ช่วงดูแลคุณแม่ที่ป่วย เนรมิต สร้างเอี่ยม นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หนึ่งในหุ้นส่วนโครงการบ้านบ้าน วิภาวดี 20 อดีตผู้บริหาร บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด เริ่มๆ จะตกผลึกความคิดอะไรบางอย่าง

จนคุณแม่ที่ดูแลอยู่นั้นเสียชีวิต ความคิดที่ว่าก็ตกผลึกออกมา 5 ข้อ และกลายเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตนับจากนั้น

หนึ่ง เดินได้ สามารถเดินไปไหนทำอะไรได้ด้วยตัวเอง

สอง กินได้ ทั้งได้กินอิ่มและได้กินอร่อย

สาม หลับได้ เมื่อนอนขอให้หลับสนิท

สี่ มีเพื่อนสนิทไม่ต้องมาก แต่อยู่ด้วยกันไปจนถึงวันท้ายๆ ที่ข้างเตียง

ห้า ขอให้ตัวเรามีคุณค่าต่อผู้อื่น

ข้อที่ 5 มีผลต่อการมาซื้อโรงงานแปรรูปผลผลิตการเกษตรที่ไม่มีใครสานต่อที่เชียงใหม่ และตั้งใจบริหารให้เกิดความสุขตั้งแต่ต้นน้ำ คือเกษตรกร จนถึงปลายน้ำ คือผู้บริโภค

ส่วนข้อที่ 1 – 4 ทำให้ยอมทิ้งตัวตนข้างนอก ทั้งตำแหน่งหน้าที่และรายได้ที่สูง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจากข้างใน

ไปๆ มาๆ 5 ข้อนี้ก็มาเจอกันอยู่ในบ้านหลังนี้ บ้านที่เขาตั้งใจว่าจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต

พร้อมตั้งชื่อว่า ‘บ้านทิ้งตัว’ ซึ่งจะเป็นทั้งที่ ทิ้งตัวพัก และทิ้งตัวตน

ตัวเรากับบ้านที่ได้

ผมเพิ่งคุยกับเพื่อนว่าคนที่เรียนจบ มช. เหมือนมีมนตร์อะไรไม่รู้ทำให้ตอนเกษียณหรือตอนบั้นปลาย ทุกคนอยากมาอยู่เชียงใหม่ ผมเจอหลายคนละที่เจอมนตร์นี้ หรือเพราะด้วยมีความทรงจำเยอะก็ไม่รู้ ช่วงท้ายของการทำงานที่แกรนด์ยู วันศุกร์ผมจะออกจากที่ทำงานเร็วหน่อย ภรรยามาเจอที่สนามบิน ขึ้นเครื่องบินไปเชียงใหม่ วันรุ่งขึ้นผมออกรถไปดูอำเภอรอบเชียงใหม่ทั้งหมด เพื่อดูว่าแต่ละอำเภอเป็นยังไง จนผมเข้าใจเชียงใหม่ครบ และรู้ว่าผมควรจะอยู่ที่ไหน แล้วถึงเจาะลงมาและเลือกที่นั่น ซึ่งก็คือบ้านทิ้งตัวหลังนี้

ได้ตามความคิด

ตอนเห็นบ้านนี้ครั้งแรกสิ่งที่ใช่คือทรงบ้าน รวมถึงรายละเอียดและองค์ประกอบต่างๆ อย่างผนังไม้บานใหญ่ที่เลื่อนได้เพื่อบังแดดนั่นผมชอบมาก เพราะเคยทำเองที่คอนโดที่เคยขาย และบ้านหลังนี้ก็มีวิทยาศาสตร์หลายอย่างคอยกำกับอยู่ อย่างมีชายคายาวที่ให้ร่มเงา จนอุณหภูมิข้างนอกข้างในต่างกันได้ถึง 2 – 4 องศา หรือการวางองศาบ้านที่ถูกดีไซน์ให้แดดเข้าสวย แต่ละมุมตอนเช้าถ่ายรูปไปแล้ว ตอนเย็นถ่ายได้ใหม่ มุมแต่ละมุมที่แสงลอดทิ่มเข้ามาในบ้านสวยมากจริงๆ มุมปกติๆ นี่พอแสงลงแล้วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วมันไลฟ์มากเพราะแสงเปลี่ยนตลอดเวลา

ผมคิดว่าบ้านหลังสุดท้ายของผมจะต้องเป็นบ้านที่ไม่มีสารเคมี เพราะฉะนั้น ต้องปูนเปลือย ไม่ทาสี ไม้ก็ไม่ทาเคลือบอะไร เพราะต้นไม้ที่ยืนต้นทั้งหลายก็ไม่เห็นต้องใช้อะไรทาเคลือบเลยนี่ ซึ่งบ้านนี้ก็เป็นแบบนั้นพอดี

แม้แต่วิธีกันงูก็ไม่ใช้สารเคมีเช่นกัน โดยรอบตัวบ้านโรยไว้ด้วยกรวดที่มีขนาดและรูปทรงต่างกันภายในกรอบปูนที่ก่อขึ้นมาเตี้ยๆ กรวดที่ขนาดและรูปทรงต่างกันนี้ทำให้เกิดพื้นผิวที่งูไม่ชอบ พอเลื้อยมาถึงก็จะหันกลับไป

ยุงก็ไม่มีนะครับ ใน 1 ปีจะมีบ้างบางฤดูเท่านั้น และก็จะแค่ครึ่งหรือ 1 ชั่วโมงก็หายไป เพราะฉะนั้น บ้านเลยไม่มีมุ้งลวด เปิดโล่ง กลางคืนก็เปิดได้เลย ผมก็ไม่รู้ว่ามันเพราะอะไรนะ แล้วก็เย็นทั้งปี อากาศดีมาก ถ้าเดินเข้าไปโซนลีฟวิ่งนี่เย็นเลย เย็นทั้งกายเย็นทั้งใจ

คิดถึง

ผมมองว่าบ้านนี้จะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของผม ผมเลยเอาทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตผมมากองอยู่ที่นี่ไว้ทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ว่าล้วนเป็นความทรงจำ เช่น ตู้ขายยา เพราะบ้านผมขายยา แต่คุณแม่ก็ขายไปหมดแล้วละ ผมก็ไปตามหาซื้อมาแบบที่คล้ายคลึงมากที่สุด ตู้แบบที่ผมเคยเปิดหยิบยาเคยเช็ดเคยดูแล คันซึง (เก้าอี้ยาวที่ดึงออกเป็นเตียงได้ บ้างก็เรียกว่า เตียงชัก) ที่แม่เคยใช้นั่งนอนกลางวัน ผมก็ไปหามาที่คล้ายที่สุด หรือจะนาฬิกาแขวนที่มีลูกตุ้ม หนังสือที่เคยอ่าน คู่มือรถที่เคยขับ ก็ขนของเหล่านี้มารวมไว้ที่นี่ทั้งหมด บ้านผมก็เลยกลายเป็นที่ของความทรงจำ ทุกสิ่งทุกอย่างตอนเด็ก ตอนทำงาน ทุกวัยอยู่ที่นี่หมด เป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ขอทิ้งตัวจริงๆ

ถึงคนที่ทำ

ข้าวของความทรงจำของผมที่เอาเข้ามาเติมก็ดูเข้ากันได้กับบ้านหลังนี้ แต่ผมเองพอถึงวัยขนาดนี้ ก็ไม่ได้มองเรื่องสไตล์อะไรนัก เอาเราเป็นตัวตั้งว่าเรารู้สึกดีกับมันมั้ย เช่นเก้าอี้หากนั่งแล้วดีใช้แล้วดีก็เอาตามนั้น ถ้าดีไซน์ดีด้วยนั่งดีด้วยก็โอเค ถ้าดีไซน์ดีแล้วนั่งไม่ดีก็เอาออกไป เอาฟังก์ชันนำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มองเรื่องดีไซน์ รวมถึงการมองเรื่องรายละเอียดด้วย เช่น มองการเข้าไม้ มองงานฝีมือ มองอย่างนี้เราก็นึกถึงคนที่เขาทำ เห็นถึงความเหนื่อยและความสุขของสิ่งที่เขาทำ ของสล่า เมืองเหนือเรียกช่างว่า สล่า เราก็รู้สึกชื่นชมกับสิ่งที่เขาค่อยๆ ทำมันขึ้นมา ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เราได้ใช้ของที่เขาตั้งใจทำ ผมจะให้ความสำคัญเรื่องความตั้งใจตรงนี้มากกว่าไปซีเรียสเรื่องสไตล์

ทำบ้านให้เป็นบ้าน

เพราะอากาศดีเลยทำบ้านแบบนี้ได้ แล้วถ้าอากาศหรือทำเลไม่เหมาะล่ะ ผมคิดว่าได้นะครับ ผมว่าวันนี้ไม่มีใครทำอะไรใครนอกจากเราทำตัวเราเอง วันนี้ถ้าเราอยากอยากลดฝุ่น 2.5 ก็ต้องสร้างโอกาส 4.0 ให้ตัวเอง ทำตัวเองให้เหมาะกับยุคนี้ เช่น จอดรถยังติดเครื่องอยู่ก็เลิกติดซะ คิดว่าแค่ 1 นาทีก็ดับไปเหอะ หนึ่งนาทีนั้นก็ไม่มีเขม่าไม่มีควันเพิ่มแล้ว

ปลูกต้นไม้ ผมว่าบ้านที่กรุงเทพฯ ก็ปลูกเหมือนบ้านที่เชียงใหม่ได้ บ้านที่นี่ข้างหลังปลูกขนุน จิกน้ำ ข้างๆ มีกล้วย ชะอม หน้าบ้านมีมะขามให้คนเกรงขาม ปลูกเหมือนคนโบราณเลย ชะอม กะเพรา ผักต่างๆ ปลูกจนกินไม่ทัน ชมพู่อยู่ข้างหน้าอีก ถามว่าบ้านในกรุงเทพฯ ปลูกได้มั้ย ปลูกได้ ขนาดพื้นที่ไม่ใช่อุปสรรคนะ

ผมว่าบ้านทุกที่ก็ทำวิถีแบบนี้ได้ เพียงแค่ว่าต้องเปลี่ยน Mindset เราก่อน เรารู้เท่าทันเรื่องพวกนี้หรือยัง เราเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่เราควรทำคืออะไรหรือยัง ถ้าผมเองยังไม่เข้าใจ ผมมาอยู่ที่นี่ผมก็อาจไม่ได้อะไรจากที่นี่ก็ได้ ผมเห็นเงาใบไม้ตกอยู่บนสนามหญ้าผมยังถ่ายรูปเก็บไว้ดู สวยจังเลย เราหาความสุขกับตรงนี้ได้นิดๆ หน่อยๆ มันก็ได้แล้วไง

บ้านที่เห็น

ส่วนในมุมนักอสังหา ตอนนั้นมีคิดอยู่เหมือนกันว่าบ้านแบบนี้แนวมาก ถ้าทำขายคงลำบาก เวลาผมจะทำของขาย ผมต้องเอาตัวเองไปเช็กและบาลานซ์กับคนอื่นเยอะ บาลานซ์กับอินทีเรีย กับสถาปนิก กับทีมตลาด กับทีมขาย และต้องอดใจตัวเองเยอะๆ เพื่อฟังเขาเยอะๆ แล้วค่อยตัดสินใจอีกทีหนึ่ง เพราะเราเองเวลาเราชอบเราก็ไปหมดละ โชคดีที่ยูดีไลท์ทำแล้วมันจุดติด แต่ไอ้บ้านหลังนี้นี่มันแนวกว่าอีก

แต่หลังจากที่ผมมาอยู่แล้ว ไม่รู้เป็นเพราะด้วยชื่อบ้านทิ้งตัวหรือเปล่า ผมมีเพื่อนมาเป็นแขกเยอะมาก ก็ไม่รู้เขามาด้วยเหตุอะไร ผมก็เลยเริ่มเห็นว่า เออ มันขายได้ว่ะ ถ้าทำแบบนี้มันขายได้ เพราะเป็นบ้านที่อยู่กึ่งกลางระหว่างคนยุคใหม่กับคนยุคเก่า ใช้ภูมิปัญญาโบราณเยอะ แต่มีความเป็นโมเดิร์น อย่างผมไปที่ศรีลังกา ผมไปดูงานของ Geoffrey Bawa ซึ่งงานของเขาเป็น Tropical Modern เป็นบ้านเมืองร้อนที่เข้าไปแล้วเย็น สวย น่าอยู่ แต่โมเดิร์นด้วย ต้องทำให้ได้แบบนั้นแหละ ผมว่าขายได้

เห็นจากข้างใน

บ้านหลังนี้ตอบสิ่งที่ชีวิตผมตกผลึกมาก เดินได้ กินได้ นอนได้ มีเพื่อนกลุ่มสุดท้ายข้างเตียง และมีคุณค่าต่อคนอื่น สิ่งเหล่านี้ออกมาจริงๆ

เดินได้นี่ผมจะไปเดินบนสนามหญ้าบ่อยมาก ได้เดินแตะดินจริงๆ เพราะที่กรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้เดินบนดินนะครับ ประจุไฟฟ้าในร่างกายเลยจะไม่ค่อยสมดุล อาจมีอาการปวดหัว การได้เดินบนสนามหญ้าตอนเช้าๆ ที่มีน้ำค้างเนี่ยมันช่วยให้ร่างกายเราสมดุล บางทีปวดหัวข้างเดียวเนี่ยก็หาย

กินได้นี่มีหลายเรื่อง คืออยู่นี่เพื่อนที่กลุ่มใหญ่ที่สุดดันเป็นเชฟ และเป็นเชฟที่รักเรื่องออร์แกนิกมาก มีคนหนึ่งเป็นเชฟของโรงแรมใหญ่ เป็นคนศรีษะเกษ แต่เบื่อแล้ว เลยออกมาทำร้านดีกว่า เมนูประจำไม่มี จะเขียนใส่ไวท์บอร์ด เพราะอยู่ที่ว่าวันไหนมีอะไรสด เขียนทุกวันลบทุกวัน พอรู้จักเชฟคนนี้ก็ต่อไปอีกหลายๆ เชฟ มันก็เชฟเชฟเชฟ มีเชฟ 5 – 6 คนที่เป็นเชฟระดับดีในเชียงใหม่ทั้งนั้น เชฟเหล่านี้ก็นำพาผมไปเจอร้านอาหารมากมายในเชียงใหม่ นอกจากจะกินได้แล้ว ตอนนี้ก็กินไม่หยุดเลย แต่ตอนนี้เราก็จะกินอย่างละนิดๆ หน่อยๆ และภรรยาผมเอง ก็มีวัตถุดิบเยอะและทำอาหารอร่อยด้วย ไม่รู้คนอื่นว่าอร่อยหรือเปล่านะ แต่ผมว่าอร่อย

ส่วนนอนเนี่ย ก็นอนได้สบายมากเลย แต่ก็จะมีเถียงๆ กับภรรยาหน่อยว่าไม่อยากเปิดแอร์ ผมบอกภรรยาว่าคนเราเหงื่อมันต้องออกสักนิดหนึ่งนะ รูขุมขนจะได้เปิดหน่อย หน้าหนาวก็ไม่เปิดอยู่แล้ว แต่พอหน้าร้อนเขาก็จะเปิดหน่อย ผมเลยต้องใช้วิธีไปแง้มหน้าต่างไว้หน่อยให้อากาศเข้า และติดพัดลมดูดอากาศให้ดูดออกบ้าง ให้อากาศหมุนเวียนหน่อย เพราะเรารู้ว่าข้างนอกอากาศมันเฟรชมากๆ

เพื่อนก็โอเคมาก มากันบ่อย มีห้องนอนรับรองได้ 3 ห้อง และเป็นความรับผิดชอบที่มีต่อเพื่อน 3 – 4 คนที่มาหุ้นกับผมทำโรงงานแปรรูปผลผลิตการเกษตร ซึ่งเป็นเพื่อนกลุ่มสุดท้ายในชีวิตผมด้วยนะ ถึงแม้เขาจะไม่ได้ต้องการอะไรมาก แต่มันก็ควรเป็นมรดกให้ลูกเขานะ ผมน่ะไม่มีลูกหรอก ผมก็บอกว่ามึงก็เอาให้ลูกพวกมึงนั่นแหละ

ส่วนข้อสุดท้ายนี่เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของบ้านหลังนี้เลย นั่นคือการที่ผมต้องมาดูแลโรงงานแปรรูป ผลผลิตการเกษตร เป็นเหมือนมนตร์ที่มาดลแกมบังคับเลยว่า ต้องเชียงใหม่แล้วล่ะ คือถ้ามีแต่บ้านอย่างเดียวอาจจะเอาไม่อยู่ ผมคงทำแต่ภารกิจที่กรุงเทพฯ จนไม่ได้มาที่เชียงใหม่

ในบ้านทิ้งตัว

ผมว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี่โยงถึงกันนะครับ และทั้งหมดในนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ โดยหลักทั่วไปก็คงมองว่าคนเป็นคนเลือกบ้าน แต่ผมทำอสังหาฯ มาเยอะ ทำให้เชื่อว่าที่ตรงไหนเป็นของเรา มันก็จะเป็นของเรา ถ้าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ที่บางแปลงจะซื้ออยู่แล้ว นัดวางเงินบ่าย ตอนเช้ายังถูกตัดหน้าได้เลย ผมเรียนรู้แล้วก็บอกลูกน้องว่าไม่เป็นไรมันไม่ใช่ที่ของเรา ที่นี่ผมก็เชื่อว่ามันเป็นที่ของผม ตอนแรกดูเหมือนเราไปเลือก แต่จริงๆ คงมีบางอย่างบอกให้เรามาเลือก ก็คือบ้านเลือกคนนั่นแหละ ผมเชื่ออย่างนั้นนะครับ

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

LIVE LOVE LAUGH

เรื่องราวของคนน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่

เมื่อมองไปที่อยู่อาศัยหลายๆ แบบ จะเห็นได้ว่า

บางคนชอบห้องที่มีลมเข้า

บางคนชอบอยู่กับของเก่า

บางคนชอบหน้าต่างกว้างที่รับแสงเช้า

บางคนชอบทาสีผนังห้องนอนด้วยสีเทา

แต่สำหรับ ชารีฟ ลอนา ดีไซเนอร์และเจ้าของ ‘Studio Act of Kindness’

บอกว่าชอบอยู่ในเงา

เรา

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“พ่อผมเป็นคนยะลา แม่เป็นคนปัตตานี ทั้งคู่เป็นครู อยู่อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ผมเองเด็กๆ อยู่ยะหามาตลอด โตมาในบ้านพักข้าราชการต่างจังหวัด ต้องนั่งรถกระบะข้ามเขาเข้าไปเรียนในตัวเมือง ผมเป็นคนชอบศิลปะตั้งแต่จำความได้ และค่อนข้างเก็บตัวเงียบ กลับจากโรงเรียนก็จะเดินเข้าทุ่งนา หิ้วแมวไปตัวหนึ่ง ไปนั่งวาดรูป”

เล่า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ที่ยะหาคนไม่พูดภาษาไทย ทั้งพูดน้อยและพูดไม่ค่อยได้ ส่วนมากจะพูดยาวี แต่ฟังเพลงฝรั่ง เพราะติดกับมาเล เวลาปรับคลื่นวิทยุจะรับคลื่นมาจากที่นั่น คนไปทำงานที่มาเลกันเยอะ ก็จะเอาซีดีเพลงร็อกเข้ามา เสาร์-อาทิตย์ผมก็จะแอบพ่อไปฟังเพลงบ้านคนอื่น

“ผมโตมากับเพลงแบบนั้น งงมาก มันมีความขัดแย้งเต็มไปหมด ตามภูมิศาสตร์อยู่ชนบทไทย ตามชุมชนอยู่กับมุสลิม แต่คัลเจอร์มาจากฝรั่งที่ผ่านมาเลมาอีกที บรรยากาศเหมือนหนังฝรั่ง แต่งตัวใส่แจ๊กเก็ตหนังที่มีพู่เยอะๆ ขี่มอเตอร์ไซค์ตีกัน แต่ผมหยิกเป็นมุสลิมเลย”

เป้า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“จากยะลา มาเรียนกรุงเทพฯ เรียนตกแต่งภายใน จบมาก็อัดงาน ทั้งงานประจำและจ๊อบนอก ให้ทำอะไรทำหมด ได้เงินมาก้อนหนึ่งไปเรียนต่อสกอตแลนด์ที่ Glasgow School of Art ที่นั่นการเรียนจะพยายามเก็บคาแรกเตอร์ของคนนั้นๆ ไว้

“ซึ่งผมก็อยากเก็บคาแรกเตอร์ของเราเอาไว้เหมือนกัน เพราะอาชีพผมมันทำงานบนแพสชัน การไปเมืองนอกคือการไปเจอตัวเองจริงๆ ตอนเด็กๆ เราเจอตัวเองในโลกที่เรารู้จักแค่นั้น แต่พอเราไปเจอตัวเองในโลกที่ต้องอยู่กับคนอื่น ทำให้เรารู้จักตัวเองดีที่สุด ผมว่าผมได้ความเศร้ากับความที่ต้องต่อต้านความเศร้านั้นติดตัวมา”

เค้า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมเหมือนมีความเศร้าในงานเยอะ เพื่อนจะบอกว่างานของผมเป็นสีดำหลายเฉด และเทกซ์เจอร์ในงานออกแบบของผมในยุคแรกจะหยาบมากๆ ผมชอบอะไรที่มันหยาบมากๆ หยาบไม่ได้หมายความว่าทำหยาบๆ แต่ชอบงานที่ Unfinished ซึ่งตั้งใจทำให้มัน Unfinished นะ ดูไม่สมบูรณ์แต่สวยแบบนั้น

“และผมยังชอบอะไรที่ดูเหมือนจะแข็งแต่มันบาง เป็นความเปราะบางที่ดูเผินๆ เหมือนแข็ง เป็นความคอนทราสต์ในตัว งานที่ดูเหมือนจะโคตรผู้ชายเลย แต่ก็มีความเป็นหญิงอยู่ในนั้น เหมือนจิตใจน่ะ มีแข็งบ้างอ่อนบ้าง”

เอ้า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมจะไม่เริ่มงานด้วยสไตล์ ผมจะเริ่มงานด้วยเรื่องราว อย่างถ้าลูกค้าจะเปิดร้านอาหาร ผมก็จะถามว่า คนมากินเป็นยังไง ผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้าเป็นคู่รักเขาจะมาคุยเรื่องอะไรกัน ถ้าเปรียบร้านเป็นผู้หญิง จะเป็นผู้หญิงแบบไหน ร้านมันก็คือร่างกายเรา เราจะสร้างฟอร์มของคนอีกคนหนึ่ง เพื่อเชิญชวนให้ผู้ชายเข้ามาจีบ

“ถ้าเป็นงานออกแบบบ้านก็จะศึกษาว่าเจ้าของบ้านนั้นเสพอะไร ค่อนข้างจะศึกษาเบื้องหลังมากจนชัดน่ะ ไม่ได้มองแต่ภาพสุดท้าย ผมมองถึงที่มาเป็นอันดับแรก คอนโดฯ นี้ก็เหมือนกัน แต่ผมขอเล่าเรื่องการออกแบบออฟฟิศผมก่อนแล้วกัน”

เช่า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ตอนเรียนจบที่สกอตแลนด์ ผมทำงานต่อที่ลอนดอนอยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็กลับไทย กะว่าแค่พักร้อนยาวๆ สัก 3 – 4 เดือน แต่ก็มีคนมาให้ทำงาน เราก็เลยรับ รับไปรับมาทีนี้ก็เลยยาว ตอนแรกมานั่งทำงานกันที่คอนโดฯ นี่แหละ แต่พอเริ่มงานเยอะขึ้น เสียงดังขึ้น ก็เกรงใจน้องชายที่อยู่ด้วยกัน เลยต้องไปหาที่อื่นทำสตูดิโอ

“ไปเช่าตึกแถวที่รอบๆ มีแต่ครอบครัวคนจีน เป็นชุมชน ซึ่งผมรู้สึกดีที่ไปอยู่อย่างนั้นมากกว่าไปอยู่ในตึก ก็รวมตัวเพื่อนมาทำงานด้วยกัน โดยทำออฟฟิศเหมือนโรงเรียนที่ทุกคนเดินเข้าออก มีเรื่องนั่นนี่มาคุยกัน รวมๆ มีความเป็นโชว์เคส

“เพราะผมเชื่อว่าอินทีเรียมันไม่ได้จบแค่อินทีเรีย มันคือการทำงานกับคนอื่นๆ อีกเยอะเลย ทำให้เรารู้สึกถ่อมตัวมากขึ้น ต้องทำงานกับช่างไม้ ช่างนู่นช่างนี่ ผมต้องเรียนรู้จากเขาอีกเยอะ ไม่ใช่ออกแบบเสร็จก็โยนให้คนอื่นทำต่อ เราอยากทำงานร่วมกับคนอื่น ไอ้โชว์เคสก็เลยเกิดขึ้นมาเพราะแบบนั้น

“เราต้องการแสดงให้เห็นว่างานของเราไม่ได้มาจากแคตตาล็อก แต่มาจากความคิดความตั้งใจ ให้ลูกค้าได้งานเฉพาะที่ชอบจริงๆ เราเลือกที่จะทำงานสายนี้ ให้ลูกค้าได้เห็นว่าทั้งหมดนี้เราทำได้และทำเอง เป็นงานที่ลูกค้าควรจะได้ และผมก็ได้ความรู้ด้วย ให้เห็นว่าเราเป็นดีไซเนอร์ที่กระหายอยากจะทำอย่างอื่นด้วย นี่คือภาพรวมๆ ของสตูดิโอ”

เจ้า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ส่วนคอนโดฯ นี่เริ่มแต่งตอนที่ผมเริ่มควบคุมชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานแยกออกมาได้แล้ว ผมแค่อยากมีพื้นที่ที่ตัดออกไปจากความวุ่นวายในทองหล่อ และผมรู้สึกว่าครอบครัวคนไทยน่ะเสาร์-อาทิตย์เท่านั้นถึงจะได้มานั่งคุยกันกับคนในครอบครัว หรือโตแล้วก็ย้ายบ้านออกไปกัน

“ผมรู้สึกอยากได้บรรยากาศเดิมๆ กลับมา บรรยากาศที่กินข้าวไปด้วยดูทีวีกับน้องไปด้วยได้ หรือพ่อแม่มาเยี่ยมก็มีที่ที่อยู่ร่วมกันได้ แทนที่จะออกไปนั่งกินนู่นนี่ข้างนอก ซึ่งมันก็ง่ายกว่า แต่ผมอยากรวบและขมวดให้มันอยู่ในอันเดียว คอนโดฯ นี้ไม่ใช่สมบัติของผมหรอก เป็นสมบัติของที่บ้าน เพราะผมก็เป็นคนต่างจังหวัด ถ้าทุกคนต้องอยู่กรุงเทพฯ หรือหลานจะขึ้นมาเรียนก็มาอยู่นี่”

เอา

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมจะลงดีเทลกับห้องนั่งเล่นมากหน่อย ผมกับน้องชายเคยอยู่ด้วยกัน สนิทกันมาก แล้วพอต่างคนต่างไปเรียน ก็รู้สึกว่าเราเริ่มห่าง เลยจะใช้ชีวิตอยู่ในห้องนี้เยอะ เดิมมันเป็นห้องคอนโดฯ ทั่วๆ ไป สีครีมๆ ผมก็เอาดำเอาเทามาใส่ เพิ่มส่วนที่เป็นไม้เป็นเหล็กขึ้นสนิมเข้ามา

“เดิมครัวไม่มี ก็เลยทำครัวเพิ่มดีกว่า เพิ่มตู้หนังสือ มีหนังสือประวัติศาสตร์เยอะ น้องชายผมจะใช้เวลาเขียนหนังสือในนี้แทบจะ 24 ชั่วโมง เลยทำให้อยู่แล้วสบายๆ พ่อกับแม่มาเยี่ยมได้ แต่ก็ยังเป็นตัวเองอยู่”

เซา

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“อยากสร้างสเปซที่ทุกคนอยู่ด้วยกันได้ หรือแม้แต่แมวก็ใช้ชีวิตอยู่กับผมและนอนกับผมได้”

เบา

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ห้องนี้เสร็จแล้วผมก็สบายใจขึ้น เพราะผมทำด้วยความสบายใจ คือปกติแสงจะแรงมาก แต่พอเป็นสีเทาปุ๊บมันจะเบาแสงลงมา จากข้างนอกพอเข้ามาจะเบาลง ผมรู้สึกสบายตัวกับสีเข้มๆ เหมือนอยู่ในเงา ไม่ชอบอยู่ในแสง แต่น้องก็จะบอกว่าอย่าดำไปกว่านี้นะ คือตอนแรกเป็นสีดำหมดเลย ไม่มีสีไม้เลย แต่น้องก็บอกว่าขอความวอร์มหน่อย เดี๋ยวจะเอาแต่นอนจนไม่อยากลุก

“ถ้าไม่ตามใจน้องนี่จะดำหมด พื้นก็จะดำด้วย ได้อยู่ในเงาสมใจ แต่หลานเคยขึ้นมาจากใต้เข้ามาแล้วอยู่ไม่ได้ ร้องไห้ เพราะเจอแต่สีดำ เขาคงไม่รู้สึกสบาย ก็เลยคิดว่างวดหน้าคงต้องทำบ้านตัวเองแล้ว แล้วค่อยว่ากัน”

เป่า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมมองว่าที่อยู่อาศัยคือที่ที่ผมวิ่งกลับมาแล้วผมเจอตัวเองที่ผมเคยเจอแล้วผมสบายใจ โดยที่ผมทิ้งภาระทั้งหมดที่ต้องรับผิดชอบ มันเป็นบ้านที่เรากลับมาเจอรากเหง้าความรู้สึกตัวเองที่เพียวจริงๆ ผมรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องปรุงแต่งความรู้สึกใดๆ ต่อให้จะมีของเต็มไปหมด แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกดี เป่าตัวเองให้ออกไปจากสิ่งข้างนอก

“ปฏิเสธไม่ได้ว่า 24 ชั่วโมงที่เราใช้ชีวิต เราต้องเจอสังคมหลายเลเวลที่เราต้องปรับตัวให้เข้ากับนู่นนี่ แต่พอเป็นบ้านน่ะมันเหมือนกับเรากลับมาแล้วเจอเราที่เป็นเรา สบาย สงบ ความเป็นเทาดำทำให้ผมสงบ เหมือนตัดอีโก้ตัดความฉุนเฉียวทางอารมณ์ที่เราอาจคอนโทรลไม่ได้จากข้างนอก กลับมาแล้วก็มาอยู่ที่นี่ พอเสาร์-อาทิตย์ที่เราปรับจนเย็นมากๆ ถึงวันจันทร์เราก็พร้อมออกไปใช้ชีวิตต่อ”

เก้า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมมักเจอคำถามว่าทำไมถึงชอบสีดำกับเทา คนอื่นชอบสีดำเพราะรู้สึก Timeless แต่ผมเคยปรึกษาหมอ หมอก็พยายามคุยกับผมว่าทำไมถึงชอบสีดำ แล้วผมพูดออกไปโดยไม่คิด มันเหมือนออกมาจากจิตใต้สำนึกน่ะว่า เวลาผมอยู่ในที่มืด ผมรู้สึกปลอดภัยกว่า จนหมอเริ่มรู้สึกแบบไอ้นี่มันมาโซคิสม์รึเปล่า เป็นพวกชอบความผิดหวังรึเปล่า

“ให้ย้อนกลับไปในสิ่งที่ผมเล่าบ่อยๆ ก็จะพบว่าผมเป็นพวกเอาตัวรอดบนความผิดหวังนี่หว่า ทั้งของคนอื่นและของตัวเอง เลยเอาโลจิกนี้เป็นแรงผลักดัน ที่ผ่านมา เราอยู่ภายใต้ความกดดัน บรรยากาศความผิดหวัง แล้วเราทำได้หมด แต่พอสบายเรากลับรู้สึกว่าชนเพดาน ทั้งที่เราน่าจะเอนจอยกับมัน น้องผมเป็นนักประวัติศาสตร์ก็บอกว่า มึงลองเลิกฟังเพลงแบบนี้ ออกไปจากหนังสือกลอนหนังสือกวีที่ชอบอ่านซะบ้าง ลองออกไปจากสีดำ ออกไปเจอสีหน่อยมั้ย”

เท่า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมก็เคยตั้งคำถามกับที่อยู่ของตัวเองนะว่า ถ้ามันไม่เป็นสีนี้แล้วเรายังจะสงบอยู่มั้ย เพราะเราอยู่บนความเคยชินของมันแบบนี้ ถ้าอยู่มาวันหนึ่งมีสีแดงขึ้นมาเราจะสงบมั้ย ผมก็ยังไม่รู้คำตอบนะ หัวใจของที่นี่คือการที่ผมได้อยู่ในเงาแล้วผมสงบ ผมปลอดภัยแล้ว

“แล้วถ้าวันหนึ่งมันเปลี่ยน ความรู้สึกของผมกับบ้านกับที่อยู่มันจะเปลี่ยนไปรึเปล่า ผมจะยังเป็นผมคนเดิมรึเปล่า ตอนนี้ผมยังไม่มีเหตุผลที่ต้องเปลี่ยน แต่ถ้าวันหนึ่งมันต้องเปลี่ยน ผมว่าก็อาจต้องมีอะไรกระทบกระทั่งความรู้สึกมากๆ จนต้องการที่แบบเดิมแต่ต่างออกไปอีกที่หนึ่ง”

เก๋า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมติดทำความสะอาดทุกวันก่อนนอน เพราะเห็นมาจากพ่อ พ่อไม่อยากให้แม่ทำงานหนัก เพราะฉะนั้น เขาจะนอนหลังสุด ขอเก็บกวาดขอจัดข้าวของเข้าที่นิดหนึ่ง ไม่มีขยะเยอะ ตอนเช้าจะได้พร้อมออกไปทำงานเลย ไม่ต้องมามัวเก็บนั่นนี่ ผมก็จะติดภาพนั้นมา ส่วนวันอาทิตย์จะเป็นวันทำความสะอาดเต็มวัน เคยไปอยู่บ้านที่เยอรมนีหลังหนึ่ง เขาสอนลูกเรื่องวางของเป๊ะมาก เขาสอนว่าต่อให้เดินปิดตาก็ต้องรู้ว่าของอยู่ไหน

“เราเลยเห็นภาพแบบนั้นน่ะ ต่อให้ที่นี่ไฟดับผมก็รู้ตำแหน่งของที่อยู่ ตลกมาก บางคืนตื่นมาก็ไม่เปิดไฟ ลองปิดตาเดินก็ไปถูกนะ บ้านเราน่ะ ตำแหน่งต่างๆ การกะระยะมันจะเป๊ะ แต่น้องผมพอเห็นจะเครียดหน่อยและบอกว่า มึงอะไรนักหนาวะ เปิดไฟก็ได้มั้ง ไม่ได้อยู่ค่ายทหารนะ ปล่อยๆ หลุดๆ บ้างก็ได้”

เดา

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา
บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“เพื่อนหลายคนที่เข้ามาที่นี่มักจะบอกว่าดูแล้วอยู่ไม่ค่อยสบายนะ เขาบอกว่ามันดูแห้งๆ และเหมือนจะถูกคุกคามด้วยอะไรบางสิ่งที่อยู่ในนี้ ตอนแรกมีคนจะพยายามอธิบายสไตล์งานของผมว่ากำลังจะสร้างดราม่า เหมือนทำอะไรก็ได้ให้คนรู้สึก ผมชอบงานออกแบบของยุคที่ให้เห็นวัสดุจริงๆ แต่ผมก็ยังชอบต้นไม้ เพราะผมโตมากับธรรมชาติ หน้าบ้านเป็นคลอง ข้างหลังเป็นทุ่งนา เป็นป่า ผสมระหว่างสิ่งที่มนุษย์สร้างกับธรรมชาติสร้าง

“ผมเลยรู้สึกว่ามันออกมาเป็นมู้ดที่เหมือนโดนบังคับให้อยู่ด้วยกัน อาจจะเป็นอย่างนั้น อาจจะอธิบายได้อย่างนั้นมากกว่า ผมชอบคอมโพสต์ฟอร์มที่คิดว่าในธรรมชาติไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เช่น เก้าอี้สามขา เป็นดีไซน์ที่มีคำถาม เป็นดีไซน์ที่ชวนสงสัย ผมรู้สึกดีนะที่คนรู้สึกแบบนี้ ผมว่างานดีไซน์ที่ดีมันน่าจะเป็นคำถามให้คนไปคิดต่อ เป็นคำถามปลายเปิดให้คนไปวิพากษ์กัน”

เม้า

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ถ้าไปบ้านใครแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเขาเลย ผมอาจจะไม่พูดตรงๆ อาจจะถามเขากลับว่าเป็นไงบ้างอยู่บ้าน รู้สึกเป็นตัวเองมั้ย อยากปรับเปลี่ยนอะไรมั้ย อาจจะถามเขาว่ารู้สึกสบายที่สุดตรงไหน ผมว่าคนเรามีจุดประสงค์ต่างกันในการอยู่บ้าน คือบางคนอาจจะรู้สึกไม่ชอบเวลาอยู่บ้าน เลือกที่จะไปใช้ชีวิตข้างนอก บ้านคือที่ที่แค่กลับมานอน เพราะเขาอาจจะเอนจอยชีวิตข้างนอกมากกว่า

“แต่สำหรับผม ข้างนอกผมเจอความหลากหลายเยอะ พอกลับบ้านผมกลับมาเป็นตัวเราที่ไม่ต้องคอยเข้าใจความรู้สึกคนอื่น ไม่ต้องปรับโทนให้เข้ากับคนนั้นคนนี้ เจอคนร้อนก็ต้องปรับใจเราให้เย็นมากๆ เจอคนเฉื่อยมากเราก็ต้องเป็นไฟ อยู่ข้างนอกผมเลยมีความพยายามเป็นตัวเองมากกว่าอยู่ในบ้าน บ้านนี่ไม่ต้องพยายาม ผมเป็นคนไม่มีความพยายามเลยตอนอยู่บ้าน”

เขา

บ้านดำกลางทองหล่อของนักออกแบบหนุ่ม 'ชารีฟ ลอนา' ที่ตัดความวุ่นวายของเมืองด้วยเงา

“ผมว่าทุกคนชอบอยู่บ้านแหละ แหม อยู่ในที่ที่เอกเขนกได้ ที่เขาไม่ชอบอยู่เพราะอาจจะไม่ตอบโจทย์การเป็นอยู่ เพราะที่นี่แต่ก่อนที่ยังไม่เป็นแบบนี้ ผมหิ้วคอมออกไปทำงานข้างนอกตลอดนะ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องเลย พอไปบ้านใครผมเลยจะ Respect น่ะ รู้สึกว่านั่นคือเขา ผมชอบเวลาไปบ้านใครแล้วรู้สึกว่านี่เป็นบ้านเขา โดยที่เขาไม่ได้พูดบอกอะไรเลย”

 

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load