ทันทีที่เครื่องมือนำทางแจ้งบอกว่าเรามาถึงหมุดหมายที่ตั้งโรงงานเหล็กย่านสุขสวัสดิ์ เราก็เกิดอาการประหม่าเล็กๆ เพราะนึกจินตนาการถึงภาพฉากโรงงานเหล็กสุดแข็งแกร่ง เครื่องมือเครื่องจักรใหญ่โตที่มาพร้อมเสียงดังอึกทึก

จนเจอเข้ากับรั้วโรงงานสีชมพูสดใส พร้อมการปรากฏตัวของ ปิ่น-ศรุตา เกียรติภาคภูมิ ศิลปินและนักออกแบบเจ้าของแบรนด์ PiN (พิน) หนึ่งในทายาทรุ่นสองของโรงงานเหล็กแห่งนี้

“โห เท่จัง” ปิ่นบอกกับเราในแรกพบที่เห็นว่าเป็นทีมงานผู้หญิงร่างบางกับภารกิจจัดทำบทความทายาทโรงงานเหล็ก อันที่จริงเราก็เขินที่จะเขียนถึงตัวเองแบบนี้ แต่นั่นก็เพื่อให้คุณผู้อ่านติดตามบทบรรยายย่อหน้าถัดไปได้ทัน

เราเดินตามปิ่นผ่านเขตพื้นที่เครื่องจักรใหญ่เข้าไปถึงสตูดิโอเล็กๆ ของเธอ พร้อมอุทานในใจดังๆ ว่า ‘โห เท่จัง’ ตามไปด้วยตลอดทางเดินที่เรียงรายไปด้วยผลงานจาก PiN Metal Art ทำพวกเราตื่นเต้นเหมือนอยู่โอเอซิสแกลเลอรี่อย่างไรอย่างนั้น

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

ก่อนอื่นเราอยากแนะนำให้รู้จักกับปิ่นสั้นๆ ปิ่นเป็นน้องสาวคนเล็กในจำนวน 3 พี่น้องทายาทรุ่นสองของโรงงานเหล็กผู้รับผลิตลูกล้อ บานเลื่อน กุญแจ บานสวิง อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ เธอนำเศษชิ้นส่วนจากการผลิตในโรงงานเหล่านี้มาต่อยอดเป็นผลงานศิลปะสร้างมูลค่าจากเดิมกว่าร้อยเท่า และยังกลายเป็นแบรนด์ของแต่งบ้านแบรนด์ดังที่ใครๆ ก็หลงรัก แต่ปิ่นไปไกลกว่าการแปรเปลี่ยนเศษวิเศษให้กลายเป็นงานสร้างมูลค่าและความงาม

ความพิเศษแรก ไม่เพียงการเดินสายแสดงงานดีไซน์แฟร์ระดับโลกอย่าง MAISON&OBJET ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ถึง 4 ปีซ้อน รวมถึงงานดีไซน์แฟร์ทั่วโลก ทั้งเดนมาร์ก อังกฤษ ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย PiN ยังได้รับการยอมรับทั้งจากรางวัลด้านการออกแบบระดับประเทศและอาเซียน และจากยอดออร์เดอร์มากมายทั้งในไทยและต่างประเทศ ปิ่นเล่าให้ฟังว่า “ที่ประทับใจที่สุดคือ เรามียอดสั่งซื้อกว่า 100 ชิ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ออกงานแฟร์ BIG+BIH 2012 ที่ไทย และหลังจากที่มีออร์เดอร์จากอเมริการ้อยกว่าชิ้น ปีถัดมาเขาก็สั่งอีก 300 ชิ้น ซึ่งเป็นจำนวนกว่าครึ่งคอนเทนเนอร์ ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะงานแฟร์ รางวัลที่ได้รับ และยอดสั่งซื้อต่างๆ เราดีใจมากที่ได้บอกให้โลกรู้ว่าเราคนไทยก็ไม่ด้อยไปกว่าใคร ให้ชาวต่างชาติรับรู้ว่าเรามีดีและไม่ธรรมดานะ”

ความพิเศษที่สอง เธอเชื่อในเรื่องราวชีวิตของคนในโรงงานแบบที่ป๊าของเธอเชื่อ บทสนทนาด้านล่างจึงไม่ได้คุยกับเธอในมุมของการออกแบบอย่างที่เธอเคยชิน แต่เราชวนคุยเรื่องคุณค่าขององค์ความรู้ 2 ยุคสมัยและการสืบทอดกิจการในยุคสมัยที่คนรุ่นใหม่คอยจะวิ่งหนี

เป็นครั้งแรกที่เราไม่รู้สึกหงุดหงิดใจสักนิดที่มีเสียงเครื่องจักรดังแทรกบทสนทนาระหว่างเรา ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องราวด้านล่างนี้หรือไม่ แต่เราคิดว่ามีส่วนไม่มากก็น้อย

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

ธุรกิจ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดโชติอนันต์โลหะกิจ (พ.ศ. 2528)
ประเภทธุรกิจ: โรงงานอุตสาหกรรม (เหล็ก) ผลิตฮาร์ดแวร์และชิ้นส่วนต่างๆ
อายุ: 32 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: พรพิพัฒน์ เกียรติภาคภูมิ, กรนิภา เกียรติภาคภูมิ
ทายาทรุ่นที่สอง:
ปาน-อชิร เกียรติภาคภูมิ
เปิ้ล-ปัญญดา เกียรติภาคภูมิ
ปิ่น-ศรุตา เกียรติภาคภูมิ [บริษัท พิน เมททัล อาร์ต จำกัด (พ.ศ. 2555)]

ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ในความคุ้นเคยกันอยู่ มันแฝงอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น

“ไปโรงเรียนครูชอบให้เขียนว่าที่บ้านทำงานอะไร เราก็เขียนว่ารับจ้างผลิต สมัยนั้นบ้านเรายังเป็นโรงงานปั๊มเหล็กเล็กๆ และเราก็เด็กมากๆ ไม่รู้ว่าที่บ้านทำงานอะไร จนโตมาก็ยังไม่รู้ว่าบ้านทำอะไรกันแน่” ปิ่นเล่าถึงความทรงจำสมัยยังเป็น ด.ญ. ปิ่น เมื่อต้องกรอกอาชีพผู้ปกครองในแบบสอบถามของโรงเรียน ถ้ายังจำกันได้ เราจะรู้ว่าสำหรับเด็กแล้วการระบุคำว่าธุรกิจส่วนตัวหรือค้าขายนั้น เป็นคำที่มีความหมายเข้าใจยากกว่าคำว่า ครู ตำรวจ พยาบาล

“พอโตถึงเริ่มรู้ว่าสิ่งที่ป๊าทำเรียกว่าผู้รับจ้างผลิต ถือว่าเป็นส่วนงานสำคัญในยุคอุตสาหกรรม 3.0 ที่ป๊าเริ่มจากการเป็นช่างเหล็กในโรงงาน ก่อนจะสร้างโรงงานเป็นของตัวเองและขยับขยายโรงงานมาในตำแหน่งที่ตั้งปัจจุบัน”

ปัจจุบัน โรงงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโชติอนันต์โลหะกิจยังคงเป็นผู้รับผลิตลูกล้อ บานเลื่อน กุญแจ บานสวิง อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ

แม้ความทรงจำที่มีเกี่ยวกับโรงงานของปิ่นจะไม่เด่นชัดนัก แต่เรื่องราวในอดีตไม่หายไปไหน อย่างน้อยๆ ก็ถูกบันทึกไว้ในชิ้นส่วนแห่งกาลเวลา เช่นภาพถ่ายกองโตที่ปิ่นยกมาให้เราดูตรงหน้า ทั้งยังบอกเราว่าระหว่างค้นรูปภาพเก่าเพื่อถ่ายประกอบการสัมภาษณ์นี้ เธอเจอรูปภาพเก่าๆ รูปภาพโต๊ะทำงานตัวเก่าของพ่อ บทบันทึกเรื่องราวระหว่างที่พ่อเดินทางไปดูงานเครื่องจักรที่โอซาก้า รูปถ่ายที่แม่ส่งให้พ่อไว้ดูเล่น สมุดอวยพรงานแต่งงานพ่อกับแม่ และอื่นๆ ที่ทำให้ทั้งครอบครัวพูดคุยเรื่องราวสมัยอดีตจนลืมเวลากินข้าว

“ช่วงเรียนมัธยมปลาย มีอยู่วันหนึ่งครูประจำชั้นมาเยี่ยมที่บ้านและเห็นกองเศษเหล็กวางเต็มบ้านไปหมด ครูก็พูดว่า ‘ปิ่นรู้ไหมว่าสิ่งที่ปิ่นมีอยู่มันล้ำค่ามาก’ ตอนนั้นเราเพิ่ง ม.4 เอง เรายังไม่เข้าใจอะไร เราสนใจเรื่องศิลปะและกำลังค่อยๆ เติบโตในทางนั้น และระหว่างการเรียนศิลปะเราพบจิตใจและความรู้สึกนึกคิด การถ่ายทอดและสื่อสารออกมาผ่านงานศิลปะ เรื่อยมาจนเรียนมหาวิทยาลัย”

เป็นธรรมดาที่เราจะละเลยสิ่งแสนธรรมดารอบตัวเรา และสำหรับปิ่นความธรรมดานั้นมาในรูปแบบสิ่งรบกวนจิตใจก่อนจะค่อยๆ สร้างความรู้สึกและมุมมองด้านใหม่ที่เปลี่ยนเส้นทางและการค้นหาตัวตน

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

“ก่อนหน้านี้เราไม่ชอบโรงงาน เราเกลียดโรงงานนี้ เพราะเราเจอสิ่งเหล่านี้ทุกวัน เสียงสะท้านหัวใจจากเครื่องจักรเครื่องใหญ่ มันเกลียดไปหมด ตื่นมาด้วยเสียงเครื่องจักร เราคิดแง่ลบกับโรงงานนี้เสมอ ยิ่งช่วงเรียนศิลปะในมหาวิทยาลัยเราก็ทำงานกับความโศกเศร้า ความหม่นหมอง จนช่วงปีที่ 2 มีวิชา Art Environmental ที่ว่าด้วยเรื่องเอามลภาวะมาทำงานศิลปะ ในตอนนั้นเราตีโจทย์ในใจว่ามลภาวะของเราคือบ้านของเรา เราคิดลบกับมันมากๆ จนเกิดเป็นงานชิ้นหนึ่ง

“วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ที่เงียบมาก ไม่มีเสียงเครื่องจักรเดิน มีแค่เรากับป๊าสองคนทำงานอยู่ที่ห้องพิมพ์ ตัวชิ้นงานเราประกอบจากการเอาเหล็กมาทำเป็นกล่องบ้านมีหลังคา แปะตกแต่งด้วยเศษเหล็ก แล้วใส่กล่องเสียงที่อัดเสียงเครื่องจักรทำงานพร้อมตุ๊กตาเด็ก 3 ตัวร้องไห้หาป๊าและม้าไว้ในบ้านหลังนั้น” ปิ่นอธิบายถึงงานศิลปะที่ทำร่วมกันกับพ่อ

ในวันนั้นเอง ปิ่นได้พบกับความรู้สึกใหม่ จากที่เคยคิดว่าโรงงานเหล็กที่เห็นทุกวันคือความเศร้าและหม่นหมองของชีวิต เธอพบความสุขและความรู้สึกพิเศษระหว่างที่คิดงานและสร้างชิ้นงานนี้ออกมาด้วยกันกับพ่อ “ภาวะจิตใจที่ได้ทำงานร่วมกันกับพ่อในเวลานั้นมันพิเศษมากๆ จากเดิมที่เราพยายามจะสื่อว่าสิ่งนี้คือมลภาวะ เรากลับพบความสุขที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดเราเลยนะ เราพบว่าเรามีความสุขนี่หว่า แต่ทำไมเราสื่อสารว่าสิ่งนี้ไม่ดีนะ เรามีความสุขมากที่ได้นั่งคุย ได้นั่งสร้างงาน ด้วยกันกับพ่อ”

หลังจากนั้นปิ่นก็ทำงานศิลปะเรื่อยมาจนกลับมาทำงานเพนต์บนผ้าใบแบบที่ชอบ โดยที่ปิ่นก็คิดกลับไปว่าทำไมเธอถึงชอบเพนต์งานออกมาให้มีสีเหมือนสนิม ทำไมต้องพยายามจำลองสนิมของเหล็กในขณะที่มีเหล็กอยู่เต็มบ้าน ทำไมไม่ใช้เหล็กมาทำงานศิลปะ จึงเป็นที่มาของงาน thesis ชิ้นสำคัญของชีวิต

“เป็นงาน thesis เรื่องสภาพชีวิตของคนงานในโรงงานอุตสาหกรรม ผ่านเทคนิคภาพพิมพ์ที่ใช้วิธีสกรีนภาพถ่ายคนงานลงบนแผ่นเหล็ก ถือเป็นงานที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เรารู้และสำนึกกว่าถ้าไม่มีเขาก็ไม่มีเรา

จากคนที่เคยเกลียดเสียงเครื่องจักร เปลี่ยนมาฟังเสียงของคนงาน เสียงชีวิต และลมหายใจของเรา ของคนงาน ของป๊าและม้าที่เลี้ยงเราตั้งแต่เล็กจนโต”

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

เธอ เธอทั้งนั้นที่ทำ ให้ช่วงชีวิตของฉันน่าจดจำ

“สิ่งที่เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้เพราะเห็นแบบอย่างจากป๊า มันยากมากนะ สิ่งที่เขาถือไว้ คนงานกี่ชีวิตและเบื้องหลังชีวิตของคนงานเหล่านี้อีก ป๊าบอกเลิกไม่ได้ มันเป็นชีวิตที่เชื่อมโยงกันและกันอยู่” ปิ่นบอกเราขณะเตรียมตัวถ่ายรูปพร้อมหน้าพี่น้องทั้งสาม

“เรื่องการรับสืบทอดธุรกิจ จริงๆ เราทั้งสามพี่น้องต่างก็มีแนวทางเป็นของตัวเอง พี่ชายเปิดและดูแลสาขาโรงงานป๊า พี่สาวดูแลโรงงานในส่วนของการขายและอื่นๆ เพราะจบมาตรงสายงาน เรียนปริญญาตรีวิศวกรรมอุตสาหการและปริญญาโทการจัดการ จะมีก็แต่เราที่แยกออกมาแนวทางนี้”

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

เราถามปิ่นถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักเรียนศิลปะอนาคตไกลเลือกทำงานกับที่บ้าน ปิ่นบอกเราว่าต้องขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจัง

“ย้อนกลับไปช่วงปี 3 เพื่อนที่สนิทก็เริ่มถามถึงแผนหลังเรียนจบ ตอนนั้นเราได้แต่บอกไปว่าคงกลับไปช่วยงานที่บ้าน แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อนก็พูดให้สติเราว่าถ้ากลับไปช่วยงานที่บ้านแต่ไม่ได้ทำอะไรที่พัฒนางานของบ้านให้ดีขึ้นแล้วจะมาเรียนศิลปะทำไม” เป็นจุดเริ่มต้นให้ปิ่นค้นหาทางตรงกลางระหว่างงานศิลปะและกิจการโรงงานเหล็กของป๊า

“’คุณค่า ความงาม และความหมาย’ ศิลปะสอนให้เรามองสิ่งต่างๆ ให้ลึกลงไปได้มากกว่าที่สิ่งนั้นเป็น เรามองเห็นความงามของเศษเหล็กที่โรงงานเตรียมขายทิ้ง มองหาความหมายที่อยู่ภายใต้ความรู้สึกของคนงานระหว่างกดปั๊มเหล็ก ตั้งคำถามกับช่องว่างระหว่างเศษเหล็ก แล้วเราก็พบสิ่งนั้นจากเครื่องจักรทุกตัวของที่บ้าน เราพบความคิดสร้างสรรค์จากองค์ความรู้เกี่ยวกับศิลปะที่ร่ำเรียนมา”

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

Make Good Old Things New

ไม่มีเศษ ไม่มีส่วน เพราะเศษชิ้นส่วนทุกชิ้นเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ดำเนินอยู่ในโรงงาน

“เศษวิเศษ สิ่งเหล่านี้มันต้องพิเศษมากกว่าที่เป็น สิ่งที่เคยถูกเหยียบย่ำมาตลอดเราต้องยกขึ้นมาให้สูงขึ้นให้ได้

“ป๊า ปิ่นขอเศษเหล็กและคนงาน 1 คน” นี่คือคำขอเดียวที่ปิ่นขอจากพ่อในวันที่เธอเริ่มต้น PiN Metal Art Studio สินค้าของแบรนด์ PiN (พิน) เริ่มต้นเล็กๆ จากเชิงเทียนและนาฬิกา ก่อนจะกลายเป็นโคมไฟ โต๊ะ ประติมากรรมตั้งพื้นและประดับผนัง ซึ่งทุกชิ้นงานผ่านการเชื่อมต่ออย่างประณีตจากช่าง

“PiN (พิน) คือหมุดเหล็กชิ้นเล็กๆ ที่ต่อประกอบขึ้นมากลายเป็นสินค้าใหม่ กลายเป็นของตกแต่งบ้าน เป็นชิ้นงานศิลปะ เป็น the creative item ที่มาจากเศษเหล็กในโรงงานของป๊าที่มีอยู่มากมายและหลากหลายแพตเทิร์น ทั้งยังมีความพิเศษเพราะสามารถดัดสร้างได้ด้วยมือ และมีความเป็นไปได้ที่จะทำลวดลายสวยงามเฉพาะ งานเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจโรงงานมากขึ้น และรับรู้ความยากลำบากที่ป๊าสร้างทุกอย่างขึ้นมา ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องทำให้ได้ เราต้องทำให้งานของเรามีส่วนในการหล่อเลี้ยงโรงงานนี้”

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

ปิ่นเล่าว่าเธอพิสูจน์ตัวเองกับพ่อ ด้วยการแสดงความตั้งใจที่จะทำให้เกิดผลผลิตจากเศษเหล็กจริงๆ ให้ได้ และคอยรายงานความคืบหน้ากับพ่ออยู่เสมอ

“เราอยากแบ่งเบาภาระของโรงงานด้วยแนวทางของตัวเอง เป็นทางของเราที่เขายอมรับและสามารถเกื้อหนุนกันและกันได้ ตั้งโจทย์ของตัวเองและต้องทำให้ได้ ในเมื่อไม่รู้เรื่องธุรกิจก็ไปลงสมัครเข้าอบรมกับสถาบันและหน่วยงานส่งเสริมการค้าขององค์กรต่างๆ แต่ในที่สุดคนที่จะให้ความรู้เรื่องธุรกิจเราได้ดีที่สุดก็คือคนใกล้ตัวอย่างป๊านี่เอง”

เราถามถึงผลงานชิ้นพิสูจน์ตัวเองที่เธอประทับใจ เธอก็รีบชี้มือไปที่รูปต้นคริสต์มาสต้นยักษ์ใหญ่ที่ติดอยู่ที่โต๊ะทำงานพร้อมชวนให้เราตื่นเต้นตามไปด้วยว่า “ต้นคริสต์มาสที่หน้าสยามดิสคัฟเวอรี่ ปี 2013 เป็นงานที่ป๊ากับม้าตื่นเต้นกันมากๆ เราเป็นผู้หญิงที่รับงานเหล็กขนาดใหญ่ ที่สำคัญคือเรื่องโครงสร้างที่มีวิศวกรมาเกี่ยวข้องซึ่งได้ลูกชายของเพื่อนป๊ามาช่วย เป็นความรู้สึกที่ดีมากที่รุ่นพ่อโทรคุยกับรุ่นพ่อให้รุ่นลูกรู้จักและช่วยเหลือกัน”

New Life of Waste, New Life of Welder

นอกจากเศษเหล็กจะมีชีวิตใหม่แล้ว คนที่ทำก็ต้องมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นด้วย

“ทุกวันนี้มูลค่าของชิ้นงานจาก PiN สูงกว่าเหล็กที่ป๊าขายอีกหลายเท่า น้ำหนักของเศษเหล็กกิโลกรัมละ 15 บาท เราแปลงเปลี่ยนเป็นกระจกสวยมูลค่ากว่า 6,000 บาท ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไปคือประสบการณ์คนดูนะ ถ้าไม่บอกว่าเป็นเศษเหล็กคนก็คงไม่รู้ว่าเป็นเศษเหล็ก ทุกคนคิดว่าเป็นแพตเทิร์น ความตั้งใจจริงของเราก็คือ เราอยากเปลี่ยนการรับรู้ของคน ว่าเหล่านี้ไม่ใช่เศษแต่เป็นลูกไม้เหล็กที่เรานำมาร้อยเรียงใหม่”

ปิ่นบอกเราว่าสิ่งที่เธอทำคือ new life of waste และสิ่งสำคัญต่อไปคือ new life of welder เพื่อทำให้ช่างเชื่อมมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นด้วย

“เราเรียนรู้จากการสังเกตระบบการทำงานแบบเก่าจากป๊า หรืออุตสาหกรรมแบบ 3.0 นั่นคือ ลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุดและขายให้ได้จำนวนมากที่สุดถึงจะได้เงินจำนวนมาก แต่ของเราไม่ใช่แบบนั้น เราทำน้อยแต่เราได้มาก เราเอาเศษเหล็กจำนวนหนึ่งกับคนงานเพียงไม่กี่คนสร้างสรรค์งานที่สร้างมูลค่าขนาดใหญ่เทียบเท่ากับที่ป๊าทำมาทั้งหมด สำคัญที่สุดคือ สิ่งที่ป๊าทำก็ยังต้องมีอยู่เพื่อคนที่อยู่

“สิ่งที่คิดต่อมาคือ แล้วเราจะทำอย่างจะเปลี่ยนงานเชื่อมที่อาศัยแรงงานมีฝีมือมาเป็นงานประกอบเพื่อให้คนงานในโรงงานสามารถช่วยเราทำงานนี้ได้ด้วย ในอนาคตอาจจะผลิตงานทั้งจากเศษเหล็กและเหล็กที่เกิดจากการปั๊มในโรงงานด้วย” ปิ่นเล่าความตั้งใจต่อไปพร้อมกับเดินนำเราไปดูต้นแบบผลงานชิ้นใหม่ ซึ่งแม้เราจะนึกภาพตามแบบที่เสร็จสมบูรณ์แล้วไม่ออก เราก็ยังคงตื่นเต้นอยู่ดีกับการคิดค้นวิธีใช้เทคนิคประกอบชิ้นส่วนเพื่อให้พนักงานทุกคนในโรงงานมีส่วนร่วมสร้างสรรค์งานชิ้นนี้ไปด้วยกัน

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

“ความมุ่งหวังของเราคืออยากให้คนงานภูมิใจในสิ่งที่ทำ ไม่ใช่นั่งเบื่อกับสิ่งที่เห็นอยู่ทุกวัน”

สิ่งที่ปิ่นทำอยู่เธอบอกว่าเป็นเรื่องการเอาชนะตัวเอง “เราเคยถามป๊าว่า ป๊าไม่เหนื่อยบ้างหรอ ป๊าตอบว่า ปิ่นก็ดูในหลวงสิลูก ท่านทรงงานหนักกว่าเราขนาดไหน ท่านยังไม่เหนื่อยเลย ป๊าพูดถึงในหลวงให้เราฟังเสมอ และอีกเรื่องที่ป๊าสอนก็คือให้เราเห็นคุณค่าของคน ป๊าบอกเสมอว่าถ้าไม่มีพวกเขาก็ไม่มีเรา

“สำหรับคนที่ไม่เข้าใจกันและกัน การเชื่อมต่อระหว่างรุ่นหนึ่งและรุ่นสองอาจจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ก็อยากให้ดื้ออย่างมีเหตุผลมากกว่า เราตอบคำถามพ่อกับแม่ได้หรือเปล่า และตอบคำถามตัวเองเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำต่อไปได้แค่ไหน ไม่จำเป็นว่าคุณจะรับช่วงต่อกิจการที่บ้านหรือไม่ เพียงแค่คุณตอบตัวเองให้ได้ว่าสิ่งที่ทำอยู่สร้างความสุขแก่ตัวเอง แก่พ่อและแม่ จริงไหม ถ้าหากไม่มีความสุข ให้ฝืนก็คงยาก” ปิ่นทิ้งท้ายก่อนจะออกไปตามป๊าผู้รอคอยการสัมภาษณ์ลำดับต่อไปอยู่ห่างๆ

สำหรับโรงงานและสตูดิโอแห่งนี้ ไม่เพียงปิ่นและพี่ๆ ทั้งสองจะร่วมมีส่วนในการชุบชีวิตเศษชิ้นส่วน ยังช่วยกันเชื่อมร้อยชีวิตผู้คนในโรงงานของป๊า สร้างมูลค่าและคุณค่าของชีวิตทุกคนเข้าด้วยกัน

และสำหรับเรา คนที่อยู่ห่างไกล อย่างน้อยวันนี้เสียงสะท้อนของเครื่องจักรใหญ่ในโรงงานที่เราได้ยินก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

PiN
Website: www.pinmetalart.com/
Facebook: Pin Metal Art
ภาพ: PiN Metal Art

ห้างหุ้นส่วนจำกัดโชติอนันต์โลหะกิจ พ.ศ. 2528

เพื่อพัฒนาระดับความสนิทสนมจากการใช้เวลา 2 ชั่วโมงนี้ร่วมกัน เราถือโอกาสเรียกคุณพ่อของปิ่นว่า ‘ป๊า’ ตามอย่างเธอด้วย

ป๊าเล่าชีวิตการทำงานที่เริ่มตั้งแต่อายุ 14 ปี จากค่าแรงวันละ 3 บาท และบางวันยอมแลกแรงงานกับข้าวต้มมื้อเดียวเพื่อเรียนรู้วิชา หาประสบการณ์จากโรงงานเหล็กดัด แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือระดับชั้นสูงมากนัก ป๊าก็เล่าให้ฟังว่าเรียนรู้ลักจำสูตรหาพื้นที่วงกลม 2πr มาจากการทำงานในโรงงานถังน้ำมันรถไฟ “จดไว้เป็นไดอารี่เลยนะ” ป๊าบอกเรา

ด้วยพื้นที่จำกัด เราจึงไม่อาจเล่าเรื่องราวของป๊าโดยละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบได้ จึงอยากจะให้คุณนึกภาพตามคำอธิบายของเราถึงพระเอกหนุ่มลูกคนจีนผู้สู้ชีวิต คนที่ไม่เคยเกี่ยงงาน ขยันและมีความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอ ทำงานไปพร้อมๆ กับเรียนรู้วิชาจากโรงงานเหล็กทั้งเล็กและใหญ่จนวันหนึ่งเติบโตมีกิจการเป็นของตัวเอง มีครอบครัวที่อบอุ่น ใช่แล้ว เรื่องราวของป๊าเรียบง่ายตามผลลัพธ์ของความทุ่มเทที่ถูกต้อง

“ด้วยความคิดในใจตั้งแต่เด็กว่าเราต้องทำได้ เราต้องมีโรงงานให้ได้”

ป๊าบอกสูตรลับความมุ่งมั่นแก่เราว่าให้มีความมุ่งมั่นและอย่าท้อ ตั้งใจทำสิ่งที่เราชอบทำและทำออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง

“การทำงานของป๊า ป๊าไม่ได้คิดว่าจะหยุดอยู่แค่ตรงนี้ หรือหยุดอยู่แค่การส่งต่อให้ลูกๆ ทำนะ เราก็ยังต้องดำเนินต่อไป ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อยนะ แต่คนที่เหนื่อยเยอะกว่าเราก็มี” ป๊าส่งพลังงานให้แก่เรา ก่อนจะทิ้งท้ายถึงความรู้สึกที่มีต่องานของปิ่นและแอบป้องปากชวนให้เรามาฟังเรื่องราวโรงงานเหล็กต่อในคราวหน้า

“ปิ่นเอาเศษเหล็กป๊าไปทำ ป๊าก็ว่าดี แต่ป๊าจะบอกเสมอว่าต้องพัฒนาอีก ทำให้ดีกว่านี้ยิ่งขึ้นไปอีก ป๊าคิดแค่ว่าถ้าเขาอยากทำ ให้เขาได้ลองทำไปเลย ทำให้ดีที่สุด”

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์

ประเภทธุรกิจ :  ธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบวงจร

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2514

อายุ : 51 ปี

ผู้ก่อตั้ง : คุณอารินทร์ อัจฉริยสุชา

ทายาทรุ่นสอง : คุณสุชานันท์ อัจฉริยสุชา

โครม! เสียงดังกระหน่ำจากการเขวี้ยงเครื่องกรอฟันดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว…

“ออกไปเลย! อย่ากลับมาเหยียบที่นี่อีก!” ลูกค้ารายหนึ่งกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด หลังจากที่ทายาทรุ่นสองของกลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ ผู้ปลอมตัวไปเป็นเซลล์แค่แนะนำตัวอย่างสุภาพว่า เป็นเซลล์คนใหม่ที่จะมาดูแล หลังเริ่มเข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านได้เพียงไม่กี่เดือน

ฟังดูแล้ว บริษัทแห่งนี้คงอยู่ในวิกฤตครั้งใหญ่ไม่ผิดแน่ ทว่าในวันนี้กลับเติบโตเป็นธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้รับความไว้วางใจและการยอมรับอย่างกว้างขวาง จากโรงพยาบาล ร้านค้า ไปจนถึงผู้บริโภคปลายน้ำ อีกทั้งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการนำเข้าและจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียวของแบรนด์ดัง อย่างเครื่องวัดความดัน Citizen ด้ามกรอฟันที่ทันตแพทย์แทบทุกคนต้องรู้จัก อย่าง NSK-Nakanishi แปรงสีฟันจากญี่ปุ่นแบรนด์ Dentalpro หรือแม้กระทั่งการสร้างแบรนด์ของตัวเอง อย่าง Furano เครื่องล้างและเม็ดฟู่แช่รีเทนเนอร์

โบว์-สุชานันท์ อัจฉริยสุชา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ คือทายาทรุ่นสองผู้เข้ามาสานต่อธุรกิจแห่งนี้จนได้รับรางวัลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรางวัล SME ดีเด่นและสุดยอด SME แห่งชาติจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) หรือรางวัลบุคคลตัวอย่างในภาคธุรกิจการแพทย์แห่งปี 2020 จากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (มสวท.)

ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร

เราตกใจไม่น้อยตอนที่ได้ยินเรื่องราวของโบว์ว่าถูกลูกค้าปาของใส่และไล่ แต่เป็นที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าว่า ทายาทคนนี้ทำอย่างไร ถึงกอบกู้ความเชื่อมั่นจากคู่ค้าและทำให้เติบโตถึงปัจจุบันได้ภายในระยะเวลาเพียง 9 ปี แถมยังเปิด House Brand ที่กลายมาเป็นที่นิยมในตลาดอย่างรวดเร็ว

ขอเชิญทุกท่านมาล้อมวงฟังเรื่องราวการสานต่อธุรกิจของครอบครัวนี้กันเลย

จุดเริ่มต้นแห่งคำสัญญา

กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ เริ่มต้นจาก คุณพ่ออารินทร์ อัจฉริยสุชา ในสมัยนั้น ตระกูลของคุณพ่อประกอบธุรกิจร้านขายยาเล็ก ๆ ตามประสาคนไทยเชื้อสายจีน ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่ด้วยความตั้งใจจริง ทำให้คุณพ่อได้เป็น 1 ใน 5 คนจากหลายร้อย ผู้สามารถสอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ได้ไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจทั้งปริญญาตรีและปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย Hitotsubashi

ในระยะเวลากว่า 8 ปีที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อได้เห็นและซึมซับมาคือ ‘คุณภาพ’

ด้วยจุดเด่นที่พูดได้ถึง 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีนแมนดาริน จีนแต้จิ๋ว และญี่ปุ่น ประกอบกับได้เห็นความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและคุณภาพของผลิตภัณฑ์สัญชาติญี่ปุ่นในยุคนั้น เขาจึงเกิดความตั้งใจว่าอยากให้คนไทยได้ใช้สินค้าดี ๆ แบบนั้นบ้าง และเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจตัวกลางทางการค้าระหว่างบริษัทญี่ปุ่นและบริษัทไทย

“คุณพ่อพูดกรอกหูเราเสมอว่า โบว์ รู้ไหม เวลาทำธุรกิจ มันไม่ใช่แค่ธุรกิจนะ การที่เรานำของที่มีคุณภาพมาให้เขาใช้ ทำให้สุขภาพเขาดีขึ้น คือการสร้างบุญสร้างกุศล” 

และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของคำมั่นสัญญาที่จะส่งมอบสุขภาพที่ดีให้กับผู้บริโภคและสังคมไทย เป็นปรัชญาที่กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ ยึดถือมาตลอด 51 ปีที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน

ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร

สัญญาที่ต้องสานต่อ

ณ ตอนนั้น บริษัทเริ่มต้นจากห้องพักของคุณอารินทร์ มีสินค้าตัวแรกคือ จุกยางปิดขวดยาฉีดสำหรับโรงงานน้ำเกลือ และค่อย ๆ ขยายประเภทสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมาเรื่อย ๆ

จากธุรกิจเล็กๆ เอ็มมีเน้นซ์ค่อย ๆ เติบโตขึ้นพร้อม ๆ กับลูกสาวคนโตของคุณอารินทร์ โบว์ในวัยเด็กมีสำนักงานแห่งนี้เป็นที่วิ่งเล่น บางวันก็ได้ช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ จนกลายเป็นความผูกพัน

เธอตัดสินใจเรียนต่อสาขาการตลาด ส่วนหนึ่งเพราะมองว่าเป็นสาขาที่ตรงกับตัวเองมากที่สุด อีกส่วนเป็นเพราะความผูกพันที่ทำให้เธอตั้งเป้าหมายว่า สักวันหนึ่ง อยากจะกลับมาสานต่อธุรกิจของที่บ้าน 

ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร
ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร

แม้ว่านั่นจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเธอ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้นก็ไม่ได้ตรงกับแผนที่วางไว้สักทีเดียว

“ความฝันตอนที่ยังเป็นนิสิต คืออยากทำงานกับบริษัทระดับโลกอย่าง Disney หรือ Coca-Cola เรื่องเงินเป็นเรื่องรอง เราต้องการเรียนรู้ว่าองค์กรแบบนี้ เขาทำงานกันยังไง มีอะไรที่เป็นความลับซ่อนอยู่ ถ้าเราเข้าใจตรงนั้น ถึงเวลาค่อยมาทำเงินก็ไม่สาย

“เรากลับมาช่วยธุรกิจที่บ้านตอนอายุ 25 ตอนนั้นคุณพ่ออายุ 73 ปี คุณแม่ 61 ปี และด้วยความที่เราเป็นลูกคนโต คุณพ่อคุณแม่จะพูดเสมอว่า อยากให้รีบกลับมาช่วยที่บ้านให้เร็วที่สุด เพราะนับวันเขาก็อายุมากขึ้น วิธีการทำธุรกิจในอดีต บางครั้งอาจทำให้เกิดรอยรั่ว ดูแลระบบได้ไม่ทั่วถึง เลยเหมือนเป็นไฟลต์บังคับ ที่ต้องมาช่วยงานทันที”

ทำไมไม่จ้างมืออาชีพมาบริหารแทนแล้วถือหุ้นอย่างเดียว – เราถามด้วยความสงสัย ว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เธอต้องละทิ้งความฝันที่จะทำงานในบริษัทอื่นอย่างเร่งด่วน และคำตอบก็คือ ‘คำมั่นสัญญาแห่งสุขภาพ’

“ธุรกิจนี้คือสิ่งที่ทำให้เรามีทุกวันนี้ ธุรกิจนี้เป็นเสมือนลูกคนหนึ่งของคุณพ่อคุณแม่ เขาหวงแหน มันมีคุณค่ามาก ๆ ที่เราต้องมาทำเอง ทำไมเราถึงไม่จ้างมืออาชีพเข้ามาบริหารแทน เพราะเชื่อว่าถ้ายังไม่เข้าใจบริบทของธุรกิจ แล้วเราจะจ้างมืออาชีพที่ตอบโจทย์ได้อย่างไร”

เธอตัดสินใจกลับมาทำงานที่บ้าน เพราะรู้ว่าตัวเองโชคดีที่มีธุรกิจครอบครัวให้สานต่อ ซึ่งเป็นทางลัดให้เธอเรียนรู้ทุกอย่างในเวลาอันสั้น ได้ลองทำทุกหน้าที่ ได้ทำงานกับทุกคน และเรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว จนในวันนี้เอ็มมีเน้นซ์กลายเป็นบริษัทที่เน้นผลิตภัณฑ์เครื่องมือทางการแพทย์และสุขภาพอย่างเต็มตัว มีพนักงานกว่า 130 คน

ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร

ตรวจสอบสัญญา

เมื่อต้องเรียนรู้ขั้นตอนต่าง ๆ ในบริษัทด้วยตัวเอง ทำให้โบว์ค้นพบปัญหาที่ถูกซ่อนเอาไว้

“ช่วงแรกที่เข้ามาช่วย ไม่ได้คิดว่าจะหนักหน่วงขนาดนี้ พบปัญหาการทุจริต ความไม่โปร่งใสในหลายจุด ผู้จัดการที่คุมการขายหลักเกือบทั้งหมดในบริษัท มีการเอื้อประโยชน์กับลูกน้องบางกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ใครที่ไม่ใช่พวกก็จะบีบออก”

เธอจึงตัดสินใจเริ่มต้นเส้นทางสืบทอดกิจการนี้ด้วยตำแหน่งเซลล์ เพราะเชื่อว่าตำแหน่งนี้จะทำให้ใกล้ชิดลูกค้ามากที่สุด ได้ลงพื้นที่ไปพบลูกค้าด้วยตัวเอง จะได้ทราบถึงปัญหาที่แท้จริง และพบว่าแท้จริงแล้วชื่อเสียงของบริษัทในตลาดกลับไม่ดีเอาเสียเลย 

“พนักงานไม่รักษาคำพูดที่ให้กับลูกค้า ทิ้งงาน จนลูกค้าขาดความเชื่อมั่น หยุดการสั่งซื้อ” และโกรธบริษัทมากจนถึงขั้นปาของใส่อย่างที่เล่าไปตอนต้น

แต่โบว์ไม่ยอมแพ้ แม้ว่าจะโดนไล่ไม่ให้กลับมาเหยียบที่นั่นอีก วันถัดมาโบว์ยังกลับไปหาลูกค้าคนเดิมเพราะต้องทำให้เขาเห็นว่า บริษัทตั้งใจอยากดูแลเขาจริง ๆ

“สุดท้ายเขาก็ยอมคุยด้วยและระบายปัญหาที่เกิดขึ้นให้ฟัง ปัญหาทั้งหมดเกิดจาก 2 เรื่องหลัก ๆ คือระบบและคน 

“เราไม่มีระบบการทำงานที่ดีพอ เน้นใช้หลักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน ไม่มีการตรวจสอบที่รัดกุม ไม่มีคนที่เป็นหลักและไว้วางใจได้ การทำงานยังเป็นรูปแบบบริหารแบบเถ้าแก่เป็นศูนย์รวม (Centralized) ไม่ใช่การทำงานแบบทีม เป็นการพึ่งพิงกับตัวบุคคลเพียงไม่กี่คน ดังนั้น ภารกิจนี้จึงไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เริ่มจากติดลบเลยก็ว่าได้ เพราะต้องกอบกู้ความเชื่อมั่นของลูกค้ากลับมาด้วย”

โบว์จึงเริ่มต้นด้วยการยกเครื่องกระบวนการทำงานของบริษัทใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการตัดเนื้อร้ายที่ทุจริตออกไป ปรับโฟกัสผลิตภัณฑ์โดยตัดสินค้าที่ไม่ใช่จุดแข็งและฉีกจากทิศทางของบริษัทออกไป จนกระทั่งปรับเปลี่ยนการทำงานให้เกิดการกระจายอำนาจ (Decentralized) มากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้

ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร
ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร

เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน วิธีเปลี่ยน แต่สัญญาไม่เปลี่ยน

“หลังจากนั้น เราก็สร้างทีมใหม่ที่แข็งแกร่งขึ้นมา โดยคัดเลือกคนที่ไว้วางใจได้ และสรรหาคนที่ใช่ในตำแหน่งที่ใช่ เพราะธุรกิจต้องขยับขยาย ไม่มีทางที่เราจะมองได้รอบและทำงานได้ทันกับสถานการณ์ในยุคปัจจุบัน รวมถึงการทำงานลักษณะนี้ ไม่ได้เป็นการฝึกให้พนักงานกล้าคิดกล้าทำเลย เราจึงปรับรูปแบบการทำงานเป็นแบบ Decentralized ให้อำนาจการบริหารและตัดสินใจกับแต่ละหน่วยงาน โดยที่เราเป็นคนกำหนดทิศทาง”

ระบบที่โบว์สร้างขึ้นมาแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือฝั่ง Front Line ประกอบไปด้วย 6 ทีม ได้แก่ ทีม Business Strategy, ทีม Business Development, ทีม Marketing, ทีม Sales, ทีม Product Specialist และทีม Service Engineer ทั้ง 6 ทีมนี้คอยเติมเต็มในส่วนที่บริษัทขาดในยุคก่อนหน้า เช่น การสรรหาคู่ค้าเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ครบวงจร การคิดกลยุทธ์ การหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดเป็นต้น

อีกส่วนคือฝั่ง Back Office ผู้ช่วยสนับสนุนทีม Front Line ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำระบบและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เข้ามาเพื่อจัดการข้อมูลให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น

ทีมต่าง ๆ เหล่านี้ผสมผสานไปด้วยพนักงานทั้งรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์และรุ่นใหม่ที่มีไฟ ทำให้เกิดการเติมเต็มซึ่งกันและกัน

การปรับปรุงระบบเช่นนี้ทำให้ทุกทีมประสานงานและร่วมมือกันได้ดียิ่งขึ้น และมองเห็นเป้าหมายในการเติบโตไปพร้อม ๆ กัน จนเกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ภายในบริษัท

ยกตัวอย่างเช่น ทีม Front Line ที่พยายามสรรหา Solution ใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภคอยู่เสมอ ก่อนพัฒนาเป็นนโยบายที่ทำให้กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ก้าวออกมาจากหลังม่าน เพื่อทำสินค้า House Brand ของตัวเอง อย่างการทำ Furano แบรนด์เครื่องล้างและเม็ดฟู่สำหรับแช่รีเทนเนอร์ ไปจนถึงการขยายช่องทางการขายให้ครอบคลุมทั้งในออฟไลน์และออนไลน์

พัฒนาคำมั่นสัญญา

เมื่อวิธีการทำงานภายในองค์กรเป็นระบบแล้ว โบว์ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เธอเริ่มค่อย ๆ ขยายโมเดลธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับกลุ่มบริษัท ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย และพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

“หลังสร้าง House Brand ขั้นตอนต่อไปคือทำสัญญาความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาและผลิตนวัตกรรมทางการแพทย์ จากยุคคุณพ่อที่เราเป็นเพียงตัวกลาง ตอนนี้เรามี House Brand ของตัวเอง และขั้นตอนต่อไป เราจะมีนวัตกรรมของตัวเอง

“เรากำลังจะทำตึกใหม่ที่เป็น Experience Center เพราะมองว่าการที่ลูกค้าเลือกสินค้าจากแคตตาล็อก เขาไม่ได้ประสบการณ์ และเครื่องมือแพทย์ เช่น เครื่องช่วยหายใจมีมูลค่าสูง การจะตัดสินใจได้ต้องได้มาลองก่อนถึงจะมีความเชื่อมั่น 

“Experience Center จะเป็นพื้นที่ที่ลูกค้าได้มาลอง และมองออกเลยว่าผลิตภัณฑ์นี้จะเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ผู้คนได้อย่างไร”

ไม่เพียงเท่านี้ สินค้าที่ดีต้องมาพร้อมความรู้ที่เหมาะสม การทำ Knowledge Management ภายในองค์กร จึงเป็นเรื่องที่เธอให้ความสำคัญอีกเช่นกัน

“ปัจจุบัน เรามี Session ให้ได้แชร์กันในที่ประชุม มีเวทีมอบรางวัลด้านต่าง ๆ และการอบรมภายใน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนต่อยอดความรู้ และแปลงไปสู่ความรู้ที่จับต้องได้ โดยทุกคนที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงความรู้ เพื่อมาแลกเปลี่ยน แบ่งปัน และนำไปสู่การปฏิบัติ”

การนำเทคโนโลยีมาสร้างระบบบริหารจัดการองค์ความรู้และ Database จะทำให้บริษัทถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ที่พนักงานคนหนึ่งสะสมมาไปยังพนักงานคนอื่นและบุคลากรรุ่นต่อ ๆ ไปได้

ดูแลสัญญา

เมื่อบริษัทมีระบบที่มั่นคงและพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้แล้ว การกลับมาดูแลพนักงาน ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการรักษาสัญญาทั้งหมดนี้คือสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะหากบริษัทดูแลพนักงานไม่ดี การส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ไปสู่คู่ค้าและลูกค้าก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

“เราสร้างความสุขให้กับพนักงานผ่านบรรยากาศและสภาพแวดล้อมให้น่าทำงาน เราเป็นองค์กรด้านการแพทย์ที่มุ่งเน้นสุขภาพ จึงต้องเริ่มจากคนของตัวเองก่อน 

“เรามี Health Station ให้พนักงานจดบันทึกสุขภาพตัวเอง มีสมุดสุขภาพประจำตัวให้กับพนักงานแต่ละคนไว้เช็กค่าความดัน น้ำหนัก มีการเต้นออกกำลังกายสั้น ๆ ตอนบ่าย 3 โมง เพื่อแก้ Office Syndrome มีการจัด Sport Day เพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกายทุกคนให้แข็งแรง เป็นต้น”

นอกจากดูแลพนักงานให้ดีแล้ว โบว์ยังเพิ่มผลประโยชน์อื่น ๆ ให้พนักงาน เช่น มอบรางวัลให้พนักงานที่มีผลงานดีหรืออยู่กับองค์กรมานาน ไปจนถึงการริเริ่มสิ่งที่เรียกว่า Quick Win Project และ CSR ซึ่งเปิดโอกาสและสนับสนุนให้พนักงานได้แสดงศักยภาพที่ตนเองมีอยู่ออกมาเพื่อพัฒนาองค์กร และเป็นกิจกรรมที่ผู้บริหารจะได้ฟังเสียงจากพนักงานอย่างตรงไปตรงมา

โปรเจกต์ที่ชนะเลิศในปีที่ผ่านมา คือโครงการของแผนกบัญชีการเงิน ชื่อว่า ‘ปลาทูโปรเจกต์’

“ตอนแรกเราก็งงว่าปลาทูโปรเจกต์คืออะไร ทำไมถึงตั้งชื่อแบบนี้ เขาบอกว่าทีมบัญชีการเงินได้รับฟีดแบ็กจากเพื่อนร่วมงานว่าเป็นปลาทู คือ หน้างอ คอหัก เขาเลยบอกว่าโปรเจกต์ Quick Win ของเขาก็คือการทำให้ทีมไม่เป็นปลาทู โดยเสริมสร้าง Service Mind ให้คนในทีม ทำวิดีโอว่าเวลามีคนมาติดต่อทีมของเขา เขาควรมีปฏิสัมพันธ์ยังไง ส่งยิ้มยังไง เป็นต้น”

ส่วนตัวอย่าง CSR ที่เกิดขึ้นจริงจากโครงการนี้ เช่น การบริจาคและสนับสนุนเครื่องมือทางการแพทย์ให้กับองค์กรต่าง ๆ อย่างบ้านพักคนชรา พร้อมบริการตรวจเช็กสุขภาพ และถ่ายทอดองค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพให้พวกเขาเหล่านั้นด้วยเพื่อสร้างอิมแพคในระยะยาว

สัญญาที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

โบว์ยังเชื่อมั่นว่าการทำให้กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ มีโซลูชันครบวงจร และเป็น Top of Mind ของลูกค้าได้ คือการรักษาสัญญาที่จะส่งมอบสุขภาพที่ดีให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกันที่ทำให้เธอกอบกู้ชื่อเสียงของธุรกิจ และผลักดันให้เติบโตมาได้ในเวลาเพียง 9 ปี

สิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจของทายาทรุ่นสองคนนี้ คือ การรู้จักตัวเอง รู้จักการพัฒนาตัวเอง และมีการเรียนรู้อยู่เสมอ พร้อมยอมรับที่จะปรับปรุงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพราะผู้นำที่ดีต้อง Kind but firm แข็งแกร่งแต่ไม่แข็งกร้าว ขณะเดียวกันก็ต้องมีการวางแผนที่แน่ชัดเหมือนเข็มทิศ คอยนำทัพไม่ให้หลงทาง

เธอทิ้งท้ายว่าการได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ เหล่านี้ แม้ว่าจะมีความผิดพลาดบ้าง แต่ความผิดพลาดนั้นเป็นบทเรียนสำคัญ ที่ทำให้เธอไม่พลาดเหมือนในอดีต “อย่างน้อยเราก็ได้ลองทำดูและรู้ว่ามันไม่ใช่ มากกว่าการที่ยังไม่ได้เริ่มทำ”

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load