เมื่อพูดถึง Influencer เราทุกคนคงมีชื่อในใจผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด พูดถึง Content Creator ก็คงมีหลายสิบชื่อที่ยอดวิวหลายล้านในยูทูบ แต่ถ้าถามถึง Influencer ที่ทำงานแบบ Content Creator บนอินสตาแกรม เราเชื่อว่าหลายคนคงจะตีวงแคบเข้ามาจนแทบไม่เหลือ หนึ่งในนั้นคือ นัท-นัทธมน โชคจินดาชัย หรือ นัทควอน เจ้าของไอจี @nkwww หญิงสาวผู้เข้ามาเขย่าวงการการทำสื่อออนไลน์ ด้วยลีลาการทำโฆษณาจากโลกอนาคตที่เธอรับบทเป็นคนทั้งกองถ่าย

‘นัทควอน’ ครีเอเตอร์ผู้คิดงานแบบครีเอทีฟโฆษณาและทำทุกหน้าที่ในกองถ่าย

Sign Up

นัทธมนบอกความลับหนึ่งข้อที่ทำให้เราตกใจว่า เธอเล่นอินสตาแกรมแอคเคาท์นี้มานานกว่า 11 ปีแล้ว 

ในยุคสมัยที่อินสตาแกรมไม่มี Story ไม่มี Reel ไม่มี Live เป็นเพียงอัลบั้มออนไลน์ที่บันทึกเรื่องราวทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่เธอเรียนมัธยม เล่นกีฬา ไปเชงเม้ง ไปทัศนศึกษา สอบติดมหาวิทยาลัย เธอเปิดเผยตัวตนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แม้ฟังก์ชันของอินสตาแกรมไม่ได้หยุดอยู่แค่การลงรูปอีกต่อไป เส้นทางการเปลี่ยนผ่านจากเด็กหญิงนัทธมนสู่นัทควอนที่มียอดติดตามมากกว่า 2 แสนจึงเป็นถนนที่ไม่ชัดเจนเท่าไหร่นักสำหรับเธอ 

“เราค่อย ๆ โตขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ทำให้เรามีสถานะคือ Followers ที่หลั่งไหลเข้ามา เพราะ Followers เป็นคนสร้าง Influencers แรก ๆ อาจจะเป็นเพราะสไตล์ การแต่งตัว ลงรูปอาร์ต ๆ เหมือนแกลเลอรี่ หลัง ๆ เราเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เพราะเราไหลไปตามจังหวะชีวิตมากกว่า แต่ผู้ติดตามนี่แหละที่เริ่มเข้ามาให้ค่างานของเรามากขึ้น”

‘นัทควอน’ ครีเอเตอร์ผู้คิดงานแบบครีเอทีฟโฆษณาและทำทุกหน้าที่ในกองถ่าย

ในยุคสมัยที่อินสตาแกรมมี Story มี Reel มี Live ภาพชีวิตประจำของเด็กวัยรุ่นก็ค่อย ๆ ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นภาพการโฆษณาสินค้าของบรรดาแบรนด์ เริ่มจากการโพสรูปคู่รอให้เราไปกดไลก์ บรรยายสรรพคุณตามสั่งที่ได้รับมอบหมาย จนถึงทำคลิปวิดีโอโปรโมตสินค้าราวกับหนังโฆษณา เพราะอินสตาแกรมเป็นแค่ช่องทางนำเสนอ ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษเรียกลูกค้า แต่ความคิดสร้างสรรค์ของตัวผู้ใช้งานหรือคำฮิต ๆ ที่เราเรียกกันว่า Content Creator ต่างหาก ที่จะบอกได้ว่ารุ่งหรือร่วง โจทย์ของแบรนด์ในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่ประโยคคำสั่ง แต่เป็นประโยคคำถามว่า Content Creator จะผลิตชิ้นงานให้ตอบโจทย์อย่างไร

อาจดูเหมือนเข้าทางนัทธมน เจ้าของรางวัลใหญ่จากเวที B.A.D Student Workshop สนามแข่งของครีเอทีฟรุ่นเยาว์ทั่วประเทศ พ่วงกับการเป็นนิสิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม ที่ร่ำเรียนเรื่องการออกแบบให้ตอบสนองความต้องการมนุษย์จนช่ำชอง เพียงแต่ความจริงไม่ง่ายดายอย่างนั้น

เมื่อชีวิตมาถึงทางแยก วงการโฆษณาแทบจะปูพรมแดงต้อนรับหลังเธอได้รับคำชื่นชมท่วมท้วน ขณะเดียวกัน นัทก็มีผู้ติดตามอยู่ในมือราว 8 หมื่นคน 

“เราอยากเป็นครีเอทีฟ แต่เขาดันหลังให้เราเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เราไม่เคยวางแผนว่าต้องเป็นสิ่งนี้”

หากคุณสงสัยว่าเขาคนนั้นคือใคร เรากำลังจะเฉลยให้คุณทราบในไม่ช้า

Edit Profile

“ตอนที่เขาคิดจะปั้นเรา เขาบอกว่าเราควรมี Identity คนอื่นวาดรูปเก่ง เล่นเกมเก่ง ทำกับข้าวเก่ง แล้วตัวตนของเธอคืออะไร ซึ่งสิ่งเดียวที่เรากำลังฝึกฝนตอนนั้น คือการคิดงานแบบครีเอทีฟโฆษณา” 

ชายหนุ่มผมยาวเซอร์ พัท-นนทพัทธ์ ชลวิทย์ คือเขาคนนั้น ผู้อยู่เบื้องหลังทุกอย่างของนัทควอน

“เราเป็นคนที่ทำงานในมือให้ดีที่สุด ไม่ค่อยคิดถึงเรื่องอนาคต แต่พัทมองเห็นไกลกว่านั้น เห็นภาพใหญ่ เขาเหมือนโค้ชนักกีฬา” นัทรับหน้าที่อธิบายให้คุณมองออกชัดขึ้น

‘นัทควอน’ ครีเอเตอร์ผู้คิดงานแบบครีเอทีฟโฆษณาและทำทุกหน้าที่ในกองถ่าย

สำหรับเธอ งานอินฟลูฯ เคยเป็นงานที่ไม่ทำให้รู้สึกมีคุณค่าหรือภูมิใจในตัวเองได้ จากรางวัลและประสบการณ์ที่เธอมี นัทเชื่อว่าเธอไปได้ดีกว่าในสายงานครีเอทีฟ เพื่อสานต่อความต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมในสเกลที่ใหญ่ขึ้น แต่พัทกลับมองเห็นโอกาสในสิ่งที่เธอถือไว้อยู่ในมือ

“พัทบอกว่าเขาไม่ได้เห็นภาพเราถ่ายรูปรีวิวไปวัน ๆ แต่เราครีเอทีฟต่อยอดได้ ทำไมไม่ลองให้สุดทาง เขาใช้เวลากล่อมเราอยู่หลายเดือน เขาเข้ามาวางกลยุทธ์ให้เราทำอินฟลูเป็นงานประจำ เขาสร้างแบรนด์ให้เรา เช่น จากไม่รูปเลย 3 เดือน ต่อไปนี้เธอต้องลงรูปอาทิตย์ละ 2 ครั้งนะ แล้วเขาก็ช่วยทำ Proposal ให้ถ้ามีงานถ่ายรูป แล้วก็ขอทำคลิปวิดีโอด้วยได้ไหม เหมือนเป็นการขอโอกาส” 

ผู้คนมักเข้าใจว่าอินฟลูฯ คือคนที่มียอดผู้ติดตามเยอะ มีหน้าที่ในการรับงาน ลงรูป รับเงิน แค่นั้นจบ และพื้นที่ของ Content Creator คือยูทูบ ไม่ใช่อินสตาแกรม การทำคลิปวิดีโอในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ จึงเป็นเรื่องที่ใหม่มากในตอนนั้น นัทไม่ได้ต้องการแค่เอารูปมาลงเหมือนคนอื่น แต่เธออยากใส่ความเป็นตัวเองลงไปในงาน ผ่านการเล่าเรื่องที่มีสไตล์ไม่เหมือนใคร เพราะสิ่งที่เป็นอาวุธของเธอ คือการคิดงานแบบครีเอทีฟโฆษณา 

ทำไมต้องตั้งใจทำงานทุกขั้นตอนขนาดนั้น – เราถาม และพัทเป็นคนแก้คำถามให้

“เราว่าไม่ใช่ถามว่าทำไม แต่เพราะเราเป็นแบบนี้ ทำงานแบบนี้ คนถึงมาจ้าง การทำบรีฟด้วยการคิดทุกขั้นตอน ไอเดียของคลิปนี้คืออะไร Target มี Insight แบบไหน Product นี้เหมาะจะ Ride on เทรนด์อะไร นี่แหละคือ Branding ของเรา  มันคือทุกความสามารถที่เรามีและทุกความอยากทำ ต่อให้เหนื่อย แต่มันก็สนุกมาก”

หลังผ่านการตระเวนตอบคำถามว่า ‘นิยามสิ่งที่นัทควอนทำอยู่ว่าอะไร?’ มาเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง พัทให้คำตอบที่ต่างออกไปกับเราว่านัทไม่ใช่ทั้ง Influencer และ Content Creator 

ในมุมมองของโค้ชนักปั้นที่มองเห็นนัทควอนจนถึงแก่น “นัทเป็นแค่คนที่อยากทำอะไรด้วย Creativity ซึ่งมันทำอะไรไปเรื่อยก็ได้ พอใช้คำว่าอินฟลูฯ มันเหมือนเราตีกรอบตัวเอง เราอาจจะเป็นแค่คนที่มี Followers เยอะ เป็นคนที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในโลกโซเชียล”

หากคุณเริ่มสงสัยอีกครั้งว่าทำไมพัทจึงเป็นโค้ชที่เก่งกาจและกล่อมเกลานัทควอนได้สำเร็จ 

ก็เพราะว่าเขาคือเจ้าของรางวัลใหญ่ที่สุดจากเวที B.A.D Student Workshop สนามแข่งของครีเอทีฟรุ่นเยาว์ทั่วประเทศในปีเดียวกัน

คุยกับ ‘นัทควอน’ (@nkwww) ถึงเบื้องลึกคนทำงาน คลิปโฆษณาที่ทั้ง Feed สั่นสะเทือน และชายผู้ผลักดันให้เธอเป็นเธอ
คุยกับ ‘นัทควอน’ (@nkwww) ถึงเบื้องลึกคนทำงาน คลิปโฆษณาที่ทั้ง Feed สั่นสะเทือน และชายผู้ผลักดันให้เธอเป็นเธอ

Posted!

หลายคนมองผิวเผินแล้วยังคิดว่าสิ่งที่เธอทำเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้ โปรดตั้งใจฟังกระบวนการที่นัททำเองทั้งหมด หลังได้รับโจทย์จากลูกค้าที่ให้เพียงข้อมูลผลิตภัณฑ์กับ Key Message เพียงเท่านั้น (ใส่ทำนองได้ตามชอบ)

“เรามีหน้าที่คิดต่อ คิดไอเดียจาก Benefit ของสินค้า ให้มีลูกเล่นการนำเสนอที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละคลิป ไอเดียที่เชื่อมโยงกับสินค้าคือหัวใจที่ทำให้คนดูจดจำแบรนด์ไปพร้อมกับเรา งั้นเราจะทำไอเดียนี้ให้เห็นภาพยังไง เอาสตอรี่ไลน์มาแตกเป็นช็อต เป็นสตอรี่บอร์ด ถ่ายแบบไหนบ้าง บางทีก็ถ่ายมาเลยทุกระยะ เพื่อให้ตัดสลับกันได้ คิด Transition ว่าจะเชื่อมซีนแบบไหน แล้วก็เตรียมทุกอย่างเองหมด หาโลเคชั่น หาชุด ทำพร็อพ โดยต้องคุมให้อยู่ใน Corporate Identity ของแบรนด์ 

“แล้วก็มาถึงขั้นตอนการถ่ายทำ ซึ่งกินพลังมาก อุปสรรคเยอะมาก คลิปแค่ 1 นาที แต่เราถ่าย 6 – 10 ชั่วโมง เราทำทุกอย่างเองคนเดียวเป็นปี เริ่มจากนั่งอยู่ในครัวร้อน ๆ มือซ้ายถือสินค้า มือขวาประคองรีเฟลกซ์ เท้าก็หนีบขาตั้งกล้อง แล้วถ้าแสงหมดทำยังไง ก็ต้องเริ่มใหม่ เราละเอียดในขั้นตอนนี้มาก เพราะเราไม่ได้เป็นแค่นักแสดง เราต้องกำกับ เช็กฟุตเทจ สคริปต์ก็ต้องท่อง ถ้าแววตากังวลนิดหน่อยก็ดูออกแล้ว แค่เทโปรดักใส่มือก็ถ่ายเป็นสิบ ๆ เทก เพราะเราสั่งให้ตัวเองเล่นใหม่อีกกี่ครั้งก็ได้ พูดคำว่าถ่ายใหม่จนชิน กว่าจะได้เทกที่ใช่ หรือต่อให้เจอเทกที่ใช่แล้วแต่แสงตอนเย็นดีกว่า เราก็ลุกมาถ่ายใหม่ เหมือนมีคนมาสะกดจิตว่าต้องทำให้ดีที่สุด”

นัทควอนหยุดพักหายใจเพียงเล็กน้อย พร้อมกันกับที่คุณเองคงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เมื่อรู้ว่าเธอยังว่าต่อไม่หมด

“จนเราเริ่มมาถึงสเกลที่ถ่ายคนเดียวไม่ได้ เช่น ตอนเราเดินนอกสถานที่ มันเล่าเรื่องเยอะขึ้น ก็เลยให้พี่เลี้ยงช่วยถ่าย การเดินทะลุเสาครั้งหนึ่งเราเดินไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง คูณไป 7 ชุด ไป 9 โลเคชั่น 3 จังหวัดใน 1 คลิป มีอุปสรรคมาก ฝนตกก็กลับไปรอถ่ายที่โลเคชั่นเดิม 4 วันติด มีคลิปหนึ่งไฟล์เสียต้องถ่ายใหม่ 3 ครั้ง เราร้องไห้เลย หรือเรื่องความอันตราย ก็มีฉากที่เราต้องวิ่งบนสะพานทะเลสาปลึก 30 เมตร ซึ่งเราว่ายน้ำไม่เป็น คนดูแลก็ยังบอกว่ารับผิดชอบไม่ได้นะถ้าเราเป็นอะไรไป แต่เราก็ต้องวิ่งเพราะถ้าเดินมันจะไม่มีไดนามิก เราเลยรู้สึกว่าสิ่งที่ทำให้งานของเรามันเวิร์ก คือความพยายาม”

เสียงแอร์ดังหึ่งเหมือนรอให้ใครสักคนปรบมือให้กับความพยายามนั้น เพียงแต่เป็นพัทอีกครั้งที่มักจะเอ่ยเสียงเรียบด้วยประโยคที่ทำให้นัทได้ฉุกคิด บ่งบอกถึงการมองเห็นภาพใหญ่ของเขาได้เป็นอย่างดี

“เรารู้สึกว่าเขาเป็น Perfectionist ซึ่งไม่ใช่ในเรื่องที่ดี หมายถึงหลาย ๆ เรื่อง อย่างไปเดินบนสะพาน บอกว่าฮาร์ดเวิร์กแต่อันตรายมันก็ผิด ชีวิตคนเรามันต้องสำคัญกว่าการทำงานอยู่แล้ว”

คุยกับ ‘นัทควอน’ (@nkwww) ถึงเบื้องลึกคนทำงาน คลิปโฆษณาที่ทั้ง Feed สั่นสะเทือน และชายผู้ผลักดันให้เธอเป็นเธอ

นัทไม่เพียงเอาหน้าที่ทุกตำแหน่งในกองถ่ายมากองไว้ที่เธอเพียงคนเดียว สิ่งหนึ่งที่เธอยังละวางไม่ได้คือการตัดต่อ เพราะเธอเชื่อในจังหวะของตัวเองมากกว่าใคร และต้องการให้ภาพออกมาอย่างที่คิดไว้ทุกอย่าง ขณะที่พัทมองว่านี่ไม่ต่างอะไรกับการไม่เชื่อใจคนอื่น ซึ่งเป็นข้อเสียที่นัทเองพยายามแก้ไข

“พอเราทำอะไรแปลก ๆ คนดูก็จะลุ้นว่างานหน้าเราจะขายอะไร เป็นหนึ่งในคำตอบว่าทำไมเราต้องตั้งใจทำคลิป เรารู้สึกว่าดูถูกคนดูไม่ได้ เราอยากให้คนเห็นว่าเราตั้งใจ จริงจังกับอาชีพ จริงใจกับคนดู เราไม่ได้รับเงินเยอะ ๆ มาง่าย ๆ คนอื่นคงไม่เคยรู้ แต่ความกดดันมันเพิ่มขึ้น เราต้องไปให้ถึงความคาดหวังของตัวเอง แล้วก็ต้องไปให้ถึงความคาดหวังคนอื่น ถึงเขาจะไม่ได้ขอ แต่เวลาเขาพิมพ์ว่าไม่เคยผิดหวังเลย ดีขึ้นทุกครั้ง เรารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างคอยบอกว่าเราต้องทำให้แกรนด์กว่านี้

“เราว่ามันผูกกับอีโก้เราส่วนหนึ่ง มันเป็นจิตใต้สำนึก คนดูจะมองงานเราเปลี่ยนไปไหม เขาจะคิดว่าเราเก่งน้อยลงไหม ถ้าเราไม่ทำงานเอง เพื่อนเราบางคนคิดว่าอินฟลูฯ เป็นงานง่าย ๆ สบาย ๆ แต่ลองคิดถึงกองหนังโฆษณาว่ามันมีกี่อาชีพ กี่ตำแหน่ง กี่คน หน้าที่ของคนทั้งบริษัทต้องมาอยู่ในคนคนเดียว มันเหนื่อยมากนะ”

การขยายทีมจึงเป็นสเต็ปต่อไปที่จำเป็นของพวกเขา มีอีกหลายสิ่งอย่างที่ทั้งพัทและนัทฝันอยากทำ วิดีโอในอินสตาแกรมเป็นเพียงผลลัพธ์หนึ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ในอนาคตพวกเขาอยากแปลงไอเดียให้กลายเป็น Activation ทำในสิ่งที่ใหญ่กว่าแค่จอมือถือ นอกจากต้องพิสูจน์ให้ใครต่อใครเห็นว่ามีศักยภาพมากพอ นัทกระซิบกับเราว่าเธอพร้อมรับสมาชิกใหม่มาร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน

“เราอยากรวย เลี้ยงหมา เลี้ยงแมว ไปเที่ยว ซึ่งอาชีพนี้มันทำได้นะ” นัทว่า

“จริง ๆ มันก็เป็นหน้าที่ผมด้วยแหละ” พัทสานฝัน

“หน้าที่ในการพาไปเที่ยวเหรอ เปล่า เคี่ยวเข็นในการทำงาน เขาเป็นคนคิด ส่วนเราทำหน้าที่เป็นก้อนหิน” เธอหัวเราะร่วน

Met you at your worst. But still thought you were the best.

พัทอธิบายเสริม ก่อนที่คุณจะเข้าใจเธอผิดไปมากกว่านี้

“นัทไม่ค่อยมีเวลาคิดภาพใหญ่ ๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องชีวิต ซึ่งเรามองเห็นว่ามันมีหลายอย่างที่ทำได้ อย่างงานเราก็ไม่ได้อยากช่วยเขาแค่คลิปเดียว แต่เราจะเสนอวิธีคิดให้เขาเอาไปต่อยอด”

เล่าย้อนไปก่อนที่เราจะเปิดบทสนทนา สมุดบันทึกเล่มเล็กของนัทควอนเต็มไปด้วยคำตอบที่เขียนด้วยมือ จากชุดคำถามที่เราส่งให้ดูเบื้องต้น นัทสารภาพกับเราว่าเธอค่อนข้างประหม่าทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์จึงต้องทำการบ้านอย่างหนัก แต่จะมั่นใจขึ้นมาหากมีพัทอยู่ด้วย และเธอเองเป็นคนระบุความต้องการว่าถ้าวาระการพูดคุยของวันนี้คือ @nkwww ยังไงก็ต้องมีพัท 

ความต่างของคนทั้งคู่คือพัทเป็นคนขวนขวายเรียนรู้สิ่งใหม่ ไม่เคยหยุดนิ่ง ทั้งศึกษางานเขียน เรียนการแสดง เวิร์กชอปจัดดอกไม้ ชงดริปกาแฟ หรือคอยส่งประกวดงานโฆษณาอยู่เนือง ๆ ตัดภาพมาที่ฝ่ายหญิง ผู้กลัวเสมอเวลาต้องพบเจออะไรใหม่ ๆ 

เราจึงถือโอกาสถามสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้จากกันและกัน 

นัท : เราชอบกังวลถึงผลลัพธ์ ตอนจะมาสัมภาษณ์ เราก็กังวลว่าเราจะตอบได้ไหม ทั้งที่ถ้าคิดแบบเขา ก็แค่เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ เราเรียนที่จะไม่รู้ ไม่ต้องกลัวว่าเราจะดูโง่ไหม แล้วก็เรื่องความผิดพลาด เราไม่เคยพอใจในงานไหนร้อยเปอร์เซ็น เวลาย้อนไปดูงานเก่า ๆ เราเห็นแต่ข้อผิดพลาด ไม่สามารถปล่อยผ่านได้ พัทเป็นคนคอยเตือนสติเราว่ามันไม่ได้ทำให้ Performance ต่างไป เขาทำให้เราปล่อยวาง กล้าที่จะผิดพลาด

พัท : เรียนรู้การทำงานกับอีกคน อย่างที่เห็นว่าเราต่างกันมาก แต่เราได้รู้จัก Empathy (ความเข้าอกเข้าใจ) ทุกคนไม่ใช่แบบเรา เรามีข้อเสีย เขามีข้อดี ต่างคนต่างมีและไม่มี ทุกคนแตกต่างกัน แค่เอาใจเขามาใส่ใจเรา 

นัท : เวลามีคนถามในไอจีว่าอยากเป็นคนแบบไหน เราจะตอบว่าอยากเป็นคนที่พึ่งพาคนอื่นให้น้อยลง พึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น แต่พอมาคิดดู มันก็ไม่ค่อยดีนะ สำหรับงาน คือมันไม่พอใจแหละ แต่ต้องเรียนรู้ที่จะพอใจ เรามีปมกับคำว่า ตัวเองมีคุณค่าไม่พอตลอด มันเป็นอีกอย่างที่ได้เรียนรู้จากพัท เขาโชว์ให้เราเห็นว่าคุณค่ามันมีอยู่ในทุกอย่าง ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราเห็น ไม่ได้มีแค่เส้นทางเดียว อย่างที่เราเคยคิดว่าถ้าทำงานเอเจนซี่เราคงจะเปลี่ยนแปลงสังคมในสเกลที่ใหญ่กว่าได้ ถึงงานที่ทำอยู่ตอนนี้มันจะสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมที่เล็กลง แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราทำได้ในฐานะคนที่มีสื่ออยู่ในมือ

คุยกับ ‘นัทควอน’ (@nkwww) ถึงเบื้องลึกคนทำงาน คลิปโฆษณาที่ทั้ง Feed สั่นสะเทือน และชายผู้ผลักดันให้เธอเป็นเธอ
คุยกับ ‘นัทควอน’ (@nkwww) ถึงเบื้องลึกคนทำงาน คลิปโฆษณาที่ทั้ง Feed สั่นสะเทือน และชายผู้ผลักดันให้เธอเป็นเธอ

Keep roll

พูดถึงแรงกระเพื่อมในสังคมที่เธอว่า เมื่อ 3 ปีก่อนนัทได้ทำโปรเจกต์ Flaws ขึ้นมา โดยหยิบเรื่องไม่ลับอีกอย่างของนัทควอนคือสิวกว่าร้อยเม็ดบนใบหน้า มาสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ติดตามของเธอหันมาโอบกอดตำหนิบนร่างกาย เป็นพัทอีกครั้งที่ผลักดันให้เธอทำมันอย่างจริงจังและสื่อสารออกไปในวงกว้าง เพราะเขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคมได้ไม่มากก็น้อย

แม้ในวินาทีที่เราคุยกันนี้ ทัศนคติต่อความสวยงามของพวกเขาจะเปลี่ยนไป แต่ยังคงไว้ซึ่งการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคมอยู่เช่นเคย ทั้งคู่ให้ความคิดเห็นต่อโปรเจกต์ของตนว่า “ยุคนี้ไม่ควรเรียกรอยสิว จุดด่างดำ ว่า Flaws (ตำหนิ) อีกแล้ว มองมันเป็นสิ่งธรรมดาได้ไหม มันยังไม่ไปถึงความสวยงามหรอก เพราะมันเป็นสุขภาพผิวที่ไม่ดี แต่มาถึงจุดหนึ่งมันก็วัดไม่ได้ว่าใครสวยกว่าใคร”

จากคนที่เคยผูกคุณค่าในตัวเองไว้กับความคิดเห็นของคนอื่น รู้สึกเก่งก็ต่อเมื่อคนอื่นบอกว่าเก่ง และต่อให้เก่งจริง ๆ ก็จะคิดว่าแค่โชคช่วย หลังได้เห็นกระแสตอบรับจากโปรเจกต์นี้ เช่น เรื่องของผู้ติดตามที่เคยเกลียดหน้าตัวเองจนไม่กล้าถ่ายรูปตัวเอง แต่กลับมาจากทริปล่าสุดพร้อมรูปเป็นอัลบั้ม เรื่องของผู้ติดตามที่เคยปิดบังหน้าจากคนอื่นด้วยความไม่มั่นใจ และมีผู้ติดตามเดินทางมาพบเพื่อขอบคุณเธอด้วยตัวเอง เธอก็เริ่มภาคภูมิใจกับการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เมื่อได้ยินว่า การติดตามตัวตนและผลงานของนัทควอน ไม่ได้ทำให้ตกหลุมรักนัทควอนเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังได้ย้อนกลับมารักตัวเองด้วย 

คุยกับ ‘นัทควอน’ (@nkwww) ถึงเบื้องลึกคนทำงาน คลิปโฆษณาที่ทั้ง Feed สั่นสะเทือน และชายผู้ผลักดันให้เธอเป็นเธอ

“ก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่าการมียอดติดตามเยอะ มันก็คงชี้นำคนได้เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เราเคยถาม Followers ว่าเรามีอิทธิพลต่อเขายังไง แล้วเราก็ได้คำตอบที่ทำให้เราทึ่งมาก เขาเอาตัวตนเราไปเป็นพลังงานมากกว่าที่เราจินตนาการไว้ ตอนที่เราลงรูปอ่านหนังสือสอบ มีคนเอารูปเราไปเป็นแรงฮึด ตอนที่เราเข้ามหาลัยแล้ว มันมีผลกับการเลือกคณะของเขา ตอนที่เราทำแอดให้ดีที่สุดก่อนจะปล่อยออกไป เขาก็มีกำลังใจในการทำสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีที่สุดตาม และขอบคุณที่เราทำงานให้เกียรติคนดู การที่เขาได้เห็นเราตลก ก็ทำให้เขาได้มีวันที่ดีไปด้วย หรือตอนที่เราเหนื่อยจนร้องไห้ ก็มีคนส่งเข้ามาขอบคุณที่เปิดเผยด้านนี้ให้เห็น ให้รู้ว่าเขาไม่ได้เหนื่อยอยู่คนเดียว เรามีอิทธิพลกับเขาแม้เราจะไม่ตั้งใจ เราเลยรู้สึกว่าเราไม่ได้มีอิมแพคแค่ให้คนซื้อของตาม ทำผมตาม แต่งตัวตาม ตัวตนและผลงานของเรามันไม่ใช่แค่เรื่องของเราคนเดียวอีกแล้ว”

ด้วยความแปลกใหม่และความพิถีพิถันที่สะท้อนออกมาในงาน ไม่แปลกที่เธอจะได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรสอนเรื่องการทำสื่อ เพียงแต่กลับมาหารือกับพัทเมื่อไรก็ไม่เคยเป็นผล เทคนิคของเธอไม่มากความ ไม่มีการตัดต่อที่แพรวพราวโลดโผน วิธีคิดที่เธอใช้ได้มาจากการตกผลึกตัวตนของเธอเองทั้งสิ้น สิ่งแรกที่นักอยากทำสื่อทุกคนเริ่มได้ทันทีคือการกลับไปพูดคุยกับคนในกระจกว่า เป็นใคร เป็นคนแบบไหน ชื่นชอบอะไรเป็นพิเศษ หากเราถามตัวเองอย่างจริงจัง พัทยืนยันว่าไม่มีทางที่จะไม่รู้

แพสชันและการตื่นมาด้วยไฟในการทำงานอย่างแรงกล้า อาจเป็นเรื่องเพ้อฝันที่มีไว้สำหรับคนโชคดี สำหรับพวกเขา การที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรแล้วได้ลองทำมัน แค่อย่างสองอย่าง ก็เพียงพอแล้ว

คุยกับ ‘นัทควอน’ (@nkwww) ถึงเบื้องลึกคนทำงาน คลิปโฆษณาที่ทั้ง Feed สั่นสะเทือน และชายผู้ผลักดันให้เธอเป็นเธอ

ภาพ : นัทและพัท

ติดตามนัทควอนได้ที่ 

Instagram : nkwww

YouTube : NKW

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

เมื่อวันก่อน (24 สิงหาคม 2565) หลายคนคงโยกกันจนเอวเคล็ดกับเพลง bad guy ในคอนเสิร์ตของ Billie Eilish 

ถัดไปก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน San Cisco วงดังจากออสเตรเลีย ก็บินลัดฟ้ามาเล่นคอนเสิร์ตนอกประเทศในรอบ 3 ปีที่งาน Maho Rasop Experience #1 

มีคนน่าอิจฉาจำนวนมากที่ได้ดูศิลปินโปรดสมใจในประเทศบ้านเกิด

แต่มีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ชอบโกงกาลเวลา ด้วยการบินไปดูด้วยตาที่ประเทศอื่นเสียเลย!

ก่อนอื่น ต้องบอกว่าบทความชิ้นนี้มีต้นเรื่องเป็นบุคคลนิรนาม สารภาพอย่างสัตย์จริงว่าแม้เราจะพูดคุยกับเขา เขียนเรื่องของเขา เราเองก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มีหน้าค่าตาอย่างไร นอกเสียจากนามแฝง ‘เฮีย’ ที่บรรดาคนฟังดนตรีในยุคนี้น้อยนักจะไม่เคยได้ยินชื่อ

ใบ้ให้นิดหน่อยก็แล้วกันว่า คนคนนั้นเป็นเจ้าของเพจ H… #กรุงเทพเมืองคอนเสิร์ต #ไทยแลนด์แดนเฟสติวัล

หากย้อนกลับไปหลายปี สมัยที่เพจของเขาเพิ่งตั้งไข่ การรีวิวเทศกาลดนตรีต่างประเทศถือเป็นเรื่องใหม่มาก ตั้งแต่ตีตั๋วเข้าไปดู จนถึงประสบการณ์ติดมือกลับบ้าน ถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่าเขากลายเป็นเพจเกี่ยวกับคอนเสิร์ตแถวหน้าที่เก่งนักเรื่องสปอยล์ให้ใจเต้น จนต้องขอร้องว่าช่วยพอได้แล้ว

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการคาบข่าวมาบอกประหนึ่งวงใน คือความรักในเสียงเพลงและเรื่องเล่าผ่านเพจ ที่นำพาให้เขาได้รับเลือกเป็นสื่อคนเดียวของไทย ในเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Glastonbury Festival 2022

คุยกับเฮียเพจ hear and there ดูโชว์มากสุด 300 ศิลปินต่อปีจนถึงวันที่ได้บัตร Glastonbury
คุยกับเฮียเพจ hear and there ดูโชว์มากสุด 300 ศิลปินต่อปีจนถึงวันที่ได้บัตร Glastonbury

The less I know the better

เราเริ่มต้นด้วยการขอให้ปลายสายแนะนำตัวเอง ไม่ใช่ชื่อจริง-นามสกุล แต่ในฐานะ ‘เฮีย แห่งเพจ hear and there’

ความจริงคือเขาไม่ได้ตั้งใจจะเป็น เฮีย ของทุกคนตั้งแต่แรก แต่เกิดจากบรรดาลูกเพจที่มอบฉายานี้ให้กับเขา เพี้ยนมาจากการเรียกสั้น ๆ ว่า เพจเฮีย

ส่วนที่มาก็ตรงตามความหมาย Hear คือการฟังเพลง There คือหลังฟังเสร็จแล้ว เขาก็จะไปดูคอนเสิร์ต 

เป็นธรรมดาที่ทุกเพจจะมีช่วงที่กราฟนิ่ง ๆ ไม่ค่อยขยับ ไม่ค่อยเป็นที่พูดถึง เขาเลยหยิบฉายานี้มาสร้างคาแรกเตอร์ให้ตัวเอง มีการตั้งสเตตัสชวนลูกเพจพูดคุยกันมากขึ้น ต่างจากตอนแรกที่จะเป็นเพจรีวิวเทศกาล และคอยอัปเดตข่าวสารดนตรีต่างประเทศเท่านั้น

เมื่อถามว่าเขารู้สึกยังไงที่ต้องใช้ชีวิตภายใต้นามแฝงนี้ 

“เราเป็นลูกคนจีน ปกติญาติพี่น้องก็เรียกเฮียอยู่แล้วครับ” คำตอบของเขาพาเราหัวเราะตามไปด้วย 

“รู้สึกว่ามันดูเป็นกันเอง ทุกวันนี้ก็ชอบมีลูกเพจเหงาแล้วทักมาคุยแชทเยอะมาก บางคนอยากไปเฟสติวัลไหนก็ส่งมาถามว่าเฮียเคยไปไหม เข้ามาปรึกษาปัญหาความรักก็มี (หัวเราะ) เราได้ลูกเพจเป็นเพื่อนเยอะเหมือนกัน จริง ๆ ก็ให้อารมณ์เหมือนเราเป็นดีเจออนไลน์”

เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่เพจถือกำเนิด จากคำชักชวนของเพื่อนที่เห็นเขาตระเวนดูคอนเสิร์ตอย่างบ้าคลั่ง แบบที่ไม่สมควรเก็บเรื่องเล่าไว้กับตัวเพียงคนเดียว บวกกับเชื้อไฟอีกอย่างคือความขี้เกียจตอบคำถามรายบุคคล ก็เปิดเพจเล่า How to ไปเทศกาลมันให้รู้แล้วรู้รอด

เฮลโหลลลลลล ตื่นเต้นมาก อีกแป๊ปก็จะถึง Coachella อีกแล้ว ปีนี้ Weekend 1 จัดวันที่ 13-15 เมษา ส่วน Weekend 2 วันที่…

โพสต์โดย hear and there เมื่อ วันพุธที่ 28 มีนาคม 2018

Feels like we only go backwards

ในยุคแรกเพจของเขาจึงเต็มไปด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ต้องใช้เงินเท่าไร เดินทางไปยังไง มีอะไรอร่อยที่ไม่ควรพลาด สื่อสารกับคนที่รักการไปเทศกาลเช่นเดียวกับเขา รวมถึงคนที่ยังไม่บรรจุคอนเสิร์ตต่างประเทศเข้าไปในบักเก็ตลิสต์ เพราะสิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่ความสนุกสนาน แต่วัฒนธรรมที่หลากหลายของแต่ละพื้นที่จะทำให้คุณมีประสบการณ์ชีวิต

จากนั้นไม่นาน โควิด-19 ก็เข้ามาทำให้การดูดนตรีหยุดชะงัก เป็นกิจกรรมท้าย ๆ ที่ถูกผ่อนปรนมาตรการด้วยซ้ำไป เฮียเล่าว่า 2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่เขารู้สึกเหี่ยวแห้ง คอนเทนต์ในเพจจึงเหลือเฉพาะแค่การแนะนำเพลงใหม่ อัลบั้มใหม่ รวมถึงการ Live from Home

ตัดภาพมาปัจจุบัน เฮียลงเพจเกือบทุกวันราวกับอัดอั้น 

ไม่ว่าเมื่อไรที่คุณเลื่อนหน้าฟีดเฟซบุ๊ก คุณจะพบคอนเทนต์ของเขาเสมอ เฮียคงไม่รู้หรอกว่าเขาโด่งดังขนาดไหน แต่อิทธิพลและความน่าเชื่อถือของเขา ก็ทำให้ทั้งไทม์ไลน์สั่นสะเทือนเพียงบอกใบ้ศิลปินด้วยตัวอักษรแค่ 1 ตัวเท่านั้น 

เฮียยอมรับว่าเพจของเขาเดินทางมาไกลมากพอ ๆ กับกระแสความนิยมไปดูคอนเสิร์ตของคนไทยที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

หากผู้อ่านเป็นคนที่กำลังติดตามเพจนี้อยู่ ไม่ต้องห่วง เราบอกเขาแล้วว่าให้หยุดประกาศ แต่เขาเองก็หยุดการมาของคอนเสิร์ตไม่ได้

“เรากำลังจะกลับไปเป็นเหมือนปี 2019 ที่คอนเสิร์ตในไทยพีกมาก ๆ มีคนที่ร้องโอดโอยว่าพอแล้ว ไม่ต้องมาแล้ว ซึ่งตอนนี้มันกำลังจะกลับไปเป็นแบบนั้น 

“ก่อนหน้านี้คอนเสิร์ตในไทยไม่ได้บูมขนาดนี้ เราคุยกับผู้จัดก็คือตั้งแต่เขาจัดมาเป็นสิบ ๆ ปี คอนเสิร์ตในไทยคือมาไกลมาก คนคงอยากไปเจอศิลปินที่ชอบ อยากไปฟังเขาร้องสด ๆ ไม่ได้อยากฟังเขาร้องดิจิทัลอย่างเดียว

“แต่เอาจริง ๆ เศรษฐกิจไทยไม่ได้เอื้ออำนวยให้มีคอนเสิร์ตได้เยอะ คนไม่ได้มีกำลังซื้อ เขาอาจจะชอบศิลปินทั้งหมดเลยที่มา แต่โอเค ฉันต้องเลือกเพราะมีเงินแค่นี้ ซึ่งถ้าประเทศไทยเศรษฐกิจดีหรือรัฐบาลสนับสนุนงบ คนในประเทศก็อาจจะไปดูคอนเสิร์ตมากขึ้นก็ได้” 

ขนาดว่าคนยังไม่มีกำลังซื้อ หลายคอนเสิร์ตในช่วงครึ่งปีหลังก็ขายบัตรหมดกันเทน้ำเทท่า ไม่แน่ใจว่าตัดสินใจถูกไหมที่ถามออกไป แต่ไหน ๆ ก็ได้คุยกับนักสปอยล์สักที เราใช้โอกาสนี้ถามเขาว่าช่วงสิ้นปียังเหลืออีกกี่คอนเสิร์ต 

อีกเป็น 10 ที่ยังไม่ประกาศคือคำบอกใบ้ของเขา พ่วงกับคำว่า “ก็น่ากลัวอยู่เหมือนกันครับ” ที่ทำให้คนฟังต้องกลับไปเช็กยอดเงินในกระเป๋า ติดตรงที่ของจริงมันจะไม่ใช่ปีนี้

“เราว่าปีนี้เผาหลอก ปีหน้าคือเผาจริง ศิลปินใหญ่ ๆ จะมาปีหน้าหมด” ฟังจบแล้วขอตัวไปปาดเหงื่อ 1 ที

คุยกับเฮียเพจ hear and there ดูโชว์มากสุด 300 ศิลปินต่อปีจนถึงวันที่ได้บัตร Glastonbury

Yes, I’m changing

เฮียบอกกับเราว่าเขาทำเพจนี้เพียงคนเดียว ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดลงบนเพจ ถึงกับเลิกเล่นอินสตาแกรมส่วนตัวของตัวเองไปเลย 4 ปี

ชีวิตตอนนี้มอบให้ hear and there เลยเหรอ – เราถาม

“ใช่ครับ จริง ๆ เพจนี้สร้างอาชีพให้เรานะ เหมือน Love What You Do เราได้ร้านแผ่นเสียงมาจากการทำเพจ”

ที่พูดอย่างนั้นเพราะอีกขาหนึ่งนอกจากเป็นเฮียของทุกคนแล้ว เขายังเป็นพ่อค้าแผ่นเสียงร้าน h records ที่ก็ทำเองคนเดียวอีกเหมือนกัน ถือเป็นอาชีพท่อน้ำเลี้ยงให้ได้มีโอกาสไปดูดนตรีที่เขาใฝ่ฝัน และยังเป็นงานที่รายล้อมไปด้วยเสียงเพลงที่เขารัก ลำพังหวังพึ่งรายได้จากการทำเพจคงจะไม่พอ (แม้ตัวตนของเขาจะถูกปิดเป็นความลับก็จริง แต่หากเป็นเรื่องค้าขาย เขายินดีเปิดเผยเต็มที่)

“เราแทบไม่ได้เงินจากการทำเพจเลย เหมือนทุกอย่างเราทำเพราะความฝัน เพราะความรักทั้งนั้น 

“เราเป็นคนชอบฟังเพลงมาก ชอบไปคอนเสิร์ตมาก ชอบไปเฟสติวัลมาก ๆ คิดว่าเราทำเพจนี้ได้ไปจนตายเลย เพราะตอนนี้ชีวิตกำลังอยู่ในจังหวะที่โอเค พอมีรายได้จากการขายแผ่นเสียง แล้วก็ได้ไปเฟสติวัลที่อยากไป ได้ดูคอนเสิร์ตที่อยากดู ได้ฟังเพลงที่อยากฟัง ได้ใช้ชีวิตที่อยากใช้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว”  

คุยกับเฮียเพจ hear and there ดูโชว์มากสุด 300 ศิลปินต่อปีจนถึงวันที่ได้บัตร Glastonbury
คุยกับเฮียเพจ hear and there ดูโชว์มากสุด 300 ศิลปินต่อปีจนถึงวันที่ได้บัตร Glastonbury

หลังคุยกันมาเนิ่นนาน ก่อนจะมาเป็นเฮียที่ฝันอยากดูคอนเสิร์ตไปจนวันตาย เราชวนเขาคุยถึงเด็กชายในความทรงจำจนได้ความว่า ตัวเขาในวัยเยาว์ก็หมดเงินไปกับซีดีเพลงและเทปเยอะมาก ราว ๆ 500 ชิ้น 

เฮียเป็นคนชอบฟังเพลงมาตั้งแต่มัธยม ฝึกทักษะภาษาอังกฤษจากการซื้อเทปเพลงสากลมาฟังแล้วแกะเนื้อเอง ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ยุคนั้นเป็นยุคของ Spice Girls หรือ Radiohead หากมีโอกาสไปเจอศิลปินไทยที่ร้านทาวเวอร์เรคคอร์ดในตำนาน เขาก็ถือแผ่นซีดีไปขอลายเซ็นเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป

“เราชอบดู Channel V ชอบโทรไปหาพี่ VJ ตะแง้ว ชอบฟังเพลง ชอบดูสถิติว่าเพลงไหนขึ้นอันดับ 1 แต่มาเริ่มดูคอนเสิร์ตจริง ๆ ตอนโตขึ้นหน่อยเพราะว่าไม่ได้มีเงิน แล้วก็ไป Fat Festival ไปคอนเสิร์ตเดี่ยวของศิลปินนู่นนี่ ตามกำลังทรัพย์”

ถึงเขาจะเริ่มจากการฟังเพลงไทย แต่สุดท้ายเขาก็สนใจเพลงสากลมากเป็นพิเศษ เราจะเห็นว่าเพจของเขาพูดถึงศิลปินต่างชาติเพียงเท่านั้น และหากนึกดูแล้ว ย่อมมีเพจเพลงไทยที่มีความรู้ลึกรู้จริงมากกว่าหลายเท่า คำแนะนำของเขาจึงเป็นการศึกษาและลงแรงลงใจอย่างเต็มที่ จนกว่าจะเก่งในเส้นทางของตัวเอง แล้วผลลัพท์ที่ได้ตามมาจะคุ้มค่า

ใครจะรู้ว่าคนที่กดบัตร Glastonbury เป็น 10 ปีไม่เคยได้ วันหนึ่งจะกลายเป็นสื่อไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับคัดเลือกในเทศกาลระดับโลก 

คุยกับเฮียเพจ hear and there ดูโชว์มากสุด 300 ศิลปินต่อปีจนถึงวันที่ได้บัตร Glastonbury
คุยกับเฮียเพจ hear and there ดูโชว์มากสุด 300 ศิลปินต่อปีจนถึงวันที่ได้บัตร Glastonbury

Is it true

แทร็กที่ 4 ของ Tame Impala ในบทความนี้มีชื่อว่า Is it true

ส่วนความฝัน 10 ปีของนักดูดนตรีอย่างเฮียมีชื่อว่า Glastonbury เทศกาลดนตรีและการแสดงบนผืนหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งเกาะอังกฤษ 

คล้ายจะถามซ้ำอีกครั้งว่ามันเกิดขึ้นจริง ๆ ใช่ไหม

ระดับความยากของเทศกาลนี้มีการเปรียบเทียบอย่างติดตลก เช่น ว่ากันว่า ระหว่างเป็นศิลปินแล้วได้ไปแสดงในงาน กับเป็นคนธรรมดาที่กดบัตรเอง การเป็นศิลปินน่าจะมีโอกาสไปงานได้มากกว่า

เฮียเล่าให้ฟังว่าการกดบัตร Glastonbury นั้นยากเพราะเต็มไปด้วยขั้นตอนมากมาย จะต้องมีการลงทะเบียน ต้องอัปโหลดรูปถ่าย ต้องใส่หมายเลขที่ได้จากการลงทะเบียนก่อนสั่งซื้อ พอได้บัตรมาก็จะมีชื่อจริงกับรูปภาพของตนติดอยู่บนบัตร ทำให้เป็นเทศกาลที่รีเซลค่อนข้างยาก หรืออาจจะขายต่อไม่ได้ด้วยซ้ำ ยิ่งการสมัครขอบัตรในฐานะสื่อเฟซบุ๊กที่มียอดติดตามเพียง 6 หมื่น ณ ขณะนั้น ยิ่งเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ

“ในใจคิดว่าไม่น่าได้” ถึงจะเป็นกังวล แต่เขาก็ถือคติไม่ลองไม่รู้

เขายื่นใบสมัครด้วยการบอกว่า hear and there เป็นสื่อออนไลน์ที่โดดเด่นเรื่องคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี พร้อมแนบรีวิว Coachella Valley Music and Arts Festival, Fuji Rock Festival, Wanderland Festival รวมถึงเทศกาลต่าง ๆ ที่เขาเคยไปมาแล้วไม่ได้กลับมาด้วยมือเปล่า

“สุดท้ายเราก็เป็น Waiting List แล้วก็ได้มาแบบบังเอิญมาก วันที่เขาบอกคือ 13 พฤษภาคม แต่งานมีวันที่ 22 มิถุนายน ช่วงนั้นวีซ่าอังกฤษใช้เวลาขอนานกว่าปกติ คือได้วีซ่าก่อนไปแค่อาทิตย์เดียว ถือว่าฉิวเฉียดมาก เลยรู้สึกว่าเป็นความสำเร็จของเราระดับหนึ่งในฐานะสื่อที่ทำอยู่ตอนนี้”

จากคนที่แค่อยากเปิดเพจเพื่อแชร์เรื่องเล่าจากเทศกาลให้เพื่อนฟัง น่าสนใจว่าการได้รับคัดเลือกครั้งนี้ ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเติบโตขึ้นมากแค่ไหน เฮียตอบเราทันควันว่าการเข้าไปใน Press Tent ที่ Glastonbury เป็นการตอกย้ำว่าเขายังคงเป็นสื่อที่ตัวเล็กมากเหลือเกิน

คุยกับเฮียแห่งเพจ hear and there จากจุดเริ่มต้นนักไปเทศกาล จนถึงวันได้บัตร Glastonbury ที่กดยากสุดในโลกโดยไม่ต้องกดเอง
คุยกับเฮียแห่งเพจ hear and there จากจุดเริ่มต้นนักไปเทศกาล จนถึงวันได้บัตร Glastonbury ที่กดยากสุดในโลกโดยไม่ต้องกดเอง

“ในเต็นท์มี Press จากทุกที่ เช่น Rolling Stone, Time Magazine ทุกคนจริงจังมาก เขียนบทความกันรัว ๆ เดินออกไปถ่ายรูป แล้วก็เดินกลับมาเขียนใหม่ เขามืออาชีพมาก เลนส์กล้องยาวมาก เพราะมันเป็นงานใหญ่ ทุกคนก็ทุ่มสุดตัว เพื่อที่ปีต่อ ๆ ไปเขาจะได้มาอีก

“แต่คือเราไปจากไทย คิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าคงไม่มีเวลาทำคอนเทนต์ ไม่ลงเพลงใหม่ เอ็มวีใหม่ช่วงนั้นเลย เราก็ไม่ได้เอาคอมไปเพราะคงไม่ต้องใช้อยู่แล้ว อุปกรณ์ที่เราใช้ลงคอนเทนต์คือมือถือ มีแอบคิดในใจว่าทุกคนจะคิดว่ากูเข้ามาเล่นมือถือรึเปล่า แต่จริง ๆ แล้วกูมาทำงานนะ (หัวเราะ)”

แม้จะเดินทางไปเทศกาลมาแล้วหลายประเทศ เขาก็ยังคงตื่นเต้นเหมือนครั้งแรกที่ได้ไป ตามมาด้วยความตื่นตาตื่นใจสุดขีด เพราะ Glastonbury เป็นงานใหญ่ที่มีมากกว่า 100 เวที รวมถึงบาร์ลับ และกิจกรรมให้ร่วมสนุกอีกเยอะมาก ขนาดที่ว่าเดิน 5 วันก็ยังไม่ครบ จนเขายอมรับว่าคงต้องมาอีกสัก 3 รอบถึงจะไปได้ครบทุกโซน บรรยากาศภายในงานจึงเป็นสิ่งที่เขาคิดถึงมาจนถึงวินาทีที่เราสนทนากันอยู่

คุยกับเฮียแห่งเพจ hear and there จากจุดเริ่มต้นนักไปเทศกาล จนถึงวันได้บัตร Glastonbury ที่กดยากสุดในโลกโดยไม่ต้องกดเอง
คุยกับเฮียแห่งเพจ hear and there จากจุดเริ่มต้นนักไปเทศกาล จนถึงวันได้บัตร Glastonbury ที่กดยากสุดในโลกโดยไม่ต้องกดเอง

“คนไปมันเอ็นจอยมากเหมือนไปเพื่อซึมซับบรรยากาศ ไปเพื่อใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ตอย่างเดียว มีกิจกรรมเยอะแยะมาก มีโซน Kids ที่ทั้งโซนเป็นของเล่นเด็กให้พ่อแม่พาลูกไป คนอังกฤษที่พ่อแม่เคยพาเขาไปตั้งแต่เป็นเด็ก ตอนนี้โตขึ้นจนไปงานเองกันได้แล้ว งานนี้เหมือนเป็นประเพณีของประเทศ พวกเขาโตมากับเฟสติวัลนี้เลย”

แม้จะทุลักทุเล ผิดแผนไปบ้าง แต่เส้นทางความฝัน 10 ปีก็ลงเอยอย่างสวยงาม และเต็มไปด้วยความประทับใจที่คงลืมไม่ลงไปตลอดชีวิต

Apocalypse Dream

เราถามเขาว่าทำไมถึงหลงรักการไปดูคอนเสิร์ตขนาดนั้น เฮียตอบคำแรกว่าไม่รู้ ส่วนคำต่อมาคือประสบการณ์ที่เคยยืนดูศิลปินเล่นสดแล้วน้ำตาไหล เข้าใจว่าความตื้นตันพวกนี้คงอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ยาก

“บางทีถ้าเจอศิลปินร้องแย่ก็คือแย่ มันไม่ได้มีแค่ความรู้สึกดี ๆ ตลอดหรอก แต่การไปคอนเสิร์ตคือเราได้สัมผัสจริง ๆ ได้ไปเจอกับคนที่ชอบศิลปินเดียวกัน ได้ร้องเพลงได้แหกปากกับคนที่ร้องได้เหมือนกัน ยิ่งการไปเฟสติวัลต่างประเทศ เราก็จะได้ไปดูคอนเสิร์ตที่เราอยากดู ได้ไปเที่ยว ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ไปใช้ชีวิต ไปพบปะผู้คน”

นอกจากการไป Glastonbury ในฐานะสื่อที่เป็นความฝันสูงสุดแล้ว เป้าหมายใหญ่ ๆ ที่อยากท้าทายตัวเองเล่น ๆ ของเขา คือการออกจากบ้านไปดูเฟสติวัลรอบโลกตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 1 มกราคมของอีกปี 

เราฟังแล้วถึงกับบอกว่ามันบ้ามาก เขาเองก็เห็นอย่างนั้น พูดย้ำอยู่หลายครั้งว่ามันเป็นฝันลม ๆ แล้ง ๆ ที่คงไม่มีทางเป็นไปไม่ได้ในชีวิตนี้ สำหรับความฝันที่มีมูลค่าหลายล้านบาท กับเพจหนึ่งเพจที่ปราศจากรายได้ และความยุ่งเหยิงในชีวิตส่วนตัวที่เขาต้องรับผิดชอบทุกอย่างเพียงคนเดียว

อย่างน้อย เราก็ขอเป็นลูกเพจที่เอาใจช่วยให้เขาทำฝันเป็นจริงได้สำเร็จ ไม่แน่ว่าอนาคตในหลักหน่วยปีหรือสิบปีต่อไป เราอาจจะได้เห็นมหากาพย์การรีวิวเทศกาลทั่วโลกแบบที่คนในโลกเขาไม่คิดจะทำกัน 

และถ้าวันนั้น Tame Impala ยังคงเป็นศิลปินคนโปรดของเขาอยู่ แทร็กที่เราอยากมอบให้ก็คงเป็นเพลง Eventually

คุยกับเฮียแห่งเพจ hear and there จากจุดเริ่มต้นนักไปเทศกาล จนถึงวันได้บัตร Glastonbury ที่กดยากสุดในโลกโดยไม่ต้องกดเอง
คุยกับเฮียแห่งเพจ hear and there จากจุดเริ่มต้นนักไปเทศกาล จนถึงวันได้บัตร Glastonbury ที่กดยากสุดในโลกโดยไม่ต้องกดเอง

ก่อนจากกันเราขอชวนทุกคนทำความรู้จัก ‘เฮีย’ผ่าน 15 คำถามต่อไปนี้

‘เฮีย’ อายุเท่าไหร่

ชราแล้วครับ เริ่มยืนดูคอนเสิร์ตไม่ไหว

‘เฮีย’ อยู่ในวงการดนตรีรึเปล่า

มีคนเคยคิดว่าเฮียเป็นศิลปิน เป็นนักร้อง แต่ไม่ได้อยู่ในวงการครับ 

นิยามคนที่ชื่อ ‘เฮีย’ ใน 3 คำ

น่ารัก เป็นกันเอง ขี้เม้า

คิดว่า ‘เฮีย’ ในจินตนาการของลูกเพจเป็นยังไง

เป็นคนแก่ ๆ มีอายุระดับหนึ่งมั้งครับ 

ลูกเพจชอบส่งมาว่า เฮียขอกู้เงินหน่อยได้ไหม ชอบคิดว่าเฮียเป็นคนรวย มีเงินไปเที่ยว แต่จริง ๆ ไม่รวย เฮียก็เป็นคนปกติทั่วไปนี่แหละ เหมือนที่เขาชอบพูดกัน ใน IG ถ่ายรูปสวยแต่ชีวิตจริงกินมาม่า (หัวเราะ)

วงล่าสุดที่ฟังแล้วดีมาก ๆ จนต้องแชร์ให้โลกรู้

The Lazy Eyes เป็นวงที่กำลังมาจากออสเตรเลีย เพลงดี แต่ยังไม่ดัง เล่นเปิดให้กับ The Strokes (เพลงแนะนำ Cheesy Love Song)

วงไหนที่คิดว่าน่าจะรู้จักมาตั้งนานแล้ว

Kikagaku Moyo

จำนวนการแสดงสดมากสุดที่เคยดูใน 1 ปี

ปี 2019 ทั้งหมด 334 โชว์

ศิลปินคนโปรดตลอดกาล

Tame Impala 

คอนเสิร์ตที่อยากไปดูให้ได้ก่อนตาย

ถ้าอยากดูตอนนี้น่าจะเป็น The Strokes กับ Arctic Monkeys ที่ยังไม่ได้ดูสักที คลาดกันไปมา

คอนเสิร์ตที่ประทับใจที่สุดในชีวิต

Beyoncé ที่ Coachella ครับ

ประสบการณ์การไปเทศกาลที่จำได้ไม่ลืม

เคยไป Fuji Rock แล้วมีคนเข้ามาทักว่ายูเคยไป Coachella ปีล่าสุดรึเปล่า เรายืนข้าง ๆ กันตอน The 1975 คิดว่าเขาคงจำได้เพราะเราร้องเพลงเสียงดังมาก เป็นคนญี่ปุ่นที่ไปเรียนอเมริกา ตอนนี้ก็เป็นเพื่อนกันอยู่ 

บัตรราคาแพงสุดที่เคยไป

เคยซื้อแพ็กเกจ Coachella 55,000 บาท รวมโรงแรม

ศิลปินไทยคนไหนที่จะก้าวไปสู่ Coachella เหมือน MILLI ได้

ภูมิ วิภูริศ

ระดับความว้าวของศิลปินคนต่อไปใน #กรุงเทพเมืองคอนเสิร์ต 

มีที่ว้าวมาก ๆ แต่ยังไม่ได้บอก ว้าวถึงขนาดที่ต้องจ่ายตังค์มาให้ได้แน่นอน

สปอยล์อะไรก็ได้ให้ลูกเพจ 1 อย่าง

ปีหน้าจะมีเฟสติวัลใหม่เกิดขึ้นในไทยครับ

คุยกับเฮียแห่งเพจ hear and there จากจุดเริ่มต้นนักไปเทศกาล จนถึงวันได้บัตร Glastonbury ที่กดยากสุดในโลกโดยไม่ต้องกดเอง

ภาพ : hear and there

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load