ช่วงดูแลคุณแม่ที่ป่วย เนรมิต สร้างเอี่ยม นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หนึ่งในหุ้นส่วนโครงการบ้านบ้าน วิภาวดี 20 อดีตผู้บริหาร บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด เริ่มๆ จะตกผลึกความคิดอะไรบางอย่าง

จนคุณแม่ที่ดูแลอยู่นั้นเสียชีวิต ความคิดที่ว่าก็ตกผลึกออกมา 5 ข้อ และกลายเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตนับจากนั้น

หนึ่ง เดินได้ สามารถเดินไปไหนทำอะไรได้ด้วยตัวเอง

สอง กินได้ ทั้งได้กินอิ่มและได้กินอร่อย

สาม หลับได้ เมื่อนอนขอให้หลับสนิท

สี่ มีเพื่อนสนิทไม่ต้องมาก แต่อยู่ด้วยกันไปจนถึงวันท้ายๆ ที่ข้างเตียง

ห้า ขอให้ตัวเรามีคุณค่าต่อผู้อื่น

ข้อที่ 5 มีผลต่อการมาซื้อโรงงานแปรรูปผลผลิตการเกษตรที่ไม่มีใครสานต่อที่เชียงใหม่ และตั้งใจบริหารให้เกิดความสุขตั้งแต่ต้นน้ำ คือเกษตรกร จนถึงปลายน้ำ คือผู้บริโภค

ส่วนข้อที่ 1 – 4 ทำให้ยอมทิ้งตัวตนข้างนอก ทั้งตำแหน่งหน้าที่และรายได้ที่สูง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจากข้างใน

ไปๆ มาๆ 5 ข้อนี้ก็มาเจอกันอยู่ในบ้านหลังนี้ บ้านที่เขาตั้งใจว่าจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต

พร้อมตั้งชื่อว่า ‘บ้านทิ้งตัว’ ซึ่งจะเป็นทั้งที่ ทิ้งตัวพัก และทิ้งตัวตน

ตัวเรากับบ้านที่ได้

ผมเพิ่งคุยกับเพื่อนว่าคนที่เรียนจบ มช. เหมือนมีมนตร์อะไรไม่รู้ทำให้ตอนเกษียณหรือตอนบั้นปลาย ทุกคนอยากมาอยู่เชียงใหม่ ผมเจอหลายคนละที่เจอมนตร์นี้ หรือเพราะด้วยมีความทรงจำเยอะก็ไม่รู้ ช่วงท้ายของการทำงานที่แกรนด์ยู วันศุกร์ผมจะออกจากที่ทำงานเร็วหน่อย ภรรยามาเจอที่สนามบิน ขึ้นเครื่องบินไปเชียงใหม่ วันรุ่งขึ้นผมออกรถไปดูอำเภอรอบเชียงใหม่ทั้งหมด เพื่อดูว่าแต่ละอำเภอเป็นยังไง จนผมเข้าใจเชียงใหม่ครบ และรู้ว่าผมควรจะอยู่ที่ไหน แล้วถึงเจาะลงมาและเลือกที่นั่น ซึ่งก็คือบ้านทิ้งตัวหลังนี้

ได้ตามความคิด

ตอนเห็นบ้านนี้ครั้งแรกสิ่งที่ใช่คือทรงบ้าน รวมถึงรายละเอียดและองค์ประกอบต่างๆ อย่างผนังไม้บานใหญ่ที่เลื่อนได้เพื่อบังแดดนั่นผมชอบมาก เพราะเคยทำเองที่คอนโดที่เคยขาย และบ้านหลังนี้ก็มีวิทยาศาสตร์หลายอย่างคอยกำกับอยู่ อย่างมีชายคายาวที่ให้ร่มเงา จนอุณหภูมิข้างนอกข้างในต่างกันได้ถึง 2 – 4 องศา หรือการวางองศาบ้านที่ถูกดีไซน์ให้แดดเข้าสวย แต่ละมุมตอนเช้าถ่ายรูปไปแล้ว ตอนเย็นถ่ายได้ใหม่ มุมแต่ละมุมที่แสงลอดทิ่มเข้ามาในบ้านสวยมากจริงๆ มุมปกติๆ นี่พอแสงลงแล้วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วมันไลฟ์มากเพราะแสงเปลี่ยนตลอดเวลา

ผมคิดว่าบ้านหลังสุดท้ายของผมจะต้องเป็นบ้านที่ไม่มีสารเคมี เพราะฉะนั้น ต้องปูนเปลือย ไม่ทาสี ไม้ก็ไม่ทาเคลือบอะไร เพราะต้นไม้ที่ยืนต้นทั้งหลายก็ไม่เห็นต้องใช้อะไรทาเคลือบเลยนี่ ซึ่งบ้านนี้ก็เป็นแบบนั้นพอดี

แม้แต่วิธีกันงูก็ไม่ใช้สารเคมีเช่นกัน โดยรอบตัวบ้านโรยไว้ด้วยกรวดที่มีขนาดและรูปทรงต่างกันภายในกรอบปูนที่ก่อขึ้นมาเตี้ยๆ กรวดที่ขนาดและรูปทรงต่างกันนี้ทำให้เกิดพื้นผิวที่งูไม่ชอบ พอเลื้อยมาถึงก็จะหันกลับไป

ยุงก็ไม่มีนะครับ ใน 1 ปีจะมีบ้างบางฤดูเท่านั้น และก็จะแค่ครึ่งหรือ 1 ชั่วโมงก็หายไป เพราะฉะนั้น บ้านเลยไม่มีมุ้งลวด เปิดโล่ง กลางคืนก็เปิดได้เลย ผมก็ไม่รู้ว่ามันเพราะอะไรนะ แล้วก็เย็นทั้งปี อากาศดีมาก ถ้าเดินเข้าไปโซนลีฟวิ่งนี่เย็นเลย เย็นทั้งกายเย็นทั้งใจ

คิดถึง

ผมมองว่าบ้านนี้จะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของผม ผมเลยเอาทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตผมมากองอยู่ที่นี่ไว้ทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ว่าล้วนเป็นความทรงจำ เช่น ตู้ขายยา เพราะบ้านผมขายยา แต่คุณแม่ก็ขายไปหมดแล้วละ ผมก็ไปตามหาซื้อมาแบบที่คล้ายคลึงมากที่สุด ตู้แบบที่ผมเคยเปิดหยิบยาเคยเช็ดเคยดูแล คันซึง (เก้าอี้ยาวที่ดึงออกเป็นเตียงได้ บ้างก็เรียกว่า เตียงชัก) ที่แม่เคยใช้นั่งนอนกลางวัน ผมก็ไปหามาที่คล้ายที่สุด หรือจะนาฬิกาแขวนที่มีลูกตุ้ม หนังสือที่เคยอ่าน คู่มือรถที่เคยขับ ก็ขนของเหล่านี้มารวมไว้ที่นี่ทั้งหมด บ้านผมก็เลยกลายเป็นที่ของความทรงจำ ทุกสิ่งทุกอย่างตอนเด็ก ตอนทำงาน ทุกวัยอยู่ที่นี่หมด เป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ขอทิ้งตัวจริงๆ

ถึงคนที่ทำ

ข้าวของความทรงจำของผมที่เอาเข้ามาเติมก็ดูเข้ากันได้กับบ้านหลังนี้ แต่ผมเองพอถึงวัยขนาดนี้ ก็ไม่ได้มองเรื่องสไตล์อะไรนัก เอาเราเป็นตัวตั้งว่าเรารู้สึกดีกับมันมั้ย เช่นเก้าอี้หากนั่งแล้วดีใช้แล้วดีก็เอาตามนั้น ถ้าดีไซน์ดีด้วยนั่งดีด้วยก็โอเค ถ้าดีไซน์ดีแล้วนั่งไม่ดีก็เอาออกไป เอาฟังก์ชันนำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มองเรื่องดีไซน์ รวมถึงการมองเรื่องรายละเอียดด้วย เช่น มองการเข้าไม้ มองงานฝีมือ มองอย่างนี้เราก็นึกถึงคนที่เขาทำ เห็นถึงความเหนื่อยและความสุขของสิ่งที่เขาทำ ของสล่า เมืองเหนือเรียกช่างว่า สล่า เราก็รู้สึกชื่นชมกับสิ่งที่เขาค่อยๆ ทำมันขึ้นมา ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เราได้ใช้ของที่เขาตั้งใจทำ ผมจะให้ความสำคัญเรื่องความตั้งใจตรงนี้มากกว่าไปซีเรียสเรื่องสไตล์

ทำบ้านให้เป็นบ้าน

เพราะอากาศดีเลยทำบ้านแบบนี้ได้ แล้วถ้าอากาศหรือทำเลไม่เหมาะล่ะ ผมคิดว่าได้นะครับ ผมว่าวันนี้ไม่มีใครทำอะไรใครนอกจากเราทำตัวเราเอง วันนี้ถ้าเราอยากอยากลดฝุ่น 2.5 ก็ต้องสร้างโอกาส 4.0 ให้ตัวเอง ทำตัวเองให้เหมาะกับยุคนี้ เช่น จอดรถยังติดเครื่องอยู่ก็เลิกติดซะ คิดว่าแค่ 1 นาทีก็ดับไปเหอะ หนึ่งนาทีนั้นก็ไม่มีเขม่าไม่มีควันเพิ่มแล้ว

ปลูกต้นไม้ ผมว่าบ้านที่กรุงเทพฯ ก็ปลูกเหมือนบ้านที่เชียงใหม่ได้ บ้านที่นี่ข้างหลังปลูกขนุน จิกน้ำ ข้างๆ มีกล้วย ชะอม หน้าบ้านมีมะขามให้คนเกรงขาม ปลูกเหมือนคนโบราณเลย ชะอม กะเพรา ผักต่างๆ ปลูกจนกินไม่ทัน ชมพู่อยู่ข้างหน้าอีก ถามว่าบ้านในกรุงเทพฯ ปลูกได้มั้ย ปลูกได้ ขนาดพื้นที่ไม่ใช่อุปสรรคนะ

ผมว่าบ้านทุกที่ก็ทำวิถีแบบนี้ได้ เพียงแค่ว่าต้องเปลี่ยน Mindset เราก่อน เรารู้เท่าทันเรื่องพวกนี้หรือยัง เราเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่เราควรทำคืออะไรหรือยัง ถ้าผมเองยังไม่เข้าใจ ผมมาอยู่ที่นี่ผมก็อาจไม่ได้อะไรจากที่นี่ก็ได้ ผมเห็นเงาใบไม้ตกอยู่บนสนามหญ้าผมยังถ่ายรูปเก็บไว้ดู สวยจังเลย เราหาความสุขกับตรงนี้ได้นิดๆ หน่อยๆ มันก็ได้แล้วไง

บ้านที่เห็น

ส่วนในมุมนักอสังหา ตอนนั้นมีคิดอยู่เหมือนกันว่าบ้านแบบนี้แนวมาก ถ้าทำขายคงลำบาก เวลาผมจะทำของขาย ผมต้องเอาตัวเองไปเช็กและบาลานซ์กับคนอื่นเยอะ บาลานซ์กับอินทีเรีย กับสถาปนิก กับทีมตลาด กับทีมขาย และต้องอดใจตัวเองเยอะๆ เพื่อฟังเขาเยอะๆ แล้วค่อยตัดสินใจอีกทีหนึ่ง เพราะเราเองเวลาเราชอบเราก็ไปหมดละ โชคดีที่ยูดีไลท์ทำแล้วมันจุดติด แต่ไอ้บ้านหลังนี้นี่มันแนวกว่าอีก

แต่หลังจากที่ผมมาอยู่แล้ว ไม่รู้เป็นเพราะด้วยชื่อบ้านทิ้งตัวหรือเปล่า ผมมีเพื่อนมาเป็นแขกเยอะมาก ก็ไม่รู้เขามาด้วยเหตุอะไร ผมก็เลยเริ่มเห็นว่า เออ มันขายได้ว่ะ ถ้าทำแบบนี้มันขายได้ เพราะเป็นบ้านที่อยู่กึ่งกลางระหว่างคนยุคใหม่กับคนยุคเก่า ใช้ภูมิปัญญาโบราณเยอะ แต่มีความเป็นโมเดิร์น อย่างผมไปที่ศรีลังกา ผมไปดูงานของ Geoffrey Bawa ซึ่งงานของเขาเป็น Tropical Modern เป็นบ้านเมืองร้อนที่เข้าไปแล้วเย็น สวย น่าอยู่ แต่โมเดิร์นด้วย ต้องทำให้ได้แบบนั้นแหละ ผมว่าขายได้

เห็นจากข้างใน

บ้านหลังนี้ตอบสิ่งที่ชีวิตผมตกผลึกมาก เดินได้ กินได้ นอนได้ มีเพื่อนกลุ่มสุดท้ายข้างเตียง และมีคุณค่าต่อคนอื่น สิ่งเหล่านี้ออกมาจริงๆ

เดินได้นี่ผมจะไปเดินบนสนามหญ้าบ่อยมาก ได้เดินแตะดินจริงๆ เพราะที่กรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้เดินบนดินนะครับ ประจุไฟฟ้าในร่างกายเลยจะไม่ค่อยสมดุล อาจมีอาการปวดหัว การได้เดินบนสนามหญ้าตอนเช้าๆ ที่มีน้ำค้างเนี่ยมันช่วยให้ร่างกายเราสมดุล บางทีปวดหัวข้างเดียวเนี่ยก็หาย

กินได้นี่มีหลายเรื่อง คืออยู่นี่เพื่อนที่กลุ่มใหญ่ที่สุดดันเป็นเชฟ และเป็นเชฟที่รักเรื่องออร์แกนิกมาก มีคนหนึ่งเป็นเชฟของโรงแรมใหญ่ เป็นคนศรีษะเกษ แต่เบื่อแล้ว เลยออกมาทำร้านดีกว่า เมนูประจำไม่มี จะเขียนใส่ไวท์บอร์ด เพราะอยู่ที่ว่าวันไหนมีอะไรสด เขียนทุกวันลบทุกวัน พอรู้จักเชฟคนนี้ก็ต่อไปอีกหลายๆ เชฟ มันก็เชฟเชฟเชฟ มีเชฟ 5 – 6 คนที่เป็นเชฟระดับดีในเชียงใหม่ทั้งนั้น เชฟเหล่านี้ก็นำพาผมไปเจอร้านอาหารมากมายในเชียงใหม่ นอกจากจะกินได้แล้ว ตอนนี้ก็กินไม่หยุดเลย แต่ตอนนี้เราก็จะกินอย่างละนิดๆ หน่อยๆ และภรรยาผมเอง ก็มีวัตถุดิบเยอะและทำอาหารอร่อยด้วย ไม่รู้คนอื่นว่าอร่อยหรือเปล่านะ แต่ผมว่าอร่อย

ส่วนนอนเนี่ย ก็นอนได้สบายมากเลย แต่ก็จะมีเถียงๆ กับภรรยาหน่อยว่าไม่อยากเปิดแอร์ ผมบอกภรรยาว่าคนเราเหงื่อมันต้องออกสักนิดหนึ่งนะ รูขุมขนจะได้เปิดหน่อย หน้าหนาวก็ไม่เปิดอยู่แล้ว แต่พอหน้าร้อนเขาก็จะเปิดหน่อย ผมเลยต้องใช้วิธีไปแง้มหน้าต่างไว้หน่อยให้อากาศเข้า และติดพัดลมดูดอากาศให้ดูดออกบ้าง ให้อากาศหมุนเวียนหน่อย เพราะเรารู้ว่าข้างนอกอากาศมันเฟรชมากๆ

เพื่อนก็โอเคมาก มากันบ่อย มีห้องนอนรับรองได้ 3 ห้อง และเป็นความรับผิดชอบที่มีต่อเพื่อน 3 – 4 คนที่มาหุ้นกับผมทำโรงงานแปรรูปผลผลิตการเกษตร ซึ่งเป็นเพื่อนกลุ่มสุดท้ายในชีวิตผมด้วยนะ ถึงแม้เขาจะไม่ได้ต้องการอะไรมาก แต่มันก็ควรเป็นมรดกให้ลูกเขานะ ผมน่ะไม่มีลูกหรอก ผมก็บอกว่ามึงก็เอาให้ลูกพวกมึงนั่นแหละ

ส่วนข้อสุดท้ายนี่เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของบ้านหลังนี้เลย นั่นคือการที่ผมต้องมาดูแลโรงงานแปรรูป ผลผลิตการเกษตร เป็นเหมือนมนตร์ที่มาดลแกมบังคับเลยว่า ต้องเชียงใหม่แล้วล่ะ คือถ้ามีแต่บ้านอย่างเดียวอาจจะเอาไม่อยู่ ผมคงทำแต่ภารกิจที่กรุงเทพฯ จนไม่ได้มาที่เชียงใหม่

ในบ้านทิ้งตัว

ผมว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี่โยงถึงกันนะครับ และทั้งหมดในนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ โดยหลักทั่วไปก็คงมองว่าคนเป็นคนเลือกบ้าน แต่ผมทำอสังหาฯ มาเยอะ ทำให้เชื่อว่าที่ตรงไหนเป็นของเรา มันก็จะเป็นของเรา ถ้าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ที่บางแปลงจะซื้ออยู่แล้ว นัดวางเงินบ่าย ตอนเช้ายังถูกตัดหน้าได้เลย ผมเรียนรู้แล้วก็บอกลูกน้องว่าไม่เป็นไรมันไม่ใช่ที่ของเรา ที่นี่ผมก็เชื่อว่ามันเป็นที่ของผม ตอนแรกดูเหมือนเราไปเลือก แต่จริงๆ คงมีบางอย่างบอกให้เรามาเลือก ก็คือบ้านเลือกคนนั่นแหละ ผมเชื่ออย่างนั้นนะครับ

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

LIVE LOVE LAUGH

เรื่องราวของคนน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่

4 มิถุนายน 2563
5,801

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ เป็นเจ้าของบ้านนี้

เธอเป็นนักเขียน นักเดินทาง 

เธอทำสำนักพิมพ์ด้วย นั่นคือสำนักพิมพ์มาลาฤดูร้อน มีหนังสือ ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ออกมาเมื่อ 2 ปีก่อน กับหนังสือ ซินญอริต้าในชุดผ้ากันเปื้อน ออกมาในปีนี้

ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก เล่าเรื่องราวการเดินทางไปอินเดีย ประเทศที่เธอไปครั้งแรกเมื่อ 12 ปีก่อน และราวๆ 30 ครั้ง คือจำนวนการไปอีกของเธอนับถึงปีนี้ 

ซินญอริต้าในชุดผ้ากันเปื้อน เล่าเรื่องราวการเดินทางไปเม็กซิโก โดยมี ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) ศิลปินชาวเม็กซิกัน เป็นทั้งแรงดึงดูดและแรงผลักดันให้เธอไปทำความรู้จักประเทศนี้

และนั่นก็เหมือนจะเป็นเหตุผลหลักๆ ของบรรยากาศและรายละเอียดในบ้านหลังนี้ บ้านที่รอเธอกลับมานั่งเขียนทุกเรื่องราวการเดินทาง

เริ่มด้วยสีชมพู

ตอนที่เข้ามาในหมู่บ้านนี้ครั้งแรก เราเลือกบ้านหลังนี้เพราะกำแพง เพราะสเปซของมันอยู่ด้านในสุด ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร เราเชื่อว่าการที่คนเราตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่างให้กับตัวเอง การตัดสินใจที่เกิดขึ้นมันมักจะมาจากพื้นฐานชีวิตบางอย่าง อย่างเรา ตอนเด็กๆ เราเป็นคนที่รู้สึกไม่มั่นคง ขาดความ Secure เวลาจะต้องเลือกพื้นที่อะไรสักอย่างเราเลยมักจะมองหากำแพงเป็นอย่างแรกเสมอ 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

จนโตมา พอถึงช่วงชีวิตของการเลือกบ้าน วันที่ขับรถเข้ามาในหมู่บ้านนี้ หลังอื่นเราไม่มองเลยนะ เราขับชิดในมองหาแต่บ้านหลังที่ติดกำแพงอย่างเดียวเลย นั่นหมายถึงจะต้องเป็นบ้านที่อยู่หลังสุดท้ายของซอย จนพอเจอหลังที่ใช่ปุ๊บ วันแรกที่ย้ายเข้ามากับลูก ยังไม่ได้ขนอะไรมาจากบ้านเก่าทั้งนั้น มันต้องมาลองนอนดูก่อนเพื่อให้รู้ว่าพอนอนจริงแล้ว เราต้องการให้อะไรมันมาอยู่ในบ้านหลังนี้อีกบ้าง จำได้เลยวันแรกที่มามีฟูกมาอย่างเดียวกับหมอนและผ้าห่ม เอามาแค่นั้นล่ะ ยกขึ้นไปวางบนห้องโล่งๆ นอนกับลูก หาทิศแทบตาย กว่าจะเจอทิศลงตัวว่าควรจะหันหัวไปทางไหน

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยสีเทา

ตอนแรกที่เข้ามา อารมณ์บ้านหลังนี้ก็เป็นเหมือนบ้านในหมู่บ้านทั่วไปนั่นล่ะ คือทุกอย่างสีขาวหมด ทั้งฝ้า กำแพง พื้น แต่เราเป็นคนชอบสีสัน เพราะฉะนั้น พอเข้ามาเจอบ้านที่มีแต่สีขาวว้องไปหมดเลยเนี่ย เรารู้สึกว่าเราอยู่ไม่ได้ มันขาดความอุ่น เราก็เลยใส่สีเทาลงไปให้กับผนังและฝ้าในบ้านก่อน แล้วก็ค่อยๆ หยอดสีอื่นๆ หยอดชิ้นเฟอร์นิเจอร์ตามเข้ามา

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มหยอดด้วยโซฟา

สำหรับเรา มุมที่สำคัญที่สุดในบ้านคือมุมนั่งเล่นกลางบ้าน เพราะอย่างน้อยถ้ายังไม่มีข้าวของอะไรเลย การมีโซฟาสักตัวมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี มีที่ให้นั่งเล่นนอนเล่นในช่วงกลางวัน เพราะฉะนั้น เฟอร์นิเจอร์ชิ้นแรกที่ขนเข้ามาเลยเป็นโซฟาตัวเก่าของปู่ มันเป็นโซฟาวัสดุหนังที่ดูเชยๆ หน่อย แต่พอเอาผ้าอินเดียมาคลุมไว้ มันก็กลายเป็นอีกอารมณ์แล้ว หลังจากเราสร้างมุมนั่งเล่นกลางบ้านนี้ขึ้นมาได้ ของชิ้นอื่นๆ มันก็ค่อยๆ ถูกขนตามเข้ามาจากบ้านหลังเก่า 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยโต๊ะกินข้าว

ตามมาด้วยโต๊ะกินข้าว ซึ่งโต๊ะกินข้าวเราก็เป็นโต๊ะไม้ธรรมดาๆ นี่ล่ะ ให้ช่างไม้ประกอบขึ้นมาเพื่อเป็นโต๊ะกินข้าวที่นั่งได้สองคน เพราะเราอยู่บ้านกับลูกแค่สองคน แต่ด้วยความเป็นคนชอบดอกชอบลาย จะปล่อยโต๊ะให้มันเป็นไม้เพลนๆ ก็ไม่ได้อีก เลยไปเอาผ้าอินเดียลายดอกมาคลุมมันไว้ วันไหนเบื่อลายนี้ เราก็แค่เปลี่ยนผ้าผืนใหม่ ที่บ้านเราผ้าเยอะ ไปอินเดียทีเราจะชอบขนผ้าคอตตอนกลับมา ราคาผ้าที่นู่นมันถูก ลายมันสวยด้วย

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มเข้ามุมอยู่กับงาน

เวลาทำงาน เราต้องการมุมที่ทำให้เราได้รู้สึกถึงคำว่าอยู่กับตัวเองจริงๆ รู้สึกนิ่งได้มากที่สุด คือในบ้านเราอาจจะมีอะไรเยอะแยะไปหมดสารพัดสิ่ง แต่พอเป็นมุมทำงานแล้ว มันคือมุมที่ทำให้เรามีสมาธิในการทำงานได้ดีที่สุด คือทุกวันนี้อาจจะมีร้านกาแฟเป็นพันเป็นหมื่นแห่งให้เลือกไปนั่งเขียนงาน ซึ่งเราเคยลองหลายทีแล้ว ไม่รอดสักที มันเขียนไม่ออก ไม่รู้ทำไม เขียนไม่เคยเสร็จสักที ต้องเขียนที่บ้านเท่านั้นถึงจะเสร็จ คือโต๊ะทำงานในบ้านเรามันจะเป็นมุมในสุดของบ้าน ที่เรานั่งหันหน้าออกไปทางหน้าต่างที่เห็นเป็นแผงต้นไม้ ซึ่งตรงนี้ล่ะคือมุมที่ใช่สำหรับเรา

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยมุมอยู่กับหนังสือ

มุมตรงชั้นหนังสือนี่ ด้วยความที่ลูกเราเป็นคนอ่านหนังสือเยอะมาตั้งแต่เด็ก และตัวเราเองก็เป็นคนทำงานหนังสือมาก่อน เพราะฉะนั้น เรากับลูกจะมีหนังสืออยู่เยอะ ซึ่งพอมีห้องนั่งเล่น มีโต๊ะกินข้าว และมุมทำงานแล้ว มุมต่อมาที่ต้องมีแน่ๆ ก็คือมุมเก็บหนังสือ เราให้ช่างทำตู้เก็บหนังสือบิลท์อินสูงจรดเพดานขึ้นมา ส่วนที่นั่งข้างชั้นหนังสือก็ใช้เป็นฟูกเตียงเดียวขนาด 3 ฟุตของเก่านี่ล่ะ เอามาวางและใช้ผ้าคลุมเอา ซึ่งพอมีผ้ามาคลุมแล้วก็ไม่มีใครดูออกเลยว่ามันคือฟูก วิธีนี้มันเวิร์กมากเลยนะสำหรับบ้านที่อยากมีที่นั่งที่นอนสบายๆ แต่ไม่อยากลงทุนซื้อเบาะที่นั่งหรือโซฟาใหม่ พอวางหมอนสีๆ ลงไป อะจบ งามล่ะ

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่อินเดีย

สีสันในบ้านนี้ทั้งหมด แน่นอน มันมาจากอินเดีย คือถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อนหน้านี้ เราก็ไม่ใช่เป็นคนที่ใช้สีอะไรเยอะขนาดนี้หรอก (บ้านนี้สิบปี) คือสมัยนั้นเป็นคนชอบลายชอบดอกอยู่แล้วล่ะ แต่ยังแมตช์คู่สีไม่เป็น จนกระทั่ง 12 ปีก่อนกับการไปอินเดียครั้งแรก จำได้ว่าครั้งแรกที่อยากไปที่นั่นเพราะเราเห็นงานภาพถ่ายของช่างภาพฝรั่งคนหนึ่ง มันเป็นงานจากเทศกาลสาดสี (Holi Festival) ในภาพนั้นคือคนอินเดียกำลังสาดสีกันอยู่ในวัดแห่งหนึ่ง มันเป็นภาพของพิธีกรรมที่ดูขลังมาก แสงสวยฝุ่นสีฟุ้งกระจายไปหมด วันนั้นพอเราได้เห็นภาพถ่ายนั้น เราก็หูย อยากไปยืนอยู่ตรงนั้นบ้างจัง ก็เลยนำมาซึ่งการตัดสินใจไปอินเดียครั้งแรกและครั้งต่อๆ มาของเรา ซึ่งอินเดียสอนเราเยอะมากในเรื่องของการใช้สี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อที่อินทีเรีย

บ้านคือที่ที่พอคนเราอยู่ไป สิ่งที่เราเป็นมันก็จะปรากฏออกมาเอง ตามกำแพง ตามผนัง ตามเก้าอี้ รวมไปถึงแม้กระทั่งจานชามที่เราเลือกใช้ ตัวเราเอง วันแรกที่เข้ามาอยู่บ้านหลังนี้และต้องนึกถึงเรื่องของการตกแต่ง เราก็ไม่ได้มีภาพอะไรอยู่ในหัวสักเท่าไหร่หรอก เราแค่ขอให้ทุกอย่างมันเปิดโล่งโฟลถึงกันได้หมด ช่วงแรกที่ย้ายเข้ามา บางส่วนของชั้นล่างที่หมู่บ้านเขากั้นพื้นที่ห้องเอาไว้ เราก็ทุบออกหมดเลย จากนั้นด้วยความที่เราเป็นคนชอบสี เราก็ค่อยๆ หยิบข้าวของหรือชิ้นเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นสีมาวางลงไปตามมุมต่างๆ ของบ้านให้ทั่ว และค่อยๆ ใส่พร็อพชิ้นเล็กชิ้นน้อยเข้าไปตามมุมต่างๆ เหล่านั้น

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่สีสัน

เราเป็นคนชอบคู่สีอยู่ไม่กี่คู่หรอก และโทนสีที่เราชอบใช้มันก็มักจะเป็นเฉดสีแบบอินเดีย เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องเป็นสีเฉดอินเดียหรอกนะ แต่มันเป็นของมันเองแบบธรรมชาติ อย่างคู่สีที่เราใช้บ่อยๆ ก็เช่นเขียว-ม่วงและเหลือง-ชมพู ซึ่งคู่สีสองคู่สีนี้ จับไปวางอยู่ตรงไหนมันก็รอด ไปกับอย่างอื่นในบ้านเราได้หมด เราว่าสีแบบที่คนอินเดียใช้ในชีวิตประจำวันเป็นสีที่ซับซ้อนนะ อย่างเวลาพูดถึงสีเหลือง ก็จะมีเลเยอร์แยกออกไปอีก เช่น เหลืองมะนาว เหลืองมัสตาร์ด เหลืองไข่ไก่ ฯลฯ สีอินเดียก็เหมือนคนอินเดียนั่นล่ะ เดายากและคาดไม่ถึง เราเลยชอบสีอะไรแบบนี้ บางคนมาบ้านเราอาจจะไม่ชอบสีในแบบเราเลยก็ได้ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทุกคนจะมีสีในแบบของตัวเอง สำหรับเราเวลาผนังบ้านสีเทามันมาเจอกับพร็อปกับเฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่เป็นสีๆ เราว่ามันทำให้ภาพรวมบรรยากาศในบ้านที่รู้สึกอุ่นดี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยเส้นสาย

จากเรื่องสีแล้วก็เป็นเรื่องของเส้นสาย เส้นสายในที่นี้หมายถึงพวกโมบายและเครื่องแขวนต่างๆ ในบ้าน เราชอบอะไรที่มันดูระโยงระยาง ถ้าไม่มี เราจะรู้สึกว่าอะไรมันขาดหายไป เราชอบบ้านที่ให้ความรู้สึกของคำว่าแน่น คือแต่ละมุมของบ้านจะติดนั่นติดนี่ห้อยนั่นห้อยนี่เอาไว้ นี่มีของอยู่ในห้องเก็บของอยู่อีกเยอะมากที่ยังไม่ได้เอามาติด บางอย่างก็เก็บไว้จนลืมไปแล้ว

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่มองเห็น

ของที่เห็นอยู่ในบ้านหลังนี้ ส่วนใหญ่ได้มาจากความสงสัย คือพอไปเดินเจอ ก็จะสงสัยในที่มาของมัน พอคนขายเล่าให้ฟัง หรือของชิ้นนั้นมันมีประวัติที่มาน่าสนใจ เราก็จะซื้อ แต่ไม่ใช่ซื้อทุกอย่างนะ บางอย่างที่พอฟังข้อมูลแล้ว มันไม่ได้รีเลตอะไรกับเราเลย เราก็ไม่ซื้อ เราเป็นคนชอบเรื่องวัฒนธรรม ชอบงานฝีมือของคนพื้นถิ่นจากชาติต่างๆ ฉะนั้น ข้าวของที่เราเลือกซื้อโดยส่วนใหญ่จะเป็นพวกงานคราฟต์ ขนกลับไทยยากแค่ไหนก็จะต้องขนกลับมาให้ได้ ซึ่งวิธีการขนของเราคือจะต้องขนยังไงก็ได้โดยไม่ให้เสียค่าน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม เรามีเทคนิคของเราเองในการแพ็กในการขน

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยถามหา

อย่างแผ่นเหล็กหัวใจ เวลาไปเม็กซิโกเราจะเห็นเขาขายกันเต็มตลาดไปหมด บางคนอาจไม่ได้สงสัยว่ามันคืออะไร แต่เราเองถ้าเกิดความสงสัย เราจะต้องหาคำตอบให้ได้ จนเราไปเจอข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นเหล็กนี้ว่า การแต่งตัวของคนเม็กซิกันในช่วงยุคหนึ่งจะผสมด้วยศิลปะแนวบาโรกอยู่เยอะ ซึ่งความบาโรกที่ว่านี้หมายรวมถึงพวกแพตเทิร์นรูปหัวใจที่ตกแต่งอยู่บนเสื้อผ้าของคนเม็กซิกันในยุคนั้นด้วย โดยรูปทรงหัวใจถือเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้สื่อสารถึงนักบุญต่างๆ จนผ่านมาในยุคหลังๆ รูปทรงหัวใจก็พัฒนามาเป็นแผ่นสังกะสีรูปหัวใจเพื่อเป็นสินค้าจำหน่ายในตลาด 

ทุกวันนี้คนเม็กซิกันเองก็ซื้อแผ่นเหล็กนี่ไปตกแต่งตามบ้านกันนะ หรืออย่างตุ๊กตาเปเปอร์มาเช่ที่เราได้มาจากเม็กซิโกก็มีที่มาที่น่าสนใจ คือในสมัยโบราณจะมีตุ๊กตาที่เรียกว่าลูปิต้า เราจะเห็นตุ๊กตาลูปิต้านี้ได้ตามหน้าห้องพักของผู้หญิงหากิน ซึ่งมันมีความหมายซ่อนอยู่ โดยถ้าห้องไหนมีตุ๊กตาเปเปอร์มาเช่ลูปิต้าวางอยู่หน้าห้อง ก็แปลได้ว่าผู้หญิงหากินห้องนั้นมีนักการเมืองหรือพวกข้าราชการมาจองตัวไว้แล้ว ห้ามใครยุ่งเด็ดขาด พอเรารู้ที่มาของตุ๊กตาแบบนี้แล้ว ก็เลยซื้อกลับมา มันแปลกดี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยซื้อหา

รังโกลี (Rangoli) เป็นศิลปะการวาดภาพในแบบของชาวฮินดูด้วยทรายหรือผงสีของอินเดีย โดยเฉพาะวันเทศกาลดิวาลี (Diwali) ซึ่งเปรียบเทียบได้กับวันปีใหม่ของคนที่นั่น ทุกบ้านจะช่วยกันสร้างลวดลายรังโกลีบนพื้นบ้านอย่างสวยงามกันเต็มที่ เพราะคนที่นั่นเขาถือว่าเมื่อเทศกาลนี้มาถึง เราจะต้องทำความสะอาดบ้าน จัดบ้านให้น่าอยู่ พร้อมสร้างลวดลายที่เต็มไปด้วยสีสันและจุดเทียนสว่างไสว เพื่อที่เทพเจ้าต่างๆ จะได้อยากแวะเวียนเข้ามาให้พรในบ้าน 

หนึ่งในวิธีการสร้างลวดลายของเขาก็คือการเอาแผ่นลวดลายมาขึงบนเฟรมแบบนี้ จากนั้นเอาทรายสีมาร่อนผ่านเฟรมจนเกิดเป็นลวดลายที่พื้น ตอนที่ซื้อแผ่นเฟรมนี้กลับมา เราก็ไม่ได้คิดว่าจะเอากลับมาร่อนสร้างลายที่พื้นบ้านอะไรหรอก เราแค่เห็นว่ามันสวยดีและราคาถูกมากด้วย ก็เลยซื้อกลับมาสามสิบอัน กะว่าจะเอามาแขวนตกแต่งบ้าน นี่เพิ่งแขวนไปได้สี่ห้าอันเอง จำวันที่ไปยืนซื้อที่ร้านได้ คนขายถามเราว่าซื้อไปทำไมเยอะแยะ จะขนไปขายที่เมืองไทยเหรอ 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่หีบห่อ

เวลาไปตามบ้านของคนในอินเดีย เราจะเห็นว่าทุกบ้านต้องมีหีบ จะเอาขนาดไหนล่ะมีหมด ตั้งแต่ขนาดมินิสุดๆ ใช้เก็บเหรียญเก็บเงิน ไปจนขนาดใหญ่ที่เขาใช้เก็บเสื้อผ้าแทนตู้เสื้อผ้าเลยก็มี ซึ่งหีบเหล่านี้ ถ้าย้อนไปในสมัยที่มีการแบ่งแยกดินแดนปากีสถานกับอินเดีย พวกศิลปินในสมัยนั้นจะใช้หีบนี่ล่ะเป็นสัญลักษณ์ของสถานการณ์การแบ่งแยกที่เกิดขึ้น 

ซึ่งในยุคนั้นคนอินเดียเองก็ไม่ได้มีเงินขึ้นเครื่องบินหรือมีทางเลือกที่หลากหลายมากนักในการเดินทาง สายการบินก็ไม่ได้มีเยอะแบบทุกวันนี้ การเดินทางที่คนอินเดียใช้เป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบันจึงเป็นรูปแบบของการเดินทางด้วยรถไฟ และนั่นเลยทำให้การรถไฟของอินเดียมันยิ่งใหญ่มาก เป็นหัวใจเป็นชีวิตของเขาเลยล่ะ เวลาคนอินเดียจะอพยพขนย้ายข้าวของกันทีกับการเดินทางที่ต้องใช้เวลายาวนานเป็นวันเป็นคืน ถ้าขนของใส่กระเป๋าเสื้อผ้าทั่วไป ข้าวของก็คงพินาศแน่ หีบอะลูมิเนียมก็เลยเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุดเพราะมันสมบุกสมบัน จะถูกโยนถูกทับยังไงก็ไม่เป็นไร เราชอบความจุของหีบนี้ ทุกครั้งเวลากลับจากอินเดีย เราเลยต้องซื้อหีบกลับมาด้วย ค่อยๆ สะสมมาทีละใบสองใบ

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยห่อหีบ

หีบใบนี้แต่เดิมเป็นสีเงิน พอซื้อมาจากในตลาด เราก็ไปหาช่างที่ดาร์จิลิ่งให้เพนต์ให้ ตอนส่งหีบให้เขาเราก็ไม่ได้บอกตรงๆ นะว่าเราต้องการลายอะไร เราแค่ให้โจทย์เขาว่าเราอยากได้ลายดอกไม้ที่บอกความเป็นดาร์จิลิ่ง จนผ่านไปหนึ่งคืน เขาก็ยกหีบลายดอกไม้ที่เขาเพนต์เสร็จมาให้เรา ทุกวันนี้เวลาเห็นหีบใบนี้ เราก็จะนึกถึงดาร์จิลิ่งอยู่เสมอ เราใช้หีบใบนี้เก็บของจากอินเดียที่เรามีความทรงจำกับมัน ของบางชิ้นก็ดูไร้สาระมากนะ แต่มันมีคุณค่าทางใจกับเรา

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มจะฉุกคิด

หลังจากไปเที่ยวเม็กซิโกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเม็กซิโกเป็นประเทศที่โฉ่งฉ่างมาก ทั้งสีทั้งเสียงทั้งความอีเหละเขละขละข้างทางของประเทศนี้ที่มันลงตัวสุดๆ ได้อย่างสวยงามแบบไม่น่าเชื่อ แต่จำได้ว่าพอหลังกลับมาจากทริปนั้น ทันทีที่เราเปิดประตูเดินเข้าบ้าน เรายืนมองไปรอบๆ ตัวเอง อยู่ดีๆ เราก็ถามตัวเองขึ้นมาว่า นี่ฉันจะมีข้าวของเยอะแยะไปทำไมเนี่ย ทำไมมันเยอะไปหมดแบบนี้ ทุกวันนี้ทำไมคนเราต้องมีข้าวของเยอะแยะ ทำไมเราต้องอยากได้นั่นอยากได้นี่ เราซื้อมาแล้วและเราก็เก็บมันไว้ในลังในห้องเก็บของ เก็บจนลืม หรือจริงๆ แล้ว การซื้อของเป็นเพียงเพราะเราแค่ต้องการเป็นเจ้าของ แค่นั้นหรือเปล่า พอยืนคิดแบบนั้นแล้ว เราก็พูดกับตัวเองว่า ต่อไปนี้ฉันจะซื้อของที่เกินความจำเป็นให้น้อยลง 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยคิดได้

จากนั้นมา เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองนะ เพราะโดยปกติเวลาไปเดินทาง ระหว่างทางเรามักจะได้ของติดมือติดไม้อยู่เสมอ ของบางชิ้นก็ไร้สาระสุดๆ คือไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ จนหลังจากทริปเม็กซิโกรอบนั้น เวลาไปไหนเราก็จะซื้อเฉพาะสิ่งที่อยากเก็บอยากสะสมจริงๆ พูดกับตัวเองเสมอว่าเราไม่จำเป็นต้องมีทุกอย่างในโลก

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่เดินทาง

รูปแบบงานของเรามันคือการเอาตัวเองออกไปเก็บข้อมูลนอกบ้านเพื่อกลับมานั่งเขียนที่บ้าน โดยปกติ เราเลยเป็นคนที่ใช้เวลาอยู่บ้านเยอะ ไม่เบื่อหรอกนะอยู่บ้าน เพราะชีวิตหลักๆ ของเราก็มีอยู่สองอย่างนี่ล่ะ คือถ้าไม่อยู่บ้านก็ไปเดินทาง เราถือว่าช่วงเวลาเขียนงานอยู่บ้านคือช่วงเวลาหารายได้ของเรา พอหาได้จุดหนึ่งที่เราตั้งไว้แล้ว เราก็เอาเงินไปเดินทางต่อ เป็นวัฏจักรแบบนี้

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เพื่อกลับมาอยู่บ้าน

คนที่ใช้ชีวิตราบเรียบ ไม่ยึดติดไม่กระเสือกกระสนแสวงหาอะไรมากเป็นคนที่โชคดีมากนะ ซึ่งตัวเราเอง คงอีกไกลกว่าจะไปถึงจุดนั้น เพราะทุกวันนี้ถึงเราจะมีความอยากได้นั่นอยากได้นี้ในช่วงระหว่างทางน้อยลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราตัดใจได้ทั้งหมด ซึ่งบางทีไอ้ความที่ยังไม่รู้จักพอแบบนี้เนี่ย มันก็ทุกข์เหมือนกันนะ 

หรืออย่างบ้านเราเอง ถามว่าทุกวันนี้ถ้าต้องเคลียร์ของทั้งหมดออกไปให้กลายเป็นบ้านสีขาวเพลนๆ เลย เราอยู่ได้ไหม เราคิดว่าเราคงอยู่ไม่ได้ เพราะสีสันเหล่านี้มันเติมเต็มชีวิตในแต่ละวันของเรา สำหรับเรา บ้านมันคือที่ที่เราอยู่แล้วรู้สึกปลอดภัย รู้สึกเป็นตัวเองได้มากที่สุดโดยไม่มีใครมาตัดสิน และสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะเดินทางไกลรอบโลกแค่ไหนก็ตาม เราก็ต้องกลับมาบ้านอยู่ดี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load