ห้างนิวเวิลด์จะกลับมาเปิดใหม่อีกครั้งหนึ่งในช่วงอาทิตย์หน้านี้!

เป็นสิ่งที่ทำให้ผมตกใจพอสมควรเมื่อได้ยินว่าห้างร้างแห่งนี้จะกลับมาใหม่ แม้จะเป็นเพียงการเปิดเพื่อจัดนิทรรศการเล็กๆ ที่น่าสนใจอย่างมากร่วมกับทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในชื่อ ARCH SU FEST: 2020 | New World x Old Town ระหว่างวันที่ 13 – 21 มิถุนายน 2563 ก็ตาม เพราะเป็นห้างที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาโดยตลอด และนอกจากการจัดนิทรรศการแล้ว นี่เหมือนเป็นการทดลองเปิดชิมลางอีกครั้ง เพราะทางเจ้าของที่ (ซึ่งเป็นคนละคนกับเจ้าของห้างในอดีต) นั้น อยากจะรีโนเวตห้างแห่งนี้ให้กลับมาเปิดต้อนรับผู้คนได้อีกครั้งหนึ่ง

หลายคนอาจจะไม่รู้จักห้างนิวเวิลด์ ห้างแห่งนี้เคยเป็นห้างที่ตั้งอยู่ใจกลางเขตเมืองเก่า และเคยเป็นห้างที่แสนหรูหราโก้เก๋ของชาวเมือง ในยุคที่ย่านบางลำพูยังเป็นย่านการค้าสำคัญของกรุงเทพฯ ด้วยความสูง 11 ชั้น และมีลิฟต์แก้วเป็นแห่งแรกๆ ในประเทศไทย แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงด้านผังเมืองและอุบัติเหตุของการรื้อถอนอาคาร ทำให้ห้างแห่งนี้ก็ต้องปิดตัวลง ก่อนจะเปลี่ยนภาพจำของคนจากห้างสรรพสินค้ากลายมาเป็นวังมัจฉาหรือบ่อปลาขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบลับๆ ของบรรดานักท่องเที่ยวอยู่นาน ก่อนที่จะมีการสั่งปิดตึกถาวรและย้ายปลาออกไป ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของคนที่เข้าไปในอาคารนั่นเอง 

นิวเวิลด์ โอลทาวน์ เมื่อห้างร้างกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อจัดนิทรรศการของชาวบางลำพู, ห้างนิวเวิลด์, New world, บางลำพู
นิวเวิลด์ โอลทาวน์ เมื่อห้างร้างกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อจัดนิทรรศการของชาวบางลำพู, ห้างนิวเวิลด์, New world, บางลำภู

เมื่อห้างนี้จะได้กลับมาเปิดอีกครั้ง นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก และวันนี้เราจะพาทุกท่านไปดูเบื้องหลังที่มาที่ไปของการกลับมาเปิดนิทรรศการแห่งนี้กัน 

บางลำพู 200 ปีก่อน

ในสมัยรัชกาลที่ 1 หลังจากย้ายเมืองหลวงกลับมาที่ฝั่งพระนครแล้วก็มีการสร้างบ้านแปงเมือง ด้วยการขุดคลองรอบกรุง สร้างป้อมและแนวกำแพงพระนครตามแนวลำคลองขุดใหม่ บริเวณช่วงคลองตั้งแต่วัดบางลำพูไปจนถึงวัดสระเกศฯ เรียกกันว่า ‘คลองบางลำพู’ มีการย้ายมาตั้งถิ่นฐานของทั้งเจ้านายและขุนนางในบริเวณนี้ ทำให้ต่อมาเริ่มมีชาวบ้านหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาตั้งรกรากตามๆ กัน ทั้งชาวไทย ชาวมอญ ชาวมลายู และชาวจีน พอมีคนเริ่มมาอาศัยจึงเกิดการค้าขายกันในลักษณะของตลาดน้ำในคลองบางลำพู ที่มีทั้งเรือขนผักผลไม้จากฝั่งธนฯ และนนทบุรีเข้ามาขาย มีการนำข้าวสารมาขายที่บริเวณตรอกข้าวสาร (อันเป็นชื่อของถนนข้าวสารในยุคถัดไป) 

ต่อมาเริ่มมีการขยับขยายการค้าขายขึ้นมาเป็นตลาดบนบก จนมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มีการตัดถนนสายใหม่ นั่นคือถนนราชดำเนิน พร้อมกับตัดถนนตะนาว ยาวลงมาถึงวัดบวรนิเวศฯ รวมไปถึงถนนจักรพงษ์ ถนนสามเสน ถนนพระสุเมรุ ถนนพระอาทิตย์ ถนนข้าวสาร ถนนรามบุตรี และถนนสิบสามห้าง ส่งผลให้พื้นที่บางลำพูเป็นจุดผ่านและจุดเชื่อมของเส้นทางคมนาคมสายใหม่ และรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตลาดแบบทันสมัยในพื้นที่บางลำพู โดยให้ชื่อว่า ‘ตลาดยอดพิมาน’ เรียกกันสั้นๆ ว่า ‘ตลาดยอด’ ส่งผลให้บางลำพูกลายมาเป็นย่านการค้าที่สำคัญมากของไทย มีทั้งห้างร้านขายสินค้าชั้นนำและมีชื่อเสียงหลายร้าน โดยร้านชื่อดังประจำย่าน เช่น ห้างเสื้อนพรัตน์ ร้านสมใจนึกบางลำพู ห้าง ต.เง็กชวน และแหล่งรวมมหรสพหลากหลาย ทั้งลิเก ละครร้อง และสื่อบันเทิงสมัยใหม่อย่างโรงภาพยนตร์ ซึ่งได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง แต่ช่วงหลังด้วยการที่เป็นเขตอนุรักษ์การขยับขยายทางด้านธุรกิจนั้นทำได้ยาก ผสมกับการย้ายถิ่นฐานของคนในเมือง จึงมีการลงทุนในย่านการค้าแห่งใหม่ ทั้งบริเวณประตูน้ำ ราชประสงค์ สีลม สาทร สุขุมวิท แทน ทำให้บางลำพูในยุคปัจจุบันนั้นลดความสำคัญในด้านการเป็นย่านการค้าสำคัญลงไป

บางลำพู พ.ศ. 2526

เมื่อ 30 กว่าปีก่อน บางลำพูก็ยังคงเป็นแหล่งการค้าที่สำคัญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน พ.ศ. 2526 มีการเปิดห้างใหม่บริเวณแยกบางลำพู นั่นคือห้างนิวเวิลด์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงจากคนกรุงเทพฯ เพราะมีร้านค้าและสินค้าใหม่ๆ วางขาย และมีลิฟต์แก้วแสนโก้เก๋ให้บริการอยู่ด้านหน้าห้างด้วย ด้วยเสียงตอบรับที่ดีทำให้ทางเจ้าของห้างได้ขออนุญาตต่อเติมอาคารจากทางเขตให้มีความสูงจากเดิม 4 ชั้น เพิ่มขึ้นไปเป็น 11 ชั้น แม้ทางเขตไม่อนุญาต แต่ทางเจ้าของห้างก็ทำการต่อเติมห้างไปโดยพลการ จนทำให้เกิดการฟ้องร้องต่อศาลโดยทางกรุงเทพมหานคร ก่อนจะผ่านกระบวนการทางชั้นศาลทั้งอุทธรณ์และฎีกา จนศาลตัดสินให้ทางห้างรื้อถอนส่วนต่อเติมชั้น 5 – 11 ออกไป ซึ่งทางห้างก็ได้ดำเนินการรื้อถอน โดยที่ยังคงเปิดให้บริการชั้น 1 – 4 ควบคู่กันไปด้วย 

นิวเวิลด์ โอลทาวน์ เมื่อห้างร้างกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อจัดนิทรรศการของชาวบางลำพู, ห้างนิวเวิลด์, New world, บางลำภู
นิวเวิลด์ โอลทาวน์ เมื่อห้างร้างกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อจัดนิทรรศการของชาวบางลำพู, ห้างนิวเวิลด์, New world, บางลำภู

บางลำพู พ.ศ. 2547

ในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2547 การรื้อถอนชั้น 5 – 11 ยังคงดำเนินไป แต่ทางช่างที่ทำงานนั้นได้วางเศษวัสดุที่รื้อถอนจากชั้นบนๆ ไว้ในจุดที่รับน้ำหนักไม่ไหว ทำให้พื้นแตกและถล่มลงไปยังชั้นล่าง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและร้านค้าชั้นล่างได้รับความเสียหาย ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ห้างนิวเวิลด์จึงปิดตัวลง ก่อนกลายมาเป็นบทบาทใหม่หลังจากปิดห้าง นั่นคือบ่อปลากลางกรุงนั่นเอง 

ด้วยความที่ห้างกำลังรื้อถอนชั้นด้านบนออกและต้องปิดให้ดำเนินการ ด้านบนของห้างจึงไม่มีการปิดช่องหลังคา และด้วยการออกแบบห้างสมัยนั้นที่มีโถงกลางเปิดโล่ง ทำให้เมื่อเข้าสู่หน้าฝน น้ำฝนจะตกและขังอยู่ที่ชั้นล่างสุดของห้าง เมื่อน้ำฝนตกลงมาขังมากขึ้นก็มียุงมากขึ้นด้วย แม่ค้าและชาวบ้านแถวนั้นเลยนำปลามาปล่อยเพื่อกำจัดลูกน้ำไม่ให้กลายเป็นยุง หลายคนบอกว่าเริ่มแรกมีแค่ปลาหางนกยูง ก่อนที่จะมีปลาแปลกๆ และขนาดใหญ่ขึ้นเพิ่มมาเรื่อยๆ ทั้งปลาคาร์ฟ ปลานิล ปลาทับทิม และอีกหลากหลายสายพันธุ์ จนกลายมาเป็นวังมัจฉากลางกรุงเก่า ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของเหล่านักท่องเที่ยวในประเทศและต่างชาติ

แต่ด้วยความปลอดภัยของผู้ที่มาเยี่ยมชมอาคารนี้อยู่ตลอด ทำให้สำนักงานเขตประกาศสั่งปิดตึกร้างดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 30 มิถุยายน พ.ศ. 2557 และขนย้ายปลา รวมถึงสูบน้ำออกทั้งหมด เป็นการปิดตำนานบ่อปลากลางกรุงเก่าไป

นิวเวิลด์ โอลทาวน์ เมื่อห้างร้างกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อจัดนิทรรศการของชาวบางลำพู, ห้างนิวเวิลด์, New world, บางลำภู

บางลำพู พ.ศ. 2563 

ตัดกลับมาในปัจจุบันนี้ที่ห้างนิวเวิลด์จะกลับมาเปิดใหม่เพื่อจัดนิทรรศการ ARCH SU FEST: 2020 | New World x Old Town เราจึงมีโอกาสได้คุยกับ อาจารย์หน่อง-ผศ.ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญการออกแบบและพัฒนาชุมชนด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและการพัฒนาเมือง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาในการรีโนเวตห้างนิวเวิลด์แห่งนี้ และยังเป็นคนดูแลการจัดนิทรรศการ ARCH SU FEST: 2020 | New World x Old Town ในครั้งนี้อีกด้วย เราเลยถามอาจารย์ถึงที่มาในการจัดนิทรรศการแห่งนี้ว่ามันคืออะไร

“เริ่มจากที่ตัวอาจารย์ชอบทำงานในส่วนของการฟื้นฟูย่านเก่าอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เคยทำงานโปรเจกต์ที่ช่วยจุดประกายย่านเก่าต่างๆ มาบ้าง และก่อนหน้านี้ในช่วงที่กรุงเทพฯ มีแผนการจัดระเบียบทางเท้าย่านบางลำพูอาจารย์ที่สอนวิชาเกี่ยวกับการอนุรักษ์และสถาปัตยกรรมชุมชนก็เลยชวนนักศึกษามาลงพื้นที่ เพื่อสำรวจและทำแผนที่ของบรรดาอาหารข้างทางในย่านนี้ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจที่ได้พบก็คือเรื่องของวัฒนธรรมที่สะท้อนออกมาทางอาหาร ซึ่งที่นี่ค่อนข้างเด่นเรื่องอาหารข้างทางที่มีที่มาจากวัฒนธรรมต่างๆ ที่หลากหลายออกมาเป็นอาหารอย่างไส้กรอกปลาแนม ขนมเบื้อง ข้าวแช่ มีอาหารที่ใช้ส่วนผสมที่หายากอย่างส้มซ่าในอาหาร คือมันมีประวัติศาสตร์ก้อนใหญ่อยู่ภายในย่านที่หาที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว

“หลังจากนั้นมาอาจารย์เห็นว่าเพื่อนสมัยเรียนประถมคนหนึ่งโพสต์ภาพด้านในห้างนิวเวิลด์ขึ้นมา ก็เลยถามเจ้าของภาพว่าเข้าไปได้ยังไง เพราะว่าเราชอบที่นี่มานานแล้วแต่ไม่เคยได้เข้ามา เพราะตั้งแต่ที่อาจารย์เรียนที่ศิลปากรก็เห็นห้างนี้มาโดยตลอด เลยได้คุยกันว่าที่นี่เป็นโลเคชันที่มีศักยภาพสูงมากในย่านเมืองเก่า มันเหมือนเป็นโลเคชันในฝันของคนทำงานสถาปัตยกรรมน่ะ ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในเมืองเก่า ใกล้รถไฟฟ้าในอนาคต และเป็นอาคารร้างที่มีพื้นที่ใหญ่มากเกือบจะที่สุดในย่านเมืองเก่าแล้ว จึงมีศักยภาพในการพัฒนาย่านเมืองเก่าเป็นอย่างมาก 

“เจ้าของภาพเลยค่อยมาบอกว่าเป็นที่ดินมรดกของที่บ้าน และคิดอยากรีโนเวตห้างนี้อีกครั้ง พอได้เจอเจ้าของเราเลยขออาสามาช่วยดูเรื่องของการรีโนเวตและคิดโปรแแกรมการใช้งาน ก็เลยชวนให้เขามาคุยกับอาจารย์ด้านผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคารต่างๆ ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเพื่อให้เห็นแนวทางและเงื่อนไขของการพัฒนาอาคารต่างๆ หลังจากนั่งคุยปรึกษากันอยู่สักพักก็เหมือนมองเห็นภาพค่อนข้างตรงกันทั้งเจ้าของที่และตัวอาจารย์เองว่า อยากให้ห้างนี้ไม่แปลกแยกออกจากชุมชน อยากพัฒนาให้เป็นสถานที่ที่เป็นมิตรกับคนในย่าน ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนบางลำพู เช่น อาจจะมีการจ้างงานคนในย่าน มีพื้นที่นิทรรศการของย่าน และในขณะเดียวกันก็หารายได้และเลี้ยงดูพื้นที่ห้างทั้งหมดได้” อาจารย์หน่องเล่าให้ฟังถึงความสนใจแรกต่อทั้งบางลำพูและห้างนิวเวิลด์

ผมถามอาจารย์หน่องต่อว่า ทำไมต้องพัฒนาย่านเมืองเก่า การเป็นชุมชนที่ตั้งมาตั้งแต่สมัยเก่ามีปัญหาอะไรบ้าง

“ปัญหาหนึ่งของย่านเมืองเก่า คือทุกคนโดนย้ายหรือย้ายออกโดยสมัครใจออกจากเมืองเก่ากันไปหมด เมืองเก่าเหมือนเป็นตุ๊กตาที่ไม่มีชีวิต คือถูกฟรีซบ้านเมืองไว้ให้ดูสวยงามเรียบร้อย แต่ว่าไม่มีชีวิตจริงๆ อยู่ในเมืองเก่าแล้ว แล้วด้วยความที่มีพื้นที่ส่วนอื่นของเมืองที่รองรับกิจกรรมทางการค้าได้อย่างเข้มข้นกว่าหรือการอยู่อาศัยที่หนาแน่นกว่า ย่านเก่าเลยเป็นพื้นที่ที่รอวันเสื่อมลง โดยเฉพาะในย่านบางลำพู มันยังเป็นย่านที่ยังมีชีวิตอยู่ คือยังมีผู้คนที่อยู่อาศัยในพื้นที่มานานและยังใช้ชีวิตอยู่ในย่านจริงๆ” ที่ปรึกษาโครงการอธิบายถึงปัญหาของย่านเมืองเก่า

แล้วไอเดียการทำนิทรรศการครั้งนี้เกิดขึ้นมาจากอะไร ผมถามต่อ

“คือตัวห้างมันถูกปิดมานาน เราอยากค่อยๆ แง้มเปิดอาคารนี้ออกสู่ผู้คนและชุมชนโดยรอบ และอย่างที่เราได้รู้เรื่องราวปัญหาต่างๆ ในอดีตของห้าง เอาจริงๆ ตอนแรกอาจารย์ก็ไม่แน่ใจว่าคนในชุมชนจะมีความรู้สึกบวกหรือลบกับอาคารนี้นะคะ ด้วยอดีตของห้างต่างๆ ก็พอดีได้เจอกับชมรมเกสรลำพู ซึ่งนำโดย ต้า-ปานทิพย์ ลิกขะไชย ที่เป็นคนกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในชุมชน โดยใช้ไกด์เด็กในย่านพานักท่องเที่ยวไปเชื่อมกับผู้ใหญ่ในชุมชน ต้าจึงเป็นคนที่ใกล้ชิดผู้ใหญ่ในย่านนี้มาก และแทบทุกคนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่ห้างนิวเวิลด์แห่งนี้ อยากให้ห้างนี้มีชีวิตอีกครั้ง อยากได้มีโอกาสเดินกลับเข้ามาในห้างนี้ใหม่อีกครั้ง เพราะการที่มีห้างร้างปิดไว้ มันทำให้บรรยากาศแถวนี้มันดูไม่ค่อยเจริญหูเจริญตา 

“อาจารย์กับเพื่อนที่เป็นเจ้าของที่ก็เลยอยากจะหากิจกรรมอะไรสักอย่างมาจัด เพื่อเปิดช่องให้อาคารนี้ได้ค่อยๆ เปิดต้อนรับคนในย่านบางลำพูนี้อีกครั้ง เพื่อให้คนที่เคยมาเดินห้างได้กลับมาเห็นมาเจอหน้ากันอีกครั้ง เกิดเป็นไอเดียว่าจะลองจัดนิทรรศการดูก่อน ก็เลยเกิดเป็นนิทรรศการ ARCH SU FEST: 2020 | New World x Old Town ขึ้นมา” 

อาจารย์หน่องอธิบายถึงแนวคิดในการทำนิทรรศการ และอธิบายถึงกิจกรรมทั้งหมดที่มีในงานนี้ และทำให้เราตื่นเต้นจนอยากจะเห็นเลยว่าต่อไปห้างแห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงออกมาเป็นอย่างไรบ้าง 

ซึ่งรายละเอียดของนิทรรศการทั้งหมดมีดังต่อไปนี้

1. ผลงานการออกแบบเสนอแนวคิดปรับปรุงอาคารนิวเวิลด์ โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

“ทีแรกสุดเราในฐานะอาจารย์ก็คิดว่ามันเป็นโจทย์ที่สนุกดี เลยหยิบเอาอาคารนี้ไปเป็นโจทย์ผลงานการออกแบบเสนอแนวคิดปรับปรุงอาคารนิวเวิลด์ โดยนักศึกษาชั้นปีที่สามและสี่ คณะสถาปัตย์ฯ ศิลปากร ให้ได้ลองออกแบบและคิดฟังก์ชันการใช้งานลงไป ซึ่งหลังจากที่ทำส่งมาแล้ว เราก็คิดว่ามันคงจะดีถ้าจะเอามาจัดแสดงให้คนแถวนี้ รวมถึงเจ้าของได้เห็นว่าห้างนี้มันเปลี่ยนแปลงไปเป็นอะไรได้บ้างจากไอเดียของนักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่” 

2. นิทรรศการ 20×20

“ผลงานนักศึกษานั้นก็สนุกดี แต่เรามาคิดกันว่ามันค่อนข้างจำกัดคนมาดูมากเลย งานแสดงผลงานนักศึกษาสถาปัตย์ฯ ก็คงมีแต่นักศึกษาสถาปัตย์ฯ ด้วยกันมาดู เราเลยมาคิดว่าน่าจะต้องหาอะไรอย่างอื่นที่น่าสนใจมากกว่ามาจัดแสดง แล้วงานอะไรที่คนทั่วไปน่าจะอยากมาดู เลยมาคิดว่าน่าจะเป็นการลองเล่าเรื่องราวของบางลำพูในสายตาของคนภายนอกอย่างเรา ด้วยการใช้สิ่งของยี่สิบสิ่ง เล่าเรื่องราวของกลุ่มคนยี่สิบ คน ที่สะท้อนความเป็นย่านแห่งนี้ โดยเราเริ่มคิดจากคีย์เวิร์ดที่คนภายนอกจะนึกถึงเกี่ยวกับบางลำพู ว่าเกี่ยวข้องกับ ‘คน’ กลุ่มใดบ้าง จากนั้นจึงไปหาสิ่งของที่สามารถ Represent กลุ่มคนต่างๆ ได้ อย่างธง ชุดนักเรียน เสื้อกล้ามข้าวสาร ขนมหวาน อุปกรณ์ถักไหมพรม เป็นต้น 

“โดยในการหาข้อมูลเพื่อจัดนิทรรศการส่วนนี้ ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่จะเกิดขึ้น และเป็นการชวนคนในชุมชนต่างๆ พูดคุยเกี่ยวกับย่านบางลำพูและห้างนิวเวิลด์ด้วย คือเราตั้งใจให้กระบวนการทำนิทรรศการเป็นการสร้างปฎิสัมพันธ์กับชุมชนไปด้วย

3. นิทรรศการ 40 คนสำคัญแห่งย่านบางลำพู โดยทีมชมรมเกสรลำพู

“ตอนที่เริ่มคิดทำตัวนิทรรศการเพิ่มเติมก็พอดีเจอต้ามาเล่าว่า เขาทำงานวิจัยเกี่ยวกับ Key Person สี่สิบคนในย่านบางลำพูอยู่ ก็เลยคิดว่าในสายตาของคนที่อยู่ย่านนี้มานาน น่าจะรู้จักบางลำพูในอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากสิ่งที่คนนอกอย่างเรามองเข้าไป งานวิจัยของต้าเป็นการการสัมภาษณ์คนสำคัญแห่งย่านบางลำพูสี่สิบคน เราเลยคิดกันขึ้นมาว่ามันคงจะน่าสนใจดีที่จะเอาเนื้อหาของนิทรรศการมาจัดแสดงร่วมกัน จะได้เห็นมุมมองของความเป็นบางลำพูทั้งจากคนภายนอกชุมชนและคนในชุมชน

4. Lighting Installation ตีความความเป็นย่านบางลำพูจากอดีตสู่อนาคต โดยทีมศิษย์เก่าสถาปัตย์ศิลปากร

“ด้วยความที่ห้างมันมืดมากและมีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ เราเลยอยากให้บรรยากาศมีชีวิตชีวาขึ้น ก็เลยคิดถึงการใช้แสงมาสร้างบรรยากาศในพื้นที่ เลยชักชวนศิษย์เก่าให้มาร่วมด้วยสองกลุ่ม โดยให้โจทย์เป็นการใช้แสงเล่าเรื่องของบางลำพูออกมา ซึ่งกลุ่มแรกจะฉายโปรเจกเตอร์ลงบนพื้นผิวย้อนให้เห็นสมัยยังเป็นวังมัจฉา เพราะคนรุ่นใหม่ๆ ส่วนมากจะจดจำนิวเวิลด์จากการเป็นวังมัจฉามากกว่าห้างสรรพสินค้า ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งทำเป็นลักษณะใช้แสงสร้างรูปทรงบันไดผสมกับการใช้ผ้า ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อในย่านบางลำพู มาสร้างให้เห็นชีวิตของผู้คนที่อาศัยในย่านนี้ เหมือนชี้ให้เห็นถึงอนาคตการเปลี่ยนแปลงต่อไปของบางลำพู” 

5. วงสนทนาเกี่ยวกับย่านบางลำพูในรูปแบบ Facebook Live

วันที่ 14 มิถุนายน 2563 เวลา 14.00 น. หัวข้อ “บางลำพูของฉัน และวันนั้นที่นิวเวิลด์” จะชวนคนในชุมชนมาคุยเรื่องความทรงจำสนุกๆ ที่มีกับห้างแห่งนี้กัน 

ส่วนวันที่ 20 มิถุนายน 2563 เวลา16.00 น. หัวข้อ “Newเวิลด์ โอลด์Town” ชวนนักวิชาการ สถาปนิก (Hypothesis) และตัวแทนคนรุ่นใหม่จากำชมรมเกสรลำพู ในชุมชนมาคุยเรื่องอนาคตและห้างและย่านแห่งนี้

6. การทดลองจัดนิทรรศการรูปแบบใหม่

อาจารย์หน่องยังอธิบายถึงรูปแบบการจัดนิทรรศการที่จะแตกต่างออกไป เพราะได้ทดลองจัดนิทรรศการรูปแบบใหม่ขึ้นมาภายใต้สถานการณ์โรคระบาดอย่าง COVID-19 ที่ทำให้การเข้าชมนิทรรศการมีข้อจำกัด จึงเกิดการทดลองปรับเปลี่ยนรูปแบบการเข้าชมโดยไม่เปิดเป็นนิทรรศการสาธารณะ แต่เป็นการเชิญแขกรับเชิญ โดยเน้นที่คนในชุมชนและคนที่อาจจะมีมุมมองที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เข้าไปดูนิทรรศการในแต่ละวัน แล้วให้คนเหล่านั้นเล่าเรื่องราวในนิทรรศการออกมาตามมุมมองของตัวเอง ผ่านทางเพจ Facebook : บางลำพู everyday

นิวเวิลด์ โอลทาวน์ เมื่อห้างร้างกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อจัดนิทรรศการของชาวบางลำพู, ห้างนิวเวิลด์, New world, บางลำภู

ห้างสรรพสินค้านิวเวิลด์ บางลำพู ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ประชาคมบางลำพู และชมรมเกสรลำพู จัดนิทรรศการ ARCH SU FEST: 2020 | New World x Old Town ในวันที่ 13 – 21 มิถุนายน 2563 ที่ห้างสรรพสินค้านิวเวิลด์ บางลำพู ติดตามช่องทางการเผยแพร่นิทรรศการได้ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ ที่ Facebok : บางลำพู everyday 

อาคารนิวเวิลด์ได้รับการตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างจากทางวิศวกร และได้รับการยืนยันแล้วว่าปลอดภัยต่อการใช้งาน พร้อมทั้งมีการติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยไว้ตลอดในระหว่างที่ติดตั้งและจัดงานนิทรรศการแห่งนี้

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

3 พฤศจิกายน 2565

เราเดินทางมาถึงจังหวัดที่ใฝ่ฝันอยากไปมานานช่วงสาย ๆ

ฤกษ์งามยามดี สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ชวนเรามาเข้าร่วมกิจกรรม ‘เทศกาลน่าน’ หรือ ‘น่านเฟส’ ตอน Creative Space โดย CEA สำนักงานจังหวัดน่าน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน มูลนิธิน่านศึกษา และกลุ่มสล่ากึ๊ด จัดต่อเนื่องกันข้ามปี เริ่มตุลาคม พ.ศ. 2565 – กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 

แต่ก่อนจะไปเยี่ยมชมงานแรกของเทศกาล ณ ลานหน้าคุ้มเจ้าเทพมาลา สถาปัตยกรรมเก่าแก่ทรงคุณค่า CEA อาสาพาเราไปตระเวนชมของดีเมืองน่าน ไม่ใช่แค่อาหารอร่อยเท่านั้น แต่ยังมีกึ๊ดสเปซใจกลางเมืองอีกมากที่รวบรวมทั้งประวัติศาสตร์ วิถีล้านนา และชีวิตของคนรุ่นเก่า-ใหม่ไว้ด้วยกัน 

ยอมรับตามตรงว่าเรารับรู้เรื่องราวของที่นี่น้อยมาก ความประหลาดใจจึงเกิดขึ้นระหว่างทางหลายต่อหลายครั้ง

ตั้งแต่ได้เห็นว่าน่านเป็นเมืองที่กิจการโชห่วยยังไม่ตาย เนื่องจากไม่มีห้างดังเป็นของตัวเอง รวมถึงการได้รับรู้จากคนเก่าแก่ในพื้นที่ว่า จังหวัดนี้ที่ถูกทำวิจัยเรื่องการศึกษามาโดยตลอด เพราะปราศจากมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่รองรับเยาวชนได้ทั้งหมด ทั้งยังมีหัวกะทิอีกหลายหัว หลบซ่อนตัวอยู่อย่างคนไม่เคยมีแสงส่องถึง

รอคอยวันที่จะทำให้จังหวัดน่านของพวกเขา เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ไม่ใช่น่านเนิบ ๆ อีกต่อไป

จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่
จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่

บ้านๆน่านๆ

จากคอลัมน์ The Bookseller เรากลับมาเยี่ยม ‘บ้านๆน่านๆ’ อีกครั้ง และเขียนถึง ครูต้อม-ชโลมใจ ชยพันธนาการ ด้วยตัวเอง 

สถานที่แห่งนี้เป็นมากกว่าร้านหนังสือของคนในหรือเกสต์โฮมของคนนอก แท้จริงแล้วความฝันของครูต้อมยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก

“เราต้องการให้คนทั่วโลกเลยนะ ไม่ใช่แค่คนในชุมชน” อดีตครูเอ่ยทั้งชุดผ้ากันเปื้อนของบาริสต้าจำเป็น 

“สังเกตว่าคนที่มาเยอะคือคนหนุ่มสาว ชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยว นักเดินทาง ครูใช้คำว่าคนหนุ่มสาวเพราะบางทีเขาอายุเยอะนะ แต่เขามีหัวใจหนุ่มสาว 

“ส่วนคนที่แก่ทั้งกาย ใจ และความคิด เข้ามาก็จะบ่นว่าเด็กสมัยนี้ไม่อ่านหนังสือ แต่คนเหล่านั้นไม่เคยซื้อหนังสือของครูเลย”

พ.ศ. 2548 คือปีที่ครูต้อมกลับมาสอนที่โรงเรียนสตรีศรีน่านในวิชาภาษาไทย แม้เธอจะยอมรับว่าตัวเองเป็นครูที่ไม่ค่อยตรงตามระเบียบสังคมสักเท่าไร ถูกเรียกเข้าห้องปกครองมากกว่าเด็กนักเรียนด้วยซ้ำไป ครูต้อมก็คลุกคลีกับการขีด ๆ เขียน ๆ ในระบบอยู่พักใหญ่ กว่าจะได้พบว่าแท้จริงแล้วมีความสุขกับการเขียนหนังสือก็อายุ 40 ปีเข้าไปแล้ว 

เธอเริ่มมีความคิดชวนเด็ก ๆ มาทำหนังสือทำมือ ก่อตั้งเป็นชมรมคนรักตัวอักษร ดำเนินการเรื่อยมาจนนำพาให้ได้รู้จักกับเพื่อนฝูงที่เป็นนักเขียนมากมาย โดยที่ความคิดอยากมีห้องสมุดเป็นของตัวเองยังครุกรุ่นบางเบาในหัวใจเท่านั้น

“กระทั่งวันหนึ่งตัดสินใจว่าเราทำห้องสมุดดีกว่า ไม่ได้บอกเล่าให้ใครฟังเลยนะ กลัวเขาจะเย้ยหยันว่าบ้าที่ทำห้องสมุด”

ถึงจะกลัวคำดูถูก ร้านของเธอก็รายล้อมไปด้วยหนังสือที่คัดสรรมาแล้วเป็นอย่างดี ทั้งนิตยสาร วรรณกรรม ปรัชญา การเมือง เพื่อให้เยาวชนได้มีโอกาสเข้าถึงชุดความคิดใหม่ ๆ นอกตำราเรียน ภาพของสมุดยืมหนังสือที่เขียนด้วยปากกา ชวนให้คิดถึงวัยเด็กที่ห้องสมุดหาได้ไม่ยากเท่า 

จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่
จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ให้เหล่านักสร้างสรรค์ นักกวี หรือญาติมิตร เข้ามาใช้สอยอย่างเต็มที่ ท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลายเพียงเท้าเปล่าเหยียบลงบนพื้นไม้ หรือจะนอนเหยียดกายข้ามคืนบนเกสต์โฮมก็ยังได้ เพราะหากได้ลองหย่อนตัวนั่งลงพร้อมกับหนังสือดี ๆ สักเล่มแล้ว ก็คงยากจะลุกกลับ

“ครูไม่ชอบห้องสมุดแข็ง ๆ แบบที่เราเคยเจอตอนเด็ก ๆ เหมือนเรามองเห็นอดีต คนมาแล้วอาจจะมองว่าที่นี่มีของเก่า แต่เก่าของเรา มันเป็นเก่าที่มองสู่อนาคต

“ห้องสมุดนี้ไม่ได้เกิดจากครูเพียงคนเดียว จริงอยู่ที่ครูเป็นเจ้าของสถานที่เจ้าของไอเดีย แต่มันขับเคลื่อนได้ด้วยเพื่อน ๆ ที่อยู่ในแวดวงนักเขียน”

เราเชื่อคำครูต้อมสุดใจ ไม่ว่าจะหันมองไปทางไหน พี่หนึ่ง-วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ก็จะตามติดคุณไปทุกที่ ทั้งรูปวาดบนผนังชั้นล่างหรือห้องสมุดชั้นบน แสดงให้เห็นว่า น่าน ไดอะล็อก ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่แวะเวียนมาจัดวงเสวนาหลายครั้ง ให้นักอ่านและนักเขียนได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน 

ครูต้อมบอกว่า การได้พูดคุยเรื่องหนังสือเล่มโปรด คลอเสียงดนตรีสดไม่ไกล ถือเป็นความรื่นรมย์หนึ่งของชีวิตที่ควรสัมผัสสักครั้ง

“ครูไม่ชอบคำว่าอาสาสมัคร ไม่ชอบคำว่ารักบ้านเกิด ครูกลับมาบ้านเกิดเพราะบ้านเกิดโอบอุ้มครู กอดรับครู ไม่ได้รู้สึกว่าบ้านเกิดแย่ แล้วครูต้องกลับมาพัฒนา” บาริสต้า บรรณารักษ์ และอดีตข้าราชการครู แต่ยังมีหัวใจของครูผู้ให้เต็มเปี่ยม พูดพร้อมรอยยิ้ม

จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่
จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่

Hani Creative Space

ร้านต่อมาที่ล้อรถหยุดหมุน คือกิจการของ อะตอม-ณัฐชนน สมใจ คนกลับบ้านรุ่นใหม่ไฟแรง บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยศิลปากรผู้จับพลัดจับผลูมาทำร้านจากความไม่ตั้งใจ บนลานกางเต็นท์ริมแม่น้ำของพ่อ

“เราคิดว่าทำไมต้องนั่งรถเมล์เบียดเสียดไปทำงาน รู้สึกว่าเราทำอะไรอยู่ แล้วถ้าต้องทำแบบนี้อีก 10 ปีจะไหวไหม สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับมาที่บ้านดีกว่า”

เข้าตำราอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย เขาเริ่มคิดว่าจะทำอะไรเสริมจากสิ่งที่พ่อมีอยู่เดิม แต่ไม่หนักเกินไปจนต้องกดดันตัวเอง ‘วิธีดริปกาแฟ’ จึงเป็นคำค้นหาของเขาบนยูทูบ 

โดย ฮานิ มาจากคำว่า ฮานิบ่าเฮ้ย เป็นคำเมืองกวน ๆ ตามสไตล์เจ้าของร้านที่คิดไว้เป็นมั่นหมายว่าหลังเรียนจบวิชาออกแบบ จะเป็นดีไซเนอร์ที่ทำอะไรตามใจตัวเอง แม้แต่สัญลักษณ์รูปวงกลมของร้าน ก็เกิดจากการตั้งคำถามว่าทำไมโลโก้ร้านกาแฟจะต้องยาวเสมอ เป็นไปได้ไหมที่จะมีแค่วงกลมสีฟ้าเท่านั้น ไม่ใช่ตราบนธงชาติของประเทศญี่ปุ่นอย่างที่หลายคนคิดกัน

จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่
จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่

ร้านของเขามีพื้นที่ประมาณ 3 ไร่เศษ แบ่งเป็นลานกางเต็นท์ของพ่อ 2 ไร่ และมีมุมกาแฟเล็ก ๆ ปากทางเข้า รายล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ นอกนั้นเป็นส่วนที่อะตอมเปิดกว้างให้ผู้คนจับจองพื้นที่ เข้ามาทำกิจกรรมใต้หลังคามุงจาก

“ผมไม่ได้ระบุว่าพื้นที่กว้าง ๆ นี้จะต้องเป็นคาเฟ่ เราทิ้งท้ายไว้ว่าเป็น Creative Space จะมานั่งวาดรูปเล่น นอนเฉย ๆ ทำการบ้าน ทำงาน หรือจะมาจัด เวิร์กชอปกันเองก็ได้ 

“ความจริงอยากใช้คำว่า Co-working Space แต่เพราะว่าเราไม่ถึงขนาดนั้น ไม่มีแอร์ ไม่มีปลั๊ก อยากให้มันรีแลกซ์มากขึ้น เป็นแค่ Creative Space ก็พอ” 

น่าติดตามต่อไปว่าสมาชิกคนใหม่ล่าสุดของกลุ่มสล่ากึ๊ดจะสร้างสรรค์อะไรให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อีกบ้าง

จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่
จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่

ลานหน้าคุ้มเจ้าเทพมาลา
กิจกรรม ‘น่านเฟส’ 

เมื่อถึงช่วงบ่ายก็เข้าสู่กิจกรรมโหมโรงอย่างเป็นทางการ โดยถือเป็นครั้งแรกที่มีงานเทศกาลเต็มรูปแบบจัดขึ้นหน้าคุ้มเจ้าเทพมาลา 

เราเริ่มต้นจากการเดินชมนิทรรศการ ‘Creative Space ในกำกึ๊ด ของสล่ากึ๊ด’ จัดแสดงในรูปแบบโปสเตอร์ บอกเล่าความฝันของชาวน่านในหลากหลายช่วงอายุ อาชีพ เพศสภาพ ว่าพื้นที่สร้างสรรค์แบบไหนที่พวกเขาอยากเห็น 

ต่อมาที่ชั้นสอง เป็นนิทรรศการ ‘ภาพเก่า เล่าเรื่อง เมืองน่าน’ หยิบยกภาพถ่ายในประวัติศาสตร์มาเล่าใหม่อีกครั้ง เพื่อย้ำเตือนคนรุ่นเก่า และบอกเล่าเรื่องราวให้คนรุ่นใหม่ฟัง มีทั้งภาพวิถีชีวิตผู้คนสมัยที่ยังใช้ผ้าขาวม้าสีเดียวกันหมด สถาปัตยกรรมเก่าแก่ ภาพทิวทัศน์งดงามในอดีตที่บัดนี้มีสิ่งปลูกสร้างเข้ามาทดแทน ถูกเก็บรวบรวมโดยหออัตลักษณ์นครน่าน (วิทยาลัยชุมชน)

ถัดมาอีกห้อง เราจะได้เห็นน่านในรูปลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้น ในนิทรรศการ ‘พื้นที่สร้างสรรค์ต้นแบบคุ้มเจ้าเทพมาลา’ ผลงานการพัฒนาต่อยอดอาคารเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ โดยนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ก่อนจะเดินตามกลิ่นหอมมาจนถึงกิจกรรม ‘Coffee Extraction Experiment Table’ แปลงกึ๊ดสเปซให้เป็น Slow Bar โดยชมรมกาแฟพิเศษแห่งเมืองน่าน เราตื่นตาตื่นใจกว่าที่ไหน คงเพราะได้จิบกาแฟดี ๆ ไปพร้อม ๆ กับการฟังคนรักกาแฟอธิบายที่มาที่ไปของมันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยความสุข 

พอมีแรงกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาหน่อย เราก็มุ่งหน้าไปร่วมเวิร์กชอปที่เล็งไว้ตั้งแต่งานยังไม่เปิดดี คือการทำตุง โดยชุมชนบ้านมณเฑียณ วัฒนธรรมเก่าแก่ของชาวล้านนาที่ทำด้วยผ้าหรือกระดาษ ง่ายต่อการที่คนไม่ถนัดงานฝีมือจะทำขาดรุ่งริ่ง ต้องวุ่นวายให้แม่ ๆ ป้า ๆ ช่วยสอนจนแทบจะจับมือทำ ได้ออกมาเป็นตุงรูปร่างอ้วนฉุ เพราะไม่กล้าใช้กรรไกรตัดให้ถี่มากกว่านี้ หากความเชื่อของชาวล้านนาคือการใช้ตุงสืบชะตา สะเดาะเคราะห์ ก็ไม่รู้ว่าตุงของเราจะนำพาความสุขหรือทุกข์กันแน่

ไม่ไกลจากกันมาก และยังไม่เข็ดหลาบ เราเข้าร่วมเวิร์กชอปการทำตาแหลว โดยชุมชนบ้านต้าม เป็นการสานไม้แบบล้านนาที่ว่ากันว่าใช้ไล่ผี ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เห็นรูปร่างคล้ายดอกไม้ดูไม่ยาก กลับยากเหลือเชื่อ จากการสานไม้ไขว้กันไปมาชวนให้งง เรียกเสียงหัวเราะจากแม่ ๆ ป้า ๆ อีกครั้ง เพราะลูกศิษย์ใหม่จากกรุงเทพฯ คนนี้ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย

ตั้งแต่บ่ายจรดเย็น จะเห็นได้ว่ามีคนเข้าออกคุ้มไม่ขาดสาย พ่อแม่จูงมือลูก ตายายจุงมือหลาน ชาวบ้านพากันแต่งกายสะสวยอย่างคนไม่ได้ออกงานมานาน ราวกับเป็นเทศกาลสำคัญบนปฏิทิน ช่วยเสริมให้เชื่อมั่นว่าคนน่านเองก็พร้อมสนับสนุนทุกความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เพียงแต่ขาดแคลนพื้นที่สร้างสรรค์เท่านั้น เพราะนอกจากจะมีกิจกรรมมากมายให้ครอบครัวได้ทำร่วมกันแล้ว ในงานยังมีการแสดงพื้นบ้าน การร้องเพลงประสานเสียง โชว์การทำอาหารวัง (คุ้มหลวง) เมืองน่าน ตลาดสด รวมถึงการเสวนาเรื่องอนาคตน่าน รองรับความสนใจของคนทุกช่วงวัยอีกด้วย 

โรงเรียนสอนภาษาจีน ไคหนำ

นั่งรถมาไม่กี่อึดใจจากตัวเมือง เราเร่งรีบทำเวลากันเนื่องจากนัดคนสำคัญไว้ที่อำเภอเวียงสา ศูนย์รวมชาวไทยเชื้อสายจีนขนาดใหญ่ของ จ.น่าน

สุรชัย พุฒิกุลางกูร หรือ พี่ชัย คือคนนั้น

แต่ช้าก่อน เราไม่ได้มาพูดคุยกับเขาเรื่องการเป็น Illustrator มือหนึ่งของโลก หรือในนามเจ้าของบริษัท Illusion ที่ผลิตชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซให้กับวงการโฆษณามายาวนาน 

เราพบพี่ชัยในฐานะลูกหลานเมืองน่าน ผู้กลับบ้านมาคืนชีพโรงเรียนสอนภาษาจีน ไคหนำ กิจการเก่าของรุ่นปู่นับแต่ พ.ศ. 2485 ให้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สาธารณะของคนเมือง

“ในอดีต ถ้าพูดถึง Space เรานึกถึงวัด โรงเรียน ห้องสมุด แต่เราว่าในปัจจุบันควรนิยามคำว่า Space ใหม่ ที่นี่จึงกลายเป็น Art Space” 

โดยแนวคิดของพี่ชัย คือการบูรณะโรงเรียนสอนภาษาจีน ไคหนำ ให้เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ 3 ยุคสมัย ตัวแทนของอดีตคือห้องเรียนและห้องสมุดบนชั้นสอง ตัวแทนของปัจจุบันคือโรงน้ำชาด้านล่าง นั่งกินดื่มแบบได้กลิ่นอายชาวจีน ส่วนตัวแทนของอนาคตคือโซนแกลเลอรี่แสดงงานเล็ก ๆ เพื่อคนในชุมชนละแวกนี้ เป็นพื้นที่จัดแสดงงานของศิลปินจากกรุงเทพฯ หรือจัดเวิร์กชอปเพื่อเชื่อมโยงชุมชนกับศิลปะและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนท้องถิ่น

“คำว่าน่านเนิบ ๆ ถ้ามองจากข้างนอกมันอาจจะสวย แต่ขณะเดียวกันมันไปสร้างมายเซ็ตให้คนน่านใช้ชีวิตเนิบนาบเกินไป เราว่าจริง ๆ แล้วคนน่านก็กระฉับกระเฉง ทะเยอทะยานได้ เราจึงพยายามทำสิ่งนั้นที่นี่

“เราไม่ได้แยกตัวเองออกจากชุมชน ตั้งใจว่าโรงเรียนไคหนำจะไม่พูดถึงวัฒนธรรมพื้นเมืองของน่านเลย เพราะว่าเราเป็นสิ่งใหม่ 

“โอเค เราอนุรักษ์โรงเรียนไว้ แต่เราจะไม่ดึงอดีตมาหา เราจะเดินไปข้างหน้า และคิดว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน”

แม้วันนี้ที่เดินทางมาถึง โรงเรียนของพี่ชัยจะยังสร้างไม่เสร็จดี แต่ทุกก้าวย่างที่ย่ำเดินก็รับรู้ได้ทันทีว่า เจ้าของต้องประกอบอาชีพอะไรสักอย่างที่อาศัยความประณีตระดับมิลลิเมตรเป็นแน่

ความลับก็คงเป็นเพราะเขาจะเกณฑ์พนักงานของบริษัท Illusion มาลงมือขัดเงาเนื้อไม้เองทุกแผ่นนั่นแหละ แอบกระซิบว่าพร้อมเปิดให้เข้าชมปลายปีนี้

ต่อให้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่น่านเพียงไม่กี่วัน เราสัมผัสได้ว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมทรงคุณค่ามากมาย สงบเงียบ กะทัดรัด ขนาดว่าหลับระหว่างทางยังไม่เต็มอิ่ม แต่ท้องอิ่มอย่าบอกใคร

เรื่องน่าประหลาดใจสุดท้ายคือการได้เห็นว่าคนน่านรุ่นใหม่ไม่มุ่งหวังจะเปลี่ยนแปลง และคนรุ่นเก่าเองก็เปิดกว้างให้เกิดการต่อยอดเป็นสิ่งใหม่ บางร้านอาจเริ่มต้นได้ไม่นาน บางกิจการอาจยังสร้างไม่เสร็จดี แต่อย่างน้อยแต้มต่อที่ที่นี่มีคือการร่วมมือกันของคนต่างความคิด ต่างวัย ภายใต้ความฝันเดียวกันว่า อยากให้บ้านของพวกเขากลายเป็นเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network) สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านในอนาคต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ไรวินทร์ วันทวีทรัพย์

ช่างภาพผู้หลงรักกล้องเก่าและชอบเสียงชัตเตอร์เป็นชีวิตจิตใจ IG : 551mm

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load