ก่อนหน้านี้เวลาพูดถึงคำว่า มรดก ผมมักนึกถึงเงินทอง ที่ดิน และทรัพย์สินอื่นๆ

แต่จากการพูดคุยกับ ตี๋-นภัทร เลิศเสาวภาคย์ และ พึ่ง-ณัฐพร เทพรัตน์ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อแปลกหูอย่าง ร้านยี่สับหลก ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าสิ่งมีค่าที่ตกทอดมาจากคนรุ่นก่อนเป็นอะไรได้มากนั้น

ตอนที่มาถึงร้าน ผมเห็นตัวอักษรภาษาอังกฤษทำด้วยอะคริลิกเรียงตัวกันบนผนังร้านอ่านได้ว่า ‘ON THE LEGACY OF NAI SOIE BRAISED BEEF’

ป้ายอะคริลิก

สูตรน้ำแกง ความแรงของไฟ เวลาที่ใช้ในการต้ม ประสบการณ์ที่เพาะบ่มยามยืนหน้าเตา เหล่านี้คือสิ่งที่ตี๋ซึ่งเป็นทายาทของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังย่านถนนพระอาทิตย์อย่าง ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ยได้รับตกทอดจากพ่อและแม่

ฟังเผินๆ เหมือนไม่มีอะไรยาก ก็แค่หาทำเลเหมาะๆ แต่งร้านสวยๆ แล้วเอาสูตรก๋วยเตี๋ยวที่ได้รับมาทำขายใครๆ ก็ทำได้

ไม่มีอะไรง่ายหรอก” ตี๋เอ่ยประโยคนี้ในบทสนทนา คล้ายกับเขารู้ว่าคนอื่นคิดอะไร

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเดินทางมาเยือนร้านของเขาที่อยู่ตรงแยกสี่กั๊กพระยาศรี แต่ต่างกันตรงที่เขาไม่ได้ยืนอยู่หน้าเตาอย่างเช่นทุกครั้ง เมื่อได้นั่งคุยกันทำให้ผมรู้ว่าเรื่องราวเบื้องหลังกว่าจะกลายมาเป็นร้านที่เรานั่งอยู่มันไม่ได้ราบรื่นนัก แต่เรื่องราวเหล่านั้นก็ทำให้อาหารจานต่างๆ ของร้านนี้ที่ผมเคยกินมีความพิเศษขึ้นมา

นั่นคือนอกจากทำให้อิ่มท้องแล้วมันยังพาให้อิ่มใจ

ธุรกิจ : ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย
ประเภทธุรกิจ : ร้านก๋วยเตี๋ยว
อายุ : 41 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง
: วรพล วรไพศาล (นายโส่ย) และ ปิยนุช ตติยปัญญาเลิศ
ทายาทรุ่นที่สอง : ร้านยี่สับหลก :   
ตี๋-นภัทร เลิศเสาวภาคย์ และ พึ่ง-ณัฐพร เทพรัตน์

ร้านยี่สับหลก

ตี๋-นภัทร เลิศเสาวภาคย์

-ลูกไม้-

น้ำเดือดแล้ว”

ระหว่างนั่งพูดคุย ลูกน้องในร้านก็เดินมาตามชายหนุ่มไปควบคุมไฟ เขาจึงรีบลุกไปหลังร้านด้วยทีท่ากระตือรือร้น

นาทีนั้นผมแอบอยากเดินตามเขาไปแล้วแอบถามว่า น้ำซุปของเขาใส่อะไร ทำไมอร่อยนัก

แต่ผมก็ได้แค่คิดในใจ ของแบบนี้ใครเขาจะบอกกัน รอไม่นานเขาก็เดินกลับมายังโต๊ะที่เรานั่งอยู่ หลังจากนั้นบทสนทนาจึงดำเนินต่อไปอย่างออกรส

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ตี๋เติบโตมาในครอบครัวที่ยึดอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวหาเลี้ยงชีพ ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งได้สูตรมาจากรุ่นอากงของเขาที่มาจากเมืองจีน ทำให้ชื่อเสียงของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ยโด่งดังคับถนนพระอาทิตย์ ใครที่อยู่ย่านนั้นและไม่ได้นับถือเจ้าแม่กวนอิมต่างเคยฝากท้องไว้กับร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านนี้

ด้วยความที่โตมาในร้านที่อวลไปด้วยกลิ่นควันหอมฉุยจากน้ำซุป เขาจึงค่อยๆ ซึมซับวิชาการทำก๋วยเตี๋ยวจากพ่อแม่โดยวิธีครูพักลักจำ จนตัดสินใจปักหลักสานต่อกิจการของที่บ้านกิจการที่ครั้งหนึ่งเขาเคยอายที่จะบอกใคร

เด็กๆ เราอายอยู่แล้ว เราไม่เคยบอกเพื่อนหรอกว่าบ้านเราขายก๋วยเตี๋ยว ตอนนั้นพอดีแม่เปิดบริษัทยาม เราก็บอกเพื่อนๆ ว่า แม่กูทำบริษัท รปภ. แต่สุดท้ายแม่ก็เลิก แล้วมาทำร้านก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียว พอเริ่มโตถึงเริ่มคิดได้ ว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าอาย เราขายก็ได้เงิน” ชายหนุ่มเล่าด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ดวงตาของเขาเล็กลงกว่าเดิม

อาจกล่าวได้ว่าสำหรับคนที่เรียนจบเพียงชั้นมัธยม 6 อย่างเขา ร้านก๋วยเตี๋ยวบนถนนพระอาทิตย์เป็นคล้ายโรงเรียนสอนทำอาหาร หรือกล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็คือ ที่นั่นคือโรงเรียนสอนทำก๋วยเตี๋ยว

ยิ่งฟังสิ่งที่ชายตรงหน้าได้เรียนรู้มา ผมยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นศาสตร์ที่ลึกลับซับซ้อนไม่น้อย

แม้กระทั่งการลวกเส้นก็ใช่ว่าจะทำลวกๆ ได้

ตอนลวกเส้นสายตาเราต้องดูว่าพอเอาขึ้นมาแล้วเส้นเป็นยังไง อย่างเส้นเล็ก เวลาไม่สุกมันจะดูกระด้างๆ แข็งๆ หน่อย เราจะเห็นเลย ถ้าลูกค้าสั่งแห้งต้องลวกยังไง สั่งน้ำต้องลวกยังไง มันไม่เหมือนกัน อย่างเล็กแห้งถ้าสะเด็ดน้ำจนแห้งมันไม่อร่อย พอให้มันมีน้ำขลุกขลิกนิดหนึ่งในเส้น พอใส่น้ำมัน ใส่ซีอิ๊วมันจะนวล จะอยู่ข้างในของมัน ถ้าแห้งไปก็ไม่อร่อย”

ร้านยี่สับหลก

เมื่อผมถามว่าแล้วเราจะเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้องได้ยังไง ตี๋ตอบอย่างเรียบง่ายแต่ทำยาก

เขาบอกว่า ก็แค่ทำทุกวัน

ช่วงแรกแม่เขาก็ปล่อยให้เราทำช่วงเวลาที่ร้านคนไม่เยอะมาก ทำไม่ดีลูกค้าก็บ่น เราก็ฟังทุกวัน เส้นนิ่มไป เส้นแข็งไป เส้นเยอะไป เราก็ค่อยๆ ปรับ จนเริ่มรู้ว่าต้องลวกยังไง

แม่ก็สอนเราทุกวันว่าทำยังไง เลือกเนื้อยังไง ทุกอย่างต้องดี ต้องสะอาด เวลาทำอะไรต้องใส่ใจกับมันจริงๆ ต้องจริงจัง

เราต้องใส่ใจ” เขาย้ำคำเดิมที่ว่าไปแล้วอีกครั้งคล้ายว่ามันมีความสำคัญพิเศษ

ตอนนั้นคล้ายผมได้คำตอบของคำถามในใจที่ว่า “น้ำซุปของเขาใส่อะไร ทำไมอร่อยนัก”

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

-หล่นไม่ไกล-

ร้านยี่สับหลก ที่เรานั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจาก ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย บนถนนพระอาทิตย์มากนัก

หลังจากยืนลวกก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ถนนพระอาทิตย์อยู่ราวสิบปี ตี๋บอกว่าเขาเริ่มอิ่มตัว นั่นเป็นที่มาของการมองหาที่ทางใหม่ๆ เพื่อขยับขยายกิจการ

ผู้ที่มีบทบาทไม่น้อยในช่วงรอยต่อคือ พึ่ง ซึ่งเป็นคนรักของเขาที่เข้ามาช่วยดูในแง่คอนเซปต์ร้านและการจัดการระบบหลังบ้าน

“ตอนนั้นเราเห็นว่าร้านเดิมไม่มีระบบ แล้วธุรกิจแบบเก่ามันคือซื้อมาขายไป เราไม่ได้เพิ่มคุณค่าให้มัน ผู้ใหญ่เขาก็คิดว่า ของกูขายดี กูก็ขายอยู่เรื่อยๆ เรากับพี่ตี๋ก็คุยกันเรื่องนี้อยู่ปีหนึ่ง วันหนึ่งเราก็คุยกันว่าลองมาสร้างแบรนด์เพิ่มอีกดีไหม” พึ่งย้อนเล่าถึงที่มาในการทำร้านยี่สับหลกร่วมกันจนทั้งสองเริ่มมองหาทำเลที่เหมาะสม

ด้วยความที่ทั้งสองเติบโตในย่านเมืองเก่า หลงใหลถิ่นแถวนี้เป็นทุนเดิม ทำให้เมื่อมาเจอร้านขายทองเก่าบริเวณสี่กั๊กพระยาศรีปล่อยพื้นที่ให้เช่าจึงตัดสินใจได้ไม่ยาก

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

เราสองคนชอบย่านนี้ เราไม่ได้อยากอยู่ย่านพระอาทิตย์หรือถนนข้าวสาร เพราะมันใกล้รัศมีร้านเดิมเกินไป เดี๋ยวตีกันเอง คนอื่นอาจจะเลือกที่ที่คนพลุกพล่านใช่มั้ย แต่เราเลือกที่ที่คนน้อย เพราะว่ามันไม่วุ่นวาย” พึ่งบอกเมื่อผมตั้งข้อสังเกตเรื่องทำเลร้านซึ่งค่อนข้างเงียบยิ่งในยามค่ำคืน ก่อนที่ตี๋จะเสริม “เรามั่นใจว่าของเราดี อยู่ที่ไหนคนก็มา ไม่ใช่ต้องมานั่งเรียกร้องให้เขามากิน เราแค่ทำให้เขาเห็นก็พอว่า ร้านเรามีคนมาลองกินแล้วอร่อย พอเขาเห็นเดี๋ยวเขาก็มาเอง”

ในด้านการตกแต่งร้าน ด้วยความที่หญิงสาวเคยไปเรียนปริญญาโทและทำงานที่ฮ่องกงมา 4 ปี เขาจึงแชร์ความชอบที่ได้ซึมซับมากับชายหนุ่ม จนทั้งสองเห็นตรงกันว่าคอนเซปต์ร้านใหม่จะดึงเอากลิ่นความเป็นฮ่องกงมาใช้ในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การตกแต่งภายใน กราฟิกดีไซน์ในเมนูอาหาร ไปจนกระทั่งชื่อร้าน

ใช่, ยี่สับหลก ซึ่งเป็นคำที่หลายคนคงสงสัยถึงที่มาเป็นภาษาจีนกวางตุ้ง แปลว่า ยี่สิบหก

ร้านยี่สับหลก

“มันเริ่มต้นมาจากเราคุยกันว่าร้านจะชื่ออะไรดี ปัญหาคือเราจะใช้คำว่า โส่ย เหมือนเดิมไหม ถ้าใช้จะใช้ในแนวไหน หรือถ้าไม่ใช้ จะทำยังไงดีให้มีเชื้อของโส่ย โดยที่เราไม่ต้องพูดคำว่าโส่ย ซึ่งเราก็นึกถึงตัวพี่ตี๋ เพราะคนที่มาร้านก็จะมาเห็นพี่ตี๋ จำหน้าพี่ตี๋ได้ แล้วอยู่ดีๆ เราก็นึกขึ้นมาว่าเอาวันเกิดมั้ย วันเกิดพี่ตี๋ คือ 26 เดือน 4 เราก็เลยส่งข้อความไปปรึกษาเพื่อนที่เป็นคนฮ่องกง ว่า 264 ที่อ่านว่า ยี่หลกเส่ โอเคมั้ย แล้วเพื่อนก็ตอบกลับมาว่าเอา เลข 26 มั้ย เป็น ยี่สับหลก พอเพื่อนพูดยี่สับหลกเราก็ เฮ้ย เอา เพราะคำนี้มันพ้องเสียงกับคำที่แปลว่า ‘Easy to cook’ หรือ ‘หุง ต้ม ง่าย’ พอดี

“เราชอบความหมายของมัน” พึ่งยืนยันด้วยรอยยิ้ม

ร้านยี่สับหลก

ร้านยี่สับหลก

-ต้ม-

หุง ต้ม ง่าย

คำสามคำแสนเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความหมายอบอุ่นกลายเป็นสิ่งที่เป็นแก่นแกนหลักของร้านยี่สับหลก

“เราเอาไอเดียจากคำว่า Easy to cook มาคิดต่อจนได้คอนเซปต์ร้านว่าร้านนี้ต้องเป็นร้านที่สืบต่อมา เป็นมรดกทางอาหาร ความหุง ต้ม ง่าย มันคือความเคยชินของการอยู่บ้าน ที่เราสองคนเลือกย่านนี้กันเพราะเราผูกพันกับย่านนี้ บ้านพี่ตี๋อยู่แถวเยาวราช เราอยู่แถวศาลเจ้าพ่อเสือ แล้วเราชอบกินข้าวบ้าน ซึ่งบ้านพี่ตี๋ทำอาหารอร่อยมาก ทั้งหมดมันเชื่อมโยงกลับไปยังเรื่องความทรงจำของเรา

ถ้าอย่างนั้นร้านนี้เรามาพูดถึงอาหารที่กินง่ายๆ เป็นข้าวอบง่ายๆ กินกับซุป มีก๋วยเตี๋ยว เป็นของที่ทำเสร็จเร็วเหมือนเวลากลับมาบ้านแล้วเราบอกว่า แม่หิวข้าว แล้วก็มีข้าวกิน ร้านนี้เหมือนเป็นมรดกทางอาหารที่เราย้อนให้คนได้กลับไปกินข้าวบ้าน อาหารทุกเมนูเราทำเองกับมือ เราเลือกของ ประณีตกับการทำ แล้วก็เสิร์ฟ” พึ่งขยายความคอนเซปต์

นั่นทำให้เมนูของร้านยี่สับหลกแตกต่างจากร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย หลายๆ เมนูถูกพัฒนามาจากสิ่งที่แม่ของตี๋เคยทำให้กินแล้วอยากแบ่งคนอื่นกินบ้าง อย่างเช่นเมนูข้าวอบ หรือขาหมูต้มเค็มหมั่นโถว

ยำ

ข้าวอบหน้าเนื้อ

“เมนูของเราจะหนักไปทางข้าวอบกับหม้อไฟ อย่างร้านเดิมจะเน้นก๋วยเตี๋ยวเป็นหลัก หรืออย่างน้ำซุปก็ไม่เหมือนกัน เพราะร้านนั้นขายทั้งวัน น้ำซุปมันออกจากหม้อเร็ว เลยไม่เค็มมาก แต่ร้านเราถ้าต้มค้างไว้ แล้วรอลูกค้ามากินรอบเย็นมันจะเค็มมาก ซึ่งมันไม่เหมาะกับที่นี่ เราก็เปลี่ยนสูตร แต่ว่าวิธีการทำเหมือนกัน” ตี๋อธิบายถึงการบิดเมนูให้เข้ากับร้าน

“การคิดว่าจะทำอาหารเหมือนทำให้คนที่บ้านกินมันทำให้วิธีการทำอาหารเปลี่ยนไปจากตอนทำร้านเดิมไหม” ผมสงสัย

“เอาอย่างนี้ อะไรที่เราไม่กิน เราก็ไม่ทำให้คนอื่นกิน อย่างข้าว วันไหนหุงแฉะไปเราก็ไม่ขายนะ เป็นพวกโรคจิต” พึ่งหัวเราะหลังคำตอบ ก่อนตี๋จะขยายความ “อย่างเราทำข้าวอบ เราอยากให้ข้าวเรียงเม็ดสวยๆ แรกๆ หุงแล้วแตกครึ่ง เดี๋ยวแฉะ เดี๋ยวแข็ง เดี๋ยวไม่สุก เราก็ต้องตามหาข้าวจนเจอยี่ห้อที่ใช้อยู่ ที่ไม่ว่าจะใส่น้ำเยอะน้ำน้อยมันก็เรียงเม็ด สวยงาม ช่วงหลังลูกค้ามากินเริ่มเบิ้ลสอง ชมว่าข้าวอร่อยมาก เรียงเม็ด โอเค เราเจอข้าวที่ใช่แล้ว คือถึงแม้เราจะเน้นอาหารง่ายๆ แต่ถ้าทำอุบาทว์ ไม่อร่อย ก็โดนเขาด่านะ”

อาหารง่ายก็ต้องอร่อย-ตี๋ว่าอย่างนั้น

ต้มหมู

“แล้วความสุขของการยืนทำก๋วยเตี๋ยวคืออะไร ทำไมถึงยืนอยู่ที่เดิมมาได้เป็นสิบปี” ผมถามคำถามนี้กับชายหนุ่มหลังคุยกันจนถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับไปยืนที่ตำแหน่งเดิมในครัวเพื่อหุงและต้มอะไรง่ายๆ ให้ลูกค้าที่แวะเวียนมาได้อิ่มท้อง

“ความสุขของเรามันอยู่ที่เวลาคนมากินแล้วเราเห็นเขามีความสุข เขาเดินมาหาเราแล้วบอกว่าข้าวอร่อยมาก อาหารอร่อยมาก แค่นี้เราก็แฮปปี้แล้ว” ตี๋ตอบก่อนที่พึ่งซึ่งนั่งฟังอยู่จะช่วยเสริม “เราจะขำเวลาลูกค้ากินเสร็จแล้วพี่ตี๋จะดูว่าข้าวหมดไหม แค่นี้เลยความสุขของทุกวัน เก็บจานแล้วไม่ต้องกวาดอาหารเหลือ”

เมื่อสิ้นสุดบทสนทนา ตี๋เดินเข้าครัวไปทำอาหารเมนูต่างๆ มาเสิร์ฟบนโต๊ะตัวเดิมที่เรานั่งพูดคุยกันมา

แล้วก็ได้เวลาที่ผมจะทำให้เขามีความสุข

กุ้ง

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย พ.ศ. 2519

ก่อนที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ยจะย้ายมาปักหลักอยู่บนถนนพระอาทิตย์อย่างที่เราคุ้นเคย หลายคนอาจไม่ทันช่วงจุดเริ่มต้นที่นายโส่ยยังถีบรถขายอยู่หน้ากองพลาธิการตำรวจจนกระทั่ง สันติ เศวตวิมล หรือแม่ช้อยนางรำมาชิมแล้วนำไปแนะนำต่อในคอลัมน์ร้านจึงเป็นที่รู้จัก ก่อนจะขยายกิจการจนมาได้ที่แถวถนนพระอาทิตย์

ตี๋เล่าว่า “สูตรก๋วยเตี๋ยวมาจากอากง แกเอาสูตรมาจากเมืองจีน แล้วก็ตกทอดมา เมื่อก่อนพ่อขายพวกโอเลี้ยงกับกาแฟโบราณ พอเก็บเงินได้ก้อนนึงถึงมาเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวกับแม่ที่ถนนพระอาทิตย์ ขายอยู่ตรงนั้นสิบกว่าปีก็โดนเจ้าของที่กลั่นแกล้งจนต้องย้ายที่ พอเราย้ายออกมาเจ้าของที่เก่าเขาก็เปิดร้านขายเองอยู่ปีกว่าแล้วก็เจ๊ง ส่วนร้านเราย้ายมาอยู่ที่ใหม่ติดกับบ้านพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นออฟฟิศของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แล้วก็อยู่ตรงนั้นจนถึงทุกวันนี้”

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : พรพรรณเบเกอรี่

ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตขนมปัง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2503

อายุ : 62 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต

ทายาทรุ่นสอง : ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต Chapter 9

ณ ถนนเอกชัย เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดสมุทรสาคร ชุมชนเก่าแก่ ย่านการค้า และเขตอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยอาคารพาณิชย์ โรงงานขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ ‘พรพรรณเบเกอรี่’ โรงงานขนมปังที่มีอายุกว่า 62 ปี

ก่อตั้งโดย คุณพ่อชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต จากความคิดที่ว่า ธุรกิจโรงงานขนมในยุคนั้นมีคู่แข่งน้อยและเป็นที่ต้องการสูง จึงเก็บหอมรอมริบและนำเงินทั้งหมดมาเปิดโรงงานผลิตขนมปัง เริ่มต้นครั้งแรกที่ตลาดพลูเมื่อ พ.ศ. 2503 ก่อนจะย้ายมาที่ซอยเอกชัย 48 เมื่อ พ.ศ. 2510

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

ลูกค้าของพรพรรณเบเกอรี่โดยมากเป็นธุรกิจที่ใช้ขนมปังเป็นส่วนประกอบ ไม่ใช่ผู้บริโภคโดยตรง เช่น ร้านขายไอศกรีม ร้านขายขนมปังปิ้ง สืบเนื่องธุรกิจมาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง เอ๋-ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต ลูกสาวคนสุดท้อง เข้ามาต่อยอดพรพรรณเบเกอรี่ จากที่ส่งออกขายแค่ตามท้องตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด จากชื่อของพรพรรณเบเกอรี่ที่อาจจะไม่ค่อยถึงหูผู้บริโภค มาเป็น ‘Chapter 9’ ธุรกิจคาเฟ่ขนมปังของคนรุ่นใหม่ พัฒนาสูตรหลากหลาย และตั้งใจสร้างแบรนด์เพื่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง

ปัจจุบัน ด้านหน้าซอยเอกชัย 48 จะเห็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์เบเกอรี่ของพรพรรณและโรงงานอยู่ด้านหลัง ถัดมาอีกหน่อยจะเจอร้านคาเฟ่ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผาสีน้ำตาล ด้านหลังมีอาคารสีขาวเป็นแบกกราวนด์ ให้ความรู้สึกเหมือนขนมปังสดใหม่ในถุงกระดาษ เช่นเดียวกับ Winning Product ของร้านคือ ‘โชกุปัง’

ฉันมีโอกาสได้มานั่งคุยกับเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังถึงความสำเร็จของ Chapter 9 ซึ่งเธอบอกว่า 

“การเป็นทายาทรุ่นสองของเอ๋มันไม่ง่ายเลย”

ทุกอย่างมีจังหวะของมัน 

เอ๋มีพี่น้องทั้งหมดรวมตัวเองด้วยเป็น 9 คน เธอเป็นคนสุดท้อง แน่นอนว่าการเป็นทายาทรุ่นสอง ทั้งที่เป็นน้องเล็กสุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ก่อนหน้านี้เอ๋ทำงานเอเจนซี่โฆษณา แต่ด้วยอายุงานที่มากขึ้นจึงอิ่มตัว เธอจึงหาความท้าทายโดยเริ่มเรียนทำขนมในช่วงเสาร์อาทิตย์ เพราะคิดว่าถ้าวันหนึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งนี้จริง ๆ ก็อยากจะลองดูสักตั้ง

เอ๋ตัดสินใจลางาน 3 เดือน เพื่อไปทำงานเป็นผู้ช่วยเชฟที่ Le Cordon Bleu ก่อนจะกลับมาทบทวนและตัดสินใจคุยกับที่บ้านว่าจะออกมาทำธุรกิจนี้เต็มตัว

หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจกงสีของที่บ้านทีละนิด เพราะรู้ดีว่าธุรกิจโรงงานขนมปังนี้ยังไม่ตอบโจทย์เทรนด์การบริโภคของคนรุ่นใหม่ จึงได้ไอเดียทำร้านคาเฟ่ Chapter 9 ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ควบคู่กับงานวงการโฆษณา เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงผู้บริโภค ใกล้ชิดลูกค้า และเพื่อความยืดหยุ่นทางธุรกิจที่มากกว่าเดิม

ช่วงแรก Chapter 9 ไม่มีเรื่องขนมปังเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก เพราะเน้นขายเค้กเป็นส่วนใหญ่ตามที่เอ๋ได้ไปเรียนมา

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“ตอนนั้นเราแทบไม่ได้สนใจเรื่องขนมปังเลย พอใกล้ตัวมาก ๆ เราเลยมองข้าม” แต่เชฟ จัสติน ตัน สามีชาวสิงคโปร์ เห็นข้อได้เปรียบจากธุรกิจโรงงานขนมปังของที่บ้าน และเป็นจังหวะเดียวกับที่เอ๋เริ่มรู้สึกอ่อนล้ากับงานประจำ ซึ่งทำให้ทุ่มเทกับ Chapter 9 ได้ไม่มากพอ จึงตัดสินใจใช้ต้นทุนของสิ่งที่ได้จากพรพรรณเบเกอรี่มาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างจริงจัง

ทีแรกเอ๋และจัสตินตั้งใจจะเข้าไปทำโดยใช้ฐานการผลิตเดิมของพรพรรณ และแตกสายผลิตภัณฑ์ สินค้าออกไปเพื่อจัด Mass Market แบบกว้าง เพิ่มมาตรฐานสินค้าเพื่อไปจับกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่ใส่ใจและให้คุณค่าในรายละเอียดของสินค้า เช่น กลุ่มที่ให้มูลค่ากับสินค้าโฮมเมด เป็นต้น

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว

สำหรับพรพรรณ เอ๋และจัสตินเป็นเหมือนน้องใหม่ในธุรกิจกงสี ด้วยความที่เป็นมือใหม่ จึงทำให้เสียงของพวกเขาเบากว่า

การเปลี่ยนแปลงระบบในธุรกิจกงสีไม่ใช่เรื่องง่าย เธอยอมรับว่าการทำงานกับพี่น้อง ต่างกันกับการทำงานในออฟฟิศโดยสิ้นเชิง

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“มันมีแรงต้านบางอย่างระหว่างเรา ครอบครัว และพนักงาน”

เธอเคยโดนพนักงานนินทาลับหลังจนเสียกำลังใจไปก้อนใหญ่

“ให้สัมภาษณ์แบบไม่โลกสวย ตอนแรกเราไม่อยากเข้ามา เพราะกลัวจะมีเรื่องอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ด้วยความที่เป็นครอบครัวเดียวกัน การพูดจาบางครั้งอาจทำร้ายความรู้สึกส่วนตัวกันได้ การปรับเปลี่ยนจึงกลายเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งปัญหาแบบนี้ไม่มีในการทำงานระบบออฟฟิศ เราไม่มีพันธะอะไรกัน ต่างคนต่างทำงาน มีปัญหาก็มาเคลียร์กันให้จบ แล้วทำงานต่อ”

น้องคนสุดท้องจึงตัดสินใจแยกฐานการผลิตทั้งหมดออกมาจากพรพรรณ เพื่อทำร้าน Chapter 9 เต็มตัว และปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองกับทุกคนที่บ้านแทน

โอกาสครั้งใหม่

จนกระทั่งโรงงานผลิตแป้งของพรพรรณ ที่ผลิตแป้งส่งตั้งแต่สมัยคุณพ่อติดต่อมาว่า มีแป้งสูตรใหม่มาให้ลองทำ เป็นแป้งที่ทางโรงงานโม่ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อการส่งออก ทำให้เนื้อสัมผัสของตัวขนมปัง Chapter 9 แตกต่างจากขนมปังของที่อื่น จึงเกิดเป็นไอเดียกลยุทธ์ ‘Winning Product’ เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าเห็นตัวขนมปังของร้านแล้วเชื่อมโยงกับ Chapter 9 ได้ทันที

เอ๋บอกว่า “ทุกอย่างเป็นจังหวะ แป้งสูตรพิเศษนี้ จากที่เขาตั้งใจจะโม่เพื่อส่งออก ก็ส่งออกไม่ได้เพราะโควิด-19 ต่อมาพอประเทศเปิด สามีที่เป็นเชฟมิชลินที่สิงคโปร์ก็เข้ามาช่วยพัฒนาสูตรขนมปัง มันเป็นจังหวะ ๆ ไปหมด” นอกจากนี้ยังมีเรื่องของคอนเนกชันในการพูดคุยติดต่อกับโรงงานผลิตแป้ง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก เจ้ตึ๋ง-สุวรรณี ตรีเสน่ห์จิต พี่สาวคนโตที่พนักงานในพรพรรณต่างเรียกกันว่า ‘เจ้ใหญ่’ ปัจจุบันเจ้ตึ๋งดูแลพรพรรณเบเกอรี่และยังให้คำแนะนำเรื่องการผลิตขนมปังในรูปแบบ Production Scale

ด้วยความที่เอ๋เคยทำบริษัทเอเจนซี่มาก่อน จึงมีทักษะในการโฆษณาสินค้าและสื่อสารออกไปให้ถึงผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีคอนเนกชันกับสื่อและคนรุ่นใหม่มากมาย ซึ่งพร้อมจะเข้ามาช่วยและสนับสนุน Chapter 9 กันอย่างเต็มที่

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

Action Speaks Louder than Words

กลยุทธ์ในการทำธุรกิจของ Chapter 9 นอกจากหา Winning Product แล้ว ยังมีการคิดสูตรขนมปังให้หลากหลาย ทำให้ขนมปังมีรสชาติที่น่าสนใจเกือบ 20 รสชาติ ยกตัวอย่างเช่น ขนมปังที่ Co-campaign กับ Hoegaarden ไอเดียนี้ได้มาตอนช่วงโควิด-19 ร้านนั่งดื่มหลาย ๆ แห่งเปิดทำการไม่ได้ จึงทดลองกับทีมทำรสเบียร์ถั่วพริกเกลือ ทาง Hoegaarden มาเห็น จึงมีการคอลแลบกันเกิดขึ้น

ยังมีการนำเอาระบบ KPI เข้ามาช่วยจัดระเบียบในการทำงานมากขึ้น แต่ด้วยความเป็นธุรกิจกงสี ในช่วงแรกอาจจะยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก “คนรุ่นเก่าจะไม่ค่อยเข้าใจกับ KPI ที่ไม่ใช่ตัวเลข” เอ๋กล่าว

เพราะสิ่งที่คนยุคเก่ามองเห็นหลัก ๆ คือกำไร ขาดทุน ทำให้ทุกคนที่บ้านตั้งคำถามมากมายระหว่างที่เธอกำลังพยายามจะเปลี่ยนแปลงระบบที่มีมานานของธุรกิจกงสี

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

แต่คงเป็นเพราะทายาทรุ่นสองคนนี้มีความคิดที่ไม่เหมือนใคร เธอมองเห็นว่าสักวันธุรกิจจะถึงทางตัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ฉะนั้น จึงต้องสร้างบรรยากาศภายในร้าน ระบบการทำงานที่มีระเบียบมากขึ้น และการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีต่อคนกินมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการบริการที่ดีมากยิ่งขึ้น “เพราะเรารู้สึกว่าของกินดี ๆ หาซื้อที่ไหนก็ได้ แต่การบริการที่ดี ๆ ต้องฝึกฝน”

เอ๋เป็นคนที่เชื่อว่า Action Speaks Louder than Words เธอพยายามทำในสิ่งที่เชื่อ ทำให้เกิดผลลัพธ์ดี ๆ ขึ้น แล้วส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้พรพรรณต่อไป ทำให้ทุกวันนี้พรพรรณเบเกอรี่เองก็มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงระบบบางอย่างมากขึ้นเช่นเดียวกัน เอ๋เล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจว่า ในวันที่ทุกสายตาจับจ้องเธอด้วยความสงสัยในสิ่งที่เธอกำลังจะทำ ในวันนี้มันกลับกัน สายตาของทุกคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและพร้อมที่จะสนับสนุน Chapter 9 ต่อไป

“ถึงแม้ว่า Chapter 9 จะไม่ได้ทำทุกอย่างจากพรพรรณ แต่ทุกครั้งที่มีคนสนใจ เราจะพูดถึงพรพรรณเสมอว่า นี่คือรากฐานของเรา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้สืบทอดธุรกิจพรพรรณโดยตรง แต่เรารับช่วงต่อมรดกของครอบครัว โดยใช้ความรู้ทั้งหมดที่ได้จากครอบครัวมาต่อยอด”

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

จรรยาบรรณของคนทำธุรกิจ Food and Beverage

เอ๋ คือ เจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังคนนี้เป็นคนที่เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองด้วยความชอบ

เธอเล่าว่า “โดยธรรมชาติ ปลายทางของการทำธุรกิจคือเงิน เพราะไม่มีใครอิ่มท้องจากความภูมิใจหรอก ไม่มีใครสามารถซื้อบ้านซื้อรถได้จากความชื่นใจ ในระหว่างทาง นอกจากสถานการณ์รอบตัวที่เราต้องต่อสู้แล้ว เราเองต้องคุยกับตัวเองตลอดเวลา ให้ลดทอนบางอย่าง ตัดอีโก้ออกไป แล้วบาลานซ์ความเป็นมนุษย์กับธุรกิจให้ได้”

ในความหมายของเธอคือ การมีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจของตัวเองและรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

“การทำธุรกิจจากความชอบของตัวเอง ต้องคำนึงเสมอว่า ผู้บริโภคอาจไม่ได้ชอบเหมือนเราเสมอไป คุณจะต้องไม่หิวโหยจนถึงขั้นหยิบยื่นอะไรก็ได้ให้คนกิน”

ทุกวันนี้พิษจากเศรษฐกิจทำให้ผู้ประกอบการบางเจ้าลดคุณภาพสินค้าลง เพื่อขายให้กับผู้บริโภคในราคาเดิม

“อย่าให้เศรษฐกิจบีบเราไปจนถึงขั้นนั้นเลย เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นวงจรที่ผู้ประกอบการหวังกำไรฟู่ฟ่า ในขณะที่ผู้บริโภคต้องการบริโภคของกินดี ๆ แต่กลับหาไม่ได้เลย ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่ากลัวนะ”

ปัจจุบัน การทำธุรกิจ Food and Beverage ไม่ใช่เรื่องง่าย มีเงินหรือความอดทนอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องเตรียมพร้อมที่จะลงมือทำอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราไม่มีความกลัว ความกลัวเราเป็นศูนย์ ถ้าในเชิงธุรกิจบอกว่าเดือนหน้า Chapter 9 ต้องปิดตัว เราก็พร้อมปิด อย่างไรก็ตาม เรามีแบ็กอัปในใจไว้ตลอดเวลา”

นี่คือสิ่งที่เอ๋ ทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ พูดออกมาด้วยความหนักแน่น เธอคิดและวางแผนไว้เสมอ เพราะเชื่อว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่ทำได้คือการหาหนทางแก้ไขสำรองไว้ เผื่อวันที่เจอกับวิกฤตจะได้ปรับตัวทัน

‘การโตแนวข้าง’ คือสิ่งที่เอ๋ตั้งใจจะทำ เธอไม่ได้คาดหวังว่า Chapter 9 จะต้องเป็นธุรกิจที่กราฟพุ่งขึ้นไปด้านบน แต่สุดท้ายก็ตกลงเพราะตามเทรนด์ไม่ทัน ดังนั้น การเติบโตในแนวข้าง เช่น การแตกแบรนด์ หรือออกสินค้าตัวใหม่ไปเรื่อย ๆ น่าจะเป็นทางออกของธุรกิจ SMEs หรือพวกสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ๆ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

การตัดสินใจครั้งสำคัญ

Chapter 9 จะครบรอบ 1 ปีเดือนกรกฎาคมนี้ ถ้านับช่วงก่อนหน้าที่จะเริ่มทำ ‘โชกุปัง’ ด้วยก็ประมาณ 3 – 4 ปี ในช่วงนั้นเอ๋ยังคงทำงานเอเจนซี่ควบคู่ไปกับร้านอยู่ เธอใช้ชีวิตตลอด 7 วันโดยไม่ได้พัก

“ช่วง 3 – 4 ปีนั้น เราใช้ชีวิตแบบนี้จนเหมือนกึ่ง ๆ ทรมานตัวเอง กึ่ง ๆ พิสูจน์ตัวเอง ถ้าจะทำแบบนี้ เราต้องลองใช้ชีวิตอยู่กับมันดูว่าทำได้หรือเปล่า จนกระทั่งเราตัดสินใจออกจากงานมารีโนเวตร้านใหม่จนจะครบรอบ 1 ปีแล้ว เรารู้สึกว่า 3 ปีของร้านเก่ากับ 1 ปีของร้านใหม่ จังหวะของธุรกิจมันต่างกันโดยสิ้นเชิง”

Chapter 9 เปิดตัวในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังดุเดือด ในขณะที่พวกเรากำลังหวาดกลัวกับสถานการณ์ตรงหน้า ยังมีกลุ่มคนที่มองเห็นโอกาสและกล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ จนทำให้เกิดเป็น Chapter 9 มาจนถึงทุกวันนี้ และก็เป็นวิกฤตโควิด-19 อีกเช่นกันที่ทำให้เธอรู้ว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน

“การเป็นธุรกิจรุ่นสองที่อยู่ภายใต้อุตสาหกรรม F&B แทบจะเอามรดกตกทอดมาทำต่อไม่ได้เลย”

ผู้ประกอบการหลายเจ้าน่าจะรู้กันดีว่าเทรนด์หมุนเร็วแค่ไหน

“เราอยากเป็นตัวกำหนดเทรนด์ ไม่ใช่ให้เทรนด์กำหนดเรา แต่สิ่งที่ยากที่สุดก็คือการกำหนดมันนั่นแหละ”

ฉะนั้น สิ่งที่ทำได้คือการยอมรับ ยึดติดให้น้อยลง และพร้อมที่จะทิ้งแบรนด์ได้ทุกเมื่อ

เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ต้องคิดแผนสำรองไว้ในหัวเสมอ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการทำกำไรในเชิงธุรกิจกับการผลิตสิ่งที่ดีให้กับผู้บริโภคให้ได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

ทีมที่ดี

ลูกสาวคนสุดท้องของธุรกิจโรงงานขนมปังพรพรรณเบเกอรี่ ให้คำนิยามของธุรกิจนี้ว่าเป็น ‘โรงเรียนปฏิบัติจริง’ เพราะเป็นที่ที่ทำให้เธอพูดได้อย่างเต็มปากว่า โลกของการทำธุรกิจไม่ได้สวยงามตามฝันเสมอไป ต้องมีล้มลุกคลุกคลานกันไปบ้าง ไหนจะเรื่องการรับช่วงต่อของธุรกิจกงสีที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก

แต่สิ่งที่ทำให้เอ๋ยังคงทำต่อ คือทีมของเธอ

“เราโชคดีที่มีทีมที่ดี” เธอกล่าวอย่างภูมิใจเมื่อเอ่ยถึงพนักงานทุกคนใน Chapter 9 การรับคนเข้ามาหมายถึงการรับสมาชิกที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน เอ๋เชื่อมั่นในคนมาก และแอบภูมิใจทุกครั้งที่เห็นน้อง ๆ หรือคนในทีมก้าวหน้าไปอีกขั้น

พรพรรณเน้นที่ Mass Market คือ การผลิตต้องรวดเร็วและทำได้ในปริมาณมาก ต่างกับ Chapter 9 ที่ให้ความสำคัญกับความประณีตในแต่ละขั้นตอน รวมไปถึงเทคนิคพิเศษที่ช่วยยืดอายุขนมปังโดยไม่ใช้สารเสริมหรือสารเคมีใด ๆ อีกทั้งยังช่วยดึงรสชาติของตัวขนมปังออกมาให้ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม

ทั้งสองมีกระบวนการผลิตพื้นฐานที่เหมือนกัน แต่เทคนิคพิเศษและวัตถุดิบนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้กระนั้น พนักงานจากพรพรรณก็เรียนรู้และทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

จึงเกิดเป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ของเอ๋และจัสติน ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและความรู้ให้กับพนักงานได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราทำให้คนคนหนึ่งที่เขาอยู่ในอาชีพนี้มาเป็นหลัก 20 – 30 ปี ได้เข้าใจในงานที่เขาทำอยู่จริง ๆ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเข้าใจหรอกว่าดูยังไง กลูเตน ไขมันคืออะไร แต่วันนี้เขาเข้าใจแล้ว พอเข้าใจ เขาก็เริ่มสนุกกับมัน เริ่มทำโน่นทำนี่เองได้ และต่อยอดได้”

ในช่วงแรก เธอไปขอพนักงานจากพรพรรณเข้ามาช่วยที่ร้าน

“เราคุยกันว่า ถ้าจะรับพนักงานใหม่ ทำไมถึงไม่ใช้คนที่ Know How อยู่แล้วล่ะ”

แต่เพราะเป็นน้องใหม่ขององค์กร จึงยังไม่มีใครเชื่อใจที่จะมาทำงานกับ Chapter 9 ยกเว้นแต่พนักงานจากประเทศลาวคนหนึ่งชื่อ น้อย

น้อยทำงานที่พรพรรณเบเกอรี่มาตั้งแต่สมัยที่เอ๋ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เขาเล็งเห็นโอกาสความเป็นไปได้ และที่สำคัญคือ เขาเชื่อมั่นในตัวเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังแห่งนี้

เพราะมีประสบการณ์มามากกว่า 20 ปี การทำขนมปังของน้อยจึงไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญที่จัสตินและเอ๋สอนน้อยคือความเข้าใจในวัตถุดิบ เหตุและผลของกระบวนการ รวมไปถึงขั้นตอนต่าง ๆ จนทุกวันนี้ น้อยสามารถแบ่งปันความรู้ให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ได้ ทั้งในส่วนของ Chapter 9 เองและพรพรรณเบเกอรี่

การเรียนรู้แบบหมุนเวียนเกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ จากเอ๋และจัสตินสู่น้อย น้องพนักงาน Chapter 9 ส่งต่อไปถึงพนักงานจากพรพรรณเบเกอรี่ ทำให้ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่ตนเองทำกันมากขึ้น และสร้างสรรค์งานกันได้สนุกยิ่งขึ้น

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

บทเรียนของลูกคนที่ 9

“ถ้าในอนาคต Chapter 9 ต้องปิดตัวลง เราก็เชื่อว่าคนของเราที่มีสกิลล์ขนาดนี้ จะช่วยให้เราไปต่อในธุรกิจอื่น ๆ ได้”

นอกจากเป็นทีมที่มีคุณภาพแล้ว เอ๋และจัสตินก็มักถามคนในทีมเสมอถึงเรื่องความฝัน เพื่อช่วยผลักดันให้แต่ละคนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

“ไม่มีประโยชน์ที่เราจะดึงเด็กคนหนึ่งให้อยู่กับเราตลอดไป เพราะเขาเก่ง เราอยากให้เขาเก่งขึ้น เหมือนกับตัวเรา เราเองยังไม่อยากจะอยู่ร้านทุกวันเลย” เธอหัวเราะ “พอเซ็ตทุกอย่างในร้านให้พร้อม เรากับจัสตินก็แยกย้ายไปทำตามความฝัน เรายังคงคิดถึงงานเอเจนซี่อยู่ ก็เลยรวมตัวกับเพื่อนเปิดเป็นเอเจนซี่เล็ก ๆ ชื่อ ‘Second Nature’ ที่มีทั้งเรื่องขนมและงานโฆษณา เราชอบการสื่อสาร เพียงแต่อันหนึ่งเป็นการสื่อสารผ่านขนม และอีกอันคือการสื่อสารผ่านชิ้นงาน”

สุดท้ายแล้วความแน่นอนคือความไม่แน่นอน “เราไม่เชื่อในอิฐ หิน ปูน ทราย ฉะนั้น ในอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะเอา Chapter 9 ลงออนไลน์ให้หมด การโตในแนวข้างของ Chapter 9 จะหลากหลายขึ้น คุณภาพจะดียิ่งขึ้น และคนจะหาเราเจอได้ทุกที่ทุกเวลา”

ความกล้าหาญและพลังบวกที่ได้รับจากเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่นั่งคุยกัน ทำให้ฉันมองภาพของธุรกิจนี้กว้างขึ้นไปอีกขั้น วิสัยทัศน์ของเอ๋เป็นเหมือนลูกศรที่พร้อมจะพุ่งไปข้างหน้า เพื่อไล่ตามความฝันของตนเอง และนำทางให้ทีมไปพร้อม ๆ กัน รอยยิ้มที่มีให้กับพนักงานและลูกค้าที่แวะเวียนไปมา ยังคงอบอุ่นและให้การต้อนรับเป็นอย่างดีอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

Writer

ตรีเนตร จตุพร

นักเขียนฝึกหัดที่ชื่นชอบงานศิลปะ ธรรมชาติ และบทกวี หลงใหลในความย้อนแย้งของโลกใบนี้ เช่น การกินไอศกรีมในหน้าหนาว

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load