

เอ๋ตัดสินใจลางาน 3 เดือน เพื่อไปทำงานเป็นผู้ช่วยเชฟที่ Le Cordon Bleu ก่อนจะกลับมาทบทวนและตัดสินใจคุยกับที่บ้านว่าจะออกมาทำธุรกิจนี้เต็มตัว

หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจกงสีของที่บ้านทีละนิด เพราะรู้ดีว่าธุรกิจโรงงานขนมปังนี้ยังไม่ตอบโจทย์เทรนด์การบริโภคของคนรุ่นใหม่ จึงได้ไอเดียทำร้านคาเฟ่ Chapter 9 ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ควบคู่กับงานวงการโฆษณา เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงผู้บริโภค ใกล้ชิดลูกค้า และเพื่อความยืดหยุ่นทางธุรกิจที่มากกว่าเดิม

ช่วงแรก Chapter 9 ไม่มีเรื่องขนมปังเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก เพราะเน้นขายเค้กเป็นส่วนใหญ่ตามที่เอ๋ได้ไปเรียนมา

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“ตอนนั้นเราแทบไม่ได้สนใจเรื่องขนมปังเลย พอใกล้ตัวมาก ๆ เราเลยมองข้าม” แต่เชฟ จัสติน ตัน สามีชาวสิงคโปร์ เห็นข้อได้เปรียบจากธุรกิจโรงงานขนมปังของที่บ้าน และเป็นจังหวะเดียวกับที่เอ๋เริ่มรู้สึกอ่อนล้ากับงานประจำ ซึ่งทำให้ทุ่มเทกับ Chapter 9 ได้ไม่มากพอ จึงตัดสินใจใช้ต้นทุนของสิ่งที่ได้จากพรพรรณเบเกอรี่มาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างจริงจัง

ทีแรกเอ๋และจัสตินตั้งใจจะเข้าไปทำโดยใช้ฐานการผลิตเดิมของพรพรรณ และแตกสายผลิตภัณฑ์ สินค้าออกไปเพื่อจัด Mass Market แบบกว้าง เพิ่มมาตรฐานสินค้าเพื่อไปจับกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่ใส่ใจและให้คุณค่าในรายละเอียดของสินค้า เช่น กลุ่มที่ให้มูลค่ากับสินค้าโฮมเมด เป็นต้น

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว

สำหรับพรพรรณ เอ๋และจัสตินเป็นเหมือนน้องใหม่ในธุรกิจกงสี ด้วยความที่เป็นมือใหม่ จึงทำให้เสียงของพวกเขาเบากว่า

การเปลี่ยนแปลงระบบในธุรกิจกงสีไม่ใช่เรื่องง่าย เธอยอมรับว่าการทำงานกับพี่น้อง ต่างกันกับการทำงานในออฟฟิศโดยสิ้นเชิง

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“มันมีแรงต้านบางอย่างระหว่างเรา ครอบครัว และพนักงาน”

เธอเคยโดนพนักงานนินทาลับหลังจนเสียกำลังใจไปก้อนใหญ่

“ให้สัมภาษณ์แบบไม่โลกสวย ตอนแรกเราไม่อยากเข้ามา เพราะกลัวจะมีเรื่องอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ด้วยความที่เป็นครอบครัวเดียวกัน การพูดจาบางครั้งอาจทำร้ายความรู้สึกส่วนตัวกันได้ การปรับเปลี่ยนจึงกลายเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งปัญหาแบบนี้ไม่มีในการทำงานระบบออฟฟิศ เราไม่มีพันธะอะไรกัน ต่างคนต่างทำงาน มีปัญหาก็มาเคลียร์กันให้จบ แล้วทำงานต่อ”

น้องคนสุดท้องจึงตัดสินใจแยกฐานการผลิตทั้งหมดออกมาจากพรพรรณ เพื่อทำร้าน Chapter 9 เต็มตัว และปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองกับทุกคนที่บ้านแทน

โอกาสครั้งใหม่

จนกระทั่งโรงงานผลิตแป้งของพรพรรณ ที่ผลิตแป้งส่งตั้งแต่สมัยคุณพ่อติดต่อมาว่า มีแป้งสูตรใหม่มาให้ลองทำ เป็นแป้งที่ทางโรงงานโม่ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อการส่งออก ทำให้เนื้อสัมผัสของตัวขนมปัง Chapter 9 แตกต่างจากขนมปังของที่อื่น จึงเกิดเป็นไอเดียกลยุทธ์ ‘Winning Product’ เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าเห็นตัวขนมปังของร้านแล้วเชื่อมโยงกับ Chapter 9 ได้ทันที

เอ๋บอกว่า “ทุกอย่างเป็นจังหวะ แป้งสูตรพิเศษนี้ จากที่เขาตั้งใจจะโม่เพื่อส่งออก ก็ส่งออกไม่ได้เพราะโควิด-19 ต่อมาพอประเทศเปิด สามีที่เป็นเชฟมิชลินที่สิงคโปร์ก็เข้ามาช่วยพัฒนาสูตรขนมปัง มันเป็นจังหวะ ๆ ไปหมด” นอกจากนี้ยังมีเรื่องของคอนเนกชันในการพูดคุยติดต่อกับโรงงานผลิตแป้ง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก เจ้ตึ๋ง-สุวรรณี ตรีเสน่ห์จิต พี่สาวคนโตที่พนักงานในพรพรรณต่างเรียกกันว่า ‘เจ้ใหญ่’ ปัจจุบันเจ้ตึ๋งดูแลพรพรรณเบเกอรี่และยังให้คำแนะนำเรื่องการผลิตขนมปังในรูปแบบ Production Scale

ด้วยความที่เอ๋เคยทำบริษัทเอเจนซี่มาก่อน จึงมีทักษะในการโฆษณาสินค้าและสื่อสารออกไปให้ถึงผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีคอนเนกชันกับสื่อและคนรุ่นใหม่มากมาย ซึ่งพร้อมจะเข้ามาช่วยและสนับสนุน Chapter 9 กันอย่างเต็มที่

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

Action Speaks Louder than Words

กลยุทธ์ในการทำธุรกิจของ Chapter 9 นอกจากหา Winning Product แล้ว ยังมีการคิดสูตรขนมปังให้หลากหลาย ทำให้ขนมปังมีรสชาติที่น่าสนใจเกือบ 20 รสชาติ ยกตัวอย่างเช่น ขนมปังที่ Co-campaign กับ Hoegaarden ไอเดียนี้ได้มาตอนช่วงโควิด-19 ร้านนั่งดื่มหลาย ๆ แห่งเปิดทำการไม่ได้ จึงทดลองกับทีมทำรสเบียร์ถั่วพริกเกลือ ทาง Hoegaarden มาเห็น จึงมีการคอลแลบกันเกิดขึ้น

ยังมีการนำเอาระบบ KPI เข้ามาช่วยจัดระเบียบในการทำงานมากขึ้น แต่ด้วยความเป็นธุรกิจกงสี ในช่วงแรกอาจจะยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก “คนรุ่นเก่าจะไม่ค่อยเข้าใจกับ KPI ที่ไม่ใช่ตัวเลข” เอ๋กล่าว

เพราะสิ่งที่คนยุคเก่ามองเห็นหลัก ๆ คือกำไร ขาดทุน ทำให้ทุกคนที่บ้านตั้งคำถามมากมายระหว่างที่เธอกำลังพยายามจะเปลี่ยนแปลงระบบที่มีมานานของธุรกิจกงสี

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

แต่คงเป็นเพราะทายาทรุ่นสองคนนี้มีความคิดที่ไม่เหมือนใคร เธอมองเห็นว่าสักวันธุรกิจจะถึงทางตัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ฉะนั้น จึงต้องสร้างบรรยากาศภายในร้าน ระบบการทำงานที่มีระเบียบมากขึ้น และการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีต่อคนกินมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการบริการที่ดีมากยิ่งขึ้น “เพราะเรารู้สึกว่าของกินดี ๆ หาซื้อที่ไหนก็ได้ แต่การบริการที่ดี ๆ ต้องฝึกฝน”

เอ๋เป็นคนที่เชื่อว่า Action Speaks Louder than Words เธอพยายามทำในสิ่งที่เชื่อ ทำให้เกิดผลลัพธ์ดี ๆ ขึ้น แล้วส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้พรพรรณต่อไป ทำให้ทุกวันนี้พรพรรณเบเกอรี่เองก็มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงระบบบางอย่างมากขึ้นเช่นเดียวกัน เอ๋เล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจว่า ในวันที่ทุกสายตาจับจ้องเธอด้วยความสงสัยในสิ่งที่เธอกำลังจะทำ ในวันนี้มันกลับกัน สายตาของทุกคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและพร้อมที่จะสนับสนุน Chapter 9 ต่อไป

“ถึงแม้ว่า Chapter 9 จะไม่ได้ทำทุกอย่างจากพรพรรณ แต่ทุกครั้งที่มีคนสนใจ เราจะพูดถึงพรพรรณเสมอว่า นี่คือรากฐานของเรา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้สืบทอดธุรกิจพรพรรณโดยตรง แต่เรารับช่วงต่อมรดกของครอบครัว โดยใช้ความรู้ทั้งหมดที่ได้จากครอบครัวมาต่อยอด”

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

จรรยาบรรณของคนทำธุรกิจ Food and Beverage

เอ๋ คือ เจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังคนนี้เป็นคนที่เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองด้วยความชอบ

เธอเล่าว่า “โดยธรรมชาติ ปลายทางของการทำธุรกิจคือเงิน เพราะไม่มีใครอิ่มท้องจากความภูมิใจหรอก ไม่มีใครสามารถซื้อบ้านซื้อรถได้จากความชื่นใจ ในระหว่างทาง นอกจากสถานการณ์รอบตัวที่เราต้องต่อสู้แล้ว เราเองต้องคุยกับตัวเองตลอดเวลา ให้ลดทอนบางอย่าง ตัดอีโก้ออกไป แล้วบาลานซ์ความเป็นมนุษย์กับธุรกิจให้ได้”

ในความหมายของเธอคือ การมีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจของตัวเองและรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

“การทำธุรกิจจากความชอบของตัวเอง ต้องคำนึงเสมอว่า ผู้บริโภคอาจไม่ได้ชอบเหมือนเราเสมอไป คุณจะต้องไม่หิวโหยจนถึงขั้นหยิบยื่นอะไรก็ได้ให้คนกิน”

ทุกวันนี้พิษจากเศรษฐกิจทำให้ผู้ประกอบการบางเจ้าลดคุณภาพสินค้าลง เพื่อขายให้กับผู้บริโภคในราคาเดิม

“อย่าให้เศรษฐกิจบีบเราไปจนถึงขั้นนั้นเลย เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นวงจรที่ผู้ประกอบการหวังกำไรฟู่ฟ่า ในขณะที่ผู้บริโภคต้องการบริโภคของกินดี ๆ แต่กลับหาไม่ได้เลย ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่ากลัวนะ”

ปัจจุบัน การทำธุรกิจ Food and Beverage ไม่ใช่เรื่องง่าย มีเงินหรือความอดทนอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องเตรียมพร้อมที่จะลงมือทำอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราไม่มีความกลัว ความกลัวเราเป็นศูนย์ ถ้าในเชิงธุรกิจบอกว่าเดือนหน้า Chapter 9 ต้องปิดตัว เราก็พร้อมปิด อย่างไรก็ตาม เรามีแบ็กอัปในใจไว้ตลอดเวลา”

นี่คือสิ่งที่เอ๋ ทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ พูดออกมาด้วยความหนักแน่น เธอคิดและวางแผนไว้เสมอ เพราะเชื่อว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่ทำได้คือการหาหนทางแก้ไขสำรองไว้ เผื่อวันที่เจอกับวิกฤตจะได้ปรับตัวทัน

‘การโตแนวข้าง’ คือสิ่งที่เอ๋ตั้งใจจะทำ เธอไม่ได้คาดหวังว่า Chapter 9 จะต้องเป็นธุรกิจที่กราฟพุ่งขึ้นไปด้านบน แต่สุดท้ายก็ตกลงเพราะตามเทรนด์ไม่ทัน ดังนั้น การเติบโตในแนวข้าง เช่น การแตกแบรนด์ หรือออกสินค้าตัวใหม่ไปเรื่อย ๆ น่าจะเป็นทางออกของธุรกิจ SMEs หรือพวกสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ๆ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

การตัดสินใจครั้งสำคัญ

Chapter 9 จะครบรอบ 1 ปีเดือนกรกฎาคมนี้ ถ้านับช่วงก่อนหน้าที่จะเริ่มทำ ‘โชกุปัง’ ด้วยก็ประมาณ 3 – 4 ปี ในช่วงนั้นเอ๋ยังคงทำงานเอเจนซี่ควบคู่ไปกับร้านอยู่ เธอใช้ชีวิตตลอด 7 วันโดยไม่ได้พัก

“ช่วง 3 – 4 ปีนั้น เราใช้ชีวิตแบบนี้จนเหมือนกึ่ง ๆ ทรมานตัวเอง กึ่ง ๆ พิสูจน์ตัวเอง ถ้าจะทำแบบนี้ เราต้องลองใช้ชีวิตอยู่กับมันดูว่าทำได้หรือเปล่า จนกระทั่งเราตัดสินใจออกจากงานมารีโนเวตร้านใหม่จนจะครบรอบ 1 ปีแล้ว เรารู้สึกว่า 3 ปีของร้านเก่ากับ 1 ปีของร้านใหม่ จังหวะของธุรกิจมันต่างกันโดยสิ้นเชิง”

Chapter 9 เปิดตัวในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังดุเดือด ในขณะที่พวกเรากำลังหวาดกลัวกับสถานการณ์ตรงหน้า ยังมีกลุ่มคนที่มองเห็นโอกาสและกล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ จนทำให้เกิดเป็น Chapter 9 มาจนถึงทุกวันนี้ และก็เป็นวิกฤตโควิด-19 อีกเช่นกันที่ทำให้เธอรู้ว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน

“การเป็นธุรกิจรุ่นสองที่อยู่ภายใต้อุตสาหกรรม F&B แทบจะเอามรดกตกทอดมาทำต่อไม่ได้เลย”

ผู้ประกอบการหลายเจ้าน่าจะรู้กันดีว่าเทรนด์หมุนเร็วแค่ไหน

“เราอยากเป็นตัวกำหนดเทรนด์ ไม่ใช่ให้เทรนด์กำหนดเรา แต่สิ่งที่ยากที่สุดก็คือการกำหนดมันนั่นแหละ”

ฉะนั้น สิ่งที่ทำได้คือการยอมรับ ยึดติดให้น้อยลง และพร้อมที่จะทิ้งแบรนด์ได้ทุกเมื่อ

เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ต้องคิดแผนสำรองไว้ในหัวเสมอ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการทำกำไรในเชิงธุรกิจกับการผลิตสิ่งที่ดีให้กับผู้บริโภคให้ได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

ทีมที่ดี

ลูกสาวคนสุดท้องของธุรกิจโรงงานขนมปังพรพรรณเบเกอรี่ ให้คำนิยามของธุรกิจนี้ว่าเป็น ‘โรงเรียนปฏิบัติจริง’ เพราะเป็นที่ที่ทำให้เธอพูดได้อย่างเต็มปากว่า โลกของการทำธุรกิจไม่ได้สวยงามตามฝันเสมอไป ต้องมีล้มลุกคลุกคลานกันไปบ้าง ไหนจะเรื่องการรับช่วงต่อของธุรกิจกงสีที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก

แต่สิ่งที่ทำให้เอ๋ยังคงทำต่อ คือทีมของเธอ

“เราโชคดีที่มีทีมที่ดี” เธอกล่าวอย่างภูมิใจเมื่อเอ่ยถึงพนักงานทุกคนใน Chapter 9 การรับคนเข้ามาหมายถึงการรับสมาชิกที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน เอ๋เชื่อมั่นในคนมาก และแอบภูมิใจทุกครั้งที่เห็นน้อง ๆ หรือคนในทีมก้าวหน้าไปอีกขั้น

พรพรรณเน้นที่ Mass Market คือ การผลิตต้องรวดเร็วและทำได้ในปริมาณมาก ต่างกับ Chapter 9 ที่ให้ความสำคัญกับความประณีตในแต่ละขั้นตอน รวมไปถึงเทคนิคพิเศษที่ช่วยยืดอายุขนมปังโดยไม่ใช้สารเสริมหรือสารเคมีใด ๆ อีกทั้งยังช่วยดึงรสชาติของตัวขนมปังออกมาให้ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม

ทั้งสองมีกระบวนการผลิตพื้นฐานที่เหมือนกัน แต่เทคนิคพิเศษและวัตถุดิบนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้กระนั้น พนักงานจากพรพรรณก็เรียนรู้และทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

จึงเกิดเป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ของเอ๋และจัสติน ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและความรู้ให้กับพนักงานได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราทำให้คนคนหนึ่งที่เขาอยู่ในอาชีพนี้มาเป็นหลัก 20 – 30 ปี ได้เข้าใจในงานที่เขาทำอยู่จริง ๆ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเข้าใจหรอกว่าดูยังไง กลูเตน ไขมันคืออะไร แต่วันนี้เขาเข้าใจแล้ว พอเข้าใจ เขาก็เริ่มสนุกกับมัน เริ่มทำโน่นทำนี่เองได้ และต่อยอดได้”

ในช่วงแรก เธอไปขอพนักงานจากพรพรรณเข้ามาช่วยที่ร้าน

“เราคุยกันว่า ถ้าจะรับพนักงานใหม่ ทำไมถึงไม่ใช้คนที่ Know How อยู่แล้วล่ะ”

แต่เพราะเป็นน้องใหม่ขององค์กร จึงยังไม่มีใครเชื่อใจที่จะมาทำงานกับ Chapter 9 ยกเว้นแต่พนักงานจากประเทศลาวคนหนึ่งชื่อ น้อย

น้อยทำงานที่พรพรรณเบเกอรี่มาตั้งแต่สมัยที่เอ๋ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เขาเล็งเห็นโอกาสความเป็นไปได้ และที่สำคัญคือ เขาเชื่อมั่นในตัวเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังแห่งนี้

เพราะมีประสบการณ์มามากกว่า 20 ปี การทำขนมปังของน้อยจึงไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญที่จัสตินและเอ๋สอนน้อยคือความเข้าใจในวัตถุดิบ เหตุและผลของกระบวนการ รวมไปถึงขั้นตอนต่าง ๆ จนทุกวันนี้ น้อยสามารถแบ่งปันความรู้ให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ได้ ทั้งในส่วนของ Chapter 9 เองและพรพรรณเบเกอรี่

การเรียนรู้แบบหมุนเวียนเกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ จากเอ๋และจัสตินสู่น้อย น้องพนักงาน Chapter 9 ส่งต่อไปถึงพนักงานจากพรพรรณเบเกอรี่ ทำให้ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่ตนเองทำกันมากขึ้น และสร้างสรรค์งานกันได้สนุกยิ่งขึ้น

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

บทเรียนของลูกคนที่ 9

“ถ้าในอนาคต Chapter 9 ต้องปิดตัวลง เราก็เชื่อว่าคนของเราที่มีสกิลล์ขนาดนี้ จะช่วยให้เราไปต่อในธุรกิจอื่น ๆ ได้”

นอกจากเป็นทีมที่มีคุณภาพแล้ว เอ๋และจัสตินก็มักถามคนในทีมเสมอถึงเรื่องความฝัน เพื่อช่วยผลักดันให้แต่ละคนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

“ไม่มีประโยชน์ที่เราจะดึงเด็กคนหนึ่งให้อยู่กับเราตลอดไป เพราะเขาเก่ง เราอยากให้เขาเก่งขึ้น เหมือนกับตัวเรา เราเองยังไม่อยากจะอยู่ร้านทุกวันเลย” เธอหัวเราะ “พอเซ็ตทุกอย่างในร้านให้พร้อม เรากับจัสตินก็แยกย้ายไปทำตามความฝัน เรายังคงคิดถึงงานเอเจนซี่อยู่ ก็เลยรวมตัวกับเพื่อนเปิดเป็นเอเจนซี่เล็ก ๆ ชื่อ ‘Second Nature’ ที่มีทั้งเรื่องขนมและงานโฆษณา เราชอบการสื่อสาร เพียงแต่อันหนึ่งเป็นการสื่อสารผ่านขนม และอีกอันคือการสื่อสารผ่านชิ้นงาน”

สุดท้ายแล้วความแน่นอนคือความไม่แน่นอน “เราไม่เชื่อในอิฐ หิน ปูน ทราย ฉะนั้น ในอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะเอา Chapter 9 ลงออนไลน์ให้หมด การโตในแนวข้างของ Chapter 9 จะหลากหลายขึ้น คุณภาพจะดียิ่งขึ้น และคนจะหาเราเจอได้ทุกที่ทุกเวลา”

ความกล้าหาญและพลังบวกที่ได้รับจากเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่นั่งคุยกัน ทำให้ฉันมองภาพของธุรกิจนี้กว้างขึ้นไปอีกขั้น วิสัยทัศน์ของเอ๋เป็นเหมือนลูกศรที่พร้อมจะพุ่งไปข้างหน้า เพื่อไล่ตามความฝันของตนเอง และนำทางให้ทีมไปพร้อม ๆ กัน รอยยิ้มที่มีให้กับพนักงานและลูกค้าที่แวะเวียนไปมา ยังคงอบอุ่นและให้การต้อนรับเป็นอย่างดีอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

Writer

ตรีเนตร จตุพร

นักเขียนฝึกหัดที่ชื่นชอบงานศิลปะ ธรรมชาติ และบทกวี หลงใหลในความย้อนแย้งของโลกใบนี้ เช่น การกินไอศกรีมในหน้าหนาว

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load