8 พฤศจิกายน 2562
6 K

อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ คือตัวอย่างของนักวิ่งเพื่อสุขภาพ ที่ออกกำลังกายด้วยการวิ่งมายาวนานทั้งชีวิต

ในวันที่การวิ่งกลายเป็นแพสชันของคนรุ่นใหม่ แต่สำหรับนักวิ่งวัยเก๋าที่ขยับสองเท้ามาแต่เยาว์วัย การวิ่งเป็นการออกกำลังทางกายที่สะดวก ง่าย และทำให้ร่างกายแข็งแรง

จากจุดเริ่มต้นในการวิ่งเพื่อสุขภาพดีอย่างเอาจริงเอาจังในวัย 35 ปี กลายมาเป็นจุดสตาร์ทของงานวิ่ง ‘จอมบึงมาราธอน’ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในงานวิ่งที่เป็นเป้าหมายของนักวิ่งทั่วประเทศ

แม้คลุกคลีกับวงการงานวิ่งมานานหลายสิบปี แต่มาราธอนแรกของอาจารย์เริ่มต้นที่วัยเกษียณ!

การวิ่งมาราธอนไม่ได้หยุดเพียงแค่ครั้งนั้น เพราะอาจารย์ณรงค์ยังคงวิ่งมาราธอนต่อเนื่องปีละ 1 ครั้ง แม้วันนี้อายุ 73 ปี อาจารย์ยังมุ่งมั่นที่จะวิ่งต่อไป

ที่น่าสนใจคือ การวิ่งของนักวิ่งระยะยาวชนิดตลอดชีวิตคนนี้ ไม่ได้วิ่งเพราะกระแส ไม่ได้วิ่งด้วยแพสชัน ไม่ได้วิ่งเพื่อทำลายสถิติ แต่เป็นการวิ่งอย่างพอดี ในระยะทางที่พอเหมาะ 

เพราะสิ่งสำคัญที่สุดของการวิ่งคือ สุขภาพที่ดี และการมีชีวิตที่ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บ

อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ นักวิ่งเพื่อสุขภาพผู้ก่อตั้งงานวิ่งที่จอมบึง สู่การวิ่งถึงระยะมาราธอนตอนเกษียณ

01

จุดสตาร์ท

“อาจารย์ดูแข็งแรงกว่าคนอายุเจ็ดสิบสามปีทั่วไป” เราบอกอาจารย์ณรงค์เมื่อแรกพบกันในวันที่นัดหมาย

เพราะชายท่าทางใจดีตรงหน้ายังคงมีรูปร่างสมส่วนจากการดูแลสุขภาพอย่างดี และมีความกระฉับกระเฉง แข็งแรง

ในวัยเด็ก อาจารย์ณรงค์เติบโตท่ามกลางภูเขาและทะเลในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชีวิตการสัญจรประจำวันใช้การเดินและวิ่งเป็นหลัก เนื่องจากหมู่บ้านอยู่ในเขตห่างไกลชนิดที่ไม่มีรถเข้าถึง “ไปไหนมาไหนในระยะห้ากิโลสิบกิโลคือต้องเดิน แล้วทุกคนเดินเท้าเปล่า ฝ่าทรายร้อนก็ต้องวิ่ง” อาจารย์ย้อนเล่าถึงความจำเป็นในการวิ่งเมื่อวัยเยาว์

เมื่อวิถีชีวิตคุ้นชินกับกิจกรรมทางกาย อาจารย์ณรงค์จึงเริ่มเล่นกีฬาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา จนถึงระดับมหาวิทยาลัย เข้าสู่วัยทำงานก็ยังคงเล่นกีฬาสม่ำเสมอ จนกระทั่งอายุ 35 ปี จึงต้องเริ่มหยุดกีฬาที่หนักเกินไป และเริ่มหันมาจริงจังกับการวิ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในการออกกำลังกายที่คุ้นเคยอยู่แล้ว

“การเล่นกีฬาต้องวิ่งอยู่แล้ว เพราะการวิ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างความแข็งแรงของกีฬาทุกชนิด แต่การเริ่มวิ่งในวัยสามสิบกว่านั้นเป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพ”

หลังจากวิ่งเพื่อสุขภาพมาได้ 4 ปี อาจารย์ณรงค์ซึ่งขณะนั้นสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี จึงริเริ่มการจัดวิ่งระยะ 10 กิโลเมตร โดยจัดงานวิ่งเล็กๆ นั้นที่หมู่บ้านจอมบึง

“เริ่มแรกเป็นระยะสิบกิโลเมตร และเชิญชวนให้คนมาวิ่งด้วยการทำโบรชัวร์ ใช้เขียนลงกระดาษไขแล้วโรเนียว งานแรกมีคนมาวิ่งไม่ถึงหนึ่งร้อยคน แต่มีนักวิ่งจากกรุงเทพฯ มาวิ่งด้วย เพราะโบรชัวร์นี้มาถึงสวนลุมพินี โดยเชิญคุณหมออุดมศิลป์ (ศาสตราจารย์ นายแพทย์อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม) มาเป็นวิทยากรที่จอมบึง เวลานั้นคุณหมอกำลังส่งเสริมการวิ่งภายใต้โครงการวิ่งสู่ชีวิตใหม่ จึงส่งข่าวให้กับนักวิ่งที่สวนลุมฯ ด้วย”

ต่อมางานวิ่งเล็กๆ ที่จอมบึงได้จัดต่อเนื่องทุกปี จนงานเติบโต มีการเพิ่มระยะการวิ่งขึ้นตามลำดับ ในที่สุดก็กลายมาเป็น ‘งานจอมบึงมาราธอน’ หนึ่งในงานใหญ่ที่เป็นความใฝ่ฝันของนักวิ่งทั่วประเทศ ถึงขนาดว่ากันว่า “ใครไม่เคยวิ่งงานจอมบึง ไม่ใช่นักวิ่งที่แท้จริง” รวมถึงเป็นงานต้นแบบที่แสดงถึงความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้าน และเป็นงานวิ่งที่ริเริ่มงานเลี้ยงสังสรรค์นักกีฬาในเย็นวันเสาร์ก่อนแข่งขันในเช้ามืดวันอาทิตย์ เนื่องจากนักวิ่งจำนวนมากต้องเดินทางมาพักค้างคืนในพื้นที่ใกล้เคียง

สสส นักวิ่งเพื่อสุขภาพผู้ก่อตั้งงานวิ่งที่จอมบึง สู่การวิ่งถึงระยะมาราธอนตอนเกษียณ
อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ นักวิ่งเพื่อสุขภาพผู้ก่อตั้งงานวิ่งที่จอมบึง สู่การวิ่งถึงระยะมาราธอนตอนเกษียณ

02

จาก 10 K สู่ 42.195 K

เนื่องจากจุดมุ่งหมายในการวิ่งของอาจารย์ณรงค์ไม่ใช่วิ่งเพื่อสร้างสถิติใหม่ หรือเร่งท้าทายตัวเองให้ไปสู่ชัยชนะของการวิ่งระยะไกลให้ได้เร็วที่สุดอย่างคนสมัยใหม่ ช่วงเวลาของการขยายระยะทางในการวิ่งจึงเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรัด 

“แม้เป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพก็มีการแข่งขันอยู่ในตัวอยู่แล้ว” อาจารย์ไม่ปฏิเสธ 

“เพราะนักวิ่งจะทำสถิติกับตัวเองหรือเอาชนะคนอื่น การวิ่งจึงพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ ผมเองอยู่ในแวดวงการวิ่ง เมื่อไปวิ่งสิบกิโลเมตรบ่อยๆ ก็อยากไปยี่สิบเอ็ดบ้าง พอวิ่งได้แล้วบ่อยครั้งก็อยากไปสี่สิบสองกิโลเมตร แต่ก็รู้ว่ามาราธอนไม่ใช่สำหรับทุกคน เพราะต้องผ่านการซ้อมจริงจัง ไม่ใช่ของเล่น

“แต่นักวิ่งสมัยนี้ไม่ใช่ พอวิ่งจบสิบกิโลได้ ก็อยากไปมาราธอนเลย บางครั้งก็เกินพอดี” อาจารย์เอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วง

แล้วอาจารย์เริ่มวิ่งมาราธอนครั้งแรกตอนไหน เราถาม

“อายุหกสิบปี” คำตอบนี้ทำเราทึ่งไม่น้อย

“การวิ่งมาราธอนตอนอายุมากเป็นเรื่องที่ทำได้” อาจารย์เล่าต่ออย่างยิ้มๆ เมื่อเห็นเรามีทีท่าตกใจ 

“ปู่คนหนึ่งซึ่งเป็นคนจอมบึงชื่อว่า ปู่เป็ง วิ่งมาราธอนตอนอายุหลังเจ็ดสิบห้า และวิ่งอยู่จนถึงอายุเก้าสิบห้า และเสียชีวิตตอนอายุเก้าสิบเก้าปี ทำให้เราไม่รู้สึกว่าหกสิบปีเป็นเรื่องยากอะไร”

สสส นักวิ่งเพื่อสุขภาพผู้ก่อตั้งงานวิ่งที่จอมบึง สู่การวิ่งถึงระยะมาราธอนตอนเกษียณ

03

มาราธอนเมื่อตอนเกษียณ

อาจารย์ณรงค์เล่าว่า ที่เริ่มวิ่งเมื่อวัยเกษียณ เนื่องจากตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาอาจารย์มีภารกิจเป็นผู้จัดงานวิ่งที่หมู่บ้านจอมบึง จึงไม่มีโอกาสได้ลงวิ่งในงานของตัวเอง 

“จนกระทั่งเกษียณราชการ จึงคิดว่าหกสิบปีนี้เราต้องฉลองให้ตัวเองด้วยการวิ่งมาราธอน” อาจารย์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของมาราธอนแรกในวัยที่น้อยคนนักจะคิดวิ่งระยะไกลเช่นนี้

“การวิ่งมาราธอนครั้งแรกนั้นก็เพื่อไปทักทายคนทำงาน เพราะในงานจอมบึงมีอาสาสมัครหลายพันคนอยู่บนเส้นทาง เราอยากไปขอบคุณและให้กำลังใจเขา ในขณะเดียวกัน เราก็ใช้การวิ่งเพื่อเยี่ยมเยียนนักวิ่งเวลาที่วิ่งสวนกันบนเส้นทาง เราจะเห็นนักวิ่งทุกคน ได้ทักทายแตะมือกัน ถึงเขาจะรู้จักหรือไม่รู้จักเรา แต่เขาจะรู้สึกได้ว่ามีเจ้าภาพมาดูแล”

สำหรับมาราธอนครั้งแรก นักวิ่งวัยเกษียณคนนี้เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 5.15 ชั่วโมง ส่วนครั้งล่าสุดเมื่อปีที่แล้วนั้น ใช้เวลา 5.21 ชั่วโมง

“มาราธอนครั้งแรกยาก เพราะเราไม่เคยวิ่งมาก่อน รองเท้าก็กัด อยากจะออกมาตั้งหลายครั้ง แต่ไม่กล้า เพราะที่เส้นชัยประกาศตลอดว่าอาจารย์ณรงค์อยู่ตรงไหนแล้ว” อาจารย์หัวเราะก่อนเล่าต่อว่า “พอครั้งหลังๆ จะสบาย เรารู้แล้วว่าจะเจออุปสรรคอะไรบ้าง แล้วเราจะทำใจให้พ้นกับอุปสรรคนั้นได้อย่างไร”

อาจารย์เจอปีศาจตามระยะต่างๆ ของมาราธอนอย่างที่นักวิ่งบอกเล่ากันไว้บ้างไหม-เราถามในฐานะนักวิ่งหน้าใหม่ที่ยังไปไม่ถึงมาราธอน

“ผมไม่เจอ เมื่อเราไม่นึกถึงมัน อยู่กับตัวเอง และใส่สมาธิไปกับการวิ่ง ก็ผ่านมาได้” อาจารย์ตอบอย่างมั่นใจเพราะได้พิสูจน์มาแล้ว

จากมาราธอนแรกในครั้งนั้น อาจารย์ณรงค์ตั้งใจที่จะวิ่งระยะนี้ให้ได้เป็นประจำทุกปี ซึ่งอาจารย์ทำได้บรรลุเป้าหมายเกือบทุกครั้ง

สสส นักวิ่งเพื่อสุขภาพผู้ก่อตั้งงานวิ่งที่จอมบึง สู่การวิ่งถึงระยะมาราธอนตอนเกษียณ
อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ นักวิ่งเพื่อสุขภาพผู้ก่อตั้งงานวิ่งที่จอมบึง สู่การวิ่งถึงระยะมาราธอนตอนเกษียณ

04

วิ่งสู่ชีวิตใหม่เกิดขึ้นได้แม้ไม่ได้ไปถึงมาราธอน

ถึงตรงนี้ เราชวนอาจารย์คุยว่ามีนักวิ่งหลายคนได้รับแรงบันดาลใจในการวิ่งสู่มาราธอนจากคำพูดของ เอมิล ซาโตเปก (Emil Zátopek) นักวิ่งชาวเชโกสโลวะเกียที่กล่าวไว้ว่า “ถ้าคุณอยากจะวิ่ง ก็วิ่งสักไมล์ แต่ถ้าคุณอยากมีชีวิตใหม่ ก็จงวิ่งมาราธอน” และนักวิ่งมากมายที่ไปถึงจุดนั้นต่างยืนยันว่าจริง

แต่สำหรับอาจารย์ณรงค์แล้ว ชีวิตใหม่ไม่จำเป็นต้องรอให้ผ่านการวิ่งระยะ 42.195 ก็ได้ เพราะเพียงคุณออกมาวิ่งอย่างจริงจังและตั้งใจ ก็จะได้สัมผัสชีวิตใหม่เช่นกัน

“เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณดื่มด่ำกับการวิ่ง แล้วปล่อยวางจากทุกสิ่งทุกอย่าง แม้เพียงเวลาห้านาทีสิบนาที ชีวิตใหม่ก็เกิดขึ้นแล้ว” อาจารย์เกริ่นขึ้นก่อนอธิบาย

“การที่หัวใจเต้นแรงขึ้น ปอดได้รับออกซิเจนมากขึ้น เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงทุกส่วน ทุกเซลล์ประสาท ได้ดีขึ้น สมองปลอดโปร่ง ก็ได้ชีวิตใหม่แล้ว ไม่ต้องรบให้จบมาราธอน แค่เพียงคุณก้าวออกไปวิ่ง สลัดความเหนื่อยล้า คับข้องใจ จากที่ทำงาน ที่บ้าน จากผู้คน แล้วอยู่กับการวิ่งครั้งนี้ ชีวิตใหม่ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน”

ชีวิตใหม่ที่ว่านี้ไม่ได้เกิดเพียงในห้วงเวลาของการวิ่งเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันจากวินัยที่ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการวิ่งเสมอ

“การวิ่งไม่ใช่แค่เพื่อวิ่ง แต่เราวิ่งเพื่อสร้างวินัย บังคับตัวเอง ร่างกายก็ได้ประโยชน์จากการมีวินัยด้วย การกินดีขึ้น การนอนหลับดีขึ้น ถ้าเราจะวิ่งให้ได้ดี ต้องนึกถึงสุขภาพ อย่างน้อยตอนเริ่มต้นวิ่ง คนจำนวนมากเลิกบุหรี่ได้ ลดการดื่มเหล้าลงจนถึงไม่ดื่มเลย บางคนอาจติดพันเรื่องสังสรรค์บ้าง แต่ก็ดื่มน้อยลง เพราะดื่มแล้วพรุ่งนี้จะวิ่งไม่ไหว ตรงนี้เป็นการควบคุมตัวเอง 

อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ นักวิ่งเพื่อสุขภาพผู้ก่อตั้งงานวิ่งที่จอมบึง สู่การวิ่งถึงระยะมาราธอนตอนเกษียณ

“เรื่องอาหารการกิน คนวิ่งจะรู้ว่าขั้นสุดของการดูแลสุขภาพคือ อาหาร ที่บอกว่าวิ่งแล้วกินอะไรก็ได้เป็นเรื่องพูดกันเล่นๆ ที่คนไม่น้อยเชื่อว่าจริง วิ่งเสร็จก็ไปกินกันโต๊ะใหญ่ แต่นักวิ่งที่ถึงจุดที่มีวินัย เวลาเขาเข้าไปร้านอาหารจะไม่ได้มองอาหารที่สีสันหรือรสชาติ แต่มองว่าได้สารอาหารอะไรบ้าง ออกกำลังกายไปเท่าไหร่ ต้องเติมอะไรเท่าไหร่” อาจารย์ณรงค์อธิบายถึงชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อเข้าสู่วินัยการวิ่งอย่างจริงจัง

และสิ่งที่ได้เกินคาดหวัง มีมากกว่าร่างกายที่แข็งแรง 

“นอกเหนือจากวิ่งแล้วทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น การวิ่งทำให้สังคมกว้างขึ้นด้วย เพราะปัจจุบันนักวิ่งมีเป็นพันเป็นหมื่นคน และนำไปสู่สิ่งสูงสุดในการวิ่ง คือเกิดจิตตปัญญา นักวิ่งมีความเสียสละ รวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อสาธารณะ หรือแม้แต่เรื่องการให้ และเมตตา 

“นักวิ่งคนหนึ่งเจอลูกหมาอายุสักสองเดือนข้างทางขณะวิ่งถึงกิโลที่สิบในการวิ่งที่จอมบึง เขาก็อุ้มไว้เพราะกลัวคนจะเหยียบ ถามหาเจ้าของก็ไม่มี วิ่งอุ้มไปสามสิบกิโลจนถึงเส้นชัยก็หาเจ้าของไม่เจอ จึงต้องอุ้มลูกหมาตัวนั้นมาเลี้ยงที่กรุงเทพฯ เสาร์-อาทิตย์ก็พากลับไปตามหาเจ้าของ แต่ก็ไม่เจอ เขาจึงตั้งชื่อมันว่า จอมบึง วันนี้มันอายุหนึ่งขวบแล้ว เดือนมกราคมปีหน้าเขาจะพาจอมบึงกลับไปที่บ้านเกิดของมัน” 

อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ นักวิ่งเพื่อสุขภาพผู้ก่อตั้งงานวิ่งที่จอมบึง สู่การวิ่งถึงระยะมาราธอนตอนเกษียณ

05

ThaiHealth Day Run วันแห่งการวิ่งเพื่อสุขภาพของคนไทย

จากการจัดงานวิ่งที่หมู่บ้านจอมบึงและการวิ่งเพื่อสุขภาพที่มีมาตลอดนั้น เป็นปัจจัยที่ทำให้อาจารย์ได้เข้ามาร่วมงานกับ สสส. เพื่อส่งเสริมแผนการออกกำลังกายของคนไทย โดยได้ร่วมมือขับเคลื่อนงานกับคุณหมออุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ผู้เขียนหนังสือ วิ่งสู่ชีวิตใหม่ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการวิ่งของนักวิ่งมากมาย รวมถึงอาจารย์เองด้วยเช่นกัน

จากการทำงานตาม ‘ยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา’ ที่ขับเคลื่อนด้วยการใช้องค์ความรู้ การผลักดันมาตรการ และการสื่อสารรณรงค์ เมื่อ 8 ปีที่แล้ว จึงเกิดงานวิ่ง ThaiHealth Day Run ซึ่งจัดให้ใกล้เคียงกับวันสถาปนา สสส. ในวันที่ 8 พฤศจิกายน โดยตั้งชื่อไทยว่า ‘วิ่งสู่ชีวิตใหม่’ ด้วยอยากกระตุ้นให้คนไทยตื่นตัวออกมาดูแลสุขภาพด้วยการวิ่ง

“งานวิ่งนี้ไม่เน้นวิ่งระยะไกล จึงมีระยะเพียงสามกิโลเมตร ห้ากิโลเมตร และสิบกิโลเมตร และเก็บค่าวิ่งไม่แพง เพราะอยากดึงคนใหม่ๆ ให้หันมาออกกำลังกายจากการวิ่งด้วยกัน แม้แต่ ตูน อาทิวราห์ ก็เริ่มวิ่งจากงานนี้ในปี 2555 นะ”

จบประโยคนี้เราเห็นรอยยิ้มภูมิใจของอาจารย์ ที่อย่างน้อยงานวิ่งครั้งนั้นน่าจะเป็นหนึ่งในก้าวแรกที่สำคัญของนักร้องไอดอลด้านการวิ่งคนสำคัญของไทย

ในปีนี้ งานวิ่ง ThaiHealth Day Run จัดวิ่งในเส้นทางบนสะพานพระราม 8 ซึ่งมีนักวิ่งทุกเพศทุกวัยเข้าร่วมเต็มโควตาเป็นจำนวนถึง 6,000 คน แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการส่งเสริมให้คนไทยหันมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งที่อาจารย์ร่วมทำงานกับ สสส. อย่างต่อเนื่องมาตลอดเกือบ 20 ปี

อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ นักวิ่งเพื่อสุขภาพผู้ก่อตั้งงานวิ่งที่จอมบึง สู่การวิ่งถึงระยะมาราธอนตอนเกษียณ

06

วิ่งอย่างพอดีได้ ไม่เดือนร้อนตัวเอง

ทุกวันนี้อาจารย์ณรงค์ยังคงออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ หากไม่ต้องเดินทางเข้ามาทำภารกิจการงานต่าง ๆ ที่กรุงเทพฯ อาจารย์จะพักอยู่บ้านสวนที่จอมบึง จังหวัดราชบุรี  ซึ่งมีทั้งที่ออกกำลังกายและปลูกพืชผักสวนครัวกินเอง

“ชีวิตประจำวันปกติเมื่ออยู่บ้านก็จะเดินดูแลงานรอบสวน วันหนึ่งก็รวมได้หลายกิโลเมตรนะ ส่วนการวิ่งประจำวัน ตอนเช้าจะวิ่งให้ได้หนึ่งชั่วโมง โดยไม่ได้กำหนดว่ากี่กิโลเมตร ตอนเย็นก็วิ่งให้ได้อีกสักครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง แต่ถ้าต้องเดินทาง ก็อาจจะได้วิ่งเพียงตอนเย็น ส่วนวันหยุดมักจะมีโปรแกรมวิ่ง ซึ่งจะได้ซ้อมยาวเป็นสิบกิโลเมตรส่วนใหญ่ อาจจะมียี่สิบกิโลเมตรบ้าง เพื่อเตรียมไปมาราธอนในแต่ละปี”

แน่นอนว่า งานวิ่ง ‘จอมบึงมาราธอน’ครั้งที่ 35 ในเดือนมกราคมปีหน้านี้ อาจารย์ไม่พลาดที่จะลงสนามในระยะมาราธอนเช่นเคย แม้จะมีอาการเจ็บข้อเข่าจากอิริยาบถในชีวิตประจำวัน แต่อาจารย์พยายามฟื้นฟูร่างกายให้ดีที่สุด

“แต่ถ้าฟื้นฟูไม่ทันก็ไม่ฝืน ถ้าจบจนเกิดความเสี่ยงก็ยกธงขาว” อาจารย์เล่าพลางหัวเราะ

เพราะสิ่งสำคัญที่สุดของการออกกำลังกายของคนทุกวัย คือความพอดี

“แม้เป็นการออกกำลังกายก็ต้องยึดหลักพอดี พอดีกับวัย พอดีกับร่างกายของเรา อะไรที่หนักเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสแก่ข้าราชบริพารว่า ‘การออกกำลังกายนั้น ถ้าทำน้อยเกินไปร่างกายและจิตใจจะเฉา ถ้าทำมากเกินไปร่างกายและจิตใจก็จะช้ำ’ นี่คือหลักพอเพียงที่พระองค์ทรงนำมาใช้ทั้งทางเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต”

ความพอดีที่ว่านี้หมายรวมถึงการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการออกกำลังกาย โดยเฉพาะกีฬาวิ่ง ที่นักวิ่งในปัจจุบันเสียค่าใช้จ่ายกันมากมายตามกระแส

“ผมเริ่มต้นวิ่งด้วยรองเท้าผ้าใบนันยาง ดีที่สุดแล้วในสมัยนั้น เพราะเดิมวิ่งด้วยเท้าเปล่า แต่ต่อมาสิ่งมาห่อหุ้มเท้าของเราต้องมีมูลค่าเป็นหมื่นเชียวหรือ นี่คือเรื่องที่ต้องย้อนถาม สิ่งที่พยายามทำอยู่ในตอนนี้คือหาวิธีกระตุกให้สังคมการวิ่งไทยใช้หลักพอดี 

“รองเท้าเสื้อผ้าสำหรับวิ่งใช้อย่างประหยัดได้ ระยะการวิ่งก็ควรเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่แข่งกันว่าฉันวิ่งได้กี่นาที ระยะทางเท่าไหร่ วิ่งดีกว่าเดิมแค่ไหน หรือสะสมระยะว่าวิ่งกันกี่ร้อยมาราธอน บางคนก็สมัครวิ่งล่วงหน้าเป็นปี สมัครหลายรายการ แล้วยังต้องเสียค่าที่พัก ค่าอาหารอีก ซึ่งทุกอย่างควรทำอย่างพอดี ให้เหมาะกับสภาพร่างกาย สุขภาพ และเศรษฐกิจของตัวเอง”

แม้เทรนด์การวิ่งจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ตั้งแต่วันที่เริ่มวิ่งจริงจังจนกระทั่งอายุ 73 ปี และอีกต่อไป เป้าหมายในการวิ่งของอาจารย์ณรงค์ยังคงเป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพเสมอ 

ไม่จำเป็นต้องมีแพสชัน ไม่ได้ไปตามกระแส แต่เป็นการออกกำลังกายที่ปรับเปลี่ยนเหมาะสมตามวัยซึ่งอาจารย์ณรงค์จะยังคงวิ่งเป็นประจำต่อไปตราบเท่าที่ร่างกายยังทำได้ไหว

“การวิ่งของผมไม่ได้เป็นไปเพราะความหลงใหล แต่เป็นการวิ่งออกกำลังกายเพื่อคงสภาพที่ดีของร่างกาย เพื่อให้เป็นคนชราที่ไม่เป็นภาระลูกหลาน” อาจารย์ณรงค์ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

11 มิถุนายน 2564
2 K

สิงโตทองและยูนิคอร์นขาวโอบโล่ตระการ อุ้งเท้าเหยียบข้อความ Dieu et mon Droit อวดโฉมอยู่หน้าประตู ร้อยปีหลังจากเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรย้ายที่ทำการจากเจริญกรุงไปอยู่เพลินจิต ตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักรกลับมาอยู่บนถนนเจริญกรุงอีกครั้ง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

หลังจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยตัดสินใจขายอาคารและพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ ในย่านเพลินจิต สร้างปรากฏการณ์ซื้อขายที่ดินที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยใน ค.ศ. 2018 สถานทูตและทำเนียบทูตอังกฤษย้ายไปอยู่ต่างพื้นที่กันเป็นครั้งแรก โดยปัจจุบันสถานทูตอยู่ที่ AIA Sathorn Tower และทำเนียบทูตอยู่ในอาคารสูงย่านเจริญกรุง ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ริมเจ้าพระยาได้ถนัดตา

“การย้ายทำเนียบทูตไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ปกติทูตจะย้ายบ้านเมื่อย้ายไปประเทศใหม่ ทำเนียบใหม่นี้โมเดิร์นกว่าเดิมมาก”

ท่านทูตไบรอัน เดวิดสัน (Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร​ประจำประเทศไทย ผู้กำลังจะย้ายไปเป็นกงสุลใหญ่ประจำฮ่องกงและมาเก๊า อธิบายเมื่อเปิดบ้านพักต้อนรับ 

“ที่นั่น (ทำเนียบทูตเดิม) มีความหมายกับเรามาก ตอนเรามาเมืองไทยเมื่อห้าปีก่อน เราไม่มีลูก แต่ตอนนี้เราเป็นครอบครัวที่มีลูกสามคน มีช่วงเวลาที่สวยงามและมีความสุขมากที่ตรงนั้น” สก็อตต์ ชาง (Scott Chang) สามีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม FREC Bangkok กล่าวสมทบ

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : Numchok Sawangsri

ก่อนครอบครัวของคุณพ่อ 2 คนและเด็กๆ 3 คนจะย้ายออกจากประเทศไทย พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกับกลุ่มช่างไม้รุ่นใหม่ชาวไทย เพื่อเก็บความทรงจำของสถานทูตย่านเพลินจิตในรูปแบบเฟอร์นิเจอร์และประติมากรรม ที่สร้างจากเศษไม้จามจุรีในสวน

The Cloud เคยเล่าประวัติและความพิเศษของสถานทูตอังกฤษเดิมไว้แล้ว ก่อนชิ้นส่วนเหล่านี้จะแยกย้ายไปอยู่ในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เราจึงขอนำโปรเจกต์ที่ระลึกถึงพื้นที่เก่าแก่แสนสวยมาเล่าสู่กันฟัง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

“เราต้องการเก็บชิ้นส่วนของทำเนียบเดิมไว้ เป็นที่ระลึกว่าอดีตจะอยู่ร่วมกับเราในอนาคต ไม้พวกนี้มีความหมายกับพวกเรามาก มันอยู่ในสวนที่ลูกๆ วิ่งเล่น แต่ละชิ้นจึงเป็นตัวแทนความทรงจำดีๆ แสนพิเศษ เราจะนำชิ้นงานบางส่วนไปกับเราเป็นที่ระลึกถึงบ้านในกรุงเทพฯ บางส่วนมอบเป็นของที่ระลึก และอีกส่วนหนึ่งจะมอบให้สถานทูตที่นี่” 

งานไม้ที่ท่านทูตเอ่ยถึง ได้แก่ ม้านั่ง ประติมากรรม โต๊ะทานข้าว โคมไฟ และแจกัน งานนี้เกิดขึ้น ค.ศ. 2020 เมื่อเกิดการย้ายต้นไม้ใหญ่ในสวนสถานทูตเดิม กิ่งก้านต้นจามจุรีร่วงหล่นเป็นเศษเหลือทิ้ง สก็อตต์เห็นท่อนไม้เหล่านั้นก็เกิดไอเดียให้สหายดีไซเนอร์งานไม้ เฉย-ภาคภูมิ ยุทธนานุกร หรือ นานุ ออกแบบผลงานที่ระลึก เฉยจึงชักชวนเพื่อนฝูงช่างไม้กลุ่ม Grains & Grams ที่เขาก่อตั้ง มาร่วมสนุกออกแบบด้วย

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

“สก็อตต์โทรมาหาผมบอกว่าเสียดายไม้ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาเสียดายมากกว่าคือความทรงจำทั้งหลาย สถานที่ตรงนั้นสวยจริงๆ เขาใช้เวลาอยู่กับมัน แล้วได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เขาคงอยากจะเก็บอะไรไว้สักอย่างครับ ผมเลยขนไม้ไปโรงเลื่อย โรงอบ แล้วคิดว่าจะออกแบบของเครื่องใช้ในทำเนียบทูตใหม่ แต่สุดท้ายก็ทำให้เป็นงานศิลปะขึ้นหน่อย บ่งบอกถึงความทรงจำ ถึงความเปลี่ยนผ่านทางกาลเวลามากกว่า”

ดีไซเนอร์หลักโครงการนี้เล่าเสริมว่าทำเนียบนี้มีเครื่องใช้เพียบพร้อม ทั้งเฟอร์นิเจอร์โบราณจากทำเนียบเดิมที่ท่านทูตไบรอันเลือกมา เช่น โต๊ะกลมหินอ่อน ตู้ลายรดน้ำแบบไทย และตู้ไม้ฝังมุกจีน บวกกับเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยมากมาย ซึ่งนักออกแบบตกแต่งภายในดูแลให้เสร็จสรรพ ข้าวของที่เฉยและพรรคพวกประดิษฐ์ใหม่จึงเป็นของใช้ส่วนตัวที่ครอบครัวปรารถนา

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

พิษณุ นำศิริโยธิน สร้างโต๊ะทานข้าวตัวใหญ่ ซึ่งเป็นของที่ครอบครัวท่านทูตชื่นชอบและอยากนำไปใช้จริง

พิชาญ สุจริตสาธิต ทำโคมไฟรูปเห็ด ที่ได้แรงบันดาลใจจากโคมพลาสติกและแจกัน 33 ใบ หน้าตาไม่ซ้ำกันสักใบ ดึงความงามออกมาจากความสามัญ แจกันเหล่านี้ไม่ต้องใส่น้ำ เพราะตั้งใจว่าดึงดอกไม้ข้างทางหรือดอกไม้แห้งๆ มาใส่ก็สร้างรูปทรงที่สวยงามออกมาได้

ชานนท์ นครสังข์ ออกแบบม้านั่งปลายเตียง ซึ่งเรียบง่ายแต่สวยจับตา คุณสก็อตต์ถูกใจเลยวางไว้ที่โถงทางเข้าซึ่งติดภาพวาดศิลปินไทยที่เล่าเรื่องการทำสมาธิและหายใจ เหมือนเป็นมุมแกลเลอรี่ให้ชมงานศิลป์ ผ่อนคลายก่อนเดินเข้าตัวบ้าน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

ส่วนตัวหัวหน้าโปรเจกต์ เจ้าของสตูดิโอ Republic Nanu สร้างม้านั่งยาวและประติมากรรม 

“ไม้ก้ามปูก็มีลักษณะพิเศษ ลายมันสวยดีนะครับ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ไม้เบอร์หนึ่งในการทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้อหยาบกว่าไม้สักที่สัมผัสนุ่มนวล เนื้ออ่อนกว่าไม้แดงหรือไม้เต็งที่ทำโครงสร้างได้ดี แต่ด้วยสถานที่อยู่ มันเลยมีความหมาย ตอนเจอไม้กิ่งหนึ่งซึ่งมันโค้งๆ หน่อย ผมก็รู้แล้วแหละว่าอยากจะทำม้านั่ง ก็เลยผ่าครึ่ง ทำคานแขวน ยึดตรงกลางด้วยท่อนไม้สี่เหลี่ยมคางหมู ภาษาช่างเรียกว่าหางเหยี่ยว ให้แผ่นไม้ทั้งชิ้นแขวนอยู่ ถ้าเปรียบไม้นี้เป็นวิญญาณของสถานที่ มันก็ถูกแขวนเอาไว้เหมือนการแขวนนวม เลิกแล้วก็เหลือแต่ความทรงจำ” 

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“ส่วนประติมากรรมนี้ชื่อว่า Entropy เป็นคำฟิสิกส์ ถ้าใช้กับชีวิตทั่วไปก็สื่อถึงการที่ทุกอย่างย่อยสลายไปตามกาลเวลา ผมคุยกับสก็อตต์เรื่องความเสียใจต่อสิ่งที่หายไป เลยนึกถึงพระเจ้าสามองค์ของฮินดู คือ พระพรหมผู้สร้าง พระศิวะผู้ทำลาย และพระวิษณุผู้ปกป้องรักษา ในโลกความเป็นจริง คนเราก็หมุนอยู่รอบเรื่องนี้ ทั้งการทำลายล้างและการอนุรักษ์ ถ้าทำงานที่สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจ่างน่าจะเป็นสิ่งดี มองสถานการณ์กว้างๆ คือทุกอย่างต้องย่อยสลายเมื่อถึงวาระ ตัวผมเองเป็นทั้งผู้ทำลายและรักษาผ่านภาษาไม้ คือเอาไม้มาเฉาะจริงๆ”

เฉยชี้ให้ดูรอยปริแตกของไม้ชิ้นใหญ่ที่โดนง้างให้ฉีกคาออกจากกัน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“เฉาะให้มันแยกออก เหมือนเป็นการทำลาย แต่ก็มีตัวไม้ Butterfly รั้งเอาไว้ไม่ให้มันฉีกมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น งานนี้เปรียบเสมือนโลกที่เกิดขึ้น ระหว่างความอยากอนุรักษ์ไว้กับการเปลี่ยนแปลง หรือพลังงานธรรมชาติที่มีทั้งการทำลายและรักษา ทั้งหมดอยู่ในนี้ครับ” 

ดีไซเนอร์เล่ารายละเอียด ขณะที่เด็กๆ ตัวจิ๋วกระจายตัวไปหยิบของเล่นรอบๆ ประติมากรรมที่ตั้งเด่นเป็นสง่า 

แล้วเด็กๆ มีส่วนร่วมมากแค่ไหนกับชิ้นงานเหล่านี้ เราชักสงสัย

“เอลเลียต รู้ไหมว่าม้านั่งนี้ทำจากอะไร” สก็อตต์หันไปถามลูกชาย “เอลเลียตโตที่สุด เขาจำบ้านเดิมได้มากที่สุด” 

“มาจากต้นไม้ที่บ้านเก่าของเรา!” เด็กชายตอบอย่างฉะฉานขณะปีนขึ้นโซฟา 

เด็กคนอื่นๆ นั้นอาจยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ ถึงอย่างนั้นงานไม้เหล่านี้ก็จะเดินทางไปอยู่ในบ้านใหม่ อยู่ในเรื่องเล่าของพ่อสองคนยามเล่าถึงอดีตเมื่อลูกยังตัวเล็กๆ เมื่อเพลินจิตเคยเป็นบ้านแห่งความสุขสมชื่อ ความทรงจำที่บรรจุในงานไม้จะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขายามเติบโตขึ้น

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
ภาพ : Numchok Sawangsri

“ประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักรมีความงามและเรื่องราวมากมาย ทำเนียบทูตเป็นพื้นที่แสดงทิศทางในอนาคตของสหราชอาณาจักร ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีแง่มุมร่วมสมัยเพิ่มมากขึ้น แต่ละครอบครัวทูตคงมีแนวทางตกแต่งของตัวเอง อย่างบ้านเราก็มีงานศิลปินไทย ครึ่งหนึ่งเป็นศิลปินหญิงรุ่นใหม่ และงานศิลปะที่พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมูลนิธิสติให้ยืมมาจัดแสดงชั่วคราวเพื่อขายให้ผู้สนใจ และรายได้ส่วนหนึ่งจะเข้ามูลนิธิ ต่อไปก็น่าจะมีงานศิลปะจากอังกฤษมาตกแต่งมากขึ้น” ผู้อำนวยการ FREC Bangkok กล่าวตบท้าย

นอกจากเครื่องใช้ไม้จามจุรีที่เก็บเรื่องราวลึกซึ้งในของใช้ประจำวัน ดูเหมือนว่าทำเนียบสหราชอาณาจักรโฉมใหม่ จะสลัดภาพเดิมอันเสมือนพิพิธภัณฑ์เก่าแก่โอ่อ่า เป็นแกลเลอรี่ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะและข้าวของหลากหลายยุคสมัยและที่มา โดยถนอมคุณค่าของมรดกประวัติศาสตร์ในมิติอื่นๆ 

น่าจับตามองว่าเรื่องราวของทำเนียบใหม่บนถนนเส้นเดิมเลียบริมเจ้าพระยาจะเป็นอย่างไรต่อไป 

ดูผลงานของกลุ่มดีไซเนอร์ไม้เพิ่มเติมได้ที่ www.grainsandgrams.com

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load