คอลัมน์ Heritage House คราวนี้มากันเป็นทีมครับ เพราะผมไม่ได้ฉายเดี่ยวเหงาๆ แบบคราวก่อนๆ แต่ได้ชวน โก้-ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ และ ฐิ-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาพร้อมกันในเช้าวันเสาร์อันแสนสดชื่น

Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง
Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง

เป้าหมายของเราอยู่ที่ร้าน Newday Project ร้านกาแฟสุดคราฟต์แห่งย่านสุขุมวิทที่เพิ่งกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง หลังเว้นระยะไปช่วงหนึ่งด้วยสถานการณ์โควิด-19 อันผันผวนชวนลุ้นว่าจะล็อกดาวน์หรือไม่ล็อกดี

ความสนใจของเราเช้าวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงขนมปัง Sourdough ที่เจ้าของร้านลงมือทำอย่างพิถีพิถันจนได้ขนมปังรสเลิศ ก่อนนำมาเสิร์ฟร้อนๆ พร้อมเนยและแยมผิวส้มฉบับโฮมเมดเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ ‘ตัวบ้าน’ ซึ่งสะท้อนลักษณะของบ้านย่านสุขุมวิทที่สร้างขึ้นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ เมื่อกรุงเทพฯ เริ่มขยายเมืองออกไปทางทิศตะวันออก

Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง
Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง

อ้อ-จริยาวดี เลขะวัฒนะ สถาปนิกผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิกคิดดี จำกัด กำลังรอเราอยู่แล้ว ครอบครัวของอ้อคือเจ้าของบ้านซึ่งพัฒนามาเป็นร้าน Newday Project ในวันนี้ และเป็นผู้ที่ปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อรักษาบ้านแห่งย่านสุขุมวิทให้คงอยู่ต่อไป โดยไม่สูญสลายกลายเป็นตึกระฟ้า

Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง

เมื่อขนมปัง Sourdough ลงไปนอนเรียงรายอยู่ในกระเพาะ ลาเต้ถ้วยโปรดกำลังวางอุ่นๆ อยู่ในอุ้งมือส่งกลิ่นหอมชื่นใจ วงสนทนาของเราก็เริ่มขึ้นในสวนอันร่มรื่น เพื่อพาผู้อ่านไปเรียนรู้เรื่องบ้านและย่านสุขุมวิทไปพร้อมกัน

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

วันวานสุขุมวิท

“บ้านหลังนี้มีอายุประมาณเจ็ดสิบปี เป็นสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อคนกรุงเทพฯ ย้ายมาอาศัยอยู่ในย่านสุขุมวิทกันมากขึ้น สมัยนั้นสุขุมวิทยังเป็นทุ่งอยู่เลย” อ้อเริ่มการสนทนา

จากหนังสือ บ้านในกรุงเทพฯ : รูปแบบและการเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปี (พ.ศ. 2325-2525) โดย ผศ.ผุสดี ทิพทัส และ ผศ.มานพ พงศทัต แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ระบุว่า ใน พ.ศ. 2479 เนื้อที่ของกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นมาเป็น 26,790 ไร่ การขยายตัวของเมืองเกิดขึ้นทุกทิศทุกทาง สำหรับทิศตะวันออกคือจากบริเวณคลองผดุงกรุงเกษมมาทางปทุมวัน เพลินจิต เรื่อยมาจนสุขุมวิท

หนังสือเล่มเดียวกันยังได้ระบุว่าสุขุมวิทนั้นเดิมเรียกว่าทุ่งบางกะปิ มีสภาพเป็นท้องนาห่างไกลจากตัวเมือง ที่ดินก็มีราคาถูก ประชาชนจำนวนมากจึงนิยมเข้ามาจับจองไว้เพื่อปลูกบ้าน ยิ่งพอมีการตัดถนนสุขุมวิทจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่ภาคตะวันออก ก็ยิ่งส่งผลให้ย่านนี้เติบโตขึ้นมาก

พ.ศ. 2488 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ย่านสุขุมวิทเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด กลายมาเป็นแหล่งพำนักของประชากรกลุ่มสำคัญ ซึ่งมีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมของบ้านในย่านนี้อย่างน่าสนใจ 

ดร.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร และคณะผู้วิจัย ได้กล่าวไว้ในหนังสือ พัฒนาการแนวคิดและรูปแบบของงานสถาปัตยกรรม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต พอสรุปความได้ว่า กลุ่มประชากรที่ย้ายจากศูนย์กลางกรุงเทพฯ มายังย่านสุขุมวิทประกอบไปด้วยพ่อค้า คหบดี นายทุน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจ และนายธนาคาร เป็นต้น จัดว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง กลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ทำงานหนัก และเริ่มมีกำลังทรัพย์ในระดับที่สร้างที่อยู่อาศัยตามความต้องการของตนได้ โดยมีสถาปนิกเป็นผู้สนองความต้องการของพวกเขาให้ออกมาเป็นรูปธรรม

“หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นช่วงที่วงการการสถาปนิกเริ่มผันมือจากชาวต่างชาติมาสู่ชาวไทย มีสถาปนิกไทยจำนวนมากที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ และเริ่มกลับมาทำงานออกแบบหรือเป็นอาจารย์สอนในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง สถาปนิกเหล่านี้ได้นำความรู้ใหม่ๆ ที่ทันสมัยเข้ามาเผยแพร่” ฐิกับโก้ช่วยกันเล่า

สุขุมวิทจัดว่าเป็นเขตเมืองใหม่ นอกจากจะมีถนนที่ทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้นแล้ว ก็ยังมีรถขนส่งคงค้างจากสมัยสงครามโลกเป็นจำนวนมากที่นำมาดัดแปลงให้กลายเป็นรถเมล์หลายยี่ห้อ อย่างเช่น รถเมล์บุญผ่อง รถเมล์พีระ ที่คอยวิ่งรับส่งผู้โดยสารไปตามสถานที่ต่างๆ ชาวกรุงเทพฯ จึงย้ายออกมาอาศัยในย่านที่อยู่ห่างไกลเช่นนี้ได้ ความต้องการบ้านเดี่ยวจึงเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก รวมทั้งเกิดสิ่งใหม่ที่เรียกว่า ‘หมู่บ้านจัดสรร’ ด้วยเช่นกัน

ผลงานออกแบบของ A Quincy Jones ซึ่งมีอิทธิพลต่อการออกแบบบ้านในย่านสุขุมวิทช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ภาพ : www.dwell.com

“ช่วงก่อน พ.ศ. 2500 สถาปนิกชาวไทยน่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากงานของสถาปนิกคนสำคัญอย่าง แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ (Frank Lloyd Wright) ส่วนช่วงหลังจาก พ.ศ. 2500 โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านในแถบสุขุมวิท น่าจะค่อนข้างอิงกับงานของ เอ. ควินซี โจนส์ (A. Quincy Jones) ซึ่งเป็นสถาปนิกที่พำนักอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในขณะนั้นเมืองต่างๆ ในแคลิฟอร์เนียเองก็เริ่มมีการขยายตัว คนเริ่มมีกำลังซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลไว้ใช้เดินทาง ก็เลยออกมาตั้งชุมชนไกลจากเมืองมากขึ้น 

“สิ่งที่เกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนียก็คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสุขุมวิท Archibald Quincy Jones และสถาปนิกร่วมสมัยคนอื่นสร้างงานออกแบบบ้านเดี่ยวและหมู่บ้านจัดสรรตอบสนองความเป็นอยู่ที่ทันสมัยขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งในการก่อสร้างรวมทั้งการดำรงชีวิต เป็นยุคที่เริ่มมีสุขภัณฑ์รุ่นฮิต เช่น Armitage Shank มีถ้วยชาม Tupperware มีเครื่องดูดฝุ่นหรือเครื่องปั่นรูปทรงอวกาศ จัดเป็นความล้ำที่เริ่มมาในยุคนั้น” ฐิกับโก้ช่วยกันเชื่อมบริบทแวดล้อมที่เกิดขึ้นในเวลานั้นอย่างน่าสนใจ

บ้านพ่อสร้าง

“คุณพ่อพี่เป็นสถาปนิกที่กรมโยธาธิการ สถาปนิกในยุคนั้นแทบทุกคนเริ่มต้นการเป็นสถาปนิกอาชีพที่กรมโยธา ฯ” อ้อกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

คุณพ่อของอ้อคือ คุณสำราญ เลขะวัฒนะ คำว่า ‘ยุคนั้น’ หมายถึงช่วงประมาณ พ.ศ. 2490 โดยหลังจากที่คุณพ่อรับราชการที่กรมโยธาฯ ไประยะหนึ่ง คุณพ่อได้ตัดสินใจเข้าร่วมงานกับสำนักงานออกแบบจิระ ศิลป์กนก รับหน้าที่เป็นผู้จัดการบริษัท และได้มีส่วนร่วมสร้างผลงานสำคัญๆ ไว้มากมาย

“ตอนทำงานกับกรมโยธาฯ คุณพ่อเป็นหนึ่งในทีมผู้ออกแบบโรงแรมเอราวัณตึกเดิม ซึ่งเป็นอาคารทรงไทย และเป็นหนึ่งในโรงแรมที่จัดว่าหรูและทันสมัยมากในยุคนั้น ที่สำคัญคือมีร้านเบเกอรี่ที่อร่อยมากๆ (หัวเราะ) พอมาทำงานกับอาจิระ คุณพ่อก็ได้ร่วมออกแบบอาคารสำคัญ เช่น โรงแรมอินทรา ถนนราชปรารภ โรงแรมรินทร์คำ ที่เชียงใหม่ ฯลฯ เป็นยุคที่สถาปัตยกรรมโมเดิร์นกำลังได้รับความนิยม นอกจากนั้นยังมีการออกแบบบ้านส่วนบุคคล อย่างบ้านสมาชิกครอบครัวเพ็ญชาติหลายท่าน เช่น ศาสตราจารย์ นพ.ชัญโญ เพ็ญชาติ และ พล.ร.ต.ชาโณ เพ็ญชาติ ซึ่งก็เป็นบ้านแบบโมเดิร์นทั้งหมด”

“พ่อและเพื่อนสนิท คือ อาพล (คุณพล จุลเสวก) ได้ชวนกันมาซื้อที่ปลูกบ้านแถวสุขุมวิท คงเป็นความฝันของคนหนุ่มในสมัยนั้นที่ทำงานเก็บเงินได้ระดับหนึ่ง ก็ต้องการพื้นที่สร้างบ้านของตัวเอง เมื่อคุณแม่แต่งงานกับคุณพ่อใน พ.ศ. 2498 นั้น คุณแม่บอกว่าบ้านหลังนี้สร้างเสร็จแล้วเรียบร้อย”

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

บ้านที่คุณพ่อสร้างขึ้นหลังแรกเป็นบ้านปูนผสมไม้สองชั้น ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่เรียบง่าย มีขนาดเล็กกว่าที่เห็นในวันนี้ ถ้าเทียบกับพื้นที่ปัจจุบัน ก็คือเฉพาะส่วนด้านหน้าของร้านกาแฟที่เป็นครัว เคาน์เตอร์รับออเดอร์ลูกค้า และบริเวณที่วางขายสินค้าที่ระลึก

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“ถ้าไปศึกษาข้อเขียนของศาสตราจารย์ ดร.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร อาจารย์เขียนอธิบายไว้ชัดเจนเลยว่า บ้านโมเดิร์นในยุคนั้นมักจะเป็นแนวทางการออกแบบที่เรียกว่าแนวสภาวะแวดล้อมสัมพันธ์หรือแนวภูมิภาคนิยม คือนำแนวคิดการออกแบบจากตะวันตกมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทแวดล้อมต่างๆ เช่น ตอนนั้นเพิ่งสิ้นสุดสงครามโลกใหม่ๆ เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว จึงต้องประหยัดทุกวิถีทาง คุณพ่อจึงสร้างบ้านเรียบๆ เข้าไว้ หรือการสร้างบ้านที่สอดคล้องกับสภาพดินฟ้าอากาศ เช่น คุณพ่อเลือกออกแบบให้มีหน้าต่างรับลมจากทิศใต้เป็นหลัก เพราะลมพัดเข้าทางทิศนี้ ทำให้รับลมเข้าสู่ตัวบ้านมากที่สุด หรือการใช้หลังคาตื้นและทำเป็นผืนเดียวแทนหลังคาทรงปั้นหยาหรือมนิลาที่เคยเป็นที่นิยมมาในยุคก่อนหน้านี้ โก้เชื่อว่าเมื่อก่อนที่บ้านต้องมีแผงกันแดด (Fin) ช่วยกันแดดกันฝนด้วยใช่ไหมคะ” โก้สันนิษฐาน ซึ่งอ้อยอมรับว่าบ้านต้นฉบับนั้นมีแผงกันแดดอยู่จริง แต่ปัจจุบันได้รื้ออกไปแล้ว

“หรือการสร้างบ้านปูนผสมไม้นั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ ‘อินเทรนด์’ มาก และมาทดแทนการสร้างบ้านด้วยไม้ทั้งหลังอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต ทั้งนี้เพราะปูนซีเมนต์ไทยได้ผลิตปูนซีเมนต์ออกจำหน่ายในปริมาณมากยิ่งขึ้น จนเริ่มเป็นที่นิยม หรือการเลือกใช้หลังคาลอนลูกฟูกหรือหลังคาลอนเล็ก ก็เพราะว่าเป็นวัสดุที่ปูนซีเมนต์ไทยพัฒนาขึ้นใหม่ในขณะนั้นด้วย” ฐิเสริม และทำให้ผมเริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ของรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มาพร้อมกับวิวัฒนาการของวัสดุชนิดใหม่ๆ อันก่อให้เกิดตัวเลือกที่ทันสมัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม บ้านที่คุณพ่อสร้างเป็นหลังแรกกลับไม่ได้ใช้เป็นที่พำนักของครอบครัว เพราะนำไปให้ฝรั่งเช่าอยู่แทน ส่วนครอบครัวได้ย้ายไปเช่าบ้านญาติในซอยเย็นอากาศแทน

“อันนี้ก็เป็นวิถีปฏิบัติของชนชั้นกลางในสมัยนั้นเช่นกันครับ เราเริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยและทำงานในกรุงเทพฯ มากขึ้น มีบ้านหลายหลังโดยเฉพาะในย่านสุขุมวิทได้กลายมาเป็นบ้านเช่าของชาวต่างชาติ ตอนนั้นสุขุมวิทจัดว่าเป็นย่านอินเตอร์พอสมควรเลยทีเดียว” ฐิเสริม 

อีกสิบปีต่อมา ราวๆ พ.ศ. 2509 ครอบครัวจึงย้ายกลับมาที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง หนนี้ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวอย่างแท้จริง

“คราวนี้คุณพ่อปรับแต่งบ้านอย่างเต็มที่เลย ต่างกับตอนแรกที่ลงทุนเพียงเพื่อจะทำบ้านให้ฝรั่งเช่าเท่านั้น แล้วคุณพ่อเองก็สนุกที่จะลงมือปรับแต่งเป็นระยะ ได้ทดลองใช้วัสดุใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ บ้านของเราเลยกลายเป็นบ้านแบบโมเดิร์นที่รวบรวมอะไรหลายอย่างของยุค 60 70 เรื่อยมาจน 80 ช่วงนี้เป็นช่วงที่พี่เติบโตขึ้นที่บ้านหลังนี้ เลยพอจะจำอะไรได้มากขึ้น และบ้านก็มีสภาพใกล้เคียงกับที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน” อ้อเล่า

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

การปรับแต่งบ้านที่อ้อจำได้คือการเพิ่มห้องรับแขกเข้าไป ซึ่งปัจจุบันนี้คือบริเวณห้องโถงติดกับสวนสวยหลังบ้าน สำหรับให้ลูกค้าดื่มด่ำกับขนมปังและกาแฟถ้วยโปรด

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“สมัยนั้นเป็นคตินิยมว่าบ้านแถวสุขุมวิทในยุค 60 70 ต้องมีห้องรับแขกอย่างเป็นทางการ ส่วนจะใช้หรือไม่ใช้นี่อีกเรื่องหนึ่งนะ แต่ขอให้มีไว้ก่อน (หัวเราะ) วัสดุแห่งยุคนั้นคือกระจกบานเลื่อนกรอบอะลูมิเนียม ซึ่งพ่อก็นำมาใช้เพื่อเชื่อมห้องรับแขกกับส่วนเดิมของบ้าน พื้นตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผาแบบแกร่งสีแดง ซึ่งต่างกับกระเบื้องที่ใช้ด้านหน้า อันนั้นเป็นกระเบื้องดินเผาที่พ่อได้รับจากช่างศิลป์ที่บูรณะลานรอบพระปฐมเจดีย์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น สมัยก่อน สถาปนิกมักจะทำงานร่วมกับช่างศิลป์ พ่อเองก็ทำงานกับช่างศิลป์หลายท่าน ซึ่งมีส่วนร่วมในการเลือกใช้วัสดุตกแต่งบ้านหลังนี้ เช่น ฝาผนังประดับกระเบื้องดินเผาที่เห็นอยู่นี้ก็เป็นของดั้งเดิม ฝีมือช่างศิลป์จากด่านเกวียน และใช้ประดับห้องรับแขกมาจนถึงทุกวันนี้ พวกกระเบื้องดินเผาก็จัดว่าเป็นวัสดุแห่งยุคนั้นด้วยเช่นกัน”

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ
งานกระเบื้องเผาฝีมือช่างศิลป์ด่านเกวียน
ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ
พื้นกระเบื้องจากการบูรณะพระปฐมเจดีย์

เมื่อชั้นล่างขยายพื้นที่โดยเพิ่มห้องรับแขกเข้าไป ชั้นบนก็เลยต้องขยายตามไปด้วย

“เริ่มจากหลังคาเลย หลังคาปรับเป็นหลังคายื่นยาวที่คลุมได้กว้างขึ้น ช่วยกันแดดกันฝนได้ดี ส่งผลให้มีนอกชานยื่นยาวรอบตัวบ้านตามไปด้วย มีเสาเหล็กที่ช่วยรับน้ำหนักเพียงบางจุด ไม่เกะกะ รกสายตา แต่พี่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อไม่ทำนอกชานให้เป็นระเบียง แต่ทำเพียงแค่เป็นคานยื่นออกมา สงสัยลูกซน (หัวเราะ) อีกอย่างคือจั่วซึ่งก็ยื่นยาวออกไปได้ไกลขึ้น เพราะในยุคนั้นมีคอนกรีตเสริมเหล็กใช้แล้ว” อ้อเล่า

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“นอกจากหลังคาและนอกชาน บนชั้นสองก็ต้องมีการจัดสรรพื้นที่ใหม่ ที่จำได้คือห้องนอนพ่อกับแม่จะกว้างขึ้น และมีที่เก็บเครื่องแต่งตัวแบบ Walk in Closet ขนาดใหญ่แบบเดินเข้าไปได้ และพ่อเป็นคนดีไซน์เอง ดีไซน์แม้กระทั่งราวแขวน” อ้อเล่าต่อ ซึ่งฐิช่วยเสริมว่า เครื่องเรือนแบบบิวด์อินอย่าง Walk in Closet ก็เป็นสิ่งที่ฮิตกันในยุค 70 และ 80 เช่นกัน ผมคิดว่าบ้านหลังนี้ได้รวบรวมอะไรหลายอย่างที่เป็นของ ‘ล้ำ’ ในยุคนั้นมาไว้รวมกัน

“คิดว่าเพราะพ่อเป็นสถาปนิก พ่อคงอยากทดลองอะไรใหม่ๆ กับบ้านของตัวเองก่อนเพื่อดูผลสัมฤทธิ์ ถ้าดีแล้วจึงนำไปออกแบบให้ลูกค้าก็เป็นได้” อ้อเผยถึงสาเหตุ

เราเดินอ้อมมาหลังบ้าน แล้วก็เห็นสิ่งที่สถาปนิกอย่างโก้กับฐิตื่นเต้นมากๆ นั่นคือผนังภายนอกหรือ Façade

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“Façade นี้เป็นการจัดองค์ประกอบแบบสมดุลแต่ไม่สมมาตร หรือ Asymmetrical Balance ซึ่งได้รับความนิยมในยุคโมเดิร์นด้วยเช่นกัน เป็นการนำรูปทรงต่างขนาดต่างลักษณะมาจัดวางให้เกิดองค์ประกอบที่ออกมาแล้วดูสมดุล เราจะเห็นสี่เหลี่ยมหลากขนาดที่เกิดขึ้นจากผนังปูนและผนังไม้ หรือจากหน้าต่างบานเล็กบ้าง บานใหญ่บ้าง แต่นำทั้งหมดมาจัดเรียงให้เกิดสมดุลได้ อันนี้ก็เป็นลูกเล่นในเชิงสถาปัตยกรรมของยุคนั้นที่ทำให้อาคารดูสนุกขึ้น ส่วนเสารับที่ปลายชายคา อาจารย์วิมลสิทธิ์บอกว่าสถาปนิกรุ่นนั้นจะเรียกกันว่า ขาแมงมุม” โก้เล่ารัวๆ อย่างตื่นเต้น

อ้อเล่าว่าคุณพ่อเป็นสถาปนิกที่เน้นเรื่องการจัดวางองค์ประกอบ (Composition) และสนุกที่จะทดลองวิธีใหม่ๆ

“ถ้าพูดเรื่องคอมโพซิชัน หรือการจัดวางองค์ประกอบ ผมคิดว่าถ้ามองดีๆ Façade ที่เราเห็นนี้อาจอิงไปกับงานของ Mondrian ก็เป็นได้ Mondrian เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น และสร้างสรรค์ผลงานด้วยภาพสี่เหลี่ยมหลากขนาดรวมทั้งเส้นสายต่างๆ สถาปนิกยุคโมเดิร์นในต่างประเทศหลายคน ก็ออกแบบอาคารโดยจัดวางคอมโพสิชันตามงานของ Mondrian อย่างเช่น Rietveld Schröder คุณพ่อของพี่ก็อาจได้รับอิทธิพลจากงานของ Mondrian ด้วยก็ได้ครับ” ฐิก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ผมรู้สึกว่าบ้านเล็กๆ หลังนี้แอบซ่อนอะไรให้ตีความกันได้มากมาย โอย สนุกจริงๆ เลย

บนผนังมีหน้าต่างไม้บานใหญ่ปรากฏอยู่ ในวันนี้อาจดูเหมือนหน้าต่างไม้ธรรมดาๆ แต่ในสมัยนั้นถือว่าเป็นวัสดุแห่งยุค 70 และ 80 เช่นกัน นั่นคือหน้าต่างบานเปิดเดี่ยวหรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่าหน้าต่างบานพับวิทโก้ (Whitco) นั่นเอง

“หน้าต่างบานพับวิทโก้ที่เห็น ถือว่าเป็นความทันสมัยของยุค 70 มาจน 80 และบ้านแทบทุกหลังในสมัยนั้นก็จะใช้หน้าต่างวิทโก้ขนาดพอๆ กัน คือสูง 120 กว้าง 80 เซนติเมตร กันทั้งนั้น หน้าต่างต้นฉบับจะทาสีขาว พอจับแล้วเลอะมือ เป็นผงๆ สีขาวติดมือเลย ซึ่งไม่ชอบมากๆ (หัวเราะ) เพราะยุคนั้นสีน้ำมันกำลังฮิต ซึ่งสีชนิดนี้พอทาไปนานๆ เข้าก็จะแห้งเป็นผง ถ้าเผลอเอามือไปลูบไปโดนเข้า ผงสีก็จะติดมือมา ลองนึกถึงบานหน้าต่างตามโรงเรียนของเราในสมัยเด็กๆ สิ” พออ้อเล่าถึงประโยคนี้ เราทุกคนพยักหน้าหงึกหงักแล้วหัวเราะออกมา เพราะทุกคนล้วนมีประสบการณ์มือขาวเมื่อจับหน้าต่างที่โรงเรียนกันทั้งนั้น

“นอกจากเลอะมือแล้วยังฝืดอย่างแรงด้วย เปิดปิดที่เมื่อย (หัวเราะ) หน้าต่างวิทโก้มาแทนที่หน้าต่างบานเปิดคู่สับขอซึ่งเคยฮิตในสมัยก่อน แต่พอพี่ปรับปรุงบ้านครั้งล่าสุด พี่ก็ขัดสีขาวออกหมด เพราะนึกถึงตอนมือเปื้อนผงสีสมัยเด็กๆ คราวนี้พี่เลยขอโชว์เนื้อไม้ดีกว่านะ” อ้อเล่าไปหัวเราะไปอีกครั้ง

จากหลังบ้าน เมื่อเดินอ้อมไปทางด้านซ้ายมือก็จะเจอช่องสี่เหลี่ยมซึ่งปัจจุบันกรุกระจกใสไว้เรียบร้อย มีน้องแมวยืนส่งสายตาทักทายอยู่ ในอดีตคือช่องที่เจาะไว้สำหรับติดตั้งเครื่องปรับอากาศชนิดที่เรียกว่า Window Type

“ยุคนั้นเป็นยุคที่เริ่มติดเครื่องปรับอากาศกันที่บ้าน และต้องเป็นเครื่องปรับอากาศแบบเจาะผนังหรือ Window Type ด้วยนะ มาแทนที่เครื่องปรับอากาศแบบตั้งพื้น เป็นประดิษฐกรรมแห่งยุคที่บ้านในแถบสุขุมวิทใช้กันแทบทุกหลัง เด็กๆ สมัยนี้คงไม่รู้จักแล้ว 

“ความจริงเครื่องปรับอากาศแบบนี้ใช้งานได้ดีมาก เพราะเป่าความเย็นเข้ามาและนำความร้อนเป่าออกนอกตัวอาคารทันที เย็นสบายมาก” อ้อทำให้ผมนึกได้ว่าเครื่องปรับอากาศเครื่องแรกของบ้านผมเองก็เป็นประเภทนี้ ตอนเด็กๆ ผมจะชอบไปยืนรับลมเย็มที่เป่าออกมาแรงๆ ให้เย็นชื่นใจ

เราเดินต่อไปยังด้านหน้าเพื่อสำรวจบ้านหลังนี้กันต่อ แล้วก็เจอสรรพสิ่งที่บ่งบอกความเป็นบ้านสุขุมวิทแห่งยุคนั้นอีกหลายอย่าง

“อยากให้สังเกตทางเข้าบ้านที่เป็นผนังปูนเซาะร่องเป็นลายตามขวาง อันนี้เป็นของดั้งเดิมตั้งแต่พ่อเริ่มสร้างบ้านเลย ซึ่งเป็นการลงรายละเอียดตกแต่งผนังที่นิยมในยุคโมเดิร์นก่อน พ.ศ. 2500 ทางเข้าบ้านมีทางเดินเล่นระดับประดับด้วยกระเบื้อง ที่สำคัญคือมีบ่อน้ำปรุกระเบื้องสีเขียวชิ้นเล็กๆ ต้องเป็นสีเขียวด้วยนะ ไม่ก็น้ำเงินหรือฟ้า และจะทำทางเดินหินขัดเป็นช่วงๆ ต้องเป็นกระเบื้องกับหินขัดแบบนี้ด้วยนะ (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นบ้านในยุคนั้นมากๆ โดยเฉพาะบ่อน้ำ เวลาพี่ไปบ้านเพื่อนหลังไหนๆ ก็จะมีบ่อน้ำลักษณะนี้แทบทุกหลัง แล้วก็จะอยู่ในตำแหน่งข้างบ้านแบบนี้เหมือนกัน” อ้อชี้ให้เราดู และทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอีกครั้ง 

ผมเชื่อว่าสมัยเด็กๆ ผู้อ่านหลายคนจะชอบมุมนี้มาก เพราะจะได้แอบคุณพ่อคุณแม่เอามือเอาขามาแหย่น้ำเล่น และก็จะแอบหลบเมื่อผู้ใหญ่เรียกมาช่วยล้างช่วยขัดทำความสะอาดกันมาแล้วใช่ไหมครับ ยอมรับมาเสียดีๆ

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

อีกอย่างหนึ่งที่ไม่อยากให้มองผ่านคือต้นไม้ เพราะเป็นต้นไม้สายพันธุ์ยอดนิยมที่ใช้ปลูกประดับบ้านช่วงยุค 60 ไปจนถึง 80 ด้วยเช่นกัน

“ต้องต้นแสงจันทร์กับชมพู่มะเหมี่ยวนี่เลย บ้านแถบสุขุมวิทจะมีต้นไม้สองชนิดนี้ปลูกประดับกันทั้งนั้น เวลาชมพู่มะเหมี่ยวออกลูกจะมีกลิ่นหอมมาก ส่วนแสงจันทร์ก็มักจะปลูกข้างบ้านหรือข้างโรงรถ ทั้งชมพู่มะเหมี่ยวกับแสงจันทร์ก็ยังรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้” อ้อเล่าโดยโก้เสริมว่า ชมพู่มะเหมี่ยวเป็นต้นไม้ที่เด็กๆ ในยุคนั้นสนุกที่จะปีน ผมเองก็ชอบปีน และเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านก็คงมีประสบการณ์ร่วมกับเรา

“มีอะไรที่มากับบ้านในช่วงนั้นอีกบ้างไหมครับ ที่วันนี้อาจรื้อออกไปแล้ว” ผมถาม

“สิ่งที่มาในยุค 70 และ 80 อีกอย่างคือพื้นปาร์เกต์ (Parquet) ความจริงตอนที่พ่อต่อเติมห้องรับแขก เดิมพ่อลองปูพื้นด้วยปาร์เกต์ก่อน แต่สิ่งที่มากับยุค 80 ก็คือน้ำท่วม โดยเฉพาะในย่านสุขุมวิท ตอนเด็กๆ จะรอประกาศว่าโรงเรียนหยุดเพราะน้ำท่วม ไม่ต้องไปเรียน แล้วน้ำจะท่วมเป็นประจำทุกปี ท่วมนานด้วย ท่วมจนพื้นปาร์เกต์ลอย แล้วพอน้ำเริ่มลด เราเดินบนฟื้นปาร์เกต์มันก็จะมีน้ำทะลักออกมา ปุด ปุด (หัวเราะ) 

“ความจริงสนุกมากนะ แต่พ่อคงทนรับสภาพแบบนั้นต่อไปไม่ไหว และตัดสินใจปูกระเบื้องดินเผาสีแดงแทนเพื่อหยุดปัญหานี้ นอกจากนี้สีของกระเบื้องดินยังเข้ากันได้ดีกับงานกระเบื้องด่านเกวียนที่ประดับบนผนัง” อ้อทบทวนความจำแล้วทำให้เราหัวเราะกันอีกครั้งพร้อมกับนึกถึงอดีตพื้นปาร์เกต์ที่บ้าน

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“อีกอย่างที่เป็นของคู่บ้านกับยุคโพสต์โมเดิร์นน่าจะเป็นวอลเปเปอร์ พวกวอลเปเปอร์แนวตั้งที่มีลายกระจุกกระจิก ที่บ้านก็น่าจะเคยติดวอลเปเปอร์ด้วยไหมคะ” โก้แสดงความคิดเห็นเสริม อ้อพยักหน้ายอมรับ แต่ได้ลอกออกไปหมดแล้ว

บ้านยุค ‘บิล’

ครอบครัวได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 จนราวๆ พ.ศ. 2531 เมื่ออ้อไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังสำเร็จการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นบ้านก็ได้กลายสภาพมาเป็นบ้านเช่าอีกครั้ง โดยผู้เช่าในคราวนี้คือ วิลเลียม วอร์เรน (William Warren) ที่อ้อเรียกว่า ‘บิล’ อย่างคุ้นเคย

วิลเลียม วอร์เรน เป็นสหายรักของ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นนักเขียนคนแรกที่เปิดเผยเรื่องราวอันเป็นชีวประวัติของจิม ทอมป์สัน ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงช่วงที่จิมหายสาบสูญอย่างลึกลับในประเทศมาเลเซีย ผ่านหนังสือ Jim Thompson – The Unsolved Mystery นอกจากนี้เขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมของไทยอีกด้วย ผลงานสำคัญเล่มหนึ่งของเขาคือหนังสือ Heritage Homes of Thailand ซึ่งผมแอบดีใจว่าใกล้เคียงกับชื่อคอลัมน์ Heritage House ของ The Cloud ที่ทุกท่านกำลังอ่านอยู่ขณะนี้ ชื่อของเขายังเป็นชื่อของห้องสมุด (William Warren Library) ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเฮนรี่ บี ทอมป์สัน ในซอยเกษมสันต์ 2

“คุณแม่ของพี่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.พงษ์ศรี เลขะวัฒนะ กับบิลรู้จักกันเพราะเป็นอาจารย์ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยกันทั้งคู่ และสนิทกันมาก พอดีบ้านเช่าของบิลที่สุขุมวิท 31 ครบสัญญาและต้องส่งคืนเจ้าของ แม่กับพ่อเลยตัดสินใจให้บิลมาเช่าอยู่ บิลเป็นคนที่สนใจเรื่องราวของไทยมากๆ เป็นนักวิชาการยุคแรกๆ ที่เริ่มเก็บข้อมูลบ้านเก่าของไทยทั้งในเรื่องของสถาปัตยกรรมและประวัติผู้อาศัยอยู่ รวมทั้งเขียนหนังสือหลายเล่มเพื่อเผยแพร่ความรู้ในวงกว้าง เป็นสมาชิกคนสำคัญของสยามสมาคม (Siam Society) กลุ่มแรกๆ ที่ให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาอาคารโบราณในภาคเอกชน พี่รู้สึกว่าเป็นเกียรติมากที่บิลเคยอาศัยอยู่ที่นี่”

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“บิลสะสมของเก่าไว้มาก บ้านหลังนี้อยู่ในยุคโมเดิร์น อาจจะดูใหม่เกินไปกว่างานศิลปะที่เขาสะสม บ้านมันโปร่งและโล่งเกินไป แต่บิลก็เข้ามาปรับบ้านให้มีความทึมขึ้น เขาเป็นคนสร้างบรรยากาศบ้านขึ้นมาใหม่”

อ้อเล่าว่าขณะที่บิลอาศัยอยู่ที่นี่ เขาแทบไม่ได้ปรับปรุงลักษณะทางสถาปัตยกรรมใดๆ ของบ้านเลย แต่เลือกที่จะจัดการกับสภาพแวดล้อมรอบตัวบ้านแทน บิลคือผู้ที่ปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ เพิ่มขึ้นมากมายจนร่มรื่น และใช้ไม้เลื้อยปลูกชิดตัวบ้านเพื่อให้เลื้อยขึ้นมาคลุมจนร่มครึ้ม

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“ลักษณะของบ้านฝรั่งจะต่างกับเอเชีย บ้านพวกเราจะเน้นความโปร่งโล่ง อยู่ได้ด้วยลมและแสงธรรมชาติ ฝรั่งจะเน้นความมิดชิดและอยู่ด้วยแสงไฟ มันเป็นความ Homey ที่ฝรั่งคุ้นเคย ลองสังเกตบ้านฝรั่งที่อาจเคยผ่านตาในหนังสือหรือในภาพยนตร์ดูสิคะ ยิ่งบิลเป็นนักสะสมและมีงานศิลปะมากมายที่ต้องอาศัยการออกแบบแสงเพื่อขับงานศิลป์ให้สวยงาม บิลเลยปลูกต้นไม้คลุมบ้าน และต่อมาก็คลุมจนแทบไม่เห็นตัวบ้านเลย (หัวเราะ)”

บิลอาศัยอยู่บ้านหลังนี้อีกราว 30 กว่าปีจนเสียชีวิตไปเมื่อ 2 ปีก่อน ช่วงที่บิลอยู่เป็นช่วงที่สภาพแวดล้อมรอบบ้านได้รับการดูแลและปรับแต่งมากที่สุด ต้นไม้ใหญ่ๆ ที่พบในสวนทุกวันนี้ บิลเป็นผู้เลือกหามาปลูกและดูแลด้วยตนเอง ต้นหูกระจงต้นใหญ่หลังบ้านอายุราว 30 ปีก็เป็นฝีมือของบิลเช่นกัน ดังนั้น หากแวะมาที่ Newday Project ก็อย่าลืมเดิมอ้อมมาด้านหลังเพื่อชื่นชมไม้ใหญ่นานาชนิด โดยเฉพาะหูกระจงต้นยักษ์ที่พวกผมแหงนคอตั้งบ่าอ้าปากค้างกันมาแล้วนะครับ

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“หลังจากที่บิลเสีย บ้านก็กลับมาเป็นของครอบครัวอีกครั้ง สภาพบ้านตอนนั้นคือปกคลุมไปด้วยตนไม้ ค่อนข้างผุพังและทรุดโทรมลงไปมากตามกาลเวลา เพราะอายุใกล้เจ็ดสิบปีแล้ว คุณแม่และเราสามพี่น้อง ซึ่งตอนนั้นต่างแยกย้ายไปมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว ก็คิดว่าไม่สามารถปล่อยบ้านให้อยู่ในสภาพนี้ได้ต่อไป เราจะต้องทำอะไรสักอย่าง” 

บ้านเลือกคน

“สิ่งแรกที่ตัดสินใจเลยคือจะไม่ขายโดยเด็ดขาด บ้านหลังนี้มีคุณค่าทางจิตใจ ที่ดินก็พ่อซื้อ ส่วนบ้านก็คือบ้านที่พ่อออกแบบมากับมือ และเป็นบ้านที่เราเติบโตมา แต่ก็พยายามหาหนทางว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ และสร้างรายได้ให้กับครอบครัวด้วย” อ้อเล่าถึงบ้านที่ผูกพันหลังนี้

การที่คุณพ่อเป็นสถาปนิกนั้นมีอิทธิพลต่อลูกๆ มาก และทั้งสามพี่น้องต้องการจะรักษาบ้านในอดีตหลังนี้เอาไว้ให้อยู่คู่สุขุมวิทต่อไป

“ตอนนั้นในใจลึกๆ ก็อยากซ่อมบ้านให้กลับมามีสภาพเดิมมากที่สุด อยากได้ผู้เช่าที่ชื่นชมกับเนื้อแท้และคุณค่าดั้งเดิมของบ้านจริงๆ และจะช่วยเรารักษาบ้านหลังนี้ต่อไป เขาควรเป็นคนที่รู้สึกกับบ้านเช่นเดียวกับเรา แต่การซ่อมบ้านเก่าต้องอาศัยงบประมาณไม่น้อย และยังไม่แน่ชัดว่าจะได้ผู้เช่าที่พร้อมจะชำระค่าเช่าในราคาเท่าไหร่ ถ้าลงทุนซ่อมแล้วจะคุ้มทุนหรือไม่ เมื่อไหร่ จึงยังไม่ได้ลงมือทำอะไร 

“วันหนึ่งพาคุณแม่มาที่บ้าน คุณแม่ก็พูดขึ้นมาว่า “นี่เป็นบ้านหลังแรกของพ่อกับแม่ เสียดายนะถ้ามันจะไม่อยู่ในสภาพที่เคยเป็น” แค่ประโยคนี้ประโยคเดียวที่ทำให้พี่ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังอะไรอีก พี่ตั้งใจเลยว่าจะเป็นคนซ่อม จะใช้เงินแค่ไหน จะได้เงินคืนมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ขอให้ฉันได้ลงมือทำสิ่งนี้ ไม่ต้องลังเลอะไรอีกแล้ว” อ้อเล่าถึงนาทีที่นำมาสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ

การซ่อมบ้านกับการหาผู้เช่าต้องดำเนินควบคู่กันไป เจ้าของบ้านซึ่งเป็นผู้ซ่อมนั้นมีภาพในใจที่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจะซ่อมให้บ้านออกมาเป็นอย่างไร จึงต้องหาผู้เช่าที่จะมองเห็นคุณค่าและเชื่อในสิ่งเดียวกัน อีกประการคือต้องรู้ว่าบ้านหลังนี้จะเป็นอะไรต่อไป เพื่อที่จะซ่อมให้เสร็จและพร้อมใช้งานได้ในขั้นตอนเดียว

 “มีคนติดต่อมาขอเช่าทำเป็นที่พักของพนักงาน ทำสปาหมา ทำโรงเรียนอนุบาล ฯลฯ มีบางรายที่เจรจากันจนเกือบจะลงเอยแล้ว แต่ก็มีเหตุให้ไม่สามารถทำสัญญาเช่าร่วมกันได้ คิดว่าบ้านเองก็กำลังช่วยเราเลือกผู้ที่จะมาอยู่ในพื้นที่นี้ต่อไป อย่างที่เราเคยได้ยินว่าบ้านก็เลือกคนเหมือนกัน”

ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็หากันจนเจอ และเป็นคนใกล้ตัวที่คุ้นเคยกันเสียด้วย

“เผอิญว่า คุณเกี๊ยก-อดิเทพ พินิจภิญโญ และ คุณปุ้ย-นงพรรณ ตั้งทวีกูล ทำร้านกาแฟ Ink & Lion ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้นหนึ่งของบริษัทพี่ และพี่เองก็เป็นลูกค้าประจำ พี่รู้สึกถูกชะตากับทั้งสองมากๆ ร้านกาแฟของเขาเป็นร้านที่ไม่ต้องพยายามทำตัวให้โดดเด่นเหมือนร้านกาแฟในยุคนี้ แค่เป็นตัวตนในแบบฉบับของเขาทั้งคู่ ลูกค้าก็เดินเข้าร้านมาเอง เลยลองสอบถามดูว่าสนใจบ้านของเราไหม กำลังจะซ่อมและปรับปรุง แต่ความจริงก็เล็งเขาไว้ละ (หัวเราะ)” 

วันที่พี่อ้อ คุณเกี๊ยก และคุณปุ้ย จับมือกันมาดูบ้านนั้น อ้อเล่าว่า “บ้านดูเหมือนเหลือแต่ซากจริงๆ เพราะให้ช่างมารื้อส่วนที่ชำรุดเสียหายออกไป บ้านผุเยอะมาก แทบจะต้องรื้อทิ้งหมด แม้กระทั่งโครงหลังคา จะเหลือก็แค่กรอบหน้าต่างกับส่วนที่เป็นปูนเท่านั้น ซึ่งน้อยมากๆ ตอนนั้นเขาทั้งสองคนต้องไว้ใจเรามากว่าจะซ่อมบ้านให้กลับมาสวยงามดังเดิมได้” 

หลักการซ่อมคือพยายามทำให้กลับไปเป็นตามแบบดั้งเดิมมากที่สุด และกำจัดสิ่งที่เคยรู้สึกว่ารกรุงรังออกไป โดยยังให้ความสำคัญกับการจัดองค์ประกอบและสัดส่วนตามลักษณะที่คุณพ่อได้ออกแบบไว้ ส่วนภายในนั้นจะปรับแต่งไปตามความเหมาะสม 

“เราซ่อมบ้านที่เป็นโครงหลักตามที่เราต้องการส่งให้กับคุณเกี๊ยกกับคุณปุ้ย ส่วนรายละเอียดภายในเขาก็เสริมแต่งตามประโยชน์ใช้สอยของการเป็นร้านกาแฟ เช่น ลงทุนเพิ่มในส่วนที่เป็นครัว แต่เราทั้งสามคนล้วนปรึกษาร่วมกันมาโดยตลอด”

ระหว่างซ่อม

การซ่อมใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ปีเต็ม โดยทีมช่างที่ได้รับการแนะนำจากเพื่อนบ้านที่รู้จักและคุ้นเคยกันมาก่อน และก็โชคดีที่ได้ทีมช่างซึ่งรับผิดชอบตั้งแต่ขั้นตอนการรื้อจนถึงการซ่อมกลับมาให้สมบูรณ์

“ที่เราเดินดูบ้านกันเมื่อเช้านี้ จะเห็นว่าพี่พยายามเก็บรายละเอียดเดิมๆ เอาไว้หมด ต้นไม้ทุกต้นมีคุณค่า หน้าต่างประตู ผนัง กระเบื้องปูพื้น บ่อน้ำ ฯลฯ อย่างตอนนั้นก็มีการถกกันว่า บ้านเราอยู่สุขุมวิท แถมอยู่ในระดับต่ำ มีสิทธิ์จมน้ำเวลาฝนตก เราจะดีดบ้านขึ้นไหม แต่ถ้าดีดบ้าน เราก็ต้องเอากระเบื้องสีแดงของเดิมออกทั้งหมดนะ เราเลยตัดสินใจว่าจะไม่ดีดบ้าน แต่ทำระบบกันน้ำแทน มีประตูกันน้ำ มีเขื่อนเป็นแนวยาวและใช้ปั๊มน้ำช่วย คือน้ำท่วมมันไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน หรือถ้าท่วมจริงๆ วัสดุก็ยังเป็นกระเบื้องที่ขัดล้างได้ แต่เรายังรักษากระเบื้องชุดเดิม สีเดิม ซึ่งเป็นภาพจำของบ้านเอาไว้ได้ตลอดไป หรือบนชั้นสอง เรายังเก็บคานไม้เก่าเอาไว้ บนผนังก็เก็บผนังเดิมเอาไว้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่กับเรา โตมากับเรา เป็นความทรงจำของเรา และมีคุณค่าสำหรับเรา”

ส่วนกองเชียร์และกำลังใจในภารกิจสำคัญครั้งนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณแม่นั่นเอง

“ระหว่างที่ซ่อมก็พาคุณแม่มาดูตลอด ในวันที่ซ่อมเสร็จแม่มีความสุขมากๆ ปีก่อนตอนที่แม่ครบเก้าสิบปี แม่จัดวันเกิดที่นี่ไปสามรอบ แม้แต่ตอนนี้แม่ก็ให้พี่ชายพามาที่นี่บ่อยๆ (หัวเราะ) พอมีธุระข้างนอก ก็จะขอแวะมาดื่มกาแฟที่นี่ เมื่อเห็นเขามีความสุข พวกเราลูกๆ ก็มีความสุข 

“สำหรับพี่ เวลามานั่งที่นี่ก็รู้สึกเหมือนกลับมาบ้านที่เราเคยอยู่และเติบโตมา และเป็นบ้านที่เราอยากให้เป็น ได้เอาอะไรที่เราเคยคิดว่ารกรุงรังออก อย่างพวกส่วนต่อเติมต่างๆ ที่ลดทอนความชัดเจนและเรียบง่ายของตัวบ้านดั้งเดิม หรืออย่างการได้กำจัดสีขาวเปื้อนๆ เลอะๆ ออกจากหน้าต่างวิทโก้ให้เห็นเนื้อไม้เสียที (หัวเราะ) ที่สำคัญคือได้ผู้เช่าอย่างคุณเกี๊ยกคุณปุ้ยซึ่งมีความคิดสอดคล้องกับเรา เขาคือคนที่เรามั่นใจว่าจะไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอะไรให้หวือหวาเพื่อเรียกแขก เขาก็ได้ร้านกาแฟที่สะท้อนตัวตนของเขา และเราเองก็ยังรักษาบ้านหลังเดิมเอาไว้ได้ให้อยู่คู่ย่านสุขุมวิท”

ผลสัมฤทธิ์ของการซ่อมบ้านครั้งนี้เติมเต็มหัวใจของทุกฝ่าย

คุณค่าอันคู่ควร

เวลาเราพูดถึงคำว่า Heritage ภาพจำของเราคืออาคารเก่าๆ มีอายุนานหลายปี มักเป็นอาคารสำคัญของบุคคลสำคัญ จึงจะมีคุณค่าคู่ควรที่จะได้รับการอนุรักษ์… เท่านั้นหรือ

“บ้านหลังนี้อาจเป็นตัวอย่างของ Heritage ที่ยังพัฒนาต่อไป คือเราไม่ได้จับแช่แข็งให้คงสภาพว่าเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น มันมีความต่อเนื่องและเติบโตจากยุคพ่อ มายุคบิล มายุคเรา และมายุคที่คุณเกี๊ยกคุณปุ้ยมาทำร้านกาแฟ ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนวัสดุบางอย่างให้เหมาะกับการเป็นร้านกาแฟ แต่ก็ยังเก็บสาระสำคัญของพื้นที่เอาไว้ อย่างการจัดองค์ประกอบและสัดส่วนตามลักษณะที่คุณพ่อออกแบบไว้ รวมทั้งการเก็บวัสดุสำคัญๆ ที่สะท้อนเรื่องราวในยุคนั้น 

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“การอนุรักษ์บ้านหลังนี้คือการอนุรักษ์สิ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจ อย่างน้อยก็ของเราเอง แต่สำหรับบ้านหลังนี้ พี่เชื่อว่าไม่เฉพาะตัวเราเท่านั้น คนที่เกิดและเติบโตมาในย่านสุขุมวิท ถ้ามาเห็นเข้าก็คงจะมีความสุขไปกับเราด้วยเช่นกัน พี่มีเพื่อนหลายคนที่เกิดและโตมาในสุขุมวิท และมีกำลังทรัพย์พอที่จะรื้อบ้านเก่าๆ แล้วสร้างขึ้นมาใหม่ แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะอยู่บ้านเก่าๆ แบบเดิมๆ อย่างบ้านที่จมดินไปครึ่งหนึ่ง บ้านที่ยังมีน้ำท่วมเสมอเวลาเข้าหน้าฝน บ้านที่มีบ่อน้ำเก่าๆ ที่ยังต้องออกแรงขัด เพดานอาจจะเตี้ยไปบ้างจนต้องเดินระวังไม่ให้หัวชน มีต้นไม้รกครึ้มที่ต้องกวาดเช้ากวาดเย็น

  “คนเหล่านี้อาจต้องต่อสู้กับกระแสบางอย่างจากคนรอบตัวที่ เฮ้ย อย่าไปซ่อมเลย เก็บไว้ทำไม สร้างใหม่เหอะ การรื้อบ้านเก่าออกแล้วสร้างใหม่เป็นทางออกที่ง่ายกว่ามาก อาจใช้งบประมาณน้อยกว่าก็ได้ แต่ก็มีคนอย่างพวกเราที่คิดว่า ไม่ ฉันไม่รื้อ ฉันยังอยากซ่อมต่อไป ฉันอยากปั๊มน้ำออกจากบ้าน ฉันยังอยากกวาดใบไม้และล้างบ่อต่อไป แต่เรายังรักษาบ้านแบบเดิมๆ รวมทั้งบรรยากาศของสุขุมวิทเอาไว้ได้เหมือนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา” อ้อยิ้มกว้างก่อนการสนทนาจะจบลง

เราคงต้องขอบคุณบุคคลเหล่านี้ที่ทำให้ยังรักษาอดีตเอาไว้ให้เราได้มีโอกาสเห็น สืบค้น และศึกษาต่อไป รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เมื่อนำมาร้อยเรียงต่อๆ กันไป ก็ช่วยให้เรามองเห็นคุณค่าเชื่อมโยงได้หลากมิติมากขึ้น เหมือนการมาเยี่ยมบ้านสุขุมวิทที่ Newday Project ในเช้าวันนี้ ที่พาเราให้ได้สนทนาต่อยอดกันไปถึงพัฒนาการของย่านและยุคต่างๆ ของสุขุมวิทไปพร้อมกันด้วย

ขอขอบพระคุณผู้ร่วมการสนทนา

อ้อ-จริยาวดี เลขะวัฒนะ สถาปนิก ผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิกคิดดี จำกัด

โก้-ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์

ฐิ-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เอกสารอ้างอิง

ระลึกถึงบ้านซอย 6 โดย หม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในวาระที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์กิตติคุณ หม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี 

บ้านในกรุงเทพ ฯ : รูปแบบและการเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปี (พ.ศ. 2325-2525) โดย ผศ.ผุสดี ทิพทัส และ ผศ.มานพ พงศทัต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องในวาระสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 200 ปี (ปัจจุบัน คือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ผุสดี ทิพทัส ราชบัณฑิต ประเภทวิชาสถาปัตยศิลป์ สาขาวิชาสถาปัตยกรรม สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสภา และรองศาสตราจารย์ มานพ พงศทัต ศาสตราภิชาน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

พัฒนาการแนวคิดและรูปแบบของงานสถาปัตยกรรม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต คณะผู้วิจัย ดร. วิมลสิทธิ์ หรยางกูร กอบกุล อินทรวิจิตร ดร. สันติ ฉันทวิลาสวงศ์ และวีระ อินพันทัง พ.ศ. 2536 โดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ ด้วยการสนับสนุนจากเครือซิเมนต์ไทย (ปัจจุบัน คือ ศาสตราจารย์ ดร.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

คุณแจ๊ค-หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์ กำลังคอยผมอยู่ที่หน้าเรือนประเสบัน บ้านปลายเนิน วันนี้เรามีนัดสำคัญเพื่อพาผู้อ่าน The Cloud มาชมสถาปัตยกรรมที่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือ ‘สมเด็จครู’ ผู้ทรงเป็นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง และผมเชื่อว่าเป็นผลงานฝีพระหัตถ์ที่น้อยคนนักจะมีโอกาสเห็น

“เราจะเริ่มกันตรงไหนก่อนดีครับ” ผมถามคุณแจ๊ค

“ตรงนี้เลยครับ” คุณแจ๊คกล่าว พร้อมนำผมไปยังมะพร้าว 2 ต้น ต้นหนึ่งสูงเสียดฟ้า อีกต้นสูงเพียงครึ่ง แต่กำลังออกผลสีเขียวอ่อนเต็มทะลาย

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

“ผมอยากให้พี่ดูมะพร้าวสองต้นที่ปลูกอยู่หน้าเรือนประเสบัน ความจริงมันดูไม่สวยเลยนะครับ แล้วยังบังเรือนอีกด้วย (หัวเราะ) ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า ต้นมะพร้าวที่ปลูกอยู่ตรงนี้เป็นเสมือนเป็นสัญลักษณ์ว่า มีเด็กถือกำเนิดขึ้นมาเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านปลายเนิน พอเด็กมีอายุครบเดือน ผู้ใหญ่จะจัดให้มีพิธีทำขวัญเดือนขึ้น มีพระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ และมีพราหมณ์นำน้ำมนต์ที่ได้จากพิธีสงฆ์มาประกอบพิธีพราหมณ์ต่อ ซึ่งจะประกอบไปด้วยวัตถุมงคลหลายอย่าง เพื่ออำนวยพรให้แก่เด็กคนนั้น 

“พราหมณ์จะนำต้นมะพร้าวอ่อนปิดกระดาษเงินและทองอย่างละต้นมาด้วย โดยเด็กจะต้องลงไปอาบน้ำในขันที่ใส่น้ำมะพร้าว เสร็จแล้วก็จะนำต้นมะพร้าวไปปลูก เพื่อเป็นการอวยพรให้เด็กคนนั้นเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและแข็งแรง มะพร้าวที่ใช้ในพิธีทำขวัญเดือนของผม ก็ได้นำมาปลูกไว้ที่หน้าเรือนประเสบันหลังนี้”

เรือนประเสบันเป็นเรือนที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบประทานพระโอรสพระองค์ใหญ่ พูดง่ายๆ ก็คือพ่อเป็นผู้ออกแบบและสร้างบ้านให้ลูกชายด้วยตนเอง 

“เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็ได้มีโอกาสย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ที่เรือนประเสบันเมื่อตอนแต่งงาน และกลายมาเป็นผู้ดูแลรักษาสถานที่แห่งนี้สืบต่อจากบรรพบุรุษ ต้นมะพร้าวต้นสูงๆ ที่เห็นอยู่นี้มีอายุสี่สิบเอ็ดปี เป็นต้นของผมเอง ส่วนต้นเตี้ยอายุสิบปี เป็นต้นของลูกชายผม เรื่องราวอันเป็นเกร็ดของครอบครัวที่ผมกำลังถ่ายทอดให้พี่ฟังนี้มีคุณค่าต่อตัวผมมากๆ”

วันนี้ นอกจากคุณแจ๊คแล้ว เรายังได้รับความกรุณาจาก หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ จิตรพงศ์ คุณแม่ของคุณแจ๊ค และ คุณโต้ง-หม่อมหลวงอนุวาต ไชยันต์ ญาติผู้พี่ของคุณแจ๊ค ผู้เป็นสมาชิกของบ้านปลายเนิน มาร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวหลากมิติอันทรงคุณค่า เกี่ยวกับเรือนประเสบันและบ้านปลายเนินไปพร้อมๆ กัน 

‘บ้านของลูกชาย 

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เสด็จมาประทับที่บ้านปลายเนิน ตำบลคลองเตย เมื่อ พ.ศ. 2457 ด้วยต้องพระอัธยาศัยว่าอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง มีอากาศบริสุทธิ์กว่าวังท่าพระอันเคยเป็นที่ประทับ และเหมาะกับพระพลานามัยในขณะนั้น

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเป็นต้นราชสกุลจิตรพงศ์ โดยทรงมีคู่พระบารมี 3 ท่าน ได้แก่ หม่อมราชวงศ์ปลื้ม (ราชสกุลเดิม ศิริวงศ์) หม่อมมาลัย (สกุลเดิม เศวตามร์) และ หม่อมราชวงศ์โต (ราชสกุลเดิม งอนรถ) ตามลำดับ แต่มิใช่ในเวลาเดียวกัน ซึ่งต่างจากธรรมเนียมในสมัยนั้นที่นิยมมีภรรยาหลายคน เมื่อหม่อมราชวงศ์ปลื้มสิ้นชีวิต จึงทรงมีหม่อมมาลัย ต่อมาเมื่อหม่อมมาลัยสิ้นชีวิตลงอีก จึงได้ทรงรับหม่อมราชวงศ์โตเป็นคู่พระบารมี

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีพระโอรสธิดาอันประสูติแต่คู่พระบารมีทั้งสาม เรียงตามลำดับดังนี้

1. พระธิดาที่ประสูติแต่หม่อมราชวงศ์ปลื้ม คือ หม่อมเจ้าปลื้มจิตร (ท่านหญิงเอื้อย ต่อมาสิ้นชีพิตักษัยเมื่อพระชนม์เพียง 26 ชันษา)

2. พระโอรสที่ประสูติแต่หม่อมมาลัย คือ หม่อมเจ้าเจริญใจ (ท่านชายยี่)

3. พระโอรส-ธิดาที่ประสูติแต่หม่อมราชวงศ์โต คือ หม่อมเจ้าประโลมจิตร (ท่านหญิงอี่-ต่อมาทรงเสกสมรสกับหม่อมเจ้าตระนักนิธิผล ไชยันต์) หม่อมเจ้าดวงจิตร (ท่านหญิงอาม) หม่อมเจ้ายาใจ (ท่านชายไส-ต่อมาทรงเสกสมรสกับหม่อม Jacqueline Dubois) หม่อมเจ้าเพลารถ (ท่านชายงั่ว-ต่อมาทรงเสกสมรสกับหม่อมเจ้ากุมารีเฉลีมลักษณ์ ดิศกุล) และ หม่อมเจ้ากรณิกา (ท่านหญิงไอ)

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พร้อมพระโอรส-ธิดา
ประทับยืนจากซ้ายไปขวา-หม่อมเจ้ายาใจ (ท่านชายไส), หม่อมเจ้าเจริญใจ (ท่านชายยี่), หม่อมเจ้าประโลมจิตร (ท่านหญิงอี่), หม่อมเจ้าดวงจิตร (ท่านหญิงอาม) 
ประทับนั่งจากซ้ายไปขวาขหม่อมเจ้าเพลารถ (ท่านชายงั่ว) และ หม่อมเจ้ากรณิกา (ท่านหญิงไอ)
ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
หม่อมเจ้าเจริญใจ จิตรพงศ์ พระโอรสพระองค์ใหญ่

หม่อมเจ้าเจริญใจทรงเป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ เสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษอยู่นาน จนทรงสำเร็จการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ และเสด็จกลับมารับราชการที่แผนกทางหลวงแผ่นดินเมื่อประมาณ พ.ศ. 2469 คาดว่าเมื่อเสด็จกลับมาและทรงมีครอบครัวแล้ว สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์จึงทรงออกแบบและสร้างเรือนประเสบันให้เป็น ‘บ้าน’ เพื่อประทานพระโอรสพระองค์นี้ แต่ขณะนั้นเรือนประเสบันไม่ได้ตั้งอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

“ตอนที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เสด็จมาประทับที่บ้านปลายเนิน ได้ทรงสร้างอาคารขึ้นจำนวนหนึ่ง เป็นหมู่เรือนซึ่งเป็นลักษณะที่อยู่อาศัยของครอบครัวเล็กๆ คือมีพ่อ หมายถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และลูกๆ คือพระโอรส-ธิดาของพระองค์ท่าน ก็คือท่านปู่ท่านย่าของผม ผมได้ยินผู้ใหญ่เล่ากันมาว่า เมื่อก่อนหมู่เรือนจะปลูกเรียงกันต่อๆ ไปหลายหลังเหมือนขบวนรถไฟ แต่ไม่ทราบจำนวนว่ามีกี่หลัง 

“ทีนี้เรื่องมันโป๊ะมาก คือวันหนึ่งมีกลุ่มคนที่อนุรักษ์อาคารโบราณได้โพสต์แผนที่โบราณฉบับหนึ่งในเฟซบุ๊ก เพื่อสอบถามถึงอาคารโบราณ ซึ่งเคยตั้งอยู่ในพื้นที่ของการไฟฟ้าข้างๆ บ้านปลายเนิน พอผมได้เห็นแผนที่ฉบับนั้น ผมก็เฮ้ย นี่มันบ้านเรานี่หว่า ก็เลยเอาแผนที่มาดูอย่างละเอียด จากแผนที่จะเห็นเลยว่ามีหมู่เรือนทั้งหมดห้าหลังเรียงต่อๆ กันไป มีเส้นเชื่อมทุกหลังไว้ด้วยกัน นั่นแปลว่ามีชานเชื่อมทุกเรือนต่อกันไปทั้งหมด และยังเห็นที่ตั้งของเรือนประเสบันแต่แรกเริ่มด้วย” คุณแจ๊คอธิบายพร้อมชี้ให้ชมแผนที่สำคัญ ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นของกรมแผนที่ทหารฉบับ พ.ศ. 2475

หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ คุณพ่อของคุณแจ๊ค พระนัดดาหรือหลานปู่ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้เคยบันทึกสภาพบ้านปลายเนินในระยะแรกๆ ไว้ในหนังสือ ก้าวสู่ควอร์เตอร์สุดท้ายแห่งชีวิต ความว่า 

“สภาพของ วังปลายเนิน นั้นแตกต่างจากลักษณะปัจจุบันราวฟ้ากับดิน ถนนพระรามสี่หน้าวังยังเป็นถนนรถเล็กวิ่งสวนกันได้ ตัดตรงคู่ขนานกับ ‘คลองเตย’ (หรือคลองหัวลำโพง) ระหว่างถนนกับคลองมีทางรถไฟสายปากน้ำอยู่ตรงกลาง พื้นที่ละแวกนี้ยังเป็นท้องนาเวิ้งว้างอยู่ มีคูริมถนนอยู่ทั่วไป

“เวลาเลี้ยวเข้าวังต้องข้ามทางรถไฟสายปากน้ำก่อน แล้วจึงมีสะพานคอนกรีตข้ามคลอง เมื่อมองจากหน้าวังจะเห็นต้นไม้ใหญ่ๆ ส่วนมากเป็นต้นก้ามปู ผ่านเข้าไปในวังก็เห็นตำหนักไทยหมู่ใหญ่ตั้งเป็นประธาน มีทางรถยนต์วิ่งเป็นวงรีหน้าตำหนัก มีที่จอดรถในร่มทอดหลังคาต่อเนื่องขึ้นบันไดหน้าที่สวยงามมาก ตำหนักไทยหมู่นี้สมเด็จปู่ท่านทรงประกอบขึ้นจากเรือนไทยเก่าๆ ที่เจ้าของรื้อขาย นำมาปลูกติดต่อกันทอดยาวจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก มีนอกชานเชื่อมต่อกันโดยตลอด วิธีจัดหมู่เรือนไทยเช่นนี้ผิดไปจากประเพณีการปลูกเรือนซึ่งมีมาแต่โบราณ ซึ่งมักจัดเรือนหมู่ใหญ่เป็นกลุ่มรอบชาน หรือล้อมรอบหอนั่งตรงกลาง สมเด็จปู่ท่านทรงจัดหมู่เรือนไม้เสียใหม่ให้เรือนทุกหลังรับลมได้ตามฤดูกาล อยู่สบายยิ่งนัก”

คุณแจ๊คชวนให้ดูแผนที่พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า “จากแผนที่ จะเห็นว่าบ้านปลายเนินในยุคแรกมีเรือนอยู่สามกลุ่ม คือ หมู่เรือนที่เราเรียกว่าตำหนักไทย อันเป็นที่ประทับของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และพระโอรส-ธิดาของพระองค์ท่านที่ยังเยาว์พระชันษา มองจากคลองหัวลำโพงเข้ามา ด้านซ้ายจะเป็นเรือนประเสบันของท่านชายเจริญใจ และหมู่เรือนทางด้านขวาเป็นของท่านย่าอี่ ทั้งสองพระองค์เป็นโอรส-ธิดาพระองค์ใหญ่ที่ทรงมีครอบครัวแล้ว จึงแยกเรือนออกมา”

คุณโต้ง หรือ หม่อมหลวงอนุวาต ไชยันต์ ผู้ร่วมการสนทนาอยู่ด้วยกล่าวว่า “ตำแหน่งดั้งเดิมที่เรือนประเสบันเคยตั้งอยู่ ก็คือบริเวณต้นลั่นทมขาวที่ยังมีอยู่จนทุกวันนี้ ซึ่งเป็นหน่อของต้นดั้งเดิม ต้นลั่นทมต้นนี้แหละที่แสดงตำแหน่งของเรือนประเสบัน เพราะตอนเด็กๆ สมัยที่พี่อยู่เรือนประเสบัน ตอนนั้นเรือนประเสบันหันตัวเรือนไปอีกด้าน ต่างกับปัจจุบัน และพี่จำได้ว่ามีต้นลั่นทมต้นนี้ปลูกอยู่ ดังนั้น พี่หวงต้นลั่นทมต้นนี้มาก ห้ามตัดทิ้งเด็ดขาด (หัวเราะ)” 

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
คุณโต้ง-หม่อมหลวงอนุวาต ไชยันต์

คุณโต้งเป็นผู้ที่ทันอาศัยอยู่ที่เรือนประเสบันในตำแหน่งเดิมเมื่อตอนยังเล็ก เพราะหลังจากที่หม่อมเจ้าเจริญใจสิ้นชีพิตักษัยลงใน พ.ศ. 2493 ขณะมีพระชนม์เพียง 52 ชันษา เรือนประเสบันได้กลายมาเป็นที่พำนักของ หม่อมราชวงศ์สาฎก ไชยันต์ คุณพ่อของคุณโต้ง

“พี่จำอะไรมากไม่ได้เพราะยังเด็กมาก และอาศัยอยู่ที่เรือนประเสบันจนอายุประมาณ 5 ปี หลังจากนั้นพ่อก็เสีย แล้วต่อมาก็มีการรื้อและย้ายเรือนประเสบันมายังตำแหน่งปัจจุบัน” คุณโต้งกล่าว

คุณแจ๊คเล่าเสริมว่า “มีรูปที่ท่านปู่ไสและท่านปู่งั่วทรงถ่ายเก็บไว้เยอะมาก และเห็นเรือนประเสบันในบางมุม อย่างรูปนี้จะเห็นพ่อยืนตรงหน้าเรือนประเสบันพอดี ซึ่งถ่ายตอนพ่อกลับมาจากอังกฤษ เป็นช่วงที่มาเยี่ยมบ้าน จะเห็นเรือนประเสบันอยู่ด้านหลัง เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวหลังเล็กๆ เหมือนกระท่อมไม้ แม้จะมีใต้ถุน แต่ก็เตี้ยมากๆ ผิดจากบ้านคนไทยสมัยก่อนซึ่งมักมีใต้ถุนสูง” คุณแจ๊คชวนชมภาพดั้งเดิมที่เห็นบางส่วนของเรือนประเสบัน

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ ถ่ายหน้าภาพเรือนประเสบันสมัยที่ยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม ก่อนย้าย สังเกตได้ว่าเป็นเรือนไม้ใต้ถุนเตี้ย 

“อีกรูปเป็นรูปพ่อตอนเด็กๆ กำลังแสดงอิทธิฤทธิ์เป็นคาวบอยอยู่ข้างเรือนประเสบัน (หัวเราะ) รูปนี้ผมอยากให้ลองสังเกตพื้นถนน ซึ่งเป็นซีเมนต์พิมพ์ลายก้างปลา นอกจากรูปนี้ยังมีรูปถ่ายพ่ออีกหลายรูปในบริเวณอื่นๆ ของบ้านปลายเนิน เราจะเห็นถนนที่ทำจากแผ่นซีเมนต์ลายก้างปลาทั้งหมด ซึ่งแผ่นซีเมนต์ลายนี้ช่วยระบายน้ำได้ดีมาก ไม่ทำให้ถนนลื่นเลย ซีเมนต์ลายก้างปลาถือเป็นซิกเนเจอร์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

“ผมได้ยินผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า ท่านทรงคิดผลิตแผ่นซีเมนต์ลายนี้ขึ้นด้วยพระองค์เอง และคงจะโปรดมาก เพราะนอกจากจะปรากฏอยู่บนแผ่นซีเมนต์ปูพื้นแล้ว เรายังพบภาพตำหนักไทยในสมัยก่อน มีผนังที่เป็นลายก้างปลาในลักษณะเดียวกัน ถ้าสังเกตดูดีๆ ลายก้างปลานี้เหมือนลายผ้าทวีด เป็นลายที่เรียกว่า แฮริ่งโบน ทวีด (Herringbone Tweed) ซึ่งมักนำมาใช้ตัดสูท ตัดเบลซอร์คุณภาพดี เป็นลายผ้าที่ชาวยุโรปนิยม ผมสันนิษฐานว่าท่านก็คงจะโปรดลายนี้ จึงทรงนำมาประดิษฐ์เป็นลายวัสดุต่างๆ ที่ใช้ในบ้านปลายเนิน”

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
หม่อมราชวงศ์จักรรรถ จิตรพงศ์ ในวัยเด็ก ถ่ายภาพที่ทางเข้าบ้านปลายเนินในยุคแรก เรือนประเสบันอยู่ทางซ้าย ตำหนักไทยอยู่ทางขวา สังเกตถนนที่เป็นซีเมนต์ลายก้างปลา (Herringbone Tweed)
ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
ตำหนักไทยที่ประดับผนังลายก้างปลา

เพื่อช่วยให้จินตนาการถึงบรรยากาศเรือนประเสบันและบ้านปลายเนินในยุคแรกๆ ได้ว่าเป็นอย่างไร ผมจึงขออนุญาตคัดข้อความที่หม่อมราชวงศ์จักรรถเคยบรรยายไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันมาให้อ่าน เชื่อว่าหลายท่านจะอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว ด้วยยากที่จะเชื่อว่าริมถนนพระราม 4 กลางเมืองที่แสนวุ่นวายอย่างกรุงเทพฯ ในวันนี้ ในอดีตกลับแวดล้อมไปด้วยผืนนาป่าไม้และคูคลองอันใสสะอาด

“หลังวังเป็นป่ารก มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด และเป็นที่ผจญภัยของเรารุ่นเล็ก เล่ากันว่าสมัยสงครามพี่สาฎก (หม่อมราชวงศ์สาฎก ไชยันต์-โอรสหม่อมเจ้าประโลมจิตร ไชยันต์) ยิงเสือดาวได้ตัวหนึ่งในป่าหลังวัง เรื่องนี้ไม่น่าเชื่อ เพราะรอบวังเป็นผืนนาทั้งนั้น แต่ก็เป็นเรื่องจริง ผมยืนยันได้เพราะเห็นหนังเสือตัวนี้พร้อมรูกระสุนด้วยตาของตัวเอง เรื่องมีอยู่ว่าทหารญี่ปุ่นลำเลียงสัตว์ป่ามาทางรถไฟ พอรถไฟแล่นมาถึงบริเวณหลังวัง ลูกเสือมันหลุดออกมาจากกรง แล้วเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในป่า สร้างความเดือดร้อนเพราะมันขโมยไก่วังกิน พี่สาฎกเป็นหลานรุ่นใหญ่ จึงต้องรับหน้าที่พรานไปกำจัดเสีย”

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
หม่อมราชวงศ์สาฎก ไชยันต์ โอรสหม่อมเจ้าประโลมจิตร ไชยันต์ คุณพ่อของคุณโต้ง

“ส่วนหน้าวังเรามีวิธีเล่นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสนุกพอกัน คือการกระโดดเล่นน้ำคลอง ผมเล่นป้วนเปี้ยนอยู่ริมคลองและในคลองตั้งแต่น้ำในคลองเตยยังใสสะอาด มีผู้สัญจรไปมาทางเรือสารพัดชนิด ในน้ำมีปลาใหญ่น้อยมากพอที่จะทำเบ็ดหาเหยื่อมาหัดตกปลา หนักเข้าก็ให้เขาสอนวิธีล่าสัตว์ด้วยฉมวกด้ามไม้รวก ซึ่งไม่เคยแทงโดนปลาเลยสักตัวเดียวเช่นกัน” 

คุณโต้งได้ร่วมแบ่งปันความทรงจำด้วยว่า “พี่ยังทันเห็นคลองหัวลำโพงที่หน้าบ้านปลายเนินนะ แต่ไม่ใสสะอาดอย่างที่คุณชายจักรรถเขียนไว้ มันเริ่มมีหมาเน่าลอยมาแล้ว (หัวเราะ)”

ย้ายเรือนประเสบัน

“พอพ่อเสีย ประมาณ พ.ศ. 2512 – 2513 ก็เป็นช่วงที่มีการแบ่งที่ดินสำหรับพระโอรส-ธิดาแต่ละองค์ ซึ่งที่ดินจะเรียงต่อๆ กันจากด้านหน้าริมถนนพระรามสี่ไปจนลึกสุดด้านในของพื้นที่ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการตัดถนนเพื่อเชื่อมที่ดินแต่ละแปลง ให้เป็นทางเข้าออกของสมาชิกทุกคน พื้นที่ถนนสายใหม่จำเป็นต้องตัดผ่านเรือนประเสบัน พี่ก็เลยย้ายออกมาอยู่บ้านหลังใหม่ในที่ดินของท่านย่าอี่ ส่วนประเสบันก็ต้องรื้อลงและหาที่ตั้งใหม่” คุณโต้งเอ่ย

หม่อมราชวงศ์จักรรถได้บรรยายถึงช่วงเวลานี้ไว้ว่า “วังปลายเนินค่อยๆ เปลี่ยนรูปโฉมไปจากเดิมเป็นอันมาก เริ่มจากการรถไฟเลิกวิ่งรถไฟสายปากน้ำแล้วรื้อทางรถไฟออก เหลือแต่ถนนที่เรียกว่า ‘ทางรถไฟเก่าสายปากน้ำ’ จากนั้นทางการก็เริ่มถมคลองเตย เพื่อขยายถนนพระรามสี่ให้เป็นถนนใหญ่ ทำให้ ‘วังปลายเนิน’ ไม่ต้องมีสะพานข้ามคลองเข้าวังอีกต่อไป และทำให้ตำหนักไทยอยู่ใกล้ถนนใหญ่ ซึ่งจะมีปัญหาจากการสั่นสะเทือนกับมลภาวะเป็นพิษเป็นอย่างมาก เจ้านายท่านจึงตัดสินพระทัยปรับปรุงภายในวังยกใหญ่ เท่ากับปฏิรูปกันใหม่ก็ว่าได้ 

“เริ่มจากการแบ่งที่ดินเป็นแปลงๆ เรียงจากหน้าวังไปหลังวัง มีถนนตลอดขอบที่ดินทางตะวันออกเชื่อมถึงที่ดินทุกแปลงกันหมด หมู่ตำหนักไทยนั้นท่านรื้อลงทั้งหมด และสร้างขึ้นใหม่โดยตั้งลึกเข้าไปในวังประมาณ ห้าสิบเมตร สร้างใหม่เฉพาะตำหนักทรงงานและที่ประทับ โดยยกพื้นให้สูงขึ้นตั้งบนเสาคอนกรีตดังที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ส่วนประเสบันก็ตั้งอยู่ที่เดิมไม่ได้ เพราะจะเกะกะขวางถนนในวังสายใหม่ที่ทำขึ้น”

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ จิตรพงศ์ ภรรยาหม่อมราชวงศ์จักรรถ คุณแม่ของคุณแจ๊ค

หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ จิตรพงศ์ ภรรยาหม่อมราชวงศ์จักรรถ คุณแม่ของคุณแจ๊คเล่าเสริมว่า “ที่ดินแปลงที่ประเสบันตั้งอยู่ในปัจจุบันนั้นอยู่ลึกสุด เดิมเป็นที่ดินที่จัดสรรถวายท่านชายเจริญใจและครอบครัว แต่เมื่อท่านสิ้นไปแล้ว โดยมีโอรสอยู่หนึ่งคนคือ หม่อมราชวงศ์อุ่นใจ จิตรพงศ์ ซึ่งมีสุขภาพไม่แข็งแรง และต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล 

ในตอนนั้น ท่านป้าอาม (หม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์) ทรงตัดสินพระทัยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวของท่านชายเจริญใจ และประทานให้เป็นที่ดินของลูกๆ ของท่านชายงั่ว (หม่อมเจ้าเพลารถ จิตรพงศ์ พระโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์) โดยเงินที่ทรงซื้อที่ดินมานั้น ได้ประทานให้กับหม่อมราชวงศ์อุ่นใจ เพื่อรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่นานหลายปีจนสิ้นชีวิต ส่วนตัวเรือนประเสบันนั้น ท่านพ่อ-ท่านชายงั่ว เป็นผู้ซื้อ และประทานเงินก้อนนั้นให้เป็นค่ารักษาตัวของหม่อมราชวงศ์อุ่นใจด้วยเช่นกัน”

การย้ายเรือนประเสบันนั้นเป็นภารกิจสำคัญที่หม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ หรือท่านหญิงไอ พระธิดาพระองค์เล็กในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกำกับดูแล หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ได้เล่าต่อไปว่า 

“ท่านอาไอทรงเป็นผู้ที่กำกับการย้ายเรือนประเสบันมาตรงนี้ ความที่เรือนประเสบันเป็นเรือนชั้นเดียว ใต้ถุนเตี้ย เตี้ยจนใช้พื้นที่ไม่ได้ พอย้ายมาก็มีการปรับพื้นที่เสียใหม่ โดยถมดินให้สูงขึ้น จากเรือนชั้นเดียวกลายเป็นเรือนสองชั้น ทำให้ใต้ถุนสูงขึ้นจนใช้พื้นที่ด้านล่างได้ด้วย ทั้งหมดนี้ท่านอาไอทรงเล่าให้ฟัง เพราะท่านโปรดการช่าง การก่อสร้าง และก็ทรงกำกับการเรื่องเหล่านี้ได้ดี”

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

เรือนประเสบันในตำแหน่งปัจจุบันและการปรับเปลี่ยน

ส่วนที่ 1 งานออกแบบฝีพระหัตถ์ดั้งเดิมในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ส่วนที่ 2 หม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ ทรงกำกับการย้ายเรือนประเสบัน และทรงคิดยกเรือนให้สูงขึ้นเพื่อให้เกิดพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น

ส่วนที่ 3 หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ ออกแบบส่วนขยาย

ส่วนที่ 4 หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์-คุณแจ๊ค ออกแบบส่วนเชื่อมเรือนเดิมและส่วนขยายด้านล่างในลักษณะ Glass Box

“ผมคิดว่าจุดที่น่าสนใจของเรือนประเสบัน เมื่อย้ายตำแหน่งมาสร้างตรงนี้คือการเล่นระดับ ทำให้บ้านมีมิติ มีลูกเล่น บ้านไม่เตี้ยทั้งหลัง ส่วนที่เป็นโถงนี้เรียกว่าห้องกระจก เดิมต้องถือว่าเป็นส่วนที่อยู่นอกบ้านนะครับ เพราะเป็นเหมือนลานหน้าบ้านที่รองรับบันไดที่ทอดลงมาจากห้องนอน ซึ่งต่อมาคุณแม่ได้ทำโครงกระจกล้อมเป็น Glass Box อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ทำให้เกิดเป็นห้องรับแขกและห้องพิธีขึ้นมา 

“ส่วนบริเวณใต้ห้องนอน เมื่อยกสูงขึ้นแล้ว ก็กลายมาเป็นห้องกลาง เป็นพื้นที่ที่ใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ได้อีกมากมาย การเอาบ้านเก่ามาทำใหม่ยากกว่าการสร้างบ้านใหม่ไปเลย นี่คือการแก้ปัญหาเรื่องความเตี้ยของบ้าน พร้อมทั้งปรับพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ใช้สอย อันนี้ผมว่าเจ๋ง” คุณแจ๊คเสริม

ส่องสถาปัตยกรรม

หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ ผู้ซึ่งเป็นทั้งสถาปนิกและเป็นผู้ดูแลเรือนประเสบัน ก่อนจะกลายมาเป็นเรือนหอของคุณแจ๊คในภายหลัง ได้ร่วมอธิบายความน่าสนใจของเรือนประเสบันให้ผมฟังว่า

“เรือนประเสบันมีความสำคัญในแง่ที่ว่าเป็น ‘บ้าน’ ที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบ เราอาจคุ้นเคยกับผลงานออกแบบฝีพระหัตถ์ที่เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญๆ ของชาติ อาทิ วัดเบญจมบพิตรฯ พระที่นั่งวิมานเมฆ ฯลฯ แต่นี่เป็นการออกแบบบ้าน ซึ่งท่านทรงออกแบบบ้านเพียงไม่กี่หลังเท่านั้น

“ประเสบันเป็นเรือนไม้ทรงฝรั่งที่แตกต่างจากเรือนไทยในสมัยนั้น เพราะปราศจากชานหรือระเบียงล้อมเรือน เป็นสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย งดงาม และลงตัว โดยคำนึงถึงผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก เรือนหลังเล็กนั้นเหมาะกับท่านชายเจริญใจ ซึ่งท่านเพิ่งทรงมีครอบครัวเล็กๆ และต้องเสด็จออกจากพระนครไปทรงงานในพื้นที่หัวเมืองห่างไกลเป็นส่วนมาก จึงไม่ได้ใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ เรือนหลังเล็กนั้นดูแลง่าย มีเพียงห้องบรรทม 1 ห้องและพื้นที่อเนกประสงค์ ซึ่งไม่ใช่ห้องนั่งเล่น แต่ทรงออกแบบให้เป็นโถง เพื่อเป็นพื้นที่ไว้ทำอะไรต่อมิอะไร”

เรือนประเสบันมีอายุใกล้ 100 ปี ในความเรียบง่ายนั้นมี ‘ลูกเล่น’ ที่น่าสนใจรอให้เราได้สังเกตอยู่ หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ก็ได้กรุณานำชมพร้อมกับเลเซอร์ พอยเตอร์ เพื่อให้ผมสังเกตเห็นได้โดยไม่พลาด

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
ป้ายชื่อเรือน ‘ประเสบัน’ ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงตั้งชื่อเรือนประทานและทรงออกแบบตัวอักษร

“อย่างแรกเลยคือ ตัวอักษรคำว่าประเสบันที่ปรากฏบนป้าย เป็นตัวอักษรที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบ ชื่อประเสบันก็เป็นชื่อประทานมาจากพระองค์ท่าน สิ่งที่ควรสังเกตตามมาคือตัวเรือนเป็นเรือนไม้ที่มีฝาเรือนเป็นผนังตีทับแนวตั้ง เพราะช่วยระบายน้ำฝนได้เร็ว และเส้นแนวตั้งช่วยนำสายตาให้รู้สึกว่าบ้านสูงโปร่งยิ่งขึ้น บนผนังยังตีไม้ทับแนว มีการเซาะร่องเพื่อยึดให้มันคง ทั้งนี้เพื่อความแข็งแรงของผนังบ้าน และป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลซึมเข้าบ้านด้วย ไม้ทับแนวเซาะร่องแบบนี้ถือว่าเป็นงานละเอียด

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

“ทั้งประตูและหน้าต่างเป็นบานลูกฟักแผ่นใหญ่แผ่นเดียว เซาะเป็นลายสวยงาม หน้าต่างบางบานทำเป็นหน้าต่างครึ่งบาน คือในบานเดียวกันมีด้านบนและด้านล่างที่แยกกันเปิดและปิดได้

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

“ลองสังเกตคาน จะมีไม้ค้ำยันทรงสามเหลี่ยมออกแบบอย่างเรียบง่ายสวยงาม เสาไม้รับน้ำหนักจากคานสู่พื้น ที่โคนเสามีไม้ประกับ เพื่อเสริมความแข็งแรงและเพื่อความสวยงามด้วย

“ส่วนหลังคานั้นมีจั่วยื่นปีกนก บนยอดจั่วประประดับลายอุบะ ซึ่งอุบะลายนี้เหลือเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย”

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

คุณโต้งได้อธิบายเสริมว่า สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงออกแบบโบสถ์ที่วัดศรีมหาราชา ตำบลศรีราชา ตามคำกราบทูลขอของ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เจ้าเมืองชลบุรี ผู้มีศรัทธาจะสร้างโบสถ์หลังนี้ขึ้นใน พ.ศ. 2473 ในครั้งนั้นทรงออกแบบรูปอุบะประดับที่ยอดจั่วที่หน้าบันของโบสถ์ และทรงนำลายเดียวกันนี้มาประดับไว้ที่เรือนประเสบันด้วย น่าเสียดายที่ทางวัดเห็นว่าโบสถ์หลังนี้มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมากแล้ว จึงรื้อโบสถ์เก่าลงแล้วสร้างขึ้นใหม่แทนในเมื่อ พ.ศ. 2509 ลายอุบะฝีพระหัตถ์ทรงออกแบบที่วัดศรีมหาราชาจึงโดนทำลายทิ้งไปด้วย และเหลือปรากฏอยู่เพียงที่เรือนประเสบันเท่านั้น

“พอท่านพ่อท่านแม่ประทานเรือนประเสบันมาให้ครอบครัวคุณชายจักรรถดูแล ก่อนที่จะมาเป็นเรือนหอของแจ๊ค ในช่วงนั้นครอบครัวเราก็ตัดสินใจทำเป็นบ้านเช่า ผู้เช่าส่วนมากเป็นชาวต่างชาติที่ชื่นชอบงานศิลปะ หลายคนเป็นผู้บริหารธนาคารหรือบริษัทนานาชาติ เป็นนักสะสมศิลปวัตถุ เราโชคดีที่ผู้เช่าทุกคนเป็นนักอนุรักษ์ที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมยุคก่อนๆ หลายคนนำของเก่ามาตกแต่งเพิ่มเติมให้เรือนประเสบันสวยงาม และทุกคนล้วนช่วยกันดูแลรักษาเรือนประเสบันเป็นอย่างดี”

ในช่วงที่เรือนประเสบันเป็นบ้านเช่าอยู่นั้น ผู้เช่าบางรายเป็นครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคน จึงต้องการให้หาทางขยายเรือนประเสบันให้กว้างขึ้น

“ในตอนนั้นคุณชายจักรรถตัดสินใจอนุรักษ์เรือนประเสบันไว้ตามเดิม ไม่ได้ขยายหรือทำอะไรใหม่ทั้งสิ้น จึงยังคงสภาพเดิมมาจนถึงทุกวันนี้ แต่คุณชายมาสร้างเรือนเพิ่มขึ้นอีกด้านที่อยู่ถัดไป โดยพยายามนำรายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์ของเรือนประเสบันต้นฉบับมาใช้ในเรือนที่สร้างขึ้นใหม่ด้วย เช่น มีการสร้างบันไดเลียนแบบบันไดต้นฉบับในโถงห้องกระจก หรือการนำไม้ค้ำยันทรงสามเหลี่ยมมาใช้กับเสา เป็นต้น” หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์อธิบาย 

คุณแจ๊คช่วยเล่าเสริมว่า “แรกๆ คุณพ่อก็ออกแบบให้มีการเชื่อมตัวเรือนเดิมกับเรือนใหม่ ด้วยทางเดินที่มีเพียงเฉพาะด้านบนเท่านั้น ต่อมาพอผมมาอยู่ที่นี่ ผมเลยเพิ่มทางเชื่อมชั้นล่างด้วย โดยใช้วิธี Glass Box เช่นเดียวกับที่คุณแม่เคยใช้ในการปรับพื้นที่โถงให้กลายเป็นห้องกระจก”

“แล้วช่วงหนึ่งก็ทำร้านเสื้อ ตอนแรกไม่ได้ตั้งอยู่ที่เรือนประเสบัน แต่อยู่ที่เรือนไม้อีกเรือนหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในบริเวณบ้านปลายเนินเช่นกัน ต่อมามีคนทำงานเยอะขึ้น ลูกค้าก็มีมากขึ้น พอดีกับที่ผู้เช่ารายหนึ่งหมดสัญญาลง เลยย้ายมาทำร้านเสื้อที่เรือนประเสบัน และใช้ชื่อแบรนด์ว่าประเสบันด้วยเช่นกัน ดิฉันเป็นคนชอบทำเสื้อราตรียาว ปักลายสวยๆ ตอนนั้นมีลูกค้าประจำอยู่จำนวนมาก แล้วลูกค้าซึ่งส่วนมากเป็นญาติพี่น้องกันก็ชอบแวะมาหา บอกว่าร้านสวย ใครๆ มาก็ชอบที่นี่” หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์รำลึกถึงความหลัง

“คุณแม่ทำร้านประเสบันอยู่หลายปีก่อนตัดสินใจเลิก จากนั้นก็มีผู้เช่าอีกจำนวนหนึ่ง จนมาถึงยุคที่ผมเรียนจบกลับมาจากเมืองนอกและแต่งงานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผู้ใหญ่ก็ตัดสินใจให้ผมมาอยู่ที่เรือนประเสบัน และเป็นผู้ดูแลที่นี่”

เรือนประเสบันยังมีสถาปัตยกรรมอันงดงามซ่อนอยู่ภายในตัวเรือนอีกมากมาย คราวนี้คุณแม่ก็ส่งไม้ต่อให้คุณแจ๊คนำผมไปชมภายในเรือน

ห้องกระจก

“สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ท่านไม่ได้ทรงออกแบบให้เรือนประเสบันมีห้องรับแขก แต่ทรงออกแบบให้มีโถงบนที่โล่งหน้าเรือน เพื่อให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ ซึ่งก็คือบริเวณนี้ที่เปรียบเสมือนลานหน้าบ้านนั่นเอง เมื่อย้ายเรือนประเสบันมาตรงนี้แล้วจึงกรุกระจกครอบทั้งหมด เพื่อจะได้ใช้พื้นที่เป็นห้องสังสรรค์ ห้องรับแขก และห้องพิธีได้ ที่สำคัญคือ เวลาแขกมาก็สามารถเข้ามาที่ห้องนี้ได้เลย โดยไม่ต้องผ่านบริเวณที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัว” คุณแจ๊คชวนผมชมส่วนที่เคยอยู่นอกบ้าน แต่วันนี้กลายเป็นส่วนที่มาอยู่ในบ้านไปเรียบร้อยแล้ว

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
บริเวณที่เคยเป็นโถงหน้าเรือน ปัจจุบันคือห้องกระจก ในภาพคือพิธีทำขวัญเดือน ด.ช.รถจักร จิตรพงศ์ ณ อยุธยา บุตรชายคุณแจ๊ค เมื่อ พ.ศ. 2554 จะสังเกตได้ว่าบริเวณที่เคยเป็นพื้นที่นอกบ้านในอดีต กลายมาเป็นพื้นที่ภายในบ้านแล้วในปัจจุบันเมื่อสร้าง Glass Box คลุมพื้นที่

“ห้องนี้คือห้องที่ใช้สำหรับทำพิธีสำคัญอย่างพิธีทำขวัญเดือน นอกจากมะพร้าวเงินและทองแล้ว ในพิธีจะมีเปลไม้โบราณมาตั้งกลางบ้าน เป็นเปลที่มีอยู่คู่กับบ้านปลายเนินมานานแล้วครับ เด็กจะนอนอยู่ในเปลไม้ ญาติผู้ให้ที่มาร่วมงานจะนำหนังสือและอุปกรณ์ด้านศิลปะแขนงต่างๆ มาใส่ไว้ในเปล เพื่ออวยพรให้เด็กคนนั้นโตขึ้นมาเป็นศิลปิน 

“ตอนพิธีทำขวัญเดือนของผมนั้น ประเสบันเป็นบ้านเช่าและมีผู้เช่าอาศัยอยู่พอดี จึงไม่ได้จัดพิธีที่นี่ เพียงแต่นำมะพร้าวมาปลูกไว้หน้าบ้าน นี่คือรูปตอนพิธีทำขวัญเดือนของรถจักร ลูกชายผม ซึ่งจัดขึ้นที่นี่ ไม่เพียงแต่พิธีทำขวัญเดือน พิธีแต่งงานของผมกับภรรยาก็จัดขึ้นที่นี่ด้วยเช่นกัน”

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ภาพโถงหน้าเรือนประเสบันในอดีต เมื่อยังเป็นพื้นที่ภายนอกบ้าน เด็กหญิงในภาพคือหม่อมหลวงศิริพัสตร์ ไชยันต์ พี่สาวคุณโต้ง

สิ่งที่อื่นๆ ที่คุณแจ๊คชี้ชวนให้ชมก็คือลูกกรงบันได 

“ลูกกรงบนบันไดเป็นลูกกรงไม้เก่าดั้งเดิมที่อยู่คู่กับเรือนประเสบันมาแต่แรก ผมเคยไปโรงไม้เก่าหลังบ้านปลายเนิน แล้วเจอลูกกรงลักษณะเดียวกันเต็มไปหมด สอบถามได้ความว่าเป็นลูกกรงที่รื้อจากอาคารเก่าๆ ในบ้านปลายเนินที่มีการซ่อมบำรุง ผมเริ่มได้ข้อสรุปว่า ลูกกรงแบบนี้น่าจะเป็นลูกกรงที่ใช้กันในเรือนต่างๆ มาตั้งแต่ยุคแรก คล้ายๆ กับแผ่นซีเมนต์ลายก้างปลานั่นเอง และตอนที่คุณพ่อสร้างส่วนใหม่ขึ้นอีกด้าน คุณพ่อก็จำลองลักษณะราวบันไดนี้ไปใช้ตกแต่งส่วนนั้นด้วย เป็นการล้อกันกับส่วนเดิม”

บริเวณส่วนขยายของเรือนประเสบันที่หม่อมราชวงศ์จักรรรถออกแบบนั้น เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สงวนไว้ให้สำหรับสมาชิกครอบครัวเท่านั้น แต่ในเมื่อผมอยากเห็นบันไดที่หม่อมราชวงศ์จักรรถผู้เป็น ‘หลาน’ ออกแบบตามดีไซน์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ผู้ทรงเป็น ‘ปู่’ คุณแจ๊คเลยนำภาพมาให้ชม

บันไดที่ส่วนขยาย ออกแบบโดยหม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ โดยถอดแบบมาจากเรือนเดิมอีกด้าน และภาพหม่อมราชวงศ์จักรรถเมื่อเป็นสถาปนิก
บันไดที่ส่วนขยาย ออกแบบโดยหม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ โดยถอดแบบมาจากเรือนเดิมอีกด้าน และภาพหม่อมราชวงศ์จักรรถเมื่อเป็นสถาปนิก

“ภาพนี้เป็นภาพงานที่จัดขึ้นในวันที่ผมเดินทางกลับมาหลังเรียนจบจากต่างประเทศ เป็น Welcome Home Party ที่จัดขึ้นที่นี่ มีญาติๆ และแขกคนสนิทมาร่วมงานกันมากมาย ตอนนั้นเราใช้พื้นที่ห้องกระจกเป็นที่สังสรรค์ และใช้พื้นที่ส่วนขยายของเรือนประเสบันให้เป็นที่ถ่ายภาพหมู่กันครับ และนี่เป็นครั้งเดียวที่แขกเข้ามาในบริเวณนี้ กระไดที่เห็นในภาพคือกระไดที่คุณพ่อออกแบบเมื่อสร้างส่วนขยายของเรือนประเสบัน อีกภาพคือภาพคุณพ่อสมัยเรียนจบและทำงานเป็นสถาปนิกครับ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ออกแบบส่วนขยายส่วนนี้” ผมเลยได้ชมทั้งภาพบันได และภาพผู้ออกแบบบันไดสมัยยังเป็นสถาปนิกหนุ่มสุดคูลไปพร้อมๆ กัน

ปัจจุบันเป็นห้องกระจก พื้นที่ของน้องไอน้ำ ลูกสาวของคุณแจ๊ค ในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเรียนออนไลน์ วาดรูป เล่นของเล่น ฯลฯ 

“ผมแบ่งห้องกระจกนี้ให้เป็นพื้นที่ของลูกสาว เขาจะเล่นอะไร วางของเล่นต่างๆ นานาอะไรก็เป็นเรื่องของเขา เป็นห้องจัดปาร์ตี้ให้ลูก ฯลฯ อะไรที่เป็นโลกส่วนตัวของเขา ดังนั้นอาจรกหน่อยนะคร้าบ ฮ่าๆๆ”

ห้องนอน

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
โครงไม้บนฝ้าเพดานในห้องนอน

  เราเดินขึ้นบันไดไม้ไปยังชั้นบน เพื่อแวะชมห้องนอนซึ่งเคยเป็นห้องบรรทมของท่านชายเจริญใจ สิ่งที่สะดุดตาผมมากที่สุด ก็คือโครงไม้บนฝ้าเพดานที่สวยงามและโดดเด่น ก่อนหน้านี้หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ได้แอบบอกใบ้ผมนิดหนึ่งแล้วว่า “อย่าพลาดชมฝ้าเพดานเลยนะ เพราะฝ้าเพดานในห้องนอนมีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วไม่ขัดตา กลมกลืนกันไปหมด เป็นความสมบูรณ์ในการออกแบบ เหลี่ยมมุมไม้ จังหวะการจัดวางองค์ประกอบ ล้วนเข้ากันและลงตัว” ซึ่งผมเห็นด้วยกับคำกล่าวของคุณหญิงทุกประการ

คุยกับทายาทบ้านปลายเนินที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
มุมนั่งเล่นในเรือนนอน
น้องไอน้ำ-ด.ญ.นิธฐา จิตรพงศ์ ณ อยุธยา บุตรสาวคุณแจ๊ค กับมุมเก็บเสื้อผ้าในเรือนนอน สังเกตโครงไม้บนฝ้าเพดาน
น้องไอน้ำ-ด.ญ.นิธฐา จิตรพงศ์ ณ อยุธยา บุตรสาวคุณแจ๊ค กับมุมเก็บเสื้อผ้าในเรือนนอน สังเกตโครงไม้บนฝ้าเพดาน 

ส่วนเชื่อม (Transition)

“เวลาผมบอกพี่ว่า เมื่อเรือนประเสบันเดิมล้อมกระจกเพื่อปรับสภาพพื้นที่ตอนที่ย้ายมาใหม่ๆ นั้น ทำให้กลายเป็นบ้านในบ้าน ภาพตรงมุมนี้อธิบายได้ดีที่สุด เราจะเห็นหน้าต่างของเรือน ซึ่งเมื่อก่อนเปิดออกมาจะเป็นนอกบ้าน แต่ตอนนี้เข้ามาอยู่ในบ้านแล้ว โดยมีประตูกระจกล้อมอีกที หรือชานเรือนที่เคยอยู่นอกบ้านก็มาอยู่ในบ้านไปแล้ว 

“ผมชอบมุมนี้มาก เป็นส่วนเชื่อมของเรือนดั้งเดิมกับเรือนใหม่ เห็นทั้งอดีตและปัจจุบัน บรรยากาศของเรือนใหม่ก็ปรับให้คล้อยตามกับผู้อาศัยอยู่ในปัจจุบันอย่างผม เห็นมุมกาแฟ เพราะผมชอบศึกษาเรื่องกาแฟ ฯลฯ บริเวณนี้ให้ความรู้สึกของการเชื่อมต่อกันของอดีตกับปัจจุบัน เราสามารถเลือกได้ว่าจะไปมิติเวลาไหน”

คุยกับทายาทบ้านปลายเนินที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ห้องกลาง

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ห้องกลางคือพื้นที่กิจกรรม

“พื้นที่ใต้ห้องนอนที่ได้จากการยกเรือนประเสบันให้สูงขึ้นตรงนี้ ผมเรียกว่าห้องกลางครับ เดิมเป็นห้องทานข้าวที่มีโต๊ะตัวยาวตั้งอยู่ แต่ผมขอคืนโต๊ะตัวนั้นไป เพื่อจะได้มีพื้นที่ที่ผมสามารถทำอะไรได้มากขึ้น ห้องนี้จะเห็นว่ามีกิจกรรมหลักๆ คือเล่นดนตรีไทย ซึ่งผมถือว่าดนตรีไทยเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับบ้านปลายเนินมาโดยตลอด และเป็นโซนที่ผมว่าสนุกและเถิดเทิงมาก (หัวเราะ) พอตกเย็นผมก็จะซ้อมดนตรีไทยกับลูก คุณพ่อก็จะเดินมาแจมด้วย เป็นวงดนตรี 3 Gen คือปู่ พ่อ และหลาน ร่วมเล่นด้วยกัน และมีครูดนตรีท่านอื่นๆ มาร่วมด้วย” คุณแจ๊คเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
วงปี่พาทย์ 3 Gen มีคุณปู่ คุณพ่อ และคุณหลาน

ความจริงแล้วบ้านปลายเนินมีต้นกำเนิดมาจากดนตรีไทยและการละคร โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์และ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ร่วมกันคิดค้นการแสดงรูปแบบใหม่ที่สะท้อนความเป็นไทยแต่มีความร่วมสมัย เพื่อรับรองพระราชอาคันตุกะ ซึ่งมักจะเป็นพระบรมวงศานุวงศ์จากยุโรปที่เสด็จมาเจริญพระราชไมตรีกับสยาม 

ในครั้งนั้น สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงร่วมกับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ คิดค้นการรำละครรูปแบบใหม่ที่มีทั้งบทรำ บทร้อง และบทเจรจา เพื่อดำเนินเรื่องให้กระชับขึ้น โดยผู้รำจะต้องเป็นผู้ร้องและเจรจาด้วยตนเอง เป็นการถอดแบบมาจากการแสดงโอเปร่าในยุโรป มีการสร้างฉากที่งดงามน่าตื่นตา เพื่อสร้างอรรถรสในการชม ต่างจากละครในราชสำนักสมัยก่อนที่มักจะมีเพียงตั่ง ปราศจากฉากใดๆ โดยผู้ชมจะต้องใช้จินตนาการเอาเอง

การแสดงละครรูปแบบใหม่นี้เกิดขึ้นที่โรงละครวังบ้านหม้อ เรียกขานกันว่าโรงละครดึกดำบรรพ์ ดังนั้นละครที่ทรงคิดค้นขึ้นมาใหม่นี้จึงมีชื่อเรียกว่า ‘ละครดึกดำบรรพ์’ เช่นเดียวกัน ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงปรับบทโขนละครไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง รามเกียรติ์ อิเหนา สังข์ทอง พระลอ สังข์ศิลป์ชัย ฯลฯ ให้เป็นบทละครดึกดำบรรพ์ด้วย

ต่อมา ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อไม่ต้องรับหน้าที่จัดละครดึกดำบรรพ์แล้ว เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์จึงชักชวนสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มาซื้อที่ดินเพื่อปลูก ‘บ้านตากอากาศ’ อยู่ใกล้ๆ กันที่ตำบลคลองเตย ซึ่งยังอยู่ห่างไกลและเป็นท้องนาอยู่ บ้านตากอากาศหลังนั้นก็คือบ้านปลายเนินในปัจจุบัน

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ประทับยืน) ฉายพระรูปกับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ที่หน้าฉากละครดึกดำบรรพ์
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ประทับยืน) ฉายพระรูปกับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ที่หน้าฉากละครดึกดำบรรพ์

“รูปที่เห็นนี้เป็นรูปที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ฉายพระรูปกับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ที่หน้าฉากละครดึกดำบรรพ์ ดนตรีไทยของบ้านปลายเนินมาจากวังบ้านหม้อ เป็นวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งเกิดจากการปรับวงปี่พาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบละครให้มีเสียงนุ่มไพเราะ เพื่อให้เหมาะสมกับการบรรเลงควบคู่ไปกับการขับร้องของผู้รำด้วย ทั้งนี้จะใช้ไม้นวมบรรเลงเครื่องดนตรีแทนไม้แข็ง พระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) เป็นหัวหน้าวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ของวังบ้านหม้อ และเป็นผู้ถวายคำแนะนำในการนิพนธ์เพลงแด่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ด้วย ผมดีใจที่ได้รักษาดนตรีไทยให้คงอยู่ต่อไป ในเมื่อเราตั้งใจอนุรักษ์เรือนประเสบันให้อยู่คู่กับบ้านปลายเนินอยู่แล้ว เราก็ควรอนุรักษ์ทางดนตรีไทยของบ้านปลายเนินไว้ด้วยเช่นกัน” คุณแจ๊คกล่าว

นอกจากดนตรีไทยแล้ว ห้องกลางยังเป็นพื้นที่ที่คุณแจ๊คจัดสรรไว้สำหรับกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

“ในเมื่อลูกสาวยึดห้องกระจกไปแล้ว ห้องกลางเลยเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ของผม ก็จะมีมุมทำงาน มุมถ่ายภาพ ผมต้องใช้ไฟและอุปกรณ์ต่างๆ จัดแสงและสินค้าซึ่งเป็นงานของผม มีมุมทานข้าวของครอบครัว ซึ่งก็พร้อมจะปรับเปลี่ยนเป็นมุมสังสรรค์ได้เวลามีก๊วนเพื่อนๆ มาเยี่ยม และมีส่วนเอาต์ดอร์ที่ผมเก็บพื้นที่ไว้สำหรับกิจกรรมอย่างทำสวน เพาะต้นไม้ ย่างเนื้อ เวลามีเพื่อนๆ มาร่วมปาร์ตี้ ก็ทานข้าวกันตรงนี้ แล้วก็ออกมาย่างเนื้อกันข้างนอกได้ แล้วก็ใช้เต็นท์ทำให้ได้บรรยากาศแบบแคมปิ้งสนุกๆ มีโต๊ะแบบโต๊ะช่างไม้ใหญ่ๆ ตั้งไว้สำหรับทำอะไรได้หลายอย่าง”

คุณประโยชน์ของการยกเรือนประเสบันเดิมให้สูงขึ้นในวันนั้น ก่อให้เกิดพื้นที่ใช้สอยที่เป็นประโยชน์มากมายในวันนี้

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
เรื่องราวหลากหลายที่สะท้อนออกมาจากสิ่งของสะสมที่จัดวางบนชั้นในห้องกลาง

หน้าเรือน

“บริเวณนี้ผมเรียกว่าสวนตะโก เนื่องจากว่าผมชอบไปเดินเที่ยววัดหรือวัง อย่างวัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง หรือไม่ว่าวัดไหนๆ ผมจะสังเกตเห็นว่ามีต้นตะโกดัด ใช้ประดับตกแต่งสถานที่ไว้อย่างสวยงาม ผมก็เลยเกิดความคิดว่า เรือนประเสบันก็ควรจะมีอะไรประดับอยู่หน้าบ้านให้สวยงามด้วย ผมเลยเลือกตะโกดัดสวยๆ มาประดับอยู่หน้าบ้านบ้าง โดยผมปลูก บำรุง และตัดแต่งเอง มีส่วนที่ใช้อนุบาลต้นเล็กๆ ให้แข็งแรงก่อนนำประดับที่หน้าบ้าน” คุณแจ๊คชวนผมมมาชมสวนตะโกดัดหน้าเรือนพร้อมเล่าถึงที่มา

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์ ที่สวนตะโกหน้าเรือนประเสบัน

“ผมหวังว่าอีกหน่อยเวลามีงานจัดขึ้นที่บ้านปลายเนิน อย่างงานวันนริศ หรืองานอะไรก็ตาม เราก็สามารถยกตะโกดัดจากตรงนี้ไปใช้ประดับตกแต่งบริเวณงานได้ ตะโกเป็นไม้ประดับที่คนไทยโบราณชอบ แม้แต่ที่ตำหนักไทย ท่านก็ทรงปลูกต้นตะโกไว้ หากไปดูภาพถ่ายเดิมๆ ก็จะเห็นต้นตะโกเช่นกัน การเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม ช่วยนำภาพในอดีตของสถานที่ให้กลับมาสู่ยุคปัจจุบันได้เช่นกัน” 

วันนี้สวนตะโกของคุณแจ๊คมีต้นไม้แตกต่างกันไปหลายสายพันธุ์ หลายต้น และหลายขนาด ทำหน้าที่คอยประดับเรือนประเสบันให้งดงาม และพร้อมจะนำไปประดับส่วนอื่นๆ ของบ้านปลายเนินเมื่อถึงวาระสำคัญ

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
สวนตะโกหน้าเรือนประเสบัน

เรือนประเสบันในวันนี้และวันหน้า

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
เรือนประเสบันส่วนขยาย

หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์และคุณโต้งร่วมกันสรุปถึงคุณค่าของเรือนประเสบันไว้ว่า

“เรือนประเสบันสะท้อนพระคุณลักษณะของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ดี ท่านเป็นผู้ที่ทรงวางพระองค์เรียบง่าย มัธยัสถ์ เลยทรงออกแบบอะไรให้เรียบง่าย งดงาม และครบประโยชน์ใช้สอย เรือนประเสบันจึงได้สัดส่วนที่ลงตัว และมีลูกเล่นที่เป็นรายละเอียดซ่อนไว้”

เรือนประเสบันเป็นความทรงจำของสมาชิกบ้านปลายเนินหลายต่อหลายคน ไม่ว่าคุณโต้งที่ได้เคยอาศัยและเติบโตมาในบ้านหลังนี้

“พี่เองนั้น แม้จะมีภาพจำที่ไม่ได้แจ่มชัดมาก เพราะยังเล็กอยู่ แต่ก็ผูกพันและยังพอนึกออกถึงช่วงตอนเด็กๆ ที่นั่งเล่นอยู่ตรงลานหน้าบ้านได้ เรือนประเสบันเป็นสถาปัตยกรรมที่อยู่คู่บ้านปลายเนิน และควรจะต้องดูแลให้คงอยู่ตลอดไป” คุณโต้งกล่าว

“คุณชายจักรรถก็จะเล่าเสมอว่า เรือนประเสบันนั้นตั้งอยู่ริมตะวันออกสุดของบ้านปลายเนิน ใกล้รั้วที่จะปีนข้ามไปบ้านที่อยู่ติดๆ กันได้ เลยกลายเป็นทางหนีออกไปดูโทรทัศน์ของคุณชายจักรรถ เพราะท่านพ่อกับท่านแม่ไม่โปรดให้ซื้อโทรทัศน์ไว้ในบ้าน กลัวลูกจะดูแต่รายการต่างๆ จนไม่ทำการบ้าน คุณชายจักรรถก็จะแอบย่องมาที่เรือนประเสบันแล้วมุดรั้วออกไปที่บ้านข้างๆ เพื่อไปดูโทรทัศน์ที่บ้านเพื่อนแทน (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นเกร็ดความทรงจำของคุณชายต่อสถานที่แห่งนี้ในวัยเยาว์ แต่ในวันนี้ เรือนประเสบันคือบ้านของแจ๊คแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของแจ๊คที่จะช่วยดูแลต่อไป” หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์เอ่ย 

“เรือนประเสบันในวันนี้คือบ้านของครอบครัว ครอบครัวที่มีสมาชิกสี่คน มีลูกชายลูกสาวที่ยังอยู่ในวัยซน ลูกจะใช้พื้นที่ยังไงก็เป็นความสุขของเขา ผมปล่อยให้ลูกวางของเล่นได้อย่างสบายใจ บางคนนี่ไม่ได้เลยนะ ต้องตามเก็บตามจัดให้เป็นระเบียบ บ้านจะได้สวย ต้องเนี้ยบ ต้องกริบ แต่ผมปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ บ้านที่มีเด็กเล็กๆ ก็ต้องมีของเล่นวางระเกะระกะบ้างเป็นธรรมดา มันสะท้อนความมีชีวิตชีวา และถือว่าเป็นเรือนประเสบันที่ก้าวข้ามมาสู่อีกยุคหนึ่งในวันนี้” 

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
 Living Heritage
คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
บรรยากาศนอกชานเรือนประเสบันในปัจจุบัน

แล้วในอนาคตล่ะ คุณแจ๊คมองภาพเรือนประเสบันไว้อย่างไร

“ตอนนี้ผมพยายามดูแลให้บ้านอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมคิดว่าเมื่อลูกๆ โตแล้ว ผมจะจัดบ้านให้กลับมาเป็นเหมือนวันแรกที่ผมมีโอกาสย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ตอนนั้นเป็นบ้านที่สวยมากๆ และผมจะเลือกนำเครื่องเรือนดั้งเดิมทุกชิ้นมาจัดวางให้เข้ากับตัวเรือนด้วยตัวเอง เพื่อให้ประเสบันยังคงงดงามต่อไป”

วันนี้ดนตรีไทยที่คุณปู่ คุณพ่อ และหลานร่วมกันบรรเลงยังคงส่งเสียงนุ่มนวลไพเราะ เสียงหัวเราะของเด็กๆ ผู้เป็นสมาชิกตัวน้อยๆ แห่งบ้านปลายเนินช่วยเพิ่มความสดใส มีชีวิตชีวา ต้นตะโกดัดยังทำหน้าที่ตกแต่งบริเวณหน้าเรือนให้งดงาม ต้นมะพร้าวที่ผ่านพิธีทำขวัญเดือนยังหยั่งรากลึก และเติบโตอย่างแข็งแรงมั่นคงอยู่หน้าบ้านหลังนี้ บ้านเพียงไม่กี่หลังที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ ทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ จิตรพงศ์

หม่อมหลวงอนุวาต ไชยันต์

หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์

ข้อมูลอ้างอิง

ก้าวสู่ควอร์เตอร์สุดท้ายแห่งชีวิต โดย หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์

ช่างภาพสมัคร (ใจ) เล่น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load