ในหนึ่งปีจะมีวันดีดีเสมอ

ต้นบ๊วยในสวนกำลังผลิดอกสีขาว กลิ่นหอมเชิญชวนผึ้งมาเก็บน้ำหวานกลับบ้าน ไม่ไกลออกไปมีฝูงนกมาดื่มกินน้ำหวานจากเกสรของดอกนางพญาเสือโคร่งที่ออกดอกสีชมพูเต็มต้น เป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่หวานหอมมากทีเดียว

ในความเป็นจริง ถึงแม้ชีวิตคลุกเคล้าสุขและทุกข์ปนเปอย่างไม่มีวันแยกออกจากกันได้ การรักษาชีวิตไว้ได้อีกขวบปี จึงมีเหตุผลมากพอที่เราจะฉลองกับตัวเองเบาๆ

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ฉลองปีใหม่กับต้นไม้

เป็นวิถีปฏิบัติที่มีนาน เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นลงจะมีพิธีขอบคุณธรรมชาติใต้ต้นไม้ ความพิเศษของวันนี้คือ นอกจากเราจะได้มาพบปะพูดคุยกันแล้ว การได้กินข้าวด้วยกันเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดของปีสำหรับผมเลยทีเดียว

หลังจากครอบครัวทั้ง 24 ครอบครัวนำข้าวสารมารวมกัน แล้วนำไปหุงในหม้อเดียวกันเพื่อไปหมัก เมื่อครบกำหนดก็ได้เวลาต้มเหล้าเพื่อนำไปประกอบพิธี ในอดีตเมื่อชาวบ้านต้มเหล้าเวลามีคนภายนอกเข้าหมู่บ้าน นักต้มเหล้ามือสมัครเล่นแบกหม้อต้มเหล้าหนีกันจ้าละหวั่น แต่การต้มเหล้าแบบนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อขาย จึงได้รับการอนุโลมมากขึ้น

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ว่ากันว่าสมัยก่อนอันไกลโพ้น มีหญิงงามที่สุดคนหนึ่ง เป็นที่กล่าวขานร่ำลือกันไปทั่วระแหง หนุ่มๆได้พบเห็นเข้าก็ตกหลุมรักได้อย่างง่ายดาย แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก หญิงงามมีกลิ่นที่ทุกคนไม่อยากเข้าใกล้ ต่อให้อาบน้ำปะแป้งและแก้มน้องนางนั้นแดงระเรื่อกว่าใคร ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีชายใดมาชอบพอ จากวันเป็นเดือนและหลายปีผ่านไป หญิงงามก็แก่ชราและไม่ได้มีโอกาสได้มีคู่ชีวิตกระทั่งลาโลกไป แต่ก่อนที่เรื่องจะจบแบบเศร้าๆ นั้นเอง เธอได้อธิษฐานว่า ถ้าชาติหน้ามีจริง เธอขอเกิดมาเป็นสิ่งที่มีคนรักและชอบ คำอธิษฐานส่งเธอไปเกิดเป็น ซิ หรือ เหล้า จวบจบทุกวันนี้

คำอธิษฐานมีความแรงหลายดีกรี และแผ่ขยายไปทั่วทั้งดวงดาวดวงนี้ ไม่ว่าประเทศไหนก็มีวัฒนธรรมดื่มเหล้า ราวกับว่าพลังดึงดูดจากจิตวิญญาณของหญิงงามคนนั้นแรงกว่าแม่เหล็กทั้งโลกมากองรวมกันซะอีก

คนปกาเกอะญอมีกติกาในการดื่มเหล้าง่ายๆ ถ้าดื่มเหล้าในวงเพื่อนฝูง คือคนที่รินเหล้าต้องจิบก่อน จากนั้นจึงรินเหล้าและส่งให้กับคนที่อยู่ทางขวามือหรือส่งให้คนที่มีอายุมากที่สุดก่อน จากนั้นจึงทยอยรินแจกคนที่เหลือรอบวง เมื่อจอกแรกหมด ทุกคนก็จะได้รับจอกที่ 2 ซึ่งจอกนี้เอง เราต้องกินและส่งคืนคนที่รินเหล้าให้เรา และแบ่งให้เพื่อนรอบวงจิบแทนการคารวะมิตรภาพ 

เราจะได้รับเหล้าคนละ 2 จอกเป็นอย่างน้อย จอกแรกเป็นพื้นที่ของตัวเอง จอกที่ 2 และจอกถัดไปเป็นพื้นที่ระหว่างกันและกัน

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ในอดีต ผู้เฒ่ามีชั้นเชิงการดื่มราวกับจอมยุทธ์ พวกเขานั่งดื่มล้อมวงพูดคุย ถ้าเรื่องราวไม่ใหญ่โตถึงขั้นต้องเอาสองมือวาด กวาดไปมาเพื่ออธิบาย เหล่าจอมยุทธ์จะกุมแก้วที่มีจิตวิญญาณของหญิงงามไว้ราวกับเป็นดาบคู่กาย ไม่มีใครเมาเละเทะ เพราะบทสนทนานั้นไหลลื่นราวกับบทเพลงที่ถูกถักทอเข้าไว้ด้วยกันในหมู่มิตร ยากที่จะมีใครอยากเมา นั่นคือเรื่องราวจริงๆ ที่ยังคงเกิดขึ้น แต่ความเข้มข้นงดงามก็ลดน้อยถอยลงไปมาก

มีการรินเหล้าอีกแบบหนึ่ง ในพิธีกรรม เหล้าปากขวดนั้นจะถูกรดรินลงแก้วก่อนผู้เฒ่ากล่าวบทสวด แล้วปล่อยให้หยดเหล้าบางส่วนหยดลงดิน เป็นการบอกกล่าวต่อสิ่งที่คอยดูแลปกป้องเราตามความเชื่อ

จากนั้นเหล้าจะได้รับการแบ่งปันกันในพิธี เมื่อเหล้าเดินทางมาถึงก้นขวด การหยดเหล้าก็เกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อขอบคุณผู้ดูแลเราในทุกๆ วัน รวมถึงการกล่าวขอบคุณภูเขา แม่น้ำต่างๆ ที่มีชื่อของภูเขา ซอ สี่ โข่ (เชื่อว่าตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย) ตลอดจนสิ่งมีชีวิตที่ถูกพรากชีวิตโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจในฤดูเพาะปลูกและปีที่ผ่านไป

ที่ใต้ต้นไม้ หลังจากผู้เฒ่าจุดเทียน อาหารในกระทงใบไม้ถูกยกไปวางบนกระท่อมหลังเล็ก ผู้เฒ่ารินเหล้าบอกกล่าวต่อสิ่งสูงสุด การพบปะกันในเครือญาติที่ใหญ่ที่สุดในรอบปีให้เวลากับทุกคนได้พูดคุยใช้เวลาด้วยกัน ส่วนเด็กๆ นั้นบ้างปีนต้นไม้ บ้างเดินเล่นบนหินในลำธาร บ้างตามองที่หน้าจอ ส่วนหลานตัวเล็กที่ยังซนไม่ได้อยู่ในอ้อมอกของแม่

อาหารมื้อเที่ยงเป็นแกงไก่ที่มาจากทุกบ้านพร้อมแล้ว นั่งล้อมวงกินกันใต้ต้นไม้ เป็นอาหารมื้อที่น่าจดจำที่สุดของปี มีข้าวใหม่ของปีล่าสุดที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงกายของของทุกคนวางอยู่ตรงหน้าให้ทุกคนได้กินและอิ่มไปพร้อมกัน ต้นไม้คุณปู่ต้องรออีกทีปีหน้า ถึงจะได้เจอกับพวกเราอย่างพร้อมหน้าพร้อมอีกครั้ง

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า
ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ปีใหม่แล้วได้เวลาส่งนกกลับขึ้นฟ้า

โถ่บีฃ่า นกที่ลงมาจากฟ้าแปลงกายเป็น ‘พีหมื่อแม’ คุณยายแก่ๆ คนหนึ่ง และทำทีว่ากำลังติดอยู่ในดงหนาม ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่สัญจรไปมา คนแล้วคนเล่าเดินจากไปอย่างไม่สนใจใยดี กระทั่ง ‘จอ โพ แฆ’ เด็กกำพร้าเดินผ่านมา หญิงชราร้องขอความช่วยเหลือด้วยท่าทีที่น่าสงสาร เด็กกำพร้าเห็นเข้าจึงเข้าไปช่วยอย่างไม่รีรอ หนุ่มน้อยใช้มีดเล็กๆ สมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เขามีค่อยๆ ตัดรื้อกิ่งไม้ หนาม ทีละนิดๆ เป็นเวลานาน ในที่สุดเด็กกำพร้าก็ช่วยคุณยายออกจากดงหนามสำเร็จ

เด็กกำพร้าพาคุณยายกลับไปที่กระท่อมหลังเล็กในป่าอันสงบของเขา เมื่อเห็นว่าหลานกำพร้ามีข้าวไม่พอกิน ยายจึงมอบเมล็ดข้าวให้เด็กกำพร้านำไปหว่านในไร่เล็กๆ ใกล้กระท่อม เมื่อเวลาผ่านไป ไร่ข้าวของเด็กกำพร้าเก็บเกี่ยวได้ข้าวจนเต็มยุ้ง เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นลง ก็ได้เวลาที่คุณยายต้องกลับสวรรค์ จนกว่าฤดูทำไร่มาถึงอีกครั้งยายจึงจะกลับลงมา ยายเด็ดดอกหงอนไก่ทัดหูหลานรักก่อนจะกลับขึ้นฟ้าไป

ทุกวันนี้ยังมีชาวปกาเกอะญอที่ยังรักษารักษาสายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาและโถบีฃ่าไว้ได้อยู่ ทุกปีหลังฤดูเก็บเกี่ยว พวกเขาจะทำพิธีส่งนกกลับขึ้นฟ้า มีการหุงข้าวใหม่กินกับพืชผักที่มีในไร่ในสวน วัตถุดิบในหม้อบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณของชุมชนนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ดอกดาวเรืองหรือดอกหงอนไก่ถูกนำมาทัดหูในวันพิธี เพื่อย้ำความสัมพันธ์ของมนุษย์และธรรมชาติ และระลึกถึงนกตัวนั้นที่ลงมาแปลงกายเป็นคุณยายอวยพรให้เราได้มีข้าวกิน โถ่บีฃ่าจึงเป็นตัวแทนของข้าว คือความรักความเมตตาที่มอบชีวิตให้เรา มันจึงไม่แปลกถ้าข้าวปลาจะเป็นของจริงตามที่สุภาษิตไทยกล่าวไว้ เพราะมันชัดเจนมากในเวลานี้

การขอบคุณธรรมชาติจึงเป็นการนอบน้อมต่อธรรมชาติ และเราทุกคนในชีวิตจริงไม่ต่างจากเด็กกำพร้าในนิทาน เราต้องพึ่งพาความรักความเมตตาจากคนรอบข้าง สิ่งแวดล้อมที่ดี จากฟ้าฝนที่เป็นใจต่อการเพาะปลูก เพื่อที่เราจะได้มีอาหารประทังชีวิต

ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไร การกินให้พอประมาณ การจับจ่ายซื้อของ การเดินทางเท่าที่จำเป็น หรือลดการใช้ทรัพยากร การใช้สิ่งของที่เรามีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด และที่สำคัญการแบ่งปันต่อกันและจะเป็นพิธีกรรมที่ดีต่อพวกเรามากมาย 

เราสามารถทำได้ทันทีและเดี๋ยวนี้เลย

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ทางเข้าหมู่บ้านถูกปิดเป็นคำรบสาม ชาวบ้านผลัดเปลี่ยนเวรยามกันไปเฝ้าตรวจตราคนเข้าออกเพื่อความปลอดภัยของชีวิต หลายคนกำลังกักตัวที่บ้านหรือในสวน ถ้าโลกต้องการให้เราพบกันน้อยลง นี่คงเป็นโอกาสที่เราจะได้พบกับธรรมชาติให้มากขึ้น

ผมนัดกับ แทะ-นิรักษ์พัน แปรดำรงค์กุล คุณพ่อลูกสองผู้ที่หลงใหลในเฟิร์นมาหลายปีแล้ว แทะน่าจะเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่บนดอยที่รู้จักเฟิร์นดีมากคนหนึ่ง ทั้งในตำราและภูมิปัญญาแบบผู้เฒ่าสมัยก่อน เขาสารภาพว่าเขาห่างเหินกับเฟิร์นมาสักพักแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ การมาพักช่วงสั้นๆ ในสวนใกล้กับป่า น่าจะทำให้ความรักที่มีต่อเฟิร์นของเขาผลิบานอีกครั้ง

สวนและนาที่ห่างออกจากหมู่บ้านไปไกลจึงสงบเงียบ เสียงรถบนถนนดังไกลๆ ให้ได้ยินแต่ไม่รบกวนอะไร กระท่อมหลังเดิมของพ่อตาของแทะยังคงแข็งแรง หญ้าและต้นไม้กลับมาเขียวอีกครั้งหลังจากฝนหลงฤดูร้อนพัดกระหน่ำไปเมื่อไม่นาน

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เราเดินทางไปถึงที่พักก็เย็นพอดี หลังจากปลดกระเป๋าและนั่งพักผ่อนบนแคร่ใต้ถุนกระท่อมพอหอมปากหอมคอ แทะก่อฟืนหุงข้าว น้ำซุปมันฝรั่งกับไข่เจียวและข้าวดอยร้อนๆ เป็นมื้อเย็นที่พอเหมาะพอดีสำหรับเรา

เมื่อถึงฤดูเพาะปลูก กระท่อมกลางนาเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองสำหรับการมาพักชั่วคราว โดยเฉพาะคนที่นาอยู่ไกลบ้าน การมีกระท่อมไว้นอนพักค้างคืน มีเตาไฟสำหรับทำอาหาร ช่วยประหยัดเวลาได้มากพอสมควร 

กระท่อมไม่มีไฟฟ้า นอกจากไฟจากกองฟืนและแสงจันทร์ลางๆ หิ่งห้อยบรรทุกตะเกียงเรืองแสงพากันไปฟังจิ้งหรีดที่กำลังร้องเพลงลูกทุ่งประสานเสียงกับเหล่าเขียดในท้องนา ฟังไกลๆ ก็เพราะดี ลมพัดเย็นสบาย เสียงกล่อมนอนจากธรรมชาติทำให้รู้สึกผ่อนคลายจนหลับไป

เฟิร์น สิ่งมีชีวิตที่เป็นมากกว่าความสวยงามในราวป่า

เช้าแล้ว ตื่นมาเตรียมมื้อเช้ากินกันก่อนเดินเท้าเข้าป่า ก้าวเท้าออกไปไม่ทันไร แทะชี้ให้ดู ‘กิ๊โข่ดอ’ หรือย่านลิเภา เฟิร์นเถาที่คนปกาเกอะญอนำมาใช้ประกอบพิธีกินข้าวใหม่หลังเก็บเกี่ยว การนำเถาของย่านลิเภามาพันหม้อหุงข้าว ครกกระเดื่อง เสาเตาไฟ หรือ ‘เส่อกิ๊เต่อ’ ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงการสำนึกรู้คุณต่อสิ่งของที่ช่วยให้การดำรงชีวิตดำเนินไปอย่างสะดวกราบรื่น นอกจากนี้ เถาของย่านลิเภาที่พันรอบข้าวสิ่งของต่างๆ นั้น เป็นการบอกกล่าวให้เราดูแลข้าวของให้ดี เพื่อที่เราจะมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เถาของย่านลิเภาเปรียบเสมือนเชือกที่พันและผูกเราไว้กับข้าว ให้เรายึดเหนี่ยวชีวิตไว้กับข้าวปลาอาหารให้มั่น เมื่อคนสมัยโบราณไม่มีภาษาเขียน การจดบันทึกความหมายของธรรมชาติจึงถูกเล่าผ่านพิธีกรรม เมื่อพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ผิดมากนักถ้าหากจะบอกว่าเฟิร์นคือพืชศักดิ์สิทธิ์ ชาวอินเดียนแดงเผ่าเชอโรกี เชื่อว่าเฟิร์นก้านดำมีพลังรักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ

‘กิ๊โข่ดอ’ มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยขับนิ่ว แก้เจ็บคอ ลดอาการปวดหลัง โดยนำเหง้า ราก และลำต้น มาต้มน้ำกิน ส่วนยอดอ่อนยังใช้ประกอบอาหารได้ เช่น ลวกจิ้มกินกับน้ำพริก เป็นต้น

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เดินขึ้นเขาใต้ร่มไม้ใหญ่ ลำธารสายเล็กมีน้ำไหลช้าๆ ครอบครัวเฟิร์นหลายชนิดกำลังรอให้เราไปทำความรู้จัก แทะ พลิกใบของต้น ‘โดะเก่โข่ง’ หรือเฟิร์นกีบแรด เพื่อดูสปอร์ที่เรียงชิดติดกันเป็นแนวยาวตามขอบใบด้านใน เมื่อจังหวะและเวลาพร้อม สปอร์เหล่านี้ก็จะออกเดินทางกลายเป็นต้นเฟิร์นต่อไปในอนาคต

เหง้าของกีบแรดเป็นยาสมานแผลที่ดีมากชนิดหนึ่ง หากเราโดนหนามเกี่ยวหรือของมีคมบาด ให้ใช้เหง้าของกีบแรดทา จะทำให้แผลหดตัว ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

มีเฟิร์นหลายชนิดที่หน้าตาคล้ายกันมากจนมือใหม่อย่างผมอาจแยกไม่ออก แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้รักเฟิร์น แทะบอกได้ทันทีว่าต้นเฟิร์นที่ยืนสง่าบนหินที่มีเหล่ามอสปกคลุมใต้ต้นนั้นชื่อว่า ‘ต้นห่อทีหล่า’ เฟิร์นที่เป็นตัวชูรสในการทำอาหารของคนบนดอยมาช้านาน ซึ่งเด็กๆ รุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักแล้ว 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

‘โปล่ แปล ดอ’ หรือผักกูด น่าจะเป็นเฟิร์นที่ทุกคนรู้จักดี แต่ใครรู้ว่าเฟิร์นชนิดนี้มีธาตุเหล็กสูงช่วยบำรุงเลือดได้เป็นอย่างดี

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

นอกจากนี้มีเฟิร์นชนิดหนึ่งที่ชอบชิมเหล้า ‘โท’ หรือ โชน ที่ชูใบเป็นตัว V ก้านยาวๆ ของโชนถูกนำมาใช้เป็นหลอดดูดสำหรับชิมเหล้าของเหล่าบรรดาแม่บ้าน โดยการริดใบออกให้เหลือแต่ลำต้นยาวประมาณหนึ่งศอก จากนั้นให้เอาไปซุกในผงขี้เถ้าที่ยังมีความร้อนอยู่ ความร้อนจากผงขี้เถ้าจะทำให้ไส้ข้างในหดตัว ทำให้เราดึงไส้ออกได้อย่างง่ายดาย เพียงเท่านี้ก็จะได้หลอดดูดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไว้ใช้งานต่อไป 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

ส่วน ‘ก่าบอชือ’ กูดเกี๊ยะ เป็นเฟิร์นที่แม่ไก่จะรู้จักดี ทุกครั้งที่แม่ไก่ออกไข่ เจ้าของไก่จะไปตักกูดเกี๊ยะมาใส่ในรังไก่เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่แตกและเป็นที่นอนนุ่มๆ ของแม่ไก่

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

บ้านของเฟิร์น

แทะเล่าว่าเราพบเห็นเฟิร์นได้บนดิน บนหิน ในน้ำ และบนต้นไม้ เฟิร์นยังเป็นบ้านของสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างแมงมุม กิ้งก่า ตุ๊กแกหางเฟิร์น ตั๊กแตน หนอน และสัตว์ตัวอื่นๆ ที่พรางตัวเพื่อหลบภัย เช่นเดียวกับพวกเราทุกคนที่พึ่งพาพืชชนิดนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เฟิร์นเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศ เช่นเดียวกับสัตว์อย่างเสือ ลิง กระทิง นกหัวขวาน ที่ไหนยังมีเฟิร์น อย่างน้อยๆ เราก็พอคาดเดาได้ว่าป่าแห่งนั้นยังคงเป็นป่าที่มีชีวิต มีน้ำมีลำธารที่สะอาด และมีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่ในนั้น ซึ่งเท่ากับว่าเราจะยังมีชีวิตที่ดี เพราะ ‘ขวัญ’ ยังอยู่กับเรา ผมเพิ่งเข้าใจว่าการที่เราซื้อต้นไม้มาไว้ที่บ้านคือการเรียกขวัญกลับมานี่เอง

เฟิร์นช่วยรักษาความชุมชื้นให้หน้าดิน ช่วยยืดหน้าดินไม่ให้พังทลายยามฝนหลาก ไม่เพียงแค่ร่างกายของเราที่ต้องการต้นไม้ หากแต่จิตใจของเราก็ต้องการพลังจากต้นไม่ไม้น้อยไปกว่ากัน ทุกครั้งที่เข้าป่าหรือได้นั่งใต้ร่มไม้เราจึงรู้สึกร่มเย็น เฟิร์นจึงทำหน้าที่เป็นสมุนไพรที่รักษาทั้งร่างกายและเยียวยาจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี

หลังจากเดินป่าเรียนรู้เรื่องเฟิร์นกับแทะทั้งวัน มุมมองที่มีต่อเฟิร์นของผมเปลี่ยนไป เราอาจจะเคยรู้สึกกับต้นไม้ใบหญ้าว่าเป็นเพียงวัชพืช จนกระทั่งเราได้พาตัวเองไปสัมผัสกับต้นไม้ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งเราคิดว่าไกลตัวกลับมีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด สิ่งที่แวดล้อมล้วนเกี่ยวข้องกับสุขทุกข์ของเรา คนสมัยก่อนเชื่อว่าขวัญของเราเดินทางมากับต้นไม้ ขวัญและกำลังใจจึงเติบโตขึ้นในป่าและกลับคืนสู่ป่าเช่นเดียวกัน 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

แทะตั้งใจสร้างพื้นที่เรียนรู้เกี่ยวกับเฟิร์น เขาอยากถ่ายทอดเรื่องราวให้เด็กๆ และผู้ที่สนใจ เขากำลังลงมืออย่างช้าๆ แต่มีความหวังว่า สักวันหนึ่งพื้นที่เล็กๆ ที่เขาสร้างขึ้นมา จะทำให้เราได้กลับมาสนใจเรื่องราวของเฟิร์นและความเกี่ยวข้องของเรากับธรรมชาติ

จริงทีเดียวที่มีคนกล่าวไว้ว่าสุขภาพที่ดีคือความมั่งคั่ง ถ้าโลกของเรามีสุขภาพที่ดี นั่นแสดงว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกล้วนคือผู้ที่มั่งมี อาจไม่ใช่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง แต่ความรุ่มรวยที่เต็มไปด้วยความร่มเย็น สันติสุข ที่เราได้มีโอกาสแบ่งปันซึ่งกัน แบ่งปันพื้นที่ให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมถึงบ้านของต้นเฟิร์นด้วย 

ถึงตอนนี้ใครที่กำลังมองหาต้นไม้สักต้นมาไว้ที่บ้าน คงไม่ลืมหยิบเฟิร์นกลับมาด้วยสักต้น เพื่อที่ขวัญและกำลังใจจะกลับมา ในวันที่พวกเราหลายๆ คนต้องกักตัวที่บ้าน ไม่ได้เดินทางเหมือนเช่นเคย

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load