นิวซีแลนด์ ประเทศที่ล้อมรอบด้วยมหาสมุทร 

ดินแดนที่เป็นเหมือนสวรรค์บนดินและมีของขวัญจากธรรมชาติ ทั้งอาหารจากทะเลและภูเขา ผลไม้คุณภาพดีอย่างแอปเปิ้ล บลูเบอร์รี่ กีวีหวานฉ่ำ ช็อกโกแลตไร้น้ำมันปาล์ม ซีเรียลจากธัญพืชเกรดพรีเมียม คุกกี้ที่ใช้สูตรดั้งเดิมของธุรกิจครอบครัว Happy Farms จากฝูงสัตว์ในฟาร์มที่เลี้ยงให้เดินเล่นอย่างอิสระตามหุบเขา ยังไม่นับสินค้าสูตรอ่อนโยนจากธรรมชาติ ทั้งเครื่องสำอางจากน้ำผึ้ง Manuka ดอกไม้ และโคลนภูเขาไฟ น้ำยาซักผ้าสูตรอ่อนโยนที่ย่อยสลายได้และไม่ทำให้น้ำเสีย 

10 แบรนด์จาก นิวซีแลนด์ ที่ปกป้องธรรมชาติตามปรัชญาชีวิตชาวเมารี และมีหัวใจเป็นความยั่งยืน

คนนิวซีแลนด์ดูแลของขวัญจากธรรมชาติอย่างดี ทำให้แบรนด์ในประเทศได้รับความน่าเชื่อถือจนเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่มากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก และเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน

หากเคยรู้จักนิวซีแลนด์แค่นกกีวี ครีมรกแกะ เขากวาง หรือวิวทิวทัศน์อันสวยงาม วันนี้ The Cloud อยากพาบินลัดฟ้ามาทำความรู้จักนิวซีแลนด์ในแง่มุมที่ลึกซึ้งขึ้นกับ ไรอัน เฟรียร์ ท่านทูตพาณิชย์ และ เจน-ชัดเจน ตันตาคม หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ จากสำนักงานพาณิชย์ของสถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย

 A Philosophy of Care from Māori

Kaitiakitanga อ่านว่า ไคติอากิทังก้า คือความเชื่อเรื่องการพิทักษ์ปกป้องธรรมชาติ มาจากปรัชญาของชาวเมารี ชนพื้นเมืองในนิวซีแลนด์ ที่บอกว่าทุกคนมีหน้าที่ดูแลพื้นดิน ผืนน้ำ และอากาศ เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ ซึ่งชาวนิวซีแลนด์ทุกคนคือ Kaitiaki พวกเขาภูมิใจที่ได้ดูแลสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้เป็นอย่างดี และส่งต่อให้กับคนรุ่นลูกหลานต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจคือ ธุรกิจส่วนใหญ่ในนิวซีแลนด์มีขนาดเล็กเป็นรูปแบบธุรกิจครอบครัว ส่วนตลาดภายในประเทศนั้นมีขนาดจำกัด เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน แบรนด์ที่เกิดขึ้นจากนิวซีแลนด์จึงเริ่มต้นด้วยโจทย์ สินค้าจากธรรมชาติคุณภาพสูงเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก

และเพราะผลจากการดำเนินชีวิตตามปรัชญา Kaitiakitanga ที่ชาวนิวซีแลนด์ช่วยกันดูแลธรรมชาติ ทำให้ดิน น้ำ และอากาศดี ได้ผลผลิตคุณภาพพรีเมียม ส่งผลให้แบรนด์และธุรกิจส่งออกจากนิวซีแลนด์นั้นเป็นที่ไว้ใจและเติบโตในตลาดโลกอย่างรวดเร็ว

แม้เป็นประเทศพัฒนาแล้วที่เทคโนโลยีรุดหน้าและมีมูลค่าการส่งออกที่ใหญ่และเติบโตเร็วลำดับต้นๆ ของโลก แต่นิวซีแลนด์ยังเคารพความเชื่อและวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนพื้นเมืองไม่เสื่อมคลาย พวกเขายกย่องคนเมารีให้มีสิทธิ์มีเสียงในสภา เพราะถือว่าพวกเขาเป็นเจ้าของที่ดินทำกิน เด็กๆ ในโรงเรียนได้เรียนทั้งภาษาเมารีและภาษาอังกฤษ การประชุมในสถานทูตใช้ภาษาเมารีเปิดประชุมกับบุคคลสำคัญ และมักร้องเพลงภาษาเมารีปิดท้ายหลังทำกิจกรรมเสร็จเสมอ 

10 แบรนด์ ของฝาก จาก นิวซีแลนด์ ที่ปกป้องธรรมชาติตามปรัชญาชีวิตชาวเมารี และมีหัวใจเป็นความยั่งยืน

Open-hearted Country Who Really Cares 

หลักการใช้ชีวิตที่ใส่ใจธรรมชาติของคนเมารีถูกสืบทอดส่งต่อให้เกิดนโยบายระดับประเทศที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม 

“ประเทศเราเป็นเกาะขนาดเล็กที่แยกออกมาในมหาสมุทรแปซิฟิก ไม่มีเขตแดนติดกับประเทศอื่นเลย เราต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติของตัวเองเป็นหลัก จึงต้องรักษามันให้ดี” ท่านทูตพาณิชย์เล่าสภาพภูมิศาสตร์ของนิวซีแลนด์ที่แม้จะดูเหมือนเป็นข้อเสียแต่กลับกลายเป็นข้อดี 

ภูมิอากาศเย็นของนิวซีแลนด์นั้นส่งผลให้แมลงมีน้อย ทำให้การงดใช้สารเคมี ปลูกผลไม้ตามธรรมชาติ และเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มตามทุ่งหญ้าเปิดเป็นเรื่องง่าย 

10 แบรนด์ ของฝาก จาก นิวซีแลนด์ ที่ปกป้องธรรมชาติตามปรัชญาชีวิตชาวเมารี และมีหัวใจเป็นความยั่งยืน
10 แบรนด์ ของฝาก จาก นิวซีแลนด์ ที่ปกป้องธรรมชาติตามปรัชญาชีวิตชาวเมารี และมีหัวใจเป็นความยั่งยืน

ประกอบกับนโยบายควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยที่เคร่งครัด เช่น การแบนฮอร์โมนเร่งโตและอาหารดัดแปลงพันธุกรรม อาหารจากนิวซีแลนด์จึงมีคุณภาพน่าเชื่อถือและปลอดภัยสูง

ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ช่วยป้องกันโรคแพร่ระบาดในฟาร์มได้ 

“เราใช้เทคโนโลยีที่รุดหน้าผสมผสานกับวัฒนธรรมความใส่ใจธรรมชาติ ทำให้การดูแลสิ่งแวดล้อมของเรามีความโปร่งใสและจริงจัง” ท่านทูตพาณิชย์เล่าแก่นสำคัญที่ทำให้นิวซีแลนด์รักษามาตรฐานความใส่ใจสิ่งแวดล้อมมาได้อย่างยาวนาน

“เหนือสิ่งอื่นใด การทำให้คนเห็นความสำคัญเรื่องความยั่งยืน คือการให้ความรู้ การเทรนนิ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เราใส่ใจ”

10 แบรนด์ ของฝาก จาก นิวซีแลนด์ ที่ปกป้องธรรมชาติตามปรัชญาชีวิตชาวเมารี และมีหัวใจเป็นความยั่งยืน
10 แบรนด์ ของฝาก จาก นิวซีแลนด์ ที่ปกป้องธรรมชาติตามปรัชญาชีวิตชาวเมารี และมีหัวใจเป็นความยั่งยืน

Integrity : The Art of Doing Business With Care 

ไม่เพียงนโยบายระดับประเทศเท่านั้นที่โอบรับความเชื่อของชาวเมารี คนนิวซีแลนด์ทั่วไปทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกรต่างก็ยึดหลักการทำธุรกิจแบบ Integrity ใส่ใจและซื่อสัตย์ต่อธรรมชาติเช่นเดียวกัน 

หลายแบรนด์ที่โด่งดังในนิวซีแลนด์ แม้เป็นธุรกิจครอบครัวที่เริ่มต้นจากการทำในสเกลขนาดเล็ก แต่มีคุณภาพระดับโลก พร้อมส่งออกไปยังหลายประเทศได้ และยังคงยึดหลักทำธุรกิจแบบพอเพียงอยู่ ไม่เน้นขยายการผลิตในปริมาณมากเกินไปจนทำลายธรรมชาติ

เมื่อจับปลา ก็จับไม่หมดทะเล

เมื่อใช้ป่า ก็ปลูกทดแทน

สินค้าของนิวซีแลนด์จึงไม่เน้นแข่งด้วยปริมาณ แต่แข่งด้วยคุณภาพ เพราะหากขยายสเกลเพื่อขายสินค้าในปริมาณมาก จะทำให้การดูแลควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยทำได้ยากขึ้น

แม้ดูเหมือนสินค้ารักษ์โลกจับตลาดที่เล็กกว่ามาก แต่เพราะชาวนิวซีแลนด์ล้วนรักโลกเหมือนกัน หลายแบรนด์ท้องถิ่นในนิวซีแลนด์จึงขึ้นมาเป็นผู้นำตลาด และชนะแบรนด์ใหญ่ในประเทศได้อย่างไม่น่าเชื่อ

10 แบรนด์ ของฝาก จาก นิวซีแลนด์ ที่ปกป้องธรรมชาติตามปรัชญาชีวิตชาวเมารี และมีหัวใจเป็นความยั่งยืน
10 แบรนด์ ของฝาก จาก นิวซีแลนด์ ที่ปกป้องธรรมชาติตามปรัชญาชีวิตชาวเมารี และมีหัวใจเป็นความยั่งยืน

10 Gifts of Nature

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะอยากแกะห่อของขวัญจากธรรมชาติกันแล้วว่า เรื่องราวเบื้องหลังธุรกิจของนิวซีแลนด์เหล่านี้ที่ไม่เพียงครองใจผู้บริโภค แต่ยังคงเป็นแบรนด์ที่รักสิ่งแวดล้อมและเน้นความยั่งยืนของธรรมชาติได้อย่างไร

พร้อมแล้วหยิบตะกร้าตามมาช้อปปิ้งทีละหมวดกันเลย 

Selective Fruit

ผลไม้พันธุ์พิเศษจากวิธีดูแลที่พิเศษ

Golden Bay Fruit

10 แบรนด์ ของฝาก จาก นิวซีแลนด์ ที่ปกป้องธรรมชาติตามปรัชญาชีวิตชาวเมารี และมีหัวใจเป็นความยั่งยืน

ไม่ใช่แค่คุณภาพของผลแอปเปิ้ลเท่านั้น แต่ Golden Bay Fruit ยังให้ความสำคัญกับทุกๆ สิ่งที่ทำ เพราะถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมที่เขาอยู่ ด้วยหัวใจของการปกป้องธรรมชาติ การคิดถึงชุมชนที่ดีขึ้น และการพัฒนาของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีส่งผลให้ Golden Bay Fruit  เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนต่อโลกใบนี้

“ความหมายของความยั่งยืนนั้นแสนจะเรียบง่าย ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับลูกหลานของพวกเรา และโลกที่เราเหลือไว้ให้พวกเขาอยู่ต่อ” Health Wilkins CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Golden Bay Fruit บอกเรา

เดาได้ไหมว่าทำไมบริษัท Golden Bay Fruit ที่เน้นขายผลไม้อย่างแอปเปิ้ลถึงต้องลงทุนดูแลผึ้งด้วย 

เหตุผลที่เรียบง่าย คือ ผึ้งจะช่วยในการผสมเกสร ทำให้ผลแอปเปิ้ลเติบโตงอกงาม ถือเป็นการเลือกใช้ตัวช่วยจากธรรมชาติมาช่วยดูแลแอปเปิ้ลนั่นเอง 

Golden Bay Fruit

การใส่ใจระบบนิเวศทั้งหมดทำให้ได้แอปเปิ้ลที่อร่อยแบบพอดี อากาศที่เหมาะสมทำให้ได้ผลแอปเปิ้ลสีสวย แสงแดดและน้ำที่เพียงพอ รวมถึงการทำให้ต้นไม้ไม่เครียด มีความสุขใต้แสงอาทิตย์ ทำให้ได้รสชาติที่ฝรั่งเรียกว่า Crispy, Juicy และ Sweet ออกมาเป็นแอปเปิ้ลพันธ์ุพรีเมียมอย่างเช่น Cherish™️ และ Ruby Star™

สำหรับแอปเปิ้ลผลที่เน่าเสีย ทางฟาร์มนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับรถแทรกเตอร์ในฟาร์มต่อไป กลายเป็นฟาร์มที่ใช้แอปเปิ้ลอย่างครบวงจร 

BerryCo.

BerryCo
ภาพ : www.berryco.co/

ผลไม้ลูกใหญ่มักเกิดจากการฉีดสารเคมีเร่งให้โต แต่บลูเบอร์รี่สายพันธ์ุ Eureka เป็นบลูเบอร์รี่นิวซีแลนด์คุณภาพพรีเมียมที่ขึ้นชื่อเรื่องผลเบอร์รี่ลูกใหญ่ รสชุ่มฉ่ำ และไม่ได้ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรมเลย 

บลูเบอร์รี่ลูกใหญ่พิเศษนี้เกิดจากการทดลองปลูกจนเกิดสายพันธ์ุผสม ทำให้โดดเด่นเรื่องรสชาติและความสดใหม่

BerryCo. จึงนิยามตัวเองว่าเป็นบริษัทที่เป็น Growing Innovation นอกจากคิดค้นสายพันธ์ุบลูเบอร์รี่ที่อร่อยพิเศษเป็นลิขสิทธิ์ของประเทศตัวเองแล้ว ยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่ทำให้ส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย 

T&G

10 แบรนด์ ของฝาก จาก นิวซีแลนด์ ที่ปกป้องธรรมชาติตามปรัชญาชีวิตชาวเมารี และมีหัวใจเป็นความยั่งยืน

T&G เริ่มก่อตั้งในนิวซีแลนด์เมื่อ 120 ปีก่อน ปัจจุบันกลายเป็นผู้คัดสรรและส่งออกผักและผลไม้รายใหญ่ของโลกจากหลายทวีป เช่น แอปเปิ้ลพันธ์ุ Jazz™️, Envy™️, Pacific Rose™️ มะเขือเทศ Beekist™️ มันฝรั่ง Lotatoes™️ ที่มีคาร์โบไฮเตรตต่ำ และผลไม้หลากสี เช่น องุ่น บลูเบอร์รี่ แอปริคอต และลูกพลัม ภายใต้แบรนด์ Orchard Road

สิ่งที่ T&G ยึดถือ คือการดูแลธรรมชาติอย่างอ่อนโยน เมื่อปลูกผักผลไม้กิน ก็ต้องช่วยดูแลรักษาผืนดินกลับคืน ฟื้นฟูดินให้มีสุขภาพดี 

10 แบรนด์ ของฝาก จาก นิวซีแลนด์ ที่ปกป้องธรรมชาติตามปรัชญาชีวิตชาวเมารี และมีหัวใจเป็นความยั่งยืน

จึงมีการก่อตั้งโครงการฟื้นฟูทางน้ำและชายฝั่งทะเล รวมทั้งร่วมมือกับองค์กร Garden to Table ที่ปลูกฝังให้เด็กฝึกปลูกพืช รู้จักรักและดูแลธรรมชาติตั้งแต่เล็ก

Happy Farm

เนื้อรสชาติเด็ดจากสัตว์ในฟาร์มที่มีความสุข 

Pure South

เนื้อสัตว์ ทั้งเนื้อวัว แกะ และกวาง เป็นอีกหนึ่งหมวดที่ขึ้นชื่ออย่างมากในนิวซีแลนด์ 

Pure South เป็นแบรนด์ที่ครอบครัวเกษตรกรเป็นเจ้าของฟาร์ม 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้ระบบสหกรณ์บริหารและทำฟาร์มอย่างยั่งยืน

ด้วยสภาพอากาศของนิวซีแลนด์ที่ไม่ร้อนและหนาวจนเกินไป ทุ่งหญ้ากว้างขวาง ทำให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงวัวตามธรรมชาติ เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและปกป้องสวัสดิภาพสัตว์ไปพร้อมๆ กันได้ วัวต้องไม่ถูกขังในกรง ไม่ถูกบังคับให้ทานอาหารเร่งเนื้อนุ่มหรือฉีดฮอร์โมนเร่งโต แต่เดินเล่นได้อย่างอิสระและกินหญ้าได้ตามใจชอบ

เนื้อสัตว์เหล่านี้เรียกว่า Grass-fed Meat ซึ่งมีรสชาติต่างออกไปจากเนื้อปกติ เป็นรสชาติเนื้อแบบ Taste an escape to nature ที่ถูกใจคนนิวซีแลนด์ 

การทำฟาร์มแบบเปิด ปล่อยให้เดินเล่นได้อย่างอิสระนั้น ทำให้สัตว์มีสุขภาพดีและมีรสชาติอร่อยต่างจากสัตว์ที่ถูกขังในกรง แถมยังมีคุณค่าทางอาหารสูงทั้ง โอเมก้า 3 และแร่ธาตุต่างๆ

มีการวิจัยพบว่า แกะที่เลี้ยงในหุบเขา มีโอเมก้า 3 สูง รวมทั้งมีสัดส่วนไขมันและสารอาหารที่ต่างออกไปจากแกะอื่นๆ 

Alliance นิวซีแลนด์

สำหรับแกะในนิวซีแลนด์นั้น มีการทดลองเลี้ยงหลายสายพันธ์ุ ศึกษาความเป็นอยู่ สุขภาพของมัน จนคัดเลือกพันธ์ุที่ดีที่สุดและค้นพบช่วงเวลาตอนเป็นลูกแกะที่เนื้ออร่อยที่สุด ทำให้ได้เนื้อแกะที่ไม่เหม็น นุ่ม ไม่เหมือนแกะจากที่อื่น

Regal King Salmon

10 แบรนด์ ของฝาก จาก นิวซีแลนด์ ที่ปกป้องธรรมชาติตามปรัชญาชีวิตชาวเมารี และมีหัวใจเป็นความยั่งยืน
ภาพ : https://www.facebook.com/
RegalSalmonNZ/photos/a.
437860039408/
10158639879714409/?type=3&theater

นิวซีแลนด์ยังเป็นหนึ่งในแหล่งแซลมอนที่ดีที่สุดในโลก แน่นอนว่าฟาร์มเลี้ยงปลาของนิวซีแลนด์ไม่ใช่บ่อปลา แต่เป็นพื้นที่ทะเลจริงๆ

วิธีการเลี้ยง คือให้ปลาอาศัยในธรรมชาติตั้งแต่เกิด เมื่อถึงเวลาอันสมควรถึงย้ายไปในฟาร์มทะเลน้ำลึกและเย็นใน Marlborough Sounds ซึ่งสภาพน้ำเหมาะสมกับการเจริญพันธ์ุของแซลมอน

รสชาติปลาที่ดีและมีคุณค่าทางอาหารของปลามาจากคุณภาพน้ำและอุณหภูมิน้ำที่เหมาะสม ทำให้คนเลี้ยงปลาต้องดูแลแม่น้ำและทะเลให้ดีตามไปด้วย 

การเลี้ยงปลาของนิวซีแลนด์ด้วยวิธีนี้ได้รับการรับรองจาก Marine Steward Council ว่าเป็นวิธีที่ยั่งยืนในการทำฟาร์มปลา 

นอกจากนี้ Regal New Zealand King Salmon ยังตั้งเป้าธุรกิจไว้ว่า ในปี 2025 พวกเขาจะใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายเองและรีไซเคิลได้ 100% ดังนั้นเราจึงมั่นใจได้เลยว่า แชลมอนที่ดีที่สุดในโลกแบรนด์นี้ ที่ไม่เพียงแค่รสชาติอร่อย และมีคุณภาพดีแต่ยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

Love Forest 

ช็อกโกแลต บิสกิต และซีเรียลที่รักป่า

Whittaker’s

Whittaker’s ได้รับการโหวตให้เป็นแบรนด์ช็อคโกแลตที่ชาวนิวซีแลนด์รักและไว้วางใจที่สุด ถึง 8 ปีซ้อน

ความพิเศษคือ ช็อคโกแลตแบบ Bean to Bar นั่นคือกรรมวิธีการผลิตที่คราฟต์มากๆ เกิดจากการ Batch Roast หรือการคั่วโกโก้ทีละน้อยๆ และวิธีปรุงช็อคโกแลตโฮมเมดวิธีเดียวกับที่ใช้ในร้านเล็กๆ ทั้งๆ ที่เป็นแบรนด์เจ้าใหญ่ในตลาดซึ่งน่าจะต้องการการผลิตในจำนวนมากๆ เพื่อรักษาความเป็นคราฟต์ช็อคโกแลต

Whittaker’s ยังเป็นแบรนด์ที่เชื่อว่า ช็อคโกแลตที่ดีนั้นมาจากส่วนผสมที่ดี จึงเสาะหาเมล็ดโกโก้ที่ดีที่สุดมาทำช็อคโกแลต โดยไม่ใช้น้ำมันปาล์มเป็นส่วนผสมเลยเพราะความรักป่า ซึ่งการปลูกปาล์มจำนวนมากหมายถึงการต้องไปตัดไม้ทำลายป่าและบุกรุกชีวิตสัตว์ป่า แบรนด์จึงเลือกใช้เนยโกโก้แทน 

นอกจากนี้ นักทำช็อคโกแลตของ Whittaker’s ยังเดินทางเพื่อเสาะหาวัตถุจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก โดยทำธุรกิจกับเกษตรกรอย่างเป็นธรรม และยังใช้ผลไม้ตามฤดูกาลเพราะอยากรบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุด

Nice & Natural

สมกับเป็นแบรนด์ที่ยึดหลัก Let our ingredients do the talking เพราะส่วนผสมของมูสลีย์บาร์และนัทบาร์ของ Nice & Natural นั้น Nice ทั้งหมดสมชื่อแบรนด์ อร่อยถูกใจทุกคนด้วยรสชาติ Superfruits, Chocolate, Nut Butter และอีกมากมาย โดยที่ทั้งหมดไม่มีการเติมแต่ง รส กลิ่น สี ใดๆ แต่เป็นรสชาติที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติและใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติล้วนๆ

อุดมด้วยสารอาหารที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกาย จากการค้นหาวัตถุดิบธรรมชาติจากทั่วโลก โดยเฉพาะวัตถุดิบจากในประเทศนิวซีแลนด์ และบอกเล่าเรื่องราวของวัตถุดิบที่ทำให้ผู้บริโภครู้ที่มาที่ไปและติดตามแหล่งปลูกและคัดสรรวัตถุดิบชั้นดีเหล่านี้

สิ่งที่ทำให้แบรนด์ Nice & Natural แตกต่างจากทั่วไป คือ ความตั้งใจและมุ่งมั่นค้นหาวิธีใหม่ๆ ที่ทำให้วัตถุดิบเหล่านี้อร่อย เพราะอยากทุกคนรู้สึกดี แข็งแรง พร้อมสร้างพลังบวกให้กับชีวิต

Sanitarium 

Sanitarium เป็นบริษัท Health Food Company ที่ใส่ใจอยากให้คนนิวซีแลนด์ได้ทาน โฮลเกรนที่มีคุณค่าทางสารอาหาร เป็นแบรนด์แรกๆ ที่นำเสนออาหาร Plant-Based ก่อนที่จะเป็นกระแสได้รับความนิยมในทุกวันนี้

ธัญพืชทุกเมล็ดและส่วนผสมทุกอย่างของแบรนด์มีความพิเศษ คัดเลือกเมล็ดพันธ์ุที่ดีที่สุดจากฟาร์มท้องถิ่น ใส่ใจทุกรายละเอียดทั้ง สี ขนาด และกลิ่นของรวงธัญพืชแต่ละชนิด เช่น ข้าวโอ๊ตที่กลิ่นหอมพิเศษจะแสดงถึงความสด

สิ่งที่ Sanitarium ให้ความสำคัญ คือการใส่ใจเลือกฟาร์มคู่ค้าที่รักสิ่งแวดล้อมและอยากทำธุรกิจแบบยั่งยืนเหมือนกัน

แบรนด์จึงมีความน่าเชื่อถือเพราะขายโฮลเกรนที่มี ‘Whole-of-chain’ แคร์โลกในทุกกระบวนการผลิตได้

Gentle Care

ดูแลตัวเองและโลกด้วยสูตรอ่อนโยนจากธรรมชาติ 

Wild Ferns

ด้วยสภาพภูมิประเทศที่พิเศษของนิวซีแลนด์ ทำให้คนเมารีดูแลตัวเองด้วยพลังจากธรรมชาติมาตั้งแต่โบราณ รู้จักการใช้ของขวัญจากธรรมชาติให้เป็นประโยชน์ เช่น

การนำทั้งส่วนที่หวานและเป็นพิษของผึ้งมาบำรุงผิว ตั้งแต่น้ำผึ้ง Manuka ที่ช่วยลบเลือนริ้วรอย ทำให้หน้าเนียนนุ่ม เหมาะกับผิวท่ีแพ้ง่าย ไปจนถึงพิษผึ้งซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ชะลอความแก่ของผิวและกระตุ้นการไหลเวียนเลือด

แน่นอนว่าครีมของ Wild Ferns ไม่มีส่วนผสมของสารเคมี นอกจากน้ำผึ้งแล้ว ยังมีครีมที่มีส่วนผสมของธรรมชาติหลากหลายทั้ง โคลน Rotorua น้ำผึ้ง Manuka วิตามินจากกีวี และดอกไม้ป่า ทำให้ผิวหน้าได้รับพลังธรรมชาติไปเต็มๆ ไม่มีการทดลองเครื่องสำอางกับสัตว์ แถมแพ็คเกจที่ใช้ล้วนเป็นมิตรกับธรรมชาติ นำไปรีไซเคิลได้อีกด้วย 

Ecostore

10 แบรนด์ ของฝาก จาก นิวซีแลนด์ ที่ปกป้องธรรมชาติตามปรัชญาชีวิตชาวเมารี และมีหัวใจเป็นความยั่งยืน

แบรนด์ Eco ของนิวซีแลนด์แบรนด์นี้ตั้งใจอยากสร้างโลกที่ปลอดภัย ใส่ใจคนในครอบครัวและใส่ใจสิ่งแวดล้อม
จึงเป็นแบรนด์แรกๆ ที่ชักชวนให้คนทั่วไปใช้ผลิตภัณฑ์ในบ้านที่ดีต่อตัวเองและดีต่อโลกในชีวิตประจำวัน      

ไม่ว่าจะดูแลผิว ดูแลผม หรือดูแลบ้าน ผลิตภัณฑ์อย่าง สบู่ แชมพู ครีมทาตัว น้ำยาบ้วนปาก ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กน้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน ล้วนปราศจากการทดลองกับสัตว์ เน้นส่วนผสมจากธรรมชาติที่เป็น Biodegradable หรือย่อยสลายได้ มีสูตรอ่อนโยน เหมาะกับคนผิวแพ้ง่ายและทารก ใช้สารเคมีน้อยที่สุดเพราะปลอดภัยและยั่งยืนกว่า

Ecostore

กระบวนการผลิตของแบรนด์ยังเน้นให้เกิดน้ำเสียน้อยที่สุด รวมถึงคิดค้นการผลิตแพ็กเกจพลาสติกที่ทำจากอ้อย หากใช้น้ำยาหมดเมื่อไหร่ ก็มาเติมใหม่ได้โดยใช้ขวดเดิมด้วยโมเดลร้านแบบ Refill Station ที่กำลังขยายสาขา 

Take Care of What You Take Advantage of

และนี่เป็นเรื่องราวของนิวซีแลนด์ ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับจากองค์กรระดับโลกหลายแห่ง ทั้ง World bank, The World economic forum, The Economist ให้ได้เป็นอันดับต้นๆ ในฐานะประเทศที่มีความน่าเชื่อถือในเรื่องความโปร่งใสและคุณภาพความปลอดภัยของสินค้าโดยเฉพาะอาหารมากที่สุดประเทศหนึ่ง  

ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นประเด็นที่ประเทศรักษ์โลกอย่างนิวซีแลนด์ให้ความสนใจมาก ด้วยภูมิศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ที่แถบโอโซน อากาศที่เปลี่ยนไปเพียงนิดเดียว ส่งผลอย่างมากต่ออาหารและระบบนิเวศทั้งหมด 

แอปเปิ้ลจะลูกเล็กลงถ้าไม่มีน้ำเพียงพอ ปลาไม่เจริญเติบโตถ้าอุณหภูมิน้ำเปลี่ยนไป

หากต้องการใช้ประโยชน์จากสิ่งใดอย่างยั่งยืน เราควรใส่ใจดูแลสิ่งนั้น แล้วเราจะได้รับของขวัญกลับไป

นี่คือสิ่งที่เราควรเรียนรู้จากนิวซีแลนด์

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load