‘In the fall, a mysterious disease began to spread from the west,

and 10 days, tens of thousands of people died in Hanyang’

ในฤดูใบไม้ร่วง, โรคระบาดที่ไม่อาจทราบสาเหตุ ซึ่งแพร่มาจากภาคตะวันตกของเมือง คร่าชีวิตผู้คนในเมืองฮันยาง (ชื่อเดิมของเกาหลี) ร่วมหมื่นคนในเวลา 10 วัน

บางส่วนจากบันทึกแห่งราชวงศ์โชซอน ในรัชสมัยของพระเจ้าซุนโจ (พ.ศ. 2343 – 2377)

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

จากบันทึกความยาว 2 บรรทัด ในหน้าประวัติศาสตร์เมื่อ 500 ปีก่อน สู่ Kingdom ละครชุดเรื่องแรกของเกาหลีที่ผลิตโดย Netflix สตรีมมิ่งแพลตฟอร์มชื่อดังของโลก ผลงานการกำกับของ คิมซองฮุน ผู้กำกับสายภาพสวยโหดของเกาหลี และนักเขียนบทละคร คิมอึนฮี ผู้เขียน Signal ละครเกาหลีที่แฟนละครแนวสืบสวนสอบสวนยกให้เป็นละครที่ดีที่สุดตลอดกาล

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นจากความหิวโหย

ขุนนางหิวโหยอำนาจแอบทำพิธีลับๆ ปลุกพระราชาจากความตายเพื่อรักษาอำนาจแห่งตนและมเหสีผู้เป็นลูกสาว และประชาชนผู้หิวโหยจนต้องกินเนื้อมนุษย์กันเองโดยไม่ตั้งใจ

ขออภัยที่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ เพราะคิดเองว่าคุณควรรู้ล่วงหน้าเพื่อจะไม่พลาดชมละครน้ำดีเรื่องนี้

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

ซอมบี้ใน Kingdom แตกต่างจากละครและภาพยนตร์ซอมบี้เรื่องอื่นๆ ตรงที่คุณต้องถูกซอมบี้กัดเพื่อจะกลายเป็นซอมบี้ แต่เรื่องนี้คุณเผลอไปกินซุปซอมบี้จน…

เล่าได้เพียงเท่านี้

เรื่องราวขนาด 6 ตอนจบ ไม่ยาวไป สั้นไป พาเราเดินทางไปพร้อมองค์ชายรัชทายาทผู้เป็นห่วงสุขภาพของพระราชา จึงออกตามหาหมอหลวงผู้รักษา จนพบความจริงเกี่ยวกับโรคระบาดประหลาดเพื่อปกป้องประชาชน องค์ชาย ทหารคู่ใจ หมอสาว และคนที่เหลืออยู่ จึงร่วมกันหาทางแก้ปัญหาก่อนโศกนาฏกรรมมนี้จะบานปลาย

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

ไม่เพียงพล็อตเรื่อง งานกำกับและสร้างสรรค์แสนประณีตสมกับมาตรฐาน Netflix ที่ภาพสวยจนต้องร้องสบถ ซึ่งมาพร้อมอาการอดหลับอดนอนเพราะอยากลุ้นต่อจนจบ ทีมนักแสดงผู้ถ่ายทอดบทบาทก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

The Cloud มีโอกาสพูดคุยพิเศษกับ จูจีฮุน แบดูนา และ รยูซึงรยอน 3 นักแสดงนำถึงการทำงานในบทบาทที่ได้รับและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงาน ซึ่งอินจนลืมไปเลยว่าเรากำลังคุยกันเรื่องละครซอมบี้ในยุคโชซอนอยู่

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

ความโลภของมนุษย์เป็นอันตรายต่อแผ่นดินทั้งแผ่นดิน

เกี่ยวกับบทบาทที่ได้รับ จูจีฮุนรับบทเป็น ‘อีชาง’ องค์ชายรัชทายาทผู้สงสัยถึงอาการป่วยของบิดาจากข่าวลือนอกวังหลวงว่าสิ้นพระชนม์ ขณะที่ขุนนางคนสนิทบอกว่าพระราชายังมีชีวิตอยู่ จึงออกเดินทางตามหาความจริงจากหมอหลวง ระหว่างทางพบปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนและอยู่ในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมคนตายฟื้นคืนชีพจึงไม่อาจนิ่งนอนใจ นำทีมหมอและชาวบ้านค้นหาความจริงเรื่องนี้

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

ขณะที่แบดูนารับบท ‘ซอบี’ หมอสาวผู้อยู่ในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมการระบาดของซอมบี้ ก่อนจะร่วมมือกับองค์ชายรัชทายาทตามหาวิธีแก้ไขปัญหา เป็นการแสดงละครย้อนยุคครั้งแรกของเธอ ร่วมด้วยรยูซึงรยอน กับบท ‘โจฮักจู’ ขุนนางตามแบบฉบับขุนนางตัวร้ายในละครเกาหลี ผู้หิวโหยอำนาจที่ไม่ใช่ของตน ทำทุกวิถีทางที่จะรักษาอำนาจแม้จะต้องเรียกพระราชาให้ตื่นจากความตาย เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

จุดร่วมกันของทั้งสามนักแสดงที่ทำให้ Kingdom น่าจับตามองคือ การเป็นนักแสดงภาพยนตร์ระดับ 10 ล้านผู้ชม หรือเทียบเท่านักแสดงหนังหลัก (หลาย) ร้อยล้านในบ้านเรา ทั้งจูจีฮุนจากเรื่อง Along with the Gods ทั้งสองภาค (2017, 2018) Dark Figure of Crime (2018) และ The Spy Gone North (2018) ซึ่งดังมากๆ ในเกาหลี โดยปีที่ผ่านมาเขากลายเป็นนักแสดงนำในภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในปี 2018 เช่นเดียวกับแบดูนาเมื่อครั้งรับบทนำในเรื่อง The Host (2006) เมื่อหลายปีก่อน และรยูซึงรยอนผู้ครั้งหนึ่งเป็นนักแสดงเกาหลีคนแรกที่มียอด 10 ล้านผู้ชมติดต่อกัน 2 เรื่องจาก Masquerad (2012) และ Miracle in Cell No.7 (2013)

เหตุผลที่ตัดสินใจร่วมงานในโปรเจกต์ละคร Kingdom ของ Netflix

จูจีฮุน : ผมเป็นแฟนคลับคุณคิมซองฮุน ผู้กำกับเรื่องนี้ และตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานกับนักแสดงในเรื่อง ผมคิดว่าการทำงานในกองถ่ายที่เต็มไปด้วยทีมงานและนักแสดงที่ดีเป็นพลังงานบวกที่ดีมากๆ ยิ่ง Netflix เป็นแพลตฟอร์มที่ฉายใน 190 ประเทศทั่วโลก จึงไม่มีเหตุผลที่ผมจะไม่ตอบตกลง ที่สำคัญ นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ฉายเรื่องราวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเกาหลีให้คนทั่วโลกได้รับชม

แบดูนา : ครั้งแรกที่อ่านบทก็สนใจเรื่องราวมากๆ และเพราะเป็นแฟนคลับคุณคิมอึนฮี นักเขียนบท เลยยิ่งอยากทำงานในโปรเจกต์นี้ แม้จะมีความกังวลเพราะเป็นการแสดงละครย้อนยุคครั้งแรกของตัวเอง แต่ในที่สุดก็ทำมันได้ และได้โอกาสเรียนรู้อะไรมากมายจากบทบาทนี้ซึ่งช่วยเพิ่มทักษะด้านการแสดง แล้วมันก็สนุกมากๆ ด้วย

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

รู้สึกอย่างไรกับการแสดงละครย้อนยุคครั้งแรก หน้างานเป็นอย่างที่คิดมั้ย

แบดูนา : ฉันไม่เคยทำผมทรงนี้มาก่อนเลย เพราะไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าจะเหมาะกับฉันมั้ย แต่หลังจากถ่ายทำเสร็จก็พบแล้วว่าผมทรงนี้เหมาะกับฉันมากๆ และการทำงานในบทซอบีนี้ ฉันแทบไม่ต้องใช้เทคนิคหรือใส่อารมณ์พิเศษอะไรเลย แต่ต้องปรับการใช้เสียงให้เข้ากับยุคสมัย ซึ่งปกติบทบาทในละครสมัยใหม่ฉันพยายามพูดให้เป็นธรรมชาติที่สุด แต่ใน Kingdom ฉันต้องออกเสียงให้ชัด พร้อมสำเนียงแบบคนโบราณ

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

จากประสบการณ์การแสดงภาพยนตร์และละครชุดทั้งในและต่างประเทศ การทำงานในเรื่อง Kingdom แตกต่างหรือต้องเตรียมตัวพิเศษกว่าบททั่วๆ ไปอย่างไร

แบดูนา : ไม่ว่าจะงานที่ฉายในประเทศหรือต่างประเทศ ฉันให้ความสำคัญ ใช้พลังและความพยายาม เท่ากันหมด การทำงานร่วม Netflix จะค่อนข้างให้อิสระในการแสดง ขณะที่การร่วมงานกับสถานีโทรทัศน์จะต้องระมัดระวังมาก แต่การถ่ายทำไม่แตกต่างกันเท่าไหร่

อยากให้เล่าถึงความยากลำบากในการทำงานหรือการถ่ายทำฉากยากๆ

รยูซึงรยอน : ผมรับบทเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่น่ากลัวกว่าซอมบี้เสียอีก ความยากของการทำงานคือ จริงๆ แล้วผมเป็นคนกลัวซอมบี้มาก แต่ก็ต้องทำเหมือนไม่กลัว

จูจีฮุน : ในฉากต่อสู้กับซอมบี้ฉากใหญ่ เราใช้เวลาถ่ายทำกันถึง 15 วัน และฉากนั้นเป็นฉากที่วิ่งตลอด จึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย

แบดูนา : สำหรับฉันบทที่ได้รับทำให้ไม่ค่อยมีฉากต่อสู้หรือที่ถ่ายทำยากๆ เนื่องจากผู้หญิงในยุคโชซอนไม่ค่อยมีหน้าที่หรือเป็นผู้นำกลุ่มไม่ได้ ซึ่งแตกต่างจากบทบาทอื่นๆ ที่เคยแสดง แต่ก็มีฉากหนึ่งต้องอุ้มเด็กวิ่งขึ้นเขาเพื่อหนีซอมบี้ ถ่ายเสร็จต้องรีบใช้เครื่องช่วยหายใจ 5 นาที

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากบทบาทที่ได้รับ

รยูซึงรยอน : ผมได้เรียนรู้ความโลภของมนุษย์ที่ไม่ขีดจำกัด

จูจีฮุน : Kingdom เป็นละครย้อนยุคที่พูดถึงความโลภ ทำให้ผมเห็นความเป็นมนุษย์ในอีกมุมมอง หนึ่ง ได้เห็นว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง หรือจำเป็นต้องรอคอยการช่วยเหลือจากคนที่มีอำนาจ และสอง ความจริงแล้วซอมบี้ไม่ได้อยากเป็นซอมบี้ แต่เพราะได้รับเชื้อมาโดยไม่ตั้งใจ นั่นทำให้ซอมบี้ไม่มีความรู้สึกนึกคิด เขาจึงทำร้ายคนอื่น ขณะที่มนุษย์เราได้รับการศึกษามีความคิด แต่เรากลับเลือกที่จะทำร้ายคนอื่นเพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

แบดูนา : ในสมัยโชซอนหน้าที่ผู้หญิงน้อยมาก

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

แล้วถ้าหน้าที่ของผู้หญิงในเรื่องมีน้อยมากอย่างที่บอก อะไรคือความสำคัญของบทบาทที่คุณได้รับ

แบดูนา : ในสมัยโชซอนคนเกาหลีนับถือศาสนาขงจื๊อ นั่นคือ จำกัดไม่ให้ผู้หญิงทำงานนอกบ้านหรือมีอาชีพหาเลี้ยงตัวเอง แต่ซอบีในเรื่องเป็นหมอหญิง แม้จะไม่ได้อยู่ข้างหน้าเป็นผู้นำกลุ่ม แต่ทำหน้านี้สำคัญในการตามหาสาเหตุและวิธีแก้ไขปัญหาโรคประหลาดนี้อยู่ข้างหลัง และเป็นคนที่เข้มแข็ง บวกกับที่ผ่านมาฉันรับบทเป็นนักสู้มาโดยตลอด แม้บทซอบีจะต้องเรียบร้อย ฉันก็ยังแสดงให้ซอบีคนนี้แตกต่างจากผู้หญิงโชซอนทั่วไป

จูจีฮุน : ผมขอเสริมได้ไหมครับ แม้เป็นผู้หญิง แต่ซอบีเธอฉลาดมากที่สืบหาจนพบวิธีแก้ไขปัญหาโรคระบาด และในเรื่องซอบีก็มีโอกาสหนีเอาตัวรอดหลายครั้ง แต่เธอก็ยังไม่ไป ยังอยู่ช่วยองค์ชายและชาวบ้าน

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

สำหรับผู้ชมที่ไม่เคยดูละครเกาหลีมาก่อน อะไรคือเหตุผลที่เขาไม่ควรพลาดละครเรื่องนี้

รยูซึงรยอน : นอกจากความบันเทิงจากเนื้อหาแล้ว คุณจะได้เห็นประเพณีโบราณของเกาหลี และยังได้ชมภาพสวยๆ บรรยากาศของฤดูใบไม้เปลี่ยนสี หรือฤดูหนาวที่หนาวที่ทั้งหนาวและทรมาน

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

ระหว่างที่ Kingdom ซีซั่นแรกยังไม่ออกอากาศ อะไรทำให้พวกคุณตัดสินใจรับบทนำนี้ต่อในซีซั่นที่ 2

จูจีฮุน : เป็นเรื่องที่พวกเราอยากรู้เหมือนกันครับว่าทำไมทีมงานไว้ใจพวกเรา และชวนให้ร่วมงานต่อทั้งๆ ที่ละครยังไม่ออกอากาศ (หัวเราะ)

สัมภาษณ์, Kingdom, Netflix

ด้วยเวลาจำกัด พวกเราจบบทสนทนาไว้เพียงเท่านี้

ในฐานะคนดูที่ดูจบแล้วทั้ง 6 ตอน แน่นอน เรารู้คำตอบว่าทำไมทีมงานจึงไว้ใจอยากร่วมงานกับพวกเขาทั้งสามคนต่อในซีซั่นที่ 2 จนถึงตอนนี้ไม่อยากให้คุณได้พลาดชมเลยแม้เพียงนิดเดียว

พิสูจน์ความสามารถของจูจีฮุน แบดูนา รยูซึงรยอน และเหล่านักแสดงชั้นนำอีกมากมาย พร้อมกันใน Kingdom ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคมเป็นต้นไปที่ Netflix

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load