ในหนึ่งปีจะมีวันดีดีเสมอ

ต้นบ๊วยในสวนกำลังผลิดอกสีขาว กลิ่นหอมเชิญชวนผึ้งมาเก็บน้ำหวานกลับบ้าน ไม่ไกลออกไปมีฝูงนกมาดื่มกินน้ำหวานจากเกสรของดอกนางพญาเสือโคร่งที่ออกดอกสีชมพูเต็มต้น เป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่หวานหอมมากทีเดียว

ในความเป็นจริง ถึงแม้ชีวิตคลุกเคล้าสุขและทุกข์ปนเปอย่างไม่มีวันแยกออกจากกันได้ การรักษาชีวิตไว้ได้อีกขวบปี จึงมีเหตุผลมากพอที่เราจะฉลองกับตัวเองเบาๆ

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ฉลองปีใหม่กับต้นไม้

เป็นวิถีปฏิบัติที่มีนาน เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นลงจะมีพิธีขอบคุณธรรมชาติใต้ต้นไม้ ความพิเศษของวันนี้คือ นอกจากเราจะได้มาพบปะพูดคุยกันแล้ว การได้กินข้าวด้วยกันเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดของปีสำหรับผมเลยทีเดียว

หลังจากครอบครัวทั้ง 24 ครอบครัวนำข้าวสารมารวมกัน แล้วนำไปหุงในหม้อเดียวกันเพื่อไปหมัก เมื่อครบกำหนดก็ได้เวลาต้มเหล้าเพื่อนำไปประกอบพิธี ในอดีตเมื่อชาวบ้านต้มเหล้าเวลามีคนภายนอกเข้าหมู่บ้าน นักต้มเหล้ามือสมัครเล่นแบกหม้อต้มเหล้าหนีกันจ้าละหวั่น แต่การต้มเหล้าแบบนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อขาย จึงได้รับการอนุโลมมากขึ้น

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ว่ากันว่าสมัยก่อนอันไกลโพ้น มีหญิงงามที่สุดคนหนึ่ง เป็นที่กล่าวขานร่ำลือกันไปทั่วระแหง หนุ่มๆได้พบเห็นเข้าก็ตกหลุมรักได้อย่างง่ายดาย แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก หญิงงามมีกลิ่นที่ทุกคนไม่อยากเข้าใกล้ ต่อให้อาบน้ำปะแป้งและแก้มน้องนางนั้นแดงระเรื่อกว่าใคร ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีชายใดมาชอบพอ จากวันเป็นเดือนและหลายปีผ่านไป หญิงงามก็แก่ชราและไม่ได้มีโอกาสได้มีคู่ชีวิตกระทั่งลาโลกไป แต่ก่อนที่เรื่องจะจบแบบเศร้าๆ นั้นเอง เธอได้อธิษฐานว่า ถ้าชาติหน้ามีจริง เธอขอเกิดมาเป็นสิ่งที่มีคนรักและชอบ คำอธิษฐานส่งเธอไปเกิดเป็น ซิ หรือ เหล้า จวบจบทุกวันนี้

คำอธิษฐานมีความแรงหลายดีกรี และแผ่ขยายไปทั่วทั้งดวงดาวดวงนี้ ไม่ว่าประเทศไหนก็มีวัฒนธรรมดื่มเหล้า ราวกับว่าพลังดึงดูดจากจิตวิญญาณของหญิงงามคนนั้นแรงกว่าแม่เหล็กทั้งโลกมากองรวมกันซะอีก

คนปกาเกอะญอมีกติกาในการดื่มเหล้าง่ายๆ ถ้าดื่มเหล้าในวงเพื่อนฝูง คือคนที่รินเหล้าต้องจิบก่อน จากนั้นจึงรินเหล้าและส่งให้กับคนที่อยู่ทางขวามือหรือส่งให้คนที่มีอายุมากที่สุดก่อน จากนั้นจึงทยอยรินแจกคนที่เหลือรอบวง เมื่อจอกแรกหมด ทุกคนก็จะได้รับจอกที่ 2 ซึ่งจอกนี้เอง เราต้องกินและส่งคืนคนที่รินเหล้าให้เรา และแบ่งให้เพื่อนรอบวงจิบแทนการคารวะมิตรภาพ 

เราจะได้รับเหล้าคนละ 2 จอกเป็นอย่างน้อย จอกแรกเป็นพื้นที่ของตัวเอง จอกที่ 2 และจอกถัดไปเป็นพื้นที่ระหว่างกันและกัน

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ในอดีต ผู้เฒ่ามีชั้นเชิงการดื่มราวกับจอมยุทธ์ พวกเขานั่งดื่มล้อมวงพูดคุย ถ้าเรื่องราวไม่ใหญ่โตถึงขั้นต้องเอาสองมือวาด กวาดไปมาเพื่ออธิบาย เหล่าจอมยุทธ์จะกุมแก้วที่มีจิตวิญญาณของหญิงงามไว้ราวกับเป็นดาบคู่กาย ไม่มีใครเมาเละเทะ เพราะบทสนทนานั้นไหลลื่นราวกับบทเพลงที่ถูกถักทอเข้าไว้ด้วยกันในหมู่มิตร ยากที่จะมีใครอยากเมา นั่นคือเรื่องราวจริงๆ ที่ยังคงเกิดขึ้น แต่ความเข้มข้นงดงามก็ลดน้อยถอยลงไปมาก

มีการรินเหล้าอีกแบบหนึ่ง ในพิธีกรรม เหล้าปากขวดนั้นจะถูกรดรินลงแก้วก่อนผู้เฒ่ากล่าวบทสวด แล้วปล่อยให้หยดเหล้าบางส่วนหยดลงดิน เป็นการบอกกล่าวต่อสิ่งที่คอยดูแลปกป้องเราตามความเชื่อ

จากนั้นเหล้าจะได้รับการแบ่งปันกันในพิธี เมื่อเหล้าเดินทางมาถึงก้นขวด การหยดเหล้าก็เกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อขอบคุณผู้ดูแลเราในทุกๆ วัน รวมถึงการกล่าวขอบคุณภูเขา แม่น้ำต่างๆ ที่มีชื่อของภูเขา ซอ สี่ โข่ (เชื่อว่าตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย) ตลอดจนสิ่งมีชีวิตที่ถูกพรากชีวิตโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจในฤดูเพาะปลูกและปีที่ผ่านไป

ที่ใต้ต้นไม้ หลังจากผู้เฒ่าจุดเทียน อาหารในกระทงใบไม้ถูกยกไปวางบนกระท่อมหลังเล็ก ผู้เฒ่ารินเหล้าบอกกล่าวต่อสิ่งสูงสุด การพบปะกันในเครือญาติที่ใหญ่ที่สุดในรอบปีให้เวลากับทุกคนได้พูดคุยใช้เวลาด้วยกัน ส่วนเด็กๆ นั้นบ้างปีนต้นไม้ บ้างเดินเล่นบนหินในลำธาร บ้างตามองที่หน้าจอ ส่วนหลานตัวเล็กที่ยังซนไม่ได้อยู่ในอ้อมอกของแม่

อาหารมื้อเที่ยงเป็นแกงไก่ที่มาจากทุกบ้านพร้อมแล้ว นั่งล้อมวงกินกันใต้ต้นไม้ เป็นอาหารมื้อที่น่าจดจำที่สุดของปี มีข้าวใหม่ของปีล่าสุดที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงกายของของทุกคนวางอยู่ตรงหน้าให้ทุกคนได้กินและอิ่มไปพร้อมกัน ต้นไม้คุณปู่ต้องรออีกทีปีหน้า ถึงจะได้เจอกับพวกเราอย่างพร้อมหน้าพร้อมอีกครั้ง

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า
ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ปีใหม่แล้วได้เวลาส่งนกกลับขึ้นฟ้า

โถ่บีฃ่า นกที่ลงมาจากฟ้าแปลงกายเป็น ‘พีหมื่อแม’ คุณยายแก่ๆ คนหนึ่ง และทำทีว่ากำลังติดอยู่ในดงหนาม ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่สัญจรไปมา คนแล้วคนเล่าเดินจากไปอย่างไม่สนใจใยดี กระทั่ง ‘จอ โพ แฆ’ เด็กกำพร้าเดินผ่านมา หญิงชราร้องขอความช่วยเหลือด้วยท่าทีที่น่าสงสาร เด็กกำพร้าเห็นเข้าจึงเข้าไปช่วยอย่างไม่รีรอ หนุ่มน้อยใช้มีดเล็กๆ สมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เขามีค่อยๆ ตัดรื้อกิ่งไม้ หนาม ทีละนิดๆ เป็นเวลานาน ในที่สุดเด็กกำพร้าก็ช่วยคุณยายออกจากดงหนามสำเร็จ

เด็กกำพร้าพาคุณยายกลับไปที่กระท่อมหลังเล็กในป่าอันสงบของเขา เมื่อเห็นว่าหลานกำพร้ามีข้าวไม่พอกิน ยายจึงมอบเมล็ดข้าวให้เด็กกำพร้านำไปหว่านในไร่เล็กๆ ใกล้กระท่อม เมื่อเวลาผ่านไป ไร่ข้าวของเด็กกำพร้าเก็บเกี่ยวได้ข้าวจนเต็มยุ้ง เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นลง ก็ได้เวลาที่คุณยายต้องกลับสวรรค์ จนกว่าฤดูทำไร่มาถึงอีกครั้งยายจึงจะกลับลงมา ยายเด็ดดอกหงอนไก่ทัดหูหลานรักก่อนจะกลับขึ้นฟ้าไป

ทุกวันนี้ยังมีชาวปกาเกอะญอที่ยังรักษารักษาสายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาและโถบีฃ่าไว้ได้อยู่ ทุกปีหลังฤดูเก็บเกี่ยว พวกเขาจะทำพิธีส่งนกกลับขึ้นฟ้า มีการหุงข้าวใหม่กินกับพืชผักที่มีในไร่ในสวน วัตถุดิบในหม้อบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณของชุมชนนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ดอกดาวเรืองหรือดอกหงอนไก่ถูกนำมาทัดหูในวันพิธี เพื่อย้ำความสัมพันธ์ของมนุษย์และธรรมชาติ และระลึกถึงนกตัวนั้นที่ลงมาแปลงกายเป็นคุณยายอวยพรให้เราได้มีข้าวกิน โถ่บีฃ่าจึงเป็นตัวแทนของข้าว คือความรักความเมตตาที่มอบชีวิตให้เรา มันจึงไม่แปลกถ้าข้าวปลาจะเป็นของจริงตามที่สุภาษิตไทยกล่าวไว้ เพราะมันชัดเจนมากในเวลานี้

การขอบคุณธรรมชาติจึงเป็นการนอบน้อมต่อธรรมชาติ และเราทุกคนในชีวิตจริงไม่ต่างจากเด็กกำพร้าในนิทาน เราต้องพึ่งพาความรักความเมตตาจากคนรอบข้าง สิ่งแวดล้อมที่ดี จากฟ้าฝนที่เป็นใจต่อการเพาะปลูก เพื่อที่เราจะได้มีอาหารประทังชีวิต

ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไร การกินให้พอประมาณ การจับจ่ายซื้อของ การเดินทางเท่าที่จำเป็น หรือลดการใช้ทรัพยากร การใช้สิ่งของที่เรามีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด และที่สำคัญการแบ่งปันต่อกันและจะเป็นพิธีกรรมที่ดีต่อพวกเรามากมาย 

เราสามารถทำได้ทันทีและเดี๋ยวนี้เลย

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ช่วงเวลาที่เพลง วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ของแม็กซ์ เจนมานะ โด่งดั่งทั่วไทย แม้แต่บนดอยเด็กก็ร้องกันอย่างสนุกสนาน มันประจวบเหมาะกับเสียงเรียกที่ดังกึกก้องจากข้างในให้ผมอนุญาตตัวเองเข้าป่าอีกครั้ง

บ้านผมอยู่ใกล้ภูเขามาก ตื่นมาก็เห็นต้นไม้เต็มภูเขาสบตากับผม แต่เราจะได้เข้าป่าก็ต่อเมื่อไปทำแนวกันไฟไปดับไฟป่า หรือพาเพื่อนๆ น้องๆ เดินป่า การเดินป่าครั้งนี้แตกต่างออกไปตรงที่ผมอยากได้ยินเสียงเรียกนั้นใกล้ๆ ชัดๆ

ผมนัดแนะเจก (Jake) เพื่อนชาวอเมริกันที่บวชเป็นสามเณรได้ 3 ปี จำวัดอยู่ที่วัดถ้ำดอยโตน เจกบอกว่า เขาไม่ชอบชื่อเขาเท่าไหร่ เพราะมันพ้องกับคำว่า ‘เจ๊ก’ ที่คนไทยบางคนชอบเรียกชาวจีนด้วยความรู้สึกดูแคลน เขาให้ผมเรียกเขาว่า ‘สุริยนต์’ ผมรับปากว่าจะเรียกเขาว่า สุริยนต์ ตลอดการเดินของเรา เขาทำหน้าพึงพอใจเหมือนได้รับชีวิตใหม่เลยทีเดียว

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

เราวางแผนจะไปถ้ำแห่งหนึ่งชื่อเก่อกวี‘ (ภาษาปกาเกอะญอ แปลว่า หินโน้ม) หลังจากจัดกระเป๋าเสร็จสรรพเราก็มุ่งหน้าขึ้นเขา พร้อมกับ ‘มีโชค’ หมาลูกครึ่งเยอรมันที่อยากออกเดินทางไปกับเราเช่นกัน ตอนบ่ายเราเริ่มเดินผ่านทุ่งข้าวที่กำลังเติบโตหลังฤดูกาลปลูกข้าวเพิ่งผ่านไปไม่นาน เราข้ามห้วยแม่สะป๊อกซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงคนในชุมชนบ้านหนองเต่า แล้วไหลลงแม่วาง แม่ปิง ไปเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้าพระยา ก่อนออกทะเล และเดินทางกลับมาบ้านหนองเต่าในรูปของฝน

จากนั้นแวะพักที่กระท่อมระหว่างทางซึ่งเคยเป็นชุมชนดั้งเดิมสมัยรุ่นทวด ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสวน นา และป่า เราเดินผ่านสวนพลับที่กำลังจะสุกรอให้เก็บกินตลอดเดือนสิงหาคม ส่วนต้นกาแฟที่มีผลสีเขียวสด ต้องรอจนกว่าฤดูเกี่ยวข้าวเสร็จถึงจะเก็บได้

เราเดินไปเติมน้ำที่ ‘ห้วยเพาะต่าโกละ‘ (แปลว่า ห้วยตีมีด) ผู้เฒ่าสอนให้เราขออนุญาตน้ำทุกครั้งก่อนจะตักมาดื่มกินหรือล้างหน้า เพราะในน้ำมีนาทีเทวดาผู้ดูแลน้ำอาศัยอยู่

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

เหตุผลสำคัญที่เราต้องให้ความเคารพน้ำหรือแม่น้ำ เพราะโลกของเรามีน้ำถึง 70 เปอร์เซ็นต์ แต่มีเพียง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นน้ำจืด กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของน้ำจืดเป็นน้ำแข็งขั้วโลกที่ละลายมากขึ้นจากภาวะโลกร้อน และร่างกายของมนุษย์ก็มีน้ำถึง70 เปอร์เซ็นต์ สิ่งนี้เป็นภาษาธรรมชาติที่บรรพบุรุษของเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และธรรมชาติจะดูแลทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม บรรพบุรุษจึงส่งต่อความห่วงใยที่มีต่อโลกผ่านบทกวีเก่าแก่ว่า

ออ ที เก่อ ตอ ที (ได้กินจากน้ำ จงดูแลน้ำ)

เอาะ ก่อ เก่อ ตอ ก่อ (ได้กินจากดิน จงดูแลโลก)

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

เสียงจากสายลม

เราเดินขึ้นเขาผ่านต้นไม้น้อยใหญ่มากมายทั้งต้นก่อป่า ต้นสารภีดง โดยเฉพาะต้นสนที่สูงเด่นขึ้นไปบนฟ้า เวลาลมพัดใบไม้ของต้นไม้แต่ละชนิดจะมีเสียงต่างกันราวกับลมกำลังไล่ตัวโน้ตดนตรีบนภูเขา ผมชวนสหายสุริยนต์นั่งพัก มีโชคดูเพลิดเพลินกับการเดินเข้าป่าครั้งแรกในชีวิตวัยขวบครึ่ง

เราเว้นระยะห่างในการเดิน คุยกันน้อยที่สุด ฟังเสียงลมหายใจตัวเองที่ถี่ขึ้นตามความชันของภูเขา เช่นเดียวกับเสียงหัวใจที่กำลังทำงานเต็มที่ และส่งเสียงดังตุบ ตุบ อยู่ข้างใน

ทางเดินบริเวณนี้เป็นเขตป่าชุมชนของชุมชนหนองเต่าและชุมชนห้วยตอง เราจึงเห็นชาวบ้านพาวัว ควาย เข้าป่า ทำเพิงพัก และทำคอกวัวกลางป่า เพราะพื้นที่นาหน้าฝนเป็นฤดูปลูกข้าว ใครมีฝูงสัตว์เกินกว่า 10 ตัวมักจะต้อนเข้าป่าและแวะไปดูเป็นครั้ง จนกว่าฤดูเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลง ฝูงสัตว์ก็จะได้กลับมาเดินเล็มหญ้าในนาอีกครั้ง

เจ้าของสัตว์รู้จักป่าดีมาก เขารู้ว่าจะไปตามหาสัตว์เลี้ยงที่ไหน เขาบอกได้ว่ารอยเท้าลักษณะไหนเป็นรอยเท้าของฝูงสัตว์ของเขา บางครั้งเขาแค่ฟังเสียงกระดิ่งก็รู้แล้วว่าเป็นฝูงสัตว์ของเขาหรือไม่ องค์ความรู้เหล่านี้ถ่ายทอดกันผ่านการสัมผัสในวัยเยาว์ ผ่านรุ่นสู่รุ่นจนเกิดเป็นมั่นใจและชำนาญอย่างมาก

ที่ความสูง 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล เราพักดื่มน้ำเติมพลังด้วยขนมและข้าวผัดที่เตรียมมาจากบ้าน เรามองดูวิวเห็นภูเขาที่เต็มไปด้วยสีเขียวจากต้นไม้โบกมือทักทายเรา ผมไม่อยากเชื่อเลยว่า มีคนเชื่ออย่างง่ายดายว่า พวกเราที่นี่ทำลายธรรมชาติ เพียงเพราะอ่านเจอจากหนังสือ ดูข่าว หรือฟังคนนี้คนนั้นเล่า

ไกลออกไปเรามองเห็นดอยสุเทพอย่างชัดเจน ถัดลงไปจากนั้นคงเป็นเมืองเชียงใหม่ที่วุ่นวายมากขึ้นทุกวัน อากาศเป็นพิษมากขึ้นทุกวัน ผมอยากให้เราฟังเสียงลมที่บอกเล่าความจริงด้วยกันจริงๆ

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

 

เสียงจากไฟ

ฟ้าเริ่มมืด จุดหมายยังอีกไกล เราเดินทางต่อ มีโชควิ่งนำไปก่อนอย่างร่าเริง

เราเดินผ่านแนวกันไฟของเรา เดินเลาะลงไปในเขตป่าชุมชนบ่านโป่งสมิต เรามาถึงจุดบวชป่าที่มีผ้าเหลืองมัดตามต้นไม้ บริเวณนี้เคยเป็นไร่ฝิ่นเมื่อครั้งฝิ่นยังเป็นพืชถูกกฎหมาย เมื่อยกเลิกการปลูกฝิ่นก็เอาต้นสนมาปลูกในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม พื้นที่ตรงนี้จึงดูแปลกหน้า การเรียงตัวเป็นแถวเป็นแนวใกล้ชิดของต้นสนทำให้ต้นไม้ชนิดอื่นเติบโตยาก เพราะใบสนเป็นกรด ดินบริเวณนั้นจึงกลายเป็นกรดทั้งหมด

ท่านสุริยนต์แลกเปลี่ยนกับผมว่า ถ้าผมมองต้นไม้แปลกแยก แล้วไม่มองเขาเป็นคนอเมริกันที่แปลกแยกด้วยเหรอ ผมอึ้งไปสักครู่ก่อนจะตอบกลับว่า วิธีการปลูกป่าสนพวกนี้ไม่ได้เข้าใจธรรมชาติของป่าแถบนี้ และสนที่ปลูกก็ไม่ใช่สนธรรมชาติ การปลูกสนเป็นแถวเป็นแนวในป่าลึกแบบนี้อันตรายมาก เพราะใบสนที่ทับถมกันปีแล้วปีเล่าไวต่อไฟมาก เวลาเกิดไฟป่าชาวบ้านจึงปะทะโดยตรงไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาด้วยการทำแนวกันไฟ

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่ ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

การมาของสนปลูกใหม่ไม่ต่างไปจากคนผิวขาวที่เข้าไปรุกรานชนเผ่าพื้นเมือง จนกลายเป็นความเจ็บปวดเรื่องหนึ่งของประวัติศาสตร์บนโลก แต่ท่านสุริยนต์ไม่ใช่คนต่างชาติ เขาคือเพื่อนมนุษย์ของผมคนหนึ่ง

เราเดินจนมืดและคล้ายว่าจะหลง ท่านสุริยนต์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู Google Maps ปรากฏเป็นทางเมื่อครั้งมีการตัดถนนเพื่อเข้ามาปลูกป่า ร่องรอยถนนยังคงชัดเจน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ เราหลงทาง!!!

ฝนเริ่มโปรยปราย เราเลาะแหวกพงหญ้าและหนามที่เรียงชิดติดกันราวกับม่านท่ามกลางความมืด โชคดีที่เราเตรียมไฟฉายส่องทาง สักพักผมได้ยินเสียง โอ๊ย คงไม่ใช่บุคคลที่สามอย่างแน่นอน เพราะท่านสุริยนต์ร่วงลงไปกองกับพื้น ผมพยุงเพื่อนลุกขึ้น ส่วนมีโชคก็พลัดหลงกับเรา ผมเรียกมันอยู่นาน ผมมั่นใจว่ามันไม่หลง เพียงแต่ทางรกขนาดนั้นคงยากสำหรับมันเหมือนกัน

เราทะลุออกมาตรงทางเดิน ท่านสุริยนต์ยังคงคิดถึงจุดหมาย แต่ผมขอร้องให้เราปักเต็นท์กันเพราะขาผมเริ่มออกอาการงอแงแล้ว และไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงไหนของป่า การหยุดพักสำหรับค่ำคืนนี้คงเป็นทางออกที่ง่ายที่สุดแล้ว

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

 

เสียงจากผืนดิน

เราตัดสินใจปักเต็นท์ใต้ต้นสน หลังจากแน่ใจว่าจะไม่มีกิ่งไม้ผุพังหล่นใส่ตอนกลางคืน ผมเอากระเป๋าเข้าไปในเต็นท์ล้มตัวลงนอนบนที่นอนที่สุดแสนจะวิเศษ กลางคืนมีเสียงฝนโปรยลงมาเบาๆ มีโชคได้ที่นอนใต้ก้อนหินใหญ่ คืนนี้ไม่มีดาว มีแต่ดินที่รองรับ 3 ชีวิตด้วยความเมตตา ผมขออนุญาตนอนหลับฝันดีตรงนี้นะครับ ผมบอกกับดินแถวนั้นก่อนจะหลับยาวถึงเช้า

เช้าๆ คงไม่มีอะไรน่าทำไปกว่าการก่อไฟ แต่ฝนตกไม้เปียก โชคดีที่เราแกะเปลือกสนตามต้นที่เหมือนเกล็ดปลามาใช้แทนฟืนได้ ผมต้มกาแฟเป็นอย่างแรก เป็นกาแฟที่แม่ปลูกไว้ในสวน ต้มด้วยหม้อต้มเลเบอนิสเท่ ผมแบ่งกับท่านสุริยนต์ แล้วต้มมาม่า ปิ้งมันฝรั่ง ถั่วเน่าแผ่น กินกับข้าวที่เหลือจากตอนเย็น ผมเอาข้าวใส่ใบไม้แล้วพึมพำประมาณว่า เจ้าป่าเจ้าเขาครับ ขอบคุณที่ดูแลเรา ขอให้เราเดินทางราบรื่นปลอดภัยนะครับ

ไม่น่าเชื่อว่ามื้อเช้าของเราในป่า ใต้ต้นสน ใต้หมอก ตีนถ้ำ เป็นมื้อที่อร่อยมากมื้อหนึ่งในรอบหลายวันของผม เราแบ่งกันกินอย่างสบายใจ มีโชคดูไม่ค่อยสบาย อาจจะเพราะตากฝนเมื่อคืน ผมเลยชวนมันเข้ามาห่มผ้าในเต็นท์เพื่อความอบอุ่น

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

 

เธอได้ยินอะไรบ้าง

เสียงลมพัดสายฝนจนใบสนแกว่งไกว เม็ดฝนหยดลงบนดิน ควันจากกองไฟลอยไปเป็นหมอกหนา ผมไม่คิดถึงปลายทางอีกแล้ว ผมไม่ได้ยินเสียงเรียกของถ้ำหรือยอดเขาอีกแล้ว ผมนอนพักแนบดินและรับรู้ถึงความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นคนปกาเกอะญอ ซึ่งบรรพบุรุษช่วยดูแลรักษาผืนป่าไว้ให้ผมได้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติ

ถ้าบรรพบุรุษบอกอะไรกับคนรุ่นหลังได้ คงไม่มีอะไรมากไปกว่าให้เราดูแลโลกของเราที่มีแค่ใบเดียวเท่านั้น โลกที่กำลังร้องไห้ดังในจิตใจของเรา เป็นเสียงสะท้อนจากส่วนลึกข้างในที่ไม่สามารถได้ยินด้วยหู แต่ขอให้เราใช้หัวใจรับฟัง เราจะได้ยินเสียงพูดคุยของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกที่กำลังแตกหัก อุณหภูมิร้อนอบอ้าวที่แดนอาทิตย์อุทัยพูดคุยกับเราผ่านร่างที่ไร้วิญญาณ ภูเขาพูดกับเราด้วยไฟ แผ่นดินบอกเราด้วยมวลน้ำมหาศาลที่ล้นทะลัก

ยังไม่นับภาษาคน ภาษาสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ร้องขอชีวิต ร้องขอความเมตตาที่เราควรจะหยิบยื่นให้กันเท่าที่คนคนหนึ่งจะให้ได้ เราปล่อยให้เศรษฐกิจ การเมือง ผลประโยชน์ ล่มสลายได้ แต่ต้องไม่ใช่โลกใบเดียวของเรา

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

ภาพ: โอชิ จ่อวาลู

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load