“เรากำลังทำภารกิจเพื่อพิสูจน์ว่า การอาศัยอยู่ในบ้านพื้นที่เล็ก ๆ ไม่ใช่ความจำเป็นเท่านั้น แต่เป็นทางเลือกที่สนุกและน่าตื่นเต้น”

Colin Chee พูดเรื่องนี้ไว้ในบทสัมภาษณ์กับ Medium 

เขาเริ่มทำช่อง Never Too Small เมื่อ 4 ปีก่อนเป็นโปรเจกต์ส่วนตัว ในเวลาเดียวกันก็ทำงานประจำตำแหน่ง Video Editor ที่ New Mac Video Agency ในเมืองเมลเบิร์น 

ไอเดียตั้งต้นนั้นง่ายและไม่ซับซ้อน เพราะเพิ่งย้ายเข้าอพาร์ตเมนต์ขนาด 37 ตารางเมตร (เทียบเท่ากับที่จอดรถ 4 – 5 คัน ตามคำบอกเล่า) ได้หมาด ๆ เขาจึงชอบดูคอนเทนต์เกี่ยวกับการออกแบบบ้านหรืออพาร์ตเมนต์ขนาดเล็ก

“คอนเทนต์แบบนี้มีไม่มาก แต่พอมี ดูแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองถ่ายได้ดีกว่านั้น” เขาเล่าด้วยเสียงหัวเราะ

Never Too Small รายการยูทูบพาทัวร์คอนโดสวยทั่วโลก แก้ปัญหาที่อยู่จิ๋วผ่านดีไซน์ฉลาด
Never Too Small รายการยูทูบพาทัวร์คอนโดสวยทั่วโลก แก้ปัญหาที่อยู่จิ๋วผ่านดีไซน์ฉลาด
ภาพ : Jourdain Apartment

Never Too Small เลือกเล่าเรื่องการจัดการที่อยู่อาศัยขนาดเล็กซึ่งแก้ปัญหาผ่านการออกแบบ ลบภาพจำของ American Dream ที่ต้องมีบ้านหลังใหญ่ มีสวนหลังบ้าน และนำเสนอทางเลือกการใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ซึ่งตัวเขาเองคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการอยู่อาศัยหลากหลาย เพราะย้ายที่อยู่มาแล้วหลายที่ จากเกิดที่มาเลเซีย เคยใช้ช่วงวันหยุดในวัยเด็กกับญาติที่หาดใหญ่ ก่อนจะย้ายมาอยู่ออสเตรเลียจนปัจจุบัน

สำหรับคอลิน นี่เป็นเป็นมากกว่ารายการยูทูบ แต่เป็นช่องทางให้เขาได้ไปเจอกับสถาปนิกและนักออกแบบ ได้เรียนรู้จากพวกเขาเพื่อกลับมาทำให้อพาร์ตเมนต์ 37 ตารางเมตรของตัวเองน่าอยู่ยิ่งขึ้น

4 ปีผ่านไป จากคนติดตามหลักร้อย เป็นหลักแสน และกำลังจะแตะ 2 ล้านในเร็ว ๆ นี้ 

จากทีมงานคนเดียวคือคอลิน กลายเป็นธุรกิจสื่อที่มีพนักงาน 7 คน และมีเครือข่ายช่างภาพอยู่ในหลายประเทศ

จากบ้านและอพาร์ตเมนต์ดีไซน์ดีแค่ในออสเตรเลียก็ขยายเป็นทั่วโลก ตั้งแต่ฮ่องกง อิตาลี ฝรั่งเศส ไปจนถึงบัวโนสไอเรส

Never Too Small รายการยูทูบพาทัวร์คอนโดสวยทั่วโลก แก้ปัญหาที่อยู่จิ๋วผ่านดีไซน์ฉลาด
ภาพ : Jourdain Apartment

จากโปรเจกต์เล็ก ๆ ที่ได้แรงบันดาลใจจากห้องเล็ก ๆ ของตัวเอง วันนี้ Never Too Small เลือกพูดประเด็นที่ใหญ่ขึ้น เช่น เรื่อง Urban Planning พื้นที่สาธารณะ และความยั่งยืน เพราะการเลือกอยู่อาศัยในพื้นที่เล็ก ๆ คือการใช้ทรัพยากรที่น้อยกว่า ซึ่งหมายความว่าเราจะทิ้ง Footprint ไว้บนโลกนี้น้อยลง

เราขอให้คอลินพาทัวร์บ้านผ่าน Zoom บ้านขนาด 37 ตารางเมตรที่เขาอยู่มาตั้งแต่วันแรกที่ธุรกิจริเริ่ม เขาอวดชั้นวางใหม่ที่ต่อเองในช่วง Work from Home แล้วบทสนทนาก็ไหลไปเรื่อย ๆ

First Ten Episodes

เรื่องนี้คนทำสื่อคงรู้ดี ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ หรือรายการพอดแคสต์ 10 ตอนแรกคือการชี้เป็นชี้ตายว่าจะรอดหรือร่วง

คอลินส่งอีเมลไปหา 10 คน มีแค่คนเดียวที่ตอบกลับมา เมื่อได้ 4 ตอนแรกแล้ว เขาส่งอีเมลต่อไปยังสื่อต่าง ๆ สื่อที่ทำให้รายการกลายเป็นไวรัลคือ Tree Hugger ในประเทศแคนาดา

“ผมลงสี่ตอนแรกในยูทูบแล้วทิ้งระยะไว้เกือบครึ่งปี คิดว่าไม่มีใครดูหรอก ยังไม่มีคนรู้จักเรา แต่ก็ลองส่งไปหาสื่อต่าง ๆ บอกว่านี่เป็นดีไซน์ใหม่จากเมลเบิร์น ยังไม่เคยลงที่ไหนมาก่อน ถ้าคุณสนใจเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถใช้วิดีโอของเราประกอบได้เลย”

ผ่านไปปีกว่า ผู้ติดตามเพิ่มขึ้นเป็นหลักแสน 

เมื่อโปรเจกต์เดี่ยวประสบความสำเร็จ James McPherson เจ้านายของคอลินในตอนนั้นจึงลงทุนให้เขาแยกออกมาทำ Never Too Small อย่างเต็มตัว โดยสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกับ New Mac Video Agency และแชร์พื้นที่ออฟฟิศด้วยกัน 

Never Too Small รายการยูทูบพาทัวร์คอนโดสวยทั่วโลก แก้ปัญหาที่อยู่จิ๋วผ่านดีไซน์ฉลาด
ภาพ : El Camarin

Small Living Concept

คอนเทนต์เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยขนาดเล็กได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่กำลังเจอกับปัญหาราคาอสังหาริมทรัพย์สูงลิ่ว

ยกตัวอย่างเช่น เมลเบิร์นที่ติด 1 ใน 10 ของเมืองที่แพงที่สุดในโลก การคิดเรื่องซื้ออพาร์ตเมนต์เป็นของตัวเองแทบเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับบัณฑิตจบใหม่หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน

อพาร์ตเมนต์ขนาด 2 – 3 ห้องนอนเมื่อหลายปีก่อน ราคาอยู่ที่ประมาณ 7 แสนดอลลาร์ออสเตรเลีย (หรือประมาณ 17 ล้านบาท) ทางเดียวที่คนหนุ่มสาวจะเป็นเจ้าของอสังหาฯ ได้ คือต้องซื้อขนาดเล็กลง หรือไม่ก็อยู่นอกตัวเมือง

คอลินเล่าย้อนกลับไปช่วงก่อนปี 1990 ที่ตัวเมืองมีไว้สำหรับกิจการทางธุรกิจ ไม่มีบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ถึงเรียกกันรวม ๆ ว่า CBD ซึ่งย่อมาจาก Central Business District จนมาปี 1990 รัฐบาลออสเตรเลียมีนโยบายให้คนย้ายกลับเข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้น จึงเริ่มรีโนเวตตึกเก่าให้เป็นอพาร์ตเมนต์ จนปัจจุบันในตัวเมืองเมลเบิร์นมีอพาร์ตเมนต์มากกว่า 20,000 แห่ง เช่นเดียวกับเทรนด์ที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ ๆ อย่างลอนดอน นิวยอร์ก และเซี่ยงไฮ้ ที่ผู้คนเลือกจะอยู่ในเมืองมากขึ้น

Small Living จึงเปลี่ยนความจำเป็นให้เป็นทางเลือกในวิถีชีวิตที่ตอบโจทย์ 2 ข้อใหญ่

ข้อแรก เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ตัวเอง

Never Too Small รายการยูทูบพาทัวร์คอนโดสวยทั่วโลก แก้ปัญหาที่อยู่จิ๋วผ่านดีไซน์ฉลาด
ภาพ : El Camarin

“ถ้ามีคนให้เงินผมสองล้าน แล้วบอกให้ไปอยู่บ้านใหญ่ชานเมือง ผมคงไม่ไป แต่ถ้าไปถามแม่ผม เขาต้องตอบว่าไปแน่นอน เขาอยากมีบ้านในสวน จะได้ปลูกทุเรียน ปลูกมะละกอ 

“ผมอยากมีชีวิตที่ตื่นมาตอนเช้าวันอาทิตย์ก็สามารถเดินไปร้านอาหารเช้า ทานมื้อสายกับเพื่อน แล้วค่อยนั่งแทรมฟรีไปดูนิทรรศการช่วงบ่าย ตอนกลางคืนอาจไปดูหนังหรือละครเวที แล้วจบวันด้วยบาร์บีคิวเกาหลี ดื่มจนเมา แล้วค่อยเดินกลับบ้าน เดินนะ ไม่ใช่ขับรถ นั่นคือวิถีชีวิตที่ผมชอบ ซึ่งแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขชีวิตแต่ละคน

“ถ้าคุณมีลูกห้าคน ผมคงไม่บอกให้คุณอยู่บ้านหลังเล็กเพื่อความยั่งยืน เพราะทุกคนไม่มีความสุข นั่นก็ไม่ยั่งยืนแล้ว แต่ห้องสตูดิโอขนาดสามสิบเจ็ดตารางเมตรนั้นสะดวกสบายและเพียงพอสำหรับผม พาร์ตเนอร์ และหมาอีกตัว มันไม่มีไอเดียไหนที่จะเหมาะกับคนทุกคน”

ข้อสอง เพื่อลดการใช้ทรัพยากร ทิ้ง Footprint บนโลกให้น้อยลง 

“ปัญหาในออสเตรเลียคือการออกแบบอพาร์ตเมนต์ ถ้าออกแบบได้ดี คุณภาพชีวิตก็ดีไปด้วย แต่เรายังมีอพาร์ตเมนต์ที่ออกแบบลวก ๆ ทั้งแคบและไม่ยืดหยุ่น และมักมาพร้อมเฟอร์นิเจอร์เบื้องต้น ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการ เช่น มีเคาน์เตอร์ครัวมาให้ แต่เราไม่ได้ต้องการครัวใหญ่ขนาดนั้น หรืออย่างห้องผม ตอนแรกปูพรมใหม่เอี่ยมมา แต่ผมแพ้พรม ใช้แล้วคัน ก็ต้องรื้อออกแล้วเปลี่ยนเป็นพื้นไม้ทั้งหมด พรมที่ให้มาก็เสียเปล่า มันเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ แทนที่จะขายด้วยราคาถูกกว่าสำหรับคนที่ไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้

“ผมรู้จักเพื่อนบ้านทั้งชั้นบนชั้นล่าง ช่วงล็อกดาวน์เราแอบเล่นเกมมาจองด้วยกัน เดี๋ยวจบสัมภาษณ์นี้ผมมีนัดกับเพื่อนบ้านชั้นบน วันนี้เป็นตาเธอทำอาหาร ส่วนเพื่อนบ้านห้องติดกันเป็นหมอที่ผมให้ยืมบันไดตลอด เขาจะได้ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องเปลืองทรัพยากร ห้องเรามีอะไรขาดเหลือก็ยืมเขา”

สิ่งที่ Never Too Small ต้องการสื่อสารจึงไม่ใช่ชวนกันมาอยู่บ้านเล็ก ๆ แต่เป็นการนำเสนอไอเดียให้อยู่กับสิ่งที่มีอย่างมีความสุข หยิบจับเทคนิคการออกแบบมาทำให้พื้นที่เล็ก ๆ น่ารักและน่าอยู่ 

Never Too Small รายการยูทูบพาทัวร์คอนโดสวยทั่วโลก แก้ปัญหาที่อยู่จิ๋วผ่านดีไซน์ฉลาด
Never Too Small รายการยูทูบพาทัวร์คอนโดสวยทั่วโลก แก้ปัญหาที่อยู่จิ๋วผ่านดีไซน์ฉลาด
ภาพ : El Camarin

How Small is Small?

แต่ ‘เล็ก’ แค่ไหนถึงเรียกว่าเล็ก – เราถาม

เขาถึงกับหัวเราะ 

“บางคนบอกว่าห้าสิบตารางเมตรคือเล็ก อีกคนบอกห้าตารางเมตรต่างหากที่เล็ก ผมว่าชื่อ Never Too Small คือสปิริต คือการมองโลกด้านบวกว่าไม่มีอะไรเล็กเกินไปหรอก เหมือนกับสำนวนที่บอกว่า Never give up until you broke and died.

“สำหรับคนอเมริกัน เจ็ดสิบห้าตารางเมตรถือว่าเล็กมาก แต่ใหญ่สำหรับคนออสเตรเลียน หรือถ้าไปถามคนฮ่องกง ก็จะบอกว่าอพาร์ตเมนต์ห้องสตูดิโอของผมใหญ่แล้ว มันขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมและประเทศที่คุณอยู่ด้วย”

Never Too Small จึงเป็นไอเดียมากกว่าเป็นขนาด เขาตั้งใจตั้งแต่วันแรกว่าจะให้มันเป็นพื้นที่ที่คนจะแวะเวียนมาเมื่อคิดถึง Small Living

“ก่อนหน้านี้มีคนดูมาขอบคุณที่เราทำคอนเทนต์แบบนี้ออกมา แล้วเล่าว่าทีแรกเขาและภรรยากำลังคิดจะย้ายไปอยู่บ้านที่ใหญ่ขึ้นนอกเมือง แต่พอได้รู้จักรายการของเรา พวกเขาเลยลองตกแต่งบ้านใหม่ ซื้อเฟอร์นิเจอร์บางชิ้น ทำชั้นเก็บของเล่นให้ลูก จนสุดท้ายตัดสินใจอยู่ในเมืองต่อ เพราะตอนนี้บ้านน่าอยู่ขึ้น ไม่คับแคบเหมือนแต่ก่อนแล้ว”

บ้านที่เล็กที่สุดที่พวกเขา เคยถ่ายทำคือ 19 ตารางเมตร ในประเทศอิตาลี

Never Too Small รายการยูทูบพาทัวร์คอนโดสวยทั่วโลก แก้ปัญหาที่อยู่จิ๋วผ่านดีไซน์ฉลาด
ภาพ : El Camarin

To Curate, Not Collect

ตอนเริ่มทำธุรกิจ คอลินสัญญากับตัวเองว่า จะทำรายการเกี่ยวกับการออกแบบบ้านอันดับต้น ๆ และจะไม่ยอมให้น้อยไปกว่านั้น ทุกอย่างต้องคัดสรรอย่างพิถีพิถัน (Curate) ไม่ใช่แค่เลือก (Collect) มาให้ผ่านไป

บ้านในช่วงแรกมาจากเว็บไซต์และนิตยสารสถาปัตยกรรม Pinterest, Instagram และ Facebook เมื่อเจอที่ถูกใจ คอลินจะอีเมลติดต่อไป จน Never Too Small เป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็เริ่มมีคนส่งเรื่องมาเสนอให้ บวกกับที่เขาตัดสินใจจ้าง Researcher พาร์ตไทม์มาหาข้อมูลในด้านต่าง ๆ สัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง

ช่วงโควิด-19 ทำให้ทีมงานเดินทางไปถ่ายทำไม่ได้ คอลินจึงแก้ปัญหาด้วยการหาช่างภาพวิดีโอตามเมืองต่าง ๆ แล้ววางแผนการถ่ายทำอย่างละเอียด

“วิธีการทำงานคือ เราจะส่งอีเมลคำถามไปให้สถาปนิกในประเทศต่าง ๆ ถ้าเขาตอบมาแล้วมีตรงไหนที่เราไม่เข้าใจ เราจะโทรหาเขาเป็น Pre-interview พร้อมขอแปลนอพาร์ตเมนต์มาแล้วจดเลยว่า กล้องจะอยู่ตรงไหนบ้าง แต่ละจุดจะเขียนอย่างละเอียด เช่น กล้องหนึ่ง เลนส์มุมกว้าง ถ่ายสิ่งนี้ ๆ เวลาที่ช่างวิดีโอเห็นสิ่งนี้ เขาจะเห็นภาพเลยว่าต้องถ่ายยังไง 

“เรามีช่างภาพอยู่ทั่วโลก แต่ละคนมีสไตล์ไม่เหมือนกัน เราก็มีเรื่องที่อยากเล่า สิ่งที่ต้องทำคือใช้เวลาวางแผนเยอะหน่อย ผมเขียนละเอียดมาก ๆ จนถึงกับบอกเลยว่า มุมนี้ให้แขกเปิดตู้แล้วเดินออกฉากไป

หลายครั้ง พวกเขาเลือกใช้เวลาในการถ่ายนานกว่าเพื่อให้ได้ช็อตที่ดีที่สุด เช่น รอให้แทรมเคลื่อนตัวผ่านตึก ทั้งยังให้ความสำคัญกับเสียงบรรยากาศ เพราะเชื่อว่าถ้ามีแค่ภาพกับดนตรี คนดูจะไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ตรงนั้น

The Good Team

“ทีมเราคนไม่เยอะ เลยเหมือนเพื่อนมาทำงานด้วยกัน”

ทุกครั้งที่พูดถึงทีมงาน จะมีรอยยิ้มปรากฏบนหน้าของคอลินเสมอ

Never Too Small ค่อย ๆ โตขึ้นจากคนคนเดียวเป็น 7 คน และล่าสุดเพิ่งรับสมัครอีก 2 ตำแหน่ง แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤต และออสเตรเลียมีนโยบายล็อกดาวน์ โพสต์รับสมัครงานของบริษัทนี้กลับได้รับความสนใจอย่างมากจากคนทั่วโลก แม้จะประกาศคุณสมบัติอย่างชัดเจนว่า ต้องมีใบอนุญาตทำงานในออสเตรเลียเท่านั้น

รายการยูทูบจากเมลเบิร์น เล่าเรื่องที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก พื้นที่สาธารณะ และการวางแผนผังเมืองเพื่อความยั่งยืน

คอลินไม่ดู CV ตอนคัดเลือก เพราะอาจทำให้เขาเกิดอคติ เขาตัดสินจากผลงานที่ส่งมาโดยไม่สนใจว่าคนคนนั้นจะเรียบจบอะไรมา หรือเคยทำงานที่ไหนมาก่อน เพราะวันที่ตั้งตัว ไม่มีใครในวงการรู้จักเขา แต่จำผลงานได้ สถาปนิกบางคนยังคิดว่าเขาเป็นแค่ช่างภาพ เลยมักโดนถามตลอดว่า ‘คุณทำงานกับ Never Too Small มานานหรือยัง’

ส่วนเขาก็เพิ่งรู้ว่า Content Creator คนล่าสุดที่รับเข้ามาทำงานพูดภาษาญี่ปุ่นได้ตอนหลังนี่เอง

“ทีมงานผมส่วนใหญ่เราทำงานกันมานาน เรารู้จักกันดี รู้จักครอบครัวกันและกัน ทุกคนมีจุดแข็งของตัวเอง อย่างผมไม่ค่อยสันทัดเรื่องธุรกิจ เป็นแนวอยากเปลี่ยนแปลงโลกเหมือนมิสยูนิเวิร์ส ก็เลยต้องมีเจมส์คอยดูแลเรื่องนั้นแทน ส่วน Lindsay (Lindsay Bernard) จะเป็นนักวางแผน คอยดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามตาราง ขณะที่ผมจะศิลปินมากกว่า เราต่างสร้างสมดุลให้กันและกัน เพราะพื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องศิลปะ มันมีเรื่องธุรกิจและการทำงาน อยู่ด้วย”

เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น เป็นธรรมดาที่ทีมงานข้างหลังต้องขยับขยาย คอลินพยายามจะไม่ก้าวกระโดดเร็วเกินไปเพราะ 2 เหตุผล

รายการยูทูบจากเมลเบิร์น เล่าเรื่องที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก พื้นที่สาธารณะ และการวางแผนผังเมืองเพื่อความยั่งยืน

หนึ่ง อยากให้ลักษณะการทำงานใกล้ชิด สบาย ๆ ไม่มีเวลาทำงานที่ตายตัว แต่ทุก ๆ เช้าจะมีประชุมย่อยที่เรียกว่า Standup เพื่ออัปเดตงานที่ทำเสร็จแล้วเมื่อวาน พร้อมแจกแจงงานที่จะทำในวันนี้ ใครอยากพาหมามาทำงาน หรือจะเลิกงานบ่าย 2 โมงก็ได้ ตราบใดที่งานที่ได้รับมอบหมายมีคุณภาพ เพราะเชื่อว่าการปล่อยให้แต่ละคนมีพื้นที่ใช้จินตนาการ จะทำให้เกิดงานสร้างสรรค์ที่ดีได้

สอง คอลินมองว่าวิดีโอคืองานศิลปะ ค่าจ้างที่สมน้ำสมเนื้อคือการให้เกียรติศิลปินคนนั้น ๆ แม้ว่าเขาจะเป็นพนักงานฟรีแลนซ์ก็ตาม การขยายทีมอย่างรวดเร็วอาจทำให้บริษัทมีปัญหาด้านการเงิน จนไม่สามารถจ่ายเงินเดือนพนักงานได้อย่างที่เขาตั้งใจไว้ 

“เราต้องจ่ายเงินให้สมกับคุณภาพงานที่เราต้องการจากเขา และเขาต้องรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ทำ” ผู้ก่อตั้งคนนี้เน้นย้ำ “ผมไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่งนัก”

Not Just about Money

กลุ่มผู้ชมส่วนใหญ่มีอายุตั้งแต่ 25 – 45 ปีจากทั่วโลก เพราะคอนเทนต์เป็นภาษาอังกฤษ 70 เปอร์เซ็นต์คือคนที่กำลังหาบ้านหลังแรกและมองหาแรงบันดาลใจ

รายได้ที่มีมาตั้งแต่วันแรกเริ่มมาจากช่องยูทูบ ซึ่งเพียงพอสำหรับคนเดียวในตอนนั้น แต่เมื่อทีมงานเพิ่มขึ้น จึงต้องมีโมเดลการหารายได้ใหม่ ๆ ตั้งแต่สปอนเซอร์ในวิดีโอ การขอทุน ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ ๆ และเร็ว ๆ นี้คือการทำหนังสือ Never Too Small: Reimagining Small Space Living

รายการยูทูบจากเมลเบิร์น เล่าเรื่องที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก พื้นที่สาธารณะ และการวางแผนผังเมืองเพื่อความยั่งยืน

“คอนเทนต์เกี่ยวกับดีไซน์ค่อนข้าง Evergreen เราเลยมีคนดูเรื่อย ๆ แม้จะเป็นตอนเก่า ๆ ยอดวิวน่าจะประมาณร้อยยี่สิบล้านต่อเดือน”

การเลือกลูกค้าในการทำงานด้วยเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสื่อทุกรูปแบบ คอลินมีหลักการเลือกลูกค้าที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ศูนย์เสียความเป็นแบรนด์ของตัวเอง ขณะเดียวกันก็นึกถึงจิตใจคนดูรายการไปด้วย

“เราจะเลือกแบรนด์ที่เกี่ยวกับสิ่งที่เราทำ และเป็นสิ่งที่เราใช้ เราเชื่อ สปอนเซอร์ของเราล่าสุดคือเกมการออกแบบภายใน ซึ่งผมเล่นจริง ๆ” เขาหัวเราะ “หรือก่อนหน้านี้เราทำสารคดีสั้นร่วมกับ Airbnb แต่หลายเจ้าเราก็ปฎิเสธ บางโครงการต้องการให้เรารีวิวห้องตัวอย่าง ซึ่งไม่ใช่แนวทางของเรา ลูกค้าบางคนขอโฆษณาสินค้าตอนต้นรายการ บางรายขอตอนกลาง แต่ผมต้องการให้อยู่ตอนท้าย เพราะรายการเราเป็นเหมือนหลุมหลบภัย ดนตรีช้า ๆ ภาพสวย ๆ เหมือนการเดินทางที่ไปได้ครึ่งทางก็เจอโฆษณา ผมว่ามันไม่ค่อยน่ารักต่อคนดูเท่าไหร่ จนผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาต้องบอกตลอดว่า จะหาเงินจากไหนมาจ่ายพนักงาน”

เขาย้ำอีกครั้ง “ผมอาจจะไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่งเท่าไหร่”

รายการยูทูบจากเมลเบิร์น เล่าเรื่องที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก พื้นที่สาธารณะ และการวางแผนผังเมืองเพื่อความยั่งยืน

The Bigger Plan

วันนี้ เป้าหมายของ Never Too Small ใหญ่ขึ้นกว่าเก่า ขยายจากการให้แรงบันดาลใจในการปรับเปลี่ยนบ้านขนาดเล็กของตัวเอง เป็นการพูดถึงพื้นที่สาธารณะที่ใช้ร่วมกัน ไปจนถึงการจัดการผังเมือง

ขยายช่องทางการสื่อสารจากรายการยูทูบเป็นหนังสือ และมีแพลนจะทำรายการทีวีเกี่ยวกับการรีโนเวตที่อยู่อาศัยขนาดเล็กในปีหน้า โดยเลือกคนอย่างคู่รักวัยรุ่น คนวัยเกษียณที่ชอบอยู่ในเมือง แม่เลี้ยงเดี่ยว คนพิการ แล้วเชิญนักออกแบบมาดีไซน์พื้นที่ให้เหมาะสม

ในอนาคต พวกเขาวางแผนอยากให้ความรู้ผู้คนมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น จัดคอร์สเรียนหรือเวิร์กชอปเกี่ยวกับการออกแบบพื้นฐาน หรือการใช้โปรแกรมดีไซน์ในราคาไม่แพง 

สำหรับคอลินและทีม การอยู่อาศัยในพื้นที่ขนาดเล็กจึงไม่ใช่เทรนด์ที่เข้ามาแล้วจากไป แต่เป็นความจำเป็นและเส้นทางที่นำไปสู่การพัฒนาเมืองให้ดีขึ้น

“ภายในปี 2050 เจ็ดในสิบของประชากรโลกจะย้ายเข้ามาอยู่ในตัวเมืองมากขึ้น นั่นคือเหตุผลที่ Small Space Living เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญในการขยายตัวเมืองออกไป

“ความเป็นเมืองมีมาเป็นพันปีตั้งแต่ Civilisation เมืองใหญ่ๆ เช่น ลอนดอน ก็ประสบวิกฤตการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ในช่วงไม่เกินสองร้อยปี คร่าชีวิตคนไปมหาศาล คนจำนวนมากย้ายออกไปชนบท แต่บางส่วนก็ย้ายกลับมา เพราะมนุษย์ยังต้องการไลฟ์สไตล์ที่ได้เจอผู้คนอยู่

“หลายคนบอกว่าคนจะเจอกันน้อยลงหลังจากนี้ เพราะเทคโนโลยีช่วยให้คนใกล้ขึ้นได้แล้ว แต่ผมว่าไม่จริงทีเดียว สุดท้ายเราอยากเจอคน เราอยากเชคแฮนด์ นั่งพูดคุย ทำความรู้จัก ดื่มกาแฟด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งผมได้ไปกรุงเทพฯ ก็อยากเจอพวกคุณเหมือนกัน ประสบการณ์มันเทียบกันไม่ได้”

การรื้ออาคารเก่าเพื่อพัฒนาอาคารใหม่ทำให้เกิดขยะ 1 ใน 3 ทั่วโลก เป็นเหตุผลที่ Never Too Small มุ่งเป้าไปที่การรีโนเวตตึกเก่าให้เป็นอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ แทนการรื้อและสร้างใหม่ เวลาสัมภาษณ์สถาปนิกจึงเน้นประเด็นเรื่องการนำทรัพยากรต่าง ๆ กลับมาใช้ พร้อมกับชวนให้คนเห็นข้อดีของการรักษาตึกเก่า ซึ่งเป็นเสมือนเอกลักษณ์ของเมืองเอาไว้

“ถ้ามีแต่ตึกรูปแบบใหม่ ทุกเมืองคงหน้าตาเหมือนกันหมด” 

รายการยูทูบจากเมลเบิร์น เล่าเรื่องที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก พื้นที่สาธารณะ และการวางแผนผังเมืองเพื่อความยั่งยืน
รายการยูทูบจากเมลเบิร์น เล่าเรื่องที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก พื้นที่สาธารณะ และการวางแผนผังเมืองเพื่อความยั่งยืน
ภาพ : Tree House Apartment

Best Business Lesson

“ผมเตรียมคำตอบไว้นะ นี่เป็นคำถามที่ยากที่สุดในลิสต์” คอลินผู้ออกตัวว่าไม่ชำนาญด้านธุรกิจตลอดบทสนทนาตอบแบบนั้น

Never Too Small ประสบความสำเร็จทั้งทางธุรกิจและเป้าหมายทางสังคม มีทีมที่สนุกและภูมิใจกับงานที่ทำให้ผู้คนเห็นว่า ชีวิตที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามแบบแผนเหมือนที่เห็นในโฆษณาอสังหาริมทรัพย์เสมอ เป็นแรงบันดาลใจให้เราเห็นคุณค่าของทรัพยากร และช่องทางที่จะลดการใช้ทรัพยากรเหล่านั้น

“ธุรกิจเรายังไม่เจออุปสรรคใหญ่ ๆ เพราะอายุยังน้อย ก่อนหน้านี้ผมเคยเป็นพนักงานประจำและทำร้านอาหารกับเพื่อนไปด้วย สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ เมื่อธุรกิจค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น เรามักจะโฟกัสที่การเติบโตอย่างเดียว โดยไม่ได้เตรียมคนให้พร้อม สิ่งสำคัญคือทีมของคุณคือหน้าตาของธุรกิจ พวกเขาไม่ได้ทำงานให้คุณ แต่จะเป็นคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ คุณในวันที่เจอความยากลำบาก”

ตอนธุรกิจเจอกับวิกฤตโควิด-19 พนักงานทุกคนอาสาให้บริษัทลดเงินเดือน 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะอยากให้ธุรกิจอยู่รอด สิ่งที่มีค่าสำหรับคอลินมากที่สุดคือ การที่บริษัทมีพนักงานที่อยู่ด้วยกันมานานกว่า 5 ปี เว้นแต่ว่าคนคนนั้นมีเป้าหมายใหม่หรืออยากไปทดลองด้านอื่น แต่มันจะเป็นความล้มเหลวทันที หากเขาจากไปเพราะงานที่เยอะเกิน หรือรู้สึกว่าบริษัทไม่เห็นคุณค่าในตัวเขา

“การเติบโตของธุรกิจก็ดีอยู่หรอก แต่ความสัมพันธ์กับผู้คนเป็นเรื่องสำคัญมากในธุรกิจของเรา ผมจึงไม่อยากให้เราโตเร็วเกินไปจนรับมือไม่ทัน”

ความสำเร็จของของธุรกิจนี้ไม่ใช่ยอดเข้าชมหรือจำนวนลูกค้าที่ติดต่อเข้ามา เพราะยกให้ความสุขและความภาคภูมิใจของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ๆ ค่าตอบแทนที่เหมาะสมคือสิ่งที่องค์กรนี้ยึดมั่น ความรับผิดชอบต่อผู้ชมในการนำเสนอเนื้อหาที่มีประโยชน์ ไปจนถึงการเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ในการพัฒนาเมืองสำหรับอนาคต

Never Too Small อาจไม่ได้ถูกต้องตามตำราธุรกิจ แต่เป็นตัวอย่างของบริษัทเล็ก ๆ ที่คิดการณ์ใหญ่ เริ่มต้นด้วยเจตนารมณ์ที่ดีและเห็นคุณค่าของผู้คน จนวันนี้มียอดผู้ติดตาม 1.9 ล้าน เป็นแรงบันดาลใจจนมีคนอยากร่วมงานด้วยจากทั่วโลก 

“แต่ก็นั่นแหละ ผมอาจจะไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่งเท่าไหร่” คอลินยังย้ำเหมือนเดิม แต่เราไม่คิดแบบนั้น

Lessons Learned

  • หาเป้าหมายที่ไกลกว่าการทำธุรกิจ ค้นหาว่าธุรกิจตัวเองสามารถขับเคลื่อนสิ่งนั้นได้อย่างไร 
  • การเติบโตเป็นเรื่องสำคัญ แต่การเติบโตที่เร็วเกินไปโดยไม่ได้มีการเตรียมพร้อมล่วงหน้า อาจกลายเป็นจุดอ่อนของธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ไม่ประสบความสำเร็จได้
  • เห็นคุณค่าของผู้คนที่ทำงานด้วย มอบคำชมและค่าตอบแทนที่เหมาะสมเพื่อแสดงความขอบคุณ และให้เกียรติในงานที่เขาทำ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

The Cloud เคยไปเยี่ยมสตูดิโอ ‘Madmatter’ เมื่อ 4 ปีก่อน

Madmatter ในวันนั้นเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งได้รางวัล DEmark Award 2017 จากหมวกรุ่น Five Patch Cap ของตัวเองไปหมาด ๆ พร้อมคำชื่นชมและยอดขายเกือบหมื่นใบ จากการใช้ผ้าจากเสื้อผ้ามือสองมาทำเป็นสินค้าใหม่ เป็นแบรนด์เล็ก ๆ ที่มีแนวคิดใหญ่ หวังอยากสร้างความยั่งยืนด้วยดีไซน์

4 ปีผ่านไป หากคุณลองเลื่อนดูฟีดบนอินสตาแกรมของแบรนด์จะพบความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากผลิตภัณฑ์สีสันเรียบง่าย รูปแบบเรียบง่าย รูปถ่ายเรียบ ๆ สบาย ๆ มาเป็นสินค้าสีสันสดใส ดีไซน์ทันสมัย และมีความแฟชั่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยมีแค่หมวกและกระเป๋า ก็เพิ่มเสื้อ กางเกง รองเท้า หรือแม้กระทั่งของใช้ในบ้าน 

การรีแบรนดิ้งครั้งนี้คือ ‘เฮือกสุดท้าย’ ที่ แท็ป-ปธานิน งามกิจเจริญลาภ และ แจ๊ส-ธนิสรา โพธิ์นทีไท มีให้กับ Madmatter ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นโฉมใหม่สุดเปรี้ยวอย่างที่เราเห็นนั้นไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเป็นไปไม่ได้

การรีแบรนดิ้งของ Madmatter ที่ทำให้แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกอยู่รอดในโลกทุนนิยม

บทสนทนาในวันนี้จึงต่างจากเมื่อ 4 ปีที่แล้ว 

แบรนด์โตขึ้น คนทำแบรนด์ก็โตขึ้น 

สองผู้ก่อตั้งไม่ได้ต่อสู้กับความสมดุลระหว่างธุรกิจกับดีไซน์อีกต่อไป พวกเขาได้คำตอบที่ตามหา และกำลังสร้างแบรนด์ให้อยู่ได้ในโลกทุนนิยมนี้ โดยคงไว้ซึ่งความตั้งใจดี ๆ ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของความยั่งยืนในอนาคต

01

Madmatter เริ่มต้นจากแพสชัน จากความชอบในเสื้อผ้ามือสอง แท็ปและแจ๊สจึงตั้งใจนำมาปรับเปลี่ยนให้เป็นผลิตภัณฑ์เจ๋ง ๆ และก็เจ๋งจริงอย่างที่คิด เพราะจำนวนขายพุ่งสูงเกือบหลักหมื่น แต่พวกเขาสังเกตว่าไม่ค่อยมีลูกค้าถ่ายรูปสินค้าแล้วติดแท็กกลับมา

“เราเลยรู้สึกว่า หรือเขาไม่ภูมิใจในของของเราหรือเปล่า เลยมานั่งคุยกันว่าเพราะอะไร ก็พบว่าตัวคนทำยังไม่ภูมิใจ ยังไม่เชื่อในแบรนด์ตัวเองเลย เราอยากทำของเจ๋ง ๆ แต่ไม่เชื่อว่ามันจะเติบโตเป็นธุรกิจได้ ซึ่งเราคิดผิด” แจ๊สเล่าให้ฟัง ทำให้นึกถึงบทสัมภาษณ์กับ The Cloud เมื่อ 4 ปีก่อน ที่สองนักออกแบบต้องปวดใจกับการทำธุรกิจ พวกเขาเลือกทำแบรนด์ Accessories มากกว่าเสื้อผ้า เพราะตลาดเสื้อผ้าใหญ่มากและไม่คิดว่าจะสู้ไหว

“เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เรายังคลำทางไม่เจอ ตอนเริ่มต้นเลยเป็นการต่อสู้ระหว่างดีไซน์กับธุรกิจที่เราหาสมดุลไม่ได้ พอเริ่มมาจากฝั่งอาร์ตและดีไซน์มา ตลอด 4 – 5 ปีที่ผ่านมาก็เลยถูกฝั่งธุรกิจมารบกวนเรื่อย ๆ

การรีแบรนดิ้งของ Madmatter ที่ทำให้แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกอยู่รอดในโลกทุนนิยม

“วันนั้นเรื่อง Sustainability ยังใหม่มากในบ้านเรา วิธีการผลิตสินค้าจากเสื้อผ้ามือสองซับซ้อนกว่า  ถ้าเราอัปสเกลธุรกิจก็จะมีปัญหาด้านการผลิต แต่ถ้าเปลี่ยนจากเสื้อผ้ามือสองเป็นวัสดุอย่างอื่นคนจะโอเคไหม มันจะ Commercial ไปไหม มันจะไม่ยั่งยืนหรือเปล่า เราต่อสู้กับสิ่งนี้มาตลอด”

แม้จะมียอดขายเข้ามาตลอด แต่คนทำไม่มีความสุข และเพราะข้อจำกัดเรื่องวัสดุเลยทำให้ไม่สามารถขยายธุรกิจอย่างที่ตั้งใจไว้ ทั้งคู่เลยตัดสินใจใช้ ‘เฮือกสุดท้าย’ ในการปรับแบรนด์ใหม่ ทำของที่ตัวเองก็อยากใช้ ที่ภูมิใจกับมัน ทิ้งทวนทุกอย่างเหมือนคนไม่มีอะไรจะเสีย 

และถ้าเฮือกสุดท้ายยังไม่สำเร็จ ก็จะไม่ทำ Madmatter ต่อไป

การรีแบรนดิ้งของ Madmatter ที่ทำให้แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกอยู่รอดในโลกทุนนิยม

02

การรีแบรนดิ้งมีหลายระดับ บางแบรนด์ยกเครื่องใหม่ทั้งหมด บางแบรนด์อาจแค่เปลี่ยนโลโก้และอาร์ตไดเรกชัน สำหรับ Madmatter เรียกได้ว่าเปลี่ยนแทบทุกอย่าง ตั้งแต่วัสดุ กล่องพัสดุ สินค้า ไปจนถึงข้อจำกัดที่น้อยลง 

สิ่งแรกที่แท็ปและแจ๊สเริ่มทำคือการขยายโจทย์ให้ตัวเอง ศึกษาเรื่อง Sustainability มากขึ้นว่านอกจากเรื่องวัสดุแล้ว อะไรจะช่วยให้สินค้าชิ้นหนึ่งยั่งยืนได้บ้าง และทำใจยอมรับว่า ตราบใดที่ยังมีการผลิตของใหม่และผู้คนยังมีการบริโภคอยู่ ก็ต้องส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว

“เราเปลี่ยนความคิดว่าจะไม่เครียดกับตัวเอง เราเป็นแบรนด์แฟชั่นที่สนใจเรื่องนี้มากกว่าคนอื่น ก็ทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แต่มันไม่มีทางช่วยได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะเอาร้อยคือต้องไม่ผลิตอะไรใหม่เลย”

การรีแบรนดิ้งของ Madmatter ที่ทำให้แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกอยู่รอดในโลกทุนนิยม
การรีแบรนดิ้งของ Madmatter ที่ทำให้แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกอยู่รอดในโลกทุนนิยม

การตัดสินใจใหญ่คือเลิกใช้วัสดุจากเสื้อผ้ามือสองที่เป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ เพราะทำยาก ทำให้โรงงานไม่อยากผลิตให้ ถ้ายอมผลิตก็เป็นการไปรบกวนการทำงานปกติของเขา หรือถ้าถึงขนาดต้องขอให้โรงงานเปลี่ยนเครื่องจักรก็ไม่ยั่งยืน ที่สำคัญราคาสูงและใช้เวลานาน ซึ่งส่งผลต่อไปที่การขายให้ลูกค้าและการขยายธุรกิจ แล้วเปลี่ยนมาใช้วัสดุเดดสต็อกแทน ถ้าสินค้าไหนใช้วัสดุค้างโรงงานไม่ได้ ก็จะสื่อสารกับลูกค้าอย่างจริงใจ ให้เขาได้เลือกเอง 

พวกเขาเข้มงวดกับวัสดุที่ใช้น้อยลง เพื่อให้ขยายธุรกิจให้โตขึ้นได้ และพิถีพิถันกับสินค้าทุกชิ้น ไม่ว่าจะใช้วัสดุแบบไหน ต้องออกแบบดี เป็นวัสดุที่ดี ผ้าดี ตัดเย็บดี ยืดอายุการใช้งานให้ยาวขึ้น ทำให้อยู่กับลูกค้าได้นาน ๆ ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากรได้อีกทางหนึ่ง

03

แจ๊สเล่าว่า แต่ก่อนเวลาใครถามเรื่องแบรนด์ เธอจะย้ำเสมอว่า จริง ๆ ภาพในหัวมันดีกว่าที่เห็น ซึ่งแท็ปเสริมว่า

“ต้องถอยกลับมาว่า เราทำแบรนด์แฟชั่น คนซื้อของเราจากหน้าตาที่สวยก่อน สตอรี่ข้างหลังคือสิ่งที่เพิ่มคุณค่าอีกที ตอนแรกเราเลือกผิดจุด คิดว่าการรักษ์โลกคือจุดขายให้ลูกค้าสนใจเรา ตอนรีแบรนดิ้งเลยคิดใหม่หมด” 

โชคดีที่ทั้งสองได้รู้จักกับ ‘Studio Marketing Material’ สตูดิโอออกแบบที่เป็นลูกค้า ผู้อาสาทำการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ให้

กล่องพัสดุ

การรีแบรนดิ้งของ Madmatter ที่ทำให้แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกอยู่รอดในโลกทุนนิยม

เริ่มที่โจทย์เรื่องกล่องของแจ๊ส ต้องสวยและไม่สร้างขยะเพิ่ม 

“กล่องสวย ๆ ที่ใช้กันจะซ้อนสองชั้น แต่เราอยากทำแค่กล่องเดียว เขาเลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นข้างในกล่องต้องเป็นสีเขียว พอถึงมือลูกค้าสามารถพลิกด้านในออกมา แล้วให้กล่องสีน้ำตาลด้านนอกที่มีแปะชื่อที่อยู่ตราไปรษณีย์ไปอยู่ด้านใน ลูกค้าก็เอากล่องไปใช้ได้ต่อ

“หรือข้าง ๆ กล่องมีพื้นที่ที่ไม่ได้ส่งผลต่อการใช้งาน เขาเสนอให้ตัดกระดาษตรงนี้ออกมาแล้วทำเป็นแท็กสินค้าแทน”

เบื้องหลังจากรีแบรนดิ้งของ Madmatter จากแบรนด์หมวกกระเป๋าจากเสื้อผ้ามือสอง สู่แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกที่ตั้งใจอยู่รอดในโลกทุนนิยม

กล่องพัสดุของ Madmatter กลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ควบคู่ไปกับสินค้าดีไซน์เท่ กลายเป็นวัฒนธรรมที่ลูกค้าต้องหยิบกล้องมาถ่ายวิดีโอ Unboxing แล้วแท็กกลับมาที่ร้าน ทำให้รู้ว่าความภาคภูมิใจของคนทำได้ส่งต่อผ่านสินค้าไปถึงคนรับอย่างตั้งใจเป็นที่เรียบร้อย

สี Corporate

สีเขียวไม่ได้ตั้งต้นจากความกรีนหรือรักษ์โลกอย่างที่คาดเดา แต่เพราะเห็นประโยชน์ของการมีสีประจำแบรนด์ที่ทำให้คนจดจำได้ดี ถ้าพูดถึง Acne Studios จะนึกถึงสีชมพู ถ้าเป็น Hermès นึกถึงสีส้ม แล้วสีเขียวกำลังอยู่ในเทรนด์ตอนนั้น ตัดกับกล่องสีน้ำตาลก็สวยดูดี แถมยังลงตัวไปกับคอนเซ็ปต์หลักของแบรนด์อีกด้วย

เบื้องหลังจากรีแบรนดิ้งของ Madmatter จากแบรนด์หมวกกระเป๋าจากเสื้อผ้ามือสอง สู่แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกที่ตั้งใจอยู่รอดในโลกทุนนิยม

วัสดุ

นอกจากการเปลี่ยนมาใช้วัสดุค้างสต็อก และหากจำเป็นต้องใช้วัสดุอย่างอื่นก็จะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาแล้ว Madmatter ตั้งใจจะไม่นำเข้าวัสดุจากต่างประเทศ ด้วยเหตุผลเรื่องทรัพยากรที่ใช้ในการขนส่ง แต่เลือกใช้วัสดุในประเทศ ซึ่งต้องทำการบ้านหนักและใช้เวลานานกว่าหลายเท่า

สินค้า

เมื่อหลายปีก่อนพวกเขาไม่เคยคิดจะทำเสื้อผ้า เพราะคิดว่าสู้กับแบรนด์ที่มีอยู่ในโลกออนไลน์ไม่ไหว ยังไม่นับแบรนด์เกาหลีดี ๆ อีกมากมาย ทั้งที่ผู้ก่อตั้งชื่นชอบเสื้อผ้าด้วยกันทั้งคู่

การรีแบรนด์ครั้งนี้พวกเขาตัดสินใจลงว่ายในตลาดที่เคยกลัวมาก่อน โดยใช้ดีไซน์และแนวคิดเรื่องความยั่งยืนประกอบกันเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ

ไอเท็มหลักของแบรนด์คือ เสื้อยืดและหมวก หลังจากนั้นค่อย ๆ แตกเป็นสินค้าประเภทอื่น ๆ อย่างเสื้อเชิ้ต สเวตเตอร์ แก้ว จาน หรือรองเท้า 1 คอลเลกชันคือ 1 โปรเจกต์ ปี 2021 ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีประมาณ 10 – 15 โปรเจกต์ ความถี่ 2 อาทิตย์ครั้งถึงเดือนละครั้ง แต่ละครั้งอาจจะไม่ได้ผลิตเยอะมาก ซึ่งตอบโจทย์การค้าขายออนไลน์ที่ต้องอาศัยความรวดเร็ว

“เราวาง Year Plan เลยตั้งแต่ต้น แก้ไขปัญหาที่แต่ก่อนทำคอนเทนต์ไม่สม่ำเสมอ สินค้าใหม่ก็มา ๆ หาย ๆ ตอนมาฮือฮาจริง แต่ก็เว้นหายไปนาน ซึ่งไม่ตอบโจทย์ธรรมชาติออนไลน์ในปัจจุบันที่ต้องการความสม่ำเสมอ”

Madmatter ทำงานร่วมกับทั้งศิลปินและแบรนด์ เช่น Mustard Sneakers, Gongkan, Coundsheck และยังมีอีกหลายโปรเจกต์ในปี 2022 นี้

“จะตายเอา” ทั้งคู่หัวเราะ “แต่มันสนุก ปี 2021 ปีเดียวได้เจอคนเยอะกว่า 5 ปีที่ผ่านมาอีก เรามีความสุขกับการทำงานมากกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา”

เบื้องหลังจากรีแบรนดิ้งของ Madmatter จากแบรนด์หมวกกระเป๋าจากเสื้อผ้ามือสอง สู่แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกที่ตั้งใจอยู่รอดในโลกทุนนิยม

ร้าน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Madmatter ขายผ่านช่องทางออนไลน์และฝากขายตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านต่าง ๆ ปัญหาที่พบคือร้านจัดของรกจนหาไม่เจอ พวกเขาไม่อยากให้ลูกค้าของแบรนด์ต้องเจอประสบการณ์แบบนั้น

“สินค้าของเราราคาไม่ถูก จุดแข็งของเราคือวัสดุที่ดี จึงจำเป็นมาก ๆ ที่ลูกค้าต้องเห็นของจริง จับของจริง เราเจอฟีดแบ็กเยอะบนออนไลน์ว่า เขาชอบแต่ไม่กล้าซื้อ อยากไปลองไซส์ก่อน เราเลยตัดสินใจเปิดหน้าร้านเหมือนโชว์รูมที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ผลคือหลายคนกลับมาบอกว่า ผ้าสวยกว่าในรูปเยอะเลย”

04

ถ้าต้องขึ้นเวที TED Talks บอกเล่าบทเรียนที่ได้เรียนรู้จาก Madmatter จะเป็นเรื่องอะไร – เราถาม

ทั้งคู่นิ่งคิดอยู่พักใหญ่ ยอมรับว่าคำถามนี้ยากมาก ไม่ใช่ยากเพราะพวกเขาไม่รู้ แต่เพราะมีเยอะแยะเต็มไปหมด จนไม่รู้จะจักหยิบยกเรื่องไหนขึ้นมาก่อน

แท็ปเรียนรู้เรื่องการรู้จักตัวเอง ต้องยอมรับว่าธรรมชาติ พื้นเพ และเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน 

“ธุรกิจยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเล็กหรือมีกฎเกณฑ์อะไรมากมาย คนสเกลใหญ่ก็ช่วยในแบบของเขา คนสเกลกลางก็ช่วยในวิธีของเขา คนสเกลเล็กก็อีกแบบหนึ่ง ทำในแบบของตัวเอง ถ้าธรรมชาติของเราคือคนทำธุรกิจ ทำให้บางอย่างอาจจะไม่ยั่งยืนได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ต้องกังวลว่ามันจะผิด หรือถ้าคุณเน้นอาร์ต เน้นดีไซน์มากกว่าก็ไม่เป็นไร ยอมรับไปว่ามันอาจจะสเกลอัปไม่ได้มากเท่าไหร่”

แจ๊สเองคิดคล้าย ๆ กัน เธอบอกว่า

เบื้องหลังจากรีแบรนดิ้งของ Madmatter จากแบรนด์หมวกกระเป๋าจากเสื้อผ้ามือสอง สู่แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกที่ตั้งใจอยู่รอดในโลกทุนนิยม

“มีช่วงที่เราสับสนในตัวเอง ใจเราอยากทำธุรกิจให้ได้เงิน แต่แบรนด์เราเป็นแบรนด์รักษ์โลก ทุกคนจะตกใจกับเราหรือเปล่า สุดท้ายเราต้องจริงใจกับตัวเอง อย่างเราให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม แต่ก็สนใจการทำธุรกิจด้วย Madmatter เลยออกมาในวิธีแบบนี้ 

“มีน้องหลายคนที่กำลังทำแบรนด์มาปรึกษาว่า ‘พี่ ๆ หนูเครียดมากเลย หนูรู้สึกว่าแค่แกนที่หนูปักลงไปบนผ้ามันก็ไม่ยั่งยืนแล้ว’ เมื่อก่อนเราอาจเป็นแบบนั้น ตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ต้องไปเครียดขนาดนั้น แต่ต้องพยายามบาลานซ์ทุกอย่างให้ได้”

Madmatter จึงวางตัวเองเป็นอีกฟันเฟืองที่ช่วยผลักดันเรื่องนี้ในแบบที่พวกเขาทำได้ ในแบบที่แบรนด์พวกเขายังอยู่รอดต่อไปได้ ด้วยการผลิตสินค้าคุณภาพดี ใช้วัสดุค้างสต็อกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และออกแบบให้ลูกค้าใช้ไปได้นาน ๆ

เบื้องหลังจากรีแบรนดิ้งของ Madmatter จากแบรนด์หมวกกระเป๋าจากเสื้อผ้ามือสอง สู่แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกที่ตั้งใจอยู่รอดในโลกทุนนิยม

05

4 ปีผ่านมา มีแบรนด์พร้อมเป้าหมายเรื่องความยั่งยืนเกิดขึ้นใหม่มากมาย ทั้งแบรนด์ใหญ่ที่เริ่มขยับตัวเข้ามาหยิบจับประเด็นนี้ แบรนด์เล็ก ๆ ที่อยากเปลี่ยนแปลงโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ส่วนลูกค้าที่ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน

ปลายทางที่อยากเติบโตไปในตลาดโลกของ Madmatter จากการคุยกับ The Cloud ครั้งนั้น มาวันนี้ทั้งคู่ลดความคาดหวังลง ทำโจทย์ให้ง่าย และลงมือทำให้สำเร็จไปทีละขั้นตอน ทำธุรกิจในประเทศให้ดีก่อน แล้วจะค่อย ๆ เติบโตไปในที่สุด 

ทุกวันนี้มีลูกค้าทั้งในและต่างประเทศมากมาย ส่วนใหญ่เป็นคนชอบแฟชั่นที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็ก ๆ คุณภาพที่ดี และรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยในเวลาเดียวกัน 

เพื่อนสนิทของแจ๊สและแท็ป ผู้มองการเติบโตของแบรนด์นี้มาตลอดเสริมว่า “สำหรับคนนอก เรามองว่าลูกค้าสนใจเรื่องความยั่งยืน แต่เขาก็ไม่ได้อยากใช้แฟชั่น ‘ถุงผ้านี้รักษ์โลก’ หรืออะไรแบบนั้น เขายังอยากใช้สินค้าแฟชั่นอยู่ และเลือกแบรนด์นี้ที่ดีไซน์และคุณภาพ”

Madmatter จึงกลายเป็นทางเลือกของคนเหล่านั้น 

“เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเรื่องความยั่งยืน ไม่ต้องตะโกนให้ดัง แต่แทรกซึมไปเนียน ๆ ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งในฝั่งผู้บริโภคและคนทำธุรกิจ ให้เป็นแนวทางว่าเขาทำอย่างเราได้ และอยากขยายธุรกิจให้ได้ สร้างระบบให้ทุกคนมาช่วยเราทำงานได้ เหนื่อยน้อยลง แต่คุณภาพทุกอย่างต้องเหมือนเดิม” 

เพราะวางแผนยาวแต่คาดหวังไปทีละส่วน ความสุขของสองนักออกแบบ ณ ตอนนี้จึงไม่ใหญ่จนกลัวเจ็บ และไม่เล็กจนมองไม่เห็นจุดหมาย 

หากใครก็ตามนึกถึงแบรนด์ Sustainable Fashion ในประเทศไทย ทั้งแท็ปและแจ๊สอยากให้ Madmatter ติด 3 อันดับแรกในใจเขา 

เบื้องหลังจากรีแบรนดิ้งของ Madmatter จากแบรนด์หมวกกระเป๋าจากเสื้อผ้ามือสอง สู่แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกที่ตั้งใจอยู่รอดในโลกทุนนิยม

Lessons Learned

  • จริงใจกับตัวเอง รู้จักตัวเองให้ดีก่อน แล้วจึงหาวิธีการทำธุรกิจที่ตรงกับความตั้งใจของตัวเอง อย่างที่ Madmatter ค้นหาการทำธุรกิจยั่งยืนใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่เจอและข้อจำกัดที่เคยมีเรื่องการผลิต 
  • ลดความคาดหวังบางอย่าง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโต ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความตั้งใจและคุณค่าที่มีมาตั้งแต่วันแรก
  • ทำธุรกิจที่ตัวเองภูมิใจก่อน แล้วลูกค้าจะสัมผัสความภูมิใจนั้นได้ผ่านสินค้าและบริการที่เราตั้งใจทำออกไป

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load