ช่วงดูแลคุณแม่ที่ป่วย เนรมิต สร้างเอี่ยม นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หนึ่งในหุ้นส่วนโครงการบ้านบ้าน วิภาวดี 20 อดีตผู้บริหาร บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด เริ่มๆ จะตกผลึกความคิดอะไรบางอย่าง

จนคุณแม่ที่ดูแลอยู่นั้นเสียชีวิต ความคิดที่ว่าก็ตกผลึกออกมา 5 ข้อ และกลายเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตนับจากนั้น

หนึ่ง เดินได้ สามารถเดินไปไหนทำอะไรได้ด้วยตัวเอง

สอง กินได้ ทั้งได้กินอิ่มและได้กินอร่อย

สาม หลับได้ เมื่อนอนขอให้หลับสนิท

สี่ มีเพื่อนสนิทไม่ต้องมาก แต่อยู่ด้วยกันไปจนถึงวันท้ายๆ ที่ข้างเตียง

ห้า ขอให้ตัวเรามีคุณค่าต่อผู้อื่น

ข้อที่ 5 มีผลต่อการมาซื้อโรงงานแปรรูปผลผลิตการเกษตรที่ไม่มีใครสานต่อที่เชียงใหม่ และตั้งใจบริหารให้เกิดความสุขตั้งแต่ต้นน้ำ คือเกษตรกร จนถึงปลายน้ำ คือผู้บริโภค

ส่วนข้อที่ 1 – 4 ทำให้ยอมทิ้งตัวตนข้างนอก ทั้งตำแหน่งหน้าที่และรายได้ที่สูง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจากข้างใน

ไปๆ มาๆ 5 ข้อนี้ก็มาเจอกันอยู่ในบ้านหลังนี้ บ้านที่เขาตั้งใจว่าจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต

พร้อมตั้งชื่อว่า ‘บ้านทิ้งตัว’ ซึ่งจะเป็นทั้งที่ ทิ้งตัวพัก และทิ้งตัวตน

ตัวเรากับบ้านที่ได้

ผมเพิ่งคุยกับเพื่อนว่าคนที่เรียนจบ มช. เหมือนมีมนตร์อะไรไม่รู้ทำให้ตอนเกษียณหรือตอนบั้นปลาย ทุกคนอยากมาอยู่เชียงใหม่ ผมเจอหลายคนละที่เจอมนตร์นี้ หรือเพราะด้วยมีความทรงจำเยอะก็ไม่รู้ ช่วงท้ายของการทำงานที่แกรนด์ยู วันศุกร์ผมจะออกจากที่ทำงานเร็วหน่อย ภรรยามาเจอที่สนามบิน ขึ้นเครื่องบินไปเชียงใหม่ วันรุ่งขึ้นผมออกรถไปดูอำเภอรอบเชียงใหม่ทั้งหมด เพื่อดูว่าแต่ละอำเภอเป็นยังไง จนผมเข้าใจเชียงใหม่ครบ และรู้ว่าผมควรจะอยู่ที่ไหน แล้วถึงเจาะลงมาและเลือกที่นั่น ซึ่งก็คือบ้านทิ้งตัวหลังนี้

ได้ตามความคิด

ตอนเห็นบ้านนี้ครั้งแรกสิ่งที่ใช่คือทรงบ้าน รวมถึงรายละเอียดและองค์ประกอบต่างๆ อย่างผนังไม้บานใหญ่ที่เลื่อนได้เพื่อบังแดดนั่นผมชอบมาก เพราะเคยทำเองที่คอนโดที่เคยขาย และบ้านหลังนี้ก็มีวิทยาศาสตร์หลายอย่างคอยกำกับอยู่ อย่างมีชายคายาวที่ให้ร่มเงา จนอุณหภูมิข้างนอกข้างในต่างกันได้ถึง 2 – 4 องศา หรือการวางองศาบ้านที่ถูกดีไซน์ให้แดดเข้าสวย แต่ละมุมตอนเช้าถ่ายรูปไปแล้ว ตอนเย็นถ่ายได้ใหม่ มุมแต่ละมุมที่แสงลอดทิ่มเข้ามาในบ้านสวยมากจริงๆ มุมปกติๆ นี่พอแสงลงแล้วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วมันไลฟ์มากเพราะแสงเปลี่ยนตลอดเวลา

ผมคิดว่าบ้านหลังสุดท้ายของผมจะต้องเป็นบ้านที่ไม่มีสารเคมี เพราะฉะนั้น ต้องปูนเปลือย ไม่ทาสี ไม้ก็ไม่ทาเคลือบอะไร เพราะต้นไม้ที่ยืนต้นทั้งหลายก็ไม่เห็นต้องใช้อะไรทาเคลือบเลยนี่ ซึ่งบ้านนี้ก็เป็นแบบนั้นพอดี

แม้แต่วิธีกันงูก็ไม่ใช้สารเคมีเช่นกัน โดยรอบตัวบ้านโรยไว้ด้วยกรวดที่มีขนาดและรูปทรงต่างกันภายในกรอบปูนที่ก่อขึ้นมาเตี้ยๆ กรวดที่ขนาดและรูปทรงต่างกันนี้ทำให้เกิดพื้นผิวที่งูไม่ชอบ พอเลื้อยมาถึงก็จะหันกลับไป

ยุงก็ไม่มีนะครับ ใน 1 ปีจะมีบ้างบางฤดูเท่านั้น และก็จะแค่ครึ่งหรือ 1 ชั่วโมงก็หายไป เพราะฉะนั้น บ้านเลยไม่มีมุ้งลวด เปิดโล่ง กลางคืนก็เปิดได้เลย ผมก็ไม่รู้ว่ามันเพราะอะไรนะ แล้วก็เย็นทั้งปี อากาศดีมาก ถ้าเดินเข้าไปโซนลีฟวิ่งนี่เย็นเลย เย็นทั้งกายเย็นทั้งใจ

คิดถึง

ผมมองว่าบ้านนี้จะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของผม ผมเลยเอาทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตผมมากองอยู่ที่นี่ไว้ทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ว่าล้วนเป็นความทรงจำ เช่น ตู้ขายยา เพราะบ้านผมขายยา แต่คุณแม่ก็ขายไปหมดแล้วละ ผมก็ไปตามหาซื้อมาแบบที่คล้ายคลึงมากที่สุด ตู้แบบที่ผมเคยเปิดหยิบยาเคยเช็ดเคยดูแล คันซึง (เก้าอี้ยาวที่ดึงออกเป็นเตียงได้ บ้างก็เรียกว่า เตียงชัก) ที่แม่เคยใช้นั่งนอนกลางวัน ผมก็ไปหามาที่คล้ายที่สุด หรือจะนาฬิกาแขวนที่มีลูกตุ้ม หนังสือที่เคยอ่าน คู่มือรถที่เคยขับ ก็ขนของเหล่านี้มารวมไว้ที่นี่ทั้งหมด บ้านผมก็เลยกลายเป็นที่ของความทรงจำ ทุกสิ่งทุกอย่างตอนเด็ก ตอนทำงาน ทุกวัยอยู่ที่นี่หมด เป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ขอทิ้งตัวจริงๆ

ถึงคนที่ทำ

ข้าวของความทรงจำของผมที่เอาเข้ามาเติมก็ดูเข้ากันได้กับบ้านหลังนี้ แต่ผมเองพอถึงวัยขนาดนี้ ก็ไม่ได้มองเรื่องสไตล์อะไรนัก เอาเราเป็นตัวตั้งว่าเรารู้สึกดีกับมันมั้ย เช่นเก้าอี้หากนั่งแล้วดีใช้แล้วดีก็เอาตามนั้น ถ้าดีไซน์ดีด้วยนั่งดีด้วยก็โอเค ถ้าดีไซน์ดีแล้วนั่งไม่ดีก็เอาออกไป เอาฟังก์ชันนำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มองเรื่องดีไซน์ รวมถึงการมองเรื่องรายละเอียดด้วย เช่น มองการเข้าไม้ มองงานฝีมือ มองอย่างนี้เราก็นึกถึงคนที่เขาทำ เห็นถึงความเหนื่อยและความสุขของสิ่งที่เขาทำ ของสล่า เมืองเหนือเรียกช่างว่า สล่า เราก็รู้สึกชื่นชมกับสิ่งที่เขาค่อยๆ ทำมันขึ้นมา ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เราได้ใช้ของที่เขาตั้งใจทำ ผมจะให้ความสำคัญเรื่องความตั้งใจตรงนี้มากกว่าไปซีเรียสเรื่องสไตล์

ทำบ้านให้เป็นบ้าน

เพราะอากาศดีเลยทำบ้านแบบนี้ได้ แล้วถ้าอากาศหรือทำเลไม่เหมาะล่ะ ผมคิดว่าได้นะครับ ผมว่าวันนี้ไม่มีใครทำอะไรใครนอกจากเราทำตัวเราเอง วันนี้ถ้าเราอยากอยากลดฝุ่น 2.5 ก็ต้องสร้างโอกาส 4.0 ให้ตัวเอง ทำตัวเองให้เหมาะกับยุคนี้ เช่น จอดรถยังติดเครื่องอยู่ก็เลิกติดซะ คิดว่าแค่ 1 นาทีก็ดับไปเหอะ หนึ่งนาทีนั้นก็ไม่มีเขม่าไม่มีควันเพิ่มแล้ว

ปลูกต้นไม้ ผมว่าบ้านที่กรุงเทพฯ ก็ปลูกเหมือนบ้านที่เชียงใหม่ได้ บ้านที่นี่ข้างหลังปลูกขนุน จิกน้ำ ข้างๆ มีกล้วย ชะอม หน้าบ้านมีมะขามให้คนเกรงขาม ปลูกเหมือนคนโบราณเลย ชะอม กะเพรา ผักต่างๆ ปลูกจนกินไม่ทัน ชมพู่อยู่ข้างหน้าอีก ถามว่าบ้านในกรุงเทพฯ ปลูกได้มั้ย ปลูกได้ ขนาดพื้นที่ไม่ใช่อุปสรรคนะ

ผมว่าบ้านทุกที่ก็ทำวิถีแบบนี้ได้ เพียงแค่ว่าต้องเปลี่ยน Mindset เราก่อน เรารู้เท่าทันเรื่องพวกนี้หรือยัง เราเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่เราควรทำคืออะไรหรือยัง ถ้าผมเองยังไม่เข้าใจ ผมมาอยู่ที่นี่ผมก็อาจไม่ได้อะไรจากที่นี่ก็ได้ ผมเห็นเงาใบไม้ตกอยู่บนสนามหญ้าผมยังถ่ายรูปเก็บไว้ดู สวยจังเลย เราหาความสุขกับตรงนี้ได้นิดๆ หน่อยๆ มันก็ได้แล้วไง

บ้านที่เห็น

ส่วนในมุมนักอสังหา ตอนนั้นมีคิดอยู่เหมือนกันว่าบ้านแบบนี้แนวมาก ถ้าทำขายคงลำบาก เวลาผมจะทำของขาย ผมต้องเอาตัวเองไปเช็กและบาลานซ์กับคนอื่นเยอะ บาลานซ์กับอินทีเรีย กับสถาปนิก กับทีมตลาด กับทีมขาย และต้องอดใจตัวเองเยอะๆ เพื่อฟังเขาเยอะๆ แล้วค่อยตัดสินใจอีกทีหนึ่ง เพราะเราเองเวลาเราชอบเราก็ไปหมดละ โชคดีที่ยูดีไลท์ทำแล้วมันจุดติด แต่ไอ้บ้านหลังนี้นี่มันแนวกว่าอีก

แต่หลังจากที่ผมมาอยู่แล้ว ไม่รู้เป็นเพราะด้วยชื่อบ้านทิ้งตัวหรือเปล่า ผมมีเพื่อนมาเป็นแขกเยอะมาก ก็ไม่รู้เขามาด้วยเหตุอะไร ผมก็เลยเริ่มเห็นว่า เออ มันขายได้ว่ะ ถ้าทำแบบนี้มันขายได้ เพราะเป็นบ้านที่อยู่กึ่งกลางระหว่างคนยุคใหม่กับคนยุคเก่า ใช้ภูมิปัญญาโบราณเยอะ แต่มีความเป็นโมเดิร์น อย่างผมไปที่ศรีลังกา ผมไปดูงานของ Geoffrey Bawa ซึ่งงานของเขาเป็น Tropical Modern เป็นบ้านเมืองร้อนที่เข้าไปแล้วเย็น สวย น่าอยู่ แต่โมเดิร์นด้วย ต้องทำให้ได้แบบนั้นแหละ ผมว่าขายได้

เห็นจากข้างใน

บ้านหลังนี้ตอบสิ่งที่ชีวิตผมตกผลึกมาก เดินได้ กินได้ นอนได้ มีเพื่อนกลุ่มสุดท้ายข้างเตียง และมีคุณค่าต่อคนอื่น สิ่งเหล่านี้ออกมาจริงๆ

เดินได้นี่ผมจะไปเดินบนสนามหญ้าบ่อยมาก ได้เดินแตะดินจริงๆ เพราะที่กรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้เดินบนดินนะครับ ประจุไฟฟ้าในร่างกายเลยจะไม่ค่อยสมดุล อาจมีอาการปวดหัว การได้เดินบนสนามหญ้าตอนเช้าๆ ที่มีน้ำค้างเนี่ยมันช่วยให้ร่างกายเราสมดุล บางทีปวดหัวข้างเดียวเนี่ยก็หาย

กินได้นี่มีหลายเรื่อง คืออยู่นี่เพื่อนที่กลุ่มใหญ่ที่สุดดันเป็นเชฟ และเป็นเชฟที่รักเรื่องออร์แกนิกมาก มีคนหนึ่งเป็นเชฟของโรงแรมใหญ่ เป็นคนศรีษะเกษ แต่เบื่อแล้ว เลยออกมาทำร้านดีกว่า เมนูประจำไม่มี จะเขียนใส่ไวท์บอร์ด เพราะอยู่ที่ว่าวันไหนมีอะไรสด เขียนทุกวันลบทุกวัน พอรู้จักเชฟคนนี้ก็ต่อไปอีกหลายๆ เชฟ มันก็เชฟเชฟเชฟ มีเชฟ 5 – 6 คนที่เป็นเชฟระดับดีในเชียงใหม่ทั้งนั้น เชฟเหล่านี้ก็นำพาผมไปเจอร้านอาหารมากมายในเชียงใหม่ นอกจากจะกินได้แล้ว ตอนนี้ก็กินไม่หยุดเลย แต่ตอนนี้เราก็จะกินอย่างละนิดๆ หน่อยๆ และภรรยาผมเอง ก็มีวัตถุดิบเยอะและทำอาหารอร่อยด้วย ไม่รู้คนอื่นว่าอร่อยหรือเปล่านะ แต่ผมว่าอร่อย

ส่วนนอนเนี่ย ก็นอนได้สบายมากเลย แต่ก็จะมีเถียงๆ กับภรรยาหน่อยว่าไม่อยากเปิดแอร์ ผมบอกภรรยาว่าคนเราเหงื่อมันต้องออกสักนิดหนึ่งนะ รูขุมขนจะได้เปิดหน่อย หน้าหนาวก็ไม่เปิดอยู่แล้ว แต่พอหน้าร้อนเขาก็จะเปิดหน่อย ผมเลยต้องใช้วิธีไปแง้มหน้าต่างไว้หน่อยให้อากาศเข้า และติดพัดลมดูดอากาศให้ดูดออกบ้าง ให้อากาศหมุนเวียนหน่อย เพราะเรารู้ว่าข้างนอกอากาศมันเฟรชมากๆ

เพื่อนก็โอเคมาก มากันบ่อย มีห้องนอนรับรองได้ 3 ห้อง และเป็นความรับผิดชอบที่มีต่อเพื่อน 3 – 4 คนที่มาหุ้นกับผมทำโรงงานแปรรูปผลผลิตการเกษตร ซึ่งเป็นเพื่อนกลุ่มสุดท้ายในชีวิตผมด้วยนะ ถึงแม้เขาจะไม่ได้ต้องการอะไรมาก แต่มันก็ควรเป็นมรดกให้ลูกเขานะ ผมน่ะไม่มีลูกหรอก ผมก็บอกว่ามึงก็เอาให้ลูกพวกมึงนั่นแหละ

ส่วนข้อสุดท้ายนี่เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของบ้านหลังนี้เลย นั่นคือการที่ผมต้องมาดูแลโรงงานแปรรูป ผลผลิตการเกษตร เป็นเหมือนมนตร์ที่มาดลแกมบังคับเลยว่า ต้องเชียงใหม่แล้วล่ะ คือถ้ามีแต่บ้านอย่างเดียวอาจจะเอาไม่อยู่ ผมคงทำแต่ภารกิจที่กรุงเทพฯ จนไม่ได้มาที่เชียงใหม่

ในบ้านทิ้งตัว

ผมว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี่โยงถึงกันนะครับ และทั้งหมดในนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ โดยหลักทั่วไปก็คงมองว่าคนเป็นคนเลือกบ้าน แต่ผมทำอสังหาฯ มาเยอะ ทำให้เชื่อว่าที่ตรงไหนเป็นของเรา มันก็จะเป็นของเรา ถ้าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ที่บางแปลงจะซื้ออยู่แล้ว นัดวางเงินบ่าย ตอนเช้ายังถูกตัดหน้าได้เลย ผมเรียนรู้แล้วก็บอกลูกน้องว่าไม่เป็นไรมันไม่ใช่ที่ของเรา ที่นี่ผมก็เชื่อว่ามันเป็นที่ของผม ตอนแรกดูเหมือนเราไปเลือก แต่จริงๆ คงมีบางอย่างบอกให้เรามาเลือก ก็คือบ้านเลือกคนนั่นแหละ ผมเชื่ออย่างนั้นนะครับ

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

LIVE LOVE LAUGH

เรื่องราวของคนน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่

ถึงจะทำงานทางสายสร้างสรรค์ หรือที่แม่และคนรอบๆ บ้านที่ขอนแก่นเรียกว่า ติสต์ แต่ จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์ กราฟิกดีไซเนอร์และนักดนตรี กลับชอบบ้านที่มีลักษณะคล้ายบ้านราชการหน่อยๆ มีรูปแบบเป็นทางการนิดๆ มีสัดส่วนและองค์ประกอบนิ่งๆ 

และบ้านเดียวที่ถูกใจหลังนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจกลับมาอยู่แขนก่อน เอ้ย! ขอนแก่น 

กำไว้ในความทรงเจ็บ เอ้ย! เก็บไว้ในความทรงจำ

บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น

พ่อแม่ผมเบื่อกรุงเทพฯ ตั้งแต่หนุ่มสาว เลยย้ายมาขอนแก่น มาทำโรงเรียน พี่ชายกับน้องสาวช่วยกันดูแล ผมไม่ได้สนใจทางนี้เลย ผมมาทางศิลปะ เป็นคนเดียวที่ไปทำงานกรุงเทพฯ ทำไปได้ 16 ปี ชักไม่สนุกแล้ว มันไม่ใช่ชีวิตแล้ว ทำๆ ไป เฉลี่ยงานที่เราชอบในปีหนึ่งมีชิ้นเดียว 

ก็เกิดคำถามว่ากลับขอนแก่นดีกว่ามั้ย ตั้งแต่เริ่มตั้งคำถามก็เป็นสิบปีนะ กลับมาทำอะไร? เพราะยังหาทางไปไม่ได้ อยากปลูกต้นไม้ อยากเลี้ยงหมา แต่กลับมาทำอะไร? ก็เลยต้องกลับไปทำงานเพราะต้องจ่ายค่าเช่าบ้านที่กรุงเทพฯ 

ก็ถามตัวเองนะ กลับขอนแก่นทำอะไร ก็ถามอยู่อย่างเนี้ย พอเงินเดือนออก เงินนั้นก็จะมาอุดปากให้เงียบไป

ช่วงนั้นวุ่นวายอยู่กับหมากับต้นไม้ในอพาร์ตเมนต์ที่เช่าอยู่ ไม่ค่อยไปไหน อยู่ในวัยที่ไม่ค่อยเที่ยวแล้ว 

ผมชอบไม้ใบ ชอบแคคตัส ชอบอะไรที่ปลูกอยู่ตรงระเบียงแล้วรอด ไม่ได้รู้จักพันธุ์ไม้อะไรมาก คนอื่นเขาใช้ระเบียงตากผ้ากัน เราใช้ปลูกต้นไม้ คำถามเก่าๆ ที่ว่ากลับไปทำอะไรก็มาอีกนะ แต่ครั้งนี้เราไม่หาคำตอบแล้ว กลับก่อน กลับไปเดี๋ยวก็คงรู้เอง กลับมาไม่ใช่แค่เพราะงาน เพราะชีวิตรวมๆ จุดเปลี่ยนอยู่ตรงนั้นด้วย เบื่องาน ค่าเช่าบ้าน เลิกกับแฟนด้วย ตอนแรกก็คิดว่ากลับมาพักมั้ง แต่ขนของกลับมาหมดเลยนะ เครื่องดนตรี ต้นไม้ ส่วนหมานั้นแฟนเก่าก็เอาไปเลี้ยง เวลาทั้งหมดที่ไปอยู่กรุงเทพฯ ก็ 16 ปี

พับกบ เอ้ย! พบกับ

บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น

กลับมาก็ชอบปั่นจักรยาน ปั่นเข้าไปที่คณะที่เคยเรียน (คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น) ไปเจอเพื่อนสนิทที่เป็นครูสอนเซรามิก ก็เลยไปปั้นดินเล่นกับเขา พอเล่นไปสักพักก็ เฮ้ย สนุก ทำได้ และมันใกล้ตัวมากเลยนี่หว่า วัตถุดิบในขอนแก่นก็มี ที่ปรึกษาที่เป็นหัวหน้าภาคก็เป็นเพื่อนเรา ที่สำคัญที่สุด ไปเจอเตาเผาเซรามิกอยู่ในโรงเรียนของแม่ เป็นของเพื่อนแม่ซื้อมา 20 กว่าปีแล้ว เตาจากเยอรมันอย่างดี ผมเลยว่าคงต้องทำแล้วล่ะ ก็ขนเตากลับบ้าน

ไตหาหัวจาม เอ้ย! ตามหาหัวใจ

บ้านสไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น
บ้านสไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น

ไอ้สิ่งที่เราปั้นขึ้นมาก็ไม่เหมือนชาวบ้าน คือผมปั้นแล้วเอามาบวกกับต้นไม้ พอเอามาบวกแล้วมันสนุก เราเอาความเป็นกราฟิกที่เราชอบมาใส่คาแรกเตอร์เข้าไป มันอิสระมาก ทำอะไรก็ได้ เลยไปกันใหญ่ แล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะมีใครมาชอบเหมือนเรา ก็ทำไปเรื่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ดันมีคนมาชอบ ก็พวกพี่ที่ออฟฟิศนี่แหละ เฮ้ย ทำอันนี้ให้หน่อย จะเอาไปตั้งที่โต๊ะ มีปัญหาก็ไปถามเขาว่าปั้นยังไง ทีแรกก็เละๆ 

ตั้งใจจะทำกระถางหรือภาชนะใส่ต้นไม้แบบที่เราอยากใช้ และเราไม่อยากให้คนมองแค่ความสวยงามของต้นไม้ เราอยากให้มองเป็นภาพรวม ผมมองทั้งหมดไง ทีแรกเราก็ชอบพวกถ้วยกาแฟเซรามิก แต่มันไม่มีรู ไปซื้อมาเจาะรูก็ยาก แตกอีก ก็เลยปั้นเอง เออ สนุก ก็เลยกลายเป็นว่าไปเดินดูต้นไม้ก่อนว่าฟอร์มแบบนี้น่าจะอยู่ในกระถางแบบไหน ก็เลยเพลิน เอาต้นไม้เป็นตัวนำ ซึ่งต้นไม้ก็มีความแปลกประหลาดเยอะมาก ก็เลยรู้สึกว่านี่คือการทำงานที่มันไม่จบเลยนะ คิดได้ทุกวัน เกิดอะไรใหม่ได้ทุกวัน ก็พยายามทำให้เป็นอาชีพ

แมวก็ชอบร้อง เอ้ย! มองก็ชอบแล้ว

บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น

ก็ปั้นอยู่ที่บ้านเลย ผมชอบบ้านที่มีลักษณะเหมือนบ้านข้าราชการเก่าๆ เคยไปเห็นบ้านสไตล์นี้ ก็คิดในใจว่า แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน มองเข้าไปก็ชอบทุกอย่าง 

คือสอบที่ชิ่ง เอ้ย! คือสิ่งที่ชอบ

บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น

ประเตียมบานฟู้ เอ้ย! ประตูบานเฟี้ยม

บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น

น่านหน้าบั้ง เอ้ย! นั่งหน้าบ้าน

บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น

ดูลายต้นแม้ เอ้ย! ดูแลต้นไม้

บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น

ไข่ไม่เหลือช้อง เอ้ย! ของไม่เหลือใช้

จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์
จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์

มีดนตรุม เอ้ย! มุมดนตรี

บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น
บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น

สานหลังบ้วน เอ้ย! สวนหลังบ้าน

จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์

เร้าทุกชด เอ้ย! รดทุกเช้า

บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น
บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น

น้างที่ค้ำ เอ้ย! น้ำที่ค้าง

จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์
จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์
จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์

รถแก่ยังไม่เก่า เอ้ย! รถเก่ายังไม่แก่

จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์

ขี่แถวนับ เอ้ย! ขับแถวนี้

จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์
จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์

ไปข้างนั่น เอ้ย! ปั้นข้างใน

บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น

ป้านั่น เอ้ย! ปั้นหน้า

จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์
จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์

ปาดประลั่น เอ้ย! ปั้นประหลาด

จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์
จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์

เป็กลั่นๆ เอ้ย! ปั้นเล็กๆ

จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์
จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์
จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์

ยืนตาก เอ้ย! อยากตื่น

บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น
จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์
จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์

เป็นอะไรที่อยากตื่นแต่เช้ามาทำ ก่อนนอนคิดอะไรได้ เช้ามาก็ปั้นเลย พอไม่มีโจทย์ มันอิสระ ก็คิดได้เรื่อยๆ บางครั้งถ้าคิดไม่ออกก็ไปเดินแปลงเกษตร เห็นต้นไม้แปลกๆ ก็อยากจะปั้นอะไรไปใส่ หรือไม่ก็ไปเดินหาโจทย์ แล้วซื้อโจทย์นั้นกลับมา สเก็ตช์ฟอร์มที่จะอยู่กับมัน บางครั้งก็ปั้นเลียนแบบฟอร์มมันเลย เอาฟอร์มมาซ้อนกับฟอร์มเข้าไปอีกที เผื่อราก เผื่อโต ปลูกไปปั้นไปเรื่อยๆ เราจะรู้เพิ่มอีก ต้นนี้แยกต้นเล็กออกมาได้ ก็เอาต้นเล็กมาใส่ที่เราปั้นไว้เล็กๆ พอเริ่มโตเราก็ย้ายไปใส่กระถางที่ใหญ่ขึ้น บางต้นไม่ต้องใส่ดินเลยก็ได้ อย่างทิลแลนเซียที่มีรากอากาศ ที่ปั้นมานี่ไม่ซ้ำกันเลย เพราะเราไม่เคยมีการทำบล็อก ทำให้เหมือนเดิมไม่ได้ ที่จริงปั้นแล้วออกมาชอบมากๆ ก็อยากปั้นให้ได้สวยเหมือนเดิมนะ แต่ทำไม่ได้ (หัวเราะ)

ตักระเบียบพาม เอ้ย! ตามระเบียบพัก

บ้านสไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น
บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น

อยู่กรุงเทพฯ เหมือนโดนบังคับให้ต้องตื่น อยู่นี่คืออยากตื่น สนุกกว่า ความสุขมากกว่าเยอะ แต่ก็ต้องอย่าไปมองที่รายได้มากนัก พยายามใช้ให้น้อย อะไรที่พอก็คือพอ อยู่ได้ก็พอแล้ว มีกิน ไม่ฟุ่มเฟือย ความสุขมันทวีคูณแบบคาดไม่ถึง ตอนแรกเคว้งมาก ช่วงแรกก็ไปหาแม่บ่อย พอมาปั้นพวกนี้แม่ต้องมาหาแทน พอมาทำอะไรที่มัน Undo ไม่ได้ เราก็ใจเย็นขึ้น วางแผนกับมันหน่อย กลับมาก็พบอะไรรอบๆ บ้าน ไปเจอร้านส้มตำร้านหนึ่ง มีคนมากินแล้วไม่มีตังค์ เขาก็ขอไปเด็ดมะละกอที่บ้านมาแลก เราก็ เฮ้ย มันยังมีอย่างนี้อยู่เว้ย โคตรใสเลย ขายก็ถูกอยู่แล้ว ถ้าคุณเอาถุงผ้ามาใส่ลดให้ 5 บาท เขาใช้ชีวิตกันอย่างนี้จริงๆ หมู่บ้านข้างหลังนี่เป็นหมู่บ้านแยกขยะ เขาก็ช่วยกันดี ดูภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ

ต้านบิด เอ้ย! ติดบ้าน

บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น

อยู่บ้านนี่เคยไม่ออกจากแถวนี้นานเดือนหนึ่ง คือออกจากบ้านก็ไปกินข้าวบ้านป้าตรงนี้ แต่ไม่ได้ออกจากซอยเลย แม่ก็อยู่แค่ตรงข้าม บางทีผมก็ไปกินข้าวโรงเรียน อยากรู้ว่าเดือนหนึ่งจะใช้ตังค์เท่าไหร่วะ ก็ไม่ได้ใช้เลย เพราะไปกินข้าวบ้านแม่ บางคนบอกอะไรโตแล้วกลับมาอยู่บ้านแม่ ผมกลับมองว่า แม่อายุเยอะแล้วไง ในช่วงเวลาที่ผมไม่อยู่นี่เกือบ 20 ปี เป็นคนเดียวที่ห่างครอบครัว เขาไม่ได้บ่นหรืออะไรทั้งสิ้นเลยนะ เราคิดได้เองว่าควรจะกลับมาอยู่ใกล้กันได้แล้ว เป็นเวลาที่น่าจะใช่ เมื่อก่อนนี้อยู่ไม่ได้ เพราะคุยกันคนละเรื่อง คุยงานดีไซน์กับแม่ไม่รู้เรื่อง แม่บอกอะไรวะ ก็อึดอัดมาก ตอนนี้เราเหมือนมีเครดิตอะไรบางอย่าง แม่ก็จะขอให้ช่วยแต่งโรงเรียนบ้าง เขาก็จะเริ่มเชื่อ เป็นที่ปรึกษาเรื่องอาร์ตให้กับโรงเรียน 

ดินตามเดิน เอ้ย! เดินตามดิน

จั๊ก-ปรีดิ์ จินดาโรจน์

ตอนนี้แทบจะไม่ตั้งเป้าอะไร แทบจะไม่คาดหวังกับสิ่งที่ทำทั้งหมดเลย คิดทำอะไรง่ายๆ อ้าว มันก็ง่ายได้จริงๆ นี่หว่า ชีวิตจะเอาอะไรนักหนา เอาให้แบบมีความสุขทุกวันพอ ซึ่งไม่ได้ไกลเลย แค่ลงมือทำน่ะ ไม่รู้มันจะพาเราไปไหน ก็ตามมันไป ห้ามขี้เกียจแล้วกัน ผมก็เคยบอกน้องๆ ที่ถามผมว่าจะปั้นมันยังไงดี ผมก็บอกให้ดินมันพาไปเลย 

จบละ เอ้ย! จะหลบ เอ้ย! ถูกแล้ว

บ้าน สไตล์บ้านข้าราชการที่ทำให้ จั๊ก ปรีดิ์ อยากกลับขอนแก่นไปทำงานปั้น

*กราบขออภัยครูปริศนา ครูภาษาไทยสมัยมัธยมด้วยนะครับ 

*จะสบายขึ้นถ้าอ่านเฉพาะหลัง เอ้ย!

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load