คอลัมน์ Heritage House คราวนี้มากันเป็นทีมครับ เพราะผมไม่ได้ฉายเดี่ยวเหงาๆ แบบคราวก่อนๆ แต่ได้ชวน โก้-ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ และ ฐิ-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาพร้อมกันในเช้าวันเสาร์อันแสนสดชื่น

Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง
Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง

เป้าหมายของเราอยู่ที่ร้าน Newday Project ร้านกาแฟสุดคราฟต์แห่งย่านสุขุมวิทที่เพิ่งกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง หลังเว้นระยะไปช่วงหนึ่งด้วยสถานการณ์โควิด-19 อันผันผวนชวนลุ้นว่าจะล็อกดาวน์หรือไม่ล็อกดี

ความสนใจของเราเช้าวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงขนมปัง Sourdough ที่เจ้าของร้านลงมือทำอย่างพิถีพิถันจนได้ขนมปังรสเลิศ ก่อนนำมาเสิร์ฟร้อนๆ พร้อมเนยและแยมผิวส้มฉบับโฮมเมดเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ ‘ตัวบ้าน’ ซึ่งสะท้อนลักษณะของบ้านย่านสุขุมวิทที่สร้างขึ้นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ เมื่อกรุงเทพฯ เริ่มขยายเมืองออกไปทางทิศตะวันออก

Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง
Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง

อ้อ-จริยาวดี เลขะวัฒนะ สถาปนิกผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิกคิดดี จำกัด กำลังรอเราอยู่แล้ว ครอบครัวของอ้อคือเจ้าของบ้านซึ่งพัฒนามาเป็นร้าน Newday Project ในวันนี้ และเป็นผู้ที่ปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อรักษาบ้านแห่งย่านสุขุมวิทให้คงอยู่ต่อไป โดยไม่สูญสลายกลายเป็นตึกระฟ้า

Newday Project รีโนเวตบ้านสุขุมวิทยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกกลายเป็นคาเฟ่ขนมปัง

เมื่อขนมปัง Sourdough ลงไปนอนเรียงรายอยู่ในกระเพาะ ลาเต้ถ้วยโปรดกำลังวางอุ่นๆ อยู่ในอุ้งมือส่งกลิ่นหอมชื่นใจ วงสนทนาของเราก็เริ่มขึ้นในสวนอันร่มรื่น เพื่อพาผู้อ่านไปเรียนรู้เรื่องบ้านและย่านสุขุมวิทไปพร้อมกัน

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

วันวานสุขุมวิท

“บ้านหลังนี้มีอายุประมาณเจ็ดสิบปี เป็นสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อคนกรุงเทพฯ ย้ายมาอาศัยอยู่ในย่านสุขุมวิทกันมากขึ้น สมัยนั้นสุขุมวิทยังเป็นทุ่งอยู่เลย” อ้อเริ่มการสนทนา

จากหนังสือ บ้านในกรุงเทพฯ : รูปแบบและการเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปี (พ.ศ. 2325-2525) โดย ผศ.ผุสดี ทิพทัส และ ผศ.มานพ พงศทัต แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ระบุว่า ใน พ.ศ. 2479 เนื้อที่ของกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นมาเป็น 26,790 ไร่ การขยายตัวของเมืองเกิดขึ้นทุกทิศทุกทาง สำหรับทิศตะวันออกคือจากบริเวณคลองผดุงกรุงเกษมมาทางปทุมวัน เพลินจิต เรื่อยมาจนสุขุมวิท

หนังสือเล่มเดียวกันยังได้ระบุว่าสุขุมวิทนั้นเดิมเรียกว่าทุ่งบางกะปิ มีสภาพเป็นท้องนาห่างไกลจากตัวเมือง ที่ดินก็มีราคาถูก ประชาชนจำนวนมากจึงนิยมเข้ามาจับจองไว้เพื่อปลูกบ้าน ยิ่งพอมีการตัดถนนสุขุมวิทจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่ภาคตะวันออก ก็ยิ่งส่งผลให้ย่านนี้เติบโตขึ้นมาก

พ.ศ. 2488 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ย่านสุขุมวิทเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด กลายมาเป็นแหล่งพำนักของประชากรกลุ่มสำคัญ ซึ่งมีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมของบ้านในย่านนี้อย่างน่าสนใจ 

ดร.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร และคณะผู้วิจัย ได้กล่าวไว้ในหนังสือ พัฒนาการแนวคิดและรูปแบบของงานสถาปัตยกรรม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต พอสรุปความได้ว่า กลุ่มประชากรที่ย้ายจากศูนย์กลางกรุงเทพฯ มายังย่านสุขุมวิทประกอบไปด้วยพ่อค้า คหบดี นายทุน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจ และนายธนาคาร เป็นต้น จัดว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง กลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ทำงานหนัก และเริ่มมีกำลังทรัพย์ในระดับที่สร้างที่อยู่อาศัยตามความต้องการของตนได้ โดยมีสถาปนิกเป็นผู้สนองความต้องการของพวกเขาให้ออกมาเป็นรูปธรรม

“หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นช่วงที่วงการการสถาปนิกเริ่มผันมือจากชาวต่างชาติมาสู่ชาวไทย มีสถาปนิกไทยจำนวนมากที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ และเริ่มกลับมาทำงานออกแบบหรือเป็นอาจารย์สอนในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง สถาปนิกเหล่านี้ได้นำความรู้ใหม่ๆ ที่ทันสมัยเข้ามาเผยแพร่” ฐิกับโก้ช่วยกันเล่า

สุขุมวิทจัดว่าเป็นเขตเมืองใหม่ นอกจากจะมีถนนที่ทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้นแล้ว ก็ยังมีรถขนส่งคงค้างจากสมัยสงครามโลกเป็นจำนวนมากที่นำมาดัดแปลงให้กลายเป็นรถเมล์หลายยี่ห้อ อย่างเช่น รถเมล์บุญผ่อง รถเมล์พีระ ที่คอยวิ่งรับส่งผู้โดยสารไปตามสถานที่ต่างๆ ชาวกรุงเทพฯ จึงย้ายออกมาอาศัยในย่านที่อยู่ห่างไกลเช่นนี้ได้ ความต้องการบ้านเดี่ยวจึงเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก รวมทั้งเกิดสิ่งใหม่ที่เรียกว่า ‘หมู่บ้านจัดสรร’ ด้วยเช่นกัน

ผลงานออกแบบของ A Quincy Jones ซึ่งมีอิทธิพลต่อการออกแบบบ้านในย่านสุขุมวิทช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ภาพ : www.dwell.com

“ช่วงก่อน พ.ศ. 2500 สถาปนิกชาวไทยน่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากงานของสถาปนิกคนสำคัญอย่าง แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ (Frank Lloyd Wright) ส่วนช่วงหลังจาก พ.ศ. 2500 โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านในแถบสุขุมวิท น่าจะค่อนข้างอิงกับงานของ เอ. ควินซี โจนส์ (A. Quincy Jones) ซึ่งเป็นสถาปนิกที่พำนักอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในขณะนั้นเมืองต่างๆ ในแคลิฟอร์เนียเองก็เริ่มมีการขยายตัว คนเริ่มมีกำลังซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลไว้ใช้เดินทาง ก็เลยออกมาตั้งชุมชนไกลจากเมืองมากขึ้น 

“สิ่งที่เกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนียก็คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสุขุมวิท Archibald Quincy Jones และสถาปนิกร่วมสมัยคนอื่นสร้างงานออกแบบบ้านเดี่ยวและหมู่บ้านจัดสรรตอบสนองความเป็นอยู่ที่ทันสมัยขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งในการก่อสร้างรวมทั้งการดำรงชีวิต เป็นยุคที่เริ่มมีสุขภัณฑ์รุ่นฮิต เช่น Armitage Shank มีถ้วยชาม Tupperware มีเครื่องดูดฝุ่นหรือเครื่องปั่นรูปทรงอวกาศ จัดเป็นความล้ำที่เริ่มมาในยุคนั้น” ฐิกับโก้ช่วยกันเชื่อมบริบทแวดล้อมที่เกิดขึ้นในเวลานั้นอย่างน่าสนใจ

บ้านพ่อสร้าง

“คุณพ่อพี่เป็นสถาปนิกที่กรมโยธาธิการ สถาปนิกในยุคนั้นแทบทุกคนเริ่มต้นการเป็นสถาปนิกอาชีพที่กรมโยธา ฯ” อ้อกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

คุณพ่อของอ้อคือ คุณสำราญ เลขะวัฒนะ คำว่า ‘ยุคนั้น’ หมายถึงช่วงประมาณ พ.ศ. 2490 โดยหลังจากที่คุณพ่อรับราชการที่กรมโยธาฯ ไประยะหนึ่ง คุณพ่อได้ตัดสินใจเข้าร่วมงานกับสำนักงานออกแบบจิระ ศิลป์กนก รับหน้าที่เป็นผู้จัดการบริษัท และได้มีส่วนร่วมสร้างผลงานสำคัญๆ ไว้มากมาย

“ตอนทำงานกับกรมโยธาฯ คุณพ่อเป็นหนึ่งในทีมผู้ออกแบบโรงแรมเอราวัณตึกเดิม ซึ่งเป็นอาคารทรงไทย และเป็นหนึ่งในโรงแรมที่จัดว่าหรูและทันสมัยมากในยุคนั้น ที่สำคัญคือมีร้านเบเกอรี่ที่อร่อยมากๆ (หัวเราะ) พอมาทำงานกับอาจิระ คุณพ่อก็ได้ร่วมออกแบบอาคารสำคัญ เช่น โรงแรมอินทรา ถนนราชปรารภ โรงแรมรินทร์คำ ที่เชียงใหม่ ฯลฯ เป็นยุคที่สถาปัตยกรรมโมเดิร์นกำลังได้รับความนิยม นอกจากนั้นยังมีการออกแบบบ้านส่วนบุคคล อย่างบ้านสมาชิกครอบครัวเพ็ญชาติหลายท่าน เช่น ศาสตราจารย์ นพ.ชัญโญ เพ็ญชาติ และ พล.ร.ต.ชาโณ เพ็ญชาติ ซึ่งก็เป็นบ้านแบบโมเดิร์นทั้งหมด”

“พ่อและเพื่อนสนิท คือ อาพล (คุณพล จุลเสวก) ได้ชวนกันมาซื้อที่ปลูกบ้านแถวสุขุมวิท คงเป็นความฝันของคนหนุ่มในสมัยนั้นที่ทำงานเก็บเงินได้ระดับหนึ่ง ก็ต้องการพื้นที่สร้างบ้านของตัวเอง เมื่อคุณแม่แต่งงานกับคุณพ่อใน พ.ศ. 2498 นั้น คุณแม่บอกว่าบ้านหลังนี้สร้างเสร็จแล้วเรียบร้อย”

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

บ้านที่คุณพ่อสร้างขึ้นหลังแรกเป็นบ้านปูนผสมไม้สองชั้น ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่เรียบง่าย มีขนาดเล็กกว่าที่เห็นในวันนี้ ถ้าเทียบกับพื้นที่ปัจจุบัน ก็คือเฉพาะส่วนด้านหน้าของร้านกาแฟที่เป็นครัว เคาน์เตอร์รับออเดอร์ลูกค้า และบริเวณที่วางขายสินค้าที่ระลึก

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“ถ้าไปศึกษาข้อเขียนของศาสตราจารย์ ดร.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร อาจารย์เขียนอธิบายไว้ชัดเจนเลยว่า บ้านโมเดิร์นในยุคนั้นมักจะเป็นแนวทางการออกแบบที่เรียกว่าแนวสภาวะแวดล้อมสัมพันธ์หรือแนวภูมิภาคนิยม คือนำแนวคิดการออกแบบจากตะวันตกมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทแวดล้อมต่างๆ เช่น ตอนนั้นเพิ่งสิ้นสุดสงครามโลกใหม่ๆ เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว จึงต้องประหยัดทุกวิถีทาง คุณพ่อจึงสร้างบ้านเรียบๆ เข้าไว้ หรือการสร้างบ้านที่สอดคล้องกับสภาพดินฟ้าอากาศ เช่น คุณพ่อเลือกออกแบบให้มีหน้าต่างรับลมจากทิศใต้เป็นหลัก เพราะลมพัดเข้าทางทิศนี้ ทำให้รับลมเข้าสู่ตัวบ้านมากที่สุด หรือการใช้หลังคาตื้นและทำเป็นผืนเดียวแทนหลังคาทรงปั้นหยาหรือมนิลาที่เคยเป็นที่นิยมมาในยุคก่อนหน้านี้ โก้เชื่อว่าเมื่อก่อนที่บ้านต้องมีแผงกันแดด (Fin) ช่วยกันแดดกันฝนด้วยใช่ไหมคะ” โก้สันนิษฐาน ซึ่งอ้อยอมรับว่าบ้านต้นฉบับนั้นมีแผงกันแดดอยู่จริง แต่ปัจจุบันได้รื้ออกไปแล้ว

“หรือการสร้างบ้านปูนผสมไม้นั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ ‘อินเทรนด์’ มาก และมาทดแทนการสร้างบ้านด้วยไม้ทั้งหลังอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต ทั้งนี้เพราะปูนซีเมนต์ไทยได้ผลิตปูนซีเมนต์ออกจำหน่ายในปริมาณมากยิ่งขึ้น จนเริ่มเป็นที่นิยม หรือการเลือกใช้หลังคาลอนลูกฟูกหรือหลังคาลอนเล็ก ก็เพราะว่าเป็นวัสดุที่ปูนซีเมนต์ไทยพัฒนาขึ้นใหม่ในขณะนั้นด้วย” ฐิเสริม และทำให้ผมเริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ของรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มาพร้อมกับวิวัฒนาการของวัสดุชนิดใหม่ๆ อันก่อให้เกิดตัวเลือกที่ทันสมัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม บ้านที่คุณพ่อสร้างเป็นหลังแรกกลับไม่ได้ใช้เป็นที่พำนักของครอบครัว เพราะนำไปให้ฝรั่งเช่าอยู่แทน ส่วนครอบครัวได้ย้ายไปเช่าบ้านญาติในซอยเย็นอากาศแทน

“อันนี้ก็เป็นวิถีปฏิบัติของชนชั้นกลางในสมัยนั้นเช่นกันครับ เราเริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยและทำงานในกรุงเทพฯ มากขึ้น มีบ้านหลายหลังโดยเฉพาะในย่านสุขุมวิทได้กลายมาเป็นบ้านเช่าของชาวต่างชาติ ตอนนั้นสุขุมวิทจัดว่าเป็นย่านอินเตอร์พอสมควรเลยทีเดียว” ฐิเสริม 

อีกสิบปีต่อมา ราวๆ พ.ศ. 2509 ครอบครัวจึงย้ายกลับมาที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง หนนี้ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวอย่างแท้จริง

“คราวนี้คุณพ่อปรับแต่งบ้านอย่างเต็มที่เลย ต่างกับตอนแรกที่ลงทุนเพียงเพื่อจะทำบ้านให้ฝรั่งเช่าเท่านั้น แล้วคุณพ่อเองก็สนุกที่จะลงมือปรับแต่งเป็นระยะ ได้ทดลองใช้วัสดุใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ บ้านของเราเลยกลายเป็นบ้านแบบโมเดิร์นที่รวบรวมอะไรหลายอย่างของยุค 60 70 เรื่อยมาจน 80 ช่วงนี้เป็นช่วงที่พี่เติบโตขึ้นที่บ้านหลังนี้ เลยพอจะจำอะไรได้มากขึ้น และบ้านก็มีสภาพใกล้เคียงกับที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน” อ้อเล่า

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

การปรับแต่งบ้านที่อ้อจำได้คือการเพิ่มห้องรับแขกเข้าไป ซึ่งปัจจุบันนี้คือบริเวณห้องโถงติดกับสวนสวยหลังบ้าน สำหรับให้ลูกค้าดื่มด่ำกับขนมปังและกาแฟถ้วยโปรด

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“สมัยนั้นเป็นคตินิยมว่าบ้านแถวสุขุมวิทในยุค 60 70 ต้องมีห้องรับแขกอย่างเป็นทางการ ส่วนจะใช้หรือไม่ใช้นี่อีกเรื่องหนึ่งนะ แต่ขอให้มีไว้ก่อน (หัวเราะ) วัสดุแห่งยุคนั้นคือกระจกบานเลื่อนกรอบอะลูมิเนียม ซึ่งพ่อก็นำมาใช้เพื่อเชื่อมห้องรับแขกกับส่วนเดิมของบ้าน พื้นตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผาแบบแกร่งสีแดง ซึ่งต่างกับกระเบื้องที่ใช้ด้านหน้า อันนั้นเป็นกระเบื้องดินเผาที่พ่อได้รับจากช่างศิลป์ที่บูรณะลานรอบพระปฐมเจดีย์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น สมัยก่อน สถาปนิกมักจะทำงานร่วมกับช่างศิลป์ พ่อเองก็ทำงานกับช่างศิลป์หลายท่าน ซึ่งมีส่วนร่วมในการเลือกใช้วัสดุตกแต่งบ้านหลังนี้ เช่น ฝาผนังประดับกระเบื้องดินเผาที่เห็นอยู่นี้ก็เป็นของดั้งเดิม ฝีมือช่างศิลป์จากด่านเกวียน และใช้ประดับห้องรับแขกมาจนถึงทุกวันนี้ พวกกระเบื้องดินเผาก็จัดว่าเป็นวัสดุแห่งยุคนั้นด้วยเช่นกัน”

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ
งานกระเบื้องเผาฝีมือช่างศิลป์ด่านเกวียน
ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ
พื้นกระเบื้องจากการบูรณะพระปฐมเจดีย์

เมื่อชั้นล่างขยายพื้นที่โดยเพิ่มห้องรับแขกเข้าไป ชั้นบนก็เลยต้องขยายตามไปด้วย

“เริ่มจากหลังคาเลย หลังคาปรับเป็นหลังคายื่นยาวที่คลุมได้กว้างขึ้น ช่วยกันแดดกันฝนได้ดี ส่งผลให้มีนอกชานยื่นยาวรอบตัวบ้านตามไปด้วย มีเสาเหล็กที่ช่วยรับน้ำหนักเพียงบางจุด ไม่เกะกะ รกสายตา แต่พี่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อไม่ทำนอกชานให้เป็นระเบียง แต่ทำเพียงแค่เป็นคานยื่นออกมา สงสัยลูกซน (หัวเราะ) อีกอย่างคือจั่วซึ่งก็ยื่นยาวออกไปได้ไกลขึ้น เพราะในยุคนั้นมีคอนกรีตเสริมเหล็กใช้แล้ว” อ้อเล่า

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“นอกจากหลังคาและนอกชาน บนชั้นสองก็ต้องมีการจัดสรรพื้นที่ใหม่ ที่จำได้คือห้องนอนพ่อกับแม่จะกว้างขึ้น และมีที่เก็บเครื่องแต่งตัวแบบ Walk in Closet ขนาดใหญ่แบบเดินเข้าไปได้ และพ่อเป็นคนดีไซน์เอง ดีไซน์แม้กระทั่งราวแขวน” อ้อเล่าต่อ ซึ่งฐิช่วยเสริมว่า เครื่องเรือนแบบบิวด์อินอย่าง Walk in Closet ก็เป็นสิ่งที่ฮิตกันในยุค 70 และ 80 เช่นกัน ผมคิดว่าบ้านหลังนี้ได้รวบรวมอะไรหลายอย่างที่เป็นของ ‘ล้ำ’ ในยุคนั้นมาไว้รวมกัน

“คิดว่าเพราะพ่อเป็นสถาปนิก พ่อคงอยากทดลองอะไรใหม่ๆ กับบ้านของตัวเองก่อนเพื่อดูผลสัมฤทธิ์ ถ้าดีแล้วจึงนำไปออกแบบให้ลูกค้าก็เป็นได้” อ้อเผยถึงสาเหตุ

เราเดินอ้อมมาหลังบ้าน แล้วก็เห็นสิ่งที่สถาปนิกอย่างโก้กับฐิตื่นเต้นมากๆ นั่นคือผนังภายนอกหรือ Façade

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“Façade นี้เป็นการจัดองค์ประกอบแบบสมดุลแต่ไม่สมมาตร หรือ Asymmetrical Balance ซึ่งได้รับความนิยมในยุคโมเดิร์นด้วยเช่นกัน เป็นการนำรูปทรงต่างขนาดต่างลักษณะมาจัดวางให้เกิดองค์ประกอบที่ออกมาแล้วดูสมดุล เราจะเห็นสี่เหลี่ยมหลากขนาดที่เกิดขึ้นจากผนังปูนและผนังไม้ หรือจากหน้าต่างบานเล็กบ้าง บานใหญ่บ้าง แต่นำทั้งหมดมาจัดเรียงให้เกิดสมดุลได้ อันนี้ก็เป็นลูกเล่นในเชิงสถาปัตยกรรมของยุคนั้นที่ทำให้อาคารดูสนุกขึ้น ส่วนเสารับที่ปลายชายคา อาจารย์วิมลสิทธิ์บอกว่าสถาปนิกรุ่นนั้นจะเรียกกันว่า ขาแมงมุม” โก้เล่ารัวๆ อย่างตื่นเต้น

อ้อเล่าว่าคุณพ่อเป็นสถาปนิกที่เน้นเรื่องการจัดวางองค์ประกอบ (Composition) และสนุกที่จะทดลองวิธีใหม่ๆ

“ถ้าพูดเรื่องคอมโพซิชัน หรือการจัดวางองค์ประกอบ ผมคิดว่าถ้ามองดีๆ Façade ที่เราเห็นนี้อาจอิงไปกับงานของ Mondrian ก็เป็นได้ Mondrian เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น และสร้างสรรค์ผลงานด้วยภาพสี่เหลี่ยมหลากขนาดรวมทั้งเส้นสายต่างๆ สถาปนิกยุคโมเดิร์นในต่างประเทศหลายคน ก็ออกแบบอาคารโดยจัดวางคอมโพสิชันตามงานของ Mondrian อย่างเช่น Rietveld Schröder คุณพ่อของพี่ก็อาจได้รับอิทธิพลจากงานของ Mondrian ด้วยก็ได้ครับ” ฐิก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ผมรู้สึกว่าบ้านเล็กๆ หลังนี้แอบซ่อนอะไรให้ตีความกันได้มากมาย โอย สนุกจริงๆ เลย

บนผนังมีหน้าต่างไม้บานใหญ่ปรากฏอยู่ ในวันนี้อาจดูเหมือนหน้าต่างไม้ธรรมดาๆ แต่ในสมัยนั้นถือว่าเป็นวัสดุแห่งยุค 70 และ 80 เช่นกัน นั่นคือหน้าต่างบานเปิดเดี่ยวหรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่าหน้าต่างบานพับวิทโก้ (Whitco) นั่นเอง

“หน้าต่างบานพับวิทโก้ที่เห็น ถือว่าเป็นความทันสมัยของยุค 70 มาจน 80 และบ้านแทบทุกหลังในสมัยนั้นก็จะใช้หน้าต่างวิทโก้ขนาดพอๆ กัน คือสูง 120 กว้าง 80 เซนติเมตร กันทั้งนั้น หน้าต่างต้นฉบับจะทาสีขาว พอจับแล้วเลอะมือ เป็นผงๆ สีขาวติดมือเลย ซึ่งไม่ชอบมากๆ (หัวเราะ) เพราะยุคนั้นสีน้ำมันกำลังฮิต ซึ่งสีชนิดนี้พอทาไปนานๆ เข้าก็จะแห้งเป็นผง ถ้าเผลอเอามือไปลูบไปโดนเข้า ผงสีก็จะติดมือมา ลองนึกถึงบานหน้าต่างตามโรงเรียนของเราในสมัยเด็กๆ สิ” พออ้อเล่าถึงประโยคนี้ เราทุกคนพยักหน้าหงึกหงักแล้วหัวเราะออกมา เพราะทุกคนล้วนมีประสบการณ์มือขาวเมื่อจับหน้าต่างที่โรงเรียนกันทั้งนั้น

“นอกจากเลอะมือแล้วยังฝืดอย่างแรงด้วย เปิดปิดที่เมื่อย (หัวเราะ) หน้าต่างวิทโก้มาแทนที่หน้าต่างบานเปิดคู่สับขอซึ่งเคยฮิตในสมัยก่อน แต่พอพี่ปรับปรุงบ้านครั้งล่าสุด พี่ก็ขัดสีขาวออกหมด เพราะนึกถึงตอนมือเปื้อนผงสีสมัยเด็กๆ คราวนี้พี่เลยขอโชว์เนื้อไม้ดีกว่านะ” อ้อเล่าไปหัวเราะไปอีกครั้ง

จากหลังบ้าน เมื่อเดินอ้อมไปทางด้านซ้ายมือก็จะเจอช่องสี่เหลี่ยมซึ่งปัจจุบันกรุกระจกใสไว้เรียบร้อย มีน้องแมวยืนส่งสายตาทักทายอยู่ ในอดีตคือช่องที่เจาะไว้สำหรับติดตั้งเครื่องปรับอากาศชนิดที่เรียกว่า Window Type

“ยุคนั้นเป็นยุคที่เริ่มติดเครื่องปรับอากาศกันที่บ้าน และต้องเป็นเครื่องปรับอากาศแบบเจาะผนังหรือ Window Type ด้วยนะ มาแทนที่เครื่องปรับอากาศแบบตั้งพื้น เป็นประดิษฐกรรมแห่งยุคที่บ้านในแถบสุขุมวิทใช้กันแทบทุกหลัง เด็กๆ สมัยนี้คงไม่รู้จักแล้ว 

“ความจริงเครื่องปรับอากาศแบบนี้ใช้งานได้ดีมาก เพราะเป่าความเย็นเข้ามาและนำความร้อนเป่าออกนอกตัวอาคารทันที เย็นสบายมาก” อ้อทำให้ผมนึกได้ว่าเครื่องปรับอากาศเครื่องแรกของบ้านผมเองก็เป็นประเภทนี้ ตอนเด็กๆ ผมจะชอบไปยืนรับลมเย็มที่เป่าออกมาแรงๆ ให้เย็นชื่นใจ

เราเดินต่อไปยังด้านหน้าเพื่อสำรวจบ้านหลังนี้กันต่อ แล้วก็เจอสรรพสิ่งที่บ่งบอกความเป็นบ้านสุขุมวิทแห่งยุคนั้นอีกหลายอย่าง

“อยากให้สังเกตทางเข้าบ้านที่เป็นผนังปูนเซาะร่องเป็นลายตามขวาง อันนี้เป็นของดั้งเดิมตั้งแต่พ่อเริ่มสร้างบ้านเลย ซึ่งเป็นการลงรายละเอียดตกแต่งผนังที่นิยมในยุคโมเดิร์นก่อน พ.ศ. 2500 ทางเข้าบ้านมีทางเดินเล่นระดับประดับด้วยกระเบื้อง ที่สำคัญคือมีบ่อน้ำปรุกระเบื้องสีเขียวชิ้นเล็กๆ ต้องเป็นสีเขียวด้วยนะ ไม่ก็น้ำเงินหรือฟ้า และจะทำทางเดินหินขัดเป็นช่วงๆ ต้องเป็นกระเบื้องกับหินขัดแบบนี้ด้วยนะ (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นบ้านในยุคนั้นมากๆ โดยเฉพาะบ่อน้ำ เวลาพี่ไปบ้านเพื่อนหลังไหนๆ ก็จะมีบ่อน้ำลักษณะนี้แทบทุกหลัง แล้วก็จะอยู่ในตำแหน่งข้างบ้านแบบนี้เหมือนกัน” อ้อชี้ให้เราดู และทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอีกครั้ง 

ผมเชื่อว่าสมัยเด็กๆ ผู้อ่านหลายคนจะชอบมุมนี้มาก เพราะจะได้แอบคุณพ่อคุณแม่เอามือเอาขามาแหย่น้ำเล่น และก็จะแอบหลบเมื่อผู้ใหญ่เรียกมาช่วยล้างช่วยขัดทำความสะอาดกันมาแล้วใช่ไหมครับ ยอมรับมาเสียดีๆ

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

อีกอย่างหนึ่งที่ไม่อยากให้มองผ่านคือต้นไม้ เพราะเป็นต้นไม้สายพันธุ์ยอดนิยมที่ใช้ปลูกประดับบ้านช่วงยุค 60 ไปจนถึง 80 ด้วยเช่นกัน

“ต้องต้นแสงจันทร์กับชมพู่มะเหมี่ยวนี่เลย บ้านแถบสุขุมวิทจะมีต้นไม้สองชนิดนี้ปลูกประดับกันทั้งนั้น เวลาชมพู่มะเหมี่ยวออกลูกจะมีกลิ่นหอมมาก ส่วนแสงจันทร์ก็มักจะปลูกข้างบ้านหรือข้างโรงรถ ทั้งชมพู่มะเหมี่ยวกับแสงจันทร์ก็ยังรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้” อ้อเล่าโดยโก้เสริมว่า ชมพู่มะเหมี่ยวเป็นต้นไม้ที่เด็กๆ ในยุคนั้นสนุกที่จะปีน ผมเองก็ชอบปีน และเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านก็คงมีประสบการณ์ร่วมกับเรา

“มีอะไรที่มากับบ้านในช่วงนั้นอีกบ้างไหมครับ ที่วันนี้อาจรื้อออกไปแล้ว” ผมถาม

“สิ่งที่มาในยุค 70 และ 80 อีกอย่างคือพื้นปาร์เกต์ (Parquet) ความจริงตอนที่พ่อต่อเติมห้องรับแขก เดิมพ่อลองปูพื้นด้วยปาร์เกต์ก่อน แต่สิ่งที่มากับยุค 80 ก็คือน้ำท่วม โดยเฉพาะในย่านสุขุมวิท ตอนเด็กๆ จะรอประกาศว่าโรงเรียนหยุดเพราะน้ำท่วม ไม่ต้องไปเรียน แล้วน้ำจะท่วมเป็นประจำทุกปี ท่วมนานด้วย ท่วมจนพื้นปาร์เกต์ลอย แล้วพอน้ำเริ่มลด เราเดินบนฟื้นปาร์เกต์มันก็จะมีน้ำทะลักออกมา ปุด ปุด (หัวเราะ) 

“ความจริงสนุกมากนะ แต่พ่อคงทนรับสภาพแบบนั้นต่อไปไม่ไหว และตัดสินใจปูกระเบื้องดินเผาสีแดงแทนเพื่อหยุดปัญหานี้ นอกจากนี้สีของกระเบื้องดินยังเข้ากันได้ดีกับงานกระเบื้องด่านเกวียนที่ประดับบนผนัง” อ้อทบทวนความจำแล้วทำให้เราหัวเราะกันอีกครั้งพร้อมกับนึกถึงอดีตพื้นปาร์เกต์ที่บ้าน

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“อีกอย่างที่เป็นของคู่บ้านกับยุคโพสต์โมเดิร์นน่าจะเป็นวอลเปเปอร์ พวกวอลเปเปอร์แนวตั้งที่มีลายกระจุกกระจิก ที่บ้านก็น่าจะเคยติดวอลเปเปอร์ด้วยไหมคะ” โก้แสดงความคิดเห็นเสริม อ้อพยักหน้ายอมรับ แต่ได้ลอกออกไปหมดแล้ว

บ้านยุค ‘บิล’

ครอบครัวได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 จนราวๆ พ.ศ. 2531 เมื่ออ้อไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังสำเร็จการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นบ้านก็ได้กลายสภาพมาเป็นบ้านเช่าอีกครั้ง โดยผู้เช่าในคราวนี้คือ วิลเลียม วอร์เรน (William Warren) ที่อ้อเรียกว่า ‘บิล’ อย่างคุ้นเคย

วิลเลียม วอร์เรน เป็นสหายรักของ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นนักเขียนคนแรกที่เปิดเผยเรื่องราวอันเป็นชีวประวัติของจิม ทอมป์สัน ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงช่วงที่จิมหายสาบสูญอย่างลึกลับในประเทศมาเลเซีย ผ่านหนังสือ Jim Thompson – The Unsolved Mystery นอกจากนี้เขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมของไทยอีกด้วย ผลงานสำคัญเล่มหนึ่งของเขาคือหนังสือ Heritage Homes of Thailand ซึ่งผมแอบดีใจว่าใกล้เคียงกับชื่อคอลัมน์ Heritage House ของ The Cloud ที่ทุกท่านกำลังอ่านอยู่ขณะนี้ ชื่อของเขายังเป็นชื่อของห้องสมุด (William Warren Library) ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเฮนรี่ บี ทอมป์สัน ในซอยเกษมสันต์ 2

“คุณแม่ของพี่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.พงษ์ศรี เลขะวัฒนะ กับบิลรู้จักกันเพราะเป็นอาจารย์ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยกันทั้งคู่ และสนิทกันมาก พอดีบ้านเช่าของบิลที่สุขุมวิท 31 ครบสัญญาและต้องส่งคืนเจ้าของ แม่กับพ่อเลยตัดสินใจให้บิลมาเช่าอยู่ บิลเป็นคนที่สนใจเรื่องราวของไทยมากๆ เป็นนักวิชาการยุคแรกๆ ที่เริ่มเก็บข้อมูลบ้านเก่าของไทยทั้งในเรื่องของสถาปัตยกรรมและประวัติผู้อาศัยอยู่ รวมทั้งเขียนหนังสือหลายเล่มเพื่อเผยแพร่ความรู้ในวงกว้าง เป็นสมาชิกคนสำคัญของสยามสมาคม (Siam Society) กลุ่มแรกๆ ที่ให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาอาคารโบราณในภาคเอกชน พี่รู้สึกว่าเป็นเกียรติมากที่บิลเคยอาศัยอยู่ที่นี่”

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“บิลสะสมของเก่าไว้มาก บ้านหลังนี้อยู่ในยุคโมเดิร์น อาจจะดูใหม่เกินไปกว่างานศิลปะที่เขาสะสม บ้านมันโปร่งและโล่งเกินไป แต่บิลก็เข้ามาปรับบ้านให้มีความทึมขึ้น เขาเป็นคนสร้างบรรยากาศบ้านขึ้นมาใหม่”

อ้อเล่าว่าขณะที่บิลอาศัยอยู่ที่นี่ เขาแทบไม่ได้ปรับปรุงลักษณะทางสถาปัตยกรรมใดๆ ของบ้านเลย แต่เลือกที่จะจัดการกับสภาพแวดล้อมรอบตัวบ้านแทน บิลคือผู้ที่ปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ เพิ่มขึ้นมากมายจนร่มรื่น และใช้ไม้เลื้อยปลูกชิดตัวบ้านเพื่อให้เลื้อยขึ้นมาคลุมจนร่มครึ้ม

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“ลักษณะของบ้านฝรั่งจะต่างกับเอเชีย บ้านพวกเราจะเน้นความโปร่งโล่ง อยู่ได้ด้วยลมและแสงธรรมชาติ ฝรั่งจะเน้นความมิดชิดและอยู่ด้วยแสงไฟ มันเป็นความ Homey ที่ฝรั่งคุ้นเคย ลองสังเกตบ้านฝรั่งที่อาจเคยผ่านตาในหนังสือหรือในภาพยนตร์ดูสิคะ ยิ่งบิลเป็นนักสะสมและมีงานศิลปะมากมายที่ต้องอาศัยการออกแบบแสงเพื่อขับงานศิลป์ให้สวยงาม บิลเลยปลูกต้นไม้คลุมบ้าน และต่อมาก็คลุมจนแทบไม่เห็นตัวบ้านเลย (หัวเราะ)”

บิลอาศัยอยู่บ้านหลังนี้อีกราว 30 กว่าปีจนเสียชีวิตไปเมื่อ 2 ปีก่อน ช่วงที่บิลอยู่เป็นช่วงที่สภาพแวดล้อมรอบบ้านได้รับการดูแลและปรับแต่งมากที่สุด ต้นไม้ใหญ่ๆ ที่พบในสวนทุกวันนี้ บิลเป็นผู้เลือกหามาปลูกและดูแลด้วยตนเอง ต้นหูกระจงต้นใหญ่หลังบ้านอายุราว 30 ปีก็เป็นฝีมือของบิลเช่นกัน ดังนั้น หากแวะมาที่ Newday Project ก็อย่าลืมเดิมอ้อมมาด้านหลังเพื่อชื่นชมไม้ใหญ่นานาชนิด โดยเฉพาะหูกระจงต้นยักษ์ที่พวกผมแหงนคอตั้งบ่าอ้าปากค้างกันมาแล้วนะครับ

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“หลังจากที่บิลเสีย บ้านก็กลับมาเป็นของครอบครัวอีกครั้ง สภาพบ้านตอนนั้นคือปกคลุมไปด้วยตนไม้ ค่อนข้างผุพังและทรุดโทรมลงไปมากตามกาลเวลา เพราะอายุใกล้เจ็ดสิบปีแล้ว คุณแม่และเราสามพี่น้อง ซึ่งตอนนั้นต่างแยกย้ายไปมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว ก็คิดว่าไม่สามารถปล่อยบ้านให้อยู่ในสภาพนี้ได้ต่อไป เราจะต้องทำอะไรสักอย่าง” 

บ้านเลือกคน

“สิ่งแรกที่ตัดสินใจเลยคือจะไม่ขายโดยเด็ดขาด บ้านหลังนี้มีคุณค่าทางจิตใจ ที่ดินก็พ่อซื้อ ส่วนบ้านก็คือบ้านที่พ่อออกแบบมากับมือ และเป็นบ้านที่เราเติบโตมา แต่ก็พยายามหาหนทางว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ และสร้างรายได้ให้กับครอบครัวด้วย” อ้อเล่าถึงบ้านที่ผูกพันหลังนี้

การที่คุณพ่อเป็นสถาปนิกนั้นมีอิทธิพลต่อลูกๆ มาก และทั้งสามพี่น้องต้องการจะรักษาบ้านในอดีตหลังนี้เอาไว้ให้อยู่คู่สุขุมวิทต่อไป

“ตอนนั้นในใจลึกๆ ก็อยากซ่อมบ้านให้กลับมามีสภาพเดิมมากที่สุด อยากได้ผู้เช่าที่ชื่นชมกับเนื้อแท้และคุณค่าดั้งเดิมของบ้านจริงๆ และจะช่วยเรารักษาบ้านหลังนี้ต่อไป เขาควรเป็นคนที่รู้สึกกับบ้านเช่นเดียวกับเรา แต่การซ่อมบ้านเก่าต้องอาศัยงบประมาณไม่น้อย และยังไม่แน่ชัดว่าจะได้ผู้เช่าที่พร้อมจะชำระค่าเช่าในราคาเท่าไหร่ ถ้าลงทุนซ่อมแล้วจะคุ้มทุนหรือไม่ เมื่อไหร่ จึงยังไม่ได้ลงมือทำอะไร 

“วันหนึ่งพาคุณแม่มาที่บ้าน คุณแม่ก็พูดขึ้นมาว่า “นี่เป็นบ้านหลังแรกของพ่อกับแม่ เสียดายนะถ้ามันจะไม่อยู่ในสภาพที่เคยเป็น” แค่ประโยคนี้ประโยคเดียวที่ทำให้พี่ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังอะไรอีก พี่ตั้งใจเลยว่าจะเป็นคนซ่อม จะใช้เงินแค่ไหน จะได้เงินคืนมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ขอให้ฉันได้ลงมือทำสิ่งนี้ ไม่ต้องลังเลอะไรอีกแล้ว” อ้อเล่าถึงนาทีที่นำมาสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ

การซ่อมบ้านกับการหาผู้เช่าต้องดำเนินควบคู่กันไป เจ้าของบ้านซึ่งเป็นผู้ซ่อมนั้นมีภาพในใจที่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจะซ่อมให้บ้านออกมาเป็นอย่างไร จึงต้องหาผู้เช่าที่จะมองเห็นคุณค่าและเชื่อในสิ่งเดียวกัน อีกประการคือต้องรู้ว่าบ้านหลังนี้จะเป็นอะไรต่อไป เพื่อที่จะซ่อมให้เสร็จและพร้อมใช้งานได้ในขั้นตอนเดียว

 “มีคนติดต่อมาขอเช่าทำเป็นที่พักของพนักงาน ทำสปาหมา ทำโรงเรียนอนุบาล ฯลฯ มีบางรายที่เจรจากันจนเกือบจะลงเอยแล้ว แต่ก็มีเหตุให้ไม่สามารถทำสัญญาเช่าร่วมกันได้ คิดว่าบ้านเองก็กำลังช่วยเราเลือกผู้ที่จะมาอยู่ในพื้นที่นี้ต่อไป อย่างที่เราเคยได้ยินว่าบ้านก็เลือกคนเหมือนกัน”

ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็หากันจนเจอ และเป็นคนใกล้ตัวที่คุ้นเคยกันเสียด้วย

“เผอิญว่า คุณเกี๊ยก-อดิเทพ พินิจภิญโญ และ คุณปุ้ย-นงพรรณ ตั้งทวีกูล ทำร้านกาแฟ Ink & Lion ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้นหนึ่งของบริษัทพี่ และพี่เองก็เป็นลูกค้าประจำ พี่รู้สึกถูกชะตากับทั้งสองมากๆ ร้านกาแฟของเขาเป็นร้านที่ไม่ต้องพยายามทำตัวให้โดดเด่นเหมือนร้านกาแฟในยุคนี้ แค่เป็นตัวตนในแบบฉบับของเขาทั้งคู่ ลูกค้าก็เดินเข้าร้านมาเอง เลยลองสอบถามดูว่าสนใจบ้านของเราไหม กำลังจะซ่อมและปรับปรุง แต่ความจริงก็เล็งเขาไว้ละ (หัวเราะ)” 

วันที่พี่อ้อ คุณเกี๊ยก และคุณปุ้ย จับมือกันมาดูบ้านนั้น อ้อเล่าว่า “บ้านดูเหมือนเหลือแต่ซากจริงๆ เพราะให้ช่างมารื้อส่วนที่ชำรุดเสียหายออกไป บ้านผุเยอะมาก แทบจะต้องรื้อทิ้งหมด แม้กระทั่งโครงหลังคา จะเหลือก็แค่กรอบหน้าต่างกับส่วนที่เป็นปูนเท่านั้น ซึ่งน้อยมากๆ ตอนนั้นเขาทั้งสองคนต้องไว้ใจเรามากว่าจะซ่อมบ้านให้กลับมาสวยงามดังเดิมได้” 

หลักการซ่อมคือพยายามทำให้กลับไปเป็นตามแบบดั้งเดิมมากที่สุด และกำจัดสิ่งที่เคยรู้สึกว่ารกรุงรังออกไป โดยยังให้ความสำคัญกับการจัดองค์ประกอบและสัดส่วนตามลักษณะที่คุณพ่อได้ออกแบบไว้ ส่วนภายในนั้นจะปรับแต่งไปตามความเหมาะสม 

“เราซ่อมบ้านที่เป็นโครงหลักตามที่เราต้องการส่งให้กับคุณเกี๊ยกกับคุณปุ้ย ส่วนรายละเอียดภายในเขาก็เสริมแต่งตามประโยชน์ใช้สอยของการเป็นร้านกาแฟ เช่น ลงทุนเพิ่มในส่วนที่เป็นครัว แต่เราทั้งสามคนล้วนปรึกษาร่วมกันมาโดยตลอด”

ระหว่างซ่อม

การซ่อมใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ปีเต็ม โดยทีมช่างที่ได้รับการแนะนำจากเพื่อนบ้านที่รู้จักและคุ้นเคยกันมาก่อน และก็โชคดีที่ได้ทีมช่างซึ่งรับผิดชอบตั้งแต่ขั้นตอนการรื้อจนถึงการซ่อมกลับมาให้สมบูรณ์

“ที่เราเดินดูบ้านกันเมื่อเช้านี้ จะเห็นว่าพี่พยายามเก็บรายละเอียดเดิมๆ เอาไว้หมด ต้นไม้ทุกต้นมีคุณค่า หน้าต่างประตู ผนัง กระเบื้องปูพื้น บ่อน้ำ ฯลฯ อย่างตอนนั้นก็มีการถกกันว่า บ้านเราอยู่สุขุมวิท แถมอยู่ในระดับต่ำ มีสิทธิ์จมน้ำเวลาฝนตก เราจะดีดบ้านขึ้นไหม แต่ถ้าดีดบ้าน เราก็ต้องเอากระเบื้องสีแดงของเดิมออกทั้งหมดนะ เราเลยตัดสินใจว่าจะไม่ดีดบ้าน แต่ทำระบบกันน้ำแทน มีประตูกันน้ำ มีเขื่อนเป็นแนวยาวและใช้ปั๊มน้ำช่วย คือน้ำท่วมมันไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน หรือถ้าท่วมจริงๆ วัสดุก็ยังเป็นกระเบื้องที่ขัดล้างได้ แต่เรายังรักษากระเบื้องชุดเดิม สีเดิม ซึ่งเป็นภาพจำของบ้านเอาไว้ได้ตลอดไป หรือบนชั้นสอง เรายังเก็บคานไม้เก่าเอาไว้ บนผนังก็เก็บผนังเดิมเอาไว้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่กับเรา โตมากับเรา เป็นความทรงจำของเรา และมีคุณค่าสำหรับเรา”

ส่วนกองเชียร์และกำลังใจในภารกิจสำคัญครั้งนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณแม่นั่นเอง

“ระหว่างที่ซ่อมก็พาคุณแม่มาดูตลอด ในวันที่ซ่อมเสร็จแม่มีความสุขมากๆ ปีก่อนตอนที่แม่ครบเก้าสิบปี แม่จัดวันเกิดที่นี่ไปสามรอบ แม้แต่ตอนนี้แม่ก็ให้พี่ชายพามาที่นี่บ่อยๆ (หัวเราะ) พอมีธุระข้างนอก ก็จะขอแวะมาดื่มกาแฟที่นี่ เมื่อเห็นเขามีความสุข พวกเราลูกๆ ก็มีความสุข 

“สำหรับพี่ เวลามานั่งที่นี่ก็รู้สึกเหมือนกลับมาบ้านที่เราเคยอยู่และเติบโตมา และเป็นบ้านที่เราอยากให้เป็น ได้เอาอะไรที่เราเคยคิดว่ารกรุงรังออก อย่างพวกส่วนต่อเติมต่างๆ ที่ลดทอนความชัดเจนและเรียบง่ายของตัวบ้านดั้งเดิม หรืออย่างการได้กำจัดสีขาวเปื้อนๆ เลอะๆ ออกจากหน้าต่างวิทโก้ให้เห็นเนื้อไม้เสียที (หัวเราะ) ที่สำคัญคือได้ผู้เช่าอย่างคุณเกี๊ยกคุณปุ้ยซึ่งมีความคิดสอดคล้องกับเรา เขาคือคนที่เรามั่นใจว่าจะไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอะไรให้หวือหวาเพื่อเรียกแขก เขาก็ได้ร้านกาแฟที่สะท้อนตัวตนของเขา และเราเองก็ยังรักษาบ้านหลังเดิมเอาไว้ได้ให้อยู่คู่ย่านสุขุมวิท”

ผลสัมฤทธิ์ของการซ่อมบ้านครั้งนี้เติมเต็มหัวใจของทุกฝ่าย

คุณค่าอันคู่ควร

เวลาเราพูดถึงคำว่า Heritage ภาพจำของเราคืออาคารเก่าๆ มีอายุนานหลายปี มักเป็นอาคารสำคัญของบุคคลสำคัญ จึงจะมีคุณค่าคู่ควรที่จะได้รับการอนุรักษ์… เท่านั้นหรือ

“บ้านหลังนี้อาจเป็นตัวอย่างของ Heritage ที่ยังพัฒนาต่อไป คือเราไม่ได้จับแช่แข็งให้คงสภาพว่าเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น มันมีความต่อเนื่องและเติบโตจากยุคพ่อ มายุคบิล มายุคเรา และมายุคที่คุณเกี๊ยกคุณปุ้ยมาทำร้านกาแฟ ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนวัสดุบางอย่างให้เหมาะกับการเป็นร้านกาแฟ แต่ก็ยังเก็บสาระสำคัญของพื้นที่เอาไว้ อย่างการจัดองค์ประกอบและสัดส่วนตามลักษณะที่คุณพ่อออกแบบไว้ รวมทั้งการเก็บวัสดุสำคัญๆ ที่สะท้อนเรื่องราวในยุคนั้น 

ย้อนรอยความเปลี่ยนแปลงของทุ่งบางกะปิ เยี่ยมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบ้านสุขุมวิท จากบ้านให้ฝรั่งเช่า บ้านของครอบครัว สู่ Newday Project บ้านแสนอบอุ่นย่านทองหล่อ

“การอนุรักษ์บ้านหลังนี้คือการอนุรักษ์สิ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจ อย่างน้อยก็ของเราเอง แต่สำหรับบ้านหลังนี้ พี่เชื่อว่าไม่เฉพาะตัวเราเท่านั้น คนที่เกิดและเติบโตมาในย่านสุขุมวิท ถ้ามาเห็นเข้าก็คงจะมีความสุขไปกับเราด้วยเช่นกัน พี่มีเพื่อนหลายคนที่เกิดและโตมาในสุขุมวิท และมีกำลังทรัพย์พอที่จะรื้อบ้านเก่าๆ แล้วสร้างขึ้นมาใหม่ แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะอยู่บ้านเก่าๆ แบบเดิมๆ อย่างบ้านที่จมดินไปครึ่งหนึ่ง บ้านที่ยังมีน้ำท่วมเสมอเวลาเข้าหน้าฝน บ้านที่มีบ่อน้ำเก่าๆ ที่ยังต้องออกแรงขัด เพดานอาจจะเตี้ยไปบ้างจนต้องเดินระวังไม่ให้หัวชน มีต้นไม้รกครึ้มที่ต้องกวาดเช้ากวาดเย็น

  “คนเหล่านี้อาจต้องต่อสู้กับกระแสบางอย่างจากคนรอบตัวที่ เฮ้ย อย่าไปซ่อมเลย เก็บไว้ทำไม สร้างใหม่เหอะ การรื้อบ้านเก่าออกแล้วสร้างใหม่เป็นทางออกที่ง่ายกว่ามาก อาจใช้งบประมาณน้อยกว่าก็ได้ แต่ก็มีคนอย่างพวกเราที่คิดว่า ไม่ ฉันไม่รื้อ ฉันยังอยากซ่อมต่อไป ฉันอยากปั๊มน้ำออกจากบ้าน ฉันยังอยากกวาดใบไม้และล้างบ่อต่อไป แต่เรายังรักษาบ้านแบบเดิมๆ รวมทั้งบรรยากาศของสุขุมวิทเอาไว้ได้เหมือนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา” อ้อยิ้มกว้างก่อนการสนทนาจะจบลง

เราคงต้องขอบคุณบุคคลเหล่านี้ที่ทำให้ยังรักษาอดีตเอาไว้ให้เราได้มีโอกาสเห็น สืบค้น และศึกษาต่อไป รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เมื่อนำมาร้อยเรียงต่อๆ กันไป ก็ช่วยให้เรามองเห็นคุณค่าเชื่อมโยงได้หลากมิติมากขึ้น เหมือนการมาเยี่ยมบ้านสุขุมวิทที่ Newday Project ในเช้าวันนี้ ที่พาเราให้ได้สนทนาต่อยอดกันไปถึงพัฒนาการของย่านและยุคต่างๆ ของสุขุมวิทไปพร้อมกันด้วย

ขอขอบพระคุณผู้ร่วมการสนทนา

อ้อ-จริยาวดี เลขะวัฒนะ สถาปนิก ผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิกคิดดี จำกัด

โก้-ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์

ฐิ-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เอกสารอ้างอิง

ระลึกถึงบ้านซอย 6 โดย หม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในวาระที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์กิตติคุณ หม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี 

บ้านในกรุงเทพ ฯ : รูปแบบและการเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปี (พ.ศ. 2325-2525) โดย ผศ.ผุสดี ทิพทัส และ ผศ.มานพ พงศทัต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องในวาระสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 200 ปี (ปัจจุบัน คือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ผุสดี ทิพทัส ราชบัณฑิต ประเภทวิชาสถาปัตยศิลป์ สาขาวิชาสถาปัตยกรรม สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสภา และรองศาสตราจารย์ มานพ พงศทัต ศาสตราภิชาน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

พัฒนาการแนวคิดและรูปแบบของงานสถาปัตยกรรม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต คณะผู้วิจัย ดร. วิมลสิทธิ์ หรยางกูร กอบกุล อินทรวิจิตร ดร. สันติ ฉันทวิลาสวงศ์ และวีระ อินพันทัง พ.ศ. 2536 โดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ ด้วยการสนับสนุนจากเครือซิเมนต์ไทย (ปัจจุบัน คือ ศาสตราจารย์ ดร.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

Writer

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

สมาคมสถาปนิกสยามฯ ประกาศให้วิหารน้อยได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประเภทงานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชนระดับดีมาก ประจำ พ.ศ. 2565 ซึ่งถือว่าเป็นรางวัลสูงสุดในประเภทนี้และครั้งนี้

“เมื่อทราบข่าว ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมาก ๆ ดิฉันมาทำบุญถวายพระอัฐิเสด็จปู่เป็นประจำทุกปีตั้งแต่เล็ก ๆ พอโตขึ้นมาก็เห็นความทรุดโทรมของที่นี่ วิหารน้อยเป็นอาคารโบราณที่สร้างขึ้นมานาน ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อได้มาเป็นประธานมูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ก็คิดว่าจะต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง

“ความที่ดิฉันยึดมั่นกับคำสอนของเสด็จปู่ที่ว่า ทำอะไรต้องทำจริง ก็เลยเกิดความคิดว่าจะบูรณะวิหารน้อยให้ดีที่สุด จึงได้ปรึกษากับกองทัพเรือ และขอให้กรมศิลปากรมาช่วย รวมทั้งเชิญผู้มีความรู้อย่างคุณวทัญญูให้มาร่วมเป็นที่ปรึกษาในการบูรณะครั้งนี้” หม่อมราชวงศ์จิยากร อาภากร เสสะเวช พระนัดดาใน พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ผู้ทรงเป็นต้นราชสกุลอาภากร) กล่าวอย่างภูมิใจ

หม่อมราชวงศ์จิยากร อาภากร เสสะเวช

“หัวใจของการบูรณะวิหารน้อย คือการนำองค์ความรู้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการมาใช้ในการบูรณะ เพื่อมุ่งอนุรักษ์และพัฒนาอาคารโบราณให้เหมาะสมต่อการใช้งานในอนาคต รวมทั้งบันทึกไว้เป็นองค์ความรู้และกรณีศึกษาสำหรับการบูรณะอาคารโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการอนุรักษ์อาคารสำคัญร่วมสมัยอื่น ๆ อีกมากมาย” คุณวทัญญู เทพหัตถี กรรมการผู้จัดการ บริษัท กุฎาคาร จำกัด สถาปนิกอนุรักษ์ผู้ร่วมเป็นที่ปรึกษาโครงการบูรณะวิหารน้อยครั้งล่าสุด กล่าวถึงความสำคัญของการบูรณะครั้งนี้

คุณวทัญญู เทพหัตถี
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

คอลัมน์ Heritage House จึงอยากเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านไปร่วมทำความรู้จักกับวิหารน้อย เพื่อทราบถึงประวัติความเป็นมา ลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรม ตลอดจนกระบวนการอนุรักษ์ที่ถูกต้อง

“แต่การทำความรู้จักแต่เฉพาะวิหารน้อยอาจไม่เพียงพอ ผมคิดว่าเราควรเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดของสุสานหลวงวัดราชบพิธเสียก่อน ที่นี่มีทั้งเจดีย์ทรงลังกา ปราสาทขอมประยุกต์ สถาปัตยกรรมอิทธิพลโกธิก (Gothic) คลาสสิก ฯลฯ ซึ่งรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันเช่นนี้ล้วนมีที่มาที่ไปทั้งสิ้น ทั้งหมดกำหนดขึ้นจากสถานะของบุคคลผู้นั้น อันเกี่ยวเนื่องกับรัชกาลที่ 5 ซึ่งเมื่อได้ทราบแล้ว เราจะรู้สึกได้เลยว่ารัชกาลที่ 5 ทรงคิดทุกอย่างอย่างรอบคอบ มีระเบียบแบบแผน” คุณวทัญญูได้ชวนเราให้เปิดมุมมองที่กว้างขึ้น

ถ้าพร้อมแล้ว ตามผมมาเลยครับ

สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

“จริง ๆ แล้ว โดยธรรมเนียมไทยไม่เคยปรากฏการสร้างสุสานเพื่อบรรจุพระศพหรือพระอัฐิของเจ้านายในพระราชวงศ์มาก่อน การสร้างสุสานหลวงเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นที่บรรจุพระอัฐิเฉพาะพระมเหสีเทวี พระราชโอรส-ธิดา อัฐิของเจ้าจอมมารดา และเจ้าจอมในรัชกาลที่ 5 เท่านั้น กล่าวโดยภาษาสามัญก็คือ เป็นสถานที่สงวนไว้เฉพาะสมาชิกครอบครัวของพระองค์ท่าน” คุณวทัญญูเล่า

แต่เดิมนั้น หลังจากบำเพ็ญกุศลถวายพระศพจนครบวาระแล้ว ก็จะตามด้วยพิธีถวายพระเพลิงพระศพ แล้วจึงเชิญพระอังคารไปลอยน้ำบริเวณหน้าวัดสำเพ็งหรือวัดปทุมคงคาฯ เชิญพระอัฐิอีกส่วนหนึ่งไปบรรจุไว้ในพระบรมมหาราชวัง หรือวังของเจ้านายพระองค์นั้น ๆ หรือเชิญไปประดิษฐานยังวัดอันเกี่ยวข้องกับพระองค์ท่าน แต่ไม่มีการบรรจุรวมกันในลักษณะสุสานเช่นนี้

ภาพเก่าสุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สมัยรัชกาลที่ 5

“ไม่มีบันทึกที่ปรากฏแน่ชัดว่าทำไมรัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสุสานหลวงขึ้น แต่พอจะสันนิษฐานได้ว่ามาจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ประการแรก สภาพบ้านเมืองที่เปลี่ยนไป การประกอบพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับพระศพไม่สะดวกเหมือนเมื่อก่อน เช่นการลอยพระอังคารในแม่น้ำ ในอดีตบริเวณหน้าวัดสำเพ็งหรือวัดปทุมคงคาฯ เป็นเขตนอกเมือง คนอาศัยอยู่ไม่มาก แต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 จำนวนประชากรมีเพิ่มขึ้นมาก พื้นที่บริเวณนั้นกลายเป็นแหล่งชุมชน จึงไม่เหมาะที่จะลอยพระอังคารอีกต่อไป

“รัชกาลที่ 5 ทรงมีครอบครัวใหญ่ มีมเหสีเทวี เจ้าจอมมารดา รวมทั้งพระราชโอรส-ธิดาหลายพระองค์ ทั้งนี้คงจะโปรดให้รวบรวมสมาชิกครอบครัวของพระองค์ท่านไว้ด้วยกัน ไม่ต้องกระจัดกระจายไปบรรจุพระอัฐิไว้หลาย ๆ ที่ และสาเหตุสำคัญอีกประการคือ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ หรือ ‘สมเด็จพระนางเรือล่ม’ สวรรคต”

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 เกิดเหตุเรือพระประเทียบของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ล่มลง ณ ตำบลบางพูด แขวงเมืองนนทบุรี เป็นเหตุให้สวรรคตพร้อม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ พระราชธิดา สมเด็จพระนางเรือล่มทรงเป็นพระอัครมเหสีที่รัชกาลที่ 5 ทรงสนิทเสน่หาเป็นอย่างยิ่ง นำความเศร้าโศกพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก จึงมีพระราชประสงค์จะสร้างที่บรรจุพระอัฐิไว้ให้สมพระราชสถานะ

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ พระราชธิดา

งานพระเมรุของสมเด็จพระนางเรือล่มมีขึ้นที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2424 แต่กว่าจะเริ่มก่อสร้างเจดีย์บรรจุพระอัฐิที่สุสานหลวงนั้น ตกประมาณ พ.ศ. 2426 ล่วงมาหลังจากงานพระเมรุราว ๆ 2 ปี ในการนี้ ได้ทรงเลือกวัดราชบพิธฯ ด้วยเป็นวัดประจำรัชกาล ปรากฏพื้นที่ว่างข้างวัดซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกพอดี นอกจากนั้นยังตั้งอยู่ริมถนนอัษฎางค์ เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีได้สะดวก จึงนับว่าเป็นพื้นที่เหมาะสม

“เมื่อมีพระราชดำริที่จะสร้างอนุสรณ์สถานพระราชทานสมเด็จพระนางเรือล่มแล้ว ก็ทรงเล็งเห็นว่าสมควรจะสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อพระราชทานพระเมสีเทวีพระองค์อื่น ๆ รวมทั้งเจ้าจอมมารดาและเจ้าจอม ตลอดจนพระราชโอรส-ธิดาพร้อม ๆ กันไปเลย เชื่อว่าท่านทรงคิดรวบยอดแล้วว่าไหน ๆ จะทำแล้ว ก็ทำให้ครบเสียเลย 

“ตอนที่ท่านเริ่มสร้างสุสานหลวงนั้น มีเพียงสมเด็จพระนางเรือล่มสวรรคตพร้อมพระราชธิดาเท่านั้น ตามมาด้วยพระราชธิดาบางพระองค์ที่สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ส่วนพระมเหสีเทวี พระราชโอรส-ธิดาพระองค์อื่น ๆ ยังมีพระชนม์อยู่หมด สุสานหลวงจึงเป็นสุสานที่สร้างขึ้นก่อนคนตาย คิดว่านี่คือข้อพิสูจน์ที่ว่าทรงมองเผื่ออนาคตไปเลย เป็นการเตรียมการณ์ล่วงหน้า

เจดีย์สี่ ศาลาหนึ่ง

“สถาปัตยกรรมสำคัญเมื่อแรกสร้างสุสานหลวงคือศาลา 1 หลังและพระเจดีย์อีก 4 องค์ ซึ่งทั้งหมดตั้งเรียงในระนาบเดียวกัน” คุณวทัญญูชี้ให้ชม

พระเจดีย์องค์แรกได้พระราชทานไว้เพื่อบรรจุพระอัฐิสมเด็จพระนางเรือล่มและพระราชธิดา ส่วนอีก 3 องค์ที่เรียงต่อมานั้น พระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า, สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ) และ สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระบรมราชเทวี ส่วนศาลาที่ตั้งอยู่ริมสุดนั้น สร้างพระราชทานเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ) การก่อสร้างพระเจดีย์และศาลาครั้งนี้ สันนิษฐานว่าใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 7 เดือน จนแล้วเสร็จเมื่อกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2427

“สมเด็จพระนางเจ้าทั้ง 4 พระองค์ทรงเป็นพระภรรยาเจ้าชั้นลูกหลวง หมายถึงว่าทรงมีพระราชสมภพมาเป็นพระราชธิดาพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็คือรัชกาลที่ 4 ส่วนศาลาอีกหลังนั้น พระราชทานให้เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ซึ่งเป็นพระสนมเอกคนสำคัญ ภายในมีพระพุทธรูปปางห้ามญาติขนาดสูงเท่าตัวท่าน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หล่อไว้ ได้พระราชทานนามพระเจดีย์ 4 องค์ไว้คล้องจองกัน คือ สุนันทานุสาวรีย์ รังษีวัฒนา เสาวภาประดิษฐาน และสุขุมาลนฤมิตร์ ส่วนศาลาที่บรรจุพระพุทธรูปนั้นปรากฏนามต่อมาว่า พิหารน้อย ก่อนจะกร่อนกลายเป็น วิหารน้อย อย่างที่เราเรียกในปัจจุบัน”

พระเจดีย์สุนันทานุสาวรีย์ที่ประดิษฐานพระอัฐิสมเด็จพระนางเรือล่มและพระราชธิดา

จดหมายเหตุราชกิจรายวันรัชกาลที่ 5 ได้กล่าวถึงพิธีก่อฤกษ์พระเจดีย์และศาลาที่สุสานหลวง เมื่อวันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2426 ความว่า

“อนึ่งเวลาเย็น วันนี้สวดมนต์ก่อพระฤกษ์พระเจดีย์สี่องค์กับศาลาที่วัดราชบพิธ โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวชิรุณหิศเสด็จไปทรงจุดเทียนแทนพระองค์ และในวันรุ่งขึ้นได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี และสมเด็จพระนางเจ้าทั้งสองพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงก่อฤกษ์พระเจดีย์และศาลาที่วัดราชบพิธ ในการนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าจอมมารดาแพไปร่วมทำพิธีด้วย”

ข้อควรสังเกตประการหนึ่ง คือการเรียงลำดับอนุสรณ์สถาน ที่เริ่มด้วยวิหารน้อยก่อน แล้วจึงตามมาด้วยเจดีย์ทั้ง 4 องค์ ซึ่งสะท้อนตามลำดับการเข้ารับราชการเป็นพระภรรยา เจ้าจอมมารดาแพนั้นเป็นรักแรกของรัชกาลที่ 5 ได้ทรงสู่ขอต่อ พระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) และเริ่มรับราชการตั้งแต่ยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ยังมิได้ครองราชย์ ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าทั้ง 4 พระองค์นั้น ทรงรับราชการเป็นพระภรรยาเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว

แผนที่โบราณแสดงที่ตั้งของวิหารน้อยและพระเจดีย์ทั้ง 4 องค์เรียงอยู่ในระนาบเดียวกัน บนสุดทรงเหลี่ยมคือวิหารน้อย จากนั้นจึงเรียงต่อมาด้วยพระเจดีย์สุนันทานุสาวรีย์ รังษีวัฒนา เสวภาประดิษฐาน และสุขุมาลนฤมิตร์

หม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย ทรงเป็นทั้งสถาปนิกและช่างผู้รับผิดชอบการก่อสร้างพระเจดีย์ทั้ง 4 องค์ จะสังเกตว่าพระเจดีย์ทรงกลมนี้ไม่ได้เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณีล้วน ๆ แต่ท่านทรงนำรายละเอียดบางประการจากสถาปัตยกรรมโกธิก มาใช้ผสมผสานด้วย สังเกตได้จากหน้าต่างที่มีลวดลายวิจิตร แบ่งพื้นที่ออกเป็นช่อง ๆ ประดับกระจกหลากสีตามแบบโกธิก” คุณวทัญญูชวนผมให้สังเกต

พระเจดีย์รังษีวัฒนา โปรดสังเกตหน้าต่างที่มีลวดลายวิจิตร แบ่งพื้นที่ออกเป็นช่อง ๆ ประดับกระจกหลากสีตามแบบโกธิก

สถาปัตยกรรมโกธิกเป็นสถาปัตยกรรมที่เผยแพร่โดยทั่วไปในยุโรป และเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มักจะนำมาใช้กับศาสนสถานอย่างโบสถ์

“การนำสถาปัตยกรรมโกธิกมาใช้กับสุสานเป็นสิ่งที่พบเห็นได้เสมอ สุสานมีความเกี่ยวเนื่องกับศาสนา มีคติความเชื่อลักษณะเดียวกัน จึงเลือกใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมเดียวกัน ขณะที่รัชกาลที่ 5 ทรงครองราชย์อยู่นั้น ตรงกับรัชสมัยของ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย จึงเป็นรูปแบบที่เรียกว่า ‘วิกตอเรียนโกธิก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือวัดนิเวศธรรมประวัติ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบวิกตอเรียนโกธิกทั้งหลัง”

พระเจดีย์เสาวภาประดิษฐาน โปรดสังเกตหน้าต่างที่มีลวดลายวิจิตร แบ่งพื้นที่ออกเป็นช่อง ๆ ประดับกระจกหลากสีตามแบบโกธิก

สำหรับแนวคิดที่สร้างอนุสรณ์สถานเป็นลักษณะเจดีย์ทรงลังกานั้นมีความเป็นมาอย่างไร

“เหตุผลสำคัญที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างเป็น ‘เจดีย์’ ก็เพราะว่ามีพระราชประสงค์ให้เป็นมากกว่าสถูปบรรจุพระอังคาร แต่ให้เป็นพระธาตุเจดีย์ เพราะมีหลักฐานว่าได้มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอดตั้งแต่แรกสร้าง คิดว่าพระองค์ท่านมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานความเป็นสิริมงคลให้พระมเหสีเทวีและพระราชโอรส-ธิดาที่ทรงสนิทเสน่หาได้ประทับอยู่ภายใต้ร่มพระบารมีแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนเหตุผลของการสร้างเป็นลักษณะ ‘เจดีย์ทรงลังกา’ นั้น น่าจะมาจากพระราชนิยมที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 4”

พระเจดีย์สุขุมาลนฤมิตร์

วิหารน้อย

วิหารน้อยมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกผสมโกธิก ซึ่งแตกต่างจากพระเจดีย์ทั้ง 4 องค์ที่ตั้งอยู่ในระนาบเดียวกันโดยสิ้นเชิง

“แม้เจ้าคุณพระประยูรวงศ์หรือเจ้าจอมมารดาแพ จะเป็นผู้ที่ทรงยกย่องว่าเป็นพระสนมเอก แต่อนุสรณ์สถานของเจ้าจอมมารดาแพนั้นไม่สามารถนำเจดีย์ทรงลังกามาใช้ได้ เพราะท่านเป็นเพียงพระสนม ไม่ใช่สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชเทวี หรือพระบรมราชินี ดังนั้นจึงต้องลดศักดิ์ของอาคารลงมา และแปลงไปเป็นอาคารประเภทอื่นเสีย คือแทนที่จะสร้างเป็นเจดีย์ ก็เปลี่ยนมาเป็นศาลาแทน รวมทั้งเลี่ยงการใช้สถาปัตยกรรมแบบไทยไปเป็นตะวันตก โดยมีหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย เป็นผู้ทรงออกแบบและควบคุมการก่อสร้างวิหารน้อยเช่นกัน” คุณวทัญญูอธิบาย

เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ)

วิหารน้อยจึงเป็นศาลาเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ในสุสาน สามารถใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีสงฆ์ได้ เมื่อรัชกาลที่ 5 ยังมีพระชนม์ชีพ ก็ทรงใช้พื้นที่วิหารน้อยสำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานสมเด็จพระนางเรือล่มและพระราชธิดา ต่อมาวิหารน้อยจึงกลายมาเป็นพื้นที่สำหรับสมาชิกราชสกุลทุกมหาสาขาที่สืบเชื้อสายมาจากรัชกาลที่ 5 ใช้ประกอบพิธีสงฆ์เพื่อบำเพ็ญกุศลถวายพระอัฐิบรรพบุรุษของแต่ละราชสกุลอย่างต่อเนื่อง 

‘วิหาร’ เป็นคำที่เราใช้เรียกอาคารโถงที่มีพระพุทธรูปประดิษฐาน เพื่อให้ฆราวาสใช้ประกอบพิธีสงฆ์ร่วมกัน นี่คือสาเหตุที่รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปปางห้ามญาติขนาดเท่าตัวเจ้าจอมมารดาแพเป็นพระพุทธรูปสำคัญประดิษฐานอยู่ในวิหารน้อยแห่งนี้

พระพุทธรูปขนาดเท่าตัวเจ้าคุณพระประยุรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ)

ภายในวิหารน้อยเป็นที่บรรจุอัฐิเจ้าคุณพระประยูรวงศ์และสายสัมพันธ์ หนึ่งในนั้นคือ เจ้าจอมมารดาโหมด ในรัชกาลที่ 5 ผู้ซึ่งเป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาของท่าน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงเป็นพระราชโอรสที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาผู้นี้ กล่าวง่าย ๆ คือทรงเป็น หลานป้า ของเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ดังนั้นวิหารน้อยจึงเป็นสถานที่ประดิษฐานพระอัฐิของพระองค์ท่านด้วย

เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ) เมื่อล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย
เจ้าจอมมารดาโหมด ในรัชกาลที่ 5 ผู้เป็นน้องสาวเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ)
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ต้นราชสกุลอาภากร) ประสูติแต่เจ้าจอมมาราดาโหมด และทรงเป็นหลานป้าของเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ)

การบูรณะวิหารน้อยครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2561 เริ่มต้นขึ้นจากมูลนิธิราชสกุลอาภากร โดยหม่อมราชวงศ์จิยากร อาภากร เสสะเวช ประธานมูลนิธิ ได้หารือกับกองทัพเรือเพื่อวางแนวทางบูรณะร่วมกับกรมศิลปากร

“หนึ่งในกรรมการมูลนิธิราชสกุลอาภากร คือ คุณสิน พงศ์หาญยุทธ ได้กรุณาชวนผมให้เข้ามาร่วมเป็นที่ปรึกษาในโครงการบูรณะครั้งนี้ โดยร่วมในกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่ต้น ซึ่งทำให้เกิดการค้นคว้าและค้นพบข้อมูลสำคัญมากมาย เพื่อกำหนดแนวทางการอนุรักษ์ที่เหมาะสม” คุณวทัญญูกล่าวถึงภารกิจสำคัญครั้งนี้

“ก่อนที่ผมจะเข้ามาร่วมดำเนินการบูรณะ วิหารน้อยได้รับการบูรณะมาก่อนหน้านี้หลายครั้ง ในช่วงเวลาที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลให้วิหารน้อยมีสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน”

เราลองมาย้อนเวลากลับไปสู่อดีตกว่าร้อยปีก่อน เพื่อศึกษาดูว่าวิหารน้อยมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

วิหารน้อยในอดีต  

“อาคารวิหารน้อยในปัจจุบันไม่ใช่อาคารต้นฉบับดั้งเดิมที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2427 เราสืบค้นจากภาพถ่ายโบราณจนพบภาพวิหารน้อยต้นฉบับ จะเห็นว่าแตกต่างจากปัจจุบันมาก เดิมเป็นอาคารปรากฏซุ้มยอดแหลมประดับอยู่ด้วย ประเด็นนี้น่าสนใจมาก โดยฐานันดรศักดิ์แล้ว รัชกาลที่ 5 ไม่สามารถพระราชทานยอดเจดีย์แบบลังกาได้ เพราะเจ้าคุณพระประยูรวงศ์เป็นเพียงเจ้าจอมเท่านั้น แต่ด้วยความที่เป็นผู้ที่ทรงสนิทเสน่หามาก จึงทรงเลี่ยงมาใช้ซุ้มยอดแหลมแบบตะวันตกแทน เรียกได้ว่ายังพระราชทานเกียรติยศให้กับอนุสรณ์สถานของท่านในรูปแบบที่แตกต่างเป็นพิเศษ”

ภาพวิหารน้อยแรกสร้างสมัยรัชกาลที่ 5 ภาพถ่ายต้นฉบับจากคุณศรีมนา สุริยะ ได้นำไฟล์ภาพมาลงสีเพื่อให้เห็นวิหารน้อยเด่นชัดขึ้น โปรดสังเกตยอดซุ้มยอดแหลมแบบโกธิก 2 ซุ้มที่ปรากฏอยู่
ภาพร่างด้านทิศเหนือที่ทำขึ้นหลังจากศึกษาข้อมูลและภาพถ่ายในอดีต

“รูปแบบสถาปัตยกรรมตอนแรกสร้างนั้นยึดแนวสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกเป็นหลัก มีการสอดแทรกองค์ประกอบแบบโกธิกผสมผสานเข้าไปในรายละเอียดบางประการ”

“ขอเริ่มที่สถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกก่อน ถ้าให้อธิบายถึงสถาปัตยกรรมลักษณะนี้อย่างกระชับที่สุดคือสถาปัตยกรรมที่มีองค์ประกอบตามแบบกรีกและโรมัน สิ่งที่สังเกตได้ง่ายสุดในอาคารหลังนี้ก็คือเสาและหัวเสาแบบกรีก ที่เสาปูนประดับอาคารมีการเซาะร่องตามแนวตั้ง เรียกว่า ฟลูต (Flute) มีซุ้มปูนปั้นประดับประตูและหน้าต่าง อย่างเช่นซุ้มโค้งครอบด้วยหน้าจั่วรูปสามเหลี่ยม เรียกว่า เพดิเมนต์ (Pediment) ประดับเหนือช่องหน้าต่างภายนอกอาคาร หากเข้าไปภายในก็จะพบซุ้มโค้งโรมันประดับเหนือบานประตูหน้าต่างเช่นกัน”

แล้ววิหารน้อยมีอะไรบ้างที่เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโกธิก

“ลองสังเกตจากสิ่งใหญ่ ๆ ก่อนนะครับ การใช้ซุ้มยอดแหลมบนหลังคานั้นเป็นโกธิกที่ชัดมาก หรือการประดับเหล็กหล่อบนสันหลังคา รวมทั้งการประดับขอบซุ้มด้วยปูนปั้นซึ่งลวดลายลักษณะนี้ถือว่าการตกแต่งอาคารแบบโกธิก สำหรับช่องแสงบนบานประตูและหน้าต่างนั้น มีลวดลายเป็นลายเรขาคณิต ซึ่งไม่ถือว่าเป็นลายแบบโกธิก แต่วิธีการกรุกระจกหลากสีลงไปในช่องแสงเหล่านั้น ถือว่าเป็นวิธีการแบบโกธิก” คุณวทัญญูบรรยาย

ภาพ 3 มิติวิหารน้อยด้านทิศใต้ ลองสังเกตลักษณะทางสถาปัตยกรรมดั้งเดิมที่เคยปรากฏอยู่ ตามที่บรรยายไว้ในบทความ
ช่องแสงบนบานประตูและหน้าต่างเป็นลวดลายเป็นลายเรขาคณิต ซึ่งไม่ถือว่าเป็นลายแบบโกธิก แต่วิธีการกรุกระจกหลากสีลงไปในช่องแสงเหล่านั้น ถือว่าเป็นวิธีการแบบโกธิก

ภาพ 3 มิติที่นำมาแสดงประกอบบทความนี้ เกิดจากการวิเคราะห์และศึกษาภาพถ่ายโบราณที่ค้นพบ แล้วนำมาสร้างภาพจำลองในมิติต่าง ๆ เพื่อสะท้อนรายละเอียดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“อย่างเหล็กหล่อที่เป็นสันหลังคาก็ไม่มีให้เห็นแล้ว แต่เราสามารถจำลองออกมาเป็นภาพ 3 มิติให้เห็นได้ ก็เพราะเราสำรวจแล้วพบชิ้นส่วนเหล็กหล่อประดับหลังคา จากนั้นเราได้ลองนำมาเทียบเคียงกับอนุสาวรีย์แบบโกธิกอื่น ๆ ที่ปรากฏอยู่ในสุสานหลวง แล้วก็พบว่ามีลักษณะเหมือนกัน เราจึงร่างเป็นภาพขึ้นมาใหม่

“หรืออย่างเสาปูนปั้นเซาะร่องประดับอาคารหรือฟลูต ก็ไม่ปรากฏอยู่แล้วบนอาคารปัจจุบัน แต่เราสามารถสำรวจพบหลักฐานการเซาะร่องเดิม แล้วนำมาประมวลกับภาพถ่ายโบราณให้แน่ใจก่อนที่นำมาร่างเป็นภาพสามมิติอย่างที่เห็น”

สิ่งสำคัญอีกประการคือเรื่องของสี จากการสำรวจชั้นสีของผนัง ประตู หน้าต่าง ในการบูรณะครั้งล่าสุด พบร่องรอยว่าสีทาอาคารคือสีเหลืองอมน้ำตาล ส่วนสีที่ทาบัวปูนปั้นนั้นเป็นสีขาว และสีที่ทาวงกบและบานกรอบประตูหน้าต่างบนอาคารล้วนเป็นสีเขียว จึงเป็นสีที่นำมาใช้ทาอาคารในการบูรณะครั้งล่าสุด เพราะตรวจสอบอย่างละเอียดจนมั่นใจว่าเป็นเป็นสีดั้งเดิม

ก่อนการบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2561 นั้น วิหารน้อยผ่านการบูรณะมา 4 ครั้ง ครั้งสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับอาคารหลังนี้พอสมควร และกลายสภาพมาเป็นอาคารอย่างที่เห็นในปัจจุบัน คุณวทัญญูค่อย ๆ ไล่เรียงเราฟังว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

“สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดคือซุ้มยอดแหลมหายไป สันนิษฐานว่าน้ำฝนรั่ว ชำรุดหนักจนต้องรื้อหลังคาเดิมออกทั้งหมด คือหลังคาทรงนี้มักจะทำให้น้ำฝนเทลงมาสะสมและรั่วซึมอยู่แล้ว เมื่อรื้อซุ้มหลังคาออกจึงต้องสร้างหลังคาทรงจั่วขนาดใหญ่คลุมอาคารทั้งหลังขึ้นมาแทน พร้อมกับยื่นชายคาโดยรอบสำหรับป้องกันแดดและฝนให้ดีขึ้นกว่าเดิม ลักษณะหลังคาทรงจั่วคือหลังคาที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน”

วิหารน้อยเมื่อซุ้มยอดแหลมหายไป กลายเป็นหลังคาทรงจั่ว

“นอกจากเปลี่ยนหลังคาทั้งหมดแล้ว ยังมีการสร้างผนังขึ้นมาใหม่เพื่อปิดอาคารด้านหน้า พร้อมกับสร้างซุ้มประตูใหม่เพื่อเปิดเป็นทางเข้า จั่วเหนือซุ้มประตูโค้งปรากฏเป็นไม้ฉลุลายพรรณพฤกษาแบบวิกตอเรียน ที่ยอดจั่วประดับด้วยไม้สาระไน หรือไม้แกะสลักแนวตั้งที่ประดับตรงกลางจั่ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าสร้างขึ้นในภายหลัง เพราะลักษณะทางสถาปัตยกรรมเช่นนี้เป็นคนละยุคกับอาคารเดิม

“เมื่อมีจั่ว ก็มีการเพิ่มลายปูนปั้นประดับหน้าจั่ว เป็นลายพระอาทิตย์ครึ่งดวงเปล่งรัศมีเหนือน้ำ ซึ่งตอนที่ผมมีโอกาสเห็นครั้งแรกก็ไม่แน่ใจว่าเป็นลายอะไร เมื่อลองสืบค้นไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าเป็นตราประจำพระองค์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาส

ลายปูนปั้นประดับหน้าจั่ว เป็นลายพระอาทิตย์ครึ่งดวงเปล่งรัศมีเหนือน้ำ เมื่อสืบค้นจึงพบว่าเป็นตราประจำพระองค์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาส

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาส (พระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธ์-ต้นราชสกุลสุริยง) ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาโหมด และเป็นพระอนุชาร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกันกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

“พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาสสิ้นพระชนม์ลงเมื่อ พ.ศ. 2462 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่วิหารน้อยกำลังได้รับการบูรณะอยู่พอดี จึงมีการเชิญลายปูนปั้นตราประจำพระองค์มาประดับไว้เมื่อเชิญพระอัฐิมาบรรจุที่วิหารน้อยก็เป็นได้”

ตราประจำพระองค์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาส
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาส (พระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธ์ ทรงเป็นต้นราชสกุลสุริยง)

หลังจากการบูรณะครั้งใหญ่สมัยรัชกาลที่ 6 อย่างที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ได้มีการบูรณะวิหารน้อยอีก 2 ครั้ง แต่มิได้เป็นการบูรณะที่เปลี่ยนสภาพอาคารไปโดยสิ้นเชิง และแล้วก็มาถึงการบูรณะครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2561

การบูรณะวิหารน้อยครั้งล่าสุด

หลังจากที่ทำการศึกษาข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียด ก็ถึงเวลาลงมืออย่างจริงจัง หลักการสำคัญข้อแรกที่ทีมงานร่วมกันแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือการจัดการปัญหาความชื้น ที่ทำลายอาคารโบราณหลังนี้ให้ทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว

“ความชื้นเกิดจากน้ำใต้ดิน เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบแก้ไข เราขุดลงไปเพียงศอกเดียวก็เจอน้ำแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือการตัดลดความชื้นด้วยการเจาะรูผนังอิฐลึกเข้าไปประมาณ 50 เซนติเมตร แล้วเอาไม้แบบกั้นไว้ จากนั้นก็เทคอนกรีตอีพ็อกซี่เรซิ่นเข้าไปแทนที่เนื้ออิฐเดิม ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นแนวป้องกันความชื้นไปรอบอาคาร จากนั้นก็ซ่อมเปลี่ยนอิฐที่ชำรุดด้วยอิฐขนาดเท่าเดิม ลอกปูนซีเมนต์เดิมออกทิ้งทั้งหลัง ใช้ปูนหมักฉาบกลับเข้าไปใหม่ เพราะปูนหมักมีคุณสมบัติที่สามารถช่วยระบายความชื้นได้”

การเจาะรูผนังลึกเข้าไปประมาณ 50 เซนติเมตร ก่อนเอาไม้แบบกั้นไว้ แล้วจึงเทคอนกรีตอีพ็อกซี่เรซิ่นเข้าไปแทนที่เนื้ออิฐเดิมเพื่อตัดลดความชื้น
การติดตั้งไม้แบบและเทคอนกรีตอีพ็อกซี่เรซิ่นเข้าไปแทนที่เนื้ออิฐเดิมเพื่อตัดลดความชื้น

เมื่อซ่อมอาคารให้มีสภาพแข็งแรงขึ้นแล้ว สิ่งที่ทำต่อมาก็คือการซ่อมประตูหน้าต่างทั้งหมด รวมทั้งช่องแสงบรรจุกระจกสี

“ประตูหน้าต่างผุเกือบทั้งหมดจากปัญหาความชื้น จึงต้องเปลี่ยนใหม่ ส่วนวงกบด้านบนและช่องแสงยังอยู่ในสภาพดี จึงรักษาไว้แล้วนำกลับมาใช้ พร้อมกับเสริมความแข็งแกร่งในจุดที่ยึดกับผนังอิฐด้วยการเสริมคอนกรีต และยึดด้วยสลักเกลียว

“การซ่อมกระจกสีในช่องแสงนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ๆ เพราะต้องรื้อกระจกสีที่แตกหักเสียหาย รวมทั้งต้องรื้อแผ่นอะคริลิกสีที่นำมาใช้เปลี่ยนแทนกระจกสีในการซ่อมยุคหลัง ๆ ออกมาให้หมด ซึ่งกระบวนการนี้ต้องผ่าคิ้วไม้เดิมออกทีละช่อง ๆ จากนั้นจึงค่อย ๆ ใส่กระจกสีใหม่ลงไป โดยต้องทำคิ้วไม้ใหม่ทีละช่อง ๆ จนกว่าจะครบทั้งแผ่น ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ช่างไม้ที่มีฝีมือละเอียดประณีตเป็นอย่างมาก”

ช่องแสงกรุกระจกสีก่อนบูรณะ จะสังเกตได้ว่ามีบางช่องที่ใช้แผ่นอะคริลิกแทนกระจกสี
งานซ่อมเปลี่ยนกระจกสีประตูหน้าอาคาร

การเรียงกระจกสีก็เป็นสิ่งที่ท้าทายทีมช่างเป็นอย่างมาก การจะใส่สีอะไรลงไปในแต่ละช่องแสงนั้น ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ทีมงานต้องศึกษาแบบแผน (Pattern) การใช้กระจกสีว่าเป็นอย่างไร เพื่อบูรณะให้ได้ใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด

การสันนิษฐานรูปแบบ (Pattern) การวางกระจกสีในช่องแสงของบานหน้าต่างเมื่อแรกสร้าง แล้วร่างเป็นแบบขึ้นมา

“หรืออย่างช่องแสงรูปครึ่งวงกลมเหนือประตูใหญ่นั้น ตอนที่มาบูรณะก็พบว่าเป็นเพียงกระจกใสเท่านั้น ซึ่งเราเชื่อว่าช่องแสงรูปครึ่งวงกลมนี้ ในอดีตไม่น่าจะเป็นกระจกใสธรรมดา ๆ แต่ควรเป็นกระจกสีด้วย ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องสันนิษฐานรูปแบบกระจกสีขึ้นมาใหม่ เพื่อนำมาใช้กับช่องแสงรูปครึ่งวงกลมนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้กลมกลืนกับช่องแสงชุดอื่น ๆ ที่ประดับอาคารอยู่

ช่องแสงรูปครึ่งวงกลมและช่องแสงอื่น ๆ เมื่อบูรณะแล้ว

“การบูรณะหลังคาก็สำคัญ เพราะอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมาก ๆ เดิมเป็นหลังคาที่มุงด้วยกระเบื้องซีแพคโมเนียและเป็นโครงหลังคาไม้ ซึ่งสภาพผุชำรุดมาก ความชื้นทำให้มีปลวกเข้ามาทำลายทั้งหมด 

“เมื่อประเมินแล้วพบว่าโครงหลังคาหลักมีสภาพไม่แข็งแรง อาจเป็นอันตรายได้ จึงต้องเสริมโครงสร้างหลังคาเสียใหม่ด้วยเหล็ก เพื่อให้แข็งแรงและรับน้ำหนักได้มากขึ้น ระแนงไม้ที่ยังใช้ได้ก็นำกลับมาใช้ ส่วนที่ไม่สามารถใช้ได้ก็เปลี่ยนเป็นระแนงโลหะแทน

“ส่วนกระเบื้องมุงหลังคานั้น กลับมาเลือกใช้กระเบื้องว่าวสีเดิมตามแบบเดิมที่ปรากฏในหลักฐานที่ค้นพบ ส่วนไม้ฉลุนั้นก็ชำรุดมาก จึงนำมาขัด ปรับแต่งให้เรียบร้อย แต่ความที่ไม้ฉลุนั้นบางมาก ๆ จึงจำเป็นต้องเสริมความหนาลงไปบนชิ้นไม้ โดยการลอกลายและฉลุลายบนไม้ใหม่ให้เหมือนต้นแบบ ก่อนนำมาประกบติดกับไม้ฉลุเดิม ไม้ฉลุต้นฉบับจะพลิกกลับไว้ด้านใน เพื่อรักษาของเดิมไว้ให้ดีที่สุด ส่วนไม้ที่ฉลุใหม่แล้วนำมาประกบนั้น จะหันออกด้านนอก ส่วนไม้สาระไนที่ประดับบนยอดหลังคามาแต่เดิมนั้นเสียหายจนไม่สามารถซ่อมได้ จึงผลิตขึ้นใหม่ตามรูปแบบเดิมทุกประการ” 

นอกจากอาคารแล้ว สิ่งสำคัญคือการบูรณะภูมิสถาปัตย์โดยรอบ 

“การบูรณะครั้งก่อน ๆ มีการถมพื้นที่บริเวณรอบ ๆ วิหารน้อยให้สูงขึ้นจนบันไดหายไปหนึ่งขั้น เราจึงตัดสินใจรื้อแผ่นปูทางเดินออก แล้วขุดปรับดินลงไปให้เท่ากับระดับเดิมสมัยแรกสร้าง เพื่อให้อาคารกลับมามีสัดส่วนใกล้เคียงต้นฉบับ

ก่อนการบูรณะจะสังเกตเห็นว่าบันไดขั้นแรกถูกกลบทับด้วยพื้นทางเดินนอกอาคาร
หลังบูรณะให้กลับสู่ระดับเดิม

“ขณะที่สำรวจบริเวณ เรายังพบเสาโคมไฟทำจากเหล็กหล่อ นำเข้าจากอังกฤษมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่ผิดตำแหน่ง เราก็ขุดย้ายเสาไฟไปทำความสะอาด ลอกสี ขัดสนิม และทำสีใหม่ พร้อมทั้งสั่งผลิตโคมไฟหัวเสาพร้อมกับแกนเหล็กคอเสา โดยเลียนแบบของเดิมที่ค้นพบได้จากภาพถ่ายเก่า ก่อนนำกลับมาติดตั้งในตำแหน่งที่สร้างความสว่างและสวยงามให้กับพื้นที่

เสาโคมไฟคู่หน้าวิหารน้อยคือเสาที่ทำจากเหล็กหล่อ นำเข้าจากอังกฤษมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งนำมาบูรณะใหม่แล้วนำมาตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม

“นอกจากนั้นยังบูรณะอนุสาวรีย์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรองค์อรรคยุพา ซึ่งเป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาโหมดเช่นกัน และทรงเป็นพระขนิษฐาในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุเพียง 4 เดือนเท่านั้น และเป็นพระราชธิดาพระองค์แรกที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระศพลงหีบและนำมาบรรจุตรงแท่น ก่อนสร้างอนุสาวรีย์ทำด้วยหินอ่อนพระราชทานในภายหลัง

อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรองค์อรรคยุพา

“ส่วนอนุสาวรีย์ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันกับวิหารน้อยคืออนุสาวรีย์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเขจรจิรประดิษฐ์ ซึ่งเป็นพระราชธิดาที่ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาแส (แส โรจนดิศ) อนุสาวรีย์นี้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมโกธิกอย่างชัดเจน จากการตรวจสอบแล้วพบว่าชำรุดเพียงเล็กน้อย จึงลอกสีเดิมออก ล้างทำความสะอาด และซ่อมแซมผิวปูนฉาบให้กลับมางดงามดังเดิม”

อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเขจรจิรประดิษฐ์

เมื่อภายนอกมีสภาพสวยงามแล้ว ภายในก็ต้องบูรณะให้กลับมางดงามด้วยเช่นกัน

“สิ่งสำคัญภายในคือพระพุทธรูปยืนทั้ง 5 องค์ รวมทั้งพระพุทธรูปขนาดความสูงเท่าเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ด้วย ทุกองค์ชำรุดมาก ทองหลุดล่อน มีคราบดำ พระเนตรสูญหาย จึงต้องซ่อมแต่งผิวโลหะเดิมให้เรียบร้อย ลงรัก ปิดทองใหม่โดยใช้ทองตีมือสีออกแดงที่เรียกว่า ‘ทองกิมซัว’ บูรณะพระเนตรใหม่โดยใช้เปลือกหอยโข่งทะเลและนิล 

“ฐานของพระพุทธรูปก็ชำรุด ต้องนำกระจกเกรียบมาติดใหม่ โดยเลือกใช้กระจกเกรียบที่ทำอย่างโบราณ มีความบาง โดยเป็นฝีมือช่างกระจกเกรียบจากตำบลหนองแก๋ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนกระจังประดับฐานพระก็นำมาถอดพิมพ์จากต้นแบบ แล้วหล่อด้วยตะกั่วขึ้นใหม่ ก่อนนำมาซ่อมแซมจนสมบูรณ์

พระเนตรชำรุด รวมทั้งองค์พระด้วย
งานทารักปิดทองเพื่อบูรณะองค์พระ
พระพุทธรูปยืนทั้ง 5 องค์หลังบูรณะ

“อีกสิ่งสำคัญที่บูรณะคือป้ายจารึกพระนามและแท่นที่ประดิษฐานพระรูปพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งป้ายเดิมเป็นหินอ่อนมีลายเส้นจำนวนมาก ทำให้ตัวอักษรที่ปรากฏอยู่บนนั้นอ่านได้ไม่ชัด แท่นก็เป็นแท่นปูน จึงต้องออกแบบและทำขึ้นใหม่ โดยนำหินแกรนิตสีดำเรียบมาทำป้ายพระนาม ส่วนป้ายจารึกซ้าย-ขวาและแท่นทำขึ้นใหม่โดยใช้หินอ่อนสีขาว ชนิดไวท์คาราร่า ส่วนที่บรรจุพระอัฐิพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาสนั้น เดิมเป็นช่องบรรจุพระอัฐิบนผนัง ซึ่งได้รักษาไว้ดังเดิม”

คุณวทัญญูบรรยายถึงขั้นตอนการบูรณะอย่างละเอียด และผมก็ได้พยายามถ่ายทอดออกมาให้ครบถ้วนมากที่สุด ด้วยหวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจศึกษาในอนาคต

กยิราเจ กยิราเถนํ – จะทำสิ่งไร ควรทำให้จริง      

“การบูรณะวิหารน้อย ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของเสด็จปู่และบรรพบุรุษทุกพระองค์และทุกท่าน เป็นสิ่งที่ดิฉันปลื้มใจมาก และตั้งใจทำถวายพระองค์ท่านด้วยความกตัญญู” หม่อมราชวงศ์จิยากรกล่าว

ในฐานะที่เป็นพระนัดดา ผมอยากให้คุณหญิงเล่าถึงพระจริยวัตรของเสด็จปู่ให้พวกเราฟังสักหน่อย

“ดิฉันไม่มีโอกาสได้เฝ้าท่าน เพราะตอนที่ดิฉันเกิด ท่านสิ้นพระชนม์ไปนานกว่า 30 ปีแล้ว จึงได้แต่ฟังจากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ ภาพเสด็จปู่ในจินตนาการคือผู้ที่วางพระองค์ง่าย ๆ ใส่กางเกงแพร เสื้อผ้าป่านธรรมดา ๆ อยู่บ้าน เป็นผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และการสร้างคุณความดี มีเมตตากับคนทุกระดับชั้น ท่านทรงวางพระองค์มัธยัสถ์ 

ท่านป้าเริง (หม่อมเจ้าเริงจิตรแจรง อาภากร พระธิดา) ทรงเล่าว่าถ้าลูก ๆ จะทูลขอเสื้อกางเกงใหม่ ท่านก็ให้เอามาใส่ให้ท่านดูก่อนว่าเก่าพอหรือยัง ถ้ายัง ก็ให้ใช้ต่อไป ท่านไม่ได้ประทานสิ่งของให้ลูกง่าย ๆ ลูก ๆ ของท่านต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ต้องรู้จักทำงาน รู้จักหาเงิน รู้จักเก็บสะสมไว้เผื่อวันข้างหน้า ความที่ท่านเป็นทหารเรือ ท่านก็จะเสวยง่าย ๆ ข้าว ไข่เจียว ผักลวกจิ้ม ปลาทอด ไม่โปรดอะไรที่หรูหราฟุ่มเฟือย แล้วก็คิดถึงผู้อื่น พยายามช่วยเหลือผู้อื่น 

“เมื่อท่านเป็นทหารเรือ ท่านก็ทรงงานอย่างเต็มความสามารถ พัฒนากองทัพเรือให้เจริญก้าวหน้า จนทหารเรือเคารพพระองค์ท่านว่าเป็นพระบิดาของพวกเขา เมื่อมีเหตุให้ต้องทรงออกจากราชการอยู่ช่วงหนึ่ง พระองค์ท่านก็ไม่ได้ปล่อยพระองค์ให้ว่างโดยไม่ทำอะไร แต่ทรงศึกษาเรื่องแพทย์แผนไทยและเรื่องอื่น ๆ อย่างจริงจัง ทรงเป็น ‘หมอพร’ ออกรักษาประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เสด็จออกตรวจประชาชนบริเวณย่านนางเลิ้ง ไปจนเยาวราชและย่านอื่น ๆ ด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ แต่ทรงใช้ยาตำราหลวงตามแบบฉบับแพทย์แผนไทย ทุกวันนี้เวลาครบวันสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับพระองค์ท่าน ชาวบ้านแถวนั้นยังจัดงิ้วถวายอยู่เลย” หม่อมราชวงศ์จิยากรกล่าวด้วยความภูมิใจ

แล้วเวลาคนเรียกขานถึงพระองค์ท่านว่า ‘เสด็จเตี่ย’ คุณหญิงรู้สึกอย่างไร

“ก็รู้สึกภูมิใจนะคะ คำว่าเสด็จเตี่ยสะท้อนความผูกพันใกล้ชิด เหมือนเราเป็นญาติกัน (หัวเราะ) แล้วพระองค์ท่านเองก็วางพระองค์เรียบง่าย ติดดิน ทรงเป็นที่รักและเคารพของชนหมู่มาก

“วิหารน้อยนั้นนอกจากจะเป็นสถานที่ประกอบพิธีสงฆ์ของทายาทเนื่องในวันสำคัญของเสด็จปู่แล้ว เรายังเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาสักการะพระอัฐิในวันอื่น ๆ ด้วย ตามวาระสะดวก เนื่องจากมีผู้เรียกร้องเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยจะประกาศให้ทราบล่วงหน้าผ่าน Facebook ของมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่เราตั้งใจสานต่อพระปณิธานของพระองค์ท่านในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าการทหาร การกีฬา การแพทย์แผนโบราณ ดนตรีไทย ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ท่านสนพระทัยและได้ทรงริเริ่มไว้”

และแล้วก็มาถึงคำถามสุดท้ายที่ผมได้ถามหม่อมราชวงศ์จิยากรว่าพระคุณลักษณะอะไรที่พวกเราควรดำเนินตามพระองค์ท่าน

“ขอให้รักในสิ่งที่ทำ ลงมือทำอย่างเต็มที่ อย่าย่อท้อเมื่อเจออุปสรรค มีมานะอดทน ไม่ว่าผลสำเร็จจะมาเร็วหรือช้า ก็ขอให้มั่นใจแล้วก้าวต่อไปจนสุดทาง เหมือนอย่างที่พระองค์ท่านทรงมีคติพจน์ประจำพระองค์ว่า กยิราเจ กยิราเถนํ หมายความว่า จะทำสิ่งไร ควรทำให้จริง”

เช่นเดียวกับการบูรณะวิหารน้อย สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ครั้งนี้ที่ทุก ๆ ฝ่ายได้ร่วมกัน ‘ทำจริง’ โดยใช้พลังกันอย่างเต็มความรู้ความสามารถ เพื่อบูรณะให้อาคารโบราณหลังนี้กลับมางดงามสมบูรณ์ตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง เพื่อจะเป็นกรณีศึกษาสำหรับอาคารโบราณที่มีคุณค่าอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

ขอขอบพระคุณ

· หม่อมราชวงศ์จิยากร อาภากร เสสะเวช ประธานมูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

· คุณวทัญญู เทพหัตถี กรรมการผู้จัดการ บริษัท กุฎาคาร จำกัด สถาปนิกอนุรักษ์ผู้ร่วมเป็นที่ปรึกษาโครงการบูรณะวิหารน้อยครั้งล่าสุด

· ภาพถ่ายบางภาพที่ใช้ประกอบคอลัมน์นี้ ถ่ายโดย คุณสัญชัย ลุงรุ่ง ซึ่งมูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้อนุญาตให้นำมาใช้ ผู้เขียนต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

เอกสารอ้างอิง

การบูรณะวิหารน้อย สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เรียบเรียงโดย วทัญญู เทพหัตถี ดำเนินการจัดพิมพ์โดย มูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

Writer

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load