คอลัมน์ Heritage House คราวนี้มากันเป็นทีมครับ เพราะผมไม่ได้ฉายเดี่ยวเหงาๆ แบบคราวก่อนๆ แต่ได้ชวน โก้-ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ และ ฐิ-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาพร้อมกันในเช้าวันเสาร์อันแสนสดชื่น

Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง
Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง

เป้าหมายของเราอยู่ที่ร้าน Newday Project ร้านกาแฟสุดคราฟต์แห่งย่านสุขุมวิทที่เพิ่งกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง หลังเว้นระยะไปช่วงหนึ่งด้วยสถานการณ์โควิด-19 อันผันผวนชวนลุ้นว่าจะล็อกดาวน์หรือไม่ล็อกดี

ความสนใจของเราเช้าวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงขนมปัง Sourdough ที่เจ้าของร้านลงมือทำอย่างพิถีพิถันจนได้ขนมปังรสเลิศ ก่อนนำมาเสิร์ฟร้อนๆ พร้อมเนยและแยมผิวส้มฉบับโฮมเมดเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ ‘ตัวบ้าน’ ซึ่งสะท้อนลักษณะของบ้านย่านสุขุมวิทที่สร้างขึ้นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ เมื่อกรุงเทพฯ เริ่มขยายเมืองออกไปทางทิศตะวันออก

Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง
Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง

อ้อ-จริยาวดี เลขะวัฒนะ สถาปนิกผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิกคิดดี จำกัด กำลังรอเราอยู่แล้ว ครอบครัวของอ้อคือเจ้าของบ้านซึ่งพัฒนามาเป็นร้าน Newday Project ในวันนี้ และเป็นผู้ที่ปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อรักษาบ้านแห่งย่านสุขุมวิทให้คงอยู่ต่อไป โดยไม่สูญสลายกลายเป็นตึกระฟ้า

Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง

เมื่อขนมปัง Sourdough ลงไปนอนเรียงรายอยู่ในกระเพาะ ลาเต้ถ้วยโปรดกำลังวางอุ่นๆ อยู่ในอุ้งมือส่งกลิ่นหอมชื่นใจ วงสนทนาของเราก็เริ่มขึ้นในสวนอันร่มรื่น เพื่อพาผู้อ่านไปเรียนรู้เรื่องบ้านและย่านสุขุมวิทไปพร้อมกัน

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

วันวานสุขุมวิท

“บ้านหลังนี้มีอายุประมาณเจ็ดสิบปี เป็นสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อคนกรุงเทพฯ ย้ายมาอาศัยอยู่ในย่านสุขุมวิทกันมากขึ้น สมัยนั้นสุขุมวิทยังเป็นทุ่งอยู่เลย” อ้อเริ่มการสนทนา

จากหนังสือ บ้านในกรุงเทพฯ : รูปแบบและการเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปี (พ.ศ. 2325-2525) โดย ผศ.ผุสดี ทิพทัส และ ผศ.มานพ พงศทัต แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ระบุว่า ใน พ.ศ. 2479 เนื้อที่ของกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นมาเป็น 26,790 ไร่ การขยายตัวของเมืองเกิดขึ้นทุกทิศทุกทาง สำหรับทิศตะวันออกคือจากบริเวณคลองผดุงกรุงเกษมมาทางปทุมวัน เพลินจิต เรื่อยมาจนสุขุมวิท

หนังสือเล่มเดียวกันยังได้ระบุว่าสุขุมวิทนั้นเดิมเรียกว่าทุ่งบางกะปิ มีสภาพเป็นท้องนาห่างไกลจากตัวเมือง ที่ดินก็มีราคาถูก ประชาชนจำนวนมากจึงนิยมเข้ามาจับจองไว้เพื่อปลูกบ้าน ยิ่งพอมีการตัดถนนสุขุมวิทจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่ภาคตะวันออก ก็ยิ่งส่งผลให้ย่านนี้เติบโตขึ้นมาก

พ.ศ. 2488 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ย่านสุขุมวิทเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด กลายมาเป็นแหล่งพำนักของประชากรกลุ่มสำคัญ ซึ่งมีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมของบ้านในย่านนี้อย่างน่าสนใจ 

ดร.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร และคณะผู้วิจัย ได้กล่าวไว้ในหนังสือ พัฒนาการแนวคิดและรูปแบบของงานสถาปัตยกรรม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต พอสรุปความได้ว่า กลุ่มประชากรที่ย้ายจากศูนย์กลางกรุงเทพฯ มายังย่านสุขุมวิทประกอบไปด้วยพ่อค้า คหบดี นายทุน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจ และนายธนาคาร เป็นต้น จัดว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง กลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ทำงานหนัก และเริ่มมีกำลังทรัพย์ในระดับที่สร้างที่อยู่อาศัยตามความต้องการของตนได้ โดยมีสถาปนิกเป็นผู้สนองความต้องการของพวกเขาให้ออกมาเป็นรูปธรรม

“หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นช่วงที่วงการการสถาปนิกเริ่มผันมือจากชาวต่างชาติมาสู่ชาวไทย มีสถาปนิกไทยจำนวนมากที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ และเริ่มกลับมาทำงานออกแบบหรือเป็นอาจารย์สอนในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง สถาปนิกเหล่านี้ได้นำความรู้ใหม่ๆ ที่ทันสมัยเข้ามาเผยแพร่” ฐิกับโก้ช่วยกันเล่า

สุขุมวิทจัดว่าเป็นเขตเมืองใหม่ นอกจากจะมีถนนที่ทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้นแล้ว ก็ยังมีรถขนส่งคงค้างจากสมัยสงครามโลกเป็นจำนวนมากที่นำมาดัดแปลงให้กลายเป็นรถเมล์หลายยี่ห้อ อย่างเช่น รถเมล์บุญผ่อง รถเมล์พีระ ที่คอยวิ่งรับส่งผู้โดยสารไปตามสถานที่ต่างๆ ชาวกรุงเทพฯ จึงย้ายออกมาอาศัยในย่านที่อยู่ห่างไกลเช่นนี้ได้ ความต้องการบ้านเดี่ยวจึงเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก รวมทั้งเกิดสิ่งใหม่ที่เรียกว่า ‘หมู่บ้านจัดสรร’ ด้วยเช่นกัน

ผลงานออกแบบของ A Quincy Jones ซึ่งมีอิทธิพลต่อการออกแบบบ้านในย่านสุขุมวิทช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ภาพ : www.dwell.com

“ช่วงก่อน พ.ศ. 2500 สถาปนิกชาวไทยน่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากงานของสถาปนิกคนสำคัญอย่าง แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ (Frank Lloyd Wright) ส่วนช่วงหลังจาก พ.ศ. 2500 โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านในแถบสุขุมวิท น่าจะค่อนข้างอิงกับงานของ เอ. ควินซี โจนส์ (A. Quincy Jones) ซึ่งเป็นสถาปนิกที่พำนักอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในขณะนั้นเมืองต่างๆ ในแคลิฟอร์เนียเองก็เริ่มมีการขยายตัว คนเริ่มมีกำลังซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลไว้ใช้เดินทาง ก็เลยออกมาตั้งชุมชนไกลจากเมืองมากขึ้น 

“สิ่งที่เกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนียก็คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสุขุมวิท Archibald Quincy Jones และสถาปนิกร่วมสมัยคนอื่นสร้างงานออกแบบบ้านเดี่ยวและหมู่บ้านจัดสรรตอบสนองความเป็นอยู่ที่ทันสมัยขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งในการก่อสร้างรวมทั้งการดำรงชีวิต เป็นยุคที่เริ่มมีสุขภัณฑ์รุ่นฮิต เช่น Armitage Shank มีถ้วยชาม Tupperware มีเครื่องดูดฝุ่นหรือเครื่องปั่นรูปทรงอวกาศ จัดเป็นความล้ำที่เริ่มมาในยุคนั้น” ฐิกับโก้ช่วยกันเชื่อมบริบทแวดล้อมที่เกิดขึ้นในเวลานั้นอย่างน่าสนใจ

บ้านพ่อสร้าง

“คุณพ่อพี่เป็นสถาปนิกที่กรมโยธาธิการ สถาปนิกในยุคนั้นแทบทุกคนเริ่มต้นการเป็นสถาปนิกอาชีพที่กรมโยธา ฯ” อ้อกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

คุณพ่อของอ้อคือ คุณสำราญ เลขะวัฒนะ คำว่า ‘ยุคนั้น’ หมายถึงช่วงประมาณ พ.ศ. 2490 โดยหลังจากที่คุณพ่อรับราชการที่กรมโยธาฯ ไประยะหนึ่ง คุณพ่อได้ตัดสินใจเข้าร่วมงานกับสำนักงานออกแบบจิระ ศิลป์กนก รับหน้าที่เป็นผู้จัดการบริษัท และได้มีส่วนร่วมสร้างผลงานสำคัญๆ ไว้มากมาย

“ตอนทำงานกับกรมโยธาฯ คุณพ่อเป็นหนึ่งในทีมผู้ออกแบบโรงแรมเอราวัณตึกเดิม ซึ่งเป็นอาคารทรงไทย และเป็นหนึ่งในโรงแรมที่จัดว่าหรูและทันสมัยมากในยุคนั้น ที่สำคัญคือมีร้านเบเกอรี่ที่อร่อยมากๆ (หัวเราะ) พอมาทำงานกับอาจิระ คุณพ่อก็ได้ร่วมออกแบบอาคารสำคัญ เช่น โรงแรมอินทรา ถนนราชปรารภ โรงแรมรินทร์คำ ที่เชียงใหม่ ฯลฯ เป็นยุคที่สถาปัตยกรรมโมเดิร์นกำลังได้รับความนิยม นอกจากนั้นยังมีการออกแบบบ้านส่วนบุคคล อย่างบ้านสมาชิกครอบครัวเพ็ญชาติหลายท่าน เช่น ศาสตราจารย์ นพ.ชัญโญ เพ็ญชาติ และ พล.ร.ต.ชาโณ เพ็ญชาติ ซึ่งก็เป็นบ้านแบบโมเดิร์นทั้งหมด”

“พ่อและเพื่อนสนิท คือ อาพล (คุณพล จุลเสวก) ได้ชวนกันมาซื้อที่ปลูกบ้านแถวสุขุมวิท คงเป็นความฝันของคนหนุ่มในสมัยนั้นที่ทำงานเก็บเงินได้ระดับหนึ่ง ก็ต้องการพื้นที่สร้างบ้านของตัวเอง เมื่อคุณแม่แต่งงานกับคุณพ่อใน พ.ศ. 2498 นั้น คุณแม่บอกว่าบ้านหลังนี้สร้างเสร็จแล้วเรียบร้อย”

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

บ้านที่คุณพ่อสร้างขึ้นหลังแรกเป็นบ้านปูนผสมไม้สองชั้น ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่เรียบง่าย มีขนาดเล็กกว่าที่เห็นในวันนี้ ถ้าเทียบกับพื้นที่ปัจจุบัน ก็คือเฉพาะส่วนด้านหน้าของร้านกาแฟที่เป็นครัว เคาน์เตอร์รับออเดอร์ลูกค้า และบริเวณที่วางขายสินค้าที่ระลึก

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“ถ้าไปศึกษาข้อเขียนของศาสตราจารย์ ดร.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร อาจารย์เขียนอธิบายไว้ชัดเจนเลยว่า บ้านโมเดิร์นในยุคนั้นมักจะเป็นแนวทางการออกแบบที่เรียกว่าแนวสภาวะแวดล้อมสัมพันธ์หรือแนวภูมิภาคนิยม คือนำแนวคิดการออกแบบจากตะวันตกมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทแวดล้อมต่างๆ เช่น ตอนนั้นเพิ่งสิ้นสุดสงครามโลกใหม่ๆ เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว จึงต้องประหยัดทุกวิถีทาง คุณพ่อจึงสร้างบ้านเรียบๆ เข้าไว้ หรือการสร้างบ้านที่สอดคล้องกับสภาพดินฟ้าอากาศ เช่น คุณพ่อเลือกออกแบบให้มีหน้าต่างรับลมจากทิศใต้เป็นหลัก เพราะลมพัดเข้าทางทิศนี้ ทำให้รับลมเข้าสู่ตัวบ้านมากที่สุด หรือการใช้หลังคาตื้นและทำเป็นผืนเดียวแทนหลังคาทรงปั้นหยาหรือมนิลาที่เคยเป็นที่นิยมมาในยุคก่อนหน้านี้ โก้เชื่อว่าเมื่อก่อนที่บ้านต้องมีแผงกันแดด (Fin) ช่วยกันแดดกันฝนด้วยใช่ไหมคะ” โก้สันนิษฐาน ซึ่งอ้อยอมรับว่าบ้านต้นฉบับนั้นมีแผงกันแดดอยู่จริง แต่ปัจจุบันได้รื้ออกไปแล้ว

“หรือการสร้างบ้านปูนผสมไม้นั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ ‘อินเทรนด์’ มาก และมาทดแทนการสร้างบ้านด้วยไม้ทั้งหลังอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต ทั้งนี้เพราะปูนซีเมนต์ไทยได้ผลิตปูนซีเมนต์ออกจำหน่ายในปริมาณมากยิ่งขึ้น จนเริ่มเป็นที่นิยม หรือการเลือกใช้หลังคาลอนลูกฟูกหรือหลังคาลอนเล็ก ก็เพราะว่าเป็นวัสดุที่ปูนซีเมนต์ไทยพัฒนาขึ้นใหม่ในขณะนั้นด้วย” ฐิเสริม และทำให้ผมเริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ของรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มาพร้อมกับวิวัฒนาการของวัสดุชนิดใหม่ๆ อันก่อให้เกิดตัวเลือกที่ทันสมัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม บ้านที่คุณพ่อสร้างเป็นหลังแรกกลับไม่ได้ใช้เป็นที่พำนักของครอบครัว เพราะนำไปให้ฝรั่งเช่าอยู่แทน ส่วนครอบครัวได้ย้ายไปเช่าบ้านญาติในซอยเย็นอากาศแทน

“อันนี้ก็เป็นวิถีปฏิบัติของชนชั้นกลางในสมัยนั้นเช่นกันครับ เราเริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยและทำงานในกรุงเทพฯ มากขึ้น มีบ้านหลายหลังโดยเฉพาะในย่านสุขุมวิทได้กลายมาเป็นบ้านเช่าของชาวต่างชาติ ตอนนั้นสุขุมวิทจัดว่าเป็นย่านอินเตอร์พอสมควรเลยทีเดียว” ฐิเสริม 

อีกสิบปีต่อมา ราวๆ พ.ศ. 2509 ครอบครัวจึงย้ายกลับมาที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง หนนี้ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวอย่างแท้จริง

“คราวนี้คุณพ่อปรับแต่งบ้านอย่างเต็มที่เลย ต่างกับตอนแรกที่ลงทุนเพียงเพื่อจะทำบ้านให้ฝรั่งเช่าเท่านั้น แล้วคุณพ่อเองก็สนุกที่จะลงมือปรับแต่งเป็นระยะ ได้ทดลองใช้วัสดุใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ บ้านของเราเลยกลายเป็นบ้านแบบโมเดิร์นที่รวบรวมอะไรหลายอย่างของยุค 60 70 เรื่อยมาจน 80 ช่วงนี้เป็นช่วงที่พี่เติบโตขึ้นที่บ้านหลังนี้ เลยพอจะจำอะไรได้มากขึ้น และบ้านก็มีสภาพใกล้เคียงกับที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน” อ้อเล่า

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

การปรับแต่งบ้านที่อ้อจำได้คือการเพิ่มห้องรับแขกเข้าไป ซึ่งปัจจุบันนี้คือบริเวณห้องโถงติดกับสวนสวยหลังบ้าน สำหรับให้ลูกค้าดื่มด่ำกับขนมปังและกาแฟถ้วยโปรด

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“สมัยนั้นเป็นคตินิยมว่าบ้านแถวสุขุมวิทในยุค 60 70 ต้องมีห้องรับแขกอย่างเป็นทางการ ส่วนจะใช้หรือไม่ใช้นี่อีกเรื่องหนึ่งนะ แต่ขอให้มีไว้ก่อน (หัวเราะ) วัสดุแห่งยุคนั้นคือกระจกบานเลื่อนกรอบอะลูมิเนียม ซึ่งพ่อก็นำมาใช้เพื่อเชื่อมห้องรับแขกกับส่วนเดิมของบ้าน พื้นตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผาแบบแกร่งสีแดง ซึ่งต่างกับกระเบื้องที่ใช้ด้านหน้า อันนั้นเป็นกระเบื้องดินเผาที่พ่อได้รับจากช่างศิลป์ที่บูรณะลานรอบพระปฐมเจดีย์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น สมัยก่อน สถาปนิกมักจะทำงานร่วมกับช่างศิลป์ พ่อเองก็ทำงานกับช่างศิลป์หลายท่าน ซึ่งมีส่วนร่วมในการเลือกใช้วัสดุตกแต่งบ้านหลังนี้ เช่น ฝาผนังประดับกระเบื้องดินเผาที่เห็นอยู่นี้ก็เป็นของดั้งเดิม ฝีมือช่างศิลป์จากด่านเกวียน และใช้ประดับห้องรับแขกมาจนถึงทุกวันนี้ พวกกระเบื้องดินเผาก็จัดว่าเป็นวัสดุแห่งยุคนั้นด้วยเช่นกัน”

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ
งานกระเบื้องเผาฝีมือช่างศิลป์ด่านเกวียน
ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ
พื้นกระเบื้องจากการบูรณะพระปฐมเจดีย์

เมื่อชั้นล่างขยายพื้นที่โดยเพิ่มห้องรับแขกเข้าไป ชั้นบนก็เลยต้องขยายตามไปด้วย

“เริ่มจากหลังคาเลย หลังคาปรับเป็นหลังคายื่นยาวที่คลุมได้กว้างขึ้น ช่วยกันแดดกันฝนได้ดี ส่งผลให้มีนอกชานยื่นยาวรอบตัวบ้านตามไปด้วย มีเสาเหล็กที่ช่วยรับน้ำหนักเพียงบางจุด ไม่เกะกะ รกสายตา แต่พี่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อไม่ทำนอกชานให้เป็นระเบียง แต่ทำเพียงแค่เป็นคานยื่นออกมา สงสัยลูกซน (หัวเราะ) อีกอย่างคือจั่วซึ่งก็ยื่นยาวออกไปได้ไกลขึ้น เพราะในยุคนั้นมีคอนกรีตเสริมเหล็กใช้แล้ว” อ้อเล่า

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“นอกจากหลังคาและนอกชาน บนชั้นสองก็ต้องมีการจัดสรรพื้นที่ใหม่ ที่จำได้คือห้องนอนพ่อกับแม่จะกว้างขึ้น และมีที่เก็บเครื่องแต่งตัวแบบ Walk in Closet ขนาดใหญ่แบบเดินเข้าไปได้ และพ่อเป็นคนดีไซน์เอง ดีไซน์แม้กระทั่งราวแขวน” อ้อเล่าต่อ ซึ่งฐิช่วยเสริมว่า เครื่องเรือนแบบบิวด์อินอย่าง Walk in Closet ก็เป็นสิ่งที่ฮิตกันในยุค 70 และ 80 เช่นกัน ผมคิดว่าบ้านหลังนี้ได้รวบรวมอะไรหลายอย่างที่เป็นของ ‘ล้ำ’ ในยุคนั้นมาไว้รวมกัน

“คิดว่าเพราะพ่อเป็นสถาปนิก พ่อคงอยากทดลองอะไรใหม่ๆ กับบ้านของตัวเองก่อนเพื่อดูผลสัมฤทธิ์ ถ้าดีแล้วจึงนำไปออกแบบให้ลูกค้าก็เป็นได้” อ้อเผยถึงสาเหตุ

เราเดินอ้อมมาหลังบ้าน แล้วก็เห็นสิ่งที่สถาปนิกอย่างโก้กับฐิตื่นเต้นมากๆ นั่นคือผนังภายนอกหรือ Façade

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“Façade นี้เป็นการจัดองค์ประกอบแบบสมดุลแต่ไม่สมมาตร หรือ Asymmetrical Balance ซึ่งได้รับความนิยมในยุคโมเดิร์นด้วยเช่นกัน เป็นการนำรูปทรงต่างขนาดต่างลักษณะมาจัดวางให้เกิดองค์ประกอบที่ออกมาแล้วดูสมดุล เราจะเห็นสี่เหลี่ยมหลากขนาดที่เกิดขึ้นจากผนังปูนและผนังไม้ หรือจากหน้าต่างบานเล็กบ้าง บานใหญ่บ้าง แต่นำทั้งหมดมาจัดเรียงให้เกิดสมดุลได้ อันนี้ก็เป็นลูกเล่นในเชิงสถาปัตยกรรมของยุคนั้นที่ทำให้อาคารดูสนุกขึ้น ส่วนเสารับที่ปลายชายคา อาจารย์วิมลสิทธิ์บอกว่าสถาปนิกรุ่นนั้นจะเรียกกันว่า ขาแมงมุม” โก้เล่ารัวๆ อย่างตื่นเต้น

อ้อเล่าว่าคุณพ่อเป็นสถาปนิกที่เน้นเรื่องการจัดวางองค์ประกอบ (Composition) และสนุกที่จะทดลองวิธีใหม่ๆ

“ถ้าพูดเรื่องคอมโพซิชัน หรือการจัดวางองค์ประกอบ ผมคิดว่าถ้ามองดีๆ Façade ที่เราเห็นนี้อาจอิงไปกับงานของ Mondrian ก็เป็นได้ Mondrian เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น และสร้างสรรค์ผลงานด้วยภาพสี่เหลี่ยมหลากขนาดรวมทั้งเส้นสายต่างๆ สถาปนิกยุคโมเดิร์นในต่างประเทศหลายคน ก็ออกแบบอาคารโดยจัดวางคอมโพสิชันตามงานของ Mondrian อย่างเช่น Rietveld Schröder คุณพ่อของพี่ก็อาจได้รับอิทธิพลจากงานของ Mondrian ด้วยก็ได้ครับ” ฐิก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ผมรู้สึกว่าบ้านเล็กๆ หลังนี้แอบซ่อนอะไรให้ตีความกันได้มากมาย โอย สนุกจริงๆ เลย

บนผนังมีหน้าต่างไม้บานใหญ่ปรากฏอยู่ ในวันนี้อาจดูเหมือนหน้าต่างไม้ธรรมดาๆ แต่ในสมัยนั้นถือว่าเป็นวัสดุแห่งยุค 70 และ 80 เช่นกัน นั่นคือหน้าต่างบานเปิดเดี่ยวหรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่าหน้าต่างบานพับวิทโก้ (Whitco) นั่นเอง

“หน้าต่างบานพับวิทโก้ที่เห็น ถือว่าเป็นความทันสมัยของยุค 70 มาจน 80 และบ้านแทบทุกหลังในสมัยนั้นก็จะใช้หน้าต่างวิทโก้ขนาดพอๆ กัน คือสูง 120 กว้าง 80 เซนติเมตร กันทั้งนั้น หน้าต่างต้นฉบับจะทาสีขาว พอจับแล้วเลอะมือ เป็นผงๆ สีขาวติดมือเลย ซึ่งไม่ชอบมากๆ (หัวเราะ) เพราะยุคนั้นสีน้ำมันกำลังฮิต ซึ่งสีชนิดนี้พอทาไปนานๆ เข้าก็จะแห้งเป็นผง ถ้าเผลอเอามือไปลูบไปโดนเข้า ผงสีก็จะติดมือมา ลองนึกถึงบานหน้าต่างตามโรงเรียนของเราในสมัยเด็กๆ สิ” พออ้อเล่าถึงประโยคนี้ เราทุกคนพยักหน้าหงึกหงักแล้วหัวเราะออกมา เพราะทุกคนล้วนมีประสบการณ์มือขาวเมื่อจับหน้าต่างที่โรงเรียนกันทั้งนั้น

“นอกจากเลอะมือแล้วยังฝืดอย่างแรงด้วย เปิดปิดที่เมื่อย (หัวเราะ) หน้าต่างวิทโก้มาแทนที่หน้าต่างบานเปิดคู่สับขอซึ่งเคยฮิตในสมัยก่อน แต่พอพี่ปรับปรุงบ้านครั้งล่าสุด พี่ก็ขัดสีขาวออกหมด เพราะนึกถึงตอนมือเปื้อนผงสีสมัยเด็กๆ คราวนี้พี่เลยขอโชว์เนื้อไม้ดีกว่านะ” อ้อเล่าไปหัวเราะไปอีกครั้ง

จากหลังบ้าน เมื่อเดินอ้อมไปทางด้านซ้ายมือก็จะเจอช่องสี่เหลี่ยมซึ่งปัจจุบันกรุกระจกใสไว้เรียบร้อย มีน้องแมวยืนส่งสายตาทักทายอยู่ ในอดีตคือช่องที่เจาะไว้สำหรับติดตั้งเครื่องปรับอากาศชนิดที่เรียกว่า Window Type

“ยุคนั้นเป็นยุคที่เริ่มติดเครื่องปรับอากาศกันที่บ้าน และต้องเป็นเครื่องปรับอากาศแบบเจาะผนังหรือ Window Type ด้วยนะ มาแทนที่เครื่องปรับอากาศแบบตั้งพื้น เป็นประดิษฐกรรมแห่งยุคที่บ้านในแถบสุขุมวิทใช้กันแทบทุกหลัง เด็กๆ สมัยนี้คงไม่รู้จักแล้ว 

“ความจริงเครื่องปรับอากาศแบบนี้ใช้งานได้ดีมาก เพราะเป่าความเย็นเข้ามาและนำความร้อนเป่าออกนอกตัวอาคารทันที เย็นสบายมาก” อ้อทำให้ผมนึกได้ว่าเครื่องปรับอากาศเครื่องแรกของบ้านผมเองก็เป็นประเภทนี้ ตอนเด็กๆ ผมจะชอบไปยืนรับลมเย็มที่เป่าออกมาแรงๆ ให้เย็นชื่นใจ

เราเดินต่อไปยังด้านหน้าเพื่อสำรวจบ้านหลังนี้กันต่อ แล้วก็เจอสรรพสิ่งที่บ่งบอกความเป็นบ้านสุขุมวิทแห่งยุคนั้นอีกหลายอย่าง

“อยากให้สังเกตทางเข้าบ้านที่เป็นผนังปูนเซาะร่องเป็นลายตามขวาง อันนี้เป็นของดั้งเดิมตั้งแต่พ่อเริ่มสร้างบ้านเลย ซึ่งเป็นการลงรายละเอียดตกแต่งผนังที่นิยมในยุคโมเดิร์นก่อน พ.ศ. 2500 ทางเข้าบ้านมีทางเดินเล่นระดับประดับด้วยกระเบื้อง ที่สำคัญคือมีบ่อน้ำปรุกระเบื้องสีเขียวชิ้นเล็กๆ ต้องเป็นสีเขียวด้วยนะ ไม่ก็น้ำเงินหรือฟ้า และจะทำทางเดินหินขัดเป็นช่วงๆ ต้องเป็นกระเบื้องกับหินขัดแบบนี้ด้วยนะ (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นบ้านในยุคนั้นมากๆ โดยเฉพาะบ่อน้ำ เวลาพี่ไปบ้านเพื่อนหลังไหนๆ ก็จะมีบ่อน้ำลักษณะนี้แทบทุกหลัง แล้วก็จะอยู่ในตำแหน่งข้างบ้านแบบนี้เหมือนกัน” อ้อชี้ให้เราดู และทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอีกครั้ง 

ผมเชื่อว่าสมัยเด็กๆ ผู้อ่านหลายคนจะชอบมุมนี้มาก เพราะจะได้แอบคุณพ่อคุณแม่เอามือเอาขามาแหย่น้ำเล่น และก็จะแอบหลบเมื่อผู้ใหญ่เรียกมาช่วยล้างช่วยขัดทำความสะอาดกันมาแล้วใช่ไหมครับ ยอมรับมาเสียดีๆ

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

อีกอย่างหนึ่งที่ไม่อยากให้มองผ่านคือต้นไม้ เพราะเป็นต้นไม้สายพันธุ์ยอดนิยมที่ใช้ปลูกประดับบ้านช่วงยุค 60 ไปจนถึง 80 ด้วยเช่นกัน

“ต้องต้นแสงจันทร์กับชมพู่มะเหมี่ยวนี่เลย บ้านแถบสุขุมวิทจะมีต้นไม้สองชนิดนี้ปลูกประดับกันทั้งนั้น เวลาชมพู่มะเหมี่ยวออกลูกจะมีกลิ่นหอมมาก ส่วนแสงจันทร์ก็มักจะปลูกข้างบ้านหรือข้างโรงรถ ทั้งชมพู่มะเหมี่ยวกับแสงจันทร์ก็ยังรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้” อ้อเล่าโดยโก้เสริมว่า ชมพู่มะเหมี่ยวเป็นต้นไม้ที่เด็กๆ ในยุคนั้นสนุกที่จะปีน ผมเองก็ชอบปีน และเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านก็คงมีประสบการณ์ร่วมกับเรา

“มีอะไรที่มากับบ้านในช่วงนั้นอีกบ้างไหมครับ ที่วันนี้อาจรื้อออกไปแล้ว” ผมถาม

“สิ่งที่มาในยุค 70 และ 80 อีกอย่างคือพื้นปาร์เกต์ (Parquet) ความจริงตอนที่พ่อต่อเติมห้องรับแขก เดิมพ่อลองปูพื้นด้วยปาร์เกต์ก่อน แต่สิ่งที่มากับยุค 80 ก็คือน้ำท่วม โดยเฉพาะในย่านสุขุมวิท ตอนเด็กๆ จะรอประกาศว่าโรงเรียนหยุดเพราะน้ำท่วม ไม่ต้องไปเรียน แล้วน้ำจะท่วมเป็นประจำทุกปี ท่วมนานด้วย ท่วมจนพื้นปาร์เกต์ลอย แล้วพอน้ำเริ่มลด เราเดินบนฟื้นปาร์เกต์มันก็จะมีน้ำทะลักออกมา ปุด ปุด (หัวเราะ) 

“ความจริงสนุกมากนะ แต่พ่อคงทนรับสภาพแบบนั้นต่อไปไม่ไหว และตัดสินใจปูกระเบื้องดินเผาสีแดงแทนเพื่อหยุดปัญหานี้ นอกจากนี้สีของกระเบื้องดินยังเข้ากันได้ดีกับงานกระเบื้องด่านเกวียนที่ประดับบนผนัง” อ้อทบทวนความจำแล้วทำให้เราหัวเราะกันอีกครั้งพร้อมกับนึกถึงอดีตพื้นปาร์เกต์ที่บ้าน

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“อีกอย่างที่เป็นของคู่บ้านกับยุคโพสต์โมเดิร์นน่าจะเป็นวอลเปเปอร์ พวกวอลเปเปอร์แนวตั้งที่มีลายกระจุกกระจิก ที่บ้านก็น่าจะเคยติดวอลเปเปอร์ด้วยไหมคะ” โก้แสดงความคิดเห็นเสริม อ้อพยักหน้ายอมรับ แต่ได้ลอกออกไปหมดแล้ว

บ้านยุค ‘บิล’

ครอบครัวได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 จนราวๆ พ.ศ. 2531 เมื่ออ้อไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังสำเร็จการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นบ้านก็ได้กลายสภาพมาเป็นบ้านเช่าอีกครั้ง โดยผู้เช่าในคราวนี้คือ วิลเลียม วอร์เรน (William Warren) ที่อ้อเรียกว่า ‘บิล’ อย่างคุ้นเคย

วิลเลียม วอร์เรน เป็นสหายรักของ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นนักเขียนคนแรกที่เปิดเผยเรื่องราวอันเป็นชีวประวัติของจิม ทอมป์สัน ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงช่วงที่จิมหายสาบสูญอย่างลึกลับในประเทศมาเลเซีย ผ่านหนังสือ Jim Thompson – The Unsolved Mystery นอกจากนี้เขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมของไทยอีกด้วย ผลงานสำคัญเล่มหนึ่งของเขาคือหนังสือ Heritage Homes of Thailand ซึ่งผมแอบดีใจว่าใกล้เคียงกับชื่อคอลัมน์ Heritage House ของ The Cloud ที่ทุกท่านกำลังอ่านอยู่ขณะนี้ ชื่อของเขายังเป็นชื่อของห้องสมุด (William Warren Library) ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเฮนรี่ บี ทอมป์สัน ในซอยเกษมสันต์ 2

“คุณแม่ของพี่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.พงษ์ศรี เลขะวัฒนะ กับบิลรู้จักกันเพราะเป็นอาจารย์ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยกันทั้งคู่ และสนิทกันมาก พอดีบ้านเช่าของบิลที่สุขุมวิท 31 ครบสัญญาและต้องส่งคืนเจ้าของ แม่กับพ่อเลยตัดสินใจให้บิลมาเช่าอยู่ บิลเป็นคนที่สนใจเรื่องราวของไทยมากๆ เป็นนักวิชาการยุคแรกๆ ที่เริ่มเก็บข้อมูลบ้านเก่าของไทยทั้งในเรื่องของสถาปัตยกรรมและประวัติผู้อาศัยอยู่ รวมทั้งเขียนหนังสือหลายเล่มเพื่อเผยแพร่ความรู้ในวงกว้าง เป็นสมาชิกคนสำคัญของสยามสมาคม (Siam Society) กลุ่มแรกๆ ที่ให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาอาคารโบราณในภาคเอกชน พี่รู้สึกว่าเป็นเกียรติมากที่บิลเคยอาศัยอยู่ที่นี่”

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“บิลสะสมของเก่าไว้มาก บ้านหลังนี้อยู่ในยุคโมเดิร์น อาจจะดูใหม่เกินไปกว่างานศิลปะที่เขาสะสม บ้านมันโปร่งและโล่งเกินไป แต่บิลก็เข้ามาปรับบ้านให้มีความทึมขึ้น เขาเป็นคนสร้างบรรยากาศบ้านขึ้นมาใหม่”

อ้อเล่าว่าขณะที่บิลอาศัยอยู่ที่นี่ เขาแทบไม่ได้ปรับปรุงลักษณะทางสถาปัตยกรรมใดๆ ของบ้านเลย แต่เลือกที่จะจัดการกับสภาพแวดล้อมรอบตัวบ้านแทน บิลคือผู้ที่ปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ เพิ่มขึ้นมากมายจนร่มรื่น และใช้ไม้เลื้อยปลูกชิดตัวบ้านเพื่อให้เลื้อยขึ้นมาคลุมจนร่มครึ้ม

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“ลักษณะของบ้านฝรั่งจะต่างกับเอเชีย บ้านพวกเราจะเน้นความโปร่งโล่ง อยู่ได้ด้วยลมและแสงธรรมชาติ ฝรั่งจะเน้นความมิดชิดและอยู่ด้วยแสงไฟ มันเป็นความ Homey ที่ฝรั่งคุ้นเคย ลองสังเกตบ้านฝรั่งที่อาจเคยผ่านตาในหนังสือหรือในภาพยนตร์ดูสิคะ ยิ่งบิลเป็นนักสะสมและมีงานศิลปะมากมายที่ต้องอาศัยการออกแบบแสงเพื่อขับงานศิลป์ให้สวยงาม บิลเลยปลูกต้นไม้คลุมบ้าน และต่อมาก็คลุมจนแทบไม่เห็นตัวบ้านเลย (หัวเราะ)”

บิลอาศัยอยู่บ้านหลังนี้อีกราว 30 กว่าปีจนเสียชีวิตไปเมื่อ 2 ปีก่อน ช่วงที่บิลอยู่เป็นช่วงที่สภาพแวดล้อมรอบบ้านได้รับการดูแลและปรับแต่งมากที่สุด ต้นไม้ใหญ่ๆ ที่พบในสวนทุกวันนี้ บิลเป็นผู้เลือกหามาปลูกและดูแลด้วยตนเอง ต้นหูกระจงต้นใหญ่หลังบ้านอายุราว 30 ปีก็เป็นฝีมือของบิลเช่นกัน ดังนั้น หากแวะมาที่ Newday Project ก็อย่าลืมเดิมอ้อมมาด้านหลังเพื่อชื่นชมไม้ใหญ่นานาชนิด โดยเฉพาะหูกระจงต้นยักษ์ที่พวกผมแหงนคอตั้งบ่าอ้าปากค้างกันมาแล้วนะครับ

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“หลังจากที่บิลเสีย บ้านก็กลับมาเป็นของครอบครัวอีกครั้ง สภาพบ้านตอนนั้นคือปกคลุมไปด้วยตนไม้ ค่อนข้างผุพังและทรุดโทรมลงไปมากตามกาลเวลา เพราะอายุใกล้เจ็ดสิบปีแล้ว คุณแม่และเราสามพี่น้อง ซึ่งตอนนั้นต่างแยกย้ายไปมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว ก็คิดว่าไม่สามารถปล่อยบ้านให้อยู่ในสภาพนี้ได้ต่อไป เราจะต้องทำอะไรสักอย่าง” 

บ้านเลือกคน

“สิ่งแรกที่ตัดสินใจเลยคือจะไม่ขายโดยเด็ดขาด บ้านหลังนี้มีคุณค่าทางจิตใจ ที่ดินก็พ่อซื้อ ส่วนบ้านก็คือบ้านที่พ่อออกแบบมากับมือ และเป็นบ้านที่เราเติบโตมา แต่ก็พยายามหาหนทางว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ และสร้างรายได้ให้กับครอบครัวด้วย” อ้อเล่าถึงบ้านที่ผูกพันหลังนี้

การที่คุณพ่อเป็นสถาปนิกนั้นมีอิทธิพลต่อลูกๆ มาก และทั้งสามพี่น้องต้องการจะรักษาบ้านในอดีตหลังนี้เอาไว้ให้อยู่คู่สุขุมวิทต่อไป

“ตอนนั้นในใจลึกๆ ก็อยากซ่อมบ้านให้กลับมามีสภาพเดิมมากที่สุด อยากได้ผู้เช่าที่ชื่นชมกับเนื้อแท้และคุณค่าดั้งเดิมของบ้านจริงๆ และจะช่วยเรารักษาบ้านหลังนี้ต่อไป เขาควรเป็นคนที่รู้สึกกับบ้านเช่นเดียวกับเรา แต่การซ่อมบ้านเก่าต้องอาศัยงบประมาณไม่น้อย และยังไม่แน่ชัดว่าจะได้ผู้เช่าที่พร้อมจะชำระค่าเช่าในราคาเท่าไหร่ ถ้าลงทุนซ่อมแล้วจะคุ้มทุนหรือไม่ เมื่อไหร่ จึงยังไม่ได้ลงมือทำอะไร 

“วันหนึ่งพาคุณแม่มาที่บ้าน คุณแม่ก็พูดขึ้นมาว่า “นี่เป็นบ้านหลังแรกของพ่อกับแม่ เสียดายนะถ้ามันจะไม่อยู่ในสภาพที่เคยเป็น” แค่ประโยคนี้ประโยคเดียวที่ทำให้พี่ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังอะไรอีก พี่ตั้งใจเลยว่าจะเป็นคนซ่อม จะใช้เงินแค่ไหน จะได้เงินคืนมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ขอให้ฉันได้ลงมือทำสิ่งนี้ ไม่ต้องลังเลอะไรอีกแล้ว” อ้อเล่าถึงนาทีที่นำมาสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ

การซ่อมบ้านกับการหาผู้เช่าต้องดำเนินควบคู่กันไป เจ้าของบ้านซึ่งเป็นผู้ซ่อมนั้นมีภาพในใจที่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจะซ่อมให้บ้านออกมาเป็นอย่างไร จึงต้องหาผู้เช่าที่จะมองเห็นคุณค่าและเชื่อในสิ่งเดียวกัน อีกประการคือต้องรู้ว่าบ้านหลังนี้จะเป็นอะไรต่อไป เพื่อที่จะซ่อมให้เสร็จและพร้อมใช้งานได้ในขั้นตอนเดียว

 “มีคนติดต่อมาขอเช่าทำเป็นที่พักของพนักงาน ทำสปาหมา ทำโรงเรียนอนุบาล ฯลฯ มีบางรายที่เจรจากันจนเกือบจะลงเอยแล้ว แต่ก็มีเหตุให้ไม่สามารถทำสัญญาเช่าร่วมกันได้ คิดว่าบ้านเองก็กำลังช่วยเราเลือกผู้ที่จะมาอยู่ในพื้นที่นี้ต่อไป อย่างที่เราเคยได้ยินว่าบ้านก็เลือกคนเหมือนกัน”

ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็หากันจนเจอ และเป็นคนใกล้ตัวที่คุ้นเคยกันเสียด้วย

“เผอิญว่า คุณเกี๊ยก-อดิเทพ พินิจภิญโญ และ คุณปุ้ย-นงพรรณ ตั้งทวีกูล ทำร้านกาแฟ Ink & Lion ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้นหนึ่งของบริษัทพี่ และพี่เองก็เป็นลูกค้าประจำ พี่รู้สึกถูกชะตากับทั้งสองมากๆ ร้านกาแฟของเขาเป็นร้านที่ไม่ต้องพยายามทำตัวให้โดดเด่นเหมือนร้านกาแฟในยุคนี้ แค่เป็นตัวตนในแบบฉบับของเขาทั้งคู่ ลูกค้าก็เดินเข้าร้านมาเอง เลยลองสอบถามดูว่าสนใจบ้านของเราไหม กำลังจะซ่อมและปรับปรุง แต่ความจริงก็เล็งเขาไว้ละ (หัวเราะ)” 

วันที่พี่อ้อ คุณเกี๊ยก และคุณปุ้ย จับมือกันมาดูบ้านนั้น อ้อเล่าว่า “บ้านดูเหมือนเหลือแต่ซากจริงๆ เพราะให้ช่างมารื้อส่วนที่ชำรุดเสียหายออกไป บ้านผุเยอะมาก แทบจะต้องรื้อทิ้งหมด แม้กระทั่งโครงหลังคา จะเหลือก็แค่กรอบหน้าต่างกับส่วนที่เป็นปูนเท่านั้น ซึ่งน้อยมากๆ ตอนนั้นเขาทั้งสองคนต้องไว้ใจเรามากว่าจะซ่อมบ้านให้กลับมาสวยงามดังเดิมได้” 

หลักการซ่อมคือพยายามทำให้กลับไปเป็นตามแบบดั้งเดิมมากที่สุด และกำจัดสิ่งที่เคยรู้สึกว่ารกรุงรังออกไป โดยยังให้ความสำคัญกับการจัดองค์ประกอบและสัดส่วนตามลักษณะที่คุณพ่อได้ออกแบบไว้ ส่วนภายในนั้นจะปรับแต่งไปตามความเหมาะสม 

“เราซ่อมบ้านที่เป็นโครงหลักตามที่เราต้องการส่งให้กับคุณเกี๊ยกกับคุณปุ้ย ส่วนรายละเอียดภายในเขาก็เสริมแต่งตามประโยชน์ใช้สอยของการเป็นร้านกาแฟ เช่น ลงทุนเพิ่มในส่วนที่เป็นครัว แต่เราทั้งสามคนล้วนปรึกษาร่วมกันมาโดยตลอด”

ระหว่างซ่อม

การซ่อมใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ปีเต็ม โดยทีมช่างที่ได้รับการแนะนำจากเพื่อนบ้านที่รู้จักและคุ้นเคยกันมาก่อน และก็โชคดีที่ได้ทีมช่างซึ่งรับผิดชอบตั้งแต่ขั้นตอนการรื้อจนถึงการซ่อมกลับมาให้สมบูรณ์

“ที่เราเดินดูบ้านกันเมื่อเช้านี้ จะเห็นว่าพี่พยายามเก็บรายละเอียดเดิมๆ เอาไว้หมด ต้นไม้ทุกต้นมีคุณค่า หน้าต่างประตู ผนัง กระเบื้องปูพื้น บ่อน้ำ ฯลฯ อย่างตอนนั้นก็มีการถกกันว่า บ้านเราอยู่สุขุมวิท แถมอยู่ในระดับต่ำ มีสิทธิ์จมน้ำเวลาฝนตก เราจะดีดบ้านขึ้นไหม แต่ถ้าดีดบ้าน เราก็ต้องเอากระเบื้องสีแดงของเดิมออกทั้งหมดนะ เราเลยตัดสินใจว่าจะไม่ดีดบ้าน แต่ทำระบบกันน้ำแทน มีประตูกันน้ำ มีเขื่อนเป็นแนวยาวและใช้ปั๊มน้ำช่วย คือน้ำท่วมมันไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน หรือถ้าท่วมจริงๆ วัสดุก็ยังเป็นกระเบื้องที่ขัดล้างได้ แต่เรายังรักษากระเบื้องชุดเดิม สีเดิม ซึ่งเป็นภาพจำของบ้านเอาไว้ได้ตลอดไป หรือบนชั้นสอง เรายังเก็บคานไม้เก่าเอาไว้ บนผนังก็เก็บผนังเดิมเอาไว้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่กับเรา โตมากับเรา เป็นความทรงจำของเรา และมีคุณค่าสำหรับเรา”

ส่วนกองเชียร์และกำลังใจในภารกิจสำคัญครั้งนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณแม่นั่นเอง

“ระหว่างที่ซ่อมก็พาคุณแม่มาดูตลอด ในวันที่ซ่อมเสร็จแม่มีความสุขมากๆ ปีก่อนตอนที่แม่ครบเก้าสิบปี แม่จัดวันเกิดที่นี่ไปสามรอบ แม้แต่ตอนนี้แม่ก็ให้พี่ชายพามาที่นี่บ่อยๆ (หัวเราะ) พอมีธุระข้างนอก ก็จะขอแวะมาดื่มกาแฟที่นี่ เมื่อเห็นเขามีความสุข พวกเราลูกๆ ก็มีความสุข 

“สำหรับพี่ เวลามานั่งที่นี่ก็รู้สึกเหมือนกลับมาบ้านที่เราเคยอยู่และเติบโตมา และเป็นบ้านที่เราอยากให้เป็น ได้เอาอะไรที่เราเคยคิดว่ารกรุงรังออก อย่างพวกส่วนต่อเติมต่างๆ ที่ลดทอนความชัดเจนและเรียบง่ายของตัวบ้านดั้งเดิม หรืออย่างการได้กำจัดสีขาวเปื้อนๆ เลอะๆ ออกจากหน้าต่างวิทโก้ให้เห็นเนื้อไม้เสียที (หัวเราะ) ที่สำคัญคือได้ผู้เช่าอย่างคุณเกี๊ยกคุณปุ้ยซึ่งมีความคิดสอดคล้องกับเรา เขาคือคนที่เรามั่นใจว่าจะไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอะไรให้หวือหวาเพื่อเรียกแขก เขาก็ได้ร้านกาแฟที่สะท้อนตัวตนของเขา และเราเองก็ยังรักษาบ้านหลังเดิมเอาไว้ได้ให้อยู่คู่ย่านสุขุมวิท”

ผลสัมฤทธิ์ของการซ่อมบ้านครั้งนี้เติมเต็มหัวใจของทุกฝ่าย

คุณค่าอันคู่ควร

เวลาเราพูดถึงคำว่า Heritage ภาพจำของเราคืออาคารเก่าๆ มีอายุนานหลายปี มักเป็นอาคารสำคัญของบุคคลสำคัญ จึงจะมีคุณค่าคู่ควรที่จะได้รับการอนุรักษ์… เท่านั้นหรือ

“บ้านหลังนี้อาจเป็นตัวอย่างของ Heritage ที่ยังพัฒนาต่อไป คือเราไม่ได้จับแช่แข็งให้คงสภาพว่าเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น มันมีความต่อเนื่องและเติบโตจากยุคพ่อ มายุคบิล มายุคเรา และมายุคที่คุณเกี๊ยกคุณปุ้ยมาทำร้านกาแฟ ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนวัสดุบางอย่างให้เหมาะกับการเป็นร้านกาแฟ แต่ก็ยังเก็บสาระสำคัญของพื้นที่เอาไว้ อย่างการจัดองค์ประกอบและสัดส่วนตามลักษณะที่คุณพ่อออกแบบไว้ รวมทั้งการเก็บวัสดุสำคัญๆ ที่สะท้อนเรื่องราวในยุคนั้น 

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“การอนุรักษ์บ้านหลังนี้คือการอนุรักษ์สิ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจ อย่างน้อยก็ของเราเอง แต่สำหรับบ้านหลังนี้ พี่เชื่อว่าไม่เฉพาะตัวเราเท่านั้น คนที่เกิดและเติบโตมาในย่านสุขุมวิท ถ้ามาเห็นเข้าก็คงจะมีความสุขไปกับเราด้วยเช่นกัน พี่มีเพื่อนหลายคนที่เกิดและโตมาในสุขุมวิท และมีกำลังทรัพย์พอที่จะรื้อบ้านเก่าๆ แล้วสร้างขึ้นมาใหม่ แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะอยู่บ้านเก่าๆ แบบเดิมๆ อย่างบ้านที่จมดินไปครึ่งหนึ่ง บ้านที่ยังมีน้ำท่วมเสมอเวลาเข้าหน้าฝน บ้านที่มีบ่อน้ำเก่าๆ ที่ยังต้องออกแรงขัด เพดานอาจจะเตี้ยไปบ้างจนต้องเดินระวังไม่ให้หัวชน มีต้นไม้รกครึ้มที่ต้องกวาดเช้ากวาดเย็น

  “คนเหล่านี้อาจต้องต่อสู้กับกระแสบางอย่างจากคนรอบตัวที่ เฮ้ย อย่าไปซ่อมเลย เก็บไว้ทำไม สร้างใหม่เหอะ การรื้อบ้านเก่าออกแล้วสร้างใหม่เป็นทางออกที่ง่ายกว่ามาก อาจใช้งบประมาณน้อยกว่าก็ได้ แต่ก็มีคนอย่างพวกเราที่คิดว่า ไม่ ฉันไม่รื้อ ฉันยังอยากซ่อมต่อไป ฉันอยากปั๊มน้ำออกจากบ้าน ฉันยังอยากกวาดใบไม้และล้างบ่อต่อไป แต่เรายังรักษาบ้านแบบเดิมๆ รวมทั้งบรรยากาศของสุขุมวิทเอาไว้ได้เหมือนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา” อ้อยิ้มกว้างก่อนการสนทนาจะจบลง

เราคงต้องขอบคุณบุคคลเหล่านี้ที่ทำให้ยังรักษาอดีตเอาไว้ให้เราได้มีโอกาสเห็น สืบค้น และศึกษาต่อไป รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เมื่อนำมาร้อยเรียงต่อๆ กันไป ก็ช่วยให้เรามองเห็นคุณค่าเชื่อมโยงได้หลากมิติมากขึ้น เหมือนการมาเยี่ยมบ้านสุขุมวิทที่ Newday Project ในเช้าวันนี้ ที่พาเราให้ได้สนทนาต่อยอดกันไปถึงพัฒนาการของย่านและยุคต่างๆ ของสุขุมวิทไปพร้อมกันด้วย

ขอขอบพระคุณผู้ร่วมการสนทนา

อ้อ-จริยาวดี เลขะวัฒนะ สถาปนิก ผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิกคิดดี จำกัด

โก้-ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์

ฐิ-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เอกสารอ้างอิง

ระลึกถึงบ้านซอย 6 โดย หม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในวาระที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์กิตติคุณ หม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี 

บ้านในกรุงเทพ ฯ : รูปแบบและการเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปี (พ.ศ. 2325-2525) โดย ผศ.ผุสดี ทิพทัส และ ผศ.มานพ พงศทัต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องในวาระสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 200 ปี (ปัจจุบัน คือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ผุสดี ทิพทัส ราชบัณฑิต ประเภทวิชาสถาปัตยศิลป์ สาขาวิชาสถาปัตยกรรม สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสภา และรองศาสตราจารย์ มานพ พงศทัต ศาสตราภิชาน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

พัฒนาการแนวคิดและรูปแบบของงานสถาปัตยกรรม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต คณะผู้วิจัย ดร. วิมลสิทธิ์ หรยางกูร กอบกุล อินทรวิจิตร ดร. สันติ ฉันทวิลาสวงศ์ และวีระ อินพันทัง พ.ศ. 2536 โดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ ด้วยการสนับสนุนจากเครือซิเมนต์ไทย (ปัจจุบัน คือ ศาสตราจารย์ ดร.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

ใคร ๆ ก็รู้จัก คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นย่านสำเพ็ง ผมเองก็เช่นกัน ขณะที่ใคร ๆ เรียกคุณสมชัยว่าอาเจ็กบ้าง อาเฮียบ้าง แต่ผมกลับถนัดที่จะเรียกท่านว่า ‘พี่สมชัย’ ด้วยความเคารพตั้งแต่แรกพบ

“ดี ๆ เรียกพี่ทำให้เฮียรู้สึกหนุ่มขึ้นมาหน่อย” พี่สมชัยหัวเราะเสียงก้องอย่างอารมณ์ดี แต่ยังแทนตัวเองว่าเฮีย

เมื่อตึงหนังเกี้ยอย่างผมกำลังเสาะหา Heritage House ในย่านสำเพ็ง เพื่อจะนำมาถ่ายทอดให้ชาว The Cloud ได้อ่านกันเพลิน ๆ ในคอลัมน์นี้ คนแรกที่ผมนึกถึงคือพี่สมชัย ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ‘ก้วงเฮงเส็ง’ อันเก่าแก่ของครอบครัว พี่สมชัยเป็นคนสำเพ็งอย่างแท้ทรู เพราะเกิดในสำเพ็ง โตที่สำเพ็ง อาศัยอยู่ในสำเพ็ง และรักสำเพ็งอย่างที่สุด

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

ผมเคยได้ฟังพี่สมชัยพูดใน TED Talks และเวทีอื่น ๆ อีกหลายครั้ง เนื้อความที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากที่สุดคือ เมื่อพี่สมชัยกล่าวถึงการให้คุณค่ากับสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวด้วยการตั้งคำถาม ตามด้วยการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบจนเกิดการเรียนรู้ สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้อาจช่วยไขปริศนาและบอกเล่าเรื่องราวสำคัญ ๆ ให้กับเรามากมาย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย ครั้งนี้จึงเกิดขึ้น โดยผมขอให้พี่สมชัยช่วยเลือก Heritage House สักแห่งที่อาจซ่อนตัวหลบเร้นอยู่ในสำเพ็ง แต่กลับมีสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ช่วยขานไขเรื่องราวที่น่าสนใจมุมใหม่ ๆ ได้

“ไทยย่งฮั่วเชียง ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็ง” คือคำตอบ

ซอยต่างขนาด

พี่สมชัยนัดผมที่บริเวณซอยวานิช 1 ก่อนที่เราจะเดินไปร้านไทยย่งฮั่วเชียง ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเดียวกัน

“เมื่อก่อนซอยวานิช 1 มีสถานะเป็นถนน ถือว่าเป็นถนนสำคัญนอกกำแพงเมืองสายแรกที่ทอดตัวยาวตลอดย่านสำเพ็ง เรียกว่าเป็นทางสัญจรหลักเลยทีเดียว สำเพ็งถือว่าเป็นย่านนอกเมือง เมื่อก่อนมีกำแพงเมืองปิดล้อมบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ประตูเมืองด้านใต้อยู่ไม่ไกลจากคลองโอ่งอ่าง เดิมมีสะพานสำหรับชักขึ้น-ลง เพื่อกันคนไม่ให้เข้า-ออกเมืองในเวลาค่ำ นั่นคือบริเวณสะพานหัน” พี่สมชัยเริ่มเล่า

ในอดีตสำเพ็งเป็นพื้นที่สวนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีลักษณะเป็นบาง คำว่าบางหมายถึงพื้นที่ที่ประกอบด้วยคลองแยกย่อยออกมาจากแม่น้ำสายใหญ่ ลัดเลาะเข้าไปในแผ่นดิน เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงปราบดาภิเษกและขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2325 ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะข้ามมาสร้างพระบรมมหาราชวังและพระนครขึ้นใหม่ทางคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันออก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่มาแต่เดิม จึงโปรดเกล้าฯ พระยาราชาเศรษฐีนำคนจีนที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนั้น ออกมาตั้งหลักแหล่งตั้งแต่บริเวณระหว่างคลองวัดสามปลื้มจนถึงคลองวัดสามเพ็ง

“แล้วทำไมถึงเรียกย่านนี้ว่าสำเพ็งน่ะเหรอ เฮียคิดว่าเป็นเพราะถนนสายหลักสายนี้ไปสิ้นสุดที่วัดสามเพ็ง ก็เลยเรียกชื่อถนนตามจุดหมายปลายทางว่าถนนสามเพ็ง แล้วก็เลยเรียกย่านนี้ทั้งย่านว่าสามเพ็งตามไปด้วย ต่อมาจึงกร่อนเสียงเหลือเพียง ‘สำเพ็ง’ วัดสามเพ็งเป็นวัดเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเชียวนะ ปัจจุบันคือวัดปทุมคงคา” พี่สมชัยอธิบาย

ถนนเป็นสิ่งใหม่ที่คนไทยไม่คุ้นเคยเพราะคนไทยมักอาศัยอยู่ริมแม่น้ำ มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับสายน้ำ คนไทยมักปลูกบ้านเรือนอยู่ริมคลองหรืออาศัยอยู่บนแพ ถนัดแจวเรือมากกว่า แต่สำหรับชาวจีน โดยเฉพาะในย่านสำเพ็งนั้น เป็นคนค้าคนขาย ต้องการสร้างบ้านและตั้งร้านอยู่บนบก ลำคลองมีไว้สำหรับขนส่งสินค้ามากกว่าเป็นวิถีชีวิต จึงทำให้เกิดถนนสำเพ็งขึ้น จากบันทึกของชาวตะวันตกเมื่อ พ.ศ. 2373 – 2382 ได้กล่าวถึงถนนสำเพ็งว่า มีขนาดกว้างประมาณ 2 – 3 เมตร เพื่อให้คนเดินสวนกันไปมาเท่านั้น เป็นทางให้เกวียนละรถลากแล่นผ่านไปได้ ทอดตัวผ่านที่พักอาศัยและร้านค้าที่ปลูกเรียงชิดติดกันไปทั่วทั้งย่าน ปัจจุบันถนนสำเพ็งถูกลดฐานะมาเป็นซอยวานิช 1

“แต่ที่เฮียอยากให้ดูคือตรงนี้” พี่สมชัยชี้ไปยังแนวทางเดินที่ทอดยาวไปตามซอยวานิช 1 ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าจากที่แคบ ๆ อยู่นั้น ก็พลันกว้างขึ้นทันที แล้วก็กลายเป็นซอยขนาดกว้างทอดยาวขนานถนนทรงวาดไปจนจรดถนนทรงสวัสดิ์

“อ้าว ทำไมอยู่ดี ๆ ซอยแคบ ๆ ก็บานออกมาแบบนี้ครับพี่” ผมเริ่มสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ บางอย่าง

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
ซอยวานิช 1 ในอดีตคือถนนสำเพ็ง เป็นซอยที่พื้นทางเดินมีความกว้างไม่เท่ากัน ส่วนที่ไม่โดนไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2449 ยังคงความแคบ ส่วนที่โดนไฟไหม้และสร้างขึ้นใหม่จะกว้างขึ้น

“ไฟไหม้” พี่สมชัยเริ่มเล่า “สำเพ็งเติบโตเร็วมาก ประชากรอยู่อาศัยหน่าแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นศูนย์กลางการค้าของประเทศและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการค้าสำเภากับจีนในสมัยรัชกาลที่ 3 และหลังจากสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งส่งผลให้การค้าขยายตัวมากยิ่งขึ้น บ้านในสำเพ็งแต่ละหลังมักก่อสร้างด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงจาก คนใช้ตะเกียงให้แสงสว่าง เลยทำให้เกิดอัคคีภัยบ่อยครั้ง ครั้งสำคัญก็คือ พ.ศ. 2449 ซึ่งเกิดไฟไหม้ถึง 2 ครั้งในปีเดียวกัน กินพื้นที่กว้างมาก และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ” พี่สมชัยชี้ให้ผมดูสำเนาภาพแผนที่ซึ่งระบุวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 เราจะเห็นพื้นที่บริเวณกว้างที่ลงสีน้ำเงินไว้เพื่อแสดงบริเวณที่มอดไหม้ในอัคคีภัยครั้งนั้น

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
สำเนาแผนที่ฉบับวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 ที่นำมาลงสีให้เห็นชัดเจน พื้นที่สีแดงคือพื้นที่ที่รอดจากเหตุการณ์ไฟไหม้ พื้นที่สีน้ำเงินคือพื้นที่ที่โดนไฟไหม้ เส้นตรงที่ลากยาวเป็นเส้นคู่คือถนนทรงวาด 
ภาพ : สมชัย กวางทองพานิชย์

สืบเนื่องจากการสนทนาของเราในวันนั้น พี่สมชัยได้แนะนำให้ผมไปอ่านหนังสือ ‘นิทานชาวไร่เล่มที่ 4’ เขียนโดย นาวาเอกสวัสดิ์ จันทนี ในหน้า 107 มีคำอธิบายเหตุการณ์และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไว้อย่างกระชับและเข้าใจง่ายที่สุด ผมจึงขอคัดข้อความดังกล่าวมาช่วยอธิบายไว้ดังนี้

“ไฟเกิดไหม้ที่สำเพ็ง เจ๊กวิ่งหนีไฟกันวุ่น แต่จะวิ่งไปไหน ตรอกแคบนิดเดียวยากแก่การสัญจร ยิ่งเวลาไฟไหม้ด้วยแล้ว อัดกันเป็นปลาซาร์ดีนนั่นเทียว ถานพระวัดเกาะก็ถูกบูชาพระเพลิงไปด้วย กองกาบมะพร้าวกลายเป็นปุ๋ยไป ทุกอย่างโล่งโถงไปหมด แทนที่เจ๊กจะหนีไปปลูกสร้างที่อื่น กลับคิดปลูก ณ ที่เดิม”

“พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จมาดู พระยาราชรองเมือง ปลัดทูลฉลอง กระทรวงนครบาล ตามเสด็จฯ ในหลวงทอดพระเนตรเห็นเจ้าของที่ดินปักเขตกันกลุ้มไป จึงดำรัสว่า ถ้าปล่อยให้ปลูกสร้างอย่างเดิม ตึกรามก็จะแน่นหาทางเดินไม่ได้ จึงดำริจะทำถนน ได้รับสั่งหากระดาษดินสอมาวาดภาพเส้นตรงจากท่าน้ำราชวงศ์ เลียบแม่น้ำไปจรดวัดปทุมคงคา รับสั่งให้เบิกเป็นถนน รถราจะได้มีโอกาสแล่น ไม่ต้องแออัดอย่างที่แล้วมา ถนนสายนี้จึงมีนามว่าทรงวาด เพราะในหลวงทรงวาดไว้กลางแจ้งนี่เอง” 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
แผนที่แสดงแนวถนนทรงวาด สังเกตจากเส้นตรงสองเส้นที่ลาดยาวจากราชวงศ์ไปวัดปทุมคงคา และซอยวานิช 1 (อดีตเรียกว่าถนนสำเพ็ง) ถนนที่เป็นเส้นโค้งขนานกับทรงวาด 
ภาพ : สมชัย กวางทองพานิชย์

ถนนที่ทำขึ้นใหม่ให้มีขนาดกว้างขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถนนทรงวาดเท่านั้น ถนนดั้งเดิมอย่างถนนสำเพ็งก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ส่งผลให้พื้นที่ที่รอดจากอัคคีภัยยังคงแคบตามแบบต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนที่ไม่รอดก็ขยายออกกว้างขึ้นอย่างในสมัยรัชกาลที่ 5

“พอดูพื้นแล้ว คราวนี้เงยหน้าขึ้นดูตึกกันครับ” พี่สมชัยเปลี่ยนมุมให้ผมมอง มีสิ่งอะไรที่ควรสังเกตอีกหนอ

“ลักษณะตึกในซอยนี้เหมือนกันหมดตรงที่เป็นตึกก่ออิฐถือปูน เพราะได้มีการตราพระราชบัญญัติขึ้น โดยกำหนดให้สร้างเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทั้งหมดแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก ถ้าสังเกตดี ๆ เราจะเห็นพัฒนาการของสถาปัตยกรรมหลายอย่างที่น่าสนใจ” 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนกลุ่มที่ยังปลูกติดกันเรียงเป็นพรืด

“อาคารกลุ่มแรกมีจำนวนประมาณ 40 ห้อง จะยังเป็นอาคารปูนเรียงต่อ ๆ กันไปเป็นพรืดตามเดิม กลุ่มอาคารต่อมาอีก 10 ห้อง จะสังเกตได้ว่ามีการสร้างคันกันไฟเพิ่มขึ้น” พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกต

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนที่มีคันกันไฟ แบ่งห้องแถวออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ห้อง และคันกันไฟจะเป็นแนวปูนที่สูงตั้งแต่ฐานอาคารจนเลยหลังคา

คันกันไฟคือแนวปูนหนาที่สร้างขึ้นเพื่อแบ่งอาคารออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ห้อง แนวปูนนี้จะมีความสูงตลอดอาคาร ตั้งแต่ฐานจนสูงเลยหลังคา เพื่อทำหน้าที่แยกอาคารไม่ให้เรียงติดกันเป็นพรืด หากเกิดอัคคีภัยขึ้นเมื่อใด คันกันไฟก็จะช่วยประวิงเวลาไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนอีกกลุ่มที่เพิ่มคันกันไฟเหนือหน้าต่างด้วย

“กลุ่มอาคารอีกกลุ่ม นอกจากมีคันกันไฟช่วยแยกอาคารแล้ว ยังเพิ่มคันกันไฟเหนือหน้าต่างเข้าไปด้วย ลองสังเกตดี ๆ เราจะเห็นขอบปูนเหนือบานหน้าต่างอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้เปลวไฟลามจากตัวอาคารขึ้นไปติดหลังคาได้ง่าย จะเห็นว่าเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในสำเพ็ง ส่งผลต่อการกำหนดรูปแบบสถาปัตยกรรมของย่านนี้ในเวลาต่อมา โดยมีจุดประสงค์หลักคือแก้ปัญหาอัคคีภัยนั่นเอง” ขอสารภาพว่าผมมาเดินเที่ยวซอยวานิช 1 หลายครั้งหลายหน แต่วันนี้ผมเพิ่งสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ ที่พี่สมชัยกำลังเล่าให้ฟัง

ไฟมีทั้งทำลายล้าง พร้อมกับสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วยเช่นกัน และสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วกับสำเพ็ง

ตึกฝรั่งในย่านจีน

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

เราเดินตามซอยวานิช 1 ไปเรื่อย ๆ จนไปหยุดอยู่หน้าอาคารปูนสีเหลือง ซึ่งก่อสร้างโดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมตะวันตก มีลายปูนปั้นประดับสวยงาม

“เราอยู่ในสำเพ็ง ซึ่งเป็นย่านที่ประชากรส่วนมากเป็นคนจีน แต่อาคารหลังนี้และอาคารอื่น ๆ กลับเป็นตึกที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันตกแทบทั้งนั้น อาคารที่เห็นในบริเวณนี้ล้วนสร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2449 พร้อม ๆ กับถนนทรงวาด ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5” พี่สมชัยเล่า

สถาปัตยกรรมตะวันตกเริ่มแพร่เข้ามาสู่สยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ซึ่งก่อให้เกิดการติดต่อกับชาติตะวันตกมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันคณะมิชชันนารีที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาก็ทวีจำนวนขึ้นด้วย ในระยะแรกนั้น อิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกยังจำกัดอยู่ในวงแคบ เฉพาะกลุ่มบุคคลชั้นสูง และมีการรับเอาเฉพาะองค์ประกอบบางอย่างและวัสดุบางชนิดมาปรับใช้เท่านั้น 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 สถาปัตยกรรมตะวันตกได้รับความนิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมาก อาคารขนาดใหญ่ ไม่ว่าพระราชวัง วัง บ้านขุนนางและเสนาบดี ตลอดจนอาคารสำคัญทางราชการ รวมทั้งอาคารที่ทำการของเอกชนหลายแห่ง ล้วนก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมาได้แพร่หลายไปยังบ้านเรือนราษฎร พ่อค้าวาณิชที่มีฐานะด้วยเช่นกัน

“ว่ากันว่าตอนที่สร้างอาคารปูนหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนทรงวาด ในหลวงรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ช่างไปดูแบบอาคารจากปีนัง ก็เลยมีอาคารที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกเข้ามาด้วย สำเพ็งเป็นย่านที่เจริญ เพราะเป็นย่านการค้า คนมีฐานะ ก็เลยมีการแข่งขันกันอยู่ในทีว่าบ้านใครจะสวยกว่ากัน” พี่สมชัยเล่า

หนังสือ ‘สำเพ็ง : ประวัติศาสตร์ชุมชนชาวจีนในกรุงเทพฯ’ ได้บรรยายภาพสำเพ็งในเวลานั้นไว้อย่างน่าสนใจว่า

“การค้าในย่านสำเพ็งเป็นไปอย่างคึกคัก สำเพ็งเป็นแหล่งกำเนิดเจ้าสัวหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ กิจการค้าขายต่าง ๆ ในสำเพ็งมักรวมตัวกันอยู่เป็นย่าน ๆ ซึ่งขายสินค้าหลากหลายชนิด เช่น ย่านข้าวสารและธัญพืช พืชไร่อยู่บริเวณถนนทรงวาด ย่านอาหารแห้ง อย่างกระเพาะปลา ปลาแห้ง กุ้งแห้ง และปลาหมึกแห้ง อยู่บริเวณตรอกโรงโคมและซอยอิศรานุภาพ ย่านสินค้าประเภทเชือกอยู่บริเวณถนนวานิช 1 หรือถนนสำเพ็งเดิม ช่วงระหว่างถนนเยาวพานิชกับถนนทรงสวัสดิ์ขนานไปกับถนนทรงวาด ซึ่งนับเป็นย่านเพชรพลอยและเครื่องประดับอยู่บริเวณต้นถนนสายเดียวกันด้วย” 

ข้อความที่กล่าวว่าสำเพ็งเป็น “แหล่งกำเนิดเจ้าสัวหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ” ช่วยอธิบายถึงอิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถนนทรงวาดเท่านั้น แต่ซอยวานิช 1 ก็ได้รับอิทธิพลนี้มาประปรายด้วยเช่นกัน

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

ไทยย่งฮั่วเชียง ร้านเชือกคู่สำเพ็ง

พี่สมชัยพาผมไปแนะนำตัวกับ คุณแสง ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้จัดการร้านไทยย่งฮั่วเชียง บุคคลสำคัญที่เราอยากคุยด้วยอีกท่านหนึ่งในเช้าวันนี้ คุณแสงเป็นคนคุยสนุก และกรุณามอบความเป็นกันเองให้กับผม จนการสนทนาในเช้านี้ ผมได้รับอนุญาตให้เรียกท่านว่า ‘เฮียแสง’ 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

“ผมว่าไทยย่งฮั่วเชียงตั้งมาเกินร้อยปีแล้วล่ะ ปัจจุบันผมอายุ 70 กว่าปี ร้านนี้มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ เป็นร้านเชือกคู่สำเพ็ง” เฮียแสงเริ่มเล่า

บรรพบุรุษของเฮียแสงเป็นคนไหหลำ เดินทางเข้ามาสู่สยามในรุ่นปู่เพื่อมาเริ่มธุรกิจที่นี่

“คนจีนเข้ามาเพื่อค้าขาย ต้องมั่นใจว่ามีผู้ซื้อ ผมคิดว่าสำเพ็งเป็นย่านการค้า มีท่าเรือและโกดังริมแม่น้ำเจ้าพระยายาวตลอดตั้งแต่ท่าน้ำราชวงศ์มาจนถึงทรงวาด มีเรือขนส่งสินค้าหลายชนิด โดยเฉพาะผลผลิตทางเกษตรกรรม เชือกเป็นสินค้าที่ใคร ๆ ก็ต้องการ เพราะต้องนำไปใช้โยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ยิ่งมีเรือเข้ามาเทียบท่าเป็นจำนวนมาก ยังไงเชือกก็ขายได้อยู่แล้ว นอกจากผูกโยงเรือแล้ว เรายังใช้เชือกมัดสินค้าให้เป็นหมวดหมู่สำหรับชั่งขาย และนำส่งกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ การขนส่งสินค้าทางเรือก็มีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในภูมิภาคนี้ เชือกจึงเป็นสินค้าส่งออกไปยังเมืองท่าต่างประเทศได้”

คุณปู่ของเฮียแสงเดินทางมาด้วยกันหลายคนพี่น้อง สร้างธุรกิจหลายแขนงแตกต่างกัน นอกจากการค้าเชือกแล้วยังมีธุรกิจทำแหอีกด้วย ซึ่งแต่เดิมเฮียแสงเติบโตมากับธุรกิจแห

“ปู่ผมอีกคนเป็นคนค้าแห ถือว่าเป็นธุรกิจที่ใกล้เคียงกับธุรกิจค้าเชือก ผมโตในบ้านคุณปู่คนนี้ แต่ผมแค่เดินมาไม่กี่ห้องแถวก็มาถึงร้านเชือกละ ครอบครัวเรามีห้องแถวสามสี่ห้องที่ตั้งอยู่บนถนนสายนี้ คุณพ่อส่งผมไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ผมไปอยู่ที่ออเรกอน (Oregon) ไปเรียนทางด้านบริหาร ก่อนกลับมาทำงานที่ธนาคาร เริ่มที่ฝ่ายธุรกรรมต่างประเทศ ต่อมาถึงย้ายมาอยู่ฝ่ายสินเชื่อ ส่วนไทยย่งฮั่วเชียงนั้นมีคุณอาผมเป็นผู้ดูแล ต่อมาผมตัดสินใจลาออกมาช่วยคุณอาทำธุรกิจเชือก อย่างน้อยก็มีสมาชิกในครอบครัวในรุ่นผมที่เข้ามาช่วยสืบสานธุรกิจดั้งเดิมนี้เอาไว้”

เฮียแสงก็ค้าเชือก พี่สมชัยก็ค้าเชือก แล้วต่างกันอย่างไรบ้างไหมครับ ?

“ของเฮียแสงเป็นเชือกในระดับอุตสาหกรรม ใช้กับเรือใหญ่ ๆ หรือโรงงาน ของเฮียเป็นค้าปลีก ถือว่าคนละตลาด” พี่สมชัยช่วยอธิบาย

“คนในย่านนี้มีหลายเชื้อชาติ บรรพบุรุษผมเป็นไหหลำ แล้วยังมีแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะอีก เลยไปต้นถนนก็เป็นแขก ต่างคนต่างประกอบอาชีพที่ตนถนัด แล้วก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องแย่งอาชีพกัน” เฮียแสงช่วยเสริม ผมชักอยากรู้แล้วล่ะสิว่าแต่ละเชื้อชาติเขาประกอบอาชีพอะไรกันมาตั้งแต่อดีต

“อย่างแขก เขาเคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ เขาทำเรื่องผ้า นำเข้าจากอินเดีย ตั้งแต่สมัยเป็นบริติชอินเดีย บางทีเขาก็นำเข้ามาจากอังกฤษ อย่างผ้าตัดสูทนี่ผมต้องไปวัดตัวตัดกับเขานะครับ เพราะเป็นผ้าวูลชั้นดีจากอังกฤษ นอกจากผ้าก็มีอัญมณี ผมสันนิษฐานว่ามาจากพม่า เพราะพม่าก็เป็นอาณานิคมของอังกฤษด้วยเหมือนกัน

“ไหหลำนี่ อย่างครอบครัวผมก็มาทางเชือกและแห นอกจากนี้ที่ผมทราบก็มีทำถังไม้หลาย ๆ ขนาด เมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดขึ้นเรือก่อนออกเดินทางรอนแรมในทะเล แล้วแถวนี้ขายข้าวสารเยอะ เทกระสอบข้าวเก็บไว้ในถังจะช่วยถนอมข้าวได้นานขึ้น ไม่มีมอด ถ้าเก็บไว้ในกระสอบข้าวจะเสื่อมคุณภาพ เสียราคา เวลาคนมาซื้อปลีก ก็ตักขายจากถังไม้นี่แหละ” 

นอกจากถังไม้ พี่น้องไหหลำยังเก่งธุรกิจโรงแรมอีกด้วย เป็นยังไงมายังไงครับเนี่ย 

“คนไหหลำเป็นคนชอบเงินสด (หัวเราะ) สำเพ็งเป็นแหล่งค้าขายใหญ่มาเป็นร้อยปี มีคนต่างถิ่นเดินทางเข้ามาเสมอ คือขนของมาขายแล้วก็มาซื้อกลับไปด้วย ลงรถไฟหรือเรือมาก็ต้องมองหาที่พักระยะสั้น ๆ ตื่นเช้ามาก็ออกเร่ขายของ พอขายหมดก็ซื้อของจากที่นี่กลับไปขายที่บ้านเมืองตัวเอง พ่อกับอาผมนี่เป็นตัวอย่างเลยนะ นอนดึกแค่ไหน เช้ามาต้องเปิดร้านแล้ว เพราะมักจะมีคนต่างถิ่นเดินเร่เข้ามาถามหาซื้อสินค้าในร้านของเรา แล้วที่ว่าโรงแรมเป็นธุรกิจเงินสดก็เพราะมาถึงจ่ายค่านอนเลย จะกี่วันก็ว่ากันไป เมื่อก่อนเก็บทันทีตอนเช็กอิน เงินสดไหมล่ะ”

พี่สมชัยช่วยเล่าเรื่องคนแคะ ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องหนังมาแต่โบราณ เพราะอาศัยอยู่ในแถบกวางตุ้ง มีภูมิประเทศเป็นป่า จึงชำนาญเรื่องการล่าสัตว์และการจัดการกับสัตว์ มีทักษะในการแล่ ตัด และฟอกหนัง จนนำมาผลิตเป็นสินค้าเครื่องหนังชนิดต่าง ๆ

  “เดิมทีแถวนี้ร้านรองเท้าเครื่องหนังเป็นของคนแคะทั้งนั้น ส่วนคนแต้จิ๋วเป็นเกษตรกร ประมง คนแต้จิ๋วอาศัยอยู่ใกล้ทะเลพร้อม ๆ กับอยู่ในดินแดนที่มีภัยจากธรรมชาติรุนแรง เช่น มีภาวะแล้งหรืออุทกภัยอยู่บ่อย ๆ อย่างเมืองเฉาโจว คนแต้จิ๋วจำเป็นต้องเอาตัวรอดในทุกสภาวะ เลยมีทักษะในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และรักษาผลผลิตที่ได้มาในฤดูกาลนั้น ๆ ให้คงอยู่ พร้อมเตรียมเมล็ดพันธุ์เพื่อหว่านเพาะในฤดูกาลถัดไป”

การเปิดประเด็นเรื่องร้านเชือกกับทั้งสองท่าน พาผมไปรับทราบเรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมายและน่าสนใจทั้งสิ้น

เรียนรู้จากเชือก

เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในร้านไทยย่งฮั่วเชียง สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรก คือเชือกขดใหญ่ที่วางกองสุมอยู่ในร้าน รวมทั้งเชือกหลายชนิดที่แขวนไว้กับเสากลางร้าน สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง

“สมัยก่อนเชือกมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มากอย่างที่เล่าไป และเชือกก็มีวิวัฒนาการตามการเปลี่ยนแปลงด้วย เชือกยุคแรก ๆ คือเชือกมะพร้าว ตอนเด็ก ๆ ผมทันเห็นวางจำหน่ายในร้าน เมื่อก่อนเชือกมะพร้าวคุณภาพดีจะนำเข้ามาจากอินเดียกับพม่านะครับ แล้วเราขายกันเป็นก้อน ๆ เป็นขด ๆ ม้วนใหญ่ ๆ เพราะเราไม่ได้ขายปลีก ความยาวแต่ละม้วนจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่ว่าส่งไปขายที่ไหน ส่วนมากเริ่มที่ความยาวม้วนละ 200 เมตร บางประเทศก็ 220 เมตร บางที่ก็ 240 เมตร ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละพื้นที่” เฮียแสงเอ่ย

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

“แล้วก็มาสู่ยุคของเชือกมะนิลาครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามาจากประเทศเกาะอย่างฟิลิปปินส์ แน่นอนว่าต้องอาศัยการเดินเรือเป็นหลัก เชือกมะนิลาเป็นเชือกที่ทำจากเส้นใยซึ่งมาจากพืชประเภทป่าน เรียกว่าเส้นใยอะบาก้า พื้นฐานของพืชประเภทนี้ต้องปลูกในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี อย่างบริเวณที่ดินใกล้ชายหาด ดังนั้นจึงมีปลูกมากในฟิลิปปินส์ ในขณะที่ป่านชนิดนี้ปลูกได้เพียงพื้นที่แห่งเดียวในประเทศไทย นั่นคือหัวหิน จึงต้องนำเข้ามาจำหน่าย แล้วก็จำหน่ายเป็นม้วนใหญ่ ๆ ยาวหลายร้อยเมตรเช่นเดียวกัน”

คนไทยเรียกเส้นใยอะบาก้า (Abaca) ว่าป่านมะนิลา ปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในประเทศเกาะอย่างฟิลิปปินส์ ใยอะบาก้ามีทั้งความเหนียวแลความหยุ่น ทนต่อจุลินทรีย์ในน้ำเค็มได้เป็นอย่างดี จึงเป็นเชือกที่อยู่คู่อุตสาหกรรมเดินเรือมานาน

“เชือกยุคแรกจึงเป็นเชือกที่ทำจากใยธรรมชาติ (Natural Fiber) แล้วก็เป็นสินค้าหลักของไทยย่งฮั่วเชียงอยู่นานจนกระทั่งเข้าสู่ยุคใยสังเคราะห์ (Synthetic Fiber) อย่างพวกเชือกโพลีเอทิลีน (Polyethylene) หรือไนลอน (Nylon) ซึ่งกลายมาเป็นกลุ่มสินค้าหลักของร้านในปัจจุบัน”

ระหว่างที่เดินสำรวจร้านไปเรื่อย ๆ สายตาผมก็ไปปะทะกับดุ้นเชือกที่แขวนอยู่บนผนังข้างไม้ไผ่ดุ้นใหญ่

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“เมื่อก่อนสำเพ็งเต็มไปด้วยคนหาบของ จะว่าจ้างหาบสินค้าเพื่อขนส่งจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง หรือหาบเพื่อนำของไปเร่ขายไปตามที่ต่าง ๆ ก็ตาม ทุกหาบใช้เชือกหมด เพราะต้องใช้เกี่ยวสิ่งของโยงกับคานก่อนขึ้นบ่าหาบไปไหนต่อไหน ถ้าหาบคนเดียว ก็เรียกว่า ‘โพยตา’ ถ้าหาบคู่ก็เรียก ‘เต๊กทุย’ เชือกกับพลองไม้ไผ่ที่เห็นนี้เป็นเต๊กทุยคือหาบคู่ คุยเสร็จเรียบร้อยแล้วไปดูรูปจากคลิปที่ร้านเฮียได้” 

ตกเย็นวันนั้นผมตามพี่สมชัยไปชมคลิปวีดิทัศน์เรื่อง Bangkok in the 1920’s: Tourists Film a Busy Market Scene และนี่คือภาพเต๊กทุย ที่เราพยายามบันทึกจากภาพเคลื่อนไหวเป็นเป็นภาพนิ่ง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านได้เรียนรู้เรื่องราวจากเชือกมากมาย ผมเกิดคำถามหนึ่งขึ้นในใจว่าทุกวันนี้สำเพ็งเปลี่ยนไป แล้วธุรกิจค้าเชือกในย่านนี้ต้องปรับตัวอย่างไรบ้างหรือไม่

“ทุกวันนี้เรือที่ใช้ในการพาณิชย์เป็นเรือใหญ่ นั่นหมายถึงว่าเชือกก็ต้องพัฒนาให้แข็งแรงขึ้นด้วย อย่างเชือกร้านผมก็พัฒนาให้มีเชือกขนาด 3 เกลียว 4 เกลียว หรือ 8 เกลียว ฯลฯ ที่มีขนาดใหญ่และมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย เรามีลูกค้าที่เป็นกลุ่มเดินเรือที่ยังสั่งเชือกประเภทต่าง ๆ ที่มีขนาดและความแข็งแรงแตกต่างกัน ซึ่งเราก็จะ Made to Order ร้านเรามีพื้นที่จำกัด เราไม่สามารถสต็อกสินค้าไว้ในร้านไว้ได้มาก เชือกก็มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่เรารับออเดอร์และจัดส่งไปได้ นอกจากนี้ยังมีเชือกที่ใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรม เช่น ใช้ในโรงงานสำหรับยกของหรือมัด อันนี้ก็เป็นอีกกลุ่มลูกค้า

“ส่วนเชือกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อาจไม่มีบทบาทในเชิงอุตสาหกรรม แต่ก็เป็นเชือกที่นิยมนำไปประกอบเครื่องเรือน อย่างเตียง โต๊ะ ตู้ โซฟา ฯลฯ หรือใช้ประดับตกแต่งภายในอาคาร บ้านเรือน โรงแรมและรีสอร์ตต่าง ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศแบบย้อนยุค บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

เฮียแสงเป็นผู้สืบต่อธุรกิจค้าเชือกที่คุณปู่สร้างไว้ และดูแลต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน แล้ววันหน้าเฮียแสงคาดหวังว่าใครจะมาทำหน้าที่นี้ต่อไป 

“ผมไม่ได้คาดหวังว่าลูกชายจะต้องมาดูแล เป็นสิทธิของเขาเลยว่าจะเลือกอย่างไร ผมอาจเป็นรุ่นสุดท้ายในครอบครัวก็ได้ พ่อเป็นคนให้ผมมีโอกาสเลือกอนาคตของตัวเอง ผมก็ให้อิสระลูกเช่นนั้นเหมือนกัน”

การเลือกทำในสิ่งที่ชอบ ย่อมจะทำได้ดีที่สุด เหมือนเฮียแสงที่เลือกดูแลร้านไทยย่งฮั่วเชียงมานานกว่า 40 ปี 

ร้านเล็ก ๆ และเรื่องราวจากสรรพสิ่ง

“ตึกนี้เป็นตึกโบราณ ผมเกิดมาเห็นเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น” เฮียแสงบอก

ในพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรของร้านเชือกดั้งเดิมแห่งนี้ มีอะไรบอกเล่าให้เราได้เรียนรู้กันบ้าง ลองตามเฮียแสง พี่สมชัย และผม ไปกันดูนะครับ

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ดูเพดานนะครับ จะเห็นว่าเพดานมีช่องโหว่เปิดไว้สำหรับลำเลียงของขึ้นด้านบน ถ้ามองรอดระแนงไม้ขึ้นไปจะเห็นขื่อที่มีรอกเกี่ยวอยู่ เอาไว้สำหรับชักม้วนเชือกขึ้นไปเก็บไว้ด้านบน เมื่อก่อนร้านในสำเพ็งจะใช้ด้านล่างเป็นหน้าร้าน ส่วนด้านบนเก็บของ จะเห็นว่าฝ้าเพดานจะตีไม้ระแนงติด ๆ กันไว้ค่อนข้างถี่เพื่อให้แข็งแรงและรับน้ำหนักได้มาก ขื่อบางช่วงมีแผ่นไม่ประกบซ้อนสองชั้นเพื่อเสริมความแข็งแรงให้มากขึ้นไปอีก แต่ปัจจุบันผมแทบไม่ได้ใช้พื้นที่ชั้นบนแล้ว เพราะเชือกมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักก็มากขึ้น จึงวางไว้ด้านล่างแทน”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

เฮียแสงใช้สีเป็นตัวบ่งบอกว่าอะไรเป็นของเดิม อะไรเป็นสิ่งที่เสริมเข้าไปใหม่ สีเขียวอ่อนคือสีเดิมของอาคารและเป็นวัสดุต้นฉบับ ส่วนสีเขียวเข้มใช้สำหรับไม้ที่เปลี่ยนหรือเสริมเข้าไปทีหลัง

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ที่ดับเพลิงนี้อยู่กับร้านมาแต่แรก มีคนค้าของเก่ามาขอซื้อจากผม เขาบอกว่าเครื่องอื่น ๆ ที่เขาเคยเจอมาไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เท่านี้ แต่ผมไม่ขายเพราะมันช่วยเล่าเรื่องของสำเพ็งได้ คุณคงทราบว่าสำเพ็งนี่กลัวไฟไหม้ที่สุด กลัวมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เบี้ยประกันอัคคีภัยที่สำเพ็งแพงที่สุด (หัวเราะ) ผมคิดว่าปู่กับอาผมก็ห่วงเรื่องไฟเหมือนกัน เลยซื้อเอาไว้ตั้งแต่แรก ๆ” เฮียแสงชี้ให้ดูอุปกรณ์ที่ช่วยอธิบายว่าคนสำเพ็งระวังอัคคีภัยกันแค่ไหน

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
มุมออฟฟิศ สังเกตคอกไม้ล้อม มีประตูปิดเป็นส่วนตัว
สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
มุมออฟฟิศเห็นความเคลื่อนไหวได้ทั้งร้าน

“มุมนี้เป็นมุมออฟฟิศ ตั้งอยู่ในคอกไม้ล้อมรอบเป็นสัดส่วน และอยู่ตรงมุมหลังร้าน ซึ่งเป็นลักษณะของร้านในสำเพ็ง ผมไม่คิดว่าร้านอื่น ๆ จะรักษาคอกไม้ลักษณะนี้ไว้อีกแล้ว ส่วนโต๊ะตัวนี้ทำจากไม้เพียงชิ้นเดียว อยู่คู่ร้านมาแต่รุ่นคุณปู่ เป็นที่ทำเอกสารซื้อขาย ทำบัญชี งานเอกสารอื่น ๆ ผู้จัดการก็นั่งมองดูสินค้า และความเคลื่อนไหวทั่วไปภายในร้านจากมุมนี้” 

ในมุมออฟฟิศยังมีสรรพสิ่งสนุก ๆ ที่เห็นแล้วต้องอ้าปากค้างด้วยความตื่นเต้น

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
ตู้เซฟและก๊อกน้ำด้านบน ประดิษฐกรรมเพื่อต่อสู้อัคคีภัย ทั้งสำเพ็งมีร้านนี้ร้านเดียว

“นี่คือตู้เซฟเหล็กโบราณ เนื้อหนา ที่ผมอยากให้สังเกตคือด้านบนมีก๊อกน้ำด้วย เป็นการต่อท่อประปามาเหนือตู้เซฟตู้นี้เลย งงไหมครับว่ามีทำไม เพื่อนผมหลายคนถามผมว่ามีทำไมวะก๊อกน้ำ มันเกี่ยวกันตรงไหน อย่างที่บอกว่าคนสำเพ็งนี่ห่วงเรื่องไฟไหม้ที่สุด เวลาไฟไหม้ก็ต้องตัดไฟ แต่เขาไม่ตัดน้ำแน่ ๆ ดังนั้นถ้าไฟลามมาถึงร้าน เราก็จับของสำคัญที่ขนไปไม่ทันโยนเข้าเซฟ ล็อกเซฟ เปิดน้ำทิ้ง แล้ววิ่งหนีออกไปได้เลย (หัวเราะ) น้ำช่วยกันไฟไม่ให้ไหม้ ลดโอกาสที่ตู้เซฟจะโดนเผาทำลาย ผมเชื่อว่าเหลือเซฟและก๊อกน้ำแบบนี้ทีมีที่ร้านนี้ร้านเดียว”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ตู้ไม้บนผนังนี้ก็เป็นของเดิม สั่งมาจากเบลเยี่ยม คุณลองดูกระจก มันจะไม่ราบเสมอกัน มีความโป่งนูนเป็นบางช่วง นั่นคือไม่ใช่กระจกที่ทำจากโรงงาน แบบที่เป็น Mass Production แต่เป็นกระจกที่ทำขึ้นทีละชิ้นเพื่อตู้ไม้ตู้นี้โดยเฉพาะ หรือกระจกสีที่ประดับเหนือหน้าต่างกับประตู เป็นกระจกสีที่ไม่เรียบ จึงน่าจะสั่งทำพิเศษด้วยวิธีเดียวกัน สีที่เห็นก็เป็นสีเดิม ถ้าแตกหักเสียหาย ผมก็ไม่รู้ว่าจะไปหามาทดแทนจากไหนเหมือนกัน”

นอกจากของสนุกในมุมออฟฟิศแล้วก็ยังมีของสนุกในมุมอื่น ๆ ภายในร้านอีก

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ป้ายย่งฮั่วเชียงป้ายนี้เป็นป้ายแรก ๆ ของร้าน ความจริงเดิมร้านชื่อว่าย่งฮั่วเชียง ไม่มีคำว่าไทย เรามาเติมคำว่าไทยเอาตอนหลังในยุคนิยมไทย” เฮียแสงชี้ให้ผมชมป้ายไม้ดั้งเดิม

“ผมอยากให้สังเกตลักษณะตัวอักษรที่ปรากฏบนป้าย ไม่ว่าตัวอักษรจีนหรือไทยซึ่งมีเอกลักษณ์ ผมสันนิษฐานว่าให้ช่างจีนที่เขียนภาษาไทยได้เป็นคนเขียนตัวอักษรชุดนี้ สังเกตจากลักษณะของลายเส้นที่เกิดจากการตวัดลายตัวอักษร การเกร็งมือ สะท้อนให้เห็นเลยว่าเป็นการเขียนโดยใช้พู่กันจีน แล้วป้ายรุ่นนี้จะมีลักษณะคล้ายกันคือ เขียนด้วยตัวอักษรซ้อน 2 ชั้นเป็น 2 สี เช่นดำซ้อนแดงอย่างที่เห็น” พี่สมชัยชวนชมลักษณะของตัวอักษรสวย อันเป็นเอกลักษณ์ที่ปรากฏบนป้าย

นอกจากป้ายดั้งเดิมที่ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ภายในร้านแล้ว ป้ายหน้าร้านก็ปรากฏชุดตัวอักษรมี่เขียนขึ้นจกพู่กันจีนในลักษณะเดียวกัน และเป็นป้ายโบราณที่นำขึ้นติดตั้งในสมัยนิยมไทยตามนโยบายสร้างชาติช่วงรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ป้ายหน้าร้านไทยย่งฮั่วเชียงป้ายนี้เป็นป้ายที่มีลักษณะพิเศษ คือใช้สีน้ำเงินเป็นสีพื้น ซึ่งปกติเราจะพบแต่ป้ายสีแดงตัวทอง หรือป้ายดำตัวทอง หรือถ้าโบราณหน่อยก็ป้ายแดงตัวดำ แต่จะหาป้ายสีน้ำเงินตัวทองเช่นนี้แทบหาไม่ได้เลย” พี่สมชัยชวนผมสังเกต มีเรื่องราวหนึ่งที่น่าสนใจของป้ายสำคัญป้ายนี้เกิดขึ้นในอดีต ช่วงนั้นเกิดกรณีโจรปล้นป้ายกันสนั่นสำเพ็ง เรื่องราวเป็นมาอย่างไร ไปฟังทั้งพี่ทั้งสองเล่าให้ฟังกันดีกว่า

“พวกนี้จะเอาป้ายไวนิลประเภทป้ายโฆษณาเทศกาลกินเจ ป้ายโฆษณาน้ำมันพืชอะไรพวกนี้มาบังป้ายร้านที่หมายตาเอาไว้ก่อน เหมือนมาขอแขวนป้ายโปรโมตเทศกาลอะไรบางอย่าง ตอนแรกเราก็คิดว่าคงจะเป็นพวกรับจ้างมาติดป้ายโฆษณาที่มีทั่ว ๆ ไปเป็นปกติ” พี่สมชัยเริ่มเล่าแผนขโมยป้าย

 “แต่ความจริงแล้วเขาทำทีเป็นมาแขวนป้ายโฆษณา แต่แอบมาถอดป้ายหน้าร้านต่าง ๆ เพื่อเอาไปขาย ตอนนั้นโดนกันไปเป็นสิบ ๆ ร้านเลย ส่วนมากเป็นป้ายไม้เก่าแก่ที่อยู่ควบคู่กับกิจการมานาน บ้างก็เป็นป้ายไม้สักดี ๆ เขียนตัวอักษรสวยงาม มีลายฉลุประณีต ก็โดนถอดไปหมด รวมทั้งป้ายร้านไทยย่งฮั่วเชียง” 

โอย… แสบมาก ผมเพิ่งทราบเรื่องแก๊งโจรขโมยป้ายในสำเพ็งก็วันนี้

แล้วไปตามคืนมาได้อย่างไรครับ ผมอยากรู้ถึงขีดสุด คราวนี้เฮียแสงกรุณาเฉลยให้ฟัง

“ผ่านไปร่วมสิบปีได้มั้งครับ มีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งพาไปเที่ยวร้านขายของเก่า ปรากฏว่าผมดูโทรทัศน์อยู่ก็เห็นป้ายร้านของเราอยู่รายการนั้นด้วย วันรุ่งขึ้นผมขับรถไปตามหาเลยนะ ผมจะไปขอซื้อคืน ว่าจะให้ราคา 2,000 ผมถือว่าร้านเขาคงไม่รู้และไม่ได้ตั้งใจ ปรากฏว่าพอไปถึง ร้านปิดไปแล้ว เหมือนกับว่าในร้านนั้นมีของเก่าที่มีคดีความเยอะมากจนตำรวจต้องมาปิด แล้วตอนหลังผมก็ได้รับป้ายหน้าร้านคืนมาจากตำรวจ”

ผมทั้งอึ้ง ทั้งลุ้น แต่ก็ร่วมดีใจที่ได้ป้ายสำคัญกลับคืนมาในที่สุด

เมื่อร้านที่ตั้งอยู่ในอาคารโบราณเช่นนี้ เฮียแสงดูแลอย่างไร

“ผมก็ซ่อมร้านอยู่เรื่อย ๆ นะครับ อาคารเก่าก็มีเสื่อมสภาพชำรุดเสียหายกันบ้าง ผมก็เปลี่ยนเท่าที่จำเป็น เช่น หลังคา แต่เป็นการซ่อมแบบประคับประคอง คือให้อาคารยังคงสภาพแข็งแรงและใช้งานต่อไปได้ ผมไม่คิดที่จะเปลี่ยนสภาพจากเดิมแต่อย่างใด และอุปกรณ์อะไรที่ยังใช้ได้ ผมก็นำมาใช้” เฮียแสงเล่าพร้อมชี้ให้ผมชมเครื่องชั่งน้ำหนักโบราณที่อยู่คู่ร้านมาตั้งแต่แรก และเป็นเครื่องชั่งน้ำหนักที่สั่งทำพิเศษเพื่อให้ตัวเลขบอกน้ำหนักเป็นตัวเลขไทย

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ผมคิดว่าการอนุรักษ์ของเก่าวิธีหนึ่งคือการนำมาใช้งานอยู่เสมอ ในเมื่อยังอยู่ในสภาพดีและใช้การได้ ทำไมจะไม่นำกลับมาใช้”

พี่สมชัยกับผมอำลาเฮียแสงในตอนบ่ายด้วยความซาบซึ้งใจ ที่เฮียแสงกรุณาสละเวลามาพูดคุยและนำชมร้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยข้าวของมากมายล้วนน่าสนใจ ผมเข้าใจแล้วว่าการให้คุณค่ากับสรรพสิ่งเล็ก ๆ ด้วยการศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ นั้นทำให้ผมได้รับประโยชน์อย่างไร

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ วันนี้ผมสนุกมาก ว่าแต่ว่าพี่มีที่ไหนในสำเพ็งที่บอกเล่าเรื่องราวสนุก ๆ แบบนี้อีกไหมครับ” ผมกล่าวขอบคุณพี่สมชัย ในใจไม่อยากให้ปรากฏการณ์ x ของเราจบลงเพียงบทความนี้บทความเดียว

“มี” พี่สมชัยเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“อ้าว ไหนล่ะครับ” 

ตามผมไปคราวหน้านะครับ

ขอขอบพระคุณ

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณแสง ลิ้มเจริญรัตน์ บริษัทไทยย่งฮั่วเชียง จำกัด

เอกสารและข้อมูลอ้างอิง

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load