ในหนึ่งปีจะมีวันดีดีเสมอ

ต้นบ๊วยในสวนกำลังผลิดอกสีขาว กลิ่นหอมเชิญชวนผึ้งมาเก็บน้ำหวานกลับบ้าน ไม่ไกลออกไปมีฝูงนกมาดื่มกินน้ำหวานจากเกสรของดอกนางพญาเสือโคร่งที่ออกดอกสีชมพูเต็มต้น เป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่หวานหอมมากทีเดียว

ในความเป็นจริง ถึงแม้ชีวิตคลุกเคล้าสุขและทุกข์ปนเปอย่างไม่มีวันแยกออกจากกันได้ การรักษาชีวิตไว้ได้อีกขวบปี จึงมีเหตุผลมากพอที่เราจะฉลองกับตัวเองเบาๆ

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ฉลองปีใหม่กับต้นไม้

เป็นวิถีปฏิบัติที่มีนาน เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นลงจะมีพิธีขอบคุณธรรมชาติใต้ต้นไม้ ความพิเศษของวันนี้คือ นอกจากเราจะได้มาพบปะพูดคุยกันแล้ว การได้กินข้าวด้วยกันเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดของปีสำหรับผมเลยทีเดียว

หลังจากครอบครัวทั้ง 24 ครอบครัวนำข้าวสารมารวมกัน แล้วนำไปหุงในหม้อเดียวกันเพื่อไปหมัก เมื่อครบกำหนดก็ได้เวลาต้มเหล้าเพื่อนำไปประกอบพิธี ในอดีตเมื่อชาวบ้านต้มเหล้าเวลามีคนภายนอกเข้าหมู่บ้าน นักต้มเหล้ามือสมัครเล่นแบกหม้อต้มเหล้าหนีกันจ้าละหวั่น แต่การต้มเหล้าแบบนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อขาย จึงได้รับการอนุโลมมากขึ้น

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ว่ากันว่าสมัยก่อนอันไกลโพ้น มีหญิงงามที่สุดคนหนึ่ง เป็นที่กล่าวขานร่ำลือกันไปทั่วระแหง หนุ่มๆได้พบเห็นเข้าก็ตกหลุมรักได้อย่างง่ายดาย แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก หญิงงามมีกลิ่นที่ทุกคนไม่อยากเข้าใกล้ ต่อให้อาบน้ำปะแป้งและแก้มน้องนางนั้นแดงระเรื่อกว่าใคร ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีชายใดมาชอบพอ จากวันเป็นเดือนและหลายปีผ่านไป หญิงงามก็แก่ชราและไม่ได้มีโอกาสได้มีคู่ชีวิตกระทั่งลาโลกไป แต่ก่อนที่เรื่องจะจบแบบเศร้าๆ นั้นเอง เธอได้อธิษฐานว่า ถ้าชาติหน้ามีจริง เธอขอเกิดมาเป็นสิ่งที่มีคนรักและชอบ คำอธิษฐานส่งเธอไปเกิดเป็น ซิ หรือ เหล้า จวบจบทุกวันนี้

คำอธิษฐานมีความแรงหลายดีกรี และแผ่ขยายไปทั่วทั้งดวงดาวดวงนี้ ไม่ว่าประเทศไหนก็มีวัฒนธรรมดื่มเหล้า ราวกับว่าพลังดึงดูดจากจิตวิญญาณของหญิงงามคนนั้นแรงกว่าแม่เหล็กทั้งโลกมากองรวมกันซะอีก

คนปกาเกอะญอมีกติกาในการดื่มเหล้าง่ายๆ ถ้าดื่มเหล้าในวงเพื่อนฝูง คือคนที่รินเหล้าต้องจิบก่อน จากนั้นจึงรินเหล้าและส่งให้กับคนที่อยู่ทางขวามือหรือส่งให้คนที่มีอายุมากที่สุดก่อน จากนั้นจึงทยอยรินแจกคนที่เหลือรอบวง เมื่อจอกแรกหมด ทุกคนก็จะได้รับจอกที่ 2 ซึ่งจอกนี้เอง เราต้องกินและส่งคืนคนที่รินเหล้าให้เรา และแบ่งให้เพื่อนรอบวงจิบแทนการคารวะมิตรภาพ 

เราจะได้รับเหล้าคนละ 2 จอกเป็นอย่างน้อย จอกแรกเป็นพื้นที่ของตัวเอง จอกที่ 2 และจอกถัดไปเป็นพื้นที่ระหว่างกันและกัน

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ในอดีต ผู้เฒ่ามีชั้นเชิงการดื่มราวกับจอมยุทธ์ พวกเขานั่งดื่มล้อมวงพูดคุย ถ้าเรื่องราวไม่ใหญ่โตถึงขั้นต้องเอาสองมือวาด กวาดไปมาเพื่ออธิบาย เหล่าจอมยุทธ์จะกุมแก้วที่มีจิตวิญญาณของหญิงงามไว้ราวกับเป็นดาบคู่กาย ไม่มีใครเมาเละเทะ เพราะบทสนทนานั้นไหลลื่นราวกับบทเพลงที่ถูกถักทอเข้าไว้ด้วยกันในหมู่มิตร ยากที่จะมีใครอยากเมา นั่นคือเรื่องราวจริงๆ ที่ยังคงเกิดขึ้น แต่ความเข้มข้นงดงามก็ลดน้อยถอยลงไปมาก

มีการรินเหล้าอีกแบบหนึ่ง ในพิธีกรรม เหล้าปากขวดนั้นจะถูกรดรินลงแก้วก่อนผู้เฒ่ากล่าวบทสวด แล้วปล่อยให้หยดเหล้าบางส่วนหยดลงดิน เป็นการบอกกล่าวต่อสิ่งที่คอยดูแลปกป้องเราตามความเชื่อ

จากนั้นเหล้าจะได้รับการแบ่งปันกันในพิธี เมื่อเหล้าเดินทางมาถึงก้นขวด การหยดเหล้าก็เกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อขอบคุณผู้ดูแลเราในทุกๆ วัน รวมถึงการกล่าวขอบคุณภูเขา แม่น้ำต่างๆ ที่มีชื่อของภูเขา ซอ สี่ โข่ (เชื่อว่าตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย) ตลอดจนสิ่งมีชีวิตที่ถูกพรากชีวิตโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจในฤดูเพาะปลูกและปีที่ผ่านไป

ที่ใต้ต้นไม้ หลังจากผู้เฒ่าจุดเทียน อาหารในกระทงใบไม้ถูกยกไปวางบนกระท่อมหลังเล็ก ผู้เฒ่ารินเหล้าบอกกล่าวต่อสิ่งสูงสุด การพบปะกันในเครือญาติที่ใหญ่ที่สุดในรอบปีให้เวลากับทุกคนได้พูดคุยใช้เวลาด้วยกัน ส่วนเด็กๆ นั้นบ้างปีนต้นไม้ บ้างเดินเล่นบนหินในลำธาร บ้างตามองที่หน้าจอ ส่วนหลานตัวเล็กที่ยังซนไม่ได้อยู่ในอ้อมอกของแม่

อาหารมื้อเที่ยงเป็นแกงไก่ที่มาจากทุกบ้านพร้อมแล้ว นั่งล้อมวงกินกันใต้ต้นไม้ เป็นอาหารมื้อที่น่าจดจำที่สุดของปี มีข้าวใหม่ของปีล่าสุดที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงกายของของทุกคนวางอยู่ตรงหน้าให้ทุกคนได้กินและอิ่มไปพร้อมกัน ต้นไม้คุณปู่ต้องรออีกทีปีหน้า ถึงจะได้เจอกับพวกเราอย่างพร้อมหน้าพร้อมอีกครั้ง

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า
ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ปีใหม่แล้วได้เวลาส่งนกกลับขึ้นฟ้า

โถ่บีฃ่า นกที่ลงมาจากฟ้าแปลงกายเป็น ‘พีหมื่อแม’ คุณยายแก่ๆ คนหนึ่ง และทำทีว่ากำลังติดอยู่ในดงหนาม ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่สัญจรไปมา คนแล้วคนเล่าเดินจากไปอย่างไม่สนใจใยดี กระทั่ง ‘จอ โพ แฆ’ เด็กกำพร้าเดินผ่านมา หญิงชราร้องขอความช่วยเหลือด้วยท่าทีที่น่าสงสาร เด็กกำพร้าเห็นเข้าจึงเข้าไปช่วยอย่างไม่รีรอ หนุ่มน้อยใช้มีดเล็กๆ สมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เขามีค่อยๆ ตัดรื้อกิ่งไม้ หนาม ทีละนิดๆ เป็นเวลานาน ในที่สุดเด็กกำพร้าก็ช่วยคุณยายออกจากดงหนามสำเร็จ

เด็กกำพร้าพาคุณยายกลับไปที่กระท่อมหลังเล็กในป่าอันสงบของเขา เมื่อเห็นว่าหลานกำพร้ามีข้าวไม่พอกิน ยายจึงมอบเมล็ดข้าวให้เด็กกำพร้านำไปหว่านในไร่เล็กๆ ใกล้กระท่อม เมื่อเวลาผ่านไป ไร่ข้าวของเด็กกำพร้าเก็บเกี่ยวได้ข้าวจนเต็มยุ้ง เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นลง ก็ได้เวลาที่คุณยายต้องกลับสวรรค์ จนกว่าฤดูทำไร่มาถึงอีกครั้งยายจึงจะกลับลงมา ยายเด็ดดอกหงอนไก่ทัดหูหลานรักก่อนจะกลับขึ้นฟ้าไป

ทุกวันนี้ยังมีชาวปกาเกอะญอที่ยังรักษารักษาสายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาและโถบีฃ่าไว้ได้อยู่ ทุกปีหลังฤดูเก็บเกี่ยว พวกเขาจะทำพิธีส่งนกกลับขึ้นฟ้า มีการหุงข้าวใหม่กินกับพืชผักที่มีในไร่ในสวน วัตถุดิบในหม้อบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณของชุมชนนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ดอกดาวเรืองหรือดอกหงอนไก่ถูกนำมาทัดหูในวันพิธี เพื่อย้ำความสัมพันธ์ของมนุษย์และธรรมชาติ และระลึกถึงนกตัวนั้นที่ลงมาแปลงกายเป็นคุณยายอวยพรให้เราได้มีข้าวกิน โถ่บีฃ่าจึงเป็นตัวแทนของข้าว คือความรักความเมตตาที่มอบชีวิตให้เรา มันจึงไม่แปลกถ้าข้าวปลาจะเป็นของจริงตามที่สุภาษิตไทยกล่าวไว้ เพราะมันชัดเจนมากในเวลานี้

การขอบคุณธรรมชาติจึงเป็นการนอบน้อมต่อธรรมชาติ และเราทุกคนในชีวิตจริงไม่ต่างจากเด็กกำพร้าในนิทาน เราต้องพึ่งพาความรักความเมตตาจากคนรอบข้าง สิ่งแวดล้อมที่ดี จากฟ้าฝนที่เป็นใจต่อการเพาะปลูก เพื่อที่เราจะได้มีอาหารประทังชีวิต

ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไร การกินให้พอประมาณ การจับจ่ายซื้อของ การเดินทางเท่าที่จำเป็น หรือลดการใช้ทรัพยากร การใช้สิ่งของที่เรามีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด และที่สำคัญการแบ่งปันต่อกันและจะเป็นพิธีกรรมที่ดีต่อพวกเรามากมาย 

เราสามารถทำได้ทันทีและเดี๋ยวนี้เลย

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ฤดูร้อนมักทำให้เราคิดถึงป่า ภูเขา ทะเล แม่น้ำ ที่ปัดเป่าคลายร้อนให้กายและใจของเราได้เป็นอย่างดี เราจึงนัดกันออกเดินทางไปไกลออกไปจากเชียงใหม่ไม่มากนัก มีบทกวีที่ยังคงเดินทางเงียบๆ กลางหุบเขาริมแม่น้ำเงาซึ่งไหลผ่านจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน เราจะได้กลับไปเยี่ยมเพื่อนเก่า ป่านนี้คงโตขึ้นเยอะ และพวกเขาต้องมีอะไรสนุกแบ่งปันกับเราอย่างแน่นอน

แม่น้ำเงา

9 โมงเช้าวันจันทร์ เราออกเดินทางจากเชียงใหม่บนทางหลวงหมายเลข 108 ก่อนจะลดความเร็วเลี้ยวขวาที่อำเภอฮอด มุ่งหน้าสู่อำเภอแม่สะเรียง และเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหมายเลข 105 ที่เราต้องนั่งคุยกันในรถอีกนาน กว่าจะเลี้ยวซ้ายอีกครั้ง

เครื่องยนต์ 4 ล้อคันแกร่งพาเราเลาะเลี้ยวเข้าป่า ขึ้นดอยลงเขา ขวามือของเรา นักเดินทางชื่อแม่น้ำเงากำลังสวนทางกับเราอย่างช้าๆ โครงการถนนคอนกรีตกำลังฉาบทาถนน เครื่องจักรกำลังขุดเซาะไหล่เขา ปรับดินเกลี่ยทางเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางของคน ความเร็วนี้เองเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญที่มนุษย์ไล่กวดมาช้านาน แต่เราก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าความเร็วจะพาเราไปที่ใด

ถนนลูกรังกำลังหยอกล้อกับล้อรถที่เหยียบย่ำให้ฝุ่นคลุ้ง จนรถคันหลังต้องชะลอความเร็ว เพื่อวิสัยในการมองเห็นที่ไม่เป็นอันตรายต่อการขับขี่ ส่วนเด็กแว้นและผู้ใหญ่ไม่แว้นบนเบาะรถมอเตอร์ไซค์ อาจจะกลายร่างเป็นมนุษย์สีเหลืองได้เมื่อเดินทางถึงบ้าน 

นานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นฝุ่นบนถนนที่หนาท่วมล้อรถหลายนิ้ว เวลาเต้นของฝุ่นผงออร์แกนิกบนถนนกำลังจะหมดลง เพราะแผ่นคอนกรีตที่มาล่าอาณานิคมบนไหล่เขากำลังเคลื่อนประชิดใกล้เข้ามาทุกที 

มองทะลุผ่านกระจกออกไปจากห้องโดยสารแคบๆ ฝุ่นผงเหล่านั้นก็ไม่ได้ต่างไปชีวิตคนชายขอบ คนจนที่ไม่รู้ว่าจะถูกไล่ที่เมื่อไหร่ 

เราแวะพักที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา มีเด็กนักเรียนเกือบทั้งโรงเรียนกำลังเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำ บ้างนอนแช่น้ำ บ้างกำลังฝึกว่ายท่าผีเสื้อ ส่วนคนที่เล่นน้ำมาพักหนึ่งก็ออกมานอนอาบแดดคลายหนาว เหล่าซือบางคนสนุกจนเกือบแยกไม่ออกว่าใครเป็นครู ใครคือนักเรียน

คาบเรียนนอกห้องสี่เหลี่ยมเป็นที่โปรดปรานของเด็กไม่น้อย ได้แต่หวังว่าน้องๆ จะมีคาบเรียนแบบนี้บ่อยๆ ในฤดูร้อน

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

แม่น้ำเงามีต้นทางจากอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนไหลข้ามพรมแดนสมมติเข้ามาในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนและตาก เดินทางไปสมทบกับแม่น้ำยวมกับแม่น้ำเมย และไปบรรจบกับพี่ใหญ่อย่างโฃ่โกล หรือแม่น้ำสาละวินที่บ้านสบเมย มีบทธาของปกาเกอะญอ กล่าวไว้ว่า

“หากแม่น้ำเมยสามารถไหลทะลุผ่านโฃ่โกลได้ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะปรากฏให้เราเห็นอีกครั้ง”

ยังมีบทธาที่พูดถึงกิเลน ราชสีห์ ผู้มีลวดลายเหมือนต้นบุก พวกมันจะกลืนกินชีวิตผู้คน ทั้งยังชอบกินต้นไม้ ก้อนหิน ดินทราย ตลอดสายน้ำสาละวิน

หากใครเคยไปหมู่บ้านสบเมยแล้วมองลงไปที่แม่น้ำ 2 สายที่มาบรรจบกัน เป็นไปได้ยากมากที่แม่น้ำเล็กกว่า จะไหลทะลุผ่านพลังอำนาจของแม่น้ำที่ใหญ่กว่าอย่างโฃ่โกล

นักมวยบางคนอาจแบกน้ำหนักของคู่ชกที่ใหญ่กว่าและล้มคู่ต่อสู้ได้ แต่แม่น้ำเงาไม่ใช่นักมวย แม่น้ำเงาเป็นเพียงนักเดินทางที่บังเอิญไหลไปเจอกับหมุดหมายของบทกวีบทนั้น ถ้าความบังเอิญทำให้แม่น้ำเงาต้องคิดถึงการต่อสู้ขึ้นมาจริงๆ มันคงเป็นนักต่อสู้ตัวน้อยที่ไหลเย็นแต่ไม่ถอย

บ้านริมเงา 

ในที่สุดเราเดินทางมาถึงบ้านอุมโละ ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อีกฟากฝั่งของแม่น้ำเงาที่ห่างไปไม่กี่สิบหลา เป็นอำเภอท่าสองยางเขตจังหวัดตาก คงมีเพียงฝูงนกนางแอ่นบนฟ้าที่บินมาทักทาย และบอกเราว่า ปีกบางๆ ของพวกมันเป็นอิสระจากพรมแดนสมมติของมนุษย์มานานแล้ว

อะไรบางอย่างดลใจให้เราจอดรถเพื่อแวะยืดเส้นยืดสายที่ร้านค้าเล็กๆ ข้างทาง เรานึกขึ้นได้ว่าเราควรมีอาหารมังสวิรัติติดไม้ติดมื้อเข้าไป เพราะเจ้าบ้านที่เราจะพักด้วยไม่กินเนื้อสัตว์

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต
เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

อยู่ๆ ก็มีสาวน้อยปรากฏตัวออกมาจากในร้าน จิเว เจ้าบ้านที่เราตั้งใจไปเยี่ยมนั่นเอง จิเวบอกว่าวันนี้แม่ชวนพี่ต้นโพธิ์และน้องๆ ตามไปรักษาผู้ป่วยอีกหมู่บ้านหนึ่ง ตอนบ่ายๆ ถึงจะกลับมา จิเวขอแม่มาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าของร้านขายของ พวกเราจึงได้เช็กอินกับเจ้าบ้านตัวน้อยแบบไม่ได้นัดหมาย

พวกเราบางส่วนเดินตามหลังจิเว ที่พาเราไปรู้จักกับทางลัดกลับบ้าน เราเดินผ่านนาแปลงเล็กๆ ก่อนจะถึงริมแม่น้ำ

ตะไคร่สีเขียวในฤดูกำลังแหวกว่ายไปกับฝูงปลาตัวน้อย ก้อนหินใต้น้ำลื่น ถ้าเดินไม่ระวังก็อาจจะได้ว่ายน้ำข้ามฝั่งแทน แม่น้ำเงาไหลเย็นสบายใจ เช่นเดียวกับสองเท้าเปล่าเปลือยของจิเวที่เดินข้ามแม่น้ำอย่างสบายตีน เท้าคู่นั้นคงสนิทมักคุ้นกับจังหวะของแม่น้ำสายนี้เป็นอย่างดี ถึงได้รับอนุญาตให้ข้ามฝั่งไปได้อย่างรวดเร็ว

ขึ้นจากฝั่งมาถึงสวนหลังบ้าน ต้นไม้ต่างถิ่นอย่างสะตอซึ่งเดินทางมาจากทางใต้ ออกใบรับหน้าร้อนให้ร่มเงาอย่างดี เช่นเดียวกับต้นมังคุดหน้าบ้านที่รอวันสุกให้เด็กปีนเล่นและเก็บผลกิน ต้นหม่อนมีผลสุกสีดำโน้มกิ่งลงมาเป็นซุ้มนำทางเข้าสู่ลานดินหน้าบ้าน หันซ้ายมีต้นลิ้นจี่ กล้วย ขนุน ก็ช่วยให้ความร่มรื่นเช่นกัน หันขวากลับมาต้นข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ก็มีให้เก็บไปปรุงอาหาร 

ถ้าเราเดินเข้าบ้านทางถนน เราจะเห็นหน้าต่างจากชั้นสองเปิดทิ้งไว้หนึ่งบานทักทายสายตาของเรา เมื่อเดินเข้าไปใกล้ตัวบ้านก่อนจะขึ้นบันไดไม้ เราจะพบข้อความภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ บางคำเริ่มเลือนลางจนเกือบจะอ่านไม่ออก ตัวหนังสือที่เขียนด้วยถ่านสีดำบนแผ่นไม้มีข้อความว่า

“DARK AGE IS COMING NOW POST CIVILIZATION IT IS NOT MY MISTAKE THAT YOU CANNOT UNDERSTAND”

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

สักพักใหญ่ๆ เจ้าบ้านอีกที่เหลืออีก 6 คนก็กลับมาถึง เราได้พบกับเพื่อนเก่าจนครบแล้ว ได้เวลาก่อฟืน หุงข้าว ทำอาหารกินกัน ฟ้ามืดลง นกแซงแซวคงเข้านอนแล้ว อากาศกำลังดี บทสนทนาล้อมรอบกองไฟสลับกับเสียงเพลงของคลีโพที่เด็กๆ ยังจำได้ จุดที่เราอยู่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ จึงไม่มีการไถหน้าจอเกิดขึ้นให้เรารู้สึกห่างเหินกัน

กอแปทะ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำเงาที่ยังสงบ โดยเฉพาะกลางคืน เราได้ยินเสียงของป่าและแม่น้ำได้ชัดเจน

ดาวบนฟ้าส่องสว่างให้เห็น ได้เวลาเข้านอนแล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

บทกวีวัยเยาว์

เช้าตรู่ของวันใหม่ อากาศกำลังดี เราทยอยตื่นมาทักทายเจ้าบ้านจนครบทั้งหมด 7 ชีวิต ต้นโพธิ์ พี่ชายคนโต ตามด้วย กันยา มาลี จิเว พรานป่า นาดิน และ แม่เก๋ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานด้วยความนับถือว่า บูญทูโม หรือ แม่บุญทอง

พี่เก๋ช่วยรักษาชาวบ้านด้วยภูมิปัญญาแบบองค์รวมที่ต่อชีวิตผู้คนมานักต่อนัก ด้วยอาศัยองค์ความรู้ที่ร่ำเรียนมาเช่นการฝังเข็มควบคู่กับการใช้ยาสมุนไพร การปรับเรื่องการกิน การงดเว้นเนื้อสัตว์ และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพ คือความคิดความเชื่อของคนนั่นเอง

คนไข้หลายคนเปลี่ยนมากินอาหารมังสวิรัติและมีอาการดีขึ้น บางคนเจ็บป่วยรุนแรงแต่ก็หายราวกับปาฏิหาริย์ เพราะการปรับเปลี่ยนตัวเองทั้งเรื่องการกินและวิธีคิดซึ่งไม่ง่ายนัก รายที่ได้ผล เพราะเกิดขึ้นจากการเข้าใกล้ความตายจึงเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างเด็ดขาด

ควันในครัวลอยคลุ้ง เจ้าบ้านกำลังทำอาหารกันอยู่ การไม่กินเนื้อสัตว์ทำให้การทำอาหารที่นี่ง่ายขึ้นมาก วันนี้มีผัดผัก น้ำพริก แกงเขียวหวานเจ และเมนูน่าสนใจสำหรับมื้อเช้าคือ น้ำพริกยอดข่า ที่จิเวตั้งใจให้เราได้ลิ้มลองฝีมือของลูกครัววัยกระเตาะ 

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

ข่าอ่อนหรือต้นข่าที่กำลังโผล่ขึ้นมาจากดิน ขมิ้น เกลือ พริก และตะไคร้ต้น คือเครื่องปรุงทั้งหมด นำหัวหรือต้นข่าอ่อนที่แกะเอาเฉพาะส่วนที่อ่อนไปต้มจนนุ่ม โขลกพริก ขมิ้น เกลือ ลูกตะไคร้ต้น แล้วนำไปผัดน้ำมันเติมน้ำเล็กน้อย ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย ก็จะได้นำพริกข่าอ่อนสูตรบ้านริมเงาไว้กินแก้หิวแล้ว

กินข้าวเช้าเสร็จเยี่ยมไร่ในเงาของพี่ต้นข้าว ลูกคนแรกของพี่เก๋และพี่ยอด ถ้าเด็กหญิงต้นข้าวในวันนั้นยังมีชีวิตป่านนี้ก็จะโตเป็นสาวอายุ 20 ปีพอดี

จิเวหยิบผ้าทอผืนเล็กฝีมือของพี่ต้นข้าวมาให้พวกเราดูก่อนจะเอามาโพกหัว พี่เก๋เล่าว่า ต้นขนุนที่เราได้กินเป็นต้นขนุนที่ต้นข้าวปลูกไว้เมื่อครั้งยังเด็กมาก ปีนี้มันออกผลดกให้นกหนูมาแบ่งไปกิน

บ้านไม้ในไร่ตีนเขามีบทกวีที่เขียนใส่กระดาษแปะติดตามผนังบ้าน ที่ตอนนี้ถูกรวบรวมและได้รับการตีพิมพ์ในชื่อ เมล็ดเล็กเล็กๆ มีต้นไม้ใหญ่อยู่ข้างใน โดยสำนักพิมพ์นาคร

จิเวและนาดินน้องเล็กพาพวกเราไปดูต้นน้ำเล็กๆ ที่เป็นน้ำดื่มน้ำใช้ของที่นี่ เขื่อนเล็กๆ มีใบไม้ทับถมปิดทางน้ำ จิเวใช้มือเก็บใบไม้ออก เราได้เห็นกุ้งต้นน้ำครอบครัวใหญ่ที่ดูแลต้นน้ำให้เด็ก

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต
เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

เด็กๆ เดินฝ่าหนามในป่าอย่างชำนาญ ไม่มีริ้วรอยขีดข่วนให้เห็นก่อนจะไปปีนต้นหมากให้พี่ๆ ดู ก่อนจะกลับเข้าหมู่บ้าน พี่คลี และ พี่เอก แซ็กป่า เล่นเพลงให้เด็กๆ และพี่เก๋ฟัง ก่อนเสียงร้องจะเงียบลงเหลือเพียงเสียงกีตาร์และทำนองของแซกโซโฟนที่นุ่มนวล เราแต่ละคนเลือกอ่านบทกวีที่แปะไว้ อ่านไปพร้อมกับเสียงดนตรีบรรเลง บทกวีบางบทมีใจความว่า

“ฉันคือบทกวี

เมล็ดจากต้นธารเถื่อน

หยั่งรากดิน

ต้น กิ่ง ก้าน ใบ หยั่งฟ้า

ไม่ใช่คำกวี ไม่ใช่หน้ากระดาษ

ไร้อักษร ไร้ภาษา

เมล็ดเล็กๆ ที่ห่อหุ้มป่าใหญ่

อยู่ในฉัน

อยู่ในเธอ”

ตอนบ่ายเด็กๆ พาเราไปเล่นน้ำกันที่สะพานแขวนไม่กว้างมาก มีรถมอเตอร์ไซค์สัญจรไปมา ทำให้สะพานโยกโคลงเคลง จิเวโดดลงน้ำที่ความสูงไม่ต่ำกว่า 4 เมตร พรานป่าว่ายน้ำไปรับพี่สาวก่อนจับมือกันขึ้นจากน้ำ

โรคขาดธรรมชาติคงไม่เกิดขึ้นกับเด็กที่นี่ เด็กๆ ใช้ร่างกายมือและเท้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ เด็กๆ ทุกคนเรียนรู้การหุงข้าว ตัดฟืน ทำอาหาร ขุดดิน เก็บผัก ทักษะการใช้ชีวิตที่ได้รับการบ่มเพาะจาก พ่อ แม่ พี่ และฤดูกาลที่แตกต่างกัน ทำให้เด็กๆ ก้าวเท้าเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจ

เวลา 2 วันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนพวกเราจะกลับ จิเวใช้เวลาว่างหลังจากไปเล่นน้ำ ทอผ้าผืนเล็กเป็นที่ระลึกให้พี่โอม แทนมิตรภาพที่ได้ถักทอขึ้นมาด้วยความตั้งใจ

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต
เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

บุญทูโมจะยังอุทิศชีวิตท่องเที่ยวเยียวยาผู้คนต่อไป เช่นเดียวกับเด็กๆ ที่จะเติบโตต้อนรับความเปลี่ยนของชีวิตอย่างไม่หยุดนิ่งเคียงคู่แม่เงา ถนนคอนกรีตแข็งแรงกำลังหลั่งไหลเอาสิ่งใหม่ๆ เข้ามา แต่บทกวีก็จะเดินทางและมีชีวิตของพวกเขาต่อไป

ขอคาราวะดวงวิญญาณของ วีระศักดิ์ ยอดระบำ ต้นข้าว ขอบคุณพี่เก๋และบทกวีทั้ง 6 หน่อที่ดูแลพวกเราอย่างดี ขอบคุณพี่โอม พี่โอ๋ คลีโพ เอก แซ็กป่า นุ น๊อต ที่ดูแลกันตลอดการเดินทาง

สวัสดีวันสงกรานต์

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load