‘In the fall, a mysterious disease began to spread from the west,

and 10 days, tens of thousands of people died in Hanyang’

ในฤดูใบไม้ร่วง, โรคระบาดที่ไม่อาจทราบสาเหตุ ซึ่งแพร่มาจากภาคตะวันตกของเมือง คร่าชีวิตผู้คนในเมืองฮันยาง (ชื่อเดิมของเกาหลี) ร่วมหมื่นคนในเวลา 10 วัน

บางส่วนจากบันทึกแห่งราชวงศ์โชซอน ในรัชสมัยของพระเจ้าซุนโจ (พ.ศ. 2343 – 2377)

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

จากบันทึกความยาว 2 บรรทัด ในหน้าประวัติศาสตร์เมื่อ 500 ปีก่อน สู่ Kingdom ละครชุดเรื่องแรกของเกาหลีที่ผลิตโดย Netflix สตรีมมิ่งแพลตฟอร์มชื่อดังของโลก ผลงานการกำกับของ คิมซองฮุน ผู้กำกับสายภาพสวยโหดของเกาหลี และนักเขียนบทละคร คิมอึนฮี ผู้เขียน Signal ละครเกาหลีที่แฟนละครแนวสืบสวนสอบสวนยกให้เป็นละครที่ดีที่สุดตลอดกาล

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นจากความหิวโหย

ขุนนางหิวโหยอำนาจแอบทำพิธีลับๆ ปลุกพระราชาจากความตายเพื่อรักษาอำนาจแห่งตนและมเหสีผู้เป็นลูกสาว และประชาชนผู้หิวโหยจนต้องกินเนื้อมนุษย์กันเองโดยไม่ตั้งใจ

ขออภัยที่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ เพราะคิดเองว่าคุณควรรู้ล่วงหน้าเพื่อจะไม่พลาดชมละครน้ำดีเรื่องนี้

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

ซอมบี้ใน Kingdom แตกต่างจากละครและภาพยนตร์ซอมบี้เรื่องอื่นๆ ตรงที่คุณต้องถูกซอมบี้กัดเพื่อจะกลายเป็นซอมบี้ แต่เรื่องนี้คุณเผลอไปกินซุปซอมบี้จน…

เล่าได้เพียงเท่านี้

เรื่องราวขนาด 6 ตอนจบ ไม่ยาวไป สั้นไป พาเราเดินทางไปพร้อมองค์ชายรัชทายาทผู้เป็นห่วงสุขภาพของพระราชา จึงออกตามหาหมอหลวงผู้รักษา จนพบความจริงเกี่ยวกับโรคระบาดประหลาดเพื่อปกป้องประชาชน องค์ชาย ทหารคู่ใจ หมอสาว และคนที่เหลืออยู่ จึงร่วมกันหาทางแก้ปัญหาก่อนโศกนาฏกรรมมนี้จะบานปลาย

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

ไม่เพียงพล็อตเรื่อง งานกำกับและสร้างสรรค์แสนประณีตสมกับมาตรฐาน Netflix ที่ภาพสวยจนต้องร้องสบถ ซึ่งมาพร้อมอาการอดหลับอดนอนเพราะอยากลุ้นต่อจนจบ ทีมนักแสดงผู้ถ่ายทอดบทบาทก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

The Cloud มีโอกาสพูดคุยพิเศษกับ จูจีฮุน แบดูนา และ รยูซึงรยอน 3 นักแสดงนำถึงการทำงานในบทบาทที่ได้รับและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงาน ซึ่งอินจนลืมไปเลยว่าเรากำลังคุยกันเรื่องละครซอมบี้ในยุคโชซอนอยู่

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

ความโลภของมนุษย์เป็นอันตรายต่อแผ่นดินทั้งแผ่นดิน

เกี่ยวกับบทบาทที่ได้รับ จูจีฮุนรับบทเป็น ‘อีชาง’ องค์ชายรัชทายาทผู้สงสัยถึงอาการป่วยของบิดาจากข่าวลือนอกวังหลวงว่าสิ้นพระชนม์ ขณะที่ขุนนางคนสนิทบอกว่าพระราชายังมีชีวิตอยู่ จึงออกเดินทางตามหาความจริงจากหมอหลวง ระหว่างทางพบปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนและอยู่ในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมคนตายฟื้นคืนชีพจึงไม่อาจนิ่งนอนใจ นำทีมหมอและชาวบ้านค้นหาความจริงเรื่องนี้

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

ขณะที่แบดูนารับบท ‘ซอบี’ หมอสาวผู้อยู่ในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมการระบาดของซอมบี้ ก่อนจะร่วมมือกับองค์ชายรัชทายาทตามหาวิธีแก้ไขปัญหา เป็นการแสดงละครย้อนยุคครั้งแรกของเธอ ร่วมด้วยรยูซึงรยอน กับบท ‘โจฮักจู’ ขุนนางตามแบบฉบับขุนนางตัวร้ายในละครเกาหลี ผู้หิวโหยอำนาจที่ไม่ใช่ของตน ทำทุกวิถีทางที่จะรักษาอำนาจแม้จะต้องเรียกพระราชาให้ตื่นจากความตาย เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

จุดร่วมกันของทั้งสามนักแสดงที่ทำให้ Kingdom น่าจับตามองคือ การเป็นนักแสดงภาพยนตร์ระดับ 10 ล้านผู้ชม หรือเทียบเท่านักแสดงหนังหลัก (หลาย) ร้อยล้านในบ้านเรา ทั้งจูจีฮุนจากเรื่อง Along with the Gods ทั้งสองภาค (2017, 2018) Dark Figure of Crime (2018) และ The Spy Gone North (2018) ซึ่งดังมากๆ ในเกาหลี โดยปีที่ผ่านมาเขากลายเป็นนักแสดงนำในภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในปี 2018 เช่นเดียวกับแบดูนาเมื่อครั้งรับบทนำในเรื่อง The Host (2006) เมื่อหลายปีก่อน และรยูซึงรยอนผู้ครั้งหนึ่งเป็นนักแสดงเกาหลีคนแรกที่มียอด 10 ล้านผู้ชมติดต่อกัน 2 เรื่องจาก Masquerad (2012) และ Miracle in Cell No.7 (2013)

เหตุผลที่ตัดสินใจร่วมงานในโปรเจกต์ละคร Kingdom ของ Netflix

จูจีฮุน : ผมเป็นแฟนคลับคุณคิมซองฮุน ผู้กำกับเรื่องนี้ และตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานกับนักแสดงในเรื่อง ผมคิดว่าการทำงานในกองถ่ายที่เต็มไปด้วยทีมงานและนักแสดงที่ดีเป็นพลังงานบวกที่ดีมากๆ ยิ่ง Netflix เป็นแพลตฟอร์มที่ฉายใน 190 ประเทศทั่วโลก จึงไม่มีเหตุผลที่ผมจะไม่ตอบตกลง ที่สำคัญ นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ฉายเรื่องราวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเกาหลีให้คนทั่วโลกได้รับชม

แบดูนา : ครั้งแรกที่อ่านบทก็สนใจเรื่องราวมากๆ และเพราะเป็นแฟนคลับคุณคิมอึนฮี นักเขียนบท เลยยิ่งอยากทำงานในโปรเจกต์นี้ แม้จะมีความกังวลเพราะเป็นการแสดงละครย้อนยุคครั้งแรกของตัวเอง แต่ในที่สุดก็ทำมันได้ และได้โอกาสเรียนรู้อะไรมากมายจากบทบาทนี้ซึ่งช่วยเพิ่มทักษะด้านการแสดง แล้วมันก็สนุกมากๆ ด้วย

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

รู้สึกอย่างไรกับการแสดงละครย้อนยุคครั้งแรก หน้างานเป็นอย่างที่คิดมั้ย

แบดูนา : ฉันไม่เคยทำผมทรงนี้มาก่อนเลย เพราะไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าจะเหมาะกับฉันมั้ย แต่หลังจากถ่ายทำเสร็จก็พบแล้วว่าผมทรงนี้เหมาะกับฉันมากๆ และการทำงานในบทซอบีนี้ ฉันแทบไม่ต้องใช้เทคนิคหรือใส่อารมณ์พิเศษอะไรเลย แต่ต้องปรับการใช้เสียงให้เข้ากับยุคสมัย ซึ่งปกติบทบาทในละครสมัยใหม่ฉันพยายามพูดให้เป็นธรรมชาติที่สุด แต่ใน Kingdom ฉันต้องออกเสียงให้ชัด พร้อมสำเนียงแบบคนโบราณ

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

จากประสบการณ์การแสดงภาพยนตร์และละครชุดทั้งในและต่างประเทศ การทำงานในเรื่อง Kingdom แตกต่างหรือต้องเตรียมตัวพิเศษกว่าบททั่วๆ ไปอย่างไร

แบดูนา : ไม่ว่าจะงานที่ฉายในประเทศหรือต่างประเทศ ฉันให้ความสำคัญ ใช้พลังและความพยายาม เท่ากันหมด การทำงานร่วม Netflix จะค่อนข้างให้อิสระในการแสดง ขณะที่การร่วมงานกับสถานีโทรทัศน์จะต้องระมัดระวังมาก แต่การถ่ายทำไม่แตกต่างกันเท่าไหร่

อยากให้เล่าถึงความยากลำบากในการทำงานหรือการถ่ายทำฉากยากๆ

รยูซึงรยอน : ผมรับบทเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่น่ากลัวกว่าซอมบี้เสียอีก ความยากของการทำงานคือ จริงๆ แล้วผมเป็นคนกลัวซอมบี้มาก แต่ก็ต้องทำเหมือนไม่กลัว

จูจีฮุน : ในฉากต่อสู้กับซอมบี้ฉากใหญ่ เราใช้เวลาถ่ายทำกันถึง 15 วัน และฉากนั้นเป็นฉากที่วิ่งตลอด จึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย

แบดูนา : สำหรับฉันบทที่ได้รับทำให้ไม่ค่อยมีฉากต่อสู้หรือที่ถ่ายทำยากๆ เนื่องจากผู้หญิงในยุคโชซอนไม่ค่อยมีหน้าที่หรือเป็นผู้นำกลุ่มไม่ได้ ซึ่งแตกต่างจากบทบาทอื่นๆ ที่เคยแสดง แต่ก็มีฉากหนึ่งต้องอุ้มเด็กวิ่งขึ้นเขาเพื่อหนีซอมบี้ ถ่ายเสร็จต้องรีบใช้เครื่องช่วยหายใจ 5 นาที

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากบทบาทที่ได้รับ

รยูซึงรยอน : ผมได้เรียนรู้ความโลภของมนุษย์ที่ไม่ขีดจำกัด

จูจีฮุน : Kingdom เป็นละครย้อนยุคที่พูดถึงความโลภ ทำให้ผมเห็นความเป็นมนุษย์ในอีกมุมมอง หนึ่ง ได้เห็นว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง หรือจำเป็นต้องรอคอยการช่วยเหลือจากคนที่มีอำนาจ และสอง ความจริงแล้วซอมบี้ไม่ได้อยากเป็นซอมบี้ แต่เพราะได้รับเชื้อมาโดยไม่ตั้งใจ นั่นทำให้ซอมบี้ไม่มีความรู้สึกนึกคิด เขาจึงทำร้ายคนอื่น ขณะที่มนุษย์เราได้รับการศึกษามีความคิด แต่เรากลับเลือกที่จะทำร้ายคนอื่นเพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

แบดูนา : ในสมัยโชซอนหน้าที่ผู้หญิงน้อยมาก

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

แล้วถ้าหน้าที่ของผู้หญิงในเรื่องมีน้อยมากอย่างที่บอก อะไรคือความสำคัญของบทบาทที่คุณได้รับ

แบดูนา : ในสมัยโชซอนคนเกาหลีนับถือศาสนาขงจื๊อ นั่นคือ จำกัดไม่ให้ผู้หญิงทำงานนอกบ้านหรือมีอาชีพหาเลี้ยงตัวเอง แต่ซอบีในเรื่องเป็นหมอหญิง แม้จะไม่ได้อยู่ข้างหน้าเป็นผู้นำกลุ่ม แต่ทำหน้านี้สำคัญในการตามหาสาเหตุและวิธีแก้ไขปัญหาโรคประหลาดนี้อยู่ข้างหลัง และเป็นคนที่เข้มแข็ง บวกกับที่ผ่านมาฉันรับบทเป็นนักสู้มาโดยตลอด แม้บทซอบีจะต้องเรียบร้อย ฉันก็ยังแสดงให้ซอบีคนนี้แตกต่างจากผู้หญิงโชซอนทั่วไป

จูจีฮุน : ผมขอเสริมได้ไหมครับ แม้เป็นผู้หญิง แต่ซอบีเธอฉลาดมากที่สืบหาจนพบวิธีแก้ไขปัญหาโรคระบาด และในเรื่องซอบีก็มีโอกาสหนีเอาตัวรอดหลายครั้ง แต่เธอก็ยังไม่ไป ยังอยู่ช่วยองค์ชายและชาวบ้าน

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

สำหรับผู้ชมที่ไม่เคยดูละครเกาหลีมาก่อน อะไรคือเหตุผลที่เขาไม่ควรพลาดละครเรื่องนี้

รยูซึงรยอน : นอกจากความบันเทิงจากเนื้อหาแล้ว คุณจะได้เห็นประเพณีโบราณของเกาหลี และยังได้ชมภาพสวยๆ บรรยากาศของฤดูใบไม้เปลี่ยนสี หรือฤดูหนาวที่หนาวที่ทั้งหนาวและทรมาน

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

ระหว่างที่ Kingdom ซีซั่นแรกยังไม่ออกอากาศ อะไรทำให้พวกคุณตัดสินใจรับบทนำนี้ต่อในซีซั่นที่ 2

จูจีฮุน : เป็นเรื่องที่พวกเราอยากรู้เหมือนกันครับว่าทำไมทีมงานไว้ใจพวกเรา และชวนให้ร่วมงานต่อทั้งๆ ที่ละครยังไม่ออกอากาศ (หัวเราะ)

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

ด้วยเวลาจำกัด พวกเราจบบทสนทนาไว้เพียงเท่านี้

ในฐานะคนดูที่ดูจบแล้วทั้ง 6 ตอน แน่นอน เรารู้คำตอบว่าทำไมทีมงานจึงไว้ใจอยากร่วมงานกับพวกเขาทั้งสามคนต่อในซีซั่นที่ 2 จนถึงตอนนี้ไม่อยากให้คุณได้พลาดชมเลยแม้เพียงนิดเดียว

พิสูจน์ความสามารถของจูจีฮุน แบดูนา รยูซึงรยอน และเหล่านักแสดงชั้นนำอีกมากมาย พร้อมกันใน Kingdom ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคมเป็นต้นไปที่ Netflix

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

คุณเคยรู้สึกว่าศิลปินบางคนมีความสามารถ และควรจะได้รับความสนใจมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม?

ต้น-ธนษิต จตุรภุช คือคนนั้นสำหรับเรา

ต้นเข้าวงการมาด้วย Academy Fantasia (AF) ซีซันที่ 8 รายการประกวดร้องเพลงเรียลลิตี้โชว์ที่บูมมากในยุคนั้น และออกจากบ้านมาพร้อมกับถ้วยรางวัลชนะเลิศติดไม้ติดมือ

แต่รางวัลก็ไม่ได้การันตีทุกอย่าง ไม่ได้การันตีว่าศิลปินคนนั้นจะดังเปรี้ยงปร้างหรืออยู่ค้างฟ้าไปตลอด จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 11 ปีผ่านไป เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายรอบ เพราะนี่คือวงการบันเทิง วงการแห่งความไม่แน่นอน

“สวัสดีคร้าบ” เสียงทักทายสดใสดังขึ้นมาจากด้านหลัง แล้วเจ้าของเสียงนั้นก็เดินมานั่งลงข้าง ๆ เรา บนโซฟาในห้องซ้อมค่ายเพลง LOVEiS เห็นหน้าในทีวีมาตั้งนาน อยู่ดี ๆ มาอยู่ตรงหน้านี่ก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันนะ!

วันนี้เรามาพูดคุยกับแชมป์คนนี้ด้วยวาระที่เขาย้ายมาบ้านหลังใหม่ และออกเพลงใหม่แสนเปรี้ยวซ่า ในแนวเพลงที่เขาเรียกว่า Queer Pop ฉายภาพความหลากหลายทางเพศของ LGBTQIA+

เขาผ่านอะไรมาบ้าง แล้วทำไมเพิ่งมาเปลี่ยนลุคเอาป่านนี้ เราไปฟัง ต้น ธนษิต เปิดใจกันที่ Talk of The Cloud

ดวง / โอกาส / ไทม์มิ่ง
3 เสาหลักของนักร้อง

สวัสดีค่ะ!

สวัสดีครับ! ต้น ธนษิต ครับ (เสียงกระตือรือร้น) ตอนนี้เพิ่งย้ายมาอยู่ที่ LOVEiS ครับ เพิ่งปล่อยเพลงไป ถือว่าเป็น Debut Single ภายใต้บ้านหลังใหม่

AF8 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของคุณเลยใช่ไหม

ใช่ครับ 11 ปีแล้ว 

เร็วมากเลย! ทางนี้ก็ได้ดูเหมือนกัน

จริงเหรอ พี่ยังรู้สึกเลยว่า เฮ้ย! 11 ปีแล้วหรอวะ รู้สึกเหมือนกันว่ามันเร็วจัง 

คุณมีความฝันคืออยากเป็นนักร้องตั้งแต่แรกเลยรึเปล่า

ใช่ครับ อยากเป็นนักร้อง จริง ๆ ตอนแรกไม่ได้เป็นเด็กเดินสายประกวดนะ เราก็แค่ชอบร้องเพลงแล้วก็มีไปเรียนบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ว่าตอนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา มันมีวิชาให้เลือกเรียนเยอะแยะ เรารู้สึกว่าเรียนวิชาการไปเยอะแล้ว ก็เลยเลือกเรียนอาร์ต เรียนปั้นหม้อ เรียนเซรามิก และเรียน Choir (ร้องประสานเสียง) ด้วย พอทำแล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราชอบร้องเพลงว่ะ เราทำได้ดี แล้วก็มีคนชมว่า ยูร้องเพลงดีนะ พอกลับมาเมืองไทยแล้วมันเป็นช่วงที่รายการ AF6 มาพอดี เราก็เลยตัดสินใจไปประกวด

ไปมาตั้งแต่ AF6 เลยเหรอ

ใช่ ไปหลายรอบด้วยนะ การออดิชันเริ่มที่ต่างจังหวัดก่อน เราก็ไปต่างจังหวัดก่อน แล้วค่อยมาที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้อะไรเลย ร้องไปแป๊บเดียวกรรมการก็พูด ขอบคุณค่ะ เชิญค่ะ (กลั้วหัวเราะ) เศร้ามาก ขอบคุณค่ะ เชิญค่ะตลอด จนกระทั่งมาได้ตอนซีซันที่ 8 ตอนนั้นพี่เพิ่งขึ้นปี 3 วารสาร อินเตอร์ ธรรมศาสตร์

ทำไมถึงเรียนวารสาร ไม่คิดจะเรียนสายดนตรีเลยเหรอ

เคยคิดเหมือนกันว่าจะเรียนดนตรีไปเลย เรียน Voice ไปเลย แต่ด้วยความที่พี่เล่นดนตรีไม่เป็น แล้วเราก็ไปสืบทราบมาว่าการสอนไม่ได้มีแค่ร้องอย่างเดียวนะ ต้องรู้ทฤษฎีดนตรี ต้องอ่านโน้ตได้ ต้อง Sight Singing ได้ เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย ไม่ถนัดว่ะ เราไม่มีเวลาเตรียมพร้อมขนาดนั้น

แล้วก็มีคนเตือนเราว่า ถ้าชอบอย่าไปเรียนเลย เขาบอกว่าคนที่ไปเรียน Voice คือเหมือนคนที่ต้องการเป็น Professor แต่อย่างเราร้องเพื่อความบันเทิง พอไปเรียนตรงนั้นจะกลายเป็นวิเคราะห์ทุกอย่างทุกเม็ด ทำให้ความเพลิดเพลินในการฟังเพลงลดน้อยลงไป เราก็เลยรู้สึกว่าอยากเก็บการร้องเพลงเอาไว้ให้เป็นกิจกรรมสนุก ๆ ดีกว่า ไม่อยากไปซีเรียสกับมัน และตัดสินใจเรียนอย่างอื่น

แต่อาชีพในฝันก็คือนักร้องนะ

(นิ่งคิด) จริง ๆ ตอนแรกพี่ไม่ได้มีอาชีพในฝันว่าจะเป็นนักร้อง แต่ก่อนก็คิดถึงอาชีพอื่น ๆ เป็นหมอ เป็นสจ๊วต เพราะเราชอบเที่ยว ชอบเดินทาง จนกระทั่งกลับมาจากอเมริกาตอน ม.6 ถึงอยากเป็นนักร้อง

ตอนได้แชมป์ AF รู้สึกยังไงบ้าง

ตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นคาแรกเตอร์ที่คนชอบ คนจะชอบคนหน้าลุคขาว ตี๋ เกาหลี เราก็ไม่รู้ว่าคนเขาโหวตกันยังไง เท่าที่ดูมารายการก็ไม่ได้ดูแค่เฉพาะเสียงร้อง มันต้องดูอย่างอื่นด้วย ดูหน้าตา ดูบุคลิกอะไรหลาย ๆ อย่าง แล้วเราก็หน้าไทย ๆ เรามีดีอย่างเดียวคือเสียงร้องเรา อันนี้ไม่ได้นางเอกนะ แต่ไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองจะเป็นแชมป์ ตอนแข่งหวังแค่ได้เป็นตัวจริง ได้เซ็นสัญญา แต่พออยู่ไปเรื่อย ๆ ก็มีวูบหนึ่งเหมือนกันที่คิดว่า เฮ้ย หรือว่าจะเป็นเราวะ

แล้วเส้นทางการทำงานหลังจากได้แชมป์เป็นอย่างที่หวังไว้ไหม

มันก็ไม่ได้ 100% ขนาดนั้น คือมันก็ได้ทำงานเหมือนที่เราเคยดูในทีวี แล้วเราเห็นนักร้องเขาอัดเสียง ถ่าย MV ไปออกคอนเสิร์ตนู่นนี่นั่น มันก็ได้ทำตรงนั้น เหมือนที่เราใฝ่ฝัน ดู MTV ดู ChannelV มาตอนเด็ก ๆ แต่ถามว่ามันดังแบบเปรี้ยงเป็นซูเปอร์สตาร์อะไรแบบนั้นเลยไหม มันก็ไม่

สำหรับพี่นะ รายการจบก็คือจบ คือเริ่มต้นกันใหม่หมด ไม่มีอะไรการันตีว่าเราเป็นแชมป์แล้วจะต้องดัง

ความโหดของการอยู่ในวงการนี้คืออะไร

ความโหดของวงการนี้คือมันเป็นเรื่องของดวง โอกาส แล้วก็ไทม์มิ่งที่เหมาะสม เก่งไม่เก่งมันก็ไม่ได้มีส่วนวัดความสำเร็จ เก่งให้ตาย ถ้าดวงไม่ดีมันก็ไม่เวิร์ก เก่งประมาณหนึ่ง แต่ดวงดี โอกาสได้ มันก็มา 

วงการบันเทิงมันไม่มีสูตรตายตัว ไม่เหมือนวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ที่มีสูตรตายตัวว่าเอาอันนี้บวกอันนี้ได้อันนี้ ไม่มีใครรู้เลยว่าทำอะไรแล้วจะประสบความสำเร็จ อยู่ดี ๆ อันนี้จะมาก็มา

แล้วดวงของนักร้องชื่อ ต้น ธนษิต เป็นยังไงบ้าง

ดวงพี่เหรอ (นิ่งคิด) พี่ว่ามันได้ไปเยอะแล้วตอนที่เป็นแชมป์ พี่รู้สึกว่ามันหมดลงแล้ว (ยิ้ม) ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก จริง ๆ ก็โอเค ได้ทำเพลง เพลงก็มีฮิตบ้าง และมี ‘รู้ยัง’ ที่ฮิตมาก ๆ แต่ว่าก่อนหน้านั้นเราก็ออกเพลงมา 7 – 8 เพลงเลยนะ แต่ก็ต้องเป็นคนที่เป็นแฟนคลับจริง ๆ ถึงจะได้ฟัง

‘รู้ยัง’ แมสตอนปล่อยเพลง หรือว่าตอนเข้ารายการ The Mask Singer

พี่ว่าแมสเพราะเข้ารายการ The Mask Singer ด้วย ไม่ได้แมสตอนแรกที่ออกมา แต่มันทำงานของมันมาเรื่อย ๆ ก็ดวงดีด้วยแหละเพลงนี้ วงการนี้มันคือดวงนะน้อง มันคือจังหวะ มันคือเวลาที่เหมาะสม 

ทุกวันนี้มันกลายเป็นเพลงซิกเนเจอร์ของเรา ไปที่ไหนก็มีแต่คนนึกถึงเพลงนี้ ซึ่งเราดีใจนะ แต่ก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย กูก็มีหลายเพลงเนาะ ลองไปฟังเพลงอื่นดูบ้าง (หัวเราะ) ตอนนี้มีอยู่เพลงเดียวที่คนจำได้ แต่พี่อยากมีมากกว่านั้นไง

การที่ดังอยู่เพลงเดียวทำให้ท้อบ้างไหม

ท้อ! มัน Up and Down, Up and Down, Up and Down ตลอดเวลา เดี๋ยวก็คิดว่าหรือจะไปทำอย่างอื่นดีวะ เพลงไม่มาเลยอะ กลับไปกลับมา เหมือนเป็นคนบ้า บ้าแล้วก็หายด้วยตัวเอง เฮ้ย ก็ต้องอดทนไปก่อนดิ คือมันจะมีอะไรอย่างนี้ในหัวตลอดเวลาครับ

แต่ถึงเวลา มันก็จะมาฮึบด้วยคำว่า ไม่ทำอันนี้แล้วจะทำอะไร หล่อนร้องเพลงมาตลอด ตั้งแต่ปี 3 ไม่เคยไปทำงานอะไรอย่างอื่น ละครก็ไม่เคยเล่น พิธีกรก็ไม่ได้ทำ อาหารก็ทำไม่เป็น จะไปขายอาหารเหรอ ในที่สุดก็ต้องกลับมาร้องเพลง ต้องกัดฟันสู้กันต่อไป ซึ่งถ้าเกิดวันหนึ่งร้องเพลงไม่ปัง ก็อาจจะทำอย่างอื่นครับ ก็มีคิดไว้เหมือนกันแหละ เพราะอายุเราก็ไม่ใช่น้อยแล้ว

เวลาจิตตกทีนึงเราก็คุยกับแฟน เขาเป็นคนให้คำปรึกษาที่ดี เป็นผู้ใหญ่ไง โตกว่าเรา เขาก็จะคอยให้กำลังใจ

หลังจากเพลงฮิต 1 เพลง คุณก็เป็นที่พูดถึงอีกครั้งตอนเปิดตัวแฟน

ใช่

เห็นบอกว่าตอนเปิดตัวแฟน คนพูดถึงเยอะกว่าตอนออกอัลบั้ม 10 ปีรวมกัน

ใช่! พี่ไม่เคยมีนักข่าวมาสัมภาษณ์เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเองเยอะขนาดวันนั้นเลย ตอนเราออกเพลงคนก็สนใจประมาณหนึ่ง ก็ไปตามคลื่นวิทยุบ้าง แต่ไม่มีใครเคยมานั่งถามว่า เฮ้ย เพลงใหม่เป็นยังไงบ้าง พอมีข่าวเปิดตัวกับแฟนออกไป นักข่าวมากันเยอะมาก ตกใจเลย เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย งงเหมือนกันนะครับ

คิดยังไงที่คนเขาสนใจเรื่องแบบนั้นมากกว่าเพลงที่เราตั้งใจร้อง

เอาจริง ๆ ไม่ได้ชอบนะ อยากให้เขาสนใจเพลงเรามากกว่า ไม่ได้อยากเป็นคนที่มีชื่อเสียงว่าเป็นเกย์แล้วเปิดตัวแฟน อยากมีชื่อเสียงว่า เพลงเขาดีว่ะ เพลงเขาฮิตหลายเพลงเลย เขามีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเองแล้ว อยากให้คนสนใจในเรื่องแบบนั้นมากกว่า

เราก็เข้าใจแหละ มันเป็นธรรมชาติของวงการ แต่ด้วยความที่เราไม่ได้ถือว่าตัวเองเป็นดารา เรามองว่าเราเป็นนักร้อง เพราะฉะนั้นก็เลยงงว่าทำไมมาสนใจเรื่องส่วนตัวเราขนาดนี้วะ (หัวเราะ)

จริง ๆ แต่ก่อนเปิดตัวไหมว่าเป็นเกย์

ไม่ได้เปิดกับสื่อ แต่ว่ากับเพื่อนหรือชีวิตปกติทั่วไปเราก็ไปเที่ยวบาร์เกย์นะ แค่ไม่ได้บอกใคร เพราะพี่รู้สึกว่า หนึ่งคือคนที่ติดตามอะรู้อยู่แล้ว คนที่ดู AF ดูเรามา 3 เดือน ถ้าเราแอ๊บได้เนียนขนาดนั้น ฉันก็จะได้รางวัลออสการ์แล้ว สองคือเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นดาราดัง เราไม่ได้อยู่ใน Position ที่จะลุกขึ้นมาแถลงว่า เฮ้ย ผมเป็นเกย์ครับ เราก็จะรู้สึกตลกกับตัวเองนิดหนึ่งถ้าทำแบบนั้น แล้วก็คงจะตลกกับคนที่รู้อยู่แล้วด้วย เขาก็คงแบบ พูดทำไมอะ รู้อยู่แล้ว

ก็เปรี้ยวซ่าอยู่พอตัว

เป็นไงมาไงถึงย้ายมา LOVEiS ได้

จริง ๆ แล้วเพื่อนพี่อยู่ที่นี่เยอะ วง MEAN ทั้งวงเป็นเพื่อนเราตั้งแต่สมัยมหาลัย ทีมงานก็เป็นน้องสมัยมหาลัย พี่มีคนรู้จักอยู่ในนี้เยอะ แล้ววง MEAN นั่นแหละเป็นคนชวนมา เพราะว่าเห็นเราหมดสัญญาแล้ว

ที่นี่ก็แฮปปี้ครับ มันเป็นบรรยากาศค่ายเพลงจริง ๆ มีห้องซ้อม ทุกคนแอคทีฟมากๆ แล้วก็ให้อิสระเราเยอะมากเลย จะทำเพลงอะไรใด ๆ อยากได้ซาวนด์แบบไหน Reference เป็นยังไง ทุกคนให้เกียรติเรามาก ๆ แม้กระทั่งเลือกฟอนต์ เลือกรูป ทุกขั้นตอนผ่านเราหมด แฮปปี้มาก

คุยกับทางค่ายว่าอยากทำเพลงแบบไหน

อืม คือจริง ๆ เพลงแรกที่ออกไปอะครับ อยากให้มันเป็นเหมือน ต้น ธนษิต New Era อยากให้คนเห็นมุมใหม่ ๆ ของเราบ้าง ที่ผ่านมาคนก็จะเห็นมุมคูล ๆ นิ่ง ๆ แต่จริง ๆ แล้วตัวเองเป็นคนสนุกมาก ไม่ได้คูล ไม่ได้นิ่งเลย (เน้นเสียง) แต่ว่าด้วยตัวเพลงมันเป็นแบบนั้น ก็เลยทำเป็น Sound Electronic เปรี้ยว ๆ การแต่งตัวก็เป็นภาพลักษณ์ใหม่ เปรี้ยวขึ้น

เป็นคนเปรี้ยว ๆ เหรอ

ก็เปรี้ยวอยู่นะ เออ ก็เปรี้ยวซ่าอยู่พอตัว (ยิ้มกว้าง)

ที่บอกว่าเป็นแนว Queer Pop นั่นเป็นแนวเพลงไหม หรือว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่คิดขึ้นมา

คือพี่อะ เคยไปเห็นคำนี้ตามบทความในเว็บไซต์เพลงฝรั่ง แล้วเราก็รู้สึกว่า เออชอบจังเลย มันยังไม่ค่อยมีในเมืองไทย เก๋ดี ก็เลยเลือกมาเป็นกิมมิกของเรา Queer มันก็แทนความหลากหลายอะเนอะ 

อยากให้ Queer Pop เป็นหนึ่งในสับเซตของ T-POP พื้นที่ที่ให้นักร้อง LGBTQIA+ ในเมืองไทยยังน้อย ควรมีที่ยืนให้พวกเราบ้าง เราอยากออกมาประกาศว่า มีพวกเราอยู่ในอุตสาหกรรมนี้นะ และบอกพวกเรากันเองว่า ฉันอยู่ในกลุ่มพวกเธอนะ เราเป็น Ally กัน

สำหรับคุณ ความเป็น Queer คืออะไร

สำหรับพี่ความเป็น Queer คือการที่ไม่ต้องอยู่ในกรอบกำหนดในเรื่องเพศ ทั้งเรื่องอัตลักษณ์หรือเรื่องรสนิยม ซึ่งจริง ๆ เรื่องนี้ค่อนข้างลึก เราก็ยอมรับว่าไม่ได้รู้มากขนาดนั้น แต่อาศัยที่อ่านมาคร่าว ๆ Queer คือความที่เราไม่ได้ต้องยึดติดกับสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ทางเพศ อย่างเช่นผู้หญิงต้องใส่กระโปรงเท่านั้น ผู้ชายต้องใส่กางเกง หรือว่าฉันชอบเธอเพราะว่าฉันชอบเธอ ไม่ใช่ชอบเธอเพราะเธอเป็นผู้หญิงหรือเพราะเธอเป็นผู้ชาย เราก็เลยรู้สึกว่ามันเก๋ดี มันทลายทุกขอบออกไป อยากทำอะไรก็ทำ

ซึ่งแนวเพลง Queer Pop ก็เป็นการทำลายกรอบแบบนั้นด้วยไหม

จริง ๆ ตัวเพลงไม่ได้ต่างกันมากครับ เพลงมันก็คือเพลงป๊อปนี่แหละ ดนตรีมันก็อาจจะเป็นซาวนด์ยังไงก็ได้ และทุกคนก็ฟังได้ คนเป็น Straight ก็ฟังได้ เพียงแค่วิธีพรีเซนต์ภาพออกไป เราอยากให้ภาพมันออกมาเป็น Queer เน้นความหลากหลาย เป็นจุดยืนของเราอย่างหนึ่งว่าฉันจะแต่งตัวแบบนี้ 

พี่ว่ามันสำคัญที่ตัวคนพรีเซนต์น่ะว่าอยากพรีเซนต์อะไร As a Gay Artist เรารู้สึกว่าอยากพรีเซนต์ภาพตรงนี้ออกไป

รู้สึกว่าได้เป็นตัวเองมากกว่าเดิมไหม

ก็เป็นตัวเองครับ อย่างเช่นการแต่งตัวก็เปรี้ยวขึ้น แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้แต่งตัวเปรี้ยวแบบนั้นทุกวันหรอกนะ แต่มันก็เป็นภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ที่ให้คนได้เห็นว่า จริง ๆ เราก็มีด้านนี้เหมือนกัน

จริง ๆ แล้วอยากทำอย่างนี้มานานแล้วหรือเปล่า 10 กว่าปีที่ผ่านมา

(นิ่งไป) เออ ก็จริงนะ อยากทำมานานแล้วแหละ แต่ว่ามันไม่กล้าทำน่ะ

ทำไมถึงไม่กล้าทำล่ะ

ตอนนั้นเรายังกลัวที่จะเป็นตัวเอง เพราะรู้สึกว่าสังคมยังไม่ได้ยอมรับความแตกต่างหลากหลายเท่าไหร่ เรื่อง LGBTQIA+ เพิ่งเริ่มได้รับการยอมรับเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง

ตอนนี้ก็คิดว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่เราจะได้พรีเซนต์ตัวเองในแง่ที่เป็นตัวเราจริง ๆ ถ้าไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน อีกนิดเดียวก็แก่แล้ว (หัวเราะเบาๆ)

‘ขอบคุณที่เคยใจร้ายกับฉัน’ เพลงแรกที่ปล่อยออกมาในฐานะ ต้น ธนษิต เวอร์ชันเปรี้ยวซ่า มีแรงบันดาลใจในการทำเพลงยังไงบ้าง

ข้าว Fellow Fellow เป็นคนแต่ง แรงบันดาลใจมันคือเรื่องราวของเราเลย คือปัจจุบันนี้พี่มีแฟนคบกันมา 4 ปี แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นความรักที่ดี เราอยากทำเพลงอวยแฟนนั่นแหละ แต่ว่าอวยอย่างเดียวก็ไม่เก๋ไง เราเลยมีกิมมิกเป็นการขอบคุณคนที่เคยเทเรา เลยทำให้เรามาเจอคนนี้ ก็เป็น 2 in 1 ไปเลย

คุณบรีฟ ข้าว Fellow Fellow ไปยังไงบ้าง

พี่เขียนเป็น Essay เลย ยาวมาก เล่าให้ฟังเลยว่าเคยเจออะไรบ้าง เหตุการณ์มันเป็นยังไงบ้าง คนอ่านยังบอกเลยว่าสนุกมาก (หัวเราะ) เราว่าถ้าบอกเป็นข้อ ๆ มันก็ได้ประมาณหนึ่ง ก็เลยเขียนไปให้เขาเลยดีกว่า เผื่อเขาจะได้เอาคำอะไรที่มาจากสตอรี่ของเราไปใช้งานได้

ไอเดียแรกเลยคืออยากออกเพลง Positive มีบรรยากาศสนุกสนาน เปิดแบบ Gay Pride หรือ Pride Parade ได้ ดนตรีให้มันเปรี้ยว ๆ หน่อย ให้มันจอย ๆ โยกได้ ฟังแล้ว Feel Good ก็เลยเขียนเป็นเพลงรักแบบนี้ออกมา

เมจเสจของเพลงนี้คืออะไร

เมสเสจคือการขอบคุณสิ่งร้าย ๆ ที่เคยเกิดขึ้น ถ้าฉันไม่เคยเสียใจ ถ้าฉันไม่เคยโดนทำร้าย ฉันก็อาจจะไม่รู้ว่าการที่มีคนดี ๆ เข้ามาในชีวิตมันดีขนาดไหน เราจะ Appreciate เขาขนาดไหน 

ถ้าเรามองว่า เฮ้ย ทำไมต้องเข้ามาใจร้ายกับฉัน ฉันทรมานเหลือเกิน เธอใจร้ายกับฉันจังเลย มันก็เป็นแง่ที่ห่อเหี่ยว เราเลยรู้สึกว่าอยากให้มามองมุมนี้ดีกว่า อยากให้คนที่เคยเจออะไรแบบนี้หันมารักตัวเองให้มาก ๆ

ทำไมดู MV แล้ว บางทีก็เหมือนไม่ได้พูดเรื่องความรัก แต่พูดเรื่องคนในสังคม ตั้งใจให้ตีความ 2 แบบรึเปล่า

ใช่ มีทั้งเรื่องความสัมพันธ์ เราใช้ผู้กำกับใน MV แทนคนที่เป็นแฟนเก่าเรา ที่เขาเคยตีกรอบเรา จนตอนสุดท้ายพี่นั่งเก้าอี้ผู้กำกับเอง หยิบโทรโข่งขึ้นมาสั่งคัต อันนั้นก็เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าตอนนี้ฉันเป็นผู้กำกับของตัวเองแล้ว

แล้วเราก็อยากพูดเรื่อง LGBTQIA+ ว่ามันมีหลายคาแรกเตอร์ มีเลสเบี้ยน มีเกย์ อยากจะส่งเมสเสจว่าเราอยู่ในกลุ่มพวกคุณนะ เรารับรู้การมีอยู่ของทุกคน เรื่องสมรสเท่าเทียมเราก็พยายามจะใส่เข้าไป อยากให้ทุกคนรู้สึกเชื่อมโยงได้

เรียนผู้อ่านที่เคารพ
ความสาวไม่ใช่เรื่องบาปกรรม

คิดยังไงกับการเป็น LGBTQIA+ ในวงการบันเทิงบ้าง

…ยาก ถ้าไม่ได้เกิดจากซีรีส์วายนะ โคตรยากเลย

ตอนนี้ซีรีส์วายกำลังมา มีเด็ก ๆ น้อง ๆ นักแสดงรุ่นใหม่ที่มาจากซีรีส์วาย โอ้โห แฟนคลับล้นหลามทั่วประเทศ มันเป็นจังหวะที่ดีด้วยแหละ แต่อย่างที่พี่บอกลำพังตัวคนที่เป็น LGBTQIA+ อย่างเดียว ถ้าเข้ามาในวงการนี้โดยที่ไม่ได้มีแบกกราวนด์มาจากซีรีส์วาย ยากมากเลยนะ 

แล้วในวงการก็มีเรื่องสเตอริโอไทป์อะไรต่าง ๆ อีกเยอะมาก เราไม่เคยเล่นละครนะ นี่เป็นความเห็นล้วน ๆ เราสงสัยว่าทำไมบทเกย์ เกย์ไม่ค่อยได้เล่น ส่วนใหญ่ผู้ชายแท้เล่น หรือถ้าเป็นบทเกย์ก็จะเป็นบทตลก เป็นเพื่อนนางเอกตลก ๆ ต้องจีบปากจีบคอ จัดจ้าน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเกย์มีหลากหลายมาก (เน้นคำ) เกย์เรียบร้อยก็มี เกย์เนิร์ดก็มี เกย์เล่นกีฬาก็มี พระเจ้าช่วย! เกย์เล่นบอลก็มี เกย์เป็นทนายก็มี! 

เราแค่รู้สึกว่า ทำไมวะ ทำไมในซีรีย์หรือในละครไทยไม่มีการนำเสนออะไรพวกนี้เลย จะมีแต่พวกบทผู้จัดการดารา บทช่างแต่งหน้า บทตลก เวลาเราดูเราก็ค่อนข้างมีปัญหาตรงนี้นิดหนึ่ง 

แล้วก็อย่างที่บอกครับ บทเกย์ก็ใช้ผู้ชายสเตรทเล่น นักแสดงเกย์อย่างเราไม่ได้เล่นหรอก เขาก็จะมองว่าสาวไป อย่างพี่ก็เคยโดนคนพูดว่า พูดไดอะล็อกยาว ๆ ไม่ได้หรอก เดี๋ยวออกสาว ติดสาว เราก็จะมองไปอีกทางว่า เขายังไม่ทันให้เราได้ลองเลย เขามองจากคาแรกเตอร์แล้วเขาก็ตัดสินเราไปแล้ว เราอาจจะทำได้ก็ได้ หรือถ้าเราทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็อาจจะทำได้สักวันหนึ่งก็ได้

ที่พูดถึงคือบทชายแท้เหรอ

พี่ไม่รู้ว่าบทที่เขาจะให้เล่นคือบทอะไร ยังไม่ทันได้พูดถึงบทกันเลยน้องเอ๋ย แค่เราเมนชันขึ้นมาว่า เฮ้ย อยากลองเล่นซีรีส์ เล่นละครดูบ้าง เราก็จะโดนบล็อกทันที โอ๊ย! เล่นไม่ได้หรอก เธอพูดไดอะล็อกแล้วออกสาว

เขาพูดจริง ๆ หรือเขาพูดขำ ๆ

เขาพูดจริง! ไม่ได้พูดขำ ๆ เพราะฉะนั้นพี่ก็ไม่เคยได้ไปออดิชันละครหรือซีรีส์อะไรทั้งสิ้น ละครเวทียังมีอยู่บ้าง เพราะว่า เออ เดชะบุญยังร้องเพลงได้อยู่

แล้วเขามีปัญหาอะไรกับความสาวเนี่ย

ไม่รู้สิ เราก็งงเหมือนกันว่าทำไมต้องทำให้ความสาวมันดูเป็นเรื่องบาปกรรมวะ ทุกวันนี้พอมีใครสาวทุกคนก็ยอมรับนะ ถือว่าเป็นตัวของตัวเอง แต่ตอนที่เราเข้าวงการมาใหม่ ๆ มันไม่ใช่แบบนั้นไง

คิดว่าอนาคตควรจะมีที่ทางให้คนที่เป็น LGBTQIA+ ในวงการบันเทิงยังไงบ้าง

พี่คิดว่าทุกคนก็ควรเป็นตัวเองนี่แหละ ทำสิ่งที่อยากทำ ใครเป็นนักร้องก็ร้องเพลงไป ร้องให้ดีที่สุด ใครเป็นนักแสดงก็ตั้งใจทำไป

เร็ว ๆ นี้เราได้ไปฟังสัมภาษณ์ของคนคนนึงมา เขาชื่อ Billy Eichner เขาทำหนังรอมคอมชื่อ Bros ที่ตัวเอกเป็นเกย์ 2 คน ฟังเขาพูดก็รู้สึกว่ามันก็คล้าย ๆ บ้านเราเหมือนกันนะ เขาบอกว่าวงการฮอลลีวูด คนที่ได้รับบทเกย์ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Straight Guy ซึ่งเขาก็บอกว่าจริง ๆ แล้วก็อยากให้โอกาสนี้กับเกย์บ้าง แล้วนักแสดงที่เป็นเกย์ ก็ไม่จำเป็นต้องเล่นแต่บทเกย์ ก็ไปเล่นบท Straight ด้วยก็ได้ ไม่ควรแบ่งแยกว่าคนนี้เป็นเกย์ เล่นได้แต่เกย์

เราก็ทำไปเต็มที่ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันได้รับการยอมรับมากขึ้น หวังว่ามันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ

ในแง่ของบท พี่ก็ว่ามันดีขึ้นนะ สังเกตว่าในทุกซีรีส์ของฝรั่ง มันก็จะมีคนที่เป็น LGBTQIA+ อยู่เยอะ ทำให้คนรู้สึกว่าทุก ๆ สังคมมีคนเหล่านี้อยู่ เราก็อยากให้ซีรีส์หรือละครในไทยสร้างคาแรกเตอร์ใหม่ ๆ ให้กลุ่มเกย์บ้าง ตอนนี้พี่ก็เริ่มเห็นนะ ประเทศไทยก็มีซีรีส์วายที่เล่าถึงวงการแพทย์ ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี

จริง ๆ แล้วในต่างประเทศก็มีคนวิจารณ์นะ ว่าหนังหรือซีรีส์ตอนนี้ยัดเยียดบทเกย์เกินไป

ก็นานาจิตตัง แต่เราว่าไม่หรอก คนจะมองว่ายัดเยียดก็มองได้ แต่คนที่ไม่ได้รับการ Represent มากพอ เขาก็จะมองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีครับ ก็แล้วแต่คนมอง

พูดถึงวงการบันเทิงไทย ตอนนี้ก็มี พีพี กฤษณ์ มี 4MIX ที่กำลังดังอยู่ รู้จักไหม

รู้จัก! 4MIX ก็รู้จัก! ไอเลิฟน้องนินจา ชอบมาก

คิดยังไงที่อยู่ดี ๆ คนก็ชอบเกย์ออกสาว

รู้สึกดี อย่างที่เราพูดไป สมัยก่อนความสาวมันเป็นตราบาป เราก็คิดว่า อะ ก็กูสาว แล้วทำไมล่ะ ก็เลยรู้สึกดีที่คนชอบน้องเขา เราก็ชอบมาก ยัง DM ไปหาอยู่เลยว่าเยี่ยวมาก เริ่ดมาก ดีใจที่น้องเขามีแฟนคลับยิ่งใหญ่ที่เม็กซิโก

ถ้าเกิดช้ากว่านี้สัก 10 ปี คิดว่าตัวเองจะดวงดีกว่านี้ไหม

ดีกว่านี้แน่นอน! เออ เราเกิดเร็วไปหน่อย (หัวเราะ)

ฮึบ!

แล้วตอนนี้จะทำยังไงกับชีวิตต่อไป

(หัวเราะดัง) เป็นคำถามที่ดีมาก

ก็ยังคงร้องเพลงต่อไปเรื่อย ๆ ครับ เป้าหมายเราคืออยากมีเพลงฮิตหลายเพลง ตอนนี้มันมีแค่ ‘รู้ยัง’ เพลงเดียวที่คนรู้จัก ไม่อยากเป็นนักร้องที่ตกอยู่ในหมวด One-hit Wonder เกลียดคำนี้มาก เพราะฉะนั้นก็ยังคงก้าวเดินทางต่อไป หวังว่าสักวันหนึ่งจะมีเพลงที่เปรี้ยงเท่า รู้ยัง หรือมากกว่า

อยากประสบความสำเร็จมากพอที่จะมีคอนเสิร์ตเดี๋ยวของตัวเองได้ เป็นความฝันมาก ๆ เลย ตอนนี้ทำก็ไม่มีใครดูหรอก (หัวเราะ) นั่นแหละ ต้องมีเพลงฮิตเยอะ ๆ มีคนดูมาเยอะๆ

พอใจกับเพลงแรกที่ออกมาไหม

พอใจนะ แต่ยอดวิวก็ไม่ได้ขึ้นเร็วอย่างที่เราหวังไว้ (หัวเราะ) เราเป็นคนใจร้อนอะ เพื่อนก็บอกว่า มึงใจเย็น ๆ ดิวะ เพิ่งออกมา

จะมีโอกาสได้เห็นคุณเล่นละครรึเปล่า

ถ้าเขาติดต่อมาก็อยากเล่นนะครับ เพราะเป็นอะไรที่ไม่เคยเล่นมาก่อนเลย เล่นแต่ละครเวที ส่วนใหญ่งานเราจะเกี่ยวข้องกับการร้องเพลง 100% คนก็จะบอกว่า เธอดูเป็นนักร้องมากรึเปล่า เขาก็เลยไม่เรียกไปเล่น เราก็ไม่รู้ จริง ๆ เราก็อยากลองหลาย ๆ งานนะ ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าจะต้องร้องเพลงอย่างเดียว

ในที่สุดยุคใหม่ของ ต้น ธนษิต ก็มาถึง คุณอยากจะบอกทุกคนว่าคุณเป็นใครกันนะ

อยากบอกทุกคนว่า ตอนนี้ฉันเป็นคนที่มีความสุขกับตัวเองแล้ว แต่ก่อนฉันอาจจะเคยกลัวที่จะเป็นตัวเอง แต่ว่าตอนนี้ฉันไม่กลัวแล้ว ฉันมีความสุขกับชีวิตดี นี่เป็นสิ่งที่รู้สึกจริงๆ I’m a happy gay man. ที่ยังทำตามความฝันอยู่ เพลงมันคือเป้าหมายอันดับ 1 ของเราอยู่แล้ว มันคือแพสชันที่รุนแรงที่สุด

ฝากไปฟังเพลงกันเยอะ ๆ ช่วยแชร์กันเยอะ ๆ นะครับ ‘ขอบคุณที่เคยใจร้ายกับฉัน’ ตั้งใจทำมาก ๆ (ยิ้ม)

บทสนทนากว่า 1 ชั่วโมงของเราจบลงด้วยความราบรื่น

เราเป็นมือใหม่ในวงการนักเขียนและนักสัมภาษณ์ สารภาพตรง ๆ ว่าทุกครั้งที่กำลังจะเจอคนใหม่ ๆ จะต้องแอบหวั่นในใจเล็ก ๆ เสมอ

เขาจะดีไหม จะให้ความร่วมมือดีรึเปล่า

แต่การที่ได้มาเจอ ‘พี่ต้น’ ผู้เฟรนด์ลี่ในวันนี้ ในฐานะคนทำงาน เรากลับอิ่มเอมใจ คลายความกังวลที่มีไปได้ทั้งหมด และมากไปกว่านั้น ในฐานะที่เราเป็นคนในชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ เรารู้สึกราวกับความหวังที่จะได้อยู่ในสังคมที่เป็นมิตรต่อพวกเราได้ถูกจุดขึ้นมาอีกนิด จากทัศนคติของผู้ถ่ายทอดเสียงเพลงคนหนี่งในวงการ

ขอให้ Queer Pop ที่เขาตั้งใจร้อง ส่งผลดีต่อคนอื่น ๆ ที่ได้รับชมรับฟังเช่นกัน

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load