ทันทีที่เครื่องมือนำทางแจ้งบอกว่าเรามาถึงหมุดหมายที่ตั้งโรงงานเหล็กย่านสุขสวัสดิ์ เราก็เกิดอาการประหม่าเล็กๆ เพราะนึกจินตนาการถึงภาพฉากโรงงานเหล็กสุดแข็งแกร่ง เครื่องมือเครื่องจักรใหญ่โตที่มาพร้อมเสียงดังอึกทึก

จนเจอเข้ากับรั้วโรงงานสีชมพูสดใส พร้อมการปรากฏตัวของ ปิ่น-ศรุตา เกียรติภาคภูมิ ศิลปินและนักออกแบบเจ้าของแบรนด์ PiN (พิน) หนึ่งในทายาทรุ่นสองของโรงงานเหล็กแห่งนี้

“โห เท่จัง” ปิ่นบอกกับเราในแรกพบที่เห็นว่าเป็นทีมงานผู้หญิงร่างบางกับภารกิจจัดทำบทความทายาทโรงงานเหล็ก อันที่จริงเราก็เขินที่จะเขียนถึงตัวเองแบบนี้ แต่นั่นก็เพื่อให้คุณผู้อ่านติดตามบทบรรยายย่อหน้าถัดไปได้ทัน

เราเดินตามปิ่นผ่านเขตพื้นที่เครื่องจักรใหญ่เข้าไปถึงสตูดิโอเล็กๆ ของเธอ พร้อมอุทานในใจดังๆ ว่า ‘โห เท่จัง’ ตามไปด้วยตลอดทางเดินที่เรียงรายไปด้วยผลงานจาก PiN Metal Art ทำพวกเราตื่นเต้นเหมือนอยู่โอเอซิสแกลเลอรี่อย่างไรอย่างนั้น

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

ก่อนอื่นเราอยากแนะนำให้รู้จักกับปิ่นสั้นๆ ปิ่นเป็นน้องสาวคนเล็กในจำนวน 3 พี่น้องทายาทรุ่นสองของโรงงานเหล็กผู้รับผลิตลูกล้อ บานเลื่อน กุญแจ บานสวิง อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ เธอนำเศษชิ้นส่วนจากการผลิตในโรงงานเหล่านี้มาต่อยอดเป็นผลงานศิลปะสร้างมูลค่าจากเดิมกว่าร้อยเท่า และยังกลายเป็นแบรนด์ของแต่งบ้านแบรนด์ดังที่ใครๆ ก็หลงรัก แต่ปิ่นไปไกลกว่าการแปรเปลี่ยนเศษวิเศษให้กลายเป็นงานสร้างมูลค่าและความงาม

ความพิเศษแรก ไม่เพียงการเดินสายแสดงงานดีไซน์แฟร์ระดับโลกอย่าง MAISON&OBJET ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ถึง 4 ปีซ้อน รวมถึงงานดีไซน์แฟร์ทั่วโลก ทั้งเดนมาร์ก อังกฤษ ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย PiN ยังได้รับการยอมรับทั้งจากรางวัลด้านการออกแบบระดับประเทศและอาเซียน และจากยอดออร์เดอร์มากมายทั้งในไทยและต่างประเทศ ปิ่นเล่าให้ฟังว่า “ที่ประทับใจที่สุดคือ เรามียอดสั่งซื้อกว่า 100 ชิ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ออกงานแฟร์ BIG+BIH 2012 ที่ไทย และหลังจากที่มีออร์เดอร์จากอเมริการ้อยกว่าชิ้น ปีถัดมาเขาก็สั่งอีก 300 ชิ้น ซึ่งเป็นจำนวนกว่าครึ่งคอนเทนเนอร์ ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะงานแฟร์ รางวัลที่ได้รับ และยอดสั่งซื้อต่างๆ เราดีใจมากที่ได้บอกให้โลกรู้ว่าเราคนไทยก็ไม่ด้อยไปกว่าใคร ให้ชาวต่างชาติรับรู้ว่าเรามีดีและไม่ธรรมดานะ”

ความพิเศษที่สอง เธอเชื่อในเรื่องราวชีวิตของคนในโรงงานแบบที่ป๊าของเธอเชื่อ บทสนทนาด้านล่างจึงไม่ได้คุยกับเธอในมุมของการออกแบบอย่างที่เธอเคยชิน แต่เราชวนคุยเรื่องคุณค่าขององค์ความรู้ 2 ยุคสมัยและการสืบทอดกิจการในยุคสมัยที่คนรุ่นใหม่คอยจะวิ่งหนี

เป็นครั้งแรกที่เราไม่รู้สึกหงุดหงิดใจสักนิดที่มีเสียงเครื่องจักรดังแทรกบทสนทนาระหว่างเรา ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องราวด้านล่างนี้หรือไม่ แต่เราคิดว่ามีส่วนไม่มากก็น้อย

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

ธุรกิจ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดโชติอนันต์โลหะกิจ (พ.ศ. 2528)
ประเภทธุรกิจ: โรงงานอุตสาหกรรม (เหล็ก) ผลิตฮาร์ดแวร์และชิ้นส่วนต่างๆ
อายุ: 32 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: พรพิพัฒน์ เกียรติภาคภูมิ, กรนิภา เกียรติภาคภูมิ
ทายาทรุ่นที่สอง:
ปาน-อชิร เกียรติภาคภูมิ
เปิ้ล-ปัญญดา เกียรติภาคภูมิ
ปิ่น-ศรุตา เกียรติภาคภูมิ [บริษัท พิน เมททัล อาร์ต จำกัด (พ.ศ. 2555)]

ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ในความคุ้นเคยกันอยู่ มันแฝงอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น

“ไปโรงเรียนครูชอบให้เขียนว่าที่บ้านทำงานอะไร เราก็เขียนว่ารับจ้างผลิต สมัยนั้นบ้านเรายังเป็นโรงงานปั๊มเหล็กเล็กๆ และเราก็เด็กมากๆ ไม่รู้ว่าที่บ้านทำงานอะไร จนโตมาก็ยังไม่รู้ว่าบ้านทำอะไรกันแน่” ปิ่นเล่าถึงความทรงจำสมัยยังเป็น ด.ญ. ปิ่น เมื่อต้องกรอกอาชีพผู้ปกครองในแบบสอบถามของโรงเรียน ถ้ายังจำกันได้ เราจะรู้ว่าสำหรับเด็กแล้วการระบุคำว่าธุรกิจส่วนตัวหรือค้าขายนั้น เป็นคำที่มีความหมายเข้าใจยากกว่าคำว่า ครู ตำรวจ พยาบาล

“พอโตถึงเริ่มรู้ว่าสิ่งที่ป๊าทำเรียกว่าผู้รับจ้างผลิต ถือว่าเป็นส่วนงานสำคัญในยุคอุตสาหกรรม 3.0 ที่ป๊าเริ่มจากการเป็นช่างเหล็กในโรงงาน ก่อนจะสร้างโรงงานเป็นของตัวเองและขยับขยายโรงงานมาในตำแหน่งที่ตั้งปัจจุบัน”

ปัจจุบัน โรงงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโชติอนันต์โลหะกิจยังคงเป็นผู้รับผลิตลูกล้อ บานเลื่อน กุญแจ บานสวิง อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ

แม้ความทรงจำที่มีเกี่ยวกับโรงงานของปิ่นจะไม่เด่นชัดนัก แต่เรื่องราวในอดีตไม่หายไปไหน อย่างน้อยๆ ก็ถูกบันทึกไว้ในชิ้นส่วนแห่งกาลเวลา เช่นภาพถ่ายกองโตที่ปิ่นยกมาให้เราดูตรงหน้า ทั้งยังบอกเราว่าระหว่างค้นรูปภาพเก่าเพื่อถ่ายประกอบการสัมภาษณ์นี้ เธอเจอรูปภาพเก่าๆ รูปภาพโต๊ะทำงานตัวเก่าของพ่อ บทบันทึกเรื่องราวระหว่างที่พ่อเดินทางไปดูงานเครื่องจักรที่โอซาก้า รูปถ่ายที่แม่ส่งให้พ่อไว้ดูเล่น สมุดอวยพรงานแต่งงานพ่อกับแม่ และอื่นๆ ที่ทำให้ทั้งครอบครัวพูดคุยเรื่องราวสมัยอดีตจนลืมเวลากินข้าว

“ช่วงเรียนมัธยมปลาย มีอยู่วันหนึ่งครูประจำชั้นมาเยี่ยมที่บ้านและเห็นกองเศษเหล็กวางเต็มบ้านไปหมด ครูก็พูดว่า ‘ปิ่นรู้ไหมว่าสิ่งที่ปิ่นมีอยู่มันล้ำค่ามาก’ ตอนนั้นเราเพิ่ง ม.4 เอง เรายังไม่เข้าใจอะไร เราสนใจเรื่องศิลปะและกำลังค่อยๆ เติบโตในทางนั้น และระหว่างการเรียนศิลปะเราพบจิตใจและความรู้สึกนึกคิด การถ่ายทอดและสื่อสารออกมาผ่านงานศิลปะ เรื่อยมาจนเรียนมหาวิทยาลัย”

เป็นธรรมดาที่เราจะละเลยสิ่งแสนธรรมดารอบตัวเรา และสำหรับปิ่นความธรรมดานั้นมาในรูปแบบสิ่งรบกวนจิตใจก่อนจะค่อยๆ สร้างความรู้สึกและมุมมองด้านใหม่ที่เปลี่ยนเส้นทางและการค้นหาตัวตน

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

“ก่อนหน้านี้เราไม่ชอบโรงงาน เราเกลียดโรงงานนี้ เพราะเราเจอสิ่งเหล่านี้ทุกวัน เสียงสะท้านหัวใจจากเครื่องจักรเครื่องใหญ่ มันเกลียดไปหมด ตื่นมาด้วยเสียงเครื่องจักร เราคิดแง่ลบกับโรงงานนี้เสมอ ยิ่งช่วงเรียนศิลปะในมหาวิทยาลัยเราก็ทำงานกับความโศกเศร้า ความหม่นหมอง จนช่วงปีที่ 2 มีวิชา Art Environmental ที่ว่าด้วยเรื่องเอามลภาวะมาทำงานศิลปะ ในตอนนั้นเราตีโจทย์ในใจว่ามลภาวะของเราคือบ้านของเรา เราคิดลบกับมันมากๆ จนเกิดเป็นงานชิ้นหนึ่ง

“วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ที่เงียบมาก ไม่มีเสียงเครื่องจักรเดิน มีแค่เรากับป๊าสองคนทำงานอยู่ที่ห้องพิมพ์ ตัวชิ้นงานเราประกอบจากการเอาเหล็กมาทำเป็นกล่องบ้านมีหลังคา แปะตกแต่งด้วยเศษเหล็ก แล้วใส่กล่องเสียงที่อัดเสียงเครื่องจักรทำงานพร้อมตุ๊กตาเด็ก 3 ตัวร้องไห้หาป๊าและม้าไว้ในบ้านหลังนั้น” ปิ่นอธิบายถึงงานศิลปะที่ทำร่วมกันกับพ่อ

ในวันนั้นเอง ปิ่นได้พบกับความรู้สึกใหม่ จากที่เคยคิดว่าโรงงานเหล็กที่เห็นทุกวันคือความเศร้าและหม่นหมองของชีวิต เธอพบความสุขและความรู้สึกพิเศษระหว่างที่คิดงานและสร้างชิ้นงานนี้ออกมาด้วยกันกับพ่อ “ภาวะจิตใจที่ได้ทำงานร่วมกันกับพ่อในเวลานั้นมันพิเศษมากๆ จากเดิมที่เราพยายามจะสื่อว่าสิ่งนี้คือมลภาวะ เรากลับพบความสุขที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดเราเลยนะ เราพบว่าเรามีความสุขนี่หว่า แต่ทำไมเราสื่อสารว่าสิ่งนี้ไม่ดีนะ เรามีความสุขมากที่ได้นั่งคุย ได้นั่งสร้างงาน ด้วยกันกับพ่อ”

หลังจากนั้นปิ่นก็ทำงานศิลปะเรื่อยมาจนกลับมาทำงานเพนต์บนผ้าใบแบบที่ชอบ โดยที่ปิ่นก็คิดกลับไปว่าทำไมเธอถึงชอบเพนต์งานออกมาให้มีสีเหมือนสนิม ทำไมต้องพยายามจำลองสนิมของเหล็กในขณะที่มีเหล็กอยู่เต็มบ้าน ทำไมไม่ใช้เหล็กมาทำงานศิลปะ จึงเป็นที่มาของงาน thesis ชิ้นสำคัญของชีวิต

“เป็นงาน thesis เรื่องสภาพชีวิตของคนงานในโรงงานอุตสาหกรรม ผ่านเทคนิคภาพพิมพ์ที่ใช้วิธีสกรีนภาพถ่ายคนงานลงบนแผ่นเหล็ก ถือเป็นงานที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เรารู้และสำนึกกว่าถ้าไม่มีเขาก็ไม่มีเรา

จากคนที่เคยเกลียดเสียงเครื่องจักร เปลี่ยนมาฟังเสียงของคนงาน เสียงชีวิต และลมหายใจของเรา ของคนงาน ของป๊าและม้าที่เลี้ยงเราตั้งแต่เล็กจนโต”

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

เธอ เธอทั้งนั้นที่ทำ ให้ช่วงชีวิตของฉันน่าจดจำ

“สิ่งที่เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้เพราะเห็นแบบอย่างจากป๊า มันยากมากนะ สิ่งที่เขาถือไว้ คนงานกี่ชีวิตและเบื้องหลังชีวิตของคนงานเหล่านี้อีก ป๊าบอกเลิกไม่ได้ มันเป็นชีวิตที่เชื่อมโยงกันและกันอยู่” ปิ่นบอกเราขณะเตรียมตัวถ่ายรูปพร้อมหน้าพี่น้องทั้งสาม

“เรื่องการรับสืบทอดธุรกิจ จริงๆ เราทั้งสามพี่น้องต่างก็มีแนวทางเป็นของตัวเอง พี่ชายเปิดและดูแลสาขาโรงงานป๊า พี่สาวดูแลโรงงานในส่วนของการขายและอื่นๆ เพราะจบมาตรงสายงาน เรียนปริญญาตรีวิศวกรรมอุตสาหการและปริญญาโทการจัดการ จะมีก็แต่เราที่แยกออกมาแนวทางนี้”

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

เราถามปิ่นถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักเรียนศิลปะอนาคตไกลเลือกทำงานกับที่บ้าน ปิ่นบอกเราว่าต้องขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจัง

“ย้อนกลับไปช่วงปี 3 เพื่อนที่สนิทก็เริ่มถามถึงแผนหลังเรียนจบ ตอนนั้นเราได้แต่บอกไปว่าคงกลับไปช่วยงานที่บ้าน แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อนก็พูดให้สติเราว่าถ้ากลับไปช่วยงานที่บ้านแต่ไม่ได้ทำอะไรที่พัฒนางานของบ้านให้ดีขึ้นแล้วจะมาเรียนศิลปะทำไม” เป็นจุดเริ่มต้นให้ปิ่นค้นหาทางตรงกลางระหว่างงานศิลปะและกิจการโรงงานเหล็กของป๊า

“’คุณค่า ความงาม และความหมาย’ ศิลปะสอนให้เรามองสิ่งต่างๆ ให้ลึกลงไปได้มากกว่าที่สิ่งนั้นเป็น เรามองเห็นความงามของเศษเหล็กที่โรงงานเตรียมขายทิ้ง มองหาความหมายที่อยู่ภายใต้ความรู้สึกของคนงานระหว่างกดปั๊มเหล็ก ตั้งคำถามกับช่องว่างระหว่างเศษเหล็ก แล้วเราก็พบสิ่งนั้นจากเครื่องจักรทุกตัวของที่บ้าน เราพบความคิดสร้างสรรค์จากองค์ความรู้เกี่ยวกับศิลปะที่ร่ำเรียนมา”

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

Make Good Old Things New

ไม่มีเศษ ไม่มีส่วน เพราะเศษชิ้นส่วนทุกชิ้นเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ดำเนินอยู่ในโรงงาน

“เศษวิเศษ สิ่งเหล่านี้มันต้องพิเศษมากกว่าที่เป็น สิ่งที่เคยถูกเหยียบย่ำมาตลอดเราต้องยกขึ้นมาให้สูงขึ้นให้ได้

“ป๊า ปิ่นขอเศษเหล็กและคนงาน 1 คน” นี่คือคำขอเดียวที่ปิ่นขอจากพ่อในวันที่เธอเริ่มต้น PiN Metal Art Studio สินค้าของแบรนด์ PiN (พิน) เริ่มต้นเล็กๆ จากเชิงเทียนและนาฬิกา ก่อนจะกลายเป็นโคมไฟ โต๊ะ ประติมากรรมตั้งพื้นและประดับผนัง ซึ่งทุกชิ้นงานผ่านการเชื่อมต่ออย่างประณีตจากช่าง

“PiN (พิน) คือหมุดเหล็กชิ้นเล็กๆ ที่ต่อประกอบขึ้นมากลายเป็นสินค้าใหม่ กลายเป็นของตกแต่งบ้าน เป็นชิ้นงานศิลปะ เป็น the creative item ที่มาจากเศษเหล็กในโรงงานของป๊าที่มีอยู่มากมายและหลากหลายแพตเทิร์น ทั้งยังมีความพิเศษเพราะสามารถดัดสร้างได้ด้วยมือ และมีความเป็นไปได้ที่จะทำลวดลายสวยงามเฉพาะ งานเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจโรงงานมากขึ้น และรับรู้ความยากลำบากที่ป๊าสร้างทุกอย่างขึ้นมา ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องทำให้ได้ เราต้องทำให้งานของเรามีส่วนในการหล่อเลี้ยงโรงงานนี้”

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

ปิ่นเล่าว่าเธอพิสูจน์ตัวเองกับพ่อ ด้วยการแสดงความตั้งใจที่จะทำให้เกิดผลผลิตจากเศษเหล็กจริงๆ ให้ได้ และคอยรายงานความคืบหน้ากับพ่ออยู่เสมอ

“เราอยากแบ่งเบาภาระของโรงงานด้วยแนวทางของตัวเอง เป็นทางของเราที่เขายอมรับและสามารถเกื้อหนุนกันและกันได้ ตั้งโจทย์ของตัวเองและต้องทำให้ได้ ในเมื่อไม่รู้เรื่องธุรกิจก็ไปลงสมัครเข้าอบรมกับสถาบันและหน่วยงานส่งเสริมการค้าขององค์กรต่างๆ แต่ในที่สุดคนที่จะให้ความรู้เรื่องธุรกิจเราได้ดีที่สุดก็คือคนใกล้ตัวอย่างป๊านี่เอง”

เราถามถึงผลงานชิ้นพิสูจน์ตัวเองที่เธอประทับใจ เธอก็รีบชี้มือไปที่รูปต้นคริสต์มาสต้นยักษ์ใหญ่ที่ติดอยู่ที่โต๊ะทำงานพร้อมชวนให้เราตื่นเต้นตามไปด้วยว่า “ต้นคริสต์มาสที่หน้าสยามดิสคัฟเวอรี่ ปี 2013 เป็นงานที่ป๊ากับม้าตื่นเต้นกันมากๆ เราเป็นผู้หญิงที่รับงานเหล็กขนาดใหญ่ ที่สำคัญคือเรื่องโครงสร้างที่มีวิศวกรมาเกี่ยวข้องซึ่งได้ลูกชายของเพื่อนป๊ามาช่วย เป็นความรู้สึกที่ดีมากที่รุ่นพ่อโทรคุยกับรุ่นพ่อให้รุ่นลูกรู้จักและช่วยเหลือกัน”

New Life of Waste, New Life of Welder

นอกจากเศษเหล็กจะมีชีวิตใหม่แล้ว คนที่ทำก็ต้องมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นด้วย

“ทุกวันนี้มูลค่าของชิ้นงานจาก PiN สูงกว่าเหล็กที่ป๊าขายอีกหลายเท่า น้ำหนักของเศษเหล็กกิโลกรัมละ 15 บาท เราแปลงเปลี่ยนเป็นกระจกสวยมูลค่ากว่า 6,000 บาท ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไปคือประสบการณ์คนดูนะ ถ้าไม่บอกว่าเป็นเศษเหล็กคนก็คงไม่รู้ว่าเป็นเศษเหล็ก ทุกคนคิดว่าเป็นแพตเทิร์น ความตั้งใจจริงของเราก็คือ เราอยากเปลี่ยนการรับรู้ของคน ว่าเหล่านี้ไม่ใช่เศษแต่เป็นลูกไม้เหล็กที่เรานำมาร้อยเรียงใหม่”

ปิ่นบอกเราว่าสิ่งที่เธอทำคือ new life of waste และสิ่งสำคัญต่อไปคือ new life of welder เพื่อทำให้ช่างเชื่อมมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นด้วย

“เราเรียนรู้จากการสังเกตระบบการทำงานแบบเก่าจากป๊า หรืออุตสาหกรรมแบบ 3.0 นั่นคือ ลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุดและขายให้ได้จำนวนมากที่สุดถึงจะได้เงินจำนวนมาก แต่ของเราไม่ใช่แบบนั้น เราทำน้อยแต่เราได้มาก เราเอาเศษเหล็กจำนวนหนึ่งกับคนงานเพียงไม่กี่คนสร้างสรรค์งานที่สร้างมูลค่าขนาดใหญ่เทียบเท่ากับที่ป๊าทำมาทั้งหมด สำคัญที่สุดคือ สิ่งที่ป๊าทำก็ยังต้องมีอยู่เพื่อคนที่อยู่

“สิ่งที่คิดต่อมาคือ แล้วเราจะทำอย่างจะเปลี่ยนงานเชื่อมที่อาศัยแรงงานมีฝีมือมาเป็นงานประกอบเพื่อให้คนงานในโรงงานสามารถช่วยเราทำงานนี้ได้ด้วย ในอนาคตอาจจะผลิตงานทั้งจากเศษเหล็กและเหล็กที่เกิดจากการปั๊มในโรงงานด้วย” ปิ่นเล่าความตั้งใจต่อไปพร้อมกับเดินนำเราไปดูต้นแบบผลงานชิ้นใหม่ ซึ่งแม้เราจะนึกภาพตามแบบที่เสร็จสมบูรณ์แล้วไม่ออก เราก็ยังคงตื่นเต้นอยู่ดีกับการคิดค้นวิธีใช้เทคนิคประกอบชิ้นส่วนเพื่อให้พนักงานทุกคนในโรงงานมีส่วนร่วมสร้างสรรค์งานชิ้นนี้ไปด้วยกัน

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

“ความมุ่งหวังของเราคืออยากให้คนงานภูมิใจในสิ่งที่ทำ ไม่ใช่นั่งเบื่อกับสิ่งที่เห็นอยู่ทุกวัน”

สิ่งที่ปิ่นทำอยู่เธอบอกว่าเป็นเรื่องการเอาชนะตัวเอง “เราเคยถามป๊าว่า ป๊าไม่เหนื่อยบ้างหรอ ป๊าตอบว่า ปิ่นก็ดูในหลวงสิลูก ท่านทรงงานหนักกว่าเราขนาดไหน ท่านยังไม่เหนื่อยเลย ป๊าพูดถึงในหลวงให้เราฟังเสมอ และอีกเรื่องที่ป๊าสอนก็คือให้เราเห็นคุณค่าของคน ป๊าบอกเสมอว่าถ้าไม่มีพวกเขาก็ไม่มีเรา

“สำหรับคนที่ไม่เข้าใจกันและกัน การเชื่อมต่อระหว่างรุ่นหนึ่งและรุ่นสองอาจจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ก็อยากให้ดื้ออย่างมีเหตุผลมากกว่า เราตอบคำถามพ่อกับแม่ได้หรือเปล่า และตอบคำถามตัวเองเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำต่อไปได้แค่ไหน ไม่จำเป็นว่าคุณจะรับช่วงต่อกิจการที่บ้านหรือไม่ เพียงแค่คุณตอบตัวเองให้ได้ว่าสิ่งที่ทำอยู่สร้างความสุขแก่ตัวเอง แก่พ่อและแม่ จริงไหม ถ้าหากไม่มีความสุข ให้ฝืนก็คงยาก” ปิ่นทิ้งท้ายก่อนจะออกไปตามป๊าผู้รอคอยการสัมภาษณ์ลำดับต่อไปอยู่ห่างๆ

สำหรับโรงงานและสตูดิโอแห่งนี้ ไม่เพียงปิ่นและพี่ๆ ทั้งสองจะร่วมมีส่วนในการชุบชีวิตเศษชิ้นส่วน ยังช่วยกันเชื่อมร้อยชีวิตผู้คนในโรงงานของป๊า สร้างมูลค่าและคุณค่าของชีวิตทุกคนเข้าด้วยกัน

และสำหรับเรา คนที่อยู่ห่างไกล อย่างน้อยวันนี้เสียงสะท้อนของเครื่องจักรใหญ่ในโรงงานที่เราได้ยินก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

PiN
Website: www.pinmetalart.com/
Facebook: Pin Metal Art
ภาพ: PiN Metal Art

ห้างหุ้นส่วนจำกัดโชติอนันต์โลหะกิจ พ.ศ. 2528

เพื่อพัฒนาระดับความสนิทสนมจากการใช้เวลา 2 ชั่วโมงนี้ร่วมกัน เราถือโอกาสเรียกคุณพ่อของปิ่นว่า ‘ป๊า’ ตามอย่างเธอด้วย

ป๊าเล่าชีวิตการทำงานที่เริ่มตั้งแต่อายุ 14 ปี จากค่าแรงวันละ 3 บาท และบางวันยอมแลกแรงงานกับข้าวต้มมื้อเดียวเพื่อเรียนรู้วิชา หาประสบการณ์จากโรงงานเหล็กดัด แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือระดับชั้นสูงมากนัก ป๊าก็เล่าให้ฟังว่าเรียนรู้ลักจำสูตรหาพื้นที่วงกลม 2πr มาจากการทำงานในโรงงานถังน้ำมันรถไฟ “จดไว้เป็นไดอารี่เลยนะ” ป๊าบอกเรา

ด้วยพื้นที่จำกัด เราจึงไม่อาจเล่าเรื่องราวของป๊าโดยละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบได้ จึงอยากจะให้คุณนึกภาพตามคำอธิบายของเราถึงพระเอกหนุ่มลูกคนจีนผู้สู้ชีวิต คนที่ไม่เคยเกี่ยงงาน ขยันและมีความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอ ทำงานไปพร้อมๆ กับเรียนรู้วิชาจากโรงงานเหล็กทั้งเล็กและใหญ่จนวันหนึ่งเติบโตมีกิจการเป็นของตัวเอง มีครอบครัวที่อบอุ่น ใช่แล้ว เรื่องราวของป๊าเรียบง่ายตามผลลัพธ์ของความทุ่มเทที่ถูกต้อง

“ด้วยความคิดในใจตั้งแต่เด็กว่าเราต้องทำได้ เราต้องมีโรงงานให้ได้”

ป๊าบอกสูตรลับความมุ่งมั่นแก่เราว่าให้มีความมุ่งมั่นและอย่าท้อ ตั้งใจทำสิ่งที่เราชอบทำและทำออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง

“การทำงานของป๊า ป๊าไม่ได้คิดว่าจะหยุดอยู่แค่ตรงนี้ หรือหยุดอยู่แค่การส่งต่อให้ลูกๆ ทำนะ เราก็ยังต้องดำเนินต่อไป ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อยนะ แต่คนที่เหนื่อยเยอะกว่าเราก็มี” ป๊าส่งพลังงานให้แก่เรา ก่อนจะทิ้งท้ายถึงความรู้สึกที่มีต่องานของปิ่นและแอบป้องปากชวนให้เรามาฟังเรื่องราวโรงงานเหล็กต่อในคราวหน้า

“ปิ่นเอาเศษเหล็กป๊าไปทำ ป๊าก็ว่าดี แต่ป๊าจะบอกเสมอว่าต้องพัฒนาอีก ทำให้ดีกว่านี้ยิ่งขึ้นไปอีก ป๊าคิดแค่ว่าถ้าเขาอยากทำ ให้เขาได้ลองทำไปเลย ทำให้ดีที่สุด”

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

แรกเริ่มเดิมทีเราทำคอลัมน์ทายาทรุ่นสอง เพราะคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ค้นหากิจการเก่าแก่ที่เหล่าทายาทรุ่นสอง สาม สี่ ร่วมแรงร่วมใจให้ธุรกิจของครอบครัวยังอยู่ได้อย่างกิ๋บเก๋ในยุคสมัยใหม่นี้

แต่ยิ่งค้นหา เรายิ่งสนุกกับเรื่องราวของทายาทกิจการที่ไม่เหมือนกันเลยสักนิดแม้แต่กิจการเดียว

ครั้งแรกที่เราฟังเรื่องราวของทายาทรุ่นสองของบริษัทให้บริการเช่าอุปกรณ์ กล้อง ไฟ กริ๊ป (Equipment Rental House) ถ่ายหนัง ผู้มีความใฝ่ฝันทำงานสายเบื้องหลังภาพยนตร์เช่นเดียวกับพ่อของเขา แต่เมื่อผู้เป็นพ่อถือคำขาดไม่ยินยอมให้เลือกเดินทางในสายอาชีพนี้เพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่เหนื่อยกายและใจ จึงทำตามฝันของพ่อด้วยการเรียนจบวิชาเทคโนโลยีการบินจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งระหว่างทางก็เรียนรู้การทำหนังสั้นและตัดต่อกับเพื่อนจนชนะการประกวดหนังสั้นระดับประเทศ

ระหว่างที่ฟังเรื่องราวบนย่อหน้าแรกซึ่งไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของเรื่องราวทั้งหมด เราก็ตัดสินใจขอพูดคุยกับทายาทรุ่นสองคนนี้ทันที

นอกจากเป็นทายาทรุ่นสองของ ‘VS Service’ ปั๊ป-ภิไธย สมิตสุต เป็นโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับภาพของภาพยนตร์และมิวสิกวิดีโอ เป็นช่างภาพอิสระ และเป็นผู้ผลิตหนังสั้นระดับรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศ

ขอสปอยล์เนื้อหาเบื้องล่างสักนิดว่า ชีวิตของปั๊ปสนุกสนานไม่แพ้ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบ

จากนักเรียนเปียโนในโรงเรียนดนตรีที่มีความโหดระดับภาพยนตร์เรื่อง Whiplash สู่นักเรียนการบินที่รู้ตัวมาตลอดว่าตัวเองชอบจับกล้องมากกว่าจับแผงปุ่มควบคุมบังคับเครื่องบิน ก่อนจะพิสูจน์ตัวเองผ่านการทำงาน ตั้งแต่แบกไฟไปจนถึงการเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์โฆษณาของต่างประเทศที่มาถ่ายทำที่ประเทศไทย

ปัจจุบัน VS Service เป็นบริษัทให้เช่าอุปกรณ์ กล้อง ไฟ กริ๊ป (Equipment Rental House) สัญชาติไทยที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง The Beach, Rambo, The Hangover 2 และอีกหลายเรื่อง รวมถึงภาพยนตร์และโฆษณา นอกจากการทำงานอย่างมืออาชีพที่พัฒนาวงการภาพยนตร์บ้านเราอยู่เรื่อยๆ แล้ว VS Service ยังมีโปรแกรมเด็กฝึกงานที่คูลที่สุดในวงการ และมี VS Film Fund เพื่อสนับสนุนหนังสั้นหรือหนังอินดี้ดีๆ ที่ต้องการทุน

จะว่าไป การดำเนินงานของ VS Service ในยุคของปั๊ปที่เราได้ฟังแล้วรู้สึกว่ามันสุดขีดนี้ อาจจะมีที่มาความอัดอั้นเกี่ยวกับความฝันที่มีมาทั้งหมด

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

ธุรกิจ : VS Service (พ.ศ. 2528)
ประเภทธุรกิจ : ผลิตภาพยนตร์ บริการเช่าไฟและอุปกรณ์ถ่ายภาพยนตร์
อายุ : 32 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : เจตน์สฤษฎิ์ สมิตนุกูลกิจ,  กัญญ์วรินทร์ สมิตนุกูลกิจ
ทายาทรุ่นที่สอง : ภิไธย สมิตสุต

3-2-1 Action

“คนชอบคิดว่าเราได้ออกกองถ่ายหนังตั้งแต่เด็ก คุ้นเคย จับขาไฟ จริงๆ เราจำอะไรอย่างนั้นไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่จำได้คือช่วงที่ตามพ่อไปถ่าย The Beach ที่ภูเก็ต ไปอยู่ในกองถ่ายแป๊บหนึ่ง ไปสวัสดีแนะนำตัว ไม่ได้เข้าไปเพื่อทำงาน”

Rushing or Dragging

“จริงๆ ที่บ้านไม่ได้อยากให้ทำหนังเพราะมันเหนื่อย เขารู้ว่าวงการนี้ทำงานหนัก ทำให้ต้องอยู่ห่างไกลครอบครัว พ่อแม่ที่ทำงานวงการใดวงการหนึ่งเขาก็จะมองถึงลูกว่าอย่ามาทำแบบนี้เลย ไปทำอย่างอื่นดีกว่า เราเองก็ไม่ได้สนใจว่าจะทำหรือจะไม่ทำ ตอนนั้นไปเรียนที่อเมริกา มีกล้องตัวหนึ่งเล็กๆ ถ่ายหนังสั้นให้เพื่อน ซึ่งสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีคนทำกันเท่าไหร่ เราก็รู้สึกชอบ เป็นคนที่คล่องเรื่องกล้องเล็กกล้องน้อยมาตลอด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันคล่องมือ พยายามจับๆ จนทำเป็น เราก็ถ่ายวิดีโอให้เพื่อน ตัดต่อนู่นนี่นั่น หาวิธีทำเองทำไปเรื่อยๆ จนเข้ามหาวิทยาลัย”

จนเมื่อเข้าสู่ช่วงมหาวิทยาลัย ปั๊ปเล่าว่า ตอนนั้นคิดอย่างไรไม่รู้อยากเรียนเปียโน ช่วง ม.5 เพราะไปเจอครูคนหนึ่งที่เก่งมาก ซึ่งเขาผลักดันให้ปั๊ปซ้อมจน Whiplash เป็นความตั้งใจของปั๊ปที่ไม่ได้อยากเป็นนักเปียโนแถวหน้า แต่เพียงแค่อยากเรียนรู้และฝึกวินัยแบบนักดนตรี

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

“เราแค่ประทับใจตอนที่ซ้อม เรารู้สึกว่าคนที่เก่งมากเขาเก่งมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วเราเป็นคนไม่เก่ง เราแค่พอไปได้ ซึ่งช่วงซ้อมกับครูคนนั้นเรารู้สึกว่าเก่งขึ้นมาเยอะมาก พยายามสู้กับคนเก่ง เราอยากลองเรียนดู แล้วไปเจอโรงเรียนของครูท่านนี้อีกทีเราก็อยากไป จริงๆ ช่วงนั้นเราดื้อด้วยเพราะแม่อยากให้เป็นนักธุรกิจ เป็นหมอ แต่เราอยากรู้ว่าถ้าเราซ้อมขนาดนี้เราจะตามเขาทันไหม”

เวลาผ่านไป 1 ปีที่ปั๊ปเรียนและซ้อมเปียโน 40 – 50 ชั่วโมงต่ออาทิตย์แบบในเรื่อง Whiplash เขาก็พบว่าถ้าเราซ้อมเยอะๆ แม้ไม่ได้เก่งและมีพรสวรรค์แต่เด็ก คนเราก็สามารถตามเพื่อนได้ขั้นหนึ่ง

ถ้าบทความนี้สามารถตัดภาพสลับและใส่ดนตรีเร้าใจไปด้วยได้ คุณจะเห็นว่าระหว่างช่วงที่สวมบทเป็น Miles Teller ในเวอร์ชันซ้อมเปียโนอยู่นั้น ปั๊ปก็ยังถ่ายทำหนังสั้นกับเพื่อนๆ ขนานไปด้วย

เข้าสู่องก์สองของหนัง จากนักเรียนดนตรีที่ขัดใจครอบครัว ปั๊ปค่อยๆ พบความสนุกจากวิชาการบินช่วงเรียนซัมเมอร์

“พอเรียนบินแล้วพ่อโอเคมาก ภาพในหัวผู้ปกครองไทยก็จะคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีทั้งรายได้และประสบการณ์ เราก็ลองดู ซึ่งพอเรียนจริงๆ มันสนุกมากนะ เรียนเครื่องบินเล็ก บินเร็ว บินช้า ไปนู่นมานี่ วิธีการเรียนสนุกมาก แต่พอขึ้นเครื่องบินใหญ่ทุกอย่างมันอัตโนมัติไปหมด แทนที่จะเป็นเรื่องการบิน มันกลายเป็นเรื่องขั้นตอนการทำงานมากกว่า ทำแบบนี้เพื่อให้เครื่องบินขึ้นแบบนี้ ทำแบบนั้นเครื่องจะบินขึ้นแบบนั้น ซึ่งเรารู้สึกมันน่าเบื่อมาก แต่เมื่อเรียนมาแล้วเราก็เรียนต่อไป จะเปลี่ยนอีกเราก็รำคาญตัวเอง เรียนจนได้ทุนนิดหน่อยจนจบ ซึ่งระหว่างทางเราก็เป็น บ.ก. ภาพของหนังสือพิมพ์โรงเรียน ตัดต่อ ทำงานในบริษัทโฆษณาเล็กๆ ถ่ายงานให้เขา จริงๆ เราชอบถ่ายมากกว่า”

และหนังสั้นที่ทำกับเพื่อนในช่วงระหว่างเรียนบินนี่เอง ที่สร้างแรงบันดาลใจและความมั่นใจในตัวเองว่าจะเดินทางสายนี้ “ช่วงนั้นมีเทศกาลของ Apple ให้ทำหนังส่งภายใน 24 ชั่วโมง ปรากฏได้รางวัลชนะที่ 1 มา รางวัลคือ MacBook Pro คนละเครื่องพร้อมโปรแกรม Final Cut”

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

Producer-Cinematographer Balance

หลังจากเรียนจบกลับมาเมืองไทย ด้วยรู้ตัวแน่ชัดว่าชอบอยู่หลังกล้องมากกว่าหลังแผงควบคุมการบิน ปั๊ปขัดใจพ่อด้วยการเริ่มงานในวงการเบื้องหลังเต็มตัวครั้งแรกด้วยงานโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ BBC ที่มาถ่ายทำในประเทศไทย

เราถามปั๊ปด้วยความสงสัยว่า จากเด็กจบใหม่ที่ผ่านการทำหนังสั้นมาบ้าง เมื่อต้องรับบทเป็นโปรดิวเซอร์กองถ่ายโฆษณา รายการหรือภาพยนตร์สั้นต่างประเทศ เขาสามารถรับมือกับงานขนาดใหญ่ได้อย่างไร

“การเป็นโปรดิวเซอร์โฆษณาในที่นี้คือการใช้ Logic ตอนที่เราทำหนังสั้นกับเพื่อนสมัยเรียนอยู่อเมริกา เราก็ทำกันแบบไม่มีเงิน เราก็พอเข้าใจตรรกะการทำงานประมาณหนึ่ง พอมามีโอกาสทำงานสเกลใหญ่ขึ้น ด้วยทีมงานที่มาช่วยก็เคยทำงานนี้อยู่แล้ว ถ้าหากเราตรรกะลำดับการทำงานถูกต้องเขาก็ช่วยเหลือเราได้ตามงานที่ควรจะเป็น

“จากนั้นไม่นาน มีต่างชาติที่สนิทกันคนหนึ่งเป็นผู้กำกับมาถ่ายโฆษณาในไทย ช่วงที่ช่างภาพยังไม่มาเขาก็เอ่ยปากอยากถ่ายมวยไทยทำสารคดีเล่นๆ เราก็บอกเราถ่ายภาพเหมือนกันไปช่วยไหม ก็ได้ไปช่วยเขาถ่าย ปรากฏงานชิ้นนี้ได้รับ Vimeo Staff Picks เราก็ได้อานิสงส์จากงานชิ้นนี้ เวลาใครมาถาม Showreel งานเราก็จะส่งตัวนี้ให้ดูก่อน ซึ่งโดยเฉพาะต่างชาติเขาก็จะจำได้ เราคิดว่าเราโชคดีที่มีจังหวะเท่านั้นเอง”

เป็นช่วงเดียวกับที่ความกดดันจากที่บ้านค่อยๆ ลดน้อยลง เพราะตำแหน่งงานโปรดิวเซอร์ที่ได้รับแสดงให้เห็นว่าปั๊ปสามารถรับมือและมีความสุขกับการทำงาน ที่บ้านจึงเริ่มพูดเรื่องให้กลับไปทำงานเป็นนักบินน้อยลง ยิ่งเมื่อปั๊ปตัดสินใจเป็นช่างภาพเต็มตัว ที่บ้านก็เริ่มเห็นว่าคงไม่กลับไปบินอีกแน่นอน ก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้ว

“น่าจะเป็นตอนเป็นโปรดิวเซอร์ งานมันก็สเกลใหญ่ พอปรับตัวเป็นช่างภาพมันก็โอเค เขาเห็นหน้ากองว่าเราทำอะไร ไม่ได้เป็นงานเล็กๆ เพราะฉะนั้น เขาก็จะเห็นว่า อ๋อ ทำอะไร อีกเหตุผลเราคิดว่าพอเขาเริ่มเห็นงานที่เราถ่ายในทีวี เขาสามารถส่งให้เพื่อนดู รู้สึกว่า เออ สิ่งเหล่านี้มันไปอยู่ในโทรทัศน์ ถึงแม้เราทำงานอินเตอร์มาก แต่สิ่งนั้นไม่ได้อยู่ในโทรทัศน์บ้านเรา เขาก็จะไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่พอเห็นเป็นงานไทยและอยู่ในโทรทัศน์ไทยมันมีความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง เราก็เลยคิดว่าเขาคงถูกใจแล้วมั้ง”

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

I’m Into Something Good

ด้วยสายงานที่ใกล้เคียงกับธุรกิจที่บ้าน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ปั๊ปจะค่อยๆ เข้ามาทำงานเต็มตัว

“ใจจริงเราก็อยากไม่ได้อยากทำมากนะ มันเหมือนคนที่ชอบทำอาหารแล้วไม่ควรเปิดร้านอาหาร เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่ทำตอนนี้เหมือนทำทุกอย่างให้เป็นแค่การถ่าย ไม่ได้สนใจธุรกิจมาก เราพยายามทำธุรกิจไม่ให้เป็นธุรกิจให้ได้ นี่เป็นความท้าทายที่ยากที่สุด มันต้องมีเงินมาเลี้ยงแต่ว่าก็พยายามทำอะไรแปลกๆ อย่าง มีโครงการรับเด็กมาฝึกงาน สนับสนุนหนังสั้นหรือหนังอินดี้ขนาดยาว เพื่อที่อนาคตเขามาเป็นลูกค้าเรา มากกว่าที่จะคิดถึงการวิ่งหาลูกค้าเพื่อธุรกิจอย่างเดียว”

ปั๊ปบอกว่า เขารู้ตัวว่าไม่เก่งธุรกิจ “ดังนั้น ช่างมันนะ เราทำในแบบที่เราอยากทำและคิดว่ามันน่าจะตอบโจทย์” แต่เมื่อฟังโปรเจกต์เด็กฝึกงานและการสนับสนุนภาพยนตร์ไทยเลือดใหม่แล้ว เราพบว่าสิ่งนี้ Mega Clever กว่าแผนธุรกิจใหญ่โตเป็นไหนๆ

“เด็กฝึกงานจาก VS Service ที่รับมา จริงๆ ไม่ต้องฝึกแล้วก็ได้ ไปเป็นช่างภาพได้เลย แต่สิ่งที่ได้จากที่นี่และสิ่งที่ต้องทำคือไปเป็นช่างไฟ ทุกคนมาเพราะอยากเรียนกล้อง อยากจับกล้อง แน่นอนเราไม่ให้จับ เราจะให้ไปเป็นช่างไฟ ไปขนขา ไปขนสาย ลากสาย เมื่อเขาจบไปเป็นช่างภาพหรือผู้กำกับอะไรก็ตามเขาก็จะคิดถึงสิ่งนี้ นึกถึงคนที่ทำงานแบบนี้ให้เขาอยู่”

ปั๊ปบอกว่า เขาพยายามสร้างเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งถ้าใครขยันก็จะได้อะไรกลับไปเยอะ

“เราชื่อเรื่องการสร้างคอมมูนิตี้จากที่เราพอมีโชคดีและช่วงจังหวะดี เมื่อมีโอกาสเราก็เลยให้สิ่งนั้นคนอื่นๆ บ้างเต็มที่ ใครอยากรู้อะไรเราพร้อมสอน สื่อสารในช่องทางออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กของ VS Service เราสอนบอกหมดเลยว่างานแบบนี้จัดแสงอย่างไร เพราะอะไร เป็นศาสตร์ที่ไม่ค่อยมีใครบอกจริงๆ มันเหมือนจะลึกลับนิดหนึ่งในกองถ่าย แต่เราบอกหมดเลย และเราพยายามเน้นให้เด็กๆ ที่เรียนจากที่นี่กลับไปแบ่งปันข้อมูล

“เราไม่สอนแค่เด็ก แต่เด็กก็สอนเราด้วย”

นอกจากนี้ยังมี VS Film Fund สนับสนุนภาพยนตร์ไทย รวมถึงการเป็นโปรดิวเซอร์ให้ภาพยนตร์อินดี้หลายๆ เรื่อง เช่นเรื่อง ดาวคะนอง สนับสนุนด้วยการให้ยืมอุปกรณ์ของบริษัทที่มีไปใช้ทำหนังเพื่อให้ทีมงานนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ส่วนอื่นๆ อย่างงานองค์ประกอบศิลป์เรื่องบทแทน

เราถามปั๊ปถึงบทพิสูจน์ที่ทำให้พ่อค่อยๆ ใจอ่อน วางมือให้เขาเป็นผู้ดูแลการสั่งซื้อสินค้าใหม่ๆ ทั้งหมดของบริษัท

“มันไม่ได้อยู่ๆ ดีบอกพ่อแม่ว่าเราจะเข้ามาทำแล้วนะ เป็นการค่อยๆ เข้ามาช่วยมากกว่า เราเข้าใจเรื่องอุปกรณ์นานแล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม พอต้องคุยงานกับต่างชาติเพื่อสั่งของทำให้เราเริ่มรู้ว่ามีอะไร ต้องใช้อะไร จริงๆ ตั้งแต่ทำโปรดิวเซอร์แล้วเราก็จะเริ่มรู้ เขาก็จะมอบหมายให้เราดูเรื่องอุปกรณ์ว่าต้องซื้ออะไรบ้าง ซื้อเหล่านี้ได้เช่าแน่นอน เพราะมีหนังเข้ามาแบบนี้”

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

Like Father, Like Son

ปั๊ปเล่าว่า โดยหน้าที่แล้วพ่อทำตำแหน่งที่ชื่อว่า กาฟเฟอร์ (Gaffer) หรือมือขวาของช่างภาพ ทำหน้าที่รับทราบความต้องการของช่างภาพ ก่อนไปจัดแจงเพื่อให้ได้สิ่งนั้น ซึ่งเวลาช่างภาพต่างประเทศมาทำงานก็จะมีพ่อรับหน้าที่ตำแหน่งนี้คอยช่วยเหลือ

ซึ่งในวงการภาพยนตร์ต่างประเทศเขาคิดว่าพ่อเป็นกาฟเฟอร์ระดับต้นๆ ในประเทศ เพราะต่างชาติชอบการทำงานของพ่อที่ทั้งทำงานไว ช่วยคิดภาพรวมของหนังให้ออกมาดี บริหารจัดการทุกอย่างให้อยู่ในงบประมาณ เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลให้หัวหน้าช่างภาพต่างประเทศเรียกใช้บริการพ่อและ VS Service เสมอมา

“จุดเปลี่ยนคือเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราถ่ายงานแล้วหากาฟเฟอร์ที่ถูกใจไม่ได้ ก็เอ่ยปากให้เขาฟัง พ่อก็บอกว่า เขาว่างนะและทำให้ได้ ตอนแรกเราก็ลังเลว่าจะดีไหม เพราะประสบการณ์เราอาจจะยังน้อยเมื่อเทียบพ่อ แต่เราเองก็มี Vision บางอย่าง และการจะเอาพ่อมาเป็นกาฟเฟอร์ของตัวเองก็แปลกอยู่

สุดท้ายเราก็ลองดู และตอนนี้พ่อทำงานเป็นกาฟเฟอร์ด้วยกันทุกงาน เพราะเรารู้สึกทำงานแล้วเข้าใจกันดี ชอบทำงานกับเขาด้วย พอเราคิดอะไรเขาก็จะทำให้พร้อมหรือกำลังคิดอยู่ จริงๆ ก็แอบแปลกและเขินนิดหน่อยที่จะบอกพ่อให้ขยับไฟดวงนี้ให้หน่อยนะครับอย่างนั้น เขาก็ดูแฮปปี้ดีนะ พ่อเขาทำกับฝรั่งมาเยอะด้วย เขาจึงไม่ได้มีความคิดว่า เออ นี่พ่อนะ มาสั่งแบบนี้หรอ แต่ทำงานในส่วนของกาฟเฟอร์นี้อย่างมืออาชีพ”

ปั๊ปทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับใครที่ต้องรับช่วงต่อกิจการที่บ้านแม้สิ่งที่ผ่านมาจะไม่ตรงกับสิ่งที่ทำอยู่

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

“หากต้องทำงานที่บ้าน ก็ลองมองว่าเราจะได้อะไรจากตรงนี้บ้าง อย่างที่เราเรียนเปียโน สิ่งที่เราได้ไม่ใช้ทักษะการเล่นดนตรีพลิ้ว แต่เราได้ความสนุกจากศิลปะ เราได้ซ้อม ได้รู้ว่าการทำงานอย่างหนักมันเป็นยังไง สิ่งที่ได้จากการเรียนบิน เขาสอนเสมอว่าเครื่องบินตกต้องทำอย่างไร แล้วเราก็ทำเหมือนเครื่องจะตกตลอดเวลาทุกครั้งที่ขึ้นบิน และพอมาอยู่ตรงนี้ กองถ่ายวุ่นวายมาก เกิดปัญหาได้ตลอดเวลา คนอาจจะวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา เราก็แค่ทำสถานการณ์ให้เหมือนเครื่องบินจะตก ค่อยๆ แก้ไข อยู่ในสติที่ตั้งรับ

“เมื่อก่อนเราก็ต่อต้าน คิดว่าเราจะทำสิ่งที่เราอยากทำ หลังๆ มันเหมือนว่าบางสิ่งที่ได้มาหรือที่เข้ามามันเป็นช่วงจังหวะเวลา หากไม่ชอบในบางสิ่ง เราอยากให้คุณมองหาสิ่งที่ชอบเพื่อเป็นโจทย์เล็กๆ สร้างโอกาสในอนาคต บางทีเราได้งานมาแล้วงานนั้นไม่ใช่งานถนัดของเรา เราไม่อยากทำ ก็ให้คิดซะใหม่ว่า ไม่ต้องเต็มที่ว่าเราต้องทำ แต่ให้มองหาสิ่งที่เราน่าจะชอบเพื่อเป็นโจทย์พัฒนาสิ่งที่เราอยากทำ”

คุณจะพบว่าเส้นทางของทายาทรุ่นสองคนนี้โลดแล่นหลากหลายเส้นทาง ซึ่งด้วยพื้นที่อันน้อยนิดนี้เราขอเล่าเรื่องตอนจบให้ฟัง เรื่องราวที่น้องสาวเป็นแอร์โฮสเตสและน้องชายเรียนจบจากดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

หากคุณติดตามอ่านตั้งแต่ต้น คุณจะเผลอยิ้มเหมือนเราตอนนี้

VS Service (พ.ศ. 2528)

การบริการของบริษัท VS Service ในยุคเริ่มต้นไม่ใช่เพียงเป็นผู้ให้เช่าอุปกรณ์พร้อมทีมงานดูแลหน้ากองถ่าย แต่พ่อจะออกกองไปช่วยดูแลทีมงานด้วยถึงที่ ปั๊ปบอกว่าพ่อทำแบบนี้มาตลอดจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็น

เสียดายว่าในวันที่นัดหมายคุณพ่อติดภารกิจสำคัญ แต่เราก็ได้ฟังเรื่องราวต่างๆ จากคุณแม่ผู้ร่วมก่อตั้งและเห็นพัฒนาการของ VS Service และลูกชายของเธอ แม่เล่าเหตุการณ์ทางฝั่งประเทศไทยในตอนปั๊ปตัดสินใจเรียนเปียโนที่อีกซีกโลกหนึ่งให้ฟังว่า “ตอนนั้นพ่อกับแม่ทำงานอยู่สิงคโปร์ พอปั๊ปโทรมาบอกว่าจะไปมอบตัวกับทางโรงเรียน เชื่อไหมแม่กับพ่อแทบจะบินไปแล้ว ถึงขนาดตั๋วเครื่องบินมีที่ว่างแค่ที่เดียวพ่อเขาก็จะบินไปคนเดียว ทิ้งแม้ไว้ที่สิงคโปร์เพื่อไปห้ามลูก แม่ก็นึกขำว่าพอตอนเขาขอเรียนทำหนังไปห้ามเขาบอกอย่าเลยมันเหนื่อย แต่หลังจากนั้นเขาก็ยอมไปเรียนการบินเสมอๆ ดู สุดท้ายจบการบิน

“ตอนแรกเราก็บอกพ่อนะว่าไม่มีใครดูแลต่อก็ไม่เป็นไร ถ้าลูกไม่อยากทำ แต่ก็รู้สึกดีนะที่เขาเลือกมารับผิดชอบทำงานตรงนี้” นอกจากจะแอบความภูมิใจในการทำงานและใช้ชีวิตอยู่เสมอ สิ่งเดียวที่แม่เป็นห่วงก็คือ เรื่องที่ปั๊ปมักจะพูดตรงๆ ตรงเกินไป จนบางทีคำพูดอาจจะเหมือนว่าไม่คิดถึงความรู้สึกคนอื่นๆ

www.vsservice.com

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load