ช่วงดูแลคุณแม่ที่ป่วย เนรมิต สร้างเอี่ยม นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หนึ่งในหุ้นส่วนโครงการบ้านบ้าน วิภาวดี 20 อดีตผู้บริหาร บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด เริ่มๆ จะตกผลึกความคิดอะไรบางอย่าง

จนคุณแม่ที่ดูแลอยู่นั้นเสียชีวิต ความคิดที่ว่าก็ตกผลึกออกมา 5 ข้อ และกลายเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตนับจากนั้น

หนึ่ง เดินได้ สามารถเดินไปไหนทำอะไรได้ด้วยตัวเอง

สอง กินได้ ทั้งได้กินอิ่มและได้กินอร่อย

สาม หลับได้ เมื่อนอนขอให้หลับสนิท

สี่ มีเพื่อนสนิทไม่ต้องมาก แต่อยู่ด้วยกันไปจนถึงวันท้ายๆ ที่ข้างเตียง

ห้า ขอให้ตัวเรามีคุณค่าต่อผู้อื่น

ข้อที่ 5 มีผลต่อการมาซื้อโรงงานแปรรูปผลผลิตการเกษตรที่ไม่มีใครสานต่อที่เชียงใหม่ และตั้งใจบริหารให้เกิดความสุขตั้งแต่ต้นน้ำ คือเกษตรกร จนถึงปลายน้ำ คือผู้บริโภค

ส่วนข้อที่ 1 – 4 ทำให้ยอมทิ้งตัวตนข้างนอก ทั้งตำแหน่งหน้าที่และรายได้ที่สูง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจากข้างใน

ไปๆ มาๆ 5 ข้อนี้ก็มาเจอกันอยู่ในบ้านหลังนี้ บ้านที่เขาตั้งใจว่าจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต

พร้อมตั้งชื่อว่า ‘บ้านทิ้งตัว’ ซึ่งจะเป็นทั้งที่ ทิ้งตัวพัก และทิ้งตัวตน

ตัวเรากับบ้านที่ได้

ผมเพิ่งคุยกับเพื่อนว่าคนที่เรียนจบ มช. เหมือนมีมนตร์อะไรไม่รู้ทำให้ตอนเกษียณหรือตอนบั้นปลาย ทุกคนอยากมาอยู่เชียงใหม่ ผมเจอหลายคนละที่เจอมนตร์นี้ หรือเพราะด้วยมีความทรงจำเยอะก็ไม่รู้ ช่วงท้ายของการทำงานที่แกรนด์ยู วันศุกร์ผมจะออกจากที่ทำงานเร็วหน่อย ภรรยามาเจอที่สนามบิน ขึ้นเครื่องบินไปเชียงใหม่ วันรุ่งขึ้นผมออกรถไปดูอำเภอรอบเชียงใหม่ทั้งหมด เพื่อดูว่าแต่ละอำเภอเป็นยังไง จนผมเข้าใจเชียงใหม่ครบ และรู้ว่าผมควรจะอยู่ที่ไหน แล้วถึงเจาะลงมาและเลือกที่นั่น ซึ่งก็คือบ้านทิ้งตัวหลังนี้

ได้ตามความคิด

ตอนเห็นบ้านนี้ครั้งแรกสิ่งที่ใช่คือทรงบ้าน รวมถึงรายละเอียดและองค์ประกอบต่างๆ อย่างผนังไม้บานใหญ่ที่เลื่อนได้เพื่อบังแดดนั่นผมชอบมาก เพราะเคยทำเองที่คอนโดที่เคยขาย และบ้านหลังนี้ก็มีวิทยาศาสตร์หลายอย่างคอยกำกับอยู่ อย่างมีชายคายาวที่ให้ร่มเงา จนอุณหภูมิข้างนอกข้างในต่างกันได้ถึง 2 – 4 องศา หรือการวางองศาบ้านที่ถูกดีไซน์ให้แดดเข้าสวย แต่ละมุมตอนเช้าถ่ายรูปไปแล้ว ตอนเย็นถ่ายได้ใหม่ มุมแต่ละมุมที่แสงลอดทิ่มเข้ามาในบ้านสวยมากจริงๆ มุมปกติๆ นี่พอแสงลงแล้วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วมันไลฟ์มากเพราะแสงเปลี่ยนตลอดเวลา

ผมคิดว่าบ้านหลังสุดท้ายของผมจะต้องเป็นบ้านที่ไม่มีสารเคมี เพราะฉะนั้น ต้องปูนเปลือย ไม่ทาสี ไม้ก็ไม่ทาเคลือบอะไร เพราะต้นไม้ที่ยืนต้นทั้งหลายก็ไม่เห็นต้องใช้อะไรทาเคลือบเลยนี่ ซึ่งบ้านนี้ก็เป็นแบบนั้นพอดี

แม้แต่วิธีกันงูก็ไม่ใช้สารเคมีเช่นกัน โดยรอบตัวบ้านโรยไว้ด้วยกรวดที่มีขนาดและรูปทรงต่างกันภายในกรอบปูนที่ก่อขึ้นมาเตี้ยๆ กรวดที่ขนาดและรูปทรงต่างกันนี้ทำให้เกิดพื้นผิวที่งูไม่ชอบ พอเลื้อยมาถึงก็จะหันกลับไป

ยุงก็ไม่มีนะครับ ใน 1 ปีจะมีบ้างบางฤดูเท่านั้น และก็จะแค่ครึ่งหรือ 1 ชั่วโมงก็หายไป เพราะฉะนั้น บ้านเลยไม่มีมุ้งลวด เปิดโล่ง กลางคืนก็เปิดได้เลย ผมก็ไม่รู้ว่ามันเพราะอะไรนะ แล้วก็เย็นทั้งปี อากาศดีมาก ถ้าเดินเข้าไปโซนลีฟวิ่งนี่เย็นเลย เย็นทั้งกายเย็นทั้งใจ

คิดถึง

ผมมองว่าบ้านนี้จะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของผม ผมเลยเอาทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตผมมากองอยู่ที่นี่ไว้ทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ว่าล้วนเป็นความทรงจำ เช่น ตู้ขายยา เพราะบ้านผมขายยา แต่คุณแม่ก็ขายไปหมดแล้วละ ผมก็ไปตามหาซื้อมาแบบที่คล้ายคลึงมากที่สุด ตู้แบบที่ผมเคยเปิดหยิบยาเคยเช็ดเคยดูแล คันซึง (เก้าอี้ยาวที่ดึงออกเป็นเตียงได้ บ้างก็เรียกว่า เตียงชัก) ที่แม่เคยใช้นั่งนอนกลางวัน ผมก็ไปหามาที่คล้ายที่สุด หรือจะนาฬิกาแขวนที่มีลูกตุ้ม หนังสือที่เคยอ่าน คู่มือรถที่เคยขับ ก็ขนของเหล่านี้มารวมไว้ที่นี่ทั้งหมด บ้านผมก็เลยกลายเป็นที่ของความทรงจำ ทุกสิ่งทุกอย่างตอนเด็ก ตอนทำงาน ทุกวัยอยู่ที่นี่หมด เป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ขอทิ้งตัวจริงๆ

ถึงคนที่ทำ

ข้าวของความทรงจำของผมที่เอาเข้ามาเติมก็ดูเข้ากันได้กับบ้านหลังนี้ แต่ผมเองพอถึงวัยขนาดนี้ ก็ไม่ได้มองเรื่องสไตล์อะไรนัก เอาเราเป็นตัวตั้งว่าเรารู้สึกดีกับมันมั้ย เช่นเก้าอี้หากนั่งแล้วดีใช้แล้วดีก็เอาตามนั้น ถ้าดีไซน์ดีด้วยนั่งดีด้วยก็โอเค ถ้าดีไซน์ดีแล้วนั่งไม่ดีก็เอาออกไป เอาฟังก์ชันนำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มองเรื่องดีไซน์ รวมถึงการมองเรื่องรายละเอียดด้วย เช่น มองการเข้าไม้ มองงานฝีมือ มองอย่างนี้เราก็นึกถึงคนที่เขาทำ เห็นถึงความเหนื่อยและความสุขของสิ่งที่เขาทำ ของสล่า เมืองเหนือเรียกช่างว่า สล่า เราก็รู้สึกชื่นชมกับสิ่งที่เขาค่อยๆ ทำมันขึ้นมา ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เราได้ใช้ของที่เขาตั้งใจทำ ผมจะให้ความสำคัญเรื่องความตั้งใจตรงนี้มากกว่าไปซีเรียสเรื่องสไตล์

ทำบ้านให้เป็นบ้าน

เพราะอากาศดีเลยทำบ้านแบบนี้ได้ แล้วถ้าอากาศหรือทำเลไม่เหมาะล่ะ ผมคิดว่าได้นะครับ ผมว่าวันนี้ไม่มีใครทำอะไรใครนอกจากเราทำตัวเราเอง วันนี้ถ้าเราอยากอยากลดฝุ่น 2.5 ก็ต้องสร้างโอกาส 4.0 ให้ตัวเอง ทำตัวเองให้เหมาะกับยุคนี้ เช่น จอดรถยังติดเครื่องอยู่ก็เลิกติดซะ คิดว่าแค่ 1 นาทีก็ดับไปเหอะ หนึ่งนาทีนั้นก็ไม่มีเขม่าไม่มีควันเพิ่มแล้ว

ปลูกต้นไม้ ผมว่าบ้านที่กรุงเทพฯ ก็ปลูกเหมือนบ้านที่เชียงใหม่ได้ บ้านที่นี่ข้างหลังปลูกขนุน จิกน้ำ ข้างๆ มีกล้วย ชะอม หน้าบ้านมีมะขามให้คนเกรงขาม ปลูกเหมือนคนโบราณเลย ชะอม กะเพรา ผักต่างๆ ปลูกจนกินไม่ทัน ชมพู่อยู่ข้างหน้าอีก ถามว่าบ้านในกรุงเทพฯ ปลูกได้มั้ย ปลูกได้ ขนาดพื้นที่ไม่ใช่อุปสรรคนะ

ผมว่าบ้านทุกที่ก็ทำวิถีแบบนี้ได้ เพียงแค่ว่าต้องเปลี่ยน Mindset เราก่อน เรารู้เท่าทันเรื่องพวกนี้หรือยัง เราเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่เราควรทำคืออะไรหรือยัง ถ้าผมเองยังไม่เข้าใจ ผมมาอยู่ที่นี่ผมก็อาจไม่ได้อะไรจากที่นี่ก็ได้ ผมเห็นเงาใบไม้ตกอยู่บนสนามหญ้าผมยังถ่ายรูปเก็บไว้ดู สวยจังเลย เราหาความสุขกับตรงนี้ได้นิดๆ หน่อยๆ มันก็ได้แล้วไง

บ้านที่เห็น

ส่วนในมุมนักอสังหา ตอนนั้นมีคิดอยู่เหมือนกันว่าบ้านแบบนี้แนวมาก ถ้าทำขายคงลำบาก เวลาผมจะทำของขาย ผมต้องเอาตัวเองไปเช็กและบาลานซ์กับคนอื่นเยอะ บาลานซ์กับอินทีเรีย กับสถาปนิก กับทีมตลาด กับทีมขาย และต้องอดใจตัวเองเยอะๆ เพื่อฟังเขาเยอะๆ แล้วค่อยตัดสินใจอีกทีหนึ่ง เพราะเราเองเวลาเราชอบเราก็ไปหมดละ โชคดีที่ยูดีไลท์ทำแล้วมันจุดติด แต่ไอ้บ้านหลังนี้นี่มันแนวกว่าอีก

แต่หลังจากที่ผมมาอยู่แล้ว ไม่รู้เป็นเพราะด้วยชื่อบ้านทิ้งตัวหรือเปล่า ผมมีเพื่อนมาเป็นแขกเยอะมาก ก็ไม่รู้เขามาด้วยเหตุอะไร ผมก็เลยเริ่มเห็นว่า เออ มันขายได้ว่ะ ถ้าทำแบบนี้มันขายได้ เพราะเป็นบ้านที่อยู่กึ่งกลางระหว่างคนยุคใหม่กับคนยุคเก่า ใช้ภูมิปัญญาโบราณเยอะ แต่มีความเป็นโมเดิร์น อย่างผมไปที่ศรีลังกา ผมไปดูงานของ Geoffrey Bawa ซึ่งงานของเขาเป็น Tropical Modern เป็นบ้านเมืองร้อนที่เข้าไปแล้วเย็น สวย น่าอยู่ แต่โมเดิร์นด้วย ต้องทำให้ได้แบบนั้นแหละ ผมว่าขายได้

เห็นจากข้างใน

บ้านหลังนี้ตอบสิ่งที่ชีวิตผมตกผลึกมาก เดินได้ กินได้ นอนได้ มีเพื่อนกลุ่มสุดท้ายข้างเตียง และมีคุณค่าต่อคนอื่น สิ่งเหล่านี้ออกมาจริงๆ

เดินได้นี่ผมจะไปเดินบนสนามหญ้าบ่อยมาก ได้เดินแตะดินจริงๆ เพราะที่กรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้เดินบนดินนะครับ ประจุไฟฟ้าในร่างกายเลยจะไม่ค่อยสมดุล อาจมีอาการปวดหัว การได้เดินบนสนามหญ้าตอนเช้าๆ ที่มีน้ำค้างเนี่ยมันช่วยให้ร่างกายเราสมดุล บางทีปวดหัวข้างเดียวเนี่ยก็หาย

กินได้นี่มีหลายเรื่อง คืออยู่นี่เพื่อนที่กลุ่มใหญ่ที่สุดดันเป็นเชฟ และเป็นเชฟที่รักเรื่องออร์แกนิกมาก มีคนหนึ่งเป็นเชฟของโรงแรมใหญ่ เป็นคนศรีษะเกษ แต่เบื่อแล้ว เลยออกมาทำร้านดีกว่า เมนูประจำไม่มี จะเขียนใส่ไวท์บอร์ด เพราะอยู่ที่ว่าวันไหนมีอะไรสด เขียนทุกวันลบทุกวัน พอรู้จักเชฟคนนี้ก็ต่อไปอีกหลายๆ เชฟ มันก็เชฟเชฟเชฟ มีเชฟ 5 – 6 คนที่เป็นเชฟระดับดีในเชียงใหม่ทั้งนั้น เชฟเหล่านี้ก็นำพาผมไปเจอร้านอาหารมากมายในเชียงใหม่ นอกจากจะกินได้แล้ว ตอนนี้ก็กินไม่หยุดเลย แต่ตอนนี้เราก็จะกินอย่างละนิดๆ หน่อยๆ และภรรยาผมเอง ก็มีวัตถุดิบเยอะและทำอาหารอร่อยด้วย ไม่รู้คนอื่นว่าอร่อยหรือเปล่านะ แต่ผมว่าอร่อย

ส่วนนอนเนี่ย ก็นอนได้สบายมากเลย แต่ก็จะมีเถียงๆ กับภรรยาหน่อยว่าไม่อยากเปิดแอร์ ผมบอกภรรยาว่าคนเราเหงื่อมันต้องออกสักนิดหนึ่งนะ รูขุมขนจะได้เปิดหน่อย หน้าหนาวก็ไม่เปิดอยู่แล้ว แต่พอหน้าร้อนเขาก็จะเปิดหน่อย ผมเลยต้องใช้วิธีไปแง้มหน้าต่างไว้หน่อยให้อากาศเข้า และติดพัดลมดูดอากาศให้ดูดออกบ้าง ให้อากาศหมุนเวียนหน่อย เพราะเรารู้ว่าข้างนอกอากาศมันเฟรชมากๆ

เพื่อนก็โอเคมาก มากันบ่อย มีห้องนอนรับรองได้ 3 ห้อง และเป็นความรับผิดชอบที่มีต่อเพื่อน 3 – 4 คนที่มาหุ้นกับผมทำโรงงานแปรรูปผลผลิตการเกษตร ซึ่งเป็นเพื่อนกลุ่มสุดท้ายในชีวิตผมด้วยนะ ถึงแม้เขาจะไม่ได้ต้องการอะไรมาก แต่มันก็ควรเป็นมรดกให้ลูกเขานะ ผมน่ะไม่มีลูกหรอก ผมก็บอกว่ามึงก็เอาให้ลูกพวกมึงนั่นแหละ

ส่วนข้อสุดท้ายนี่เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของบ้านหลังนี้เลย นั่นคือการที่ผมต้องมาดูแลโรงงานแปรรูป ผลผลิตการเกษตร เป็นเหมือนมนตร์ที่มาดลแกมบังคับเลยว่า ต้องเชียงใหม่แล้วล่ะ คือถ้ามีแต่บ้านอย่างเดียวอาจจะเอาไม่อยู่ ผมคงทำแต่ภารกิจที่กรุงเทพฯ จนไม่ได้มาที่เชียงใหม่

ในบ้านทิ้งตัว

ผมว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี่โยงถึงกันนะครับ และทั้งหมดในนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ โดยหลักทั่วไปก็คงมองว่าคนเป็นคนเลือกบ้าน แต่ผมทำอสังหาฯ มาเยอะ ทำให้เชื่อว่าที่ตรงไหนเป็นของเรา มันก็จะเป็นของเรา ถ้าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ที่บางแปลงจะซื้ออยู่แล้ว นัดวางเงินบ่าย ตอนเช้ายังถูกตัดหน้าได้เลย ผมเรียนรู้แล้วก็บอกลูกน้องว่าไม่เป็นไรมันไม่ใช่ที่ของเรา ที่นี่ผมก็เชื่อว่ามันเป็นที่ของผม ตอนแรกดูเหมือนเราไปเลือก แต่จริงๆ คงมีบางอย่างบอกให้เรามาเลือก ก็คือบ้านเลือกคนนั่นแหละ ผมเชื่ออย่างนั้นนะครับ

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

LIVE LOVE LAUGH

เรื่องราวของคนน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่

24 มิถุนายน 2560
8 K

โอธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ เป็นคนชอบทำงาน (ค่อนจะไปทางบ้างานซะด้วย) มากพอๆ กับเป็นคนชอบอยู่บ้าน เขาจึงใช้เวลาอยู่บ้านทำงานเท่าๆ กับทำงานอยู่บ้าน จนวันหนึ่งที่บ้านของเขามีความจำเป็นต้องรีโนเวตครั้งใหญ่ โอและทุกคนในครอบครัวต้องย้ายออกจากบ้านชั่วคราว โดยที่เมื่อกลับมาอยู่อีกครั้งในวันหน้า ห้องทำงานที่คุ้นเคยมา 10 ปี นับจากวันที่เขาตัดสินใจออกจากงานประจำมานั่งทำงานที่บ้าน ก็จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

โอกาสนี้ จึงเป็นครั้งสุดท้ายที่โอจะได้บอกเล่าและบอกลาพื้นที่ซึ่งทำให้อาชีพ นักวาดภาพประกอบ ของเขานั้นโอชา

โอภาปราศรัยกันเถอะ

โอภาปราศรัยกับ โอ ธีรวัฒน์ นักวาดฝีมือจัด เมื่อห้องทำงานในบ้านที่เขาคุ้นเคยจะต้องรีโนเวต

โอโซน

ผมว่าบ้านคือธรรมชาติของตัวเรา คือที่ที่เราอยู่ได้อย่างเป็นตัวเองที่สุด ธรรมชาติของผมคือความไม่วุ่นวาย ไม่วุ่นวายแต่รกนะ ถึงผมจะชอบศิลปะ ชอบสิ่งสวยงาม แต่ผมก็ไม่อยากต้องตกแต่งอะไรมาก ผมจะทำแบบที่ผมอยู่สบาย ถ้าจะต้องมีประติมากรรมอะไรในห้อง แล้วสุดท้ายมีฝุ่นมากมายก็ไม่เอา คือขอสวยและอยู่สบาย เพื่อที่จะอยู่กับมันอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะว่าโตแล้วด้วย กระดูกกระเดี้ยวมันก็ไม่เหมือนเดิม อย่างโต๊ะทำงานแต่ก่อนจะอะไรก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้ต่อไปก็ต้องให้เอื้อกับร่างกายละ จะก้มมากไปก็ไม่เอาแล้ว

โอชะ

ของที่จะอยู่ในพื้นที่ของผมต้องเป็นของที่ตกไม่แตก ไม่ต้องรักษามาก ถ้าอะไรที่ตกแตกหรือพังหรือฝุ่นจับ ผมจะพยายามเลี่ยงหรือเก็บใส่กล่องใส่ตู้ให้หมด และถ้าจะเป็นรูปวาด มันต้องสวย สวยผ่านผม ผมถึงจะยอมให้มาอยู่ในนี้ได้ ถ้าเป็นรูปถ่ายผมค่อนข้างปล่อย แต่ถ้าเป็นรูปวาดนี่ไม่ได้เลย เพราะว่าผมเป็นคนวาดรูป เราก็อยากเลือก อย่างชั้นหนังสือ หนังสือที่จะหันโชว์ออกมาก็ต้องเป็นเล่มที่มีรูปวาดที่ผมชอบที่สุด สันบ้างปกบ้าง อย่างหนังสือรวมงานวาดของคนที่ผมชอบมากๆ ผมก็หันหน้าโชว์ออกมาเลย เพื่อให้รู้สึกว่ามันคือที่ที่เต็มไปด้วยสิ่งที่เราชอบ

โอภาปราศรัยกับ โอ ธีรวัฒน์ นักวาดฝีมือจัด เมื่อห้องทำงานในบ้านที่เขาคุ้นเคยจะต้องรีโนเวต

โอภาปราศรัยกับ โอ ธีรวัฒน์ นักวาดฝีมือจัด เมื่อห้องทำงานในบ้านที่เขาคุ้นเคยจะต้องรีโนเวต

โอภาปราศรัยกับ โอ ธีรวัฒน์ นักวาดฝีมือจัด เมื่อห้องทำงานในบ้านที่เขาคุ้นเคยจะต้องรีโนเวต

โอพลาด

ทีแรกก็ไม่คิดว่าของจะเยอะ แต่พอรู้ตัวว่าชอบหนังสือเก่าก็ฉิบหายเลยคราวนี้ เพราะว่าหนังสือเก่าซื้อได้แบบไม่ค่อยคิดเท่าไหร่ เพราะหนังสือเก่ามันถูก แล้วมันก็สวยด้วย 3 ชั้นล่างในชั้นหนังสือเป็นหนังสือเก่าทั้งหมด ส่วนช่องบนๆ จะเป็นหนังสือการ์ตูน เอกสารต่างๆ และก็พวกงานของผม เอ่อผมถือโอกาสนี้ขอโทษตู้หนังสือที่รับบทหนักที่สุด ตู้คงเหนื่อยมาก เพราะตอนผมเอาหนังสือออกมาจากตู้ ชั้นตู้ที่แอ่นๆ ก็เด้งขึ้นมาอย่างมีความสุขเลยน่ะ

โอรส

ผมไม่เคยคิดจะย้ายออกไปอยู่ไหนคนเดียวนะ เคยมีแค่รู้สึกว่าไม่เคยใช้ชีวิตเองเท่าไหร่ อยู่กับพ่อแม่พี่น้องมาโดยตลอด แต่คิดอีกด้านหนึ่ง ก็มาจนขนาดนี้แล้ว พ่อแม่ก็แก่เฒ่า ต้องการคนดูแล ผมเลยคิดว่าผมอยู่กับพ่อแม่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า นี่เป็นข้ออ้างหรือเหตุผลเหรอ ผมว่าเป็นเหตุผลนะ แต่ก่อนที่ไม่อยากออกไปอยู่คนเดียวอาจจะเป็นเพราะกลัวบ้าง แต่ตอนนี้ผมกลัวตัวเองลำบากน้อยกว่ากลัวพ่อแม่ลำบาก เขาก็แก่ลงกันทุกวัน ก็อยากอยู่กับเขาน่ะ

โอภาปราศรัยกับ โอ ธีรวัฒน์ นักวาดฝีมือจัด เมื่อห้องทำงานในบ้านที่เขาคุ้นเคยจะต้องรีโนเวต โอภาปราศรัยกับ โอ ธีรวัฒน์ นักวาดฝีมือจัด เมื่อห้องทำงานในบ้านที่เขาคุ้นเคยจะต้องรีโนเวต

โอวาท

พื้นที่แบบนี้มีความสำคัญยังไงกับผมอีกเหรอ อืมเดี๋ยวนะ ขอพูดให้มันเท่หน่อย เพราะว่าผมเป็นคนชอบทำงานมั้ง ชีวิตมันบ้างาน แล้วก็ชอบอยู่บ้าน ก็เลยคิดว่าบ้านมันคงเป็นที่ที่เราทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าเปรียบเทียบกับนักมวยนะ ถ้าสนามมวยหรือเวทีมวยเป็นที่ต่อสู้ของเขา บ้านก็น่าจะเป็นเหมือนเวทีมวยสำหรับผม แค่นึกถึงว่าบางทีเรานั่งทำงานทั้งวัน บางทีเราคุยเรื่องงานกับลูกค้า ส่งเมลงาน แชทกับลูกค้า คุยฉิบหายเหนื่อยฉิบหาย แต่พอทุกอย่างจบ ก็เอ้าหยุด เราก็ยังอยู่ในที่ที่ทำงานเหมือนเดิมนะ แต่ตอนนั้นน่ะเรากลับไปอยู่ที่มุมแล้ว เหมือนนักมวยหมดยก เดินเข้ามุมมาพัก มันเป็นสังเวียนของเรา ใช้ทั้งต่อสู้และพักยก

โอภาปราศรัยกับ โอ ธีรวัฒน์ นักวาดฝีมือจัด เมื่อห้องทำงานในบ้านที่เขาคุ้นเคยจะต้องรีโนเวต

โอภาปราศรัยกับ โอ ธีรวัฒน์ นักวาดฝีมือจัด เมื่อห้องทำงานในบ้านที่เขาคุ้นเคยจะต้องรีโนเวต

โอฬาร

บ้านใหม่ก็จะรีโนเวตให้ใหญ่ขึ้นเกือบเท่าหนึ่ง ที่ใหญ่ขึ้นไม่ใช่เพราะอะไรเลย เพราะว่าเคลียร์นู่นเคลียร์นี่ออกไป ที่ที่มันไม่จำเป็นก็ทำให้จำเป็นซะ พ่อแม่แก่แล้วก็ให้ย้ายลงมาอยู่ข้างล่าง แม่ได้มาอยู่ใกล้สวน จะได้ชมสวนได้สะดวก มีครัวไทยให้แม่ได้ทำกับข้าวยากๆ มีครัวฝรั่งให้ลูกๆ ได้ทำอาหารง่ายๆ แล้วก็จะมีระเบียงไว้ชมสวน ไว้กินปิ้งย่างนอกบ้านได้ ชั้นบนก็เป็นของลูก 3 คน

โอเค

สังเวียนในบ้านใหม่ก็ต้องมีอยู่แล้ว เพราะผมทำงานอยู่บ้าน อยู่ตำแหน่งเดิมเลย แต่จะโตขึ้นตามอายุผม เข้าที่เข้าทางเป็นสัดเป็นส่วนขึ้น ชีวิตก็ด้วยแหละ

โอภาปราศรัยกับ โอ ธีรวัฒน์ นักวาดฝีมือจัด เมื่อห้องทำงานในบ้านที่เขาคุ้นเคยจะต้องรีโนเวต

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load