คอลัมน์ Heritage House คราวนี้มากันเป็นทีมครับ เพราะผมไม่ได้ฉายเดี่ยวเหงาๆ แบบคราวก่อนๆ แต่ได้ชวน โก้-ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ และ ฐิ-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาพร้อมกันในเช้าวันเสาร์อันแสนสดชื่น

Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง
Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง

เป้าหมายของเราอยู่ที่ร้าน Newday Project ร้านกาแฟสุดคราฟต์แห่งย่านสุขุมวิทที่เพิ่งกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง หลังเว้นระยะไปช่วงหนึ่งด้วยสถานการณ์โควิด-19 อันผันผวนชวนลุ้นว่าจะล็อกดาวน์หรือไม่ล็อกดี

ความสนใจของเราเช้าวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงขนมปัง Sourdough ที่เจ้าของร้านลงมือทำอย่างพิถีพิถันจนได้ขนมปังรสเลิศ ก่อนนำมาเสิร์ฟร้อนๆ พร้อมเนยและแยมผิวส้มฉบับโฮมเมดเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ ‘ตัวบ้าน’ ซึ่งสะท้อนลักษณะของบ้านย่านสุขุมวิทที่สร้างขึ้นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ เมื่อกรุงเทพฯ เริ่มขยายเมืองออกไปทางทิศตะวันออก

Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง
Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง

อ้อ-จริยาวดี เลขะวัฒนะ สถาปนิกผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิกคิดดี จำกัด กำลังรอเราอยู่แล้ว ครอบครัวของอ้อคือเจ้าของบ้านซึ่งพัฒนามาเป็นร้าน Newday Project ในวันนี้ และเป็นผู้ที่ปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อรักษาบ้านแห่งย่านสุขุมวิทให้คงอยู่ต่อไป โดยไม่สูญสลายกลายเป็นตึกระฟ้า

Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง

เมื่อขนมปัง Sourdough ลงไปนอนเรียงรายอยู่ในกระเพาะ ลาเต้ถ้วยโปรดกำลังวางอุ่นๆ อยู่ในอุ้งมือส่งกลิ่นหอมชื่นใจ วงสนทนาของเราก็เริ่มขึ้นในสวนอันร่มรื่น เพื่อพาผู้อ่านไปเรียนรู้เรื่องบ้านและย่านสุขุมวิทไปพร้อมกัน

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

วันวานสุขุมวิท

“บ้านหลังนี้มีอายุประมาณเจ็ดสิบปี เป็นสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อคนกรุงเทพฯ ย้ายมาอาศัยอยู่ในย่านสุขุมวิทกันมากขึ้น สมัยนั้นสุขุมวิทยังเป็นทุ่งอยู่เลย” อ้อเริ่มการสนทนา

จากหนังสือ บ้านในกรุงเทพฯ : รูปแบบและการเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปี (พ.ศ. 2325-2525) โดย ผศ.ผุสดี ทิพทัส และ ผศ.มานพ พงศทัต แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ระบุว่า ใน พ.ศ. 2479 เนื้อที่ของกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นมาเป็น 26,790 ไร่ การขยายตัวของเมืองเกิดขึ้นทุกทิศทุกทาง สำหรับทิศตะวันออกคือจากบริเวณคลองผดุงกรุงเกษมมาทางปทุมวัน เพลินจิต เรื่อยมาจนสุขุมวิท

หนังสือเล่มเดียวกันยังได้ระบุว่าสุขุมวิทนั้นเดิมเรียกว่าทุ่งบางกะปิ มีสภาพเป็นท้องนาห่างไกลจากตัวเมือง ที่ดินก็มีราคาถูก ประชาชนจำนวนมากจึงนิยมเข้ามาจับจองไว้เพื่อปลูกบ้าน ยิ่งพอมีการตัดถนนสุขุมวิทจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่ภาคตะวันออก ก็ยิ่งส่งผลให้ย่านนี้เติบโตขึ้นมาก

พ.ศ. 2488 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ย่านสุขุมวิทเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด กลายมาเป็นแหล่งพำนักของประชากรกลุ่มสำคัญ ซึ่งมีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมของบ้านในย่านนี้อย่างน่าสนใจ 

ดร.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร และคณะผู้วิจัย ได้กล่าวไว้ในหนังสือ พัฒนาการแนวคิดและรูปแบบของงานสถาปัตยกรรม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต พอสรุปความได้ว่า กลุ่มประชากรที่ย้ายจากศูนย์กลางกรุงเทพฯ มายังย่านสุขุมวิทประกอบไปด้วยพ่อค้า คหบดี นายทุน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจ และนายธนาคาร เป็นต้น จัดว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง กลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ทำงานหนัก และเริ่มมีกำลังทรัพย์ในระดับที่สร้างที่อยู่อาศัยตามความต้องการของตนได้ โดยมีสถาปนิกเป็นผู้สนองความต้องการของพวกเขาให้ออกมาเป็นรูปธรรม

“หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นช่วงที่วงการการสถาปนิกเริ่มผันมือจากชาวต่างชาติมาสู่ชาวไทย มีสถาปนิกไทยจำนวนมากที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ และเริ่มกลับมาทำงานออกแบบหรือเป็นอาจารย์สอนในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง สถาปนิกเหล่านี้ได้นำความรู้ใหม่ๆ ที่ทันสมัยเข้ามาเผยแพร่” ฐิกับโก้ช่วยกันเล่า

สุขุมวิทจัดว่าเป็นเขตเมืองใหม่ นอกจากจะมีถนนที่ทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้นแล้ว ก็ยังมีรถขนส่งคงค้างจากสมัยสงครามโลกเป็นจำนวนมากที่นำมาดัดแปลงให้กลายเป็นรถเมล์หลายยี่ห้อ อย่างเช่น รถเมล์บุญผ่อง รถเมล์พีระ ที่คอยวิ่งรับส่งผู้โดยสารไปตามสถานที่ต่างๆ ชาวกรุงเทพฯ จึงย้ายออกมาอาศัยในย่านที่อยู่ห่างไกลเช่นนี้ได้ ความต้องการบ้านเดี่ยวจึงเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก รวมทั้งเกิดสิ่งใหม่ที่เรียกว่า ‘หมู่บ้านจัดสรร’ ด้วยเช่นกัน

ผลงานออกแบบของ A Quincy Jones ซึ่งมีอิทธิพลต่อการออกแบบบ้านในย่านสุขุมวิทช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ภาพ : www.dwell.com

“ช่วงก่อน พ.ศ. 2500 สถาปนิกชาวไทยน่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากงานของสถาปนิกคนสำคัญอย่าง แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ (Frank Lloyd Wright) ส่วนช่วงหลังจาก พ.ศ. 2500 โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านในแถบสุขุมวิท น่าจะค่อนข้างอิงกับงานของ เอ. ควินซี โจนส์ (A. Quincy Jones) ซึ่งเป็นสถาปนิกที่พำนักอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในขณะนั้นเมืองต่างๆ ในแคลิฟอร์เนียเองก็เริ่มมีการขยายตัว คนเริ่มมีกำลังซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลไว้ใช้เดินทาง ก็เลยออกมาตั้งชุมชนไกลจากเมืองมากขึ้น 

“สิ่งที่เกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนียก็คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสุขุมวิท Archibald Quincy Jones และสถาปนิกร่วมสมัยคนอื่นสร้างงานออกแบบบ้านเดี่ยวและหมู่บ้านจัดสรรตอบสนองความเป็นอยู่ที่ทันสมัยขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งในการก่อสร้างรวมทั้งการดำรงชีวิต เป็นยุคที่เริ่มมีสุขภัณฑ์รุ่นฮิต เช่น Armitage Shank มีถ้วยชาม Tupperware มีเครื่องดูดฝุ่นหรือเครื่องปั่นรูปทรงอวกาศ จัดเป็นความล้ำที่เริ่มมาในยุคนั้น” ฐิกับโก้ช่วยกันเชื่อมบริบทแวดล้อมที่เกิดขึ้นในเวลานั้นอย่างน่าสนใจ

บ้านพ่อสร้าง

“คุณพ่อพี่เป็นสถาปนิกที่กรมโยธาธิการ สถาปนิกในยุคนั้นแทบทุกคนเริ่มต้นการเป็นสถาปนิกอาชีพที่กรมโยธา ฯ” อ้อกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

คุณพ่อของอ้อคือ คุณสำราญ เลขะวัฒนะ คำว่า ‘ยุคนั้น’ หมายถึงช่วงประมาณ พ.ศ. 2490 โดยหลังจากที่คุณพ่อรับราชการที่กรมโยธาฯ ไประยะหนึ่ง คุณพ่อได้ตัดสินใจเข้าร่วมงานกับสำนักงานออกแบบจิระ ศิลป์กนก รับหน้าที่เป็นผู้จัดการบริษัท และได้มีส่วนร่วมสร้างผลงานสำคัญๆ ไว้มากมาย

“ตอนทำงานกับกรมโยธาฯ คุณพ่อเป็นหนึ่งในทีมผู้ออกแบบโรงแรมเอราวัณตึกเดิม ซึ่งเป็นอาคารทรงไทย และเป็นหนึ่งในโรงแรมที่จัดว่าหรูและทันสมัยมากในยุคนั้น ที่สำคัญคือมีร้านเบเกอรี่ที่อร่อยมากๆ (หัวเราะ) พอมาทำงานกับอาจิระ คุณพ่อก็ได้ร่วมออกแบบอาคารสำคัญ เช่น โรงแรมอินทรา ถนนราชปรารภ โรงแรมรินทร์คำ ที่เชียงใหม่ ฯลฯ เป็นยุคที่สถาปัตยกรรมโมเดิร์นกำลังได้รับความนิยม นอกจากนั้นยังมีการออกแบบบ้านส่วนบุคคล อย่างบ้านสมาชิกครอบครัวเพ็ญชาติหลายท่าน เช่น ศาสตราจารย์ นพ.ชัญโญ เพ็ญชาติ และ พล.ร.ต.ชาโณ เพ็ญชาติ ซึ่งก็เป็นบ้านแบบโมเดิร์นทั้งหมด”

“พ่อและเพื่อนสนิท คือ อาพล (คุณพล จุลเสวก) ได้ชวนกันมาซื้อที่ปลูกบ้านแถวสุขุมวิท คงเป็นความฝันของคนหนุ่มในสมัยนั้นที่ทำงานเก็บเงินได้ระดับหนึ่ง ก็ต้องการพื้นที่สร้างบ้านของตัวเอง เมื่อคุณแม่แต่งงานกับคุณพ่อใน พ.ศ. 2498 นั้น คุณแม่บอกว่าบ้านหลังนี้สร้างเสร็จแล้วเรียบร้อย”

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

บ้านที่คุณพ่อสร้างขึ้นหลังแรกเป็นบ้านปูนผสมไม้สองชั้น ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่เรียบง่าย มีขนาดเล็กกว่าที่เห็นในวันนี้ ถ้าเทียบกับพื้นที่ปัจจุบัน ก็คือเฉพาะส่วนด้านหน้าของร้านกาแฟที่เป็นครัว เคาน์เตอร์รับออเดอร์ลูกค้า และบริเวณที่วางขายสินค้าที่ระลึก

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“ถ้าไปศึกษาข้อเขียนของศาสตราจารย์ ดร.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร อาจารย์เขียนอธิบายไว้ชัดเจนเลยว่า บ้านโมเดิร์นในยุคนั้นมักจะเป็นแนวทางการออกแบบที่เรียกว่าแนวสภาวะแวดล้อมสัมพันธ์หรือแนวภูมิภาคนิยม คือนำแนวคิดการออกแบบจากตะวันตกมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทแวดล้อมต่างๆ เช่น ตอนนั้นเพิ่งสิ้นสุดสงครามโลกใหม่ๆ เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว จึงต้องประหยัดทุกวิถีทาง คุณพ่อจึงสร้างบ้านเรียบๆ เข้าไว้ หรือการสร้างบ้านที่สอดคล้องกับสภาพดินฟ้าอากาศ เช่น คุณพ่อเลือกออกแบบให้มีหน้าต่างรับลมจากทิศใต้เป็นหลัก เพราะลมพัดเข้าทางทิศนี้ ทำให้รับลมเข้าสู่ตัวบ้านมากที่สุด หรือการใช้หลังคาตื้นและทำเป็นผืนเดียวแทนหลังคาทรงปั้นหยาหรือมนิลาที่เคยเป็นที่นิยมมาในยุคก่อนหน้านี้ โก้เชื่อว่าเมื่อก่อนที่บ้านต้องมีแผงกันแดด (Fin) ช่วยกันแดดกันฝนด้วยใช่ไหมคะ” โก้สันนิษฐาน ซึ่งอ้อยอมรับว่าบ้านต้นฉบับนั้นมีแผงกันแดดอยู่จริง แต่ปัจจุบันได้รื้ออกไปแล้ว

“หรือการสร้างบ้านปูนผสมไม้นั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ ‘อินเทรนด์’ มาก และมาทดแทนการสร้างบ้านด้วยไม้ทั้งหลังอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต ทั้งนี้เพราะปูนซีเมนต์ไทยได้ผลิตปูนซีเมนต์ออกจำหน่ายในปริมาณมากยิ่งขึ้น จนเริ่มเป็นที่นิยม หรือการเลือกใช้หลังคาลอนลูกฟูกหรือหลังคาลอนเล็ก ก็เพราะว่าเป็นวัสดุที่ปูนซีเมนต์ไทยพัฒนาขึ้นใหม่ในขณะนั้นด้วย” ฐิเสริม และทำให้ผมเริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ของรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มาพร้อมกับวิวัฒนาการของวัสดุชนิดใหม่ๆ อันก่อให้เกิดตัวเลือกที่ทันสมัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม บ้านที่คุณพ่อสร้างเป็นหลังแรกกลับไม่ได้ใช้เป็นที่พำนักของครอบครัว เพราะนำไปให้ฝรั่งเช่าอยู่แทน ส่วนครอบครัวได้ย้ายไปเช่าบ้านญาติในซอยเย็นอากาศแทน

“อันนี้ก็เป็นวิถีปฏิบัติของชนชั้นกลางในสมัยนั้นเช่นกันครับ เราเริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยและทำงานในกรุงเทพฯ มากขึ้น มีบ้านหลายหลังโดยเฉพาะในย่านสุขุมวิทได้กลายมาเป็นบ้านเช่าของชาวต่างชาติ ตอนนั้นสุขุมวิทจัดว่าเป็นย่านอินเตอร์พอสมควรเลยทีเดียว” ฐิเสริม 

อีกสิบปีต่อมา ราวๆ พ.ศ. 2509 ครอบครัวจึงย้ายกลับมาที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง หนนี้ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวอย่างแท้จริง

“คราวนี้คุณพ่อปรับแต่งบ้านอย่างเต็มที่เลย ต่างกับตอนแรกที่ลงทุนเพียงเพื่อจะทำบ้านให้ฝรั่งเช่าเท่านั้น แล้วคุณพ่อเองก็สนุกที่จะลงมือปรับแต่งเป็นระยะ ได้ทดลองใช้วัสดุใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ บ้านของเราเลยกลายเป็นบ้านแบบโมเดิร์นที่รวบรวมอะไรหลายอย่างของยุค 60 70 เรื่อยมาจน 80 ช่วงนี้เป็นช่วงที่พี่เติบโตขึ้นที่บ้านหลังนี้ เลยพอจะจำอะไรได้มากขึ้น และบ้านก็มีสภาพใกล้เคียงกับที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน” อ้อเล่า

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

การปรับแต่งบ้านที่อ้อจำได้คือการเพิ่มห้องรับแขกเข้าไป ซึ่งปัจจุบันนี้คือบริเวณห้องโถงติดกับสวนสวยหลังบ้าน สำหรับให้ลูกค้าดื่มด่ำกับขนมปังและกาแฟถ้วยโปรด

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“สมัยนั้นเป็นคตินิยมว่าบ้านแถวสุขุมวิทในยุค 60 70 ต้องมีห้องรับแขกอย่างเป็นทางการ ส่วนจะใช้หรือไม่ใช้นี่อีกเรื่องหนึ่งนะ แต่ขอให้มีไว้ก่อน (หัวเราะ) วัสดุแห่งยุคนั้นคือกระจกบานเลื่อนกรอบอะลูมิเนียม ซึ่งพ่อก็นำมาใช้เพื่อเชื่อมห้องรับแขกกับส่วนเดิมของบ้าน พื้นตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผาแบบแกร่งสีแดง ซึ่งต่างกับกระเบื้องที่ใช้ด้านหน้า อันนั้นเป็นกระเบื้องดินเผาที่พ่อได้รับจากช่างศิลป์ที่บูรณะลานรอบพระปฐมเจดีย์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น สมัยก่อน สถาปนิกมักจะทำงานร่วมกับช่างศิลป์ พ่อเองก็ทำงานกับช่างศิลป์หลายท่าน ซึ่งมีส่วนร่วมในการเลือกใช้วัสดุตกแต่งบ้านหลังนี้ เช่น ฝาผนังประดับกระเบื้องดินเผาที่เห็นอยู่นี้ก็เป็นของดั้งเดิม ฝีมือช่างศิลป์จากด่านเกวียน และใช้ประดับห้องรับแขกมาจนถึงทุกวันนี้ พวกกระเบื้องดินเผาก็จัดว่าเป็นวัสดุแห่งยุคนั้นด้วยเช่นกัน”

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ
งานกระเบื้องเผาฝีมือช่างศิลป์ด่านเกวียน
ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ
พื้นกระเบื้องจากการบูรณะพระปฐมเจดีย์

เมื่อชั้นล่างขยายพื้นที่โดยเพิ่มห้องรับแขกเข้าไป ชั้นบนก็เลยต้องขยายตามไปด้วย

“เริ่มจากหลังคาเลย หลังคาปรับเป็นหลังคายื่นยาวที่คลุมได้กว้างขึ้น ช่วยกันแดดกันฝนได้ดี ส่งผลให้มีนอกชานยื่นยาวรอบตัวบ้านตามไปด้วย มีเสาเหล็กที่ช่วยรับน้ำหนักเพียงบางจุด ไม่เกะกะ รกสายตา แต่พี่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อไม่ทำนอกชานให้เป็นระเบียง แต่ทำเพียงแค่เป็นคานยื่นออกมา สงสัยลูกซน (หัวเราะ) อีกอย่างคือจั่วซึ่งก็ยื่นยาวออกไปได้ไกลขึ้น เพราะในยุคนั้นมีคอนกรีตเสริมเหล็กใช้แล้ว” อ้อเล่า

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“นอกจากหลังคาและนอกชาน บนชั้นสองก็ต้องมีการจัดสรรพื้นที่ใหม่ ที่จำได้คือห้องนอนพ่อกับแม่จะกว้างขึ้น และมีที่เก็บเครื่องแต่งตัวแบบ Walk in Closet ขนาดใหญ่แบบเดินเข้าไปได้ และพ่อเป็นคนดีไซน์เอง ดีไซน์แม้กระทั่งราวแขวน” อ้อเล่าต่อ ซึ่งฐิช่วยเสริมว่า เครื่องเรือนแบบบิวด์อินอย่าง Walk in Closet ก็เป็นสิ่งที่ฮิตกันในยุค 70 และ 80 เช่นกัน ผมคิดว่าบ้านหลังนี้ได้รวบรวมอะไรหลายอย่างที่เป็นของ ‘ล้ำ’ ในยุคนั้นมาไว้รวมกัน

“คิดว่าเพราะพ่อเป็นสถาปนิก พ่อคงอยากทดลองอะไรใหม่ๆ กับบ้านของตัวเองก่อนเพื่อดูผลสัมฤทธิ์ ถ้าดีแล้วจึงนำไปออกแบบให้ลูกค้าก็เป็นได้” อ้อเผยถึงสาเหตุ

เราเดินอ้อมมาหลังบ้าน แล้วก็เห็นสิ่งที่สถาปนิกอย่างโก้กับฐิตื่นเต้นมากๆ นั่นคือผนังภายนอกหรือ Façade

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“Façade นี้เป็นการจัดองค์ประกอบแบบสมดุลแต่ไม่สมมาตร หรือ Asymmetrical Balance ซึ่งได้รับความนิยมในยุคโมเดิร์นด้วยเช่นกัน เป็นการนำรูปทรงต่างขนาดต่างลักษณะมาจัดวางให้เกิดองค์ประกอบที่ออกมาแล้วดูสมดุล เราจะเห็นสี่เหลี่ยมหลากขนาดที่เกิดขึ้นจากผนังปูนและผนังไม้ หรือจากหน้าต่างบานเล็กบ้าง บานใหญ่บ้าง แต่นำทั้งหมดมาจัดเรียงให้เกิดสมดุลได้ อันนี้ก็เป็นลูกเล่นในเชิงสถาปัตยกรรมของยุคนั้นที่ทำให้อาคารดูสนุกขึ้น ส่วนเสารับที่ปลายชายคา อาจารย์วิมลสิทธิ์บอกว่าสถาปนิกรุ่นนั้นจะเรียกกันว่า ขาแมงมุม” โก้เล่ารัวๆ อย่างตื่นเต้น

อ้อเล่าว่าคุณพ่อเป็นสถาปนิกที่เน้นเรื่องการจัดวางองค์ประกอบ (Composition) และสนุกที่จะทดลองวิธีใหม่ๆ

“ถ้าพูดเรื่องคอมโพซิชัน หรือการจัดวางองค์ประกอบ ผมคิดว่าถ้ามองดีๆ Façade ที่เราเห็นนี้อาจอิงไปกับงานของ Mondrian ก็เป็นได้ Mondrian เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น และสร้างสรรค์ผลงานด้วยภาพสี่เหลี่ยมหลากขนาดรวมทั้งเส้นสายต่างๆ สถาปนิกยุคโมเดิร์นในต่างประเทศหลายคน ก็ออกแบบอาคารโดยจัดวางคอมโพสิชันตามงานของ Mondrian อย่างเช่น Rietveld Schröder คุณพ่อของพี่ก็อาจได้รับอิทธิพลจากงานของ Mondrian ด้วยก็ได้ครับ” ฐิก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ผมรู้สึกว่าบ้านเล็กๆ หลังนี้แอบซ่อนอะไรให้ตีความกันได้มากมาย โอย สนุกจริงๆ เลย

บนผนังมีหน้าต่างไม้บานใหญ่ปรากฏอยู่ ในวันนี้อาจดูเหมือนหน้าต่างไม้ธรรมดาๆ แต่ในสมัยนั้นถือว่าเป็นวัสดุแห่งยุค 70 และ 80 เช่นกัน นั่นคือหน้าต่างบานเปิดเดี่ยวหรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่าหน้าต่างบานพับวิทโก้ (Whitco) นั่นเอง

“หน้าต่างบานพับวิทโก้ที่เห็น ถือว่าเป็นความทันสมัยของยุค 70 มาจน 80 และบ้านแทบทุกหลังในสมัยนั้นก็จะใช้หน้าต่างวิทโก้ขนาดพอๆ กัน คือสูง 120 กว้าง 80 เซนติเมตร กันทั้งนั้น หน้าต่างต้นฉบับจะทาสีขาว พอจับแล้วเลอะมือ เป็นผงๆ สีขาวติดมือเลย ซึ่งไม่ชอบมากๆ (หัวเราะ) เพราะยุคนั้นสีน้ำมันกำลังฮิต ซึ่งสีชนิดนี้พอทาไปนานๆ เข้าก็จะแห้งเป็นผง ถ้าเผลอเอามือไปลูบไปโดนเข้า ผงสีก็จะติดมือมา ลองนึกถึงบานหน้าต่างตามโรงเรียนของเราในสมัยเด็กๆ สิ” พออ้อเล่าถึงประโยคนี้ เราทุกคนพยักหน้าหงึกหงักแล้วหัวเราะออกมา เพราะทุกคนล้วนมีประสบการณ์มือขาวเมื่อจับหน้าต่างที่โรงเรียนกันทั้งนั้น

“นอกจากเลอะมือแล้วยังฝืดอย่างแรงด้วย เปิดปิดที่เมื่อย (หัวเราะ) หน้าต่างวิทโก้มาแทนที่หน้าต่างบานเปิดคู่สับขอซึ่งเคยฮิตในสมัยก่อน แต่พอพี่ปรับปรุงบ้านครั้งล่าสุด พี่ก็ขัดสีขาวออกหมด เพราะนึกถึงตอนมือเปื้อนผงสีสมัยเด็กๆ คราวนี้พี่เลยขอโชว์เนื้อไม้ดีกว่านะ” อ้อเล่าไปหัวเราะไปอีกครั้ง

จากหลังบ้าน เมื่อเดินอ้อมไปทางด้านซ้ายมือก็จะเจอช่องสี่เหลี่ยมซึ่งปัจจุบันกรุกระจกใสไว้เรียบร้อย มีน้องแมวยืนส่งสายตาทักทายอยู่ ในอดีตคือช่องที่เจาะไว้สำหรับติดตั้งเครื่องปรับอากาศชนิดที่เรียกว่า Window Type

“ยุคนั้นเป็นยุคที่เริ่มติดเครื่องปรับอากาศกันที่บ้าน และต้องเป็นเครื่องปรับอากาศแบบเจาะผนังหรือ Window Type ด้วยนะ มาแทนที่เครื่องปรับอากาศแบบตั้งพื้น เป็นประดิษฐกรรมแห่งยุคที่บ้านในแถบสุขุมวิทใช้กันแทบทุกหลัง เด็กๆ สมัยนี้คงไม่รู้จักแล้ว 

“ความจริงเครื่องปรับอากาศแบบนี้ใช้งานได้ดีมาก เพราะเป่าความเย็นเข้ามาและนำความร้อนเป่าออกนอกตัวอาคารทันที เย็นสบายมาก” อ้อทำให้ผมนึกได้ว่าเครื่องปรับอากาศเครื่องแรกของบ้านผมเองก็เป็นประเภทนี้ ตอนเด็กๆ ผมจะชอบไปยืนรับลมเย็มที่เป่าออกมาแรงๆ ให้เย็นชื่นใจ

เราเดินต่อไปยังด้านหน้าเพื่อสำรวจบ้านหลังนี้กันต่อ แล้วก็เจอสรรพสิ่งที่บ่งบอกความเป็นบ้านสุขุมวิทแห่งยุคนั้นอีกหลายอย่าง

“อยากให้สังเกตทางเข้าบ้านที่เป็นผนังปูนเซาะร่องเป็นลายตามขวาง อันนี้เป็นของดั้งเดิมตั้งแต่พ่อเริ่มสร้างบ้านเลย ซึ่งเป็นการลงรายละเอียดตกแต่งผนังที่นิยมในยุคโมเดิร์นก่อน พ.ศ. 2500 ทางเข้าบ้านมีทางเดินเล่นระดับประดับด้วยกระเบื้อง ที่สำคัญคือมีบ่อน้ำปรุกระเบื้องสีเขียวชิ้นเล็กๆ ต้องเป็นสีเขียวด้วยนะ ไม่ก็น้ำเงินหรือฟ้า และจะทำทางเดินหินขัดเป็นช่วงๆ ต้องเป็นกระเบื้องกับหินขัดแบบนี้ด้วยนะ (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นบ้านในยุคนั้นมากๆ โดยเฉพาะบ่อน้ำ เวลาพี่ไปบ้านเพื่อนหลังไหนๆ ก็จะมีบ่อน้ำลักษณะนี้แทบทุกหลัง แล้วก็จะอยู่ในตำแหน่งข้างบ้านแบบนี้เหมือนกัน” อ้อชี้ให้เราดู และทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอีกครั้ง 

ผมเชื่อว่าสมัยเด็กๆ ผู้อ่านหลายคนจะชอบมุมนี้มาก เพราะจะได้แอบคุณพ่อคุณแม่เอามือเอาขามาแหย่น้ำเล่น และก็จะแอบหลบเมื่อผู้ใหญ่เรียกมาช่วยล้างช่วยขัดทำความสะอาดกันมาแล้วใช่ไหมครับ ยอมรับมาเสียดีๆ

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

อีกอย่างหนึ่งที่ไม่อยากให้มองผ่านคือต้นไม้ เพราะเป็นต้นไม้สายพันธุ์ยอดนิยมที่ใช้ปลูกประดับบ้านช่วงยุค 60 ไปจนถึง 80 ด้วยเช่นกัน

“ต้องต้นแสงจันทร์กับชมพู่มะเหมี่ยวนี่เลย บ้านแถบสุขุมวิทจะมีต้นไม้สองชนิดนี้ปลูกประดับกันทั้งนั้น เวลาชมพู่มะเหมี่ยวออกลูกจะมีกลิ่นหอมมาก ส่วนแสงจันทร์ก็มักจะปลูกข้างบ้านหรือข้างโรงรถ ทั้งชมพู่มะเหมี่ยวกับแสงจันทร์ก็ยังรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้” อ้อเล่าโดยโก้เสริมว่า ชมพู่มะเหมี่ยวเป็นต้นไม้ที่เด็กๆ ในยุคนั้นสนุกที่จะปีน ผมเองก็ชอบปีน และเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านก็คงมีประสบการณ์ร่วมกับเรา

“มีอะไรที่มากับบ้านในช่วงนั้นอีกบ้างไหมครับ ที่วันนี้อาจรื้อออกไปแล้ว” ผมถาม

“สิ่งที่มาในยุค 70 และ 80 อีกอย่างคือพื้นปาร์เกต์ (Parquet) ความจริงตอนที่พ่อต่อเติมห้องรับแขก เดิมพ่อลองปูพื้นด้วยปาร์เกต์ก่อน แต่สิ่งที่มากับยุค 80 ก็คือน้ำท่วม โดยเฉพาะในย่านสุขุมวิท ตอนเด็กๆ จะรอประกาศว่าโรงเรียนหยุดเพราะน้ำท่วม ไม่ต้องไปเรียน แล้วน้ำจะท่วมเป็นประจำทุกปี ท่วมนานด้วย ท่วมจนพื้นปาร์เกต์ลอย แล้วพอน้ำเริ่มลด เราเดินบนฟื้นปาร์เกต์มันก็จะมีน้ำทะลักออกมา ปุด ปุด (หัวเราะ) 

“ความจริงสนุกมากนะ แต่พ่อคงทนรับสภาพแบบนั้นต่อไปไม่ไหว และตัดสินใจปูกระเบื้องดินเผาสีแดงแทนเพื่อหยุดปัญหานี้ นอกจากนี้สีของกระเบื้องดินยังเข้ากันได้ดีกับงานกระเบื้องด่านเกวียนที่ประดับบนผนัง” อ้อทบทวนความจำแล้วทำให้เราหัวเราะกันอีกครั้งพร้อมกับนึกถึงอดีตพื้นปาร์เกต์ที่บ้าน

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“อีกอย่างที่เป็นของคู่บ้านกับยุคโพสต์โมเดิร์นน่าจะเป็นวอลเปเปอร์ พวกวอลเปเปอร์แนวตั้งที่มีลายกระจุกกระจิก ที่บ้านก็น่าจะเคยติดวอลเปเปอร์ด้วยไหมคะ” โก้แสดงความคิดเห็นเสริม อ้อพยักหน้ายอมรับ แต่ได้ลอกออกไปหมดแล้ว

บ้านยุค ‘บิล’

ครอบครัวได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 จนราวๆ พ.ศ. 2531 เมื่ออ้อไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังสำเร็จการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นบ้านก็ได้กลายสภาพมาเป็นบ้านเช่าอีกครั้ง โดยผู้เช่าในคราวนี้คือ วิลเลียม วอร์เรน (William Warren) ที่อ้อเรียกว่า ‘บิล’ อย่างคุ้นเคย

วิลเลียม วอร์เรน เป็นสหายรักของ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นนักเขียนคนแรกที่เปิดเผยเรื่องราวอันเป็นชีวประวัติของจิม ทอมป์สัน ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงช่วงที่จิมหายสาบสูญอย่างลึกลับในประเทศมาเลเซีย ผ่านหนังสือ Jim Thompson – The Unsolved Mystery นอกจากนี้เขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมของไทยอีกด้วย ผลงานสำคัญเล่มหนึ่งของเขาคือหนังสือ Heritage Homes of Thailand ซึ่งผมแอบดีใจว่าใกล้เคียงกับชื่อคอลัมน์ Heritage House ของ The Cloud ที่ทุกท่านกำลังอ่านอยู่ขณะนี้ ชื่อของเขายังเป็นชื่อของห้องสมุด (William Warren Library) ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเฮนรี่ บี ทอมป์สัน ในซอยเกษมสันต์ 2

“คุณแม่ของพี่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.พงษ์ศรี เลขะวัฒนะ กับบิลรู้จักกันเพราะเป็นอาจารย์ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยกันทั้งคู่ และสนิทกันมาก พอดีบ้านเช่าของบิลที่สุขุมวิท 31 ครบสัญญาและต้องส่งคืนเจ้าของ แม่กับพ่อเลยตัดสินใจให้บิลมาเช่าอยู่ บิลเป็นคนที่สนใจเรื่องราวของไทยมากๆ เป็นนักวิชาการยุคแรกๆ ที่เริ่มเก็บข้อมูลบ้านเก่าของไทยทั้งในเรื่องของสถาปัตยกรรมและประวัติผู้อาศัยอยู่ รวมทั้งเขียนหนังสือหลายเล่มเพื่อเผยแพร่ความรู้ในวงกว้าง เป็นสมาชิกคนสำคัญของสยามสมาคม (Siam Society) กลุ่มแรกๆ ที่ให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาอาคารโบราณในภาคเอกชน พี่รู้สึกว่าเป็นเกียรติมากที่บิลเคยอาศัยอยู่ที่นี่”

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“บิลสะสมของเก่าไว้มาก บ้านหลังนี้อยู่ในยุคโมเดิร์น อาจจะดูใหม่เกินไปกว่างานศิลปะที่เขาสะสม บ้านมันโปร่งและโล่งเกินไป แต่บิลก็เข้ามาปรับบ้านให้มีความทึมขึ้น เขาเป็นคนสร้างบรรยากาศบ้านขึ้นมาใหม่”

อ้อเล่าว่าขณะที่บิลอาศัยอยู่ที่นี่ เขาแทบไม่ได้ปรับปรุงลักษณะทางสถาปัตยกรรมใดๆ ของบ้านเลย แต่เลือกที่จะจัดการกับสภาพแวดล้อมรอบตัวบ้านแทน บิลคือผู้ที่ปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ เพิ่มขึ้นมากมายจนร่มรื่น และใช้ไม้เลื้อยปลูกชิดตัวบ้านเพื่อให้เลื้อยขึ้นมาคลุมจนร่มครึ้ม

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“ลักษณะของบ้านฝรั่งจะต่างกับเอเชีย บ้านพวกเราจะเน้นความโปร่งโล่ง อยู่ได้ด้วยลมและแสงธรรมชาติ ฝรั่งจะเน้นความมิดชิดและอยู่ด้วยแสงไฟ มันเป็นความ Homey ที่ฝรั่งคุ้นเคย ลองสังเกตบ้านฝรั่งที่อาจเคยผ่านตาในหนังสือหรือในภาพยนตร์ดูสิคะ ยิ่งบิลเป็นนักสะสมและมีงานศิลปะมากมายที่ต้องอาศัยการออกแบบแสงเพื่อขับงานศิลป์ให้สวยงาม บิลเลยปลูกต้นไม้คลุมบ้าน และต่อมาก็คลุมจนแทบไม่เห็นตัวบ้านเลย (หัวเราะ)”

บิลอาศัยอยู่บ้านหลังนี้อีกราว 30 กว่าปีจนเสียชีวิตไปเมื่อ 2 ปีก่อน ช่วงที่บิลอยู่เป็นช่วงที่สภาพแวดล้อมรอบบ้านได้รับการดูแลและปรับแต่งมากที่สุด ต้นไม้ใหญ่ๆ ที่พบในสวนทุกวันนี้ บิลเป็นผู้เลือกหามาปลูกและดูแลด้วยตนเอง ต้นหูกระจงต้นใหญ่หลังบ้านอายุราว 30 ปีก็เป็นฝีมือของบิลเช่นกัน ดังนั้น หากแวะมาที่ Newday Project ก็อย่าลืมเดิมอ้อมมาด้านหลังเพื่อชื่นชมไม้ใหญ่นานาชนิด โดยเฉพาะหูกระจงต้นยักษ์ที่พวกผมแหงนคอตั้งบ่าอ้าปากค้างกันมาแล้วนะครับ

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“หลังจากที่บิลเสีย บ้านก็กลับมาเป็นของครอบครัวอีกครั้ง สภาพบ้านตอนนั้นคือปกคลุมไปด้วยตนไม้ ค่อนข้างผุพังและทรุดโทรมลงไปมากตามกาลเวลา เพราะอายุใกล้เจ็ดสิบปีแล้ว คุณแม่และเราสามพี่น้อง ซึ่งตอนนั้นต่างแยกย้ายไปมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว ก็คิดว่าไม่สามารถปล่อยบ้านให้อยู่ในสภาพนี้ได้ต่อไป เราจะต้องทำอะไรสักอย่าง” 

บ้านเลือกคน

“สิ่งแรกที่ตัดสินใจเลยคือจะไม่ขายโดยเด็ดขาด บ้านหลังนี้มีคุณค่าทางจิตใจ ที่ดินก็พ่อซื้อ ส่วนบ้านก็คือบ้านที่พ่อออกแบบมากับมือ และเป็นบ้านที่เราเติบโตมา แต่ก็พยายามหาหนทางว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ และสร้างรายได้ให้กับครอบครัวด้วย” อ้อเล่าถึงบ้านที่ผูกพันหลังนี้

การที่คุณพ่อเป็นสถาปนิกนั้นมีอิทธิพลต่อลูกๆ มาก และทั้งสามพี่น้องต้องการจะรักษาบ้านในอดีตหลังนี้เอาไว้ให้อยู่คู่สุขุมวิทต่อไป

“ตอนนั้นในใจลึกๆ ก็อยากซ่อมบ้านให้กลับมามีสภาพเดิมมากที่สุด อยากได้ผู้เช่าที่ชื่นชมกับเนื้อแท้และคุณค่าดั้งเดิมของบ้านจริงๆ และจะช่วยเรารักษาบ้านหลังนี้ต่อไป เขาควรเป็นคนที่รู้สึกกับบ้านเช่นเดียวกับเรา แต่การซ่อมบ้านเก่าต้องอาศัยงบประมาณไม่น้อย และยังไม่แน่ชัดว่าจะได้ผู้เช่าที่พร้อมจะชำระค่าเช่าในราคาเท่าไหร่ ถ้าลงทุนซ่อมแล้วจะคุ้มทุนหรือไม่ เมื่อไหร่ จึงยังไม่ได้ลงมือทำอะไร 

“วันหนึ่งพาคุณแม่มาที่บ้าน คุณแม่ก็พูดขึ้นมาว่า “นี่เป็นบ้านหลังแรกของพ่อกับแม่ เสียดายนะถ้ามันจะไม่อยู่ในสภาพที่เคยเป็น” แค่ประโยคนี้ประโยคเดียวที่ทำให้พี่ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังอะไรอีก พี่ตั้งใจเลยว่าจะเป็นคนซ่อม จะใช้เงินแค่ไหน จะได้เงินคืนมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ขอให้ฉันได้ลงมือทำสิ่งนี้ ไม่ต้องลังเลอะไรอีกแล้ว” อ้อเล่าถึงนาทีที่นำมาสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ

การซ่อมบ้านกับการหาผู้เช่าต้องดำเนินควบคู่กันไป เจ้าของบ้านซึ่งเป็นผู้ซ่อมนั้นมีภาพในใจที่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจะซ่อมให้บ้านออกมาเป็นอย่างไร จึงต้องหาผู้เช่าที่จะมองเห็นคุณค่าและเชื่อในสิ่งเดียวกัน อีกประการคือต้องรู้ว่าบ้านหลังนี้จะเป็นอะไรต่อไป เพื่อที่จะซ่อมให้เสร็จและพร้อมใช้งานได้ในขั้นตอนเดียว

 “มีคนติดต่อมาขอเช่าทำเป็นที่พักของพนักงาน ทำสปาหมา ทำโรงเรียนอนุบาล ฯลฯ มีบางรายที่เจรจากันจนเกือบจะลงเอยแล้ว แต่ก็มีเหตุให้ไม่สามารถทำสัญญาเช่าร่วมกันได้ คิดว่าบ้านเองก็กำลังช่วยเราเลือกผู้ที่จะมาอยู่ในพื้นที่นี้ต่อไป อย่างที่เราเคยได้ยินว่าบ้านก็เลือกคนเหมือนกัน”

ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็หากันจนเจอ และเป็นคนใกล้ตัวที่คุ้นเคยกันเสียด้วย

“เผอิญว่า คุณเกี๊ยก-อดิเทพ พินิจภิญโญ และ คุณปุ้ย-นงพรรณ ตั้งทวีกูล ทำร้านกาแฟ Ink & Lion ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้นหนึ่งของบริษัทพี่ และพี่เองก็เป็นลูกค้าประจำ พี่รู้สึกถูกชะตากับทั้งสองมากๆ ร้านกาแฟของเขาเป็นร้านที่ไม่ต้องพยายามทำตัวให้โดดเด่นเหมือนร้านกาแฟในยุคนี้ แค่เป็นตัวตนในแบบฉบับของเขาทั้งคู่ ลูกค้าก็เดินเข้าร้านมาเอง เลยลองสอบถามดูว่าสนใจบ้านของเราไหม กำลังจะซ่อมและปรับปรุง แต่ความจริงก็เล็งเขาไว้ละ (หัวเราะ)” 

วันที่พี่อ้อ คุณเกี๊ยก และคุณปุ้ย จับมือกันมาดูบ้านนั้น อ้อเล่าว่า “บ้านดูเหมือนเหลือแต่ซากจริงๆ เพราะให้ช่างมารื้อส่วนที่ชำรุดเสียหายออกไป บ้านผุเยอะมาก แทบจะต้องรื้อทิ้งหมด แม้กระทั่งโครงหลังคา จะเหลือก็แค่กรอบหน้าต่างกับส่วนที่เป็นปูนเท่านั้น ซึ่งน้อยมากๆ ตอนนั้นเขาทั้งสองคนต้องไว้ใจเรามากว่าจะซ่อมบ้านให้กลับมาสวยงามดังเดิมได้” 

หลักการซ่อมคือพยายามทำให้กลับไปเป็นตามแบบดั้งเดิมมากที่สุด และกำจัดสิ่งที่เคยรู้สึกว่ารกรุงรังออกไป โดยยังให้ความสำคัญกับการจัดองค์ประกอบและสัดส่วนตามลักษณะที่คุณพ่อได้ออกแบบไว้ ส่วนภายในนั้นจะปรับแต่งไปตามความเหมาะสม 

“เราซ่อมบ้านที่เป็นโครงหลักตามที่เราต้องการส่งให้กับคุณเกี๊ยกกับคุณปุ้ย ส่วนรายละเอียดภายในเขาก็เสริมแต่งตามประโยชน์ใช้สอยของการเป็นร้านกาแฟ เช่น ลงทุนเพิ่มในส่วนที่เป็นครัว แต่เราทั้งสามคนล้วนปรึกษาร่วมกันมาโดยตลอด”

ระหว่างซ่อม

การซ่อมใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ปีเต็ม โดยทีมช่างที่ได้รับการแนะนำจากเพื่อนบ้านที่รู้จักและคุ้นเคยกันมาก่อน และก็โชคดีที่ได้ทีมช่างซึ่งรับผิดชอบตั้งแต่ขั้นตอนการรื้อจนถึงการซ่อมกลับมาให้สมบูรณ์

“ที่เราเดินดูบ้านกันเมื่อเช้านี้ จะเห็นว่าพี่พยายามเก็บรายละเอียดเดิมๆ เอาไว้หมด ต้นไม้ทุกต้นมีคุณค่า หน้าต่างประตู ผนัง กระเบื้องปูพื้น บ่อน้ำ ฯลฯ อย่างตอนนั้นก็มีการถกกันว่า บ้านเราอยู่สุขุมวิท แถมอยู่ในระดับต่ำ มีสิทธิ์จมน้ำเวลาฝนตก เราจะดีดบ้านขึ้นไหม แต่ถ้าดีดบ้าน เราก็ต้องเอากระเบื้องสีแดงของเดิมออกทั้งหมดนะ เราเลยตัดสินใจว่าจะไม่ดีดบ้าน แต่ทำระบบกันน้ำแทน มีประตูกันน้ำ มีเขื่อนเป็นแนวยาวและใช้ปั๊มน้ำช่วย คือน้ำท่วมมันไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน หรือถ้าท่วมจริงๆ วัสดุก็ยังเป็นกระเบื้องที่ขัดล้างได้ แต่เรายังรักษากระเบื้องชุดเดิม สีเดิม ซึ่งเป็นภาพจำของบ้านเอาไว้ได้ตลอดไป หรือบนชั้นสอง เรายังเก็บคานไม้เก่าเอาไว้ บนผนังก็เก็บผนังเดิมเอาไว้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่กับเรา โตมากับเรา เป็นความทรงจำของเรา และมีคุณค่าสำหรับเรา”

ส่วนกองเชียร์และกำลังใจในภารกิจสำคัญครั้งนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณแม่นั่นเอง

“ระหว่างที่ซ่อมก็พาคุณแม่มาดูตลอด ในวันที่ซ่อมเสร็จแม่มีความสุขมากๆ ปีก่อนตอนที่แม่ครบเก้าสิบปี แม่จัดวันเกิดที่นี่ไปสามรอบ แม้แต่ตอนนี้แม่ก็ให้พี่ชายพามาที่นี่บ่อยๆ (หัวเราะ) พอมีธุระข้างนอก ก็จะขอแวะมาดื่มกาแฟที่นี่ เมื่อเห็นเขามีความสุข พวกเราลูกๆ ก็มีความสุข 

“สำหรับพี่ เวลามานั่งที่นี่ก็รู้สึกเหมือนกลับมาบ้านที่เราเคยอยู่และเติบโตมา และเป็นบ้านที่เราอยากให้เป็น ได้เอาอะไรที่เราเคยคิดว่ารกรุงรังออก อย่างพวกส่วนต่อเติมต่างๆ ที่ลดทอนความชัดเจนและเรียบง่ายของตัวบ้านดั้งเดิม หรืออย่างการได้กำจัดสีขาวเปื้อนๆ เลอะๆ ออกจากหน้าต่างวิทโก้ให้เห็นเนื้อไม้เสียที (หัวเราะ) ที่สำคัญคือได้ผู้เช่าอย่างคุณเกี๊ยกคุณปุ้ยซึ่งมีความคิดสอดคล้องกับเรา เขาคือคนที่เรามั่นใจว่าจะไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอะไรให้หวือหวาเพื่อเรียกแขก เขาก็ได้ร้านกาแฟที่สะท้อนตัวตนของเขา และเราเองก็ยังรักษาบ้านหลังเดิมเอาไว้ได้ให้อยู่คู่ย่านสุขุมวิท”

ผลสัมฤทธิ์ของการซ่อมบ้านครั้งนี้เติมเต็มหัวใจของทุกฝ่าย

คุณค่าอันคู่ควร

เวลาเราพูดถึงคำว่า Heritage ภาพจำของเราคืออาคารเก่าๆ มีอายุนานหลายปี มักเป็นอาคารสำคัญของบุคคลสำคัญ จึงจะมีคุณค่าคู่ควรที่จะได้รับการอนุรักษ์… เท่านั้นหรือ

“บ้านหลังนี้อาจเป็นตัวอย่างของ Heritage ที่ยังพัฒนาต่อไป คือเราไม่ได้จับแช่แข็งให้คงสภาพว่าเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น มันมีความต่อเนื่องและเติบโตจากยุคพ่อ มายุคบิล มายุคเรา และมายุคที่คุณเกี๊ยกคุณปุ้ยมาทำร้านกาแฟ ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนวัสดุบางอย่างให้เหมาะกับการเป็นร้านกาแฟ แต่ก็ยังเก็บสาระสำคัญของพื้นที่เอาไว้ อย่างการจัดองค์ประกอบและสัดส่วนตามลักษณะที่คุณพ่อออกแบบไว้ รวมทั้งการเก็บวัสดุสำคัญๆ ที่สะท้อนเรื่องราวในยุคนั้น 

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“การอนุรักษ์บ้านหลังนี้คือการอนุรักษ์สิ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจ อย่างน้อยก็ของเราเอง แต่สำหรับบ้านหลังนี้ พี่เชื่อว่าไม่เฉพาะตัวเราเท่านั้น คนที่เกิดและเติบโตมาในย่านสุขุมวิท ถ้ามาเห็นเข้าก็คงจะมีความสุขไปกับเราด้วยเช่นกัน พี่มีเพื่อนหลายคนที่เกิดและโตมาในสุขุมวิท และมีกำลังทรัพย์พอที่จะรื้อบ้านเก่าๆ แล้วสร้างขึ้นมาใหม่ แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะอยู่บ้านเก่าๆ แบบเดิมๆ อย่างบ้านที่จมดินไปครึ่งหนึ่ง บ้านที่ยังมีน้ำท่วมเสมอเวลาเข้าหน้าฝน บ้านที่มีบ่อน้ำเก่าๆ ที่ยังต้องออกแรงขัด เพดานอาจจะเตี้ยไปบ้างจนต้องเดินระวังไม่ให้หัวชน มีต้นไม้รกครึ้มที่ต้องกวาดเช้ากวาดเย็น

  “คนเหล่านี้อาจต้องต่อสู้กับกระแสบางอย่างจากคนรอบตัวที่ เฮ้ย อย่าไปซ่อมเลย เก็บไว้ทำไม สร้างใหม่เหอะ การรื้อบ้านเก่าออกแล้วสร้างใหม่เป็นทางออกที่ง่ายกว่ามาก อาจใช้งบประมาณน้อยกว่าก็ได้ แต่ก็มีคนอย่างพวกเราที่คิดว่า ไม่ ฉันไม่รื้อ ฉันยังอยากซ่อมต่อไป ฉันอยากปั๊มน้ำออกจากบ้าน ฉันยังอยากกวาดใบไม้และล้างบ่อต่อไป แต่เรายังรักษาบ้านแบบเดิมๆ รวมทั้งบรรยากาศของสุขุมวิทเอาไว้ได้เหมือนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา” อ้อยิ้มกว้างก่อนการสนทนาจะจบลง

เราคงต้องขอบคุณบุคคลเหล่านี้ที่ทำให้ยังรักษาอดีตเอาไว้ให้เราได้มีโอกาสเห็น สืบค้น และศึกษาต่อไป รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เมื่อนำมาร้อยเรียงต่อๆ กันไป ก็ช่วยให้เรามองเห็นคุณค่าเชื่อมโยงได้หลากมิติมากขึ้น เหมือนการมาเยี่ยมบ้านสุขุมวิทที่ Newday Project ในเช้าวันนี้ ที่พาเราให้ได้สนทนาต่อยอดกันไปถึงพัฒนาการของย่านและยุคต่างๆ ของสุขุมวิทไปพร้อมกันด้วย

ขอขอบพระคุณผู้ร่วมการสนทนา

อ้อ-จริยาวดี เลขะวัฒนะ สถาปนิก ผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิกคิดดี จำกัด

โก้-ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์

ฐิ-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เอกสารอ้างอิง

ระลึกถึงบ้านซอย 6 โดย หม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในวาระที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์กิตติคุณ หม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี 

บ้านในกรุงเทพ ฯ : รูปแบบและการเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปี (พ.ศ. 2325-2525) โดย ผศ.ผุสดี ทิพทัส และ ผศ.มานพ พงศทัต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องในวาระสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 200 ปี (ปัจจุบัน คือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ผุสดี ทิพทัส ราชบัณฑิต ประเภทวิชาสถาปัตยศิลป์ สาขาวิชาสถาปัตยกรรม สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสภา และรองศาสตราจารย์ มานพ พงศทัต ศาสตราภิชาน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

พัฒนาการแนวคิดและรูปแบบของงานสถาปัตยกรรม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต คณะผู้วิจัย ดร. วิมลสิทธิ์ หรยางกูร กอบกุล อินทรวิจิตร ดร. สันติ ฉันทวิลาสวงศ์ และวีระ อินพันทัง พ.ศ. 2536 โดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ ด้วยการสนับสนุนจากเครือซิเมนต์ไทย (ปัจจุบัน คือ ศาสตราจารย์ ดร.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

พี่สมชัย กวางทองพานิชย์ ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ก้วงเฮงเส็ง อันเก่าแก่ในย่านสำเพ็ง ซึ่งทุกคนรู้จักกันดีในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือผู้จุดประกายความคิดให้กับผมว่า การใส่ใจศึกษาเรื่องราวจากสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับเราเสมอ คราวก่อนพี่สมชัยพาผมไปเยือนร้าน ไทยย่งฮั่วเชียง อันเก่าแก่คู่สำเพ็ง และเรื่องราวจากร้านเชือกเล็ก ๆ แห่งนี้ได้ช่วยทำให้ผมได้รู้จักสำเพ็งขึ้นอีกมากมาย

“หลังจากเชือกแล้วจะเป็นอะไรต่อดีครับ” ผมถามพี่สมชัย

“ถังไม้กับเหล็กดีไหม” พี่สมชัยเสนอ

สำเพ็งเป็นย่านการค้าสำคัญของไทยมาตั้งแต่อดีต และเป็นการค้าระดับนานาชาติ เพราะมีเรือขนส่งสินค้าหลายสัญชาติ หลายขนาด และหลายประเภทจอดเรียงราย ตั้งแต่ท่าน้ำจักรวรรดิ ราชวงศ์ ตลอดแนวถนนทรงวาดจนถึงตลาดน้อย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เราเริ่มที่เชือก เพราะสำเพ็งเป็นย่านการค้า เชือกจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ผูกโยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ต่อจากเชือก เราควรจะศึกษาเรื่องเกี่ยวกับถังไม้ เพราะเมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางค้าขายรอนแรมในทะเลกว้าง แล้วก็ตามด้วยเหล็ก เพราะเป็นวัสดุที่ใช้ทำโซ่ ทำสมอเรือ ฯลฯ เฮียว่าถ้าเรายึดเอาเรือเป็นแกนกลาง เราก็ควรลองทำความรู้จักสำเพ็งผ่านเชือก ถังไม้ และเหล็กให้ครบ” พี่สมชัยสรุปและผมก็เห็นด้วย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ถังไม้และเหล็กจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง มาร่วมเดินตามพี่สมชัยไปพร้อมกับผมนะครับ

ถังถ่ายทางอากาศ

พี่สมชัยนัดพบผมที่สำนักงานแต่เช้าเพื่อให้ดูภาพสำคัญ

“อ้า… นี่คือวัดปทุมคงคาครับ เมื่อก่อนคือวัดสำเพ็ง” ผมรีบบอกเมื่อภาพโบราณภาพหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ พี่สมชัยรีบขยายภาพนี้ให้ใหญ่ขึ้นหลายเท่า และแล้วผมก็สังเกตเห็นปากถังไม้ใบใหญ่ ๆ มีลักษณะเป็นวงกลมหลายต่อหลายวงวางเรียงต่อกันเต็มพื้นที่บริเวณแนวพระเจดีย์ ดูน่าตื่นตามาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณวัดปทุมคงคาโดย Peter Williams-Hunt
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพเดียวกันเมื่อขยายขึ้นจะพบภาพปากถังไม้เป็นจำนวนมาก เป็นวงกลมวางเรียงรายกันอยู่ตามแนวพระเจดีย์และบริเวณอื่น ๆ

“ภาพนี้ระบุว่าถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2489 ตรงกับ ค.ศ. 1946 เป็นภาพถ่ายทางอากาศที่เผยให้เห็นวัดปทุมคงคาและถังไม้ตั้งวางอยู่เต็มไปหมด ส่วนอาคารปูนมุงกระเบื้องใกล้กับหัวมุมถนน คือที่ตั้งของร้านซุ้ยล้ง ร้านถังไม้เก่าแก่ที่เราจะเดินไปด้วยกันเช้านี้ เฮียขอสำเนาภาพนี้มาจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นภาพถ่ายของ ปีเตอร์ วิลเลียมส์-ฮันท์ ” พี่สมชัยเอ่ย

Peter Williams-Hunt เป็นช่างภาพชาวอังกฤษที่ฝ่ายสัมพันธมิตรส่งเข้ายังประเทศไทย เพื่อบันทึกภาพถ่ายทางอากาศเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงใน พ.ศ. 2489 และเป็นภาพที่ช่วยเผยให้เห็นสภาพบ้านเมืองในอดีตได้อย่างชัดเจน และภาพที่เรากำลังดูอยู่นี้เป็น 1 ใน 1,671 ภาพ ที่เขาบันทึกไว้ทั้งหมด

“ภาพนี้บอกเฮียว่าถังไม้เป็นอุปกรณ์สำคัญของคนจีนในสำเพ็ง เห็นไหมว่ามีถังไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่เยอะมาก ๆ” พี่สมชัยชี้

“ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียเคยได้ยินมาว่า ครอบครัวคนจีนมีถังไว้ใช้ในชีวิตประจำวันหลายใบ ได้แก่ ถังซักผ้า ถังล้างหน้า ถังเก็บข้าวสาร ถังเก็บน้ำ ถังเก็บของเสีย ไม่ว่าจะถ่ายหนักถ่ายเบา และยังมีถังประเภทต่าง ๆ ที่แต่ละครอบครัวต้องตระเตรียมไว้ ถังไม้เป็นของสำคัญคู่ครอบครัวชาวจีนมาตั้งแต่โบราณ”

เมื่อดูภาพเสร็จ เราเริ่มออกเดินไปยังร้านถังไม้ซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันไปเรื่อย ๆ 

“ชีวิตเฮียก็เกี่ยวพันกับถังไม้มาตั้งแต่จำความได้ สมัยก่อนไม่มีหรอกถังพลาสติก อาจมีถังสังกะสีบ้าง แต่ใคร ๆ ก็ใช้ถังไม้กันทั้งนั้น ที่จำได้คือถังล้างจาน เป็นถังไม้ตื้น ๆ ปากกว้าง ถังไม้ไม่เป็นสนิม ใช้ได้นาน ถังไม้อีกประเภทที่คุ้นเคยคือถังไม้ใบใหญ่ ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเมตรครึ่งถึง 2 เมตร สำหรับหมักน้ำปลา ทำกันจริงจังมาก นอกจากใช้เองแล้วก็ทำไว้ขายด้วย น้ำปลาที่หมักในถังไม้จะมีกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ”

ร้านซุ้ยล้ง

เราเดินคุยกันมาเรื่อย ๆ ไม่นานก็มาถึงร้านซุ้ยล้งพอดี สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นก็คือสภาพร้านปัจจุบันนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับภาพถ่าย พ.ศ. 2489 ที่ผมเพิ่งดูเมื่อสักครู่ เรียกว่าแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย

ร้านซุ่ยล้งตั้งอยู่บนเขตทับซ้อนของซอยวานิช 1 กับถนนทรงวาด บริเวณนี้เป็นบริเวณที่เหลือรอดจากอัคคีภัยครั้งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 และอัคคีภัยครั้งนั้นได้ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะตัดถนนทรงวาดขึ้น พร้อมกับขยายพื้นที่ทางเดินในซอยวานิช 1 ให้กว้างขวางกว่าแต่ก่อน ได้ทรงตราพระราชบัญญัติเพื่อกำหนดให้อาคารที่สร้างในเขตสำเพ็ง จะต้องเป็นอาคารปูนหลังคามุงกระเบื้องแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ภาพถ่ายทางอากาศที่เราเห็นเมื่อสักครู่ ช่วยยืนยันได้ว่าอาคารนี้เป็นอาคารปูนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2489 แต่เฮียสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาคารปูนมาก่อนหน้านั้น น่าจะตั้งแต่ พ.ศ. 2449 เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงตัดถนนทรงวาด แม้ว่าบริเวณนี้จะไม่โดนไฟไหม้ แต่เมื่อทรงตราพระราชบัญญัติให้สร้างอาคารปูนแทนอาคารไม้ เฮียคิดว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีอิทธิพลต่ออาคารในย่านนี้เป็นอย่างมาก ขอเรียกว่าได้ก่อให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบพิมพ์นิยมก็แล้วกัน 

“เพราะเมื่อทรงตราพระราชบัญญัติขึ้น อาคารในสำเพ็งจำนวนหนึ่งก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นอาคารปูนสองชั้น ลักษณะเป็นห้องแถวเรียงต่อ ๆ กัน นอกจากนั้นยังมีคันกันไฟเพื่อชะลอไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่ง ดังนั้นรูปแบบอาคารจึงออกมาเป็นลักษณะเดียวกันหมดทั้งย่าน เฮียเลยเรียกว่าเป็นอาคารแบบพิมพ์นิยม แต่อย่างไรก็ตาม เฮียไม่ใช่สถาปนิก และที่เล่าสู่กันฟังในวันนี้ถือเป็นข้อสันนิษฐานของเฮีย นอกจากนี้อาคารปูนเหล่านี้ยังมีกลิ่นอายตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เผยแพร่เข้ามาในช่วงเดียวกัน สังเกตได้จากรูปทรงอาคารและลายฉลุที่ประดับอาคารอยู่พอให้ได้กลิ่นอาย”

พี่สมชัยบรรยายสิ่งที่กำลังคิด การศึกษาเรื่องราวในอดีตเริ่มได้โดยการตั้งสมมติฐานจากหลักฐานและความรู้เบื้องต้น สิ่งสำคัญคือการแบ่งปันข้อสันนิษฐานเหล่านี้ต่อผู้อื่น เมื่อใดที่มีการค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ ก็นำมาแบ่งปันกันได้ ในที่สุดทุกคนก็ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากภายนอก เราเดินเข้าไปในร้านซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันต่อไปเรื่อย ๆ

“นอกจากสถาปัตยกรรมภายนอกแล้ว เฮียอยากชวนสังเกตการตกแต่งภายในด้วย ตรงมุมนี้ ถือว่าเป็นการตกแต่งภายในแบบพิมพ์นิยมสำหรับร้านค้าของคนจีนที่มาจากกวางตุ้ง เป็น Heritage ด้วยเช่นกัน” พี่สมชัยกล่าวพร้อมกับชวนผมให้ผมมองผ่านถังไม้หลายใบหลายขนาด ไปยังบริเวณที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในร้าน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ที่ประดิษฐานปึงเถ่า จัดตามธรรมเนียมกวางตุ้ง

“ดูด้านบนก่อนนะครับ นั่นคือที่ประดิษฐานปึงเถ่า ท่านเป็นเทพเจ้าคุ้มครองทั้งบ้านและผู้อยู่อาศัย ร้านนี้เป็นร้านคนกวางตุ้ง สังเกตได้จากโบว์แดงที่ทำจากผ้าดิบ หากเป็นคนแต้จิ๋ว จะใช้ผ้าอีกอย่าง คนแต้จิ๋วมักใช้ผ้าบาง ๆ ฟู ๆ แทน พอนึกออกใช่ไหมครับ ร้านซุ้ยล้งยังจัดแท่นบูชาปึงเถ่าตามแบบโบราณอย่างแท้จริง เพราะมีโลหะประดับอยู่ตรงกลางแบบนี้ แล้วการนำผ้ามาจับจีบรอบโลหะทรงกลม ซึ่งพบเห็นได้ในครอบครัวที่มาจากกวางตุ้งเป็นส่วนใหญ่”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกซิ้งหรือป้ายบรรพชน เป็นแกซิ้งรุ่นใหม่ที่ปรากฏภาพถ่ายบนป้าย   

“ด้านซ้ายเป็นป้ายบรรจุคำมงคล เรียกว่าตุ้ยเลี้ยง เป็นเหมือนคำอวยพรให้ผู้อยู่อาศัยร่วมกันสืบทอดกิจการให้มั่นคงเจริญก้าวหน้าต่อไป ถัดลงมาคือป้ายบรรพชน เรียกว่าแกซิ้ง เป็นการแสดงกตัญญูต่อบรรพบุรุษ แกซิ้งที่เห็นอยู่นี้เป็นแกซิ้งที่มาในยุคหลัง ๆ เพราะปรากฏรูปภาพถ่ายของบรรพบุรุษรุ่นพ่อรุ่นแม่หรือรุ่นปู่อยู่ด้วย ถ้าเป็นสมัยก่อนในเมืองจีนจะไม่มีภาพถ่ายเช่นนี้ แกซิ้งป้ายนี้บอกทั้งชื่อและสถานที่เกิดของท่านในเมืองจีน และยังมีคำอวยพรให้ลูกหลานด้วยเช่นกัน” ผมฟังพี่สมชัยบรรยายอย่างเพลิดเพลิน สิ่งที่สังเกตได้คือจะมีคำอวยพรคู่กับทุกป้ายศักดิ์สิทธิ์ เพื่อมอบขวัญและกำลังใจให้ลูกหลานรักษาธุรกิจของครอบครัวสืบต่อไป

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ตี่จู้เอี๊ยะหรือเจ้าที่

“ส่วนด้านล่างคือตี่จู้เอี๊ยะ แปลง่าย ๆ คือเจ้าที่ เมื่อก่อนคนจีนโพ้นทะเลเดินทางมาตั้งรกรากในสยาม ส่วนมากจะมีความคิดว่าเราเป็นคนต่างถิ่น เข้ามายังพื้นที่ที่มีผู้อาศัยอยู่มาแต่เก่าก่อน จึงสมควรที่จะตั้งศาลเพื่อแสดงการเคารพบูชาเจ้าที่ดั้งเดิม เฮียว่าใคร ๆ ก็รู้จักตี่จู้เอี๊ยะดีเพราะเรามักเห็นกันอยู่เสมอ แต่วันนี้เราได้เห็นทั้งปึงเถ่า ตุ้ยเลี้ยง และแกซิ้งพร้อมกับตี่จู้เอี๊ยะด้วยเลย ร้านคนกวางตุ้งในสำเพ็งก็มักจะตกแต่งด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไว้คู่กับร้านมาหลายรุ่น เพื่อเป็นมงคลต่อทั้งสมาชิกครอบครัวและธุรกิจ คนจีนเป็นคนมุมานะ ทำงานหนัก ต้องการพลังใจให้ฝ่าฟันไปข้างหน้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดนี้ช่วยเป็นกำลังใจได้เสมอ”

ผมว่านี่คือการให้คุณค่ากับสิ่งประดับตกแต่งร้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในร้าน ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมความคิดความเชื่อของผู้คนในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี

ว่าด้วยเรื่องถังไม้

ในที่สุดผมก็ได้พบกับ คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้สืบทอดธุรกิจถังไม้ต่อจากบรรพบุรุษ และเป็นคนสำคัญที่เราอยากชวนคุยในวันนี้

“สวัสดีครับ เข้ามา เข้ามา ร้านซุ้ยล้งเป็นร้านเก่า เฮียทำต่อมาจากรุ่นเตี่ย ทำมานานแค่ไหนเหรอ…หลายสิบปีแล้ว อย่านับเลย (หัวเราะ)” เฮียชูศักดิ์คุยอย่างสนุกสนาน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ถังไม้เกิดขึ้นก่อนทุกอย่าง เฮียว่ามีอายุนับพัน ๆ แล้วปีนะ มันมากับพวกไห พวกโอ่ง ที่ทำจากดิน สมัยก่อนไม่มีถังพลาสติกนะ อาจมีกาละมังสังกะสีบ้าง แต่สนิมขึ้นแล้วก็บุบง่าย เมื่อก่อนคนสำเพ็งใช้ถังไม้กันทั้งนั้น”

ถังไม้มีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่อดีต การขนส่งสินค้าต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรือสำเภาหรือเรือกลไฟ นอกจากจะใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางแล้ว คนแถวสำเพ็งและทรงวาดยังค้าขายข้าวและผลิตผลทางการเกษตรกันเป็นหลักมานับร้อย ๆ ปี พ่อค้านิยมใช้ถังไม้เป็นที่เก็บรักษาข้าวสาร ข้าวโพด ถั่ว ฯลฯ ให้อยู่ในสภาพดี พร้อมตักแบ่งขายทันทีที่ลูกค้าแวะมา

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังตวงข้าวสารพร้อมที่ปาด

“อย่างถังนี้เป็นถังตวงข้าวสาร เมื่อก่อนเวลาใครมาซื้อข้าวสารที่สำเพ็ง ก็จะใช้ถังแบบนี้ตวงข้าวสารขึ้นมาจากถังไม้ใหญ่ ๆ แล้วก็เอาไม้ปาดให้ข้าวสารเสมอปากถัง ไม่ให้ข้าวล้นขึ้นมา เวลาคนมาสั่งว่า ‘ซื้อข้าวสารถังนึง’ คนขายก็จะตวงด้วยถังแบบนี้ บางถังมีตราครุฑประทับไว้ด้วย เพื่อรับรองว่าเป็นถังมาตรฐาน (หัวเราะ)”

นอกจากถังไม้จะมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์แล้ว ก็ยังมีความสำคัญในวิถีชีวิตประจำวันของคนสำเพ็งด้วย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังล้างจาน ถังซักผ้า ไปจนถัง (อ่าง) อาบน้ำ

“ถังตื้น ๆ ที่ปากกว้างนี่ก็มักจะเป็นถังล้างจาน ถังซักผ้า สำหรับครอบครัวขนาดกลางก็ขนาดนี้ ถ้าครอบครัวใหญ่หน่อย ขนาดปากถังก็กว้างขึ้น”

ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือคนไทยสมัยก่อนมักปลูกบ้านริมน้ำหรืออาศัยอยู่ในแพ และมีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับน้ำ ในขณะที่คนจีนสำเพ็งเป็นคนค้าขาย ปลูกบ้านร้านค้าอยู่บนบก คนไทยซักผ้าล้างชามกันได้ริมน้ำ ขณะที่คนจีนในสำเพ็งอยู่ลึกเข้ามา ต้องอาศัยถังไม้ไปหาบน้ำจากแหล่งน้ำกลับมาบ้าน จะซักผ้าล้างจานก็ต้องอาศัยถังไม้เช่นกัน ถังไม้จึงมีบทบาทต่อคนสำเพ็งมากทีเดียว

“ถังมีหลายขนาดและมีรูปทรงที่แตกต่างกัน เช่น ปากถังก็มีทั้งกว้างและแคบ อย่างเรื่องความจุ มีทั้งแบบตื้นและลึก หรือรูปทรง ก็มีทั้งทรงกลมและทรงรี มีทั้งกว้างเสมอกัน หรือกว้างด้านบนแต่แคบลงด้านล่าง หรือแคบด้านบนแล้วบานออกด้านล่าง การนำถังไม้ไปใช้มีหลายวัตถุประสงค์ ขึ้นอยู่ว่าจะนำไปใช้อย่างไร ถ้าสั่งถังไม้ไปใช้หมักใช้ดองของกิน เราจะไม่รัดถังด้วยโลหะ ต้องใช้หวายรัด ไม่อย่างนั้นอันตราย น้ำส้มมันกัดเหล็กได้” เฮียชูศักดิ์อธิบาย การทำถังไม้ก็มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาหลายอย่างทีเดียว

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังไอศกรีม

“ถังทรงนี้เมื่อก่อนเป็นถังไอศกรีม เขาจะเอาถังโลหะอีกใบที่ใส่ส่วนผสมไอศกรีมแช่ลงในถังไม้ทรงนี้ ในถังไม้ก็อัดน้ำแข็งกับเกลือเม็ดจนเต็ม แล้วก็มีเครื่องปั่นไอศกรีมที่มีมอเตอร์เชื่อมกับใบพัด จากนั้นก็เอาใบพัดกับมอเตอร์มาประกบด้านบน พอเดินเครื่องให้มอเตอร์ทำงาน มอเตอร์ก็จะหมุนใบพัดเพื่อปั่นส่วนผสมไอศกรีมที่อยู่ในหม้อโลหะไปเรื่อย ๆ ความเย็นจากน้ำแข็งและเกลือในถังไม้จะค่อย ๆ ซึมผ่านถังโลหะไปยังส่วนผสมจนทำให้กลายเป็นไอศกรีม แต่เดี๋ยวนี้ถังไอศกรีมเป็นถังสเตนเลสหมดแล้ว ถังแบบนี้เลยกลายเป็นถังประดับแทน บางคนก็นำไปเป็นถังใส่ของ ใส่ต้นไม้ หรือไปใช้ตกแต่ง”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
พิมพ์เต้าหู้

ร้านซุ้ยล้งไม่ได้ทำแต่ถังไม้ แต่ยังมีของเด็ดอื่น ๆ ที่ทำจากไม้ด้วย

“ที่เห็นเป็นไม้ทรงสี่เหลี่ยมนี้คือพิมพ์สำหรับผลิตเต้าหู้ เทส่วนผสมสำหรับทำเต้าหู้ลงไปในพิมพ์เหลี่ยมนี้ แล้วเอาไม้ปิดทับด้านบนเพื่อกดส่วนผสมที่ทำจากถั่วเหลืองและรีดเอาน้ำออก ด้านล่างก็มีแผ่นไม้อีกแผ่นรองไว้ ซึ่งมักทำเป็นลายตารางเส้น ๆ เมื่อรีดน้ำออกไปหมดแล้ว ส่วนผสมก็จะจับตัวกันเป็นก้อนเต้าหู้ แล้วเราจึงค่อยแคะเต้าหู้ออกจากพิมพ์ ถ้าพลิกด้านล่างเต้าหู้ดูก็จะเห็นลายตารางเส้น ๆ แบบเดียวกับลายบนแผ่นไม้ เมื่อก่อนคนสำเพ็งทำอาหารเอง ทำเต้าหู้เอง หมักน้ำปลา หมักซอสถั่วเหลืองเอง ดองผักเอง ใช้ถังไม้ทั้งนั้น”

ในวันนี้ที่วิถีชีวิตคนสำเพ็งเปลี่ยนไป ร้านซุ้ยล้งต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

“เรามีทั้งกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ กลุ่มเดิมคือคนที่ยังชินกับการใช้ถังไม้ทำอะไรต่าง ๆ เช่น ใช้ถังไม้เก็บข้าวสาร เพราะช่วยรักษาไม่ให้มอดขึ้น ดูดซับความชื้นได้ดี ข้าวสารไม่แตกหักเสียหาย หรือใช้ถังไม้ใส่ของหมักดอง เพราะปลอดภัยกว่าดองในถังพลาสติกหรือถังโลหะ ให้สี กลิ่น และรสดีกว่า หรือถังไม้ใส่เฉาก๊วยหรือกวยจั๊บ เคยเห็นใช่ไหม คนทำก็รู้สึกว่าถังไม้ทำให้ของกินพวกนี้รสดีกว่า คนทานก็รู้สึกปลอดภัยกว่า เวลาเห็นคนตักเฉาก๊วยจากถังไม้ มันดูขลังกว่าเยอะ (หัวเราะ) 

“เแต่ก็นับว่าคนใช้น้อยลงนะ เพราะมีอุปกรณ์อื่น ๆ มาทดแทน นอกจากลูกค้ากลุ่มเดิมแล้ว ก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ชอบนำถังไม้ไปใช้ประดับ อย่างนำไปปลูกต้นไม้ ไปประดับบ้านตามมุมต่าง ๆ หรือถังสำหรับใช้ในห้องอบไอน้ำ หรือเซาน่าในพวกสปา โรงแรม หรือรีสอร์ต ช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean กำลังฮิต ถังไม้ขายดีเลย (หัวเราะ)”

เฮียชูศักดิ์ยังคงสืบสานธุรกิจของครอบครัวด้วยความมุ่งมั่นให้ถังไม้ยังเป็นสินค้าคู่สำเพ็งต่อไป ผมแอบเห็นภาพถังไม้ใส่ต้นไม้หลายชนิดประดับอยู่บนระเบียงบ้านขึ้นมาบ้างแล้ว วันหลังต้องมาอุดหนุนเฮียเสียหน่อย

“มาเลย ถังไม้ร้านเฮียส่วนมากทำจากไม้สัก คุณภาพดีเยี่ยม” เฮียชูศักดิ์ยืนยันเป็นการส่งท้ายก่อนเราร่ำลากัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ว่าด้วยเหล็ก

จากร้านซุ้ยล้ง ผมเดินต่อไปตามซอยวานิช 2 ออกจากย่านสำพ็งสู่ตลาดน้อย บริเวณนี้คนส่วนใหญ่เรียกกันติดปากว่า ‘เซียงกง’ เป็นแหล่งรวมชิ้นส่วนเหล็กนานาชนิด อะไหล่รถ อะไหล่เครื่องจักรสารพัด เราเดินไปจนถึงบริเวณท่าเรือภาณุรังษี ซึ่งได้มีการจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ตลาดน้อย เดิมพื้นที่นี้เป็นของราชพัสดุ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ กระทรวงกลางคลัง พี่สมชัยชี้ให้ผมดูอาคารไม้โบราณขนาดใหญ่ที่หลงเหลือในบริเวณนั้น

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อดีตโรงกลึงขนาดใหญ่ เคยเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือ

“ตลาดน้อยเคยเป็นแหล่งซ่อมเรือขนาดใหญ่มาก่อน อาคารไม้เหล่านี้เดิมเป็นโรงกลึงสำหรับทำชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ และยังเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือที่มีคุณภาพ ซ่อมเพลาเรือใหญ่ ๆ ได้เลย อันนี้คืออีกหนึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชุมชน และถ้ามองดี ๆ เราจะเห็นจุดเชื่อมของการที่ช่างตีเหล็กจากจีนเข้ามาอยู่อาศัยและดำเนินธุรกิจในย่านนี้มาแต่โบราณ” พี่สมชัยเริ่มเล่า

“ช่างตีเหล็กในย่านนี้ส่วนมากเป็นชาวแคะที่อยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน สังเกตได้จากศาลเจ้าฮกเกี้ยนที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้มาแต่โบราณ แล้วถ้าเราไปเดินคุยกับช่างตีเหล็กที่นี่ ก็จะพบว่าบรรพบุรุษของหลายต่อหลายคนมาจากหย่งติ้ง ซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของคนแคะในมณฑลฮกเกี้ยน” 

เมื่อผมกลับไปสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับหย่งติ้ง ก็พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า หย่งติ้งมีหมู่บ้านที่สร้างบ้านจากดิน ชื่อว่าหมู่บ้านดินถู่โหลว ลักษณะบ้านดินนั้นเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เพราะเป็นทรงวงแหวนขนาดใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมโบราณของชาวจีนแคะอายุกว่า 300 ปี ที่วันนี้รัฐบาลจีนอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
หมู่บ้านถู่โหลว หย่งติ้ง
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File:Earth_buildings-Tianluokeng.jpg

“คนไทยแต่เดิมมีทักษะการตีเหล็กเพื่อเป็นอาวุธ อย่างดาบสั้น ดาบยาว ง้าว หรืออุปกรณ์การเกษตรอย่างเคียวเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้กันในสังคมไทยมาเนิ่นนาน พอช่างตีเหล็กจากจีนเดินทางเข้ามา ก็นำทักษะการตีเหล็กสำหรับผลิตอุปกรณ์ใหม่ ๆ เข้ามาด้วย อุปกรณ์การครัวก็เช่น มีดอีโต้ มีดปังตอ หรือตะขอแขวนหมู เป็นต้น อาวุธก็เป็นหอกและทวน ซึ่งต่างจากไทย 

“เมื่อความเจริญทางการค้าพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 บริเวณนี้กลายเป็นท่าเรือสำคัญ ทำให้ต้องอาศัยฝีมือของช่างตีเหล็กในหลาย ๆ ด้าน อย่างการผลิตโซ่และสมอ การตีเหล็กเพื่อทำบานพับ กลอน หรือที่จับประตูและหน้าต่าง สำหรับสร้างและซ่อมห้องพักบนเรือกลไฟ การตีเหล็กเพื่อทำแนวระเบียงกั้นบนดาดฟ้าเรือ การตีเหล็กเพื่อผลิตตะปูและสลักที่ใช้ยึดชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ เป็นต้น ซึ่งช่างตีเหล็กที่อพยพมาจากจีนคือแรงงานสำคัญในกระบวนการดังกล่าว เพราะมีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะมากกว่า”

แล้วความสามารถในการตีเหล็กของบรรพบุรุษจากฮกเกี้ยน ส่งผลอย่างไรต่อการพัฒนาเซียงกงให้กลายเป็นแหล่งชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์และเครื่องจักรนานาประเภทในปัจจุบัน

“การตีเหล็กทำให้เข้าใจเรื่องเหล็กเป็นอย่างดีว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ความเชี่ยวชาญในการตีเหล็กมักเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะส่วน อย่างใครตีมีดเก่ง ก็ทำแต่มีด ใครตีโซ่เก่ง ก็ทำเฉพาะโซ่ ใครทำบานพับหรือที่จับเก่ง ก็ทำแต่สิ่งนั้น นั่นคือความเข้าใจเรื่องชิ้นส่วนประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นวัสดุหรือเครื่องจักรอะไรบางอย่าง เขาจึงแยกอะไหล่ ถอดอะไหล่ แกะอะไหล่ออกมาเป็นชิ้น ๆ ได้ 

“ถ้าลองสังเกตดี ๆ ร้านขายอะไหล่ในตลาดน้อยเป็นร้านที่ขายอะไหล่เฉพาะส่วน แต่ละร้านก็จะมีชิ้นส่วนนั้นชิ้นส่วนนี้ไม่เหมือนกัน คนนี้เชี่ยวชาญเฟืองท้าย คนนี้เชี่ยวชาญแหนบ คนนี้เชี่ยวชาญเกียร์ ฯลฯ ไม่เหมือนกัน ซึ่งทักษะเช่นนี้มาจากการที่ย่านนี้เป็นที่รวมช่างตีเหล็กที่มีความชำนาญต่อวัสดุแต่ละชิ้น จนแยกแยะส่วนประกอบได้”

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากท่าเรือภาณุรังษี เราเดินคุยกันไปเรื่อย ๆ ไล่ไปตามซอยวานิช 2 ผ่านกองชิ้นส่วนอะไหล่สารพัดชนิด เพื่อตามหาช่างตีเหล็กที่กล่าวกันว่าเป็นช่างคนสุดท้ายของตลาดน้อย

ร้านตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

“สวัสดีครับ เฮียชื่อ เกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เป็นช่างตีเหล็กมานานกว่า 50 ปีแล้ว สืบทอดต่อจากพ่อ” เป็นความโชคดีของพี่สมชัยและผมมากที่พบเฮียเกรียงศักดิ์อยู่ในร้านพอดี ร้านของเฮียอยู่ในซอยย่อยที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปหาเท่านั้น

ผมรีบแนะนำตัวเองทันทีและขออนุญาตคุยกับเฮียไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่เฮียกำลังทำงานในบ่ายวันนั้น และเฮียเกรียงศักดิ์ก็ใจดีมาก ๆ ที่กรุณาอนุญาตตามคำขอ

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เมื่อก่อนไม่มีใครเป็นลูกมือให้พ่อ เฮียก็ไม่ใช่เด็กเรียนหนังสือเก่ง เลยมาเป็นลูกมือพ่อเอาดีทางตีเหล็ก และเริ่มทำตั้งแต่อายุ 18 เฮียว่าตีเหล็กไม่ยากนะ แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยความอดทนสูง แน่นอนว่าต้องทนร้อน ทนพวกเขม่าและควันเวลาจุดเตาหลอม ทนความเมื่อย ค้อนหนักราว ๆ 2 กิโล เราต้องออกแรงตีทั้งวัน ทนต่อเสียงดังเวลาค้อนกระทบบนโลหะ โป๊ก ๆๆ” เฮียเกรียงศักดิ์บรรยายได้อรรถรสครบทั้งภาพ เสียง และความรู้สึก

ตึกแถวอันเป็นที่ตั้งของร้านตีเหล็กนั้นไม่ใช่ตึกโบราณอย่างร้านซุ้ยล้งที่เราไปแวะมาเมื่อสักครู่ แต่ก็เป็นตึกที่เฮียอาศัยประกอบอาชีพช่างตีเหล็กมานานหลายสิบปี สิ่งที่เฮียบอกว่าเป็น Heritage แน่ ๆ ก็คือการจัดสภาพร้านและอุปกรณ์ตีเหล็กทั้งหมด

“ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็สร้างเหมือนร้านเฮียทั้งหมดนั่นแหละ แบบนี้เลย เข้ามามีเตาหลอมวางมุมหนึ่ง ใกล้ ๆ ถุงถ่าน มีทั่งวางตรงกลาง เพราะต้องการพื้นที่ตีหรือดัดเหล็ก แล้วร้านก็จะมีสีออกเทา ๆ เพราะมีควันและเขม่าจับ ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียก็เห็นเตี่ยทำงานในสภาพแบบนี้ ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว” เฮียเกรียงศักดิ์เล่า ภาพร้านเล็ก ๆ ของเฮียเพียงร้านเดียวช่วยให้ผมพอจินตนาการสภาพของตลาดน้อยสมัยที่เคยอุดมไปด้วยร้านตีเหล็กแบบนี้ได้

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ต่อจากนั้นไม่นานเฮียเกรียงศักดิ์ก็เริ่มจุดเตาหลอม ซึ่งเป็นของเก่าคู่ร้านมากว่า 30 ปี โดยเริ่มจากการตักถ่านมาใส่ในเตาก่อนจุดไฟ

“ถ่านต้องเป็นถ่านไม้ไผ่ด้วยนะ ถ่านไม้ไผ่ร้อนเร็วและให้ความร้อนสูง เป็นถ่านที่เผาดี ไม่กัดเหล็ก”

วลีที่ว่า “เผาดี ไม่กัดเหล็ก” นั้น เป็นภาษาช่างตีเหล็กที่ใช้อธิบายคุณสมบัติของถ่านไม้ไผ่ เพราะถ่านไม้ไผ่จะให้ความร้อนคงที่สม่ำเสมอ นั่นคือการรักษาอุณหภูมิที่ต้องการไว้ไม่ให้เพิ่มขึ้นจนเกินความต้องการ ถ้าหากอุณหภูมิไม่คงที่ ปล่อยความร้อนออกมามากเกินไป ก็อาจหลอมละลายโลหะประเภทนั้น ๆ ไปได้ นอกจากนั้นยังไม่มีเขม่าขี้เถ้าจากถ่านมาติดกับเนื้อเหล็กจนทำให้ชิ้นงานไม่สวย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“อุณหภูมิเตาหลอมจะมากหรือน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่ากำลังตีโลหะอะไร อย่างหัวแร้งบัดกรี ทำจากทองแดง ก็จะร้อนไม่มากเท่าเหล็ก ไม่งั้นละลายหมด ถ้าตีเหล็ก ก็ต้องอุณหภูมิสูงกว่า เฮียไม่มีปรอทวัดอุณหภูมิหรอกนะ เฮียกะเอา ร่างกายเรานี่แหละบอกอุณหภูมิได้ดีที่สุด” 

เสียงมอเตอร์พัดลมข้างเตาหลอมดังขึ้นเบา ๆ พัดลมถือเป็นอุปกรณ์สมัยใหม่ที่นำมาใช้เพื่อให้ถ่านติดไฟง่ายและเร่งความร้อนได้เร็วขึ้น แทนที่กระบอกลมที่เคยทำหน้าที่นี้มาก่อน

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

เมื่อร้อนได้ที่ เฮียเกรียงศักดิ์ก็นำแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งมาวางไว้บนเตาหลอม รอจนเนื้อเหล็กหลอมกลายเป็นสีแดง ก่อนนำคีมคีบออกมาตีบนทั่งที่ตั้งอยู่ข้างเตา

“อุปกรณ์สำคัญคือทั่ง มันคือแท่งเหล็กกล้าสำหรับรองรับการตีเหล็ก อันนี้เป็นเหล็กจากเยอรมนี เมื่อก่อนร้านตีเหล็กแถวนี้ใช้ทั่งจากเยอรมนีบ้าง จากอังกฤษบ้าง เป็นอุปกรณ์สำคัญ ต้องเลือกให้ดีทั้งความแข็งแรงและขนาด ทั่งนี้เป็นของเตี่ย พอเฮียรับช่วงมา เฮียก็ซื้อต่อจากเตี่ยอีกที” เฮียเกรียงศักดิ์เล่าไปพร้อมกับสาธิตวิธีการตีเหล็กไป วันนี้เฮียกำลังตีคีมเหล็กคีบเบ้าหลอมสำหรับหล่อพระพุทธรูป ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่มีลูกค้ารอคิวอยู่มากมาย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เฮียทำพวกอุปกรณ์หล่อพระพุทธรูป อย่างเหล็กคีบเบ้าหลอม ช้อนสำหรับเททอง แล้วก็เหล็กอุ้มหม้อหลอม นอกจากนั้นก็มีคอแร้งบัดกรี แค่นี้ก็ทำไม่ทันแล้ว (หัวเราะ) ตอนนี้เฮียทำคนเดียวเลย ไม่มีคนงานช่วย เมื่อก่อนมีลูกมืออยู่คน แต่หายไปเฉย ๆ ความจริงการตีเหล็กควรทำ 2 คนนะ จะได้ช่วยกัน จะง่ายขึ้นเยอะ พอเหลือคนเดียว เฮียก็ต้องดัดแปลงวิธีหน่อย แต่คุณภาพไม่เปลี่ยนนะ ทุกอย่างคงทนเหมือนเดิม ก็อาจจะผลิตงานได้ช้าลงบ้างเท่านั้น” 

เสียงค้อนตีเหล็กดังขึ้นเป็นระยะ เฮียเกรียงศักดิ์หยิบจับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่วพร้อมพูดคุยกับเราไปเรื่อย ๆ ความร้อนจากเหล็กและเตาหลอมส่งผ่านมายังตัวผมจนรู้สึกได้ คนที่ทำงานแบบนี้ต้องมีความรักในงานอย่างแท้จริง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อุปกรณ์เททองหล่อพระพุทธรูป

ไม่นานเฮียเกรียงศักด์ก็ตีเหล็กได้จำนวนหนึ่ง เฮียพักเติมถ่านไม้ไผ่ลงไปในเตา เปิดพัดลมเร่งไฟอีกครั้ง ระหว่างนี้ก็หันมาชวนผมให้ดูอุปกรณ์อื่น ๆ ที่อยู่ในร้าน

“อันนี้เรียกปากกาจับเหล็ก มันจะช่วยดัดเหล็กไปตามที่เราต้องการ อันนี้ก็อยู่มานานหลายสิบปีแล้วเหมือนกัน เฮียว่าพอ ๆ กันกับทั่ง นอกจากนั้นก็มีชะแลง สำหรับใช้ในเจาะ ตอก แซะ และงัด อุปกรณ์ก็ประมาณนี้ เมื่อก่อนได้ยินเสียงตีเหล็กดังไปทั่ว ตอนนี้มีไม่มีแล้ว” พูดจบเฮียเกรียงศักดิ์ก็หันไปหยิบแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งวางบนเตาหลอมเพื่อจะตีอีกครั้ง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ข้างบ้านก็เคยตีเหล็ก แต่ตอนนี้เลิกไปแล้ว ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ร้านตีเหล็กรอบ ๆ เซียงกงเริ่มทยอยปิดตัวลง เขาไปทำอย่างอื่นกันหมดเลย เฮียคิดว่าเฮียเป็นช่างตีเหล็กที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ลูกชายเฮียเขาเรียนจบมหาวิทยาลัย ทำงานออฟฟิศ เฮียให้เขาเลือกว่าจะทำอะไร อนาคตเป็นของเขา เขาต้องเลือกเอง” 

คำกล่าวของเฮียทำให้ผมนึกถึงผู้สืบทอดธุรกิจต่าง ๆ ในย่านนี้ ไม่ว่าเชือก ถังไม้ หรือเหล็ก ทุกคนเป็นคนใจกว้างที่เปิดโอกาสให้ลูกหลานเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองตามความสมัครใจทั้งสิ้น

  แล้วบรรพบุรุษเฮียมาจากหย่งติ้งด้วยรึเปล่าครับ – ผมนึกถึงข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาเมื่อสักครู่ แล้วลองถามเฮียเกรียงศักดิ์เป็นคำถามสุดท้าย

“ใช่ ๆ มาจากหย่งติ้งในฮกเกี้ยน แถวนี้มาจากหย่งติ้งกันหลายคน” 

พี่สมชัยและผมกล่าวขอบคุณเฮียเกรียงศักดิ์หลังจากใช้เวลาอยู่นานจนรู้สึกเกรงใจ แต่ก่อนจะพ้นประตูไป พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกตผนังด้านขวาของร้าน ซึ่งประดิษฐานรูปศักดิ์สิทธิ์อยู่บนนั้น

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“รูปศักดิ์สิทธิ์นี้ท่านเป็นเทพประจำร้านตีเหล็กในย่านตลาดน้อย เป็นที่เคารพมากของผู้ที่อยู่ในวิชาชีพนี้ และยังเป็นที่เคารพจนทุกวันนี้” พี่สมชัยให้ข้อมูล

“ลี้ทิก๊วยหรือหลีทิก๊วย ท่านเป็นหนึ่งในเทพ 8 เซียน คนที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเรื่องเหล็กจะบูชาท่านเป็นเทพสำคัญ เพราะว่านามของท่าน มีคำว่าเหล็กอยู่ด้วย นั่นคือคำว่า ทิ” 

ก่อนกลับออกจาตลาดน้อย พี่สมชัยพาผมเดินไปสักการะศาลของท่านหลีทิก๊วย ซึ่งปรากฏอยู่หลายแห่งในตลาดน้อย ผมจึงไปจดประวัติของท่านและนำมาบันทึกไว้ในบทความนี้ เพื่อให้เราทราบประวัติของท่านกันสักหน่อย 

หลีทิก๊วยมีนามเดิมว่าหลีเหียน เป็นชายหนุ่มรูปงาม กำพร้าบิดามารดา แต่จิตใจใฝ่ดี สนใจท่องพระคัมภีร์และมีน้ำใจฝักใฝ่ธรรมะ ไม่เสพเนื้อสัตว์ เป็นคนรักสันโดษ ต่อมาท่านได้เดินทางไปเขาฮั่วซัวเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของหลีเล่ากุล ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ พร้อมกับบำเพ็ญภาวนาจนสำเร็จ มีผู้นับถือและสมัครตัวเป็นศิษย์มากมาย จนมีศิษย์ก้นกุฏิผู้หนึ่งนามว่าเอี้ยวจื้อ

วันหนึ่งหลีเหียนได้ถอดวิญญาณออกจากร่าง เพื่อเดินทางไปพบอาจารย์หลีเล่ากุล ท่านฝากให้เอี้ยวจื้อดูแลร่างของท่านไว้ให้ดี พอวันที่ 6 มารดาของเอี้ยวจื้อก็เจ็บหนัก เอี้ยวจื้อรออาจารย์ของตนไม่เห็นกลับมาเข้าร่างสักทีก็คิดว่าตายไปแล้ว จึงเผาร่างอาจารย์แล้วรีบเดินทางไปหามารดาของตน แต่มารดาได้สิ้นชีวิตไปเสียก่อนแล้ว ฝ่ายหลีเหียนนั้น เมื่อถอดวิญญาณไปพบอาจารย์แล้วก็ได้ไปศึกษาวิชาเซียนจาก 36 สำนักจนสำเร็จ พอเดินทางกลับมาก็ไม่พบร่างตน พบแต่กองขี้เถ้า 

วิญญาณหลีเหียนจึงเที่ยวล่องลอยหาร่างใหม่อาศัย เมื่อไปพบศพขอทานขาพิการมีไม้เท้าและถุงข้าวสารอยู่ข้าง ๆ จึงได้เข้าไปอาศัยอยู่ร่างนั้น และได้เสกไม้เท้าให้เป็นไม้เท้าเหล็ก และถุงข้าวสารให้เป็นน้ำเต้า ส่วนข้าวสารนั้นก็กลายเป็นยารักษาโรค และได้เรียกตนเองว่าหลีทิก๊วยมาตั้งแต่วันนั้น จากนั้นก็รีบไปชุบชีวิตให้มารดาของเอี้ยวจื้อผู้เป็นศิษย์เอก ก่อนกลับไปอยู่ที่สำนักของอาจารย์หลีเล่ากุลต่อไป 

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ร้านเหล็ก ร้านชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องยนต์เครื่องจักรในเซียงกง มักจะมีชื่อร้านนำด้วยคำว่าลี้หรือหลี แล้วช่างเหล็กแถวนี้จะแซ่ลี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะเทพลี้ทิก๊วยก็แช่ลี้เหมือนกัน ท่านเป็นเหมือนเทพของคนตระกูลลี้พร้อมกับเทพของผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเหล็กด้วย” พี่สมชัยเล่าขณะที่เราเดินกลับออกมาจากย่าน ผมเดินไล่อ่านป้ายร้านชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ และผมก็เห็นป้ายชื่อร้านที่มีคำว่าลี้อยู่หลายร้านจริง ๆ ด้วย 

ผมอำลาพี่สมชัยในเย็นวันนั้นเมื่อการเยี่ยมร้านถังไม้ซุ้ยล้งและร้านตีเหล็กของเฮียเกรียงศักดิ์สิ้นสุดลง

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ เรื่องของเชือก ถังไม้ และเหล็ก ช่วยให้ผมรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด และตลาดน้อยมากขึ้น การได้เดินไป ดูไป และคุยไปเรื่อย ๆ แบบนี้ทำให้ผมได้เห็น ได้สัมผัสไปพร้อมกันด้วย” ผมกล่าวกับพี่สมชัยก่อนร่ำลา

ความคิดแวบหนึ่งเกิดขึ้นในสมอง ณ ตอนนั้น แล้วเลยทำให้ผมเอ่ยปากถามพี่สมชัยไป

“ถ้า The Cloud จะจัด Walk เพื่อชวนผู้อ่านมาลองเดินสำรวจและทำความรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด ตลาดน้อย ผ่านสรรพสิ่งเล็ก ๆ แบบนี้บ้าง พี่สมชัยพร้อมไหมครับ” 

พี่สมชัยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ก่อนเดินจากไป ถ้าอย่างนั้นผมถือว่าพี่พร้อมนะครับ

ขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้จัดการร้านซุ้ยล้ง (ถังไม้)
  • คุณเกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เจ้าของและช่างตีเหล็กแห่งโรงตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load