ทันทีที่เจ้าหุ่นยนต์แมวสีฟ้าข้ามเวลาจากโลกอนาคตมาสู่หน้าจอโทรทัศน์ไทย เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน เด็กๆ จำนวนไม่น้อยต่างรอคอยวันเสาร์-อาทิตย์ด้วยใจจดใจจ่อ อยากรู้ว่าวันนี้โดเรมอนจะมีของวิเศษอะไรออกจากกระเป๋าหน้าท้องอีกบ้าง

เรื่องราวของเจ้าแมวพูดได้ ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เด็กๆ รอคอย ‘ช่อง 9 การ์ตูน’ ยังมีการ์ตูนสนุกๆ อีกเพียบ ทั้ง หน้ากากเสือ, ดราก้อนบอล, ดร.สลัมป์ กับหนูน้อยอาราเล่, รันม่า ½, เซเลอร์มูน, กัปตันซึบาสะ, สแลมดังก์, หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ หรือ ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ที่พาเหรดกันเข้ามาสร้างความบันเทิงให้เด็กไทยจนได้รับความนิยมล้นหลาม บางช่วงมีจดหมายจากเด็กๆ เข้ามาที่ช่องสัปดาห์ละหลายพันฉบับ แถมยังทำให้ของเล่นของสะสมเกี่ยวกับตัวการ์ตูนขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

ปรากฏการณ์การ์ตูนญี่ปุ่นฟีเวอร์นี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดคนเบื้องหลังที่คอยสร้างสีสัน เสียงหัวเราะ เติมความสนุกให้เรื่องชวนติดตามมากยิ่งขึ้น หนึ่งในนั้นคือ ชายเจ้าของเสียงพากย์ผู้เปรียบเสมือนโลโก้ของการ์ตูนญี่ปุ่นอย่าง นิรันดร์ บุณยรัตพันธุ์ หรือ น้าต๋อย เซมเบ้

น้าต๋อย เซมเบ้

หลังจากหยุดพากย์ไปพักหนึ่งด้วยปัญหาสุขภาพ วันนี้น้าต๋อยกลับมาลงเสียงอีกครั้งให้กับ ซาเอบะ เรียว พระเอกในภาพยนตร์เรื่อง City Hunter สายลับคาสโนเวอร์ ยอดมนุษย์..คนธรรมดาเลยถือโอกาสชวนนักพากย์การ์ตูนเบอร์ 1 ของเมืองไทยนั่งไทม์แมชชีนกลับไปสู่ยุคเริ่มต้น โดเรมอน และรายการช่อง 9 การ์ตูน ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจและจินตนาการแก่คุณหนูๆ ในวันนั้น ให้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่อย่างทุกวันนี้

น้าต๋อย เซมเบ้

1

ปรากฏการณ์ โดราเอมอน

หลายคนอาจไม่ทราบว่า โดเรมอน เกือบไม่ได้ออกอากาศทางช่อง 9 แล้ว

ถอยกลับไปเมื่อปี 2525 ฮิโรชิ คอนโด ประธานบริษัทแอนนิเมชัน อินเตอร์เนชันแนล ฮ่องกง ตัวแทนลิขสิทธิ์การ์ตูนของ TV ASAHI ได้นำการ์ตูนแมวหุ่นยนต์ซึ่งกำลังเป็นกระแสในหมู่นักอ่านการ์ตูนไทย มียอดพิมพ์กว่า 70,000 เล่มต่อฉบับ มาเสนอต่อ ประวิทย์ มาลีนนท์ แต่นายใหญ่แห่งช่อง 3 ยุคนั้นกลับปฏิเสธ และแนะนำให้ไปเสนอที่ช่อง 9 แทน

“ตอนนั้นเขาเอาไปเสนอคุณประวิทย์ก่อน เพราะช่อง 3 ซื้อ อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ซื้อ นินจาฮาโตริ จากเขา แต่คุณประวิทย์ทราบว่าช่อง 9 กำลังทำการ์ตูน ขณะที่ตัวเองกำลังทำหนังจีนแข่งกับช่อง 7 อาจจะด้วยน้ำใจ ก็เลยบอกให้คอนโดซังไปคุยกับช่อง 9 เพื่อให้ช่อง 9 เกิดดีกว่า” น้าต๋อยรำลึกความหลัง

หลังเจรจากับช่อง 3 ไม่สำเร็จ คอนโดซังจึงหันไปคุยกับผู้ใหญ่ของช่อง 9 ทันทีที่เสนอเรื่องเข้ามาก็ได้รับอนุมัติ เพราะทุกคนต่างมองว่า โดเรมอน เป็นการ์ตูนครอบครัวที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ไม่มีพิษภัย และเข้าถึงกลุ่มผู้ชมทุกเพศ ทุกวัยมากกว่าการ์ตูนต่อสู้ ที่สำคัญคือ บุตรหลานของผู้บริหารหลายคนต่างก็เป็นแฟนประจำของแมวหุ่นยนต์ตัวนี้

ก่อนหน้าที่จะปรากฏตัวที่ช่อง 9 โดเรมอน เคยโลดแล่นบนจอทีวีไทยมาแล้วครั้งหนึ่งทางช่อง 5 เมื่อหลายปีก่อน แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะเป็นเวอร์ชันเก่า ยุคออกอากาศครั้งแรกที่ NIPPON TELEVISION เมื่อปี 2516 มาฉาย ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งเรื่องเสียงพากย์ไม่ค่อยดี เพลงประกอบก็ไม่ค่อยโดน จึงถูกตัดจบในระยะเวลาอันสั้น กระทั่ง 6 ปีต่อมา TV ASAHI จึงนำมาปรับปรุงคุณภาพเสียงและเพลงใหม่ ปรากฏคราวนี้ฮิตติดตลาด และโด่งดังไปทั่วประเทศ ซึ่งเวอร์ชันที่ช่อง 9 หยิบมาฉายก็คือฉบับปรับปรุงนั่นเอง

หากแต่ความสำเร็จของเจ้าแมวสีฟ้าไม่ใช่เพียงเพราะหยิบการ์ตูนที่ดังอยู่แล้วมาฉายเท่านั้น แต่เกิดจากความพยายามของทุกฝ่ายในช่อง 9 ที่ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด

เริ่มตั้งแต่การตั้งชื่อเรื่อง ซึ่งช่อง 9 ใช้ชื่อว่า ‘โดเรมอน’ แทนที่จะเป็น ‘โดราเอมอน’ ตามชื่อภาษาญี่ปุ่น

จากข้อเขียนของ ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ อดีตหัวหน้างานวิจัยและส่งเสริมการตลาด อสมท เล่าว่า ยุคนั้นหนังสือการ์ตูนของวิบูลย์กิจ ซึ่งขายดีสุด ใช้ชื่อว่า โดเรมอน แถมชื่อนี้ยังจำง่าย คล้ายๆ กับเสียงตัวโน้ตโดเรมี ทำให้ฝ่ายการตลาดตัดสินใจเลือกใช้ชื่อยอดนิยมแทนชื่อที่ถูกต้อง

การประชาสัมพันธ์ก็เช่นกัน ช่อง 9 พยายามป่าวประกาศสร้างความน่าเชื่อถือให้พ่อแม่ผู้ปกครองเห็นว่า โดเรมอน เป็นการ์ตูนดี มีประโยชน์ ด้วยการใช้สื่อหนังสือพิมพ์เข้ามาช่วยตั้งแต่ยังไม่ฉาย โดยเดินสายนำหนังสือการ์ตูนไปแจกตามหนังสือพิมพ์ต่างๆ จนหลายฉบับช่วยเขียนแนะนำว่า นี่เป็นหนังสือดีที่เด็กควรอ่าน

แต่สื่อที่ช่วยจุดกระแสได้อย่างแท้จริง คงต้องยกให้หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ซึ่งมียอดขายสูงสุดของประเทศ โดยเริ่มจากมังกรห้าเล็บ คอลัมนิสต์เบอร์ต้นๆ เขียนเชียร์ผ่านคอลัมน์ ‘ลั่นกลองรบ’ แถม ชัย ราชวัตร’ ก็นำ โดเรมอน ไปเขียนแทรกในการ์ตูนการเมือง และที่เด็ดสุดคือการนำการ์ตูนไปตีพิมพ์ในหน้าข่าวเยาวชน ตั้งแต่ฉบับวันที่ 29 กรกฎาคม 2525 จนเกิดกระแสเรียกร้องจากผู้ชม และโฆษณาต่างๆ ให้ช่อง 9 รีบนำ โดเรมอน มาฉาย ทีมงานจึงตัดสินใจเลื่อนเวลาออกอากาศ จากเดิมที่วางแผนไว้ในวันที่ 2 ตุลาคม 2525 มาเป็นวันที่ 4 กันยายน 2525

แต่ปัจจัยที่สำคัญสุดคือ บทโทรทัศน์และการพากย์เสียงภาษาไทย เพราะแม้เรื่องจะสนุก แต่ถ้าหากพากย์ไม่ดีก็มีสิทธิ์แป้กได้ ทางสถานีมอบหมายให้น้าต๋อย เซมเบ้ ที่มีลีลาการพากย์โดดเด่นและมีความสนใจเรื่องการ์ตูนเป็นพิเศษ มารับหน้าที่ดูแลเรื่องทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางคน จัดการบท รวมถึงวางแนวทางการลงเสียง พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ เมื่อทีมพากย์ได้ทำงานอย่างสบายใจ ก็ยิ่งเสริมให้งานออกมาดีขึ้น

สำหรับทีมพากย์ช่วงแรกมีสมาชิกเพียง 4 คนเท่านั้น คือตัวน้าต๋อยเองรับบทไจแอนท์กับซูเนะโอะ ส่วนบทโดเรมอนตกเป็นของ ฉันทนา ธาราจันทร์ แล้วก็ ศันสนีย์ สมานวรวงศ์ พากย์เป็นโนบิตะกับชิซูกะ สุดท้ายคือ เรวัติ ศิริสรรพ พากย์เป็นพ่อและครูใหญ่ กระทั่งภายหลังจึงมีการเสริมคนเข้ามา เช่น อรุณี นันมิวาส พากย์เป็นซูเนโอะกับโดเรมี ศรีอาภา เรือนนาค พากย์เป็นชิซูกะ และ สุลัคษณา เทพหัสดิน ณ อยุธยา พากย์เป็นแม่ของโนบิตะกับเดคิสุงิ จนกลายเป็นทีมที่สมบูรณ์

แม้ไม่ใช่การ์ตูนที่ให้เสียงยาก แต่นักพากย์ทุกคนก็สวมจิตวิญญาณลงไปในตัวละครเต็มที่ แต่ละคนจะพากย์โดยตีความอิงกับตัวละครนั้น อย่างโดเรมอนก็ต้องให้ความรู้สึกว่าเป็นแมวที่มีจิตใจดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น โนบิตะจะงอแง ออดอ้อนให้โดเรมอนช่วย ขณะที่ไจแอนท์จะเป็นคนร่าเริง ข่มเพื่อนนิดๆ แต่ก็มีความเมตตาอยู่ในตัว

“ผมพากย์เป็นไจแอนท์ คิดว่าเด็กจะเกลียด แต่ทำไปเรื่อยๆ เด็กกลับชอบไจแอนท์เยอะมาก โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่เขียนจดหมายมาว่า ไจแอนท์ไม่ใช่คนไม่ดีนะคะ ไจแอนท์เป็นคนรักเพื่อนแต่เขากร่างไปงั้นเอง” น้าต๋อยเคยให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกที่ผู้ชมวัยเยาว์มีต่อตัวละครในช่วงนั้น

ความเข้าขาไหลลื่นของทีมงานและการสร้างคาแรกเตอร์จนเป็นที่จดจำของเด็กๆ กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ช่องอื่นไม่ซื้อการ์ตูนเรื่องนี้ไปออกอากาศ เพราะผู้ชมต่างติดเสียงพากย์ชุดนี้เรียบร้อยแล้ว

ขณะเดียวกัน ทางสถานียังลงทุนปรับปรุงอุปกรณ์และเปลี่ยนกระบวนการพากย์เป็นแบบใหม่ที่ดีขึ้น จากเดิมที่นักพากย์ 3 – 4 คนจะมารุมกันอยู่ที่ไมโครโฟนตัวเดียว ก็มีการจัดโต๊ะแยกออกมาสำหรับแต่ละคน ทำให้ใส่อารมณ์ และลีลาตามสไตล์ตัวเองได้เต็มที่ รวมทั้งยังแยกไลน์เสียงบรรยากาศกับเสียงพูดของตัวละครออกจากกัน เวลาพากย์จึงไม่ต้องหรี่เสียงบรรยากาศลง ทำให้ผู้ชมติดตามการ์ตูนอย่างเต็มอิ่มโดยไม่เสียอรรถรส ส่วนภาพก็นำต้นฉบับระบบ PAL มาออกอากาศเพื่อให้คงความชัดเจนมากที่สุด

ด้วยองค์ประกอบที่กล่าวมา จึงทำให้ โดเรมอน โด่งดังสุดขีด ขึ้นแท่นเป็นการ์ตูนเบอร์ 1 ของช่อง 9 นานหลายปี ยิ่งมาบวกกับความโด่งดังของการ์ตูนเรื่องถัดๆ มา ทำให้แต่ละสัปดาห์มีจดหมายเข้ามาถึงสถานีรวดเดียวเป็นหมื่นฉบับ ต่อมาก็เพิ่มเป็น 20,000 ฉบับ จนฝ่ายประชาสัมพันธ์ซึ่งมีอยู่เพียง 3 คน เขียนตอบกันไม่ไหว จึงแก้ปัญหาโดยให้น้าต๋อยมาอยู่หน้ากล้อง เลือกจดหมายของเด็กๆ มาตอบ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้น้าต๋อย เซมเบ้ เป็นที่รู้จักของทั้งเด็กและผู้ใหญ่

“พอออกทีวีก็มีเด็กโทรศัพท์มาคุยตลอด ครั้งหนึ่งมีเด็กโทรมาถามว่าการ์ตูนเรื่องนี้ต่อไปเป็นยังไง ผมก็บอก ‘พี่ไม่รู้นะ ไม่ตอบละกันนะ’ พอจะวางเขาก็ถามผมชื่ออะไร ‘พี่ชื่อนิรันดร์ ชื่อเล่นว่าต๋อย’ เด็กตอบทันทีว่า ‘ผมตั้งชื่อให้เป็นน้าต๋อย เซมเบ้ ล่ะกัน หน้าเหมือนดอกเตอร์เซมเบ้’ เพราะตอนนั้นดอกเตอร์สลัมป์เข้ามาแล้ว เด็กตั้งให้ทางโทรศัพท์ ตอนแรกให้เรียกพี่ เขาก็บอกไม่เอา หน้าแก่ เป็นน้าละกัน ตอนนั้นอายุยังไม่ถึง 30 เลย”

แต่ท่ามกลางกระแสชื่นชม ก็มีผู้ปกครองหรือคุณครูบางคนที่ท้วงติงว่า การ์ตูนเรื่องนี้อาจทำให้เด็กๆ ขี้เกียจทำการบ้านแบบโนบิตะ จนทีมงานต้องอธิบายว่า ถ้าลองดูจนจบจะพบว่าทุกครั้งที่โนบิตะขี้เกียจหรือไม่อยากไปโรงเรียนแล้วไปขอให้โดเรมอนช่วย สุดท้ายแล้วก็จะถูกแม่ดุ ถูกครูลงโทษ หรือสอบได้ศูนย์คะแนนเสมอ เพราะการ์ตูนต้องการสอนให้รู้ว่าของวิเศษโดเรมอนไม่สามารถช่วยให้เขาเก่งได้ เด็กๆ ต้องช่วยเหลือตัวเอง

ตอนหลังผู้ปกครองจึงมีความรู้สึกดีกับทีมงาน อย่างบางคนโทรศัพท์มาบอกว่าลูกไม่กินผัก ไม่แปรงฟัน ขอให้ช่วยหน่อย ทีมพากย์จึงจะบอกเด็กๆ ว่าจบการ์ตูนเรื่องนี้แล้วอย่าลืมไปอาบน้ำแปรงฟัน แล้วผักก็ต้องกินด้วยนะ

อาจกล่าวได้ว่า โดเรมอน ช่วยจุดกระแสความนิยมของการ์ตูนญี่ปุ่นให้โด่งดัง จากผู้ชมวงแคบไปสู่วงกว้าง รวมทั้งทำให้เกิดโฆษณาสำหรับเด็กขึ้นมาโดยเฉพาะ ท่ามกลางยุคที่เอเจนซี่ส่วนใหญ่ต่างมองว่าเด็กไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่โด่งดังและขายดีมากคือขนมปักกิ่งของยูโรเปี้ยนฟู้ดและเซี่ยงไฮของยูไนเต็ดฟูดส์ แฟนช่อง 9 การ์ตูนทุกคนคงจำได้ดี

นอกจากนี้ โดเรมอน ยังเป็นผู้เปิดตลาดให้การ์ตูนดีๆ ถูกสั่งเข้ามาฉายในเมืองไทยอีกหลายเรื่อง ทั้ง ดร.สลัมป์ กับหนูน้อยอาราเล่ มูเตคิง ดราก้อนบอล จนรายการช่อง 9 การ์ตูนยืนหยัดอยู่บนจอต่อเนื่องมากว่า 30 ปี ซึ่งถือว่าน้อยมากที่จะมีรายการที่โด่งดังข้ามกาลเวลาเช่นนี้

“ผมว่ามันเป็นการ์ตูนประวัติศาสตร์ของช่อง 9 อสมท ไปแล้ว โดเรมอน ทำให้เกิดเงินแพร่สะพัดในเมืองไทยไม่ต่ำกว่า 3,000 – 4,000 ล้านบาท เหตุผลที่ช่อง 9 ยังอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับว่ารายการอย่างข่าวนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดตามผู้บริหารที่เข้ามาใหม่ แต่การ์ตูนไม่เคยเปลี่ยนแปลง มีแต่สนุกมากหรือสนุกน้อยเท่านั้นเอง”

น้าต๋อย เซมเบ้ น้าต๋อย เซมเบ้

2

กว่าจะเป็น ‘ช่อง 9 การ์ตูน’

แม้ โดเรมอน จะเป็นจุดพลิกสำคัญที่ทำให้ช่อง 9 หยัดยืนในสมรภูมิจอแก้ว ในยุคที่กำลังค้นหาจุดแข็งของตัวเอง แต่ถ้าเล่าถึงจุดเริ่มต้นของช่อง 9 การ์ตูนจริงๆ แล้ว คงต้องย้อนกลับไปในปี 2523 เมื่อ ประมุท สูตะบุตร ผู้อำนวยการองค์การสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยคนแรก ดึง ร.ต.อ.อำพล ภูมิวสนะ จากข้าราชการตำรวจมาเป็นหัวหน้าแผนกธุรกิจ ของ อสมท โดยมอบหมายภารกิจให้หาวิธีดึงเรตติ้งของสถานีหลังจากอยู่รั้งท้ายมาตลอด

ช่วงแรกผู้กองอำพลใช้กลยุทธ์นำหนังจีนประเภทรักอมตะ รักนิรันดร์กาล มาฉายเพื่อดึงคน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร กระทั่งเมื่อสังเกตพฤติกรรมของบุตรชาย 4 คนที่วันๆ สนใจแต่การ์ตูนอย่างเดียว ก็เลยเกิดความคิดว่าบางทีนี่อาจเป็นทางรอดของช่อง 9 ก็เป็นได้

ตอนนั้นผู้กองอยากได้การ์ตูนแนวยอดมนุษย์มาต่อสู้กับหนังจีนกำลังภายในซึ่งกำลังฮิต โดยเล็งไปที่การ์ตูนญี่ปุ่นซึ่งมีราคาย่อมเยากว่าการ์ตูนฝรั่ง ส่วนเวลาออกอากาศวางไว้ที่ 8 – 10 โมงเช้าทุกอาทิตย์ ก่อนเพิ่มเวลาวันเสาร์เข้าไป ซึ่งข้อดีคือคู่แข่งน้อย อีกอย่างคือช่วยสร้างพฤติกรรมใหม่แก่เด็กๆ ให้รีบตื่นแต่เช้าเพื่อรอชมการ์ตูน

ความจริงช่วงนั้นช่อง 9 ฉายการ์ตูนอยู่ก่อนเรื่องหนึ่งแล้วคือ ไดมอส ยอดขุนพล โดยมีบริษัทเอกชนมาเช่าเวลา และขอใช้บุคลากรของช่องเป็นทีมพากย์ ต่อมาเมื่อเกิดการเปลี่ยนนโยบาย สถานีจึงดึงเวลากลับมาทำเอง โดยนำการ์ตูนเรื่อง หน้ากากเสือ ซึ่งเคยฉายฉบับขาว-ดำสมัยเป็นช่อง 4 บางขุนพรหม เมื่อปี 2511 มาออกอากาศซ้ำ

ความยากของการฉายการ์ตูนในยุคนั้นคือ ญี่ปุ่นจะส่งฟิล์มและบทภาษาญี่ปุ่นมาในเวลากระชั้นชิดมาก เช่นออกอากาศวันอาทิตย์ ฟิล์มมาถึงวันพฤหัสบดี หน้าที่หลักอย่างหนึ่งของน้าต๋อยคือการหาคนแปลบท ซึ่งยุคนั้นคนที่รู้ภาษาญี่ปุ่นมีน้อยมาก เขาเลยขอร้องให้ รศ.คงศักดิ์ สันติพฤกษวงศ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วยแปลให้ในช่วงแรกๆ

“บทที่ได้มามักเป็นสคริปต์ถ่ายหนัง บางทีก็ขีดฆ่าซะมั่วเลย อาจารย์ที่แปลให้ท่านเป็นนักเรียนเก่าญี่ปุ่น อายุมากกว่าผมไม่กี่ปี ถือเป็นรุ่นพี่ พอผมส่งบทให้ แกก็ถามผมเลย คุณนิรันดร์จะให้ผมแปลยังไง มันขีดฆ่าแบบนี้ ผมก็บอกว่า ผมเชื่อมืออาจารย์ เผอิญลูกศิษย์ยืนกันเต็มเลย แกก็ยิ้ม แล้วก็นั่งปั่น 2 วันเสร็จ ผมก็พากย์สดเลยวันอาทิตย์”

แต่ปัญหาไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะหลายครั้งบทที่ส่งมาจากญี่ปุ่นก็ไม่สมบูรณ์ บางทีการ์ตูนยังไม่จบ แต่ไม่เหลือบทให้พากย์แล้ว ทีมงานจึงต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวในการเอาตัวรอดแต่ละครั้ง แต่ไม่มีครั้งใดที่ยากเท่ากับช่วงต้องพากย์ หน้ากากเสือ หลังพบว่าบทหายไปเป็นหลายหน้า ทั้งที่ยังเหลือเวลาอีก 15 นาที

“ผมก็มองหน้าคนพากย์ ตัวใครตัวมันแล้วกันนะ พอจบโฆษณามันฉายล็อตใหม่ขึ้นมา ก็เป็นฉากที่หน้ากากเสือกำลังนั่งกินข้าว แล้วมีนักปล้ำหัวม้าลายไม่ใส่เสื้อเดินเข้ามา หน้ากากเสือหันไปมอง นางเอกชื่อมิโดริก็ถามเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า นั่นใครคะ.. หน้ากากเสือตอบเสียงเข้มว่า ‘อะบูไน’ แปลว่า อันตราย ผมแปลไม่ออก ก็เลยตอบรับแบบนิ่มๆ ว่า เพื่อนผมครับ เสร็จปั๊บไอ้หน้ากากหัวม้าลายกระโดดถีบ เอาโต๊ะตีจนหน้ากากเสือล้มลงไปนอนตัวงอ นางเอกก็กระโดดมาพูดภาษาญี่ปุ่นซึ่งไม่รู้แปลว่าอะไร คุณศันสนีย์ก็เลยพูดว่า อ้าว! ไหนบอกว่าเป็นเพื่อนคุณไง ผมก็เลยตอบไปว่า เดี๋ยวนี้ผมเลิกคบมันละ คือมั่วทั้งเรื่อง” เขาเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

พอการ์ตูนจบปุ๊บ สิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้น มีโทรศัพท์ดังมาจากอีกห้องหนึ่ง ขอสายคนที่พากย์เป็นหน้ากากเสือหน่อย น้าต๋อยจำได้ว่าตอนนั้นมือไม้สั่นไปหมด คิดว่าต้องโดนด่าแน่ พอรับมาปรากฏว่าปลายสายเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง

“น้องเขาบอกว่า ผมนั่งดูอยู่กับยาย ดูไม่รู้เรื่องเลย ผมก็ตอบไปว่า บทมันไม่ดี พี่ก็เลยว่าไปอย่างนั้น เขาบอกไม่เป็นไรหรอก  ดูไม่รู้เรื่อง แต่มันตลกดี ผมก็เลยมาจับจุดได้ว่าเด็กชอบอะไรตลก”

ตั้งแต่นั้นมา เขาก็เน้นพากย์ให้สนุก ตลก และเข้าใจง่าย คำภาษาญี่ปุ่นที่ยากๆ เช่นเขตอิเคะบุคุโร ก็เปลี่ยนเป็นหนองแขม สนามบินฮะเนดะก็เปลี่ยนเป็นดอนเมือง ชื่อคนก็เหมือนกัน เปลี่ยนสมชาย สมหญิง ทำทุกอย่างให้ตลก เด็กก็เลยยิ่งติด และนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนวิธีพากย์การ์ตูนของช่อง 9 อย่างแท้จริง

แม้ หน้ากากเสือ จะฉายไม่จบเพราะถูกติติงเรื่องความรุนแรง แต่ช่อง 9 ก็ยังคงสั่งการ์ตูนมาฉายอย่างต่อเนื่อง ทั้ง เจ้าหญิงอัศวิน เจ้าหนูจอมพลัง อาเธอร์จอมกษัตริย์อัศวิน แต่ปัญหาเดิมที่ไม่เคยหายไปก็คือบท บางทีต้องเติมบทเองบ้าง ดำน้ำบ้าง และหลายครั้งก็เกือบเอาตัวไม่รอด อย่างเช่นตอนหนึ่งในเรื่อง เคนจิ ยอดนักสู้

ตอนนั้นเป็นฉากที่สถานีรถไฟแต่บทหายไปเป็นหน้า ทีมพากย์เข้าใจว่าคงเป็นฉากพ่อจะมาส่งเคนจิขึ้นรถไฟ เพราะก่อนหน้านี้มีเพื่อนของพ่อมาตามจะให้เคนจิไปเรียนหนังสือที่โตเกียวแล้วไปอยู่ค่ายมวยของเขา ทำให้พากย์ร่ำลากันเสียดิบดี  แต่พอรถไฟออกตัวพ้นไปเท่านั้น ปรากฏว่าเคนจิยังยืนอยู่กับพ่อที่เดิม คนที่ไปกับรถไฟมีแต่ลุงเพื่อนพ่อเท่านั้น คนพากย์ตกใจหันไปมองหน้ากัน น้าต๋อยคิดได้ก่อนจึงพากย์ถามว่า “อ้าว..ทำไมลูกไม่ไปกับรถไฟล่ะ” ศันสนีย์ก็รับมุกต่อทันทีว่า “ผมเปลี่ยนใจแล้วล่ะ ไปปีหน้าแล้วกัน กลับไปหาอะไรกินกันไหม” จนการ์ตูนจบตอนด้วยดี

“หลายคนนึกว่าเราพากย์กันเก่ง แต่ความจริงไม่ใช่ เป็นเพราะมั่วต่างหาก” น้าต๋อยกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

ด้วยลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ บวกกับช่วงหลังที่ โดเรมอน, ดร.สลัมป์ กับหนูน้อยอาราเล่ และ ดราก้อนบอล ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้จำนวนผู้ชมช่อง 9 การ์ตูนพุ่งสูงขึ้น จนเมื่อพูดถึงการ์ตูน ทุกคนจะนึกถึงช่อง 9 ทันที ว่ากันว่าช่วงพีกสุดเคยมีการ์ตูนฉายทุกวัน วันธรรมดาเฉลี่ยวันละ 4 เรื่อง และวันเสาร์-อาทิตย์มีอีก 5 เรื่อง สูงกว่าช่องอื่นเกินเท่าตัว

แต่เมื่อกระแสการ์ตูนญี่ปุ่นฟีเวอร์ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนก็เริ่มออกมาติติง ตั้งคำถามว่าการ์ตูนอาจทำให้เด็กๆ เสพติดและเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่นการทะเลาะวิวาท ชกต่อย หรือแต่งตัววับๆ แวมๆ หรือเปล่า ซึ่งทีมพากย์และสถานีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เวลามีฉากที่ไม่เหมาะสม จะมีทีมเซนเซอร์คอยดูแล อย่างเรื่อง ซิตี้ ฮันเตอร์ ที่พระเอกชอบเปิดกระโปรงนางเอก ก็อาจตัดเอาฉากอื่นมาใส่แทน หรือพากย์ให้ตลกไปเลย อย่าง เซเลอร์มูน เวอร์ชันหลังๆ ที่มีฉากจูบ น้าต๋อยก็จะพูดแทรกขึ้นมาว่า “นักเรียนจูบกัน” จนฉากล่อแหลมกลายเป็นเรื่องตลกทันที

ซิตี้ ฮันเตอร์ พระเอกมันทะลึ่งมาก ตอนนั้นโดนผู้ใหญ่ในวงการตำหนิว่า เรื่องนี้ทะลึ่ง มันโป๊ เห็นกางเกงใน ผมก็บอกว่าจะเปลี่ยนให้เป็นมุก อย่างฉากเห็นกางเกงในนางเอกเป็นรูปหมีแพนด้า ผมพากย์ให้ดูเป็นเรื่องน่ารัก แบบหึ้ยยยย..หมีแพนด้า!! พอทำเสียงแบบนี้ไป เด็กก็ไม่สนใจเรื่องโป๊เลย”

นอกจากนี้ เวลามีตัวละครที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงมากๆ น้าต๋อยก็จะสร้างคาแรกเตอร์ขึ้นใหม่ ยกตัวอย่างฟรีซเซอร์ ตัวร้ายใน ดราก้อนบอล ซึ่งเวอร์ชันญี่ปุ่นค่อนข้างก้าวร้าวมาก เขาก็เลยพากย์ให้บุคลิกเป็นอีกแบบไปเลย เช่น “โมกุลมาซิ! วันนี้ฉันทาเล็บมาด้วยสีด๊ำดำ เห็นปะ นี่เอาดัชนีนางไปกินหน่อย” ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง ที่สำคัญ ทีมพากย์จะไม่ใช้คำหยาบเด็ดขาด เพราะทุกคนต่างตระหนักดีว่ารายการนี้มีอิทธิพลต่อเด็กและครอบครัวช่วงนั้นมากเพียงใด

ในฐานะโลโก้การ์ตูนญี่ปุ่น ตอนนั้นเขาถูกเชิญให้ไปพูดถึงเรื่องนี้หลายครั้ง และเขามักจะอธิบายว่าการ์ตูนต้องมีอรรถรสในการต่อสู้บ้างถึงจะสนุก แต่ว่าเด็กต้องได้รับการปลูกฝังสิ่งที่ดีด้วย อย่าเพิ่งรีบตัดสินว่าเด็กๆ ที่ชอบดูการ์ตูนจะโตขึ้นเป็นอย่างไร เพราะต้องใช้เวลาพิสูจน์หลายสิบปี แต่ส่วนตัวเขาเชื่อว่าเด็กๆ จะโตขึ้นไปเป็นคนดีแน่นอน

ในทางกลับกันเมื่อมีคนถามว่า การ์ตูนให้อะไรบ้าง น้าต๋อยบอกว่า ความสนุกและความอบอุ่นในครอบครัว เพราะยุคนั้นแต่ละบ้านส่วนใหญ่มีโทรทัศน์เพียงเครื่องเดียว เด็กจึงมักดูการ์ตูนพร้อมกับพ่อแม่ สงสัยอะไรก็ถาม พูดคุยกัน พ่อแม่ก็ใช้โอกาสนี้สอนลูกๆ ยิ่งทำให้ครอบครัวเหนียวแน่นและผูกพันกันมากขึ้น

น้าต๋อย เซมเบ้ น้าต๋อย เซมเบ้

3

เส้นทางนักพากย์การ์ตูนเบอร์หนึ่งเมืองไทย

“ผมอยากพากย์การ์ตูนตั้งแต่อยู่ ป.4 แล้ว”

ปู่และพ่อของน้าต๋อยเป็นพนักงานรุ่นบุกเบิกของช่อง 4 บางขุนพรหม สมัยเด็กๆ เขาจึงติดสอยห้อยตามพ่อมาช่วยงานตัดต่อและฉายหนังที่แผนกภาพยนตร์อยู่เสมอ บางครั้งก็ถือโอกาสเยี่ยมชมการทำงานของฝ่ายต่างๆ ในสถานี แต่สิ่งที่โดนใจเขาที่สุดคือการพากย์การ์ตูน ซึ่งช่อง 4 นำเข้ามาหลายเรื่อง ทั้งจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

ตัวละครที่เด็กชายนิรันดร์ติดใจและชื่นชอบที่สุดคือ ‘นาโอโตะ ดาเตะ’ จาก หน้ากากเสือ ฝีมือการพากย์ของนักบรรยายกีฬาชื่อดัง ประชา เทพาหุดี ซึ่งเต็มไปด้วยเทคนิค ลีลาเร้าใจ จนเขาฝันว่า หากโตขึ้นวันหนึ่งก็อยากเป็นนักพากย์หน้ากากเสือแบบนี้บ้าง

พอขึ้นปี 2 ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการราชดำเนิน จึงเริ่มมีโอกาสได้ฝึกใช้เสียงจริงจัง โดยได้ครูดีอย่าง ฉลอง สิมะเสถียร เจ้าของบทชายกลางแห่ง บ้านทรายทอง เมื่อปี 2501 และ 2513 มาช่วยฝึกเพื่อให้เป็นผู้ประกาศข่าว แต่ดูเหมือนเส้นทางนี้จะไม่เหมาะกับเขาเท่าใดจึงถูกจับโยกมาอ่านสารคดี ก่อนจะมีโอกาสได้ชิมลางการพากย์หนัง

ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ลงเสียงเป็นหนังฝรั่งชื่อ Little House in Paris จากนั้นก็มาพากย์หนังจีนเรื่อง ขบวนการเปาเปียว แล้วก็ข้ามฟากมาพากย์ให้ช่อง 3 เรื่อง เปาบุ้นจิ้น ส่วนใหญ่มักเป็นบทรองๆ มีประโยคพูดแค่ไม่กี่บรรทัด

น้าต๋อยเล่าว่า การพากย์ยุคนั้นไม่ง่ายเลย หนึ่งคือ ยังจับสไตล์ตัวเองไม่ถูก สองคือ มีไอเดียเยอะ แต่ใส่ลงไปไม่ค่อยได้ เนื่องจากทุกคนต่างถือคติว่าต้องพากย์ให้ตรงบท ไม่ควรสอดแทรกมุกเข้าไป แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีที่เขาจะได้เรียนรู้เรื่องการพากย์อย่างเต็มที่ จนปี 2517 จึงได้พากย์เต็มตัวในเรื่อง พ่อลูกสาม ในบทของลูกชายคนโต

น้าต๋อยพากย์หนังอยู่หลายเรื่อง พร้อมเริ่มทำงานประจำเป็นมือตัดต่อของช่อง 9 ไปด้วย กระทั่งอายุ 25 ปีจึงได้รับโอกาสให้ฟอร์มทีมพากย์การ์ตูนเรื่อง ไดมอส ยอดขุนพล เนื่องจากช่วงนั้นทีมพากย์รุ่นใหญ่ๆ ไม่ค่อยอยากพากย์ บางคนบอกว่า ‘มันกินเสียง’ เนื่องจากต้องใช้พลังและอารมณ์สูงมาก

ช่วงนั้นเขารวบรวมทีมพากย์ได้ 4 คน โดยตัวเองรับบทเป็น กาซูย่า ตัวเอกของเรื่อง พากย์อยู่ปีหนึ่งเต็มๆ จนการ์ตูนจบชุด จึงได้รับความไว้วางใจให้ลงเสียงเรื่องที่ 2 ต่อ ในบทของนาโอโตะ ดาเตะ เรื่อง หน้ากากเสือ ซึ่งทันทีที่ทราบ ความทรงจำเก่าๆ ก็หวนกลับมาทันที

“มันเป็นเหมือนปาฏิหาริย์ ผ่านมา 10 ปีแล้วจากวันที่ผมไปยืนดูคุณประชาพากย์ มาวันนี้ ผมได้พากย์เป็นหน้ากากเสือ ขนลุกเลย และทำให้รู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นนักพากย์แน่นอน ความจริงอาชีพหลักของผมไม่ใช่งานพากย์ แต่เป็น Copywriter Editor และต่อไปก็อยากเป็น Director แต่วันนั้นตัดทิ้งหมดเลย อยากเป็นนักพากย์อย่างเดียว”

แต่โลกความฝันกับความจริงนั้นต่างกัน เพราะช่วงแรกๆ ไม่ประสบความสำเร็จ เขายังใช้สไตล์แบบหนังฝรั่ง ทำให้เด็กไม่ติด ถึงขั้นเด็กๆ แถวบ้านบอกว่า สู้ ไอ้มดแดง ที่ฉายทางช่อง 5 ไม่ได้เลย แต่เขาก็ไม่เคยท้อถอย พยายามต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบสูตรสำเร็จเรื่องการใส่มุกตลกลงไป จากการดำน้ำในเรื่อง หน้ากากเสือ

หากถามว่าความตลกเหล่านี้มาจากไหน น้าต๋อยบอกว่า ไม่ได้มาจากตัวเอง เพราะนอกเวลางานเขาค่อนข้างนิ่ง ชอบฟังเพลงและอยู่กับตัวเองมากกว่า แต่ระหว่างนั้นก็จะคอยสังเกต เก็บข้อมูล สิ่งที่เกิดรอบตัวไว้ในหัว และเมื่อไปนั่งอยู่หน้าไมโครโฟน ทุกอย่างก็จะไหลออกมาเอง

“ผมไม่ได้เตรียมมุกตลก มันออกจากตัวละคร เขาเป็นคนสร้างเข้ามาในหัวผม ถ้าตลกมากๆ มันจะเปลี่ยนเป็นคำพูด น้ำเสียง พร้อมกับพยางค์ที่ยาวขึ้นกว่าเดิม ออกมาเองตามการแสดงของเขา.. เสียงผมมันเป็นแบบนี้ ซึ่งญี่ปุ่นตั้งให้เป็น Funny Man เสียงไม่ใช่คนเสียงหล่อ แต่เป็นเสียงที่ฟังแล้วมันร่าเริง สนุกสนาน แล้วเผอิญมันตรงกับคาแรกเตอร์ของตัวละครหลายๆ ตัว อย่างซาเอบะ เรียว หรือไจแอนท์ พอดี”

นอกจากนี้ เขายังพยายามเรียนรู้จากรุ่นพี่ๆ โดยเฉพาะหนังยอดมนุษย์อย่าง ไอ้มดแดง อุลตร้าแมน ซึ่งฉายทางช่อง 5 ทุกเย็นวันอังคาร-พฤหัสบดี เพื่อนำมาปรับให้การพากย์ของตัวเองให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หลังทำงานประจำอยู่ที่ อสมท นานหลายปี ก็เริ่มอยากออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ จึงตัดสินใจลาออก และหันมาตั้งบริษัทของตัวเอง ชื่อ Toontown Entertainment รับงานนำการ์ตูนเข้ามาฉาย แปลบทภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย แต่งเนื้อเพลงประกอบ นำเข้าโชว์จากญี่ปุ่น ที่โด่งดังมากๆ ก็อย่างอุลตร้าแมนโชว์ และเจ็ทแมน รวมถึงสานฝันที่คั่งค้างมานาน ด้วยการสร้างซูเปอร์ฮีโร่เมืองไทยอย่าง Crystal Knights

การไม่อยู่ในสังกัดช่องใดช่องหนึ่งทำให้สามารถพากย์ได้อย่างอิสระ โดยนอกจากช่อง 9 การ์ตูน เขายังมีผลงานอีกเพียบ ว่ากันว่าตลอด 40 กว่าปี น้าต๋อยพากย์หนังพากย์การ์ตูนรวมกันเกือบ 10,000 เรื่อง โดยเฉพาะในยุคที่ Home Video บูมในบ้านเรา รับรองว่าทุกคนต้องเคยฟังเสียงน้าต๋อย

นักแสดงที่ลงเสียงให้ส่วนใหญ่มักมีบุคลิกสนุกสนาน เฮฮา ดูกวนๆ กุ๊กกิ๊ก น่ารัก อย่าง โจว ซิงฉือ, จิม แครี หรือ เอ็ดดี้ เมอร์ฟี บทพระเอกเท่ๆ ก็มีบ้างเหมือนกันอย่าง ทอม แฮงก์ หรือ ทอม ครูซ หากแต่ความจริงแล้ว น้าต๋อยเคยให้สัมภาษณ์ว่า ตัวเองไม่ค่อยชอบบทพระเอกเท่าใด ชอบบทพระรองกับผู้ร้ายมากกว่า เพราะผู้ร้ายในหนังฝรั่งมักจะเป็นคนธรรมดาแต่ซ่อนความรู้สึกในสีหน้า บางทีท้าทายกว่าบทพระเอกเสียอีก

“ส่วนมากผมจะเลือกบท เพราะเป็นคนแบ่งบทเอง ผู้ร้ายกวนๆ นี่ชอบมาก ผมคิดว่านักพากย์ไม่จำเป็นจะต้องพากย์เป็นตัวเอกเสมอไป จริงๆ ตัวไหนก็ได้ที่ให้เสียงเราตรงกับความรู้สึกของตัวแสดง มันก็จะประสบความสำเร็จเอง”

น้าต๋อย เซมเบ้

4

น้าต๋อย..หัวใจไม่ยอมแพ้

เสียงของน้าต๋อยมักมาพร้อมกับความสนุก ความสุข จนบางทีนึกไม่ออกว่ามุมอื่นๆ ในชีวิตของเขาเป็นอย่างไร

“ผมรู้สึกว่าไม่น่าเกิดขึ้นกับตัวผมอีกแล้ว มันเหมือนหมดยุคของผมแล้ว”  

ความรู้สึก ‘หมดไฟ’ เกิดขึ้นกับน้าต๋อยมาพักใหญ่ หนึ่งเพราะอิ่มตัวกับงานพากย์การ์ตูน ยิ่งช่วงหลังเริ่มรู้สึกว่า การ์ตูนยุคใหม่มุ่งขายแต่สินค้า ไม่ได้ใส่ใจเรื่องคุณภาพเมื่อตอนที่พากย์แรกๆ สองมาจากตัวเองเริ่มมีปัญหาสุขภาพ ทำให้ไม่สามารถทนอากาศหนาวๆ ได้นาน เขาจึงตัดสินใจถอนตัวจากรายการช่อง 9 การ์ตูน เมื่อปี 2554 เหลือเพียงแต่งานให้เสียงหนังจีนกับหนังเกาหลี ทางช่อง 7 สี ซึ่งสามารถปรับอุณหภูมิห้องให้สูงขึ้นได้

มาช่วงหลังอาการป่วยยิ่งหนักขึ้น มีโรคแทรกซ้อนหลายอย่าง ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยครั้ง จึงพากย์น้อยลงเรื่อยๆ จนบางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าอนาคตบนสายอาชีพนี้กำลังหมดลงแล้ว

แต่ด้วยความผูกพันของเด็กๆ ที่โตขึ้นมาพร้อมกับเสียงของน้าต๋อย กลายเป็นกำลังใจที่หล่อเลี้ยงให้เขายังคงยืนหยัดต่อสู้ อย่างในช่วงที่ผ่านมาเปิดร้านกาแฟ Time Machine Cafe by Natoi Sembe อยู่ปีหนึ่งเต็มๆ มีแฟนคลับบางคนบินตรงมาจากเชียงใหม่เพื่อมาเยี่ยมและพูดคุยกับน้าต๋อย พอคุยเสร็จบินกลับเลย

ที่สำคัญ ยังมีค่ายหนังหลายแห่งชวนให้กลับมาพากย์อีกครั้ง ทั้งเรื่อง Stand by Me Doraemon, Dragon Ball Super: Broly รวมทั้ง เซเลอร์มูน ที่พากย์ให้ช่อง 9 การ์ตูนอยู่สิบกว่าตอน และล่าสุดคือ City Hunter ซึ่งน้าต๋อยบอกว่าเคยมีคนติดต่อมาให้พากย์เวอร์ชันญี่ปุ่นครั้งหนึ่ง แต่ดูแล้วรู้สึกไม่ประทับใจเท่าที่ควรจึงปฏิเสธไป ทีมงานจึงให้ลองชมตัวอย่างเวอร์ชันใหม่ที่เป็นของฝรั่งเศสทาง YouTube ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ

“ผมเคยพากย์การ์ตูนเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2527 พอเข้าไปดูแล้วตกใจเลย เพราะทุกอย่างเหมือนการ์ตูนเลย และมันเล่นทะลึ่งได้เหมือนมากทีเดียว เพราะเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ ซาเอบะ เรียว หรือ นิกกี้ ลาร์สัน ใน City Hunter คือ มันทะลึ่ง ก็เลยมีความรู้สึกว่ามันน่าพากย์ ก็เลยตอบตกลง

“แต่มีเงื่อนไขว่า ขอพากย์คนเดียวนะ คือไม่ใช่เก่งกาจอะไรหรอก แต่ถ้าพากย์ร่วมกัน ผมจะเทคบ่อยและอีกอย่างคือต้องปรับอุณหภูมิห้องให้สูงขึ้นด้วย แล้วอย่างเรื่องมุกก็ไม่ต้องมาคิดให้ผมนะ ผมขออิมโพรไวส์เองทุกอย่าง เพราะถ้ามาคิดให้ ผมพากย์ไม่ได้ ทุกอย่างต้องออกจากหัว เขาก็ยอมให้ผมเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสถานการณ์ ทำให้พากย์ได้สนุกขึ้น”

สไตล์การพากย์ที่เป็นเอกลักษณ์จึงอยู่ครบ ทั้งการปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้ใกล้กับคนดูมากขึ้น อย่างในหนังตัวอย่างจะมีฉากนางเอกเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเจอหนังสือโป๊ที่พระเอกสะสมไว้หล่นลงมากระจายเต็มพื้น น้าต๋อยก็แก้มุกให้สนุกยิ่งขึ้น

“ตามบทพระเอกต้องแก้ต่างว่า ไม่รู้ใครลืมวางไว้ ผมก็เปลี่ยนเลย เออ..เผอิญไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติมา มันก็เข้ามุกดีกว่า หรือตอนที่นางเอกเอาค้อนไล่ตีพระเอกไปโดนแจกันแตก แล้วเห็นบราเซีย กางเกงในผู้หญิงที่พระเอกซ่อนไว้ในแจกัน นางเอกก็ถามว่า นี่ของใคร ตามบทบอกว่า ไปถามคนจัดดอกไม้สิ แต่ผมบอกว่า ของคุณไง จำไม่ได้เหรอ ซึ่งพอยิ่งพากย์ก็ยิ่งมีความสุข เหมือนเป็นของขวัญปีใหม่เลย”

แม้วันนี้สุขภาพจะยังไม่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่น้าต๋อยก็ไม่เคยหยุดความฝัน ยิ่งเวลาได้พากย์เป็นตัวละครที่สนใจ แรงบันดาลใจและไอเดียจะกลับมาขึ้นมาทันที สิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกอยากต่อสู้ อยากมีชีวิตต่อไป

อย่างที่เขามักพูดเสมอ — หากซุนโงกุนใน ดราก้อนบอล สู้จนแขนขาดแล้วก็ยังคงลุกขึ้นสู้ได้ แล้วคนพากย์จะยอมแพ้ได้อย่างไร

น้าต๋อย เซมเบ้

เรียบเรียงจาก

  • บทสัมภาษณ์คุณนิรันดร์ บุณยรัตพันธุ์ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562
  • นิตยสารภาพยนตร์รีวิวทีวี ปีที่ 4 ฉบับที่ 54 สิงหาคม 2528
  • หนังสือพิมพ์สยามโพสต์ ฉบับวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2540
  • หนังสือประวัติศาสตร์ อสมท 59 ปี สื่อไทย 2495-2554
  • รายการชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ตอน ชีวิตจริงยิ่งกว่าการ์ตูน สถานีโทรทัศน์ Thai PBS วันที่ 16 มิถุนายน 2558
  • นิตยสาร a day ปีที่ 2 ฉบับที่ 18 กันยายน 2545
  • นิตยสาร a day Bulletin ปีที่ 9 ฉบับที่ 457 วันที่ 13 มกราคม 2560
  • นิตยสาร ผู้จัดการรายเดือน ปีที่ 12 ฉบับที่ 138 มีนาคม 2538
  • เว็บไซต์ ผู้จัดการ Live วันที่ 6 ตุลาคม 2560
  • บทความชุด Doraemon: Design Thinking จาก Facebook Talk with Dr.Niphon Naksompop
  • วิทยานิพนธ์เรื่อง พัฒนาการของภาพยนตร์การ์ตูนนำเข้าจากต่างประเทศที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. โดย จรรยา เหลียวตระกูล

Writer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

3,000,000 เล่ม คือ ยอดขายหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทั้งหมดในเมืองไทยตลอด 22 ปีที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ ฉบับภาษาไทย ปรากฏตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2543 โลกการอ่านของเด็ก ๆ จำนวนไม่น้อยก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หลายคนที่ไม่เคยชอบอ่านหนังสือ แต่พอได้อ่านเรื่องราวของพ่อมดน้อยที่ J. K. Rowling บรรจงรังสรรค์ขึ้น ก็เหมือนโดนมนตร์สะกดจนต้องอ่านต่อจนจบ และตั้งตารอคอยว่าเล่มถัดไป แฮร์รี่ พอตเตอร์ และผองเพื่อนจะผจญภัยอย่างไร

หลายคนฝันไกลว่า อยากไปเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนฮอกวอตส์ อยากทดลองขึ้นรถไฟที่ชานชาลาที่ 9 ¾ ที่สถานีรถไฟคิงส์ครอส อยากขี่ไม้กวาดบินไปบนท้องฟ้า เพื่อแข่งขันกีฬาควิดดิช

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

มนตร์เสน่ห์กว่า 4,000 หน้านี้ ทำให้ใครหลายคนหลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการ นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการหนังสือเด็กบ้านเรา

แต่ความสำเร็จทั้งหมดนี้ มีเบื้องหลังสำคัญมาจากความตั้งใจของคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามสรรหาผลงานดี ๆ มานำเสนอแก่นักอ่านทั่วประเทศ

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวนเหล่าบรรดามักเกิ้ล ไปพูดคุยกับ 3 บุคคลที่มีส่วนผลักดันหนังสือชุดนี้ตั้งแต่แรกเริ่มต้น ทั้ง สุมาลี บำรุงสุข ผู้แปลหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ 5 ใน 7 เล่ม, พรกวินทร์ แสงสินชัย บรรณาธิการบริหารหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่ม 6 – 7 แต่คลุกคลีกับพ่อมดน้อยตั้งแต่เล่มที่ 1 และ คิม จงสถิตย์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด ลูกสาวของ สุวดี จงสถิตย์วัฒนา เจ้าของสำนักพิมพ์ที่อยู่เบื้องหลังผลงานทั้งหมด มาร่วมพูดคุยถึงปฏิบัติการนำเรื่องราวของพ่อมดน้อยข้ามน้ำข้ามทะเลจากเกาะอังกฤษมายังเมืองไทย

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

หากไม้กายสิทธิ์และผ้าคลุมล่องหนของคุณพร้อมแล้ว ก็ออกเดินทางกันได้เลย..

01
มนตร์สะกดของพ่อมดน้อย

ใครจะคิดว่า จุดเริ่มต้นของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับภาษาไทย จะมาจากจดหมายฉบับหนึ่งที่ สุมาลี นักเขียนวรรณกรรมเยาวชน ส่งมาถึง สุวดี เพื่อนที่คุ้นเคยกันมานานนับสิบปี

เวลานั้น สุมาลีกับสามีชาวอเมริกันได้โยกย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่เมืองเดอรัม สหราชอาณาจักร ตั้งแต่ พ.ศ. 2539 และพอดีว่าเธออยากหาหนังสือดี ๆ ที่นำเสนอเรื่องราวของเด็กอังกฤษ เพื่อส่งไปให้หลานของสามีที่สหรัฐอเมริกาเป็นของขวัญคริสต์มาส เพื่อนจึงแนะนำหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งออกมาแล้ว 3 เล่ม เพราะกำลังโด่งดังมากในหมู่เด็ก ๆ แถมทุกเล่มยังได้รับรางวัล Nestlé Smarties Book การันตีอีกต่างหาก

“ด้วยความอยากรู้ว่า ดีหรือเปล่า ก็เลยไปขอยืมห้องสมุดมาอ่าน จำได้ว่าบทที่ 1 น่าเบื่อมาก แต่เพราะทุกคนบอกว่าเล่มนี้ดี และเราเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ ก็เลยรู้ว่าบทแรกไม่จำเป็นต้องดีที่สุด แล้ว J. K. Rowling เป็นนักเขียนมือใหม่ด้วย ก็เลยอ่านต่อไป พออ่านเรื่อย ๆ ก็ชักน่าสนใจมากขึ้น สุดท้ายติดใจมาก ไปขอยืมเล่ม 2 ต่อ ปรากฏว่ามีคนคอยคิวเยอะมาก เขาบอกว่า Waiting List is such a Long List ก็เลยบอกว่าไม่ได้แล้ว ต้องไปซื้อเล่ม 2 มาอ่าน คราวนี้ยอมควักกระเป๋าเอง” สุมาลีกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

เสน่ห์หนึ่งที่ดึงดูดสุมาลีคือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ แตกต่างจากวรรณกรรมเยาวชนเรื่องอื่นตรงความครบรส ทั้งแฟนตาซี ดราม่า อารมณ์ขัน มีฉากสืบสวนสอบสวน ผจญภัย ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องมิตรภาพของเพื่อนในโรงเรียน นับเป็นพล็อตเรื่องที่โดดเด่นเกินคาดเดา แถมภาษาก็ไม่ได้อ่านยากมากนัก แม้จะมีศัพท์สแลงค่อนข้างเยอะก็ตาม เพราะฉะนั้นไม่แปลกที่ใครหลายคนอ่านแล้วมักจะติดใจ

“เรื่องชีวิตนักเรียนอังกฤษเป็นสิ่งที่คนชอบมาก แล้วยังมีเรื่องการเติบโต ลูกกำพร้าจะต้องต่อสู้ยังไง แล้วยังมีเรื่องเทพนิยายอะไรต่าง ๆ สอดแทรกเต็มไปหมด คือมันมีทุกอารมณ์ หลากหลายแนว แต่มาร่วมกันอยู่ในเล่มเดียว แล้วที่สำคัญมันไม่ใช่หนังสือที่เด็กอ่านเท่านั้น แม้แต่คนโตอ่านก็ยังชอบ บนรถเมล์ หรือในรถใต้ดิน ก็เห็นหลายคนอ่าน คือภาษาของ J. K. Rowling อาจจะไม่ได้สละสลวยนัก แต่เขาเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งมาก”

ยิ่งอ่านไปเรื่อย ๆ สุมาลีก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย หากหลาน ๆ ที่เมืองไทย จะไม่ได้อ่านวรรณกรรมดี ๆ เช่นนี้บ้าง เธอจึงเขียนจดหมายไปถึงสุวดี ระบุว่า ได้พบหนังสือชุดหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะทำให้เด็กอังกฤษที่เลิกอ่านหนังสือแล้วกลับมาอ่านอีกครั้ง จึงอยากให้นานมีบุ๊คส์นำมาพิมพ์ โดยเธอจะรับอาสาแปลให้เอง

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

“สมัยก่อนนักแปลจะซื้อลิขสิทธิ์เองแล้วนำมาแปล จากนั้นก็ค่อยมาขอให้โรงพิมพ์ช่วยพิมพ์ให้ แต่ตั้งแต่อยู่ที่อังกฤษ พวกเอเยนต์ทั้งหลายเขาจะไม่ขายให้กับเอกชนหรือคนทั่วไปแล้ว เราต้องเป็นบริษัทหรือสำนักพิมพ์ไปซื้อลิขสิทธิ์ แล้วเขาจะมีโครงการเลยว่าไปพิมพ์กี่พันเล่ม แต่ดิฉันรู้ดีว่าคงไม่มีปัญญาตั้งบริษัทของตัวเอง จึงมาขอคุณสุวดี เพราะเห็นทำหนังสือเด็กมาตลอด แล้วก็คงจะสนใจ”

สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ ในเวลานั้นแม้จะถือกำเนิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 แต่ก็ไม่ได้มีชื่อเสียงเรื่องวรรณกรรมเยาวชนเท่าใดนัก ที่ผ่านมาเคยพิมพ์หนังสือแนวนี้มาแล้ว 38 ปก แต่ยอดขายส่วนใหญ่มักอยู่ที่ 1,000 – 3,000 เล่ม เพราะหนังสือแนวที่โด่งดังของสำนักพิมพ์นี้มักเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก โดยมีนิตยสารสำคัญอย่าง Go Genius เป็นหัวขบวน

เดิมทีสุวดีเป็นทายาทของบริษัทนานมี ผู้ผลิตเครื่องเขียนตราม้าและร้านหนังสือจีน เธอเป็นนักศึกษายุค 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เคยเดินทางเข้าป่า หลังเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชน กระทั่งกลับสู่เมือง สุวดีจึงตระหนักว่า ยังมีทางออกอื่นมากมายที่ช่วยสร้างสังคมที่ดี หนึ่งในนั้นคือการผลิตหนังสือดีสำหรับเด็ก เพื่อเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย

เพราะฉะนั้น พอได้ยินว่ามีวรรณกรรมที่ปลุกให้เด็กอังกฤษหันกลับมาอ่านหนังสือได้ แถมยังมีคำแนะนำมาจากสุมาลีอีกต่างหาก จึงไม่ลังเลที่จะขวนขวายหาลิขสิทธิ์ของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เพื่อมาตีพิมพ์

แต่การคว้าตัวพ่อมดน้อยมานำเสนอสู่นักอ่านชาวไทยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะนานมีบุ๊คส์ต้องแข่งขันบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สนใจ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เหมือนกัน แถมยังต้องซื้อลิขสิทธิ์พร้อมกันทั้ง 3 เล่ม เนื่องจาก J. K. Rowling ต้องการมั่นใจว่า ผลงานของเธอจะถูกตีพิมพ์ออกมาครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งเท่ากับว่าต้องใช้เงินประมูลจำนวนมหาศาล

“สมัยก่อน เราไม่รู้ว่าอะไรคือการประมูลต้นฉบับ แต่เราคิดแค่ว่ายังไงก็ต้องเอาให้ได้” คิม ลูกสาวคนโตของสุวดีย้อนวันวาน

ครั้งนั้น นานมีบุ๊คส์ต้องทำแผนการตลาดอย่างละเอียดว่าจะทำอย่างไรให้หนังสือชุดนี้ประสบความสำเร็จ แถมพอยิ่งประมูล ค่าลิขสิทธิ์ก็ยิ่งสูงขึ้น แต่สุวดีก็ไม่ถอย ด้วยหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นประตูบานสำคัญที่ช่วยเปิดโลกการอ่านให้แก่เด็ก ๆ และในที่สุดเธอก็เป็นผู้ชนะ ท่ามกลางความงงงวยของผู้คนในแวดวงหนังสือที่ไม่คิดว่า บริษัทเล็ก ๆ แห่งนี้จะหาญกล้าช่วงชิงวรรณกรรมระดับโลก 

“พอเราทำหนังสือวิทยาศาสตร์มาสักพัก จึงพบว่าพื้นฐานการอ่านหนังสือของเด็กไทยค่อนข้างต่ำ แต่คุณแม่ก็คิดว่า หากอยากให้เด็กมีพื้นฐานการอ่านดีขึ้น ก็ต้องให้เขาอ่านเยอะ ๆ และถ้าอยากให้อ่านบ่อย ๆ ก็ต้องอ่านอะไรที่สนุก จึงเป็นที่มาของการผลิตวรรณกรรมเยาวชน แล้วด้วยความที่เราเคยทำซีรีส์ผจญภัยปริศนาปีศาจ เช่น ผีกระจก ออกมาแล้วมันขายได้ แสดงว่าเด็กนั้นโหยหาความสนุก และถ้า แฮร์รี่ พอตเตอร์ เคยพิสูจน์ที่อังกฤษมาแล้ว เราก็อยากพิสูจน์เรื่องนี้ที่เมืองไทยเหมือนกัน” 

นั่นเองคือ จุดเริ่มต้นของเด็กชายผู้รอดชีวิตที่สร้างประวัติศาสตร์และจุดกระแสวรรณกรรมเยาวชนขึ้นมาในประเทศไทย

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

02
สู่ชานชาลาที่ไม่มีใครรู้จัก

แม้นานมีบุ๊คส์จะเคยผลิตวรรณกรรมเยาวชนมาก่อนถึง 38 ปก แต่สำหรับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทุกอย่างกลับแตกต่างออกไป

สุวดีตั้งใจจะเร่งผลิต แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทั้ง 3 เล่มให้ทันภายในครึ่งปีหลังของ พ.ศ. 2543 บรรยากาศในสำนักพิมพ์เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและวุ่นวาย ทุกคนถูกระดมให้มาช่วยกันสานภารกิจนี้ รวมถึงน้องใหม่อย่าง พรกวินทร์ ที่เดิมทีทางบริษัทรับมาให้ผลิตหนังสือแนวสอนภาษา แต่ครั้งนี้ต้องมาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของ พิมพ์อนงค์ ริมสินธุ บรรณาธิการบริหาร คอยทำงานจิปาถะ

แต่ปัญหาคือ ทุกคนในกองบรรณาธิการรวมถึงตัวสุมาลี ไม่เคยรับผิดชอบงานใหญ่แบบนี้มาก่อน จึงมีการเสนอให้ฉีกต้นฉบับออกเป็นส่วน แล้วกระจายให้นักแปลแต่ละคนช่วยกันแปลเพื่อความรวดเร็ว

“พวกเราไม่เคยอีดิตหนังสือเล่มใหญ่แบบนี้มาก่อน ทุกคนใหม่มาก ถึงมีข้อเสนอเรื่องฉีกต้นฉบับขึ้นมา แต่ความจริงแล้วไม่ควรทำอย่างยิ่ง ยกเว้นคนแปลจะเป็นพี่น้องหรือสามีภรรยาที่ทำงานร่วมกันอยู่แล้ว อาจจะฉีกแปลได้ แต่ตอนนั้นเราคิดแค่ว่า ต้องทำให้เสร็จ” พรกวินทร์อธิบาย

“ตอนนั้นดิฉันก็เลยบอกทางสำนักพิมพ์ว่า อย่าเลย ไม่อย่างนั้นจะหนักบรรณาธิการมาก เพราะต้องตรวจ 3 – 4 สำนวน แล้วการแปลชื่ออะไรต่าง ๆ คำศัพท์จะไม่เหมือนกัน ด้วยความดื้อมาก เพราะฉะนั้น ดิฉันขอแปลเองก่อน” สุมาลีช่วยขยายภาพ

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

การทำงานแปลนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ สุมาลีแปลต้นฉบับจากที่อังกฤษ แล้วส่งไปรษณีย์มายังสำนักพิมพ์ที่เมืองไทย จากนั้นต้นฉบับก็จะถูกส่งต่อไปให้ งามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนและนักแปลวรรณกรรมเยาวชน ซึ่งสุวดีขอแรงให้มาช่วยเป็นบรรณาธิการต้นฉบับ ก่อนมาจบที่ พิมพ์อนงค์ กับกองบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ ที่จะต้องตรวจสอบทุกอย่างให้ถูกต้อง เพื่อตีพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มและวางจำหน่ายต่อไป

ในส่วนการแปลนั้น ต้องถือว่าพลิกการทำงานของสุมาลีโดยสิ้นเชิง เพราะแต่เดิมเธอจะใช้เวลาแปลต้นฉบับเล่มหนึ่งราว ๆ ครึ่งปี จากนั้นถึงค่อยส่งให้สำนักพิมพ์ตรวจสอบรวดเดียว แต่คราวนี้ สุวดีบอกให้สุมาลี ทำตารางการทำงานให้ชัดเจน พร้อมประสานงานกับพิมพ์อนงค์ว่าจะส่งกี่บท ภายในระยะเวลาเท่าใด ซึ่งสุวดีให้อิสระสุมาลีกำหนดตารางเอง แต่ก็ต้องทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้ด้วย

“สมัยนั้น การใช้อินเทอร์เน็ตก็ยังไม่คล่อง การใช้ดิกชันนารีออนไลน์ก็มีน้อย เพราะฉะนั้นดิฉันก็ต้องซื้อดิกชันนารีเล่มโต ๆ อย่าง Collins English Dictionary Complete and Unabridged มาใช้ เพราะ Cambridge Advanced Learner’s Dictionary แบบที่ใช้ตอนเรียนมหาวิทยาลัยนั้นไม่พอ โดยวิธีการแปล ดิฉันจะอ่าน 3 เที่ยว เที่ยวแรกอ่านเอาเรื่องก่อน เที่ยวที่สองอ่านเอาความ และเที่ยวที่สามถึงจะแปล โดยระหว่างนั้นเราก็จดศัพท์ที่ไม่เข้าใจ หรือไม่มั่นใจเป็นลิสต์ไว้เยอะมาก อย่างคาถาแต่ละคาถาที่จะใช้ ชื่อสัตว์ต่าง ๆ เราแปลว่าอะไร ออกเสียงยังไง เพื่อความสม่ำเสมอ เวลาจะใช้คอยเปิดดูว่า เราแปลไว้แบบนี้”

แต่ถ้าศัพท์บางคำ ไม่แน่ใจหรือค้นไม่เจอก็ต้องถามเพื่อนฝูงที่รู้จัก ซึ่งบางครั้งก็มีพลาดบ้าง 

“พวกชื่ออาหาร หลายอย่างเราก็ไม่รู้จักเลย เช่น Treacle Tart ก็ต้องไปหาดู มันคืออะไร ทาร์ตน้ำตาลข้น หรือไอศกรีม ไอศกรีม ที่แบบโอ้โห มันเยอะแยะ เรียกว่า ไอศกรีม Knickerbocker Glory เกิดมาไม่เคยเห็นเลย เพราะมันเป็นอังกฤษมาก ๆ สามีเป็นคนอเมริกันเขาก็ไม่รู้จัก เราถามไม่ได้”

ด้วยเวลาที่จำกัดมาก ทำให้สุมาลีต้องทุ่มเทเวลาเกือบทั้งวันทั้งคืน เพื่อเร่งทำงานให้เสร็จทันตามกำหนด โดยใช้เวลาทำงานเฉลี่ยเล่มละ 2 เดือนครึ่ง รวมแล้วเกือบครึ่งปีกระทั่ง จนกระทั่งถึงเล่ม 3 แฮรี่ พอตเตอร์กับนักโทษแห่งอัซคาบัน นักแปลหญิงก็ตัดสินใจยกธงขาว

“ตอนนั้นดิฉันยังสอนหนังสืออยู่ที่ Durham University ด้วย ก็ต้องแบ่งเวลาให้ได้ พอแปลส่งเราก็ส่งต้นฉบับกระดาษให้พิมพ์อนงค์ไปตรวจ จำได้ว่ามีปัญหามากเพราะเครื่องพิมพ์เสีย จะเป็นโรคประสาท พอแปลเล่มที่ 2 เสร็จก็บอก คุณเล็ก สุวดี ไม่ไหวแล้ว ขอพักก่อน เครียดมาก สามีอาจจะหย่าได้ เพราะไม่ไปไหนเลย ทำแต่งาน กับข้าวกับปลาบอกให้หาเอง คุณเล็กก็บอกว่า ไม่ได้นะ เพราะซื้อลิขสิทธิ์มา 3 เล่มแล้ว ไม่สามารถให้พัก 1 ปีได้หรอก ดิฉันเลยบอกว่าขอให้เปลี่ยนคนแปล ซึ่งเล่ม 3 เป็นเล่มที่ดิฉันชอบที่สุดด้วย แต่เราทำไม่ไหวแล้ว”

ในเล่มที่ 3 ทางนานมีบุ๊คส์ จึงมอบหมายให้ วลีพร หวังซื่อกุล นักแปลวรรณกรรมฝีมือดีอีกคนมารับผิดชอบแทน ซึ่งสุมาลีบอกว่า วลีพรแปลได้เก่งมาก อ่านแล้วถูกใจสุด ๆ เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเรื่องคำศัพท์ที่เกี่ยวกับคาถานั้นใช้ไม่พลาดเลย 

“มีคำว่า Spell ที่เป็นคาถา มีคำว่า Curse ที่แปลว่าคำสาปแช่ง มีคำว่า Jinx และคำว่า Charm ซึ่ง วลีพรไม่เคยแปลสับเลย สุมาลียังแปลสับไปสับมา เพราะตอนแรกเราไม่สนใจ ก็แปลตามเนื้อหา แต่วลีพรใช้คำศัพท์ถูกว่า Charm คือคาถาในแง่ดี Spell คือคาถาธรรมดา Jinx คือคาถาที่แกล้งคน แล้ว Curse นี่คือคำสาป น้องเขาไม่เคยแปลพลาด แปลเก่งมาก” สุมาลีย้ำคำเดิม

แม้กระบวนการแปลจะเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับการจัดการต้นฉบับยังถือว่าเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ความท้าทายคือ ยุคนั้นยังไม่มี Google การค้นคว้าใด ๆ จึงทำได้ลำบากมาก โดยเฉพาะพวกชื่อเฉพาะก็ต้องอาศัยความเชื่อใจจากนักแปลเป็นหลัก 

“ตอนนั้นเรายังอยู่ในตึกเล็ก ๆ โต๊ะพี่พิมพ์กับโต๊ะพรอยู่ตรงข้ามกันเลย ขยับไปไหนไม่ได้เลย พี่พิมพ์ก็จะบอกว่า คำนี้ว่าไงดี พี่ว่ามันแปลก ๆ นะ ก็จะคุยกัน แต่เราก็จะช่วยอะไรพี่พิมพ์ไม่ค่อยได้มาก แต่ถึงอย่างนั้นก็มีหลักในการทำงานเหมือนกันคือ ต้องคิดถึงนักเขียนก่อนเป็นลำดับแรก เพราะความจริงแล้ว นักแปลจะต้องแปลออกมาเป็นภาษาของนักเขียน ไม่ใช่ภาษาของนักแปล หน้าที่ของ บ.ก. คือทำยังไงก็ได้ให้ภาษาของนักแปลกับภาษาของนักเขียนมารวมกัน จนเป็นภาษาที่นักอ่านโอเค” พรกวินทร์กล่าว  

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

อดีตบรรณาธิการย้ำว่า เวลานั้นเป็นเสมือนการลองผิดลองถูก เพราะทุกคนล้วนมือใหม่มาก แต่อย่างน้อยก็พยายามเรียนรู้เต็มที่ เพื่อให้หนังสือออกมาดีที่สุด

อย่างภารกิจหนึ่งที่เธอได้รับมอบหมายจากพิมพ์อนงค์ คือ การพิสูจน์อักษร

“ในกองฯ ตอนนั้นไม่มีพิสูจน์อักษร บ.ก. ต้องทำเองทุกอย่าง พอพี่พิมพ์อีดิตเสร็จ ก็อยากให้เราช่วยดูคำผิดให้ จำได้ว่ารับงานมาตอน 10 โมงเช้า ก็นั่งอ่านถึง 4 ทุ่ม เสร็จเลยทั้งหมด ซึ่งต้องบอกว่า ถ้าทำเล่มขนาดนี้ต้องมีอย่างน้อยเดือนหนึ่ง เนื่องจากตัวอักษรเยอะมาก แต่ตอนนั้นเราไม่มีประสบการณ์ และมันสนุกมาก แบบแสงออกตา พออ่านแล้วหยุดอ่านไม่ได้ ต้องอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะฉะนั้นถ้าไปดู แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มที่ 1 ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 จะพบว่ามีคำผิดเยอะมาก อย่างคำว่า พากย์ ตอนนั้นเราเขียนว่า พากษ์ ซึ่งก็มีผู้อ่านท้วงติงเข้ามา” พรกวินทร์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

อีกเรื่องหนึ่งที่กองบรรณาธิการต้องรับผิดชอบคือ ภาพปก ซึ่งเดิมทีนานมีบุ๊คส์ตั้งใจจะวาดเอง แต่เนื่องจากทางเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่อนุญาต นานมีบุ๊คส์จึงเลือกใช้ฉบับภาพปกของฉบับสหรัฐอเมริกา เพราะสวยกว่าฉบับของอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นฉบับที่ใช้แปล

“Bloomsbury เป็นสำนักพิมพ์ที่ไม่มีชื่อเสียงเลย คือตอนแรกตัวแทนของ J. K. Rowling เอาเสนอขายให้ Scholastic แต่ที่นั่นบอกว่า Too Wordy, Too Literacy To be children Literature เขาบอกว่าคำมากเกินไป ตัวหนังสือมากเกินไป อย่างนี้เขาไม่รับ ก็เลยไปเสนอที่ Bloomsbury แทน ซึ่งที่นี่รับ เพราะลูกสาวของ บ.ก.อ่านแล้วติดใจ แต่ปัญหาคือเขาทุนไม่เยอะ หน้าปกก็เลยไม่สวย ตอนหลัง Scholastic ของสหรัฐอเมริกาถึงค่อยมาซื้อลิขสิทธิ์ไปพิมพ์ แล้วก็ทุ่มทุนทำปกอย่างดี ให้นักวาดมีชื่อเป็นคนทำปก เราถึงเลือกใช้ปกของสหรัฐอเมริกาแทนของอังกฤษ” สุมาลีช่วยอธิบาย

เมื่อกระบวนการจัดทำต้นฉบับเสร็จสิ้นเรียบร้อย และพร้อมจำหน่ายเล่มแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2543 คราวนี้ก็มาถึงโจทย์ที่ยากสุด คือ การทำอย่างไรให้หนังสือชุดนี้ไปสู่วงกว้างที่สุด

ในเวลานั้นทุกคนในแวดวงหนังสือต่างเชื่อว่า นานมีบุ๊คส์จะต้องขาดทุนอย่างแน่นอน เพราะวรรณกรรมเยาวชนเป็นหนังสือประเภทที่ขายได้น้อยมากในบ้านเรา

แต่สุวดีก็ยึดหลักที่ว่า หากตั้งใจจะทำอะไรแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด 

“แม่เป็นคนที่มุ่งมั่นมาก แล้วก็เรียนรู้ตลอดเวลา เมื่อตั้งเป้าหมาย ก็จะทำทุกอย่างให้สำเร็จ ตอนนั้นก็ปรึกษาทุกคนในวงการ คือทุกคนจะทราบว่า คุณสุวดีเป็นคนชอบถามมาก บางครั้งคู่แข่งก็ยังถามเลย ซึ่งหลายคนก็จะให้คำแนะนำ แต่จุดอ่อนที่เราพบคือ คนไม่ชินกับวรรณกรรมที่ไม่มีรูป และอย่างที่สองคือ คนไม่ชินกับเรื่องพ่อมดแม่มด จำได้เลยว่ามีโรงเรียนบางแห่งไม่อนุญาตให้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เข้าโรงเรียน เพราะเป็นตัวแทนของซาตาน เราก็ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไร” คิมฉายภาพ

ภายใต้โจทย์ที่แสนยาก สุวดีพร้อมที่จะฉีกทุกข้อจำกัด ไอเดียที่เธอนำมาใช้ คือ นำบทที่ 1 ของหนังสือมาทำฉบับทดลองอ่าน แจกจ่ายตามโรงเรียนต่าง ๆ รวมทั้งยังลงทุนเชิญร้านค้าต่าง ๆ มาร่วมประชุม เพื่อแนะนำหนังสือชุดนี้ ตลอดจนทำจดหมายข่าวประชาสัมพันธ์ ส่งไปยังสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่าง ๆ เพื่อแนะนำให้สื่อมวลชนทราบว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ พิเศษกว่าวรรณกรรมเยาวชนเล่มอื่นอย่างไร

แต่ที่ถือเป็นไฮไลต์ที่สุด คือ การจัดกิจกรรมเปิดตัวหนังสือ โดยครั้งนั้น สุวดีไปติดต่อขอใช้พื้นที่ของรถไฟฟ้า BTS สถานีพญาไท เพื่อสร้างบรรยากาศคล้ายกับชานชาลาที่ 9 ¾ ที่สถานีรถไฟคิงส์ครอส ซึ่งเป็นสถานีที่แฮร์รี่ พอตเตอร์ ขึ้นเพื่อไปโรงเรียน พร้อมทั้งเชิญ กัญจนา ศิลปอาชา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาเขียนคำนิยมและร่วมอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ฟังในงานเปิดตัว

นอกจากนี้ภายในงานยังมีซุ้มกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ เกมตามหาลูกบอลวิเศษสีทองมีปีก หรือกิจกรรมตามหาศิลาอาถรรพ์ โดยนำกุญแจมาแขวนระโยงระยาง แล้วเด็ก ๆ หาลูกกุญแจที่ไขเซฟเก่าแก่ให้ได้ รวมถึงมอบไม้กายสิทธิ์ ไม้กวาด และตุ๊กตานกฮูก แก่ผู้ที่มาร่วมงานด้วย

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์
22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

“ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมพอดี พวกเราทีมงานก็เลยใส่ชุดพ่อมดแม่มด นั่งรถไฟไปมา แจกหนังสือทดลองอ่าน อีกอย่างหนึ่งเราคิดว่าหนังสือเล่มนี้สำคัญมาก เพราะทำให้เด็กรักการอ่าน บวกกับเคยเห็นตัวอย่างจากเมืองนอกที่คนดังอ่านหนังสือให้เด็กฟังในที่สาธารณะ เราจึงติดต่อ คุณหนูนา กัญจนา ให้มาช่วยอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ซึ่งคุณหนูนาก็โอเค เป็นงานที่สนุกมาก และยังถือเป็นการเริ่มสร้างประเพณีว่า ทุกครั้งที่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ออกเล่มใหม่ ก็จะมีงานเปิดตัวครั้งใหญ่ด้วย” คิมเล่าให้ฟังต่อ

ด้วยกลยุทธ์การผลักดันหนังสือไปสู่วงกว้างของสุวดีและทีมงาน บวกกับเนื้อหาที่เปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานและจินตนาการ ทำให้กระแสของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ แพร่กระจายในสังคมไทยอย่างรวดเร็ว 

หนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 จำนวน 10,000 เล่ม จำหน่ายหมดภายในระยะเวลาไม่กี่วัน และต้องพิมพ์ซ้ำแทบจะทันที เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนต่างเลือกซื้อหนังสือเล่มนี้เป็นของขวัญให้บุตรหลาน เช่นเดียวกับเด็กไทยมากมายที่ใช้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นตัวตั้งต้นให้เริ่มอ่านหนังสือ ยืนยันได้จากจดหมายจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามายังกองบรรณาธิการ บางคนถึงขั้นลงท้ายนามสกุลตัวเองว่า พอตเตอร์ เลยด้วยซ้ำ 

แต่ที่สำคัญสุดคือ เด็กบางคนที่เลิกอ่านวรรณกรรมไปแล้ว แต่เมื่อได้สัมผัสกับพ่อมดน้อยและเพื่อน ก็หันกลับมาอ่านหนังสือแนวนี้อีกครั้ง หนึ่งในนั้นก็คือลูกสาวคนโตของสุวดีนั่นเอง

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์
22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

“ตอนนั้นอยู่ชั้นมัธยม แล้วก็เลิกอ่านหนังสือพวกนี้ไปแล้ว อ่านแต่การ์ตูน แต่แม่ก็ส่งต้นฉบับที่อาจารย์สุมาลีแปลมาให้อ่าน เป็นร่างแรกเลย ตอนแรกก็ไม่ได้อินขนาดนั้น แต่พออ่านไปเรื่อย ๆ ก็หยุดไม่ได้ จำได้ว่าตอนนั้นต้องไปหาหมอ แล้วจากบ้านไปขึ้นรถ ไปที่โรงพยาบาล นั่งรอหมอ จนกลับบ้าน ก็อ่านต่อรวดเดียวเลยจนจบ พอจบเล่มที่ 1 ขออ่านเล่มที่ 2 ต่อทันที แต่อาจารย์สุมาลียังแปลไม่เสร็จ พอเปิดเทอมก็เลยก็เลยไปขอยืมฉบับภาษาอังกฤษที่ห้องสมุดมาอ่านต่อ แล้วนั่นเองทำให้หันกลับมาอ่านวรรณกรรมอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่แค่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่ยังรวมไปถึงเล่มอื่น ๆ ด้วย เช่น มังกรหยก ก็เลยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงมีอิทธิพลต่อเด็กทั่วโลก เพราะแม้แต่ตัวเราก็ยังสัมผัสถึงพลังนั้นได้เลย”

หลังจากวางแผงเล่มแรกได้ 2 เดือน นานมีบุ๊คส์ก็ส่ง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับ ถึงเหล่ามักเกิ้ล หรือคนธรรมดาตัวน้อยที่เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ พร้อมจัดงาน ‘รวมพลังสร้างนักอ่านเยาวชนไทย’ ด้วยการชักชวนครูมาร่วมสัมมนา เพื่อแนะนำหนังสือต่อให้เด็ก ๆ อีกทอดหนึ่ง

และในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันก็มาถึงคิวของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับนักโทษแห่งอัซคาบัน ซึ่งรอบนี้ นานมีบุ๊คส์ไปเปิดตัวที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เพราะเป็นโรงเรียนประจำเช่นเดียวกับโรงเรียนฮอกวอตส์ โดยมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างเช่น ซุ้มหมอดู ซุ้มเสกคาถาร่ายมนตร์ เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาในหนังสือ โดยนี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงานได้สัมผัสถึงกระแสคลั่งไคล้ของเด็กไทยที่มีต่อวรรณกรรมชุดนี้จริงจัง เนื่องจากมีเด็กมาร่วมงานมากถึง 2,000 คน

ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ
ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ

“ตอนนั้นกลับมาเมืองไทยแล้วมาที่นี่ รู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่เคยเจอเด็กเยอะแบบนี้มาก่อน ตอนนั้นคนคลั่งแฟชั่นลายเซ็น มาให้เราเซ็นเยอะมาก จนสุดท้ายผู้บริหารของโรงเรียนวชิราวุธบอกว่าไม่รับงานแบบนี้แล้วนะ” สุมาลีย้อนประสบการณ์

“ต้องเรียกว่าถล่มทลาย คือเตรียมของไปแจกรู้สึกจะเป็นที่คั่นหนังสืออะไรสักอย่าง พอเปิดบูทมา หลังติดผนังเลย เพราะเด็กดันเข้ามาจนไปไหนไม่ได้ ต้องนั่งแบบนี้ทั้งวัน คือเราเข้าใจเลยว่าทำไมถึงบอกว่าไม่รับอีก เพราะคงกะไม่ถูกว่าเด็กจะมากันขนาดนี้ และก็ยังมีผู้ปกครองที่พาลูก ๆ มาขอลายเซ็นอาจารย์ด้วย” พรกวินทร์ช่วยเสริมเหตุการณ์

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่ากระแสคลั่งไคล้ในตัว แฮร์รี่ พอตเตอร์ จนส่งให้หนังสือติดอันดับขายดีนานนับปี หลายคนยังมองว่า วรรณกรรมชุดนี้จะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยพัฒนารากฐานการอ่านให้สังคมไทย 

สุวดีจึงใช้โอกาสนี้สานฝันที่ตั้งใจไว้มานาน ตั้งแต่จัดอบรมครูและผู้ปกครอง เพื่อส่งเสริมการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง เริ่มต้นโครงการ Nanmeebooks Reading Club ด้วยการผลักดันให้นักเรียนอ่านหนังสือให้ถึงเป้าที่ตั้งไว้ และถ้าครบก็จะได้เกียรติบัตรสุดยอดนักอ่าน จัดประกวดต้นฉบับรางวัล ‘แว่นแก้ว’ เพื่อส่งเสริมนักเขียนไทยแนววรรณกรรมเยาวชนให้เติบโตมากยิ่งขึ้น รวมถึงกล้าผลิตผลงานดีที่ฉีกแนวจากตลาด ทั้งผลงานนักเขียนรางวัลโนเบล หรือการ์ตูนความรู้สำหรับเยาวชน

เพราะฉะนั้นคงไม่ผิดหากจะบอกว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นานมีบุ๊คส์ก้าวกระโดด และทำให้เจตนารมณ์ของสุวดีเมื่อครั้งก่อตั้งสำนักพิมพ์ คือการใช้หนังสือช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยกลายเป็นจริงขึ้นมา

03
คาถามัดใจมักเกิ้ล

เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2544 หลังจากรอคอยมาเกือบปี เด็กไทยก็มีโอกาสได้พบกับพ่อมดน้อยอีกครั้งหนึ่ง ใน แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี

คราวนี้ดูเหมือน J. K. Rowling จะท้าทายนักอ่านไม่น้อย เพราะเล่มที่ 4 หนาเกือบพันหน้า แต่ทุกคนก็ไม่ถอย เพราะอยากทราบว่า การผจญภัยในเล่มนี้จะสนุกขนาดไหน

เช่นเดียวกับการทำงานของนานมีบุ๊คส์ ก็ยังเข้มข้นไม่ต่างจากเดิม เพราะสุวดีถึงขั้นส่งทีมงานไปเรียนวิชาบรรณาธิการศึกษา ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเลยทีเดียว เพื่อยกระดับการทำงานให้ได้มาตรฐานขึ้น โดยเล่มนี้ สุมาลียังคงไม่หายอิ่มตัวจากการแปล 2 เล่มแรก สุวดีจึงทาบทามงามพรรณ ให้มารับหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวของแฮร์รี่ พอตเตอร์ และเพื่อน ๆ แทน

จุดเด่นของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี นอกจากพ่อมดน้อยจะต้องเผชิญหน้ากับมังกรไฟอันดุร้ายแล้ว ยังมีการเปลี่ยนชื่อตัวละครบางตัวใหม่ เนื่องจากงามพรรณพบว่า J. K. Rowling ได้มอบหมายให้ Stephen Fry อ่านเพื่อทำหนังสือเสียง และบริษัท Scholastic ผู้จำหน่ายหนังสือชุดนี้ในสหรัฐอเมริกา ยังจัดทำเว็บไซต์ระบุการออกเสียงชื่อตัวละครแต่ละตัวอีกต่างหาก ซึ่งหลายคำไม่ตรงกับที่สุมาลีเลือกใช้ 

อาทิ Hermione เพื่อนสนิทของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ในตอนแรกสุมาลี เขียนว่า ‘เฮอร์ไมนี่’ เนื่องจากเพื่อนชาวอังกฤษบอกว่า เป็นชื่อเก่าดาราเก่ายุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ความจริงแล้ว ต้องออกเสียงว่า ‘เฮอร์ไมโอนี่’ เพราะเป็นชื่อที่มาจากสาวกรีกในนวนิยายเรื่อง โอดิสซีย์ หรือเจ้าแห่งศาสตร์มืด อย่าง Voldemort เพื่อนชาวอังกฤษอ่านว่า โวลเดอมอร์ต เพราะออกเสียงตัว T ข้างท้าย แต่ในเว็บไซต์ ให้ออกเสียงว่า โวลเดอมอร์ เพราะ J. K. Rowling ต้องการให้ออกเสียงแบบฝรั่งเศส ซึ่งสุมาลีสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะนักเขียนดังได้รับอิทธิพลจากการเรียนวิชาภาษาฝรั่งเศสในระดับปริญญาตรี

เพราะฉะนั้น กองบรรณาธิการจึงต้องกลับไปนั่งไล่ปรับแก้ ตั้งแต่เล่มที่ 1 – 3 ให้สอดคล้องกับความตั้งใจของผู้ประพันธ์ แม้นักอ่านหลายคนจะรู้สึกขัดใจไปบ้าง เพราะคุ้นชินกับชื่อเหล่านี้แล้วก็ตาม

โดยระหว่างทาง นานมีบุ๊คส์ยังได้จัดพิมพ์หนังสือพิเศษที่ชื่อ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ หรือ Fantastic Beasts and Where to Find Them ซึ่ง J. K. Rowling เขียนขึ้นเพื่อมอบให้แก่การกุศล ออกมา โดยได้นักแปลนิยายแฟนตาซีอย่าง พลอย โจนส์ มาร่วมงาน ซึ่งเธอได้เลือกใช้นามปากว่า นิลมังกร เพื่อให้สอดคล้องกับนามปากกา Newt Scamander ของ J. K. Rowling อีกด้วย

สุมาลีวกกลับมาแปล แฮร์รี่ พอตเตอร์ อีกครั้งในเล่มที่ 5 จนกระทั่งถึงเล่มสุดท้าย รวมถึงยังแปลหนังสือพิเศษอีกหลายเล่ม อาทิ ควิดดิชในยุคต่าง ๆ, นิทานของบีเดิลยอดกวี และ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเด็กต้องคำสาป ซึ่งเป็นบทละครเวทีที่ J. K. Rowling สร้างสรรค์ร่วมกับนักเขียนอีกหลายคน

ส่วนพรกวินทร์เองก็เข้ามารับตำแหน่งบรรณาธิการบริหารแทนพิมพ์อนงค์ที่ขอลาออกไป หลังจากทำต้นฉบับเล่มที่ 5 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับภาคีนกฟีนิกซ์ เสร็จสมบูรณ์

ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ
ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ

“จริง ๆ ทำมาตั้งแต่เล่ม 5 แล้ว เหมือนตกกระไดพลอยโจน คือพี่พิมพ์ยังอยู่ แต่เพราะเล่มนั้นมันหนามาก แล้วเราทำไม่ทันกัน จึงต้องฉีกเล่มเป็น 3 ส่วน ช่วยกันอีดิต แต่พี่พิมพ์ก็ยังดูภาพรวมทั้งหมด และพอหลังจากเล่มนี้ก็มาดูแลแบบเดี่ยวเลย” บรรณาธิการบริหารคนที่ 2 ของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กล่าว

“จำได้ว่าตอนที่แปลเล่มที่ 5 แทบจะร้องไห้ เพราะบางครั้งรู้สึกว่าหมั่นไส้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เพราะตอนนี้เขาเป็นวัยรุ่น แล้วปั่นป่วนมาก เจ้าคิดเจ้าแค้น ขี้โมโห อ่านแล้วบางทีก็ทนไม่ไหว แต่ว่าการดำเนินเรื่อง J. K. Rowling ดีมาก เขาผูกเรื่องเก่งมาก” สุมาลีช่วยเสริม

สำหรับทั้งคู่แล้ว J. K. Rowling เป็นนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนที่เก่งกาจมาก วางโครงเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม และต่อให้แต่ละตอนจะทิ้งปริศนาไว้มากมาย แต่สุดท้ายทุกปมปัญหาจะถูกอธิบายและคลี่คลายจนกระจ่าง ที่สำคัญยังแฝงหลักคิดเรื่องความจริงของชีวิต ทั้งเรื่องครอบครัว เพื่อน ความรัก ความตาย หรือแม้แต่คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเด็กทุกคนปรับใช้กับชีวิตของตัวเองได้

“J. K. Rowling ได้รับอิทธิพลจากคริสต์ศาสนาเยอะ อย่างตอนสุดท้ายเขาก็เขียนให้จบอย่างมีความหวัง เพราะถ้าจบด้วยความหดหู่ ไม่มีความหวังเลย เด็กก็จะบอกว่าอยู่ไปทำไม แต่ถ้าเรามีความหวังว่าอนาคตยังมี เราก็ยังแก้ไขชีวิตของเราได้ ที่สำคัญเขาเน้นเรื่องความเมตตา ความรักมีอำนาจสูงสุด อย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ จะไม่ยอมให้คนอื่นตายเพื่อเขา เมื่อรู้ว่าถ้าเขาตายแล้ว สงครามจะจบสิ้นสงครามได้ เขาก็พร้อมจะเดินเข้าไปให้โวลเดอมอร์ฆ่า โดยไม่สู้ แต่โวลเดอมอร์ไม่รู้ว่าความรักของแม่ยังครอบคลุมอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่โวลเดอมอร์ฆ่าจึงไม่ใช่แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่เป็นฮอร์ครักซ์ (ส่วนหนึ่งของวิญญาณ) ของเขาเอง ถึงบอกว่า J. K. Rowling ผูกเรื่องเก่งมาก” สุมาลียกตัวอย่าง

“เขาเคลียร์หมดทุกอย่าง ถ้าอ่านแต่ละเล่มจะมีปริศนาที่ตัวละครต่าง ๆ พูดทิ้งท้ายไว้ แต่สุดท้ายเขาเฉลยหมด อธิบายอย่างกระจ่าง เพราะฉะนั้นเราจะไม่รู้สึกว่าง่ายหรือยากไป ที่สำคัญเขาพูดเรื่องเพื่อน ทุกการผจญภัย แฮร์รี่ พอตเตอร์ ไม่เคยสู้คนเดียวเลย แม้ตอนสุดท้ายอาจจะต้องหลุดไปสู้กับโวลเดอมอร์ตามลำพัง แต่ตลอดทางก็จะมีเพื่อนที่ช่วยเขา แม้แต่เพื่อนอย่าง เนวิลล์ ซึ่งภาคแรกจะดูไม่เก่งอะไรเลย แต่ในภาค 7 กลับกลายเป็นผู้นำขึ้นมา ซึ่งไม่ได้ดูผิดปกติ แต่มีเหตุผลที่เขาจะขึ้นมาได้ หรืออย่าง รอน ซึ่งอาจไม่ได้เก่งกาจอะไร แต่เขาก็มีจุดเด่นที่ไม่สามารถหายไปได้” พรกวินทร์ช่วยเสริม

ด้วยเหตุนี้ แม้ตลอดหลายปี การทำงาน แฮร์รี่ พอตเตอร์ จะดูเร่งรีบเพื่อให้ทันต่อความต้องการของแฟนหนังสือ แต่สำหรับทีมงานแล้วต่างมีความสุขไปกับเรื่องราวอันแสนโลดโผนของตัวละคร

นอกจากกระบวนการจัดทำต้นฉบับที่ท้าทายแล้ว ในส่วนของการประชาสัมพันธ์หนังสือเองก็มีสีสันไม่แพ้กัน เพราะนานมีบุ๊คส์เองก็ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้แฟนคลับไม่มีทางลืมเลือนเต็มไปหมด อย่างช่วงวางแผงเล่มที่ 5 ทีมงานสังเกตเห็นว่า หลายประเทศจัดงานเปิดตัวหนังสือตอนเที่ยงคืน นานมีบุ๊คส์จึงอยากทดลองทำบ้าง ปรากฏว่ามีเด็ก ๆ มาปักหลักรออยู่ที่อาคารในซอยสุขุมวิท 31 เป็นจำนวนมาก ด้วยความหวังจะเป็นเจ้าของหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มใหม่คนแรก ๆ ของประเทศไทย 

“ตอนนั้นเรานึกว่าเที่ยงคืนแล้วทุกคนจะรีบกลับบ้าน แต่กลายเป็นวันไม่มีใครกลับเลย เพราะทุกคนมาต่อแถวขอลายเซ็นอาจารย์สุมาลี จำได้ว่าเป็นบรรยากาศที่สนุกมาก แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่พี่ ๆ ทีมงานเขาซีเรียสกันมากคือ กลัวร้านหนังสือจะเปิดกล่องก่อนเที่ยงคืน เพราะเคยมีเคสที่ลูกค้าบอกว่า ทำไมจังหวัดนี้ได้หนังสือก่อน ตอนนั้นเราก็เลยให้พี่พรช่วยเขียนกำกับอีกรอบว่า หากเปิดกล่องก่อน คุณจะถูกคำสาปจากลอร์ดโวลเดอมอร์ ซึ่งตอนนั้นหลายคนก็กลัว โดยเฉพาะพนักงานที่คลัง คือเขาไม่อยากถูกสาป ทั้งที่เป็นคนแพ็กหนังสือ” คิมกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่นานมีบุ๊คส์หยิบขึ้นมาใช้อยู่บ่อยครั้ง คือ ของแถมที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร อาทิ แหวนมหัศจรรย์ช่วยการอ่าน ในเล่มที่ 5 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับภาคีนกฟีนิกซ์ ซึ่งคิมเจ้าของไอเดียได้แรงบันดาลจากเทศการหนังสือที่เกาหลีใต้ หรือหรือน้ำยานำโชค ในเล่มที่ 6 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับเจ้าชายเลือดผสม ซึ่งแผนกวิทยาศาสตร์ของนานมีบุ๊คส์ ก็หาวิธีการผลิตน้ำยาที่ผสมน้ำแล้วเปลี่ยนเป็นสีทองได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วทีมงานก็ผลิตออกมาได้สำเร็จจริงๆ

ที่สำคัญ นานมีบุ๊คส์ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเต็มไปหมด ทั้งจัดชักชวนให้โรงเรียนต่าง ๆ อ่านหนังสือผ่านเสียงตามสาย จัดประกวดซุ้มหนังสือดีเด่น รวมถึงชักชวนแฟนคลับมาร่วมทำกิจกรรม อย่างในงานเปิดตัวเล่มที่ 7 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับเครื่องรางยมทูต เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2550 คิมได้ชักชวนหนึ่งในแฟนตัวยง มาช่วยแต่งเพลงประกอบงาน หรือแม้แต่ร้านหนังสือหลายแห่งก็สรรหากิจกรรมพิเศษ เพื่อสร้างสังคมของผู้อ่านรุ่นเยาว์ให้มากขึ้น

“ในหาดใหญ่มีร้านหนังสือแห่งหนึ่งชื่อ เพลินอักษร เจ้าของคือ คุณไพรัช ทองเจือ ตอนนั้นเขามาประชุมกับแม่แล้วก็เล่าให้ฟังว่า เขาเอาของสะสมที่มีอย่างตุ๊กตารัสเซียหรือของชิ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ มาจัดปาร์ตี้ที่ร้านในวันเปิดตัวหนังสือ แล้วก็แจกของพวกนี้แก่เด็ก ๆ ที่มาร่วมงาน สนุกมากเลย” CEO ของนานมีบุ๊คส์ขยายความ

ด้วยกระบวนการทั้งหมดนี้ ทำให้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นมากกว่าแค่หนังสือ 7 เล่ม แต่ยังมีเวทมนตร์ในการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต นักแปล นักอ่าน และร้านค้า เข้าไว้ด้วยกัน แม้เวลาจะผ่านมากว่าสิบปี ก็ยังไม่จางหายไปไหน

ดังเช่นการถือกำเนิดของกลุ่มแฟนคลับต่าง ๆ ทั้ง มักเกิ้ล-วี และ มักเกิ้ลไทย ซึ่งคอยทำหน้าที่รวบรวมข่าวสารเกี่ยวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตลอดจนนัดพบปะหมู่แฟนคลับหลากรุ่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ที่สำคัญ หลายคนยังได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมเรื่องนี้ จนกลายเป็นนักเขียน นักแปล นักวาดภาพประกอบ มีชื่อเสียงไปไกลถึงต่างประเทศ หรือหลายคนก็เข้ามาขอมาสมัครงานที่นานมีบุ๊คส์ เพราะผูกพันกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์

“ไม่ใช่แค่กองบรรณาธิการเท่านั้นที่อ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ จำได้น้องที่อยู่แผนกบัญชี ก็มาสมัครงานเพราะอ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ เหมือนกัน หรือแม้แต่พวกฝ่ายคลัง เด็กติดรถ เขาก็ยังอ่าน คือมันน่าตื่นตาตื่นใจมากจริง ๆ ที่ได้รู้ว่าพวกเขาเติบโตจากหนังสือชุดนี้” พรกวินทร์กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

แน่นอนความสำเร็จทั้งหมดนี้ ไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่มาจากการรวมพลังกันของทุกภาคส่วน ที่ช่วยกันสร้าง ช่วยกันผลักดันจนนำมาสู่ปรากฏการณ์ที่ยากจะหาหนังสือเล่มใดทำได้เหมือน

04
พ่อมดน้อยไม่มีวันตาย

นับเวลาตั้งแต่ J. K. Rowling พา แฮร์รี่ พอตเตอร์ มารู้จักกับนักอ่านทั่วโลก ก็ผ่านมา 25 ปีแล้ว  

แต่สำหรับผู้เกี่ยวข้องทั้งสามคน ยังเชื่อเสมอว่า หนังสือชุดนี้ไม่เคยล้าสมัย และต่อให้จะผ่านไปนานอีกสักเท่าใดก็ยังอ่านสนุกเหมือนเดิม เพราะโครงสร้างหรือฉากแต่ฉากที่นักประพันธ์หญิงวางไว้ล้วนแต่กระตุ้นจินตนาการและชวนให้ติดตาม ไม่ต่างจากวรรณกรรมเรื่องเยี่ยมของโลกอีกมากมาย ทั้ง เชอร์ล็อก โฮมส์, ปีเตอร์ แพน หรือ เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะริงส์ เลย

เชอร์ล็อก โฮมส์ เขียนมา 200 ปีแล้ว ก็ยังโด่งดังอยู่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ น่าจะเหมือนกัน อาจมีการปรับบ้างเล็กน้อย แต่ตัวละครจะยืนต่อไป เพราะหัวใจที่เขาเขียน เป็นหัวใจที่เด็กยังชอบอยู่ตลอดกาล เขาแตะความต้องการของเด็กได้ ทั้งเรื่องความรัก ความมั่นคง ความอบอุ่น แม้แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นเด็กกำพร้า แต่ก็มีชีวิตที่อบอุ่นมากในโรงเรียน มีเพื่อนที่ดี เรื่องเหล่านี้ไม่ว่ายุคไหน คนก็ยังต้องการสิ่งเหล่านี้อยู่ดี” นักแปลผู้ผูกพันกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ มากว่า 2 ทศวรรษย้ำความเชื่อ

เพราะฉะนั้น โจทย์ในวันนี้ของพวกเขาคือ การทำอย่างไรก็ได้ให้เรื่องราวพ่อมดน้อยยังคงโลดแล่นในใจของนักอ่านรุ่นใหม่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งในฐานะของผู้ผลิต คิมบอกว่า ช่วงสิบปีกว่าที่ผ่านมา นานมีบุ๊คส์พยายามพัฒนาและปรับปรุงหนังสือชุดนี้ให้ดีขึ้นและน่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆ อาทิการผลิต แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับภาพประกอบ 4 สี ผลงานการวาดของ Jim Kay หรือการต่อยอดเป็นหนังสือเรียนศัพท์กับแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยสุมาลีได้นำศัพท์หรือสแลงที่น่าสนใจในหนังสือมารวบรวม เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้ไปพร้อมกัน

เมื่อ พ.ศ. 2563 มีการจัดพิมพ์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับ 20 ปี ซึ่งความพิเศษของหนังสือชุดนี้ คือ การใช้ภาพปกและภาพประกอบฝีมือคนไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งผู้วาดอย่าง อาชว์-อรุษ เอ่งฉ้วน หรือ Arch Apolar เป็นแฟนที่ติดตามและเติบโตมาพร้อมกับหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ และพยายามใส่ความเป็นไทยลงในภาพวาด อาทิ ชานชาลาหมายเลข 9 ¾ ก็เลือกใช้เลขไทยนำเสนอ โดยอาชว์ถือเป็นนักวาดภาพประกอบเพียงคนเดียวที่ J. K. Rowling ชื่นชมผ่านโซเชียลมีเดีย

ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ
ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ

เช่นเดียวกับในส่วนต้นฉบับ นานมีบุ๊คส์ก็ได้มอบหมายให้พรกวินทร์ มาเป็นบรรณาธิการอีกครั้ง ยกเครื่องและปรับปรุงมาตรฐานเนื้อหาให้ดีขึ้น ทั้งเรื่องคำเรียกคาถา สรรพนาม หรือแม้แต่วิธีสะกดให้ถูกต้องตามหลักที่ราชบัณฑิตยสภากำหนดไว้ให้ ยกเว้นบางคำ เช่นชื่อตัวละคร อย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือ เฮอร์ไมโอนี่ ที่ไม่ได้มีการตัดวรรณยุกต์ออก เพราะถือเป็นสิ่งที่ผู้อ่านคุ้นเคย และอาจสร้างความสับสนได้

แต่ทั้งหมดนี้เทียบไม่ได้เลยกับ ภารกิจอย่างการทำให้เยาวชนที่ไม่เคยอ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ มาก่อนได้รู้จักกับวรรณกรรมชุดนี้ เพราะสำหรับคิมแล้ว นี่ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญมากที่ปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านแก่เด็ก ๆ ซึ่งผู้ปกครองและครูควรเข้ามามีบทบาทตรงนี้มากขึ้น

“ทุกวันนี้กระแสโลก คนอ่านหนังสือน้อยลง อาจเพราะมีเครื่องมือการเลี้ยงลูกที่หลากหลายขึ้น แต่ขณะเดียวก็มีงานวิจัยระบุว่า เด็กที่ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มอาจกลายเป็นเด็กที่เป็นสมาธิสั้น หรืออ่านหนังสือไม่แข็งได้ เพราะฉะนั้นหากเราจะแก้ปัญหาสังคมนี้ คือต้องทำให้เด็กอาจหนังสือตั้งแต่เล็กให้ได้ คือย้อนกลับไปเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน 

“แล้วหนังสือเล่มไหนที่จะดีที่สุด ซึ่งสำหรับตัวเองแล้ว หากวันนั้นไม่ได้อ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็คงเลิกอ่านหนังสือไปแล้ว เราจึงเข้าใจว่า เล่มแรกอาจเปลี่ยนชีวิตได้ สิ่งหนึ่งที่แม่พูดเสมอคือ ไม่ใช่คนไทยไม่รักการอ่านนะ แต่ส่วนมากเขายังหาเล่มแรกที่เป็นเล่มโปรดไม่เจอ แต่ถ้าเขาเจอแล้วก็อยากอ่านต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งเราคิดว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ มีพลังที่ช่วยปลุกไฟนี้ขึ้นมาได้”

ไม่มีใครรู้ว่า ในอนาคต เมืองไทยจะมีหนังสือที่สร้างปรากฏการณ์ระดับเดียวกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ อีกหรือไม่ แต่นั่นคงไม่สำคัญเท่ากับการที่เด็กไทยได้พบเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นให้เขาอยากที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่อยู่รอบตัวต่อไป

และทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวของพ่อมดน้อยกับผองเพื่อน ที่ครั้งหนึ่งที่เคยร่ายเวทมนตร์มหัศจรรย์ให้กับสังคมการอ่านของเมืองไทย และเป็นความประทับใจที่จะฝังแน่นในใจของใครหลายคนตลอดไป

ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจาก สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์

Writer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load