คุณณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ คือกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

เขาเรียนจบสาขาการธนาคารและการเงินจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะเริ่มทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารกองทุน บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) 

ตั้งแต่ พ.ศ. 2538 เขาทำงานที่บริษัทนี้มาตลอด นับเป็นปีที่ 26 ได้เจอกับลูกค้าธุรกิจครอบครัวไทยมากมาย อยู่ในการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่นของหลายธุรกิจ เห็นทั้งความภูมิใจและปัญหา จากที่หน้าที่การงานเคยเป็นเหมือนฝันร้ายยามแรกเริ่ม เขากลายมาเป็นที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคลที่รักในอาชีพตัวเองเป็นที่สุด จนสามารถพากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรคว้ารางวัลมานับไม่ถ้วนแทบทุกปี ล่าสุดคือ Best Private Bank – Thailand Domestic จากนิตยสารธุรกิจชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย Asian Private Banker 

เขาบอกว่าอาชีพที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคลประกอบไปด้วยทักษะจาก 5 อาชีพ ได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ นักบวช หมอ คนทำ TED Talk และดารา

ในงานทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities ที่ผ่านมา คุณณฤทธิ์เป็นหนึ่งในสปีกเกอร์ที่มาพูดในหัวข้อ ‘บทวิเคราะห์ภาพรวม 50 ปี ของธุรกิจครอบครัวที่มีต่อเศรษฐกิจไทย’ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของธุรกิจรูปแบบนี้ อุปสรรคต่าง ๆ ที่ทำให้ไม่สามารถสืบทอดได้ รวมถึงความจำเป็นในการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ที่ไม่ได้หมายถึงเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณค่า ความภาคภูมิใจ และตำนานของครอบครัวด้วยเช่นกัน

ณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ จากเกียรตินาคินภัทร เชื่อว่า Private Banker ที่ดีต้องมีทักษะ 5 อาชีพ

ธุรกิจครอบครัวไทยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมามีความสำคัญต่อประเทศมากแค่ไหน

ธุรกิจครอบครัวคือพื้นฐานของทุกเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นทั่วโลก ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการเป็น SMEs มาก่อน ถ้าไปดูข้อมูลของ World Bank จะพบว่า SMEs เป็นธุรกิจที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ 

ถ้ามองในแง่จำนวน 90 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจทั้งหมดเป็นธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ส่วนน้อยที่เหลือจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือธุรกิจที่ทุกวันนี้ที่สมาชิกครอบครัวอาจไม่ได้เป็นเจ้าของแล้ว ถ้าในแง่การจ้างงาน ธุรกิจครอบครัวหรือ SMEs จ้างงานคนครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด ถ้าในแง่ของ GDP (Gross Domestic Product) มาจากธุรกิจแบบนี้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ แต่นั่นนับแค่เฉพาะธุรกิจที่อยู่ในระบบ เรายังมีธุรกิจเล็ก ๆ อีกมากมาย ดังนั้นเรื่องความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจจึงชัดเจนมาก

กลับมาของเมืองไทย วันก่อนผมเพิ่งอ่านบทความหนึ่ง เขาบอกว่า กิจการที่อายุเกิน 100 ปีในเมืองไทยมีจำนวนไม่เกินนับนิ้ว ยกตัวอย่างเช่น บี.กริม กรุ๊ป หรือโรงแรมโอเรียนเต็ล รวม ๆ กันแล้วไม่น่าเกิน 20 บริษัท ซึ่งนับว่าน้อยมากถ้าเทียบกับประเทศที่มีธุรกิจครอบครัวเยอะ ๆ อย่างญี่ปุ่น 

ธุรกิจครอบครัวไทยเกิดขึ้นเยอะมาก ในช่วงที่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อ 60 ปีก่อน ที่เริ่มมีการส่งเสริมให้คนประกอบธุรกิจมากขึ้น พัฒนามาเรื่อย ๆ จากกิจการเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขยับขยายเติบโต 

ในวงการการลงทุน เราจะพูดเสมอว่าเมืองไทยโชคดีที่เอกชนเก่ง เพราะรัฐอาจไม่ได้สนับสนุนหรือส่งเสริมได้แข็งแรงที่สุด แต่เศรษฐกิจไทยก็เติบโตมาได้ดี ขนาดเจอวิกฤตทั้งการเมือง ภัยพิบัติ กระทบเศรษฐกิจหลายครั้ง แต่ด้วยทำเลที่ตั้ง ความมั่นคงทางอาหาร สินค้าเกษตรต่าง ๆ ก็มีส่วนช่วยทำให้ธุรกิจเล็ก ๆ เติบใหญ่เป็นธุรกิจในทุกวันนี้ เราจึงเห็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านเจเนอเรชันที่คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในธุรกิจมากขึ้น กิจการที่วันนี้อายุราว ๆ 60 ปี ก็น่าจะอยู่ในมือของทายาทรุ่นสามแล้ว 

คุณคิดยังไงกับคำกล่าวที่ว่า ‘รุ่นหนึ่งสร้าง รุ่นสองรักษา รุ่นสามทำลาย’ 

ถ้าดูจากสถิติของทั้งโลก รุ่นก่อตั้งให้เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ส่งต่อมาถึงรุ่นสองได้แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ แล้วรอดไปถึงรุ่นสามเพียง 12 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรุ่นสี่เหลือ 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คำถามคือ ‘เพราะอะไร’

จริง ๆ แล้วมันมีปัจจัยเยอะมาก แต่หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การสืบทอด (Succession) ย้อนกลับไปรุ่นก่อตั้ง เวลาพูดถึงธุรกิจครอบครัว เขาอยู่ร่วมกันจริง ๆ พ่อแม่ลูกอยู่บ้านเดียวกัน เลิกงานตกเย็นก็กินข้าวร่วมกัน พี่น้องรักใคร่กลมเกลียวมาก ถึงแม้จะทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง แต่คนที่โตมาด้วยกัน เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก เล่นด้วยกันตั้งแต่เด็ก เวลาทะเลาะจะตกลงกันได้ง่ายกว่า 

พอถึงรุ่นสองมารุ่นสาม เริ่มแยกย้ายกันไปมีลูกมีหลาน มีเขยมีสะใภ้แต่งเข้าออกบ้าน ความผูกพันก็น้อยลง เวลามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง โอกาสที่จะคุยกันแล้วยุติหาข้อสรุปนั้นไม่ง่าย ที่เปลี่ยนไปแน่ ๆ คือจำนวนสมาชิก คนเยอะขึ้น ความหลากหลายมากขึ้น ไม่เหมือนรุ่นแรกมารุ่นสองที่กินข้าวพร้อมอากงอาม่า ผู้คอยเล่าเรื่องปลูกฝังสิ่งต่าง ๆ มาในแนวทางเดียวกัน พอเห็นไม่เหมือนกันก็มีโอกาสทะเลาะเบาะแว้ง แล้วยังมีเขยสะใภ้เป็นอีกตัวแปรหนึ่ง แบบที่เขาเรียกว่า Pillow Talk คำกระซิบข้างหมอนคนที่นอนข้างกันทุกวันจะมีอิทธิพลกว่าสมาชิกในครอบครัว 

ณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ จากเกียรตินาคินภัทร เชื่อว่า Private Banker ที่ดีต้องมีทักษะ 5 อาชีพ
ณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ จากเกียรตินาคินภัทร เชื่อว่า Private Banker ที่ดีต้องมีทักษะ 5 อาชีพ

เหมือนที่เราเห็นในซีรีส์ เลือดข้นคนจาง

ผมเคยคุยกับ พี่จินา โอสถศิลป์ ผู้บริหาร GDH เขาเล่าให้ฟังว่า ผู้กำกับซีรีส์เรื่องนี้เกิดมาในครอบครัวคนจีน สิ่งที่เกิดขึ้นในละครเรื่องนี้มาจากการสะสมข้อมูลจากเคสจริง หลังจากละครฉายไปมีคนติดต่อมาเยอะมาก เพื่อถามว่า “คุณเอาเรื่องผมไปทำละครเหรอ” เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกครอบครัวคนจีน 

แต่ต้องขอบคุณละครเรื่องนี้นะ มันช่วยสร้างการรับรู้ให้กับครอบครัว ให้รู้ว่าถ้าปล่อยไป ประเด็นเหล่านี้จะเกิดขึ้นแน่นอน ทำให้เกิดบทสนทนาขึ้นในบ้าน หลายครอบครัวร่วมออกแบบข้อตกลงที่เรียกว่าธรรมนูญครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจครอบครัวสนใจมาก

จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานกับธุรกิจครอบครัว เหตุผลที่ทายาทไม่อยากสืบทอดมักเป็นเรื่องอะไร

จากประสบการณ์เราพบว่า หลายคนไม่รู้รากเหง้าของธุรกิจครอบครัว ไม่รู้ว่าแบรนด์นี้คุณปู่คุณย่าสร้างมายังไง ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจสืบทอดหรือไม่สืบทอดของเขา 

ในครอบครัวใหญ่ พอมีสมาชิกเยอะ ๆ ก็ขาดการสื่อสาร เด็กอาจจะไม่คุยกับผู้ใหญ่ คุยคนละภาษา จึงทำให้ถ่ายทอดเรื่องราวยากไปด้วย

ตอนผมเด็ก ๆ อยู่กับอาม่า เขาจะชอบเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง พอฟังมาเราก็ซึมซึบ แต่เด็กรุ่นนี้อาจจะอยู่กันคนละบ้าน อยู่กับพ่อแม่ที่อาจจะเล่าไม่ได้จับใจเท่าอาม่าอากงที่ผ่านอดีตของการก่อตั้งธุรกิจมาด้วยตัวเอง แล้ว Pain Point ของลูกค้าเราหลายคนคือลูกไม่อยากรับช่วงต่อ เพราะธุรกิจเขาเป็นลักษณะเก่า ขณะที่เด็กอยากลองค้นหาหรือทดลองอะไรใหม่ ๆ แต่จะไปเลยก็เสียดาย สองจิตสองใจเพราะธุรกิจที่บ้านก็มีขนาดใหญ่

เราเลยมีโครงการ KKP NeXtGen ปีนี้เป็นปีที่ 9 ที่ตั้งใจจะทำให้ทายาทเห็นว่า ธุรกิจที่บ้านที่เขาเคยคิดว่าน่าเบื่อ มันทำให้มีสีสันขึ้นได้ ได้เจอเพื่อนทายาทด้วยกัน มีบทเรียนเรียบง่ายตั้งแต่การกลับไปดูที่มาของธุรกิจครอบครัวตัวเอง หาคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในสินค้าหรือบริการที่บ้าน ไปจนถึงเวิร์กชอปเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ เช่น แบรนดิ้ง โดยมีเป้าหมายว่าถ้าจบคอร์ส ทั้งรุ่นพ่อแม่และรุ่นลูกจะต้องรู้สึกดี ได้ประโยชน์ และให้การสืบทอดธุรกิจไม่ได้เป็นแค่การสืบทอดธุรกิจ แต่เป็นการสืบทอดความภาคภูมิใจของครอบครัว

การสืบทอดธุรกิจจึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารความมั่งคั่งโดยปริยาย

เรื่องนี้เป็นมิติใหม่ของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งหรือ Wealth Management ในเมืองไทย แต่ถ้าไปดู Private Bank ในต่างประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งให้บริการ Wealth Management กับธุรกิจใหญ่ ๆ ของยุโรป เขาทำเรื่องนี้มานานแล้ว การลงทุนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความมั่งคั่ง เวลาพูดถึงเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่เงิน แต่คือการส่งต่อ Legacy ในทุก ๆ มิติด้วย

ในอดีตคนไทยยังไม่เห็นความสำคัญของเรื่อง Wealth Management อาจเป็นเพราะมีความจำเป็นน้อยกว่า อย่างภาษีมรดกเพิ่งมีมาได้แค่ประมาณ 5 ปี แปลว่าก่อนหน้านี้ สมมติผมมีเงินพันล้าน ยกให้ลูก ลูกได้พันล้าน ก็เลยไม่ต้องวางแผน แต่วันนี้ถ้ามีพันล้าน ต้องวางแผนแล้ว ถ้าพรุ่งนี้เกิดตายไป พันล้านที่ยกให้ลูก ลูกต้องเสียภาษี 50 ล้าน ถ้ามรดกเป็นเงินสดอาจไม่มีปัญหาอะไร ประเด็นสำคัญคือ หลายครอบครัว มรดกไม่ได้มาในรูปแบบของเงิน แต่เป็นที่ดิน เป็นบ้าน เป็นทรัพย์สินอื่น ๆ แต่ลูกที่รับไปต้องเสียภาษี 50 ล้านโดยควักจ่ายเป็นเงินสด บางคนอาจไม่มีเงินจ่าย นี่เลยเป็นสิ่งที่ต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า

เราเริ่มเอาเรื่องนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของบริการพร้อม ๆ กับที่มีกฎหมายภาษีในบ้านเรา เพราะคนเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ ยิ่งใหญ่ ยิ่งต้องดูแล 

ณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ จากเกียรตินาคินภัทร เชื่อว่า Private Banker ที่ดีต้องมีทักษะ 5 อาชีพ

แล้วสำหรับธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็กจำเป็นแค่ไหน

ในมุมที่เห็นว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็น มักจะมองมาจาก 2 เรื่อง

หนึ่ง ธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจที่ยังเล็กอยู่อาจแปลว่า Personal Wealth หรือความมั่งคั่งส่วนตัวของเจ้าของธุรกิจก็ยังเล็ก สิ่งที่เขาต้องการเดี๋ยวนี้จึงอาจไม่ใช่เรื่องการจัดการความมั่งคั่ง แต่เป็นเรื่องการเติบโตทางธุรกิจ 

สอง ครอบครัวที่ไม่ได้ใหญ่มาก สมาชิกไม่เยอะมาก สมมติผมทำธุรกิจกับภรรยา มีลูก 2 คน ความซับซ้อนที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ใช่ที่รุ่นสอง แต่อาจจะไปอยู่ที่รุ่นสาม ก็ยังมีเวลา นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำอันดับแรก ๆ

แต่ถ้ามองในมุมธุรกิจ ถ้าเราอยากทำธุรกิจให้สามารถสเกลอัปไปได้อย่างไม่มีข้อจำกัดมาก และไม่ต้องมาแก้ปัญหาในภายหลัง การทำโครงสร้าบริษัทโฮลดิ้งให้รองรับการขยายธุรกิจตั้งแต่ต้นจะตอบโจทย์กว่ามาก

ยกตัวอย่างเช่น ในอดีต หลายครอบครัวที่ทำธุรกิจไม่ได้ทำแค่ธุรกิจเดียว แต่ละธุรกิจก็จะให้สมาชิกครอบครัวไปเป็นผู้ถือหุ้น ธุรกิจแรกอาจจะแบ่งเท่า ๆ กัน มาธุรกิจที่สองซึ่งแตกแขนงมาจากธุรกิจแรก พ่อแม่ยังถือเยอะสุด แต่ลูกคนโตมีบทบาทในธุรกิจนี้เยอะ เลยได้ถือสัดส่วนมากกว่าลูกคนอื่น ๆ พอบริษัทที่สามเกิดขึ้น ลูกคนที่สองมีบทบาทเยอะกว่า ก็ถือเยอะกว่า ทุกบริษัทไม่ใช่บริษัทโฮลดิ้ง แต่เป็น Operating Company หมดเลย ปัญหาคือนานวัน ธุรกิจก็โตขึ้นไปเรื่อย ๆ มาดูอีกที มีคนถือหุ้นไขว้ไปไขว้มาเต็มไปหมด พอต่อมาครอบครัววางแผนเข้าตลาดหุ้น อยากทำ IPO คำถามคือ จะเลือกเอาบริษัทไหนเข้า รักพี่เสียดายน้องไปหมด ก็ต้องมาเริ่มจัดโครงสร้างใหม่เสียเวลาอีกได้เป็นปี ๆ เป็นต้น

กลับมาที่คำถาม การวางแผนจำเป็นไหมสำหรับธุรกิจขนาดกลางจนถึงขนาดเล็ก ถ้าจัดให้ดีตั้งแต่ต้น ก็ดีกว่าต้องมาแก้ทีหลัง และพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นทายาทรุ่นปัจจุบันที่ให้ความสำคัญ เพราะรู้ว่าถ้าไม่ทำวันนี้ รุ่นต่อไปอาจมีปัญหา

การบริหารความมั่งคั่งในแบบฉบับของเกียรตินาคินภัทรเป็นอย่างไร

ลูกค้าเข้ามาหาเราโดยเริ่มจากการลงทุนก่อน ในวันแรก ๆ ความไว้ใจยังไม่เกิด กว่าเขาจะปรึกษาเราเรื่องครอบครัวหรือเรื่องต่าง ๆ ต้องใช้เวลา ความสนิทสนม และความไว้ใจ จนสุดท้ายอาจไว้ใจไปถึงขั้นมาถามเราให้ให้คำปรึกษาไปถึงมหาวิทยาลัยในเมืองนอกที่ลูกเขาจะไปเรียนต่อ เป็นความสัมพันธ์ที่มากไปกว่าการเป็น Private Banker  หรือที่ปรึกษาทางการเงิน แต่เป็นเพื่อนของครอบครัวคนหนึ่ง

เราอยากเป็น One-stop Solution ของลูกค้า ถ้าเราทำแค่ธุรกิจ Private Bank จะตอบโจทย์ลูกค้าได้แค่มิติเดียว แต่พอเราให้บริการนี้ในนามกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มันก็เลยมีความครอบคลุม อาจจะตั้งแต่การให้สินเชื่อไปจนการให้คำแนะนำลูกค้าที่อยากเข้าตลาดทุนหรือควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions)

เราอยากเป็น ‘จีฉ่อย’ ที่มีขายทุกอย่าง ตอบได้ทุกเรื่อง แล้วส่งผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มเข้าไปคุยกับลูกค้า สร้างความไว้ใจให้กับเขา

พอเราเป็นกลุ่ม เราก็ให้บริการแบบผสมผสานทั้งความเป็นบริษัทหลักทรัพย์และธนาคารได้แบบที่เดียวจบ เช่น จากเดิมที่เวลาจะกู้เงินต้องเอาที่ดินไปค้ำ ลูกค้าที่อยู่กับเราสามารถเอาหุ้นที่อยู่กับบริษัทหลักทรัพย์มาเป็นหลักประกันเพื่อกู้เงินจากธนาคารก็ได้ ทำให้ได้ดอกเบี้ยที่ถูกกว่า โดยไม่เสียโอกาสในการลงทุน เป็นต้น

ชีวิตที่มีความมั่งคั่งกับไม่มีจะต่างกันอย่างไร

Wealth Management สำคัญมากสำหรับทุกคน ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ทำธุรกิจด้วยซ้ำ มันคือความมั่นคงของชีวิตที่ต้องมีให้เพียงพอตามแพสชันที่เราอยากทำ หรือตาม Legacy ที่เราอยากส่งมอบ 

ยิ่งในมุมของการทำธุรกิจครอบครัว ความเข้าใจเรื่อง Wealth Management เป็นเรื่องสำคัญมาก บางคนมองว่าความมั่งคั่งของธุรกิจและความมั่งคั่งส่วนตัวเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่แยกกระเป๋า หยิบยืมไขว้กันไปมา ซึ่งจะเกิดปัญหาตอนมีวิกฤตขึ้น 

ยกตัวอย่างเช่น ในวิกฤตต้มยำกุ้งที่ธุรกิจได้รับผลกระทบเยอะมาก ขณะที่ฝั่งธุรกิจมีปัญหา ฝั่งความมั่งคั่งส่วนบุคคลหรือของครอบครัวอาจไม่ได้มีปัญหามาก แต่ถ้าไม่แยก เอาทั้งสองอย่างรวมกัน สุดท้ายจะแยกไม่ได้ กลายเป็นวิกฤตเดียวกันหมด

อธิบายเพิ่มเติมให้เห็นภาพว่า สำหรับธุรกิจ คนไหนเข้าไปทำ คนนั้นถึงได้ผลตอบแทน ส่วนความมั่งคั่งของครอบครัว มันถูกถือครองโดยสิ่งที่บางคนเรียกว่า Blood Shareholder ทุกคนมีสิทธิเหมือนกันหมด สองเรื่องนี้ถ้าเอามาปนกัน โอกาสทะเลาะกันสูงมาก เพราะวิธีคิดมันไม่เหมือนกัน

พอเป็นธุรกิจที่ขายความเชื่อใจ คนทำงาน (Private Banker) ต้องมีคุณสมบัติแบบไหน

นโยบายและเป้าหมายขององค์กรมีผลเยอะมาก องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเติบโต แต่ไม่ได้ใส่ใจกับรายละเอียดของการเติบโตนั้นว่ามายังไง เช่น ทำยังไงก็ได้ให้โตมากกว่าปีละ 10 15 20 เปอร์เซ็นต์ เป้าหมายนี้ก็จะตกไปเป็น KPI ของพนักงาน โดยพนักงานบางคน ฐานลูกค้าที่มีอาจไม่ได้เหมาะสมกับ KPI ที่ให้มา สุดท้ายเขาก็ต้องไปขายสินค้าที่ไม่เหมาะกับลูกค้า เพื่อจะให้ได้ตาม KPI และทำให้ลูกค้าเสียประโยชน์หรือไม่ได้ประโยชน์สูงสุด

นโยบายองค์กรจึงสำคัญกับการทำงานของพนักงาน องค์กรเราโชคดีที่ผู้บริหารมองต่างไป หนึ่งในนโยบายของเราคือ Clients’ interest first ถ้าลูกค้าดี ลูกค้าแฮปปี้ บริษัทก็จะดีตาม

พอเริ่มจากนโยบายตั้งต้นอย่างนี้ก็มาถึงเรื่องการรับคน แน่นอนครับว่าเราต้องการคนเก่ง แต่การเป็น Private Banker ต่อให้เอาคนที่เก่งที่สุดมาทำก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ ลองนึกภาพว่าเราให้คนที่ลงทุนเก่งที่สุด อาจจะเป็นผู้จัดการกองทุนหรืออะไรก็ตามมาบริการลูกค้า แต่สุดท้ายเขาอาจจะไม่สามารถสื่อสารหรือ ‘ต่อติด’ กับลูกค้าจนเกิดความไว้วางใจได้

อาชีพนี้กว่าจะทำได้ต้องอายุอย่างน้อย 30 ซึ่งไม่เกี่ยวกับความเก่ง เพราะความเก่งมันสร้างกันได้ แต่พอเป็นธุรกิจที่ขายความไว้ใจ อายุจึงเป็นเรื่องสำคัญ 

Private Banker ที่ดีและเก่งสำหรับผม ต้องเป็น 5 อาชีพในร่างเดียว

หนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ ต้องเป็นคนช่างสังเกต เพราะหน้าที่หนึ่งของตำแหน่งนี้คือการออกแบบบริการให้ลูกค้า มันไม่ใช่สินค้าที่มี Standard Set และหลายครั้งลูกค้าก็ไม่รู้ว่าต้องเองต้องการอะไร

สอง นักบวช ต้องเป็นคนที่ลูกค้ามองแล้วรู้สึกว่าเป็นคนดี มองแล้วต้องชวนให้เกิดความไว้วางใจ ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา โหงวเฮ้ง แต่รวมถึงวิธีการพูดและบุคลิกทุกอย่าง 

สาม หมอ ปกติเราไปหาหมอ เราไม่ค่อยตั้งคำถามเพราะเชื่อถือในวิชาชีพเขา เชื่อว่าเขาเก่ง เราจึงต้องมีความรู้ เวลาแนะนำลูกค้าก็ต้องทำให้รู้สึกเชื่อถือเชื่อมั่น ถ้าทำตรงนี้ไม่ได้ การไว้ใจก็เกิดขึ้นได้ยาก

สี่ คนทำ TED Talk ต้องพูดไม่เยิ่นเย่อแต่สื่อสารได้ครบถ้วน เพราะทุกวันนี้มีเรื่องที่ต้องคุยมากมาย รัสเซีย ยูเครน หุ้นตก ดอกเบี้ยขึ้น ฯลฯ ขณะที่เวลาน้อยลง 

สุดท้าย ดารา ต้องเป็นคนมีเสน่ห์ คุยด้วยแล้วสนุก  ไม่อยากหนีหน้า

วิสัยทัศน์ของ คุณณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)

ฟังดูเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ และท่าจะเทรนได้ยาก

ถูกครับ เวลาเราพูดถึงอะไรที่เกี่ยวกับศิลป์ มันมักจะเทรนยาก หลายเรื่องต้องเทรนจากการทำงาน มีตัวอย่างให้ดู ซึ่งคนคนนั้นก็ต้องเป็นคนช่างสังเกตถึงจะหยิบจับอะไรได้ง่าย แล้วนำมาปรับเปลี่ยนให้การทำงานคมขึ้น แต่ถ้าไม่ใช่คนสังเกตจะยากมาก คนที่ทำอาชีพนี้จึงต้องมีทักษะที่ครอบคลุม พนักงานบางคนเก่งทุกอย่าง ความรู้เรื่องการลงทุนดี ความสามารถในการสื่อสารดี แต่เขาไม่อยากมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับลูกค้า อยากรักษาระยะห่างไว้ เป็นมืออาชีพ ไม่ได้อยากเป็นเพื่อน ถามว่าเขาทำอาชีพนี้ได้ดีไหม ดี แต่ถ้าเจอลูกค้าที่ต้องการความสัมพันธ์แบบเพื่อน เขาก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ลูกค้าคนนั้นแล้ว

เพราะลูกค้าก็มีหลายมิติ บางคนบอกผมมี 100 บาท ให้ที่ปรึกษาไปบริหารให้ได้ผลตอบแทน 7 เปอร์เซ็นต์ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องเล่าให้ฟังว่ากองไหนดี กองนี้ดียังไง ปวดหัว ขอเอาเวลาไปทำธุรกิจ

กับอีกคน ต้องการรายละเอียดทุกเม็ด เช็กทุกอย่าง ถ้าวันไหนไม่โทรมาถือว่าบริการบกพร่อง วิธีการบริการลูกค้าสองคนนี้ก็จะแตกต่างกัน

อีกมิติหนึ่งคือ ลูกค้าที่มีความรู้เรื่องการลงทุนมากกับมีน้อย ถ้าบริการคนที่ความรู้เยอะก็ต้องไปเป็นทีม อาจจะต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านอื่น ๆ เข้าไปพร้อมกัน เพื่อทำให้เขามั่นใจว่าเราตอบโจทย์เขาได้แน่นหนา รัดกุมมาก 

พอมีความละเอียดอ่อนและต้องการทักษะหลายอย่าง จึงทำให้เราหาคนทำงานในอาชีพนี้ยากขึ้น แต่ถ้าได้เป็นแล้วแทบไม่มี Turnover หรือลาออกเลย มันจะกลายเป็นงานที่สนุกมากสำหรับคนทำ เหมือนเรากำลังคุยกับเพื่อนด้วยความปรารถนาดี เราอยากแนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา ขณะเดียวกันก็เป็นงานที่ได้ค่าตอบแทนดี ที่ปรึกษาส่วนใหญ่จึงทำอาชีพนี้ไม่เปลี่ยน ปีที่ผ่านมาก็มีพี่ 2 คนเพิ่งเกษียณ คนหนึ่งขยายเวลาต่อ ในต่างประเทศ บางคนทำงานถึงอายุ 75 ก็มี นี่เป็นอาชีพที่ต้องบอกว่า ยิ่งแก่ ยิ่งมีคุณค่า

แล้วคุณเป็น Private Banker ที่มาพร้อมพรสวรรค์หรือพรแสวง

ถ้าย้อนไปตอนเด็ก ผมกลัวการพูดต่อหน้าคนเยอะ ๆ เราเป็น Introvert ของจริง สมัยก่อนเวลาพรีเซนต์หน้าห้องจะใช้เครื่องปิ้งแผ่นใส แล้วจะเห็นชัดเจนมากว่ามือเราสั่น นั่นขนาดแค่เพื่อนนักเรียนในห้องนะ (หัวเราะ)

แต่วันนี้เราทำสิ่งนั้นได้ดี จนมีคนชมว่าสามารถพูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เปลี่ยนจุดที่อ่อนแอเป็นจุดแข็ง ถามว่าเปลี่ยนได้ยังไง เปลี่ยนเพราะงานนี่แหละ เราถูกงานบังคับให้ต้องฝึกฝน

งานแรกที่ทำหลังเรียนจบเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สมัยนั้นพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องเปลี่ยนจากระบบบำเหน็จมาเป็นสิ่งนี้ เราต้องเดินสายไปอธิบายให้เขาฟังว่า ของเก่าเป็นยังไง ของใหม่เป็นยังไง เปลี่ยนแล้วจะต่างจากเดิมยังไง 

แล้วลองนึกภาพ พนักงานรัฐวิสาหกิจอายุราว ๆ 40 – 50 ปี 50 คนนั่งอยู่ในห้อง แล้วเราอายุ 20 ต้น ๆ Nightmare ชัด ๆ (หัวเราะ) เพราะพนักงานเขารู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขา คำถามที่เขาถามตอนเราเดินสายก็จะเป็นไปในเชิงท้าทาย โจมตี บางทีก็จะมีแกนนำ คอยถามกวน ๆ แล้วเพื่อนก็ค่อยโห่ตาม

เหตุการณ์หนึ่งจำได้แม่นเลย ปกติพรีเซนต์เราจะนั่งโต๊ะ กดคอมพิวเตอร์เอา มันยังรู้สึกมีอะไรป้องกัน ปลอดภัย ครั้งหนึ่งต้องไปยืนนำเสนอบนเวทีกลางโรงอาหาร มีคนฟัง 300 – 400 คน มีสหภาพ โพเดี้ยมยังไม่มีเลย  เป็นเป้าเต็มตัว ถือเป็นฝันร้ายของคนอย่างเรามาก แต่พอเวลาผ่านมาก็ค่อย ๆ ปรับตัว 

คุณชอบอะไรในอาชีพนี้

เรื่องแรกคือ การได้เจอลูกค้าที่น่าสนใจ ทุกคนประสบความสำเร็จและมีมุมมองที่ดี การไปเจอลูกค้าจึงไม่ใช่แค่เราไปสอนเขาเรื่องการลงทุน แต่ได้ไปเรียนรู้จากเขาด้วย

เรื่องที่สอง พอเราทำงานในธุรกิจที่เกี่ยวกับการลงทุน เราต้องรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก หนีไม่พ้น สงครามก็ใช่ โควิด-19 ก็เกี่ยว ทุกอย่างที่เกิดมีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ เราจึงต้องศึกษาเรื่องสำคัญ ๆ เทรนด์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น พี่ ๆ หลายคนในบริษัทที่ไม่ยอมเกษียณ ไม่ใช่เพราะความจำเป็นเรื่องเงิน โดยพี่ ๆ เขามักจะพูดกันว่า “จะอยู่ก็กลัวกินแรงน้อง ๆ แต่จะลาออกก็กลัวโง่”

เรื่องสุดท้าย ธุรกิจนี้เกี่ยวกับคนทั้งหมด เรื่องคนมันมีมุมที่ไม่สนุก แต่มันก็มีมุมที่สนุก เอาง่าย ๆ เวลาผมสัมภาษณ์แคนดิเดตที่จะมาทำงานก็สนุกแล้ว

มีคำถามไม้ตายเวลาสัมภาษณ์งานไหม

ผมชอบ Improvise ขึ้นอยู่กับโฟลว์และบรรยากาศของการสัมภาษณ์ อาจเริ่มต้นด้วยการเช็กว่าเขาเตรียมตัวมายังไง ให้แนะนำตัวก่อน บางทีจะบอกให้แนะนำตัวอะไรก็ได้ที่ไม่อยู่ในเรซูเม่ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ คิดดูว่าปีหนึ่งต้องสัมภาษณ์ตั้งกี่คน (หัวเราะ)

ผมสัมภาษณ์ตำแหน่งจูเนียร์มาเยอะ จะประทับใจแคนดิเดตที่คุยด้วยแล้วรู้สึกได้ว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ คิดเยอะ ฟังคำตอบจะรู้เลยว่าผ่านการคิดมาแล้ว และไม่ใช่แบบเตี๊ยมหรือท่องคำตอบ แต่ถามปุ๊บ ตอบได้เลยเพราะเหมือนเขาเคยคิดถึงประเด็นต่าง ๆ เหล่านั้นมาแล้ว

เคยสัมภาษณ์น้องอยู่คนหนึ่ง เป็นหนึ่งในเคสที่ประทับใจที่สุด ผมถามเขาไปไม่เกิน 3 คำถาม ที่เหลือชั่วโมงกว่า ๆ เขาเล่าเรื่องให้ฟังไม่หยุดเหมือนน้ำพุ เป็นเด็กจบปริญญาตรีที่ผ่านการคิดมาเยอะ เผลอ ๆ ความคิดอาจจะมากกว่าคนอายุ 30 ไปแล้ว 

ผลการเรียนก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่แคนดิเดตที่ดีต้องมีความน่าสนใจในด้านอื่นด้วย

การเป็นผู้บริหารในองค์กรที่มีเด็กจบใหม่เข้ามาทำงานทุกปีมีความท้าทายอย่างไร

ความท้าทายคือเราเป็นพ่อเขาได้ (หัวเราะ) 

ยังไงมันมี Generation Gap อยู่แล้ว ความคิดเขา ความคิดเรา แต่เราต้องพยายามไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง

ในกลุ่มผู้บริหารอายุ 40 – 50 มันมักจะมีคำว่า ‘เด็กสมัยนี้’ อยู่ในบทสนทนา จริงอยู่ที่เขาเป็นเด็กสมัยนี้ แต่นี่คือสมัยของเขา เราไม่สามารถเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แล้วให้เขาปรับมาคิดหรือทำเหมือนเราสมัยเด็ก 

ในช่วงโควิด-19 มีคนพูดถึงเรื่อง Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจเยอะขึ้นมาก พอเราเป็นผู้ใหญ่ในแผนกอาจจะไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับพนักงานตำแหน่ง Entry-level เลยไม่ค่อยเห็นว่าเขามีปัญหาหรือความยากลำบากอะไร แต่นั่นคืองานของเราที่จะต้องเข้าใจให้ได้

วันก่อนผมอ่านรายงานจาก Microsoft เรื่องคนที่รับมือกับการ Work from Home พบว่า คนยุค Baby Boomer รับมือได้ดีที่สุด ถัดมาคือ Gen X 4 อันดับสุดท้ายคือ หนึ่ง คนโสด สอง คนที่มีอายุงานไม่ถึงหนึ่งปี สาม Gen Z และสี่ พนักงานด่านหน้า ซึ่งในธุรกิจที่เราทำ น้อง ๆ พนักงานที่อยู่ในระดับเริ่มต้นคือเข้าเกณฑ์ทุกข้อเลย เขาเพิ่งเรียนจบ ทำงานไม่ถึงหนึ่งปี เป็น Gen Z เขายังไม่แต่งงานแน่ ๆ และเป็นพนักงาน Front-line ที่ต้องเจอกับลูกค้า 

กลายเป็นว่าแม้เขาจะอยากมีความยืนหยุ่นจากการ Work from Home แต่ยังขาดสิ่งที่คนรุ่นเราเคยได้จากการเข้าออฟฟิศ เขาเรียกว่า Social Capital การเดินสวนกันในทางเดิน เจอกันในห้องน้ำ คุย Small Talk ในห้องอาหาร เรื่องเหล่านี้ผมต้องให้ความสำคัญและเอาใจใส่ หลังโควิด-19 ทุกองค์กรจะเจอกับความท้าทายเรื่องคน

Empathy ที่คุณทำให้พนักงานในช่วงที่ผ่านมามีเรื่องอะไรบ้าง

เรามีส่งของให้ที่บ้านเพื่อแสดงความห่วงใย แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นแค่สีสัน สุดท้ายเราต้องดูกลับมาที่รากของปัญหา เช่น หลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจมุ่งเน้นการเติบโต สร้างรายได้ให้บริษัท สิ่งนี้กดดันไปถึงพนักงานที่ต้องทำงานมากขึ้น หนักขึ้น และเราอาจจะไม่ได้ให้เครื่องมือช่วยเหลือเขา

ปีนี้ทำให้เห็นว่า เราต้องทำเรื่อง Wellbeing ของพนักงานอย่างจริงจัง และต้องทำให้สำเร็จ

วิสัยทัศน์ของ คุณณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)

Questions answered by Managing Director, Head of Wealth Management, Kiatnakin Phatra Securities Plc

1. ถ้าไม่ทำงาน เสาร์-อาทิตย์ จะทำอะไร

จริง ๆ ไม่มีแพตเทิร์น มันขึ้นอยู่กับอารมณ์ แต่ช่วงนี้ที่เราไปไหนไม่ได้ ผมชอบไปเที่ยวเชิงธรรมชาติ ไปอยู่เอาต์ดอร์ มันเริ่มมาตั้งแต่เมื่อ 7 – 8 ปีก่อน ภรรยาผมไปทำงานที่สหรัฐฯ ผมบินไปเยี่ยม 3 เดือนครั้ง ไปครั้งหนึ่งก็อยู่ 2 อาทิตย์ เก็บการท่องเที่ยวตามอุทยานแห่งชาติ มาช่วงโควิด-19 ก็เลยพยายามไปเที่ยวธรรมชาติรอบ ๆ กรุงเทพฯ

2. งานอดิเรกใหม่ในช่วงโควิด-19

สิบปีที่แล้วคุยกับ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ เรื่องบิ๊กไบค์ วันรุ่งขึ้น ดร. ก็ให้คนเอารถมาจอดหน้าบ้านให้ยืม ให้ลองขี่ เราชอบ อยากซื้อ แต่ไม่มีใครในครอบครัวเห็นด้วย ผมเลยไปซื้อฟีโน่คันเล็ก ๆ มาขี่ก่อน จนช่วงโควิด-19 ทนไม่ไหวเลยไปซื้อมา วันหยุดไหนว่าง ๆ ก็จะขี่ไปใกล้ ๆ เช่น บางพระ นครนายก เพชรบุรี ไปกลับไม่เกิน 200 โล ออกจากบ้านตี 5 ไปคนเดียว ไม่เกิน 11 โมงก็กลับถึงบ้านแล้ว 

3. หนังสือที่อยากแนะนำให้คนในทีมอ่าน

ผมเป็นคนอ่านหนังสือน้อย เลยไม่อาจหาญกล้าแนะนำ แต่หนึ่งในเล่มที่ผมอ่านแล้วเอามาใช้ในชีวิตเยอะคือ Nudge เขียนโดย Richard H. Thaler ผู้ได้รับรางวันโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์วิทยาศาสตร์ หนังสือเล่าเรื่องเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งผมนำไปใช้ในการทำงานเยอะ

ตัวอย่างหนึ่งที่เขาเล่าให้ฟัง ทำไมคนแถบสแกนดิเนเวียถึงมีอัตราบริจาคร่างกายสูงกว่าประเทศอื่น คำตอบคือการออกแบบพื้นฐานเลย ทุกคนต้องบริจาคอยู่แล้ว ถ้าใครจะไม่บริจาคให้ไปแจ้งแบบ Opt-Out พอมาปรับใช้กับงาน เซอร์วิสไหนที่เราคิดว่าจำเป็นต่อลูกค้าก็ควรใส่ไว้ให้เลย ไม่ต้องให้เขามาเลือกเติมอยู่เรื่อย ๆ

4. วิชาที่ไม่เกี่ยวกับการเงินที่ยังได้ใช้ในการทำงานจนถึงทุกวันนี้

เป็นวิชาที่เรียนทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท เกี่ยวกับกลยุทธ์ทางธุรกิจ ส่วนใหญ่เวลาเรียนเรื่องนี้จะมีกรณีศึกษาเยอะ สนุกมาก ทำให้เราเจอคำตอบที่น่าสนใจ และด้วยความหลากหลายของธุรกิจ เราก็หยิบยืมไอเดียบางมุมมาใช้ในการทำงานได้

5. วิธีการให้กำลังใจคนในทีมตามแบบฉบับคุณคืออะไร

จริง ๆ ผมเป็นคนปากหนัก ชมคนไม่ค่อยเก่ง เรียกว่าเป็นข้อเสียก็ได้ บางทีลูกน้องเดินมาบอกว่า เขาได้รับเงินลงทุนก้อนใหญ่จากลูกค้าที่เขาไปนำเสนอ (Pitching) มานานมากแล้วนะ ผมตอบแค่ ‘อืม โอเค’ แต่ลึก ๆ เราดีใจด้วยนะ

ผมมักจะให้กำลังใจโดยให้คำแนะนำเพิ่มเติม ซึ่งไม่รู้เรียกว่าให้กำลังใจได้หรือเปล่า (หัวเราะ)

6. เมล็ดกาแฟที่ชอบที่สุด

เมล็ดอาราบิก้าที่ถูกที่สุด (หัวเราะ) และไม่เหมือนกับของสัปดาห์ที่แล้ว

ผมเป็นคนเอ็นจอยกับการลองสิ่งใหม่ ๆ อันนี้รสชาติแบบนี้ อันนั้นรสชาติแบบนั้น แต่ต้องเป็นอาราบิก้า สั่งในลาซาด้า ช้อปปี้ ถ้าราคาไม่แพงเกินไปก็จะสั่งมาลอง แล้วก็ค้นพบว่าไม่ค่อยได้สั่งซ้ำ  เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ  

7. คุณเป็น Addict ด้านไหน

ผมเป็น YouTube Addict เพราะมันมีอะไรให้เรียนรู้เยอะ 

8. ช่อง YouTube ที่อยากแนะนำ

แชนแนลที่อัปเมื่อไหร่ต้องดูคือ TheGaijinTrips แบกเป้เที่ยวคนเดียว เป็นเรื่องท่องเที่ยวของผู้ชายคนหนึ่ง ถ่ายทำคนเดียว ไม่มีทีม มีเสียงบรรยายที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมคำอธิบายที่แฝงปรัชญาชีวิตเอาไว้ด้วย แล้วเขาถ่ายวิดีโอสวยมาก

9. ถ้านั่งดื่มกับใครก็ได้บนโลกนี้ 

ข้อนี้คิดนานมาก จะเป็น วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ไหม ก็ไม่ใช่ อยากรู้อะไร เขาก็เล่ามาหมดแล้วตามสื่อต่าง ๆ แต่คนหนึ่งที่เราอยากคุยคือ คุณพ่อ คุณพ่อเสียไปตอนเรา ม.4 และยังไม่โตพอที่จะนั่งคุยกันลึก ๆ ถ้าเป็นไปได้อยากคุยกับเขาในมุมที่เป็นเขา และเราที่เป็นเราทุกวันนี้

 10. คำชมที่ภูมิใจที่สุดที่เคยได้รับ

นี่ไม่น่าใช่คำชม แต่ชอบมีคนถามว่า ‘ชีวิตนี้เคยโกรธใครไหม’ (หัวเราะ)

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

เป็นปกติที่ผมจะไปถึงสถานที่นัดหมายก่อนถึงเวลาสัมภาษณ์พูดคุย

ระหว่างนั่งรออยู่บริเวณล็อบบี้ออฟฟิศของ Greyhound ผมสังเกตเห็นสติกเกอร์แผ่นหนึ่งติดอยู่คล้ายต้องการให้ผู้มาเยือนสังเกตเห็น บนนั้นมีประโยคภาษาอังกฤษพร้อมคำแปลภาษาไทยกำกับ

“มีคนพูดว่าเวลาเราเดินเข้าไปฝ่ายรีเซปชันของแต่ละบริษัท เราจะได้กลิ่นบางอย่าง กลิ่นนี้แหละ คือกลิ่นของบริษัทนั้น กลิ่นแห่งความสุข กลิ่นแห่งความสนุก กลิ่นแห่งความทุกข์ทรมาน กลิ่นแห่งความน่าเบื่อ มันจะอยู่แถวนั้นแหละ” ภาณุ อิงคะวัต ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารแบรนด์ Greyhound บอกประโยคนี้กับผมในช่วงหนึ่งหลังจากเรานั่งพูดคุยกัน

นับตั้งแต่ปี 1980 ที่ Greyhound ถือกำเนิดจนถึงวันนี้ก็เข้าสู่ขวบปีที่ 37 หากเปรียบเป็นมนุษย์ เราย่อมเห็นการเติบโตของแบรนด์นี้ทั้งในภาพกว้างและลึก จากแบรนด์แบรนด์หนึ่งถูกต่อยอดเป็นแบรนด์อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Greyhound Original, Playhound, Smiley Hound หรือ Greyhound Café และ Another Hound Café ซึ่งขยายครอบคลุมจากหมวดแฟชั่น เป็นอาหารและไลฟ์สไตล์ ซึ่งการขยายเติบโตนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากบริษัทแม่อย่าง Mudman โดยตั้งเป้าชัดเจนที่จะทำให้แบรนด์ไทยอย่าง Greyhound กลายเป็น global brand ให้สำเร็จ

อย่าลืมว่าชายผู้นี้เรียนจบทางด้านกราฟิกดีไซน์ หาได้ร่ำเรียนด้านแฟชั่นหรืออาหารมาแต่อย่างใด งานที่สร้างชื่อให้เขาก่อนจะโยกย้ายมาสร้างอาณาจักรของตัวเองคืองานโฆษณาสมัยเป็นเป็นผู้บริหารของ Leo Burnett เอเจนซี่ที่เท่ที่สุดในยุคสมัยหนึ่ง และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกก่อตั้งสมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก (B.A.D.) ให้วงการโฆษณาไทยและสมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพฯ หรือ Bangkok Fashion Society (BFS) เมื่อหันเข้าสู่วงการแฟชั่นเต็มตัว

เขาโชคดีที่มีคอมมอนเซนส์ที่ดี เข้าใจความเป็นมนุษย์ เข้าใจว่าทำอย่างไรคนจะยิ้ม ทำอย่างไรคนจะหัวเราะ ทำอย่างไรคนจะร้องไห้ ซึ่งความเข้าใจที่ว่าบวกกับความสนใจและใส่ใจส่วนตัว ทำให้เขาพาตัวเองและบริษัทมาจนถึงวันนี้ได้

ภาณุ อิงคะวัต

ล่าสุด Greyhound Café เพิ่งตัดสินใจไปเปิดสาขาใหม่ล่าสุดที่ลอนดอนซึ่งโจทย์ที่ได้รับเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่เขาและทีมก็คลี่คลายโจทย์ได้อย่างน่าสนใจ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่อย่างไรต้องรอติดตามดูกัน

ในฐานะผู้นำ เขาบริหารสิ่งต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามากว่า 3 ทศวรรษอย่างไร และทำไมไฟในการทำงานของเขาจึงยังลุกโชนคล้ายคนหนุ่ม นี่คือสิ่งที่ผมสงสัยก่อนมาพบเจอเขา และจากการได้นั่งพูดคุยก็ทำให้ผมค้นพบบางคำตอบ

หลังบทสนทนาในห้องทำงานของเขาบนชั้น 2 ผมคิดถึงประโยคบนสติกเกอร์ที่ติดอยู่บริเวณล็อบบี้ออฟฟิศ

‘We are born either a gifted or a learner but without passion, both cannot succeed in each of their fields.’

‘ไม่ว่าจะพรสวรรค์หรือพรแสวง ถ้าปราศจากความทุ่มเทก็ย่อมไม่ประสบความสำเร็จทั้งสองทาง’

คำคม

เห็นว่า Greyhound Café เพิ่งเปิดสาขาใหม่ที่ลอนดอน คุณยังตื่นเต้นเหมือนตอนเปิดร้านสาขาแรกๆ ไหม

ได้อารมณ์นั้นเลยครับ มันเป็นโจทย์ใหม่และไม่ใช่โจทย์ที่ง่าย เพราะว่าตลาดร้านอาหารที่ลอนดอนเป็นตลาดที่ซับซ้อน มีการแข่งขันที่ซับซ้อนมาก มันเลยเป็นอะไรที่ใหม่และเราต้องเรียนรู้เยอะมาก เราต้องการเป็นร้านอาหารไทยร้านแรกในลอนดอนที่แตกต่างจากร้านไทยที่เปิดอยู่มากมายวันนี้ แต่เราจะไปทางไหนดีล่ะ นั่นเป็น big question ของเราเลยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนเราไปดูตลาดครั้งแรกๆ

ที่ลอนดอนตอนนี้อาหารไทยพัฒนาขึ้นอย่างมาก ที่เป็นแค่ร้านไทยแบบที่เคยเป็นอาจไม่น่าสนใจแล้ว วันนี้เชฟอังกฤษเองเอาอาหารลาว อาหารไทใหญ่ ไปสร้างให้เป็นอาหารฮิต แต่ละแบรนด์เน้นคำว่า authentic ซึ่งคำว่า authentic มีความขลังในตัวอยู่แล้ว เสิร์ฟก็เสิร์ฟหม้อดินแบบแม่นาคพระโขนงเลยนะ ทุกอย่าง exotic หมด Greyhound Café ดันเป็นแบรนด์โมเดิร์น แล้วเราจะเอาไอเดียนี้ไปขายฝรั่งที่ลอนดอน เราต้องไปแข่งกับ authentic นี่คือส่วนหนึ่งที่สำคัญ เราจะทวิสต์ยังไง พรีเซนต์ตัวเองยังไงให้ออกมาเป็นไทยแต่ไม่ไทยจ๋า เห็นแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย สนุกว่ะ แปลกว่ะ ไม่เคยกิน ไม่เคยเห็น และเราก็รู้สึกโชคดีที่เมื่อเราเปิดจริงไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว (15 ธันวาคม 2560) ลูกค้าที่เข้ามาเขาสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง และที่สำคัญ สนุกกับความแปลกใหม่ที่เราสร้างสรรค์ให้เขา

ผมมีความรู้สึกว่าทุกงานมันมีความสนุกซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ ผมทำงานเอเจนซี่มา ผมรู้ทุกวันโจทย์มาเต็มไปหมด ทุกโจทย์มีความท้าทาย แหม ฟังดูเก๋นะ ความท้าทาย แต่จริงๆ แล้วมันคือโจทย์ คือปัญหาด้านการตลาดที่เขาจ้างพวกเรามาแก้ไข แต่เราจะแก้ยังไงให้มันสนุกและสวยด้วย ซึ่งสวยในที่นี้ไม่ใช่แค่ประดิดประดอยสวย แต่เป็นการนำไอเดียที่แปลกใหม่มาตอบโจทย์ได้อย่างลงตัวมากกว่า ผมโตมาอย่างนี้

เวลาคิดโปรเจกต์ใหม่คุณเริ่มต้นจากอะไร

ผมถูกสอนมาว่า big idea เป็นสิ่งสำคัญ โจทย์อะไรมาก็ตาม คุณตอบด้วย idea หรือ big idea ถ้าแค่ idea ใครๆ ก็คิดได้ big idea ต่างกับ idea เยอะมาก สมมติแต่งร้าน ผมจะประดิดประดอย ประดับประดาอะไร ผมก็ทำไป แต่นั่นมันเป็นแค่ idea แต่ big idea คือเป็น idea ที่จะต้องตอบโจทย์ทางการตลาดที่ลงตัวที่สุด คือความสวยงามใครก็คิดได้ เช่นเรากำลังจะไปทำร้านอาหารไทยที่ลอนดอน ความจริงใส่ลายกระหนกเข้าไป เพนต์ลายไทยเข้าไป มันก็เป็นไทยแล้ว แต่ Greyhound Café ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แล้วทำยังไงให้มันกลับมาที่แบรนด์เรา ยังมีความไทยแต่ก็ยังเก็บความเป็นโมเดิร์นอยู่ ฉะนั้น วิธีการหลายอย่างที่เราทำมันจึงต้องมีสมดุลตรงนี้ให้ได้

มีอะไรที่คุณค้นพบจากการทำงานเป็นผู้บริหารบ้างไหม

การเป็นผู้บริหารไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจ้างเรามาบริหาร แต่เราก็ดันชอบทำงานเอง ผมคิดว่าเราทำไปด้วยกันทั้งสองอย่างได้ เราเป็นเหมือน conductor ของวงดนตรี ที่นักดนตรีแต่ละคนเชี่ยวชาญในแต่ละเครื่องดนตรี เราอำนวยให้เขาได้เล่นดีที่สุด และดึงเอาความสามารถของเขาออกมาให้มากที่สุด แต่นั่นแหละ ถ้ามาถึงจุดหนึ่ง เขาอาจจะหันมาถามว่า “แล้วจะเอายังไงต่อ” เราต้องมีคำตอบ เพราะในที่สุด conductor คือผู้นำ คือผู้ต้องตัดสินใจและรับผิดชอบสุดท้าย

ทุกโปรเจกต์สำหรับผมจึงเป็น collaborative effort ไม่มีใครทำงานทุกอย่างได้ด้วยตัวเองหรอก เราจึงต้องรวมหัวกันตอบปัญหา แต่ไม่ได้หมายความว่าคำตอบสุดท้ายจะมาจากทุกคนร่วมกัน อันนั้นจะกลายเป็น committee decision ที่มักจะออกมาเบลอๆ กลางๆ เอาใจทุกฝ่าย ไอเดียที่ดีมันจึงต้องชัดเจน ทางใดทางหนึ่งไปเลย

ความคิดนี้มันเริ่มมาตั้งแต่สมัยผมเด็กๆ ที่ทำงานโฆษณา สมมติคุณไปถ่ายหนังเรื่องหนึ่ง เราต้องมีครีเอทีฟไดเรกเตอร์ มีผู้กำกับ มีช่างตัดต่อ มีช่างภาพ ซึ่งทุกคนมีไอเดีย สามารถช่วยกันคิดช่วยกันทำได้หมด แต่คุณจะไปทางไหนล่ะถ้าไม่มีใครหนึ่งคนที่นำทาง ในที่สุดมันต้องมีใครสักคนตัดสินใจ แล้วคนคนนั้นเข้าใจดีมั้ย ถ้าคนนั้นไม่เข้าใจแล้วตัดสินใจ for art’s sake อย่างเดียว ไม่ได้ตัดสินใจเพื่อการตลาด งานชิ้นนั้นมันก็ไปตอบสนองความต้องการของคนคนนั้นเท่านั้น แต่ถ้าเขาเข้าใจด้วยว่ากำลังตอบการตลาด แบรนด์แบรนด์นี้ต้องการแบบนี้ ต้องการหวานเยิ้มคุณจะเอาเท่ไปใส่ก็ไม่ได้ หรือแบรนด์นี้ต้องการเท่ คุณจะเอาหวานเยิ้มเข้าไปใส่ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น มันคือความเข้าใจ แล้วในที่สุดคุณต้องตัดสินใจ

ภาณุ อิงคะวัต

ภาณุ อิงคะวัต

ซึ่งในชีวิตที่ผ่านมาคุณมักตกอยู่ในที่นั่งของคนที่ต้องตัดสินใจ

ก็ต้อง แต่ถ้าเราแบ่งงานกันทำแล้ว เขาก็ต้องตัดสินใจในเรื่องที่เขาได้รับมอบหมาย เพราะถ้าเราเข้าไปยุ่งเขาก็จะเขว แต่ถ้างานไหนผมบอกว่าผมเป็นคนดูแล เป็นเบบี้ของผม ผมไม่ปล่อย เพราะผมรู้ว่างานทุกงานมีแต่สิ่งที่จะมาตัดรอนมันลง สมมติเรามีไอเดียที่จะทำร้านขึ้นมาร้านหนึ่ง ไปถึงคุยกับดีไซเนอร์ออกแบบร้าน อ้าว เงินไม่พอ ถูกตัดแล้ว ความรู้สึกดีๆ ที่เราตั้งใจหายไปบางส่วนแล้ว แล้วเราอยากจะทำอาหารอย่างนี้ อ้าว ทำไม่ได้ ทุนไม่ถึง ก็ต้องปรับลง อะไรอย่างนี้ คือปัญหาของการทำผิดพลาดมันเยอะ มันรอที่จะมาตัดรอนไอเดียของเราอยู่แล้ว เรื่องการตัดรอนคุณไม่ต้องห่วง คุณจะเจออยู่ทุกขณะจิต แล้วมันจะมาลดทอนคุณตลอด แต่สิ่งที่คุณจะต้องทำคือ ทำยังไงคุณถึงจะดึงมันกลับเข้าไปสู่จุดที่คุณคิดว่ามันโอเค ตรงนั้นแหละที่ยาก

หลายคนมองว่าคุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ เวลาเจอสิ่งต่างๆ มาลดทอนอย่างที่ว่า มันเป็นความทุกข์มั้ย

มันเป็นความทุกข์ถ้าคุณคาดหวังเอาไว้แล้วมันไม่ได้ แต่ว่าพอคุณทำไปเรื่อยๆ คุณจะรู้ว่ามันเรื่องปกติ เป็นเรื่องธรรมชาติที่คุณจะต้องเจออย่างนี้ สตอรี่บอร์ดคุณชอบมาก คุณเดินไปถ่ายหนัง คุยกันเรียบร้อยแล้วนะ วันถ่าย เจ๋งอะ ฉากก็สวย นักแสดงก็สวย พอดูฟุตเทจมันไม่เห็นดีเลย ทำไม แอ็กติ้งไม่ดีเลย แสงไม่สวยเลย แต่พอไปตัดต่อแล้วกลับดีว่ะ พอใส่เพลงเข้าไปแล้วยิ่งดีเข้าไปอีก ทุกจุดมันผันเปลี่ยนได้หมดเลย จำไว้เถอะครับ ชีวิตคือปัญหา บริษัทเขาจ้างเรามาแก้ปัญหา แต่สิ่งที่เราเลือกได้ คือเราต้องสนุกกับการแก้ปัญหา ไม่อย่างนั้นก็จบกัน

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เราตัดสินใจมันถูกหรือผิด

จริงๆ ในทุกเรื่องมันไม่มีอะไรมาวัดได้หรอก งานสร้างสรรค์มันไม่มีไม้บรรทัดมาวัดถูกผิด มันไม่ใช่หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง คุณอาจจะชอบนะ ที่เหลือคนเขาอาจจะไม่ชอบก็ได้ แต่ในเมื่อฐานะเราอยู่ฝั่ง commercial art เราไม่ได้อยู่ fine art เราก็ต้องสื่อสารกับคนอื่นด้วย

อย่าง fine art เขาไม่สนใจ ใครไม่ชอบก็เรื่องของคุณ ฉันชอบก็จบ แต่ commercial art แปลว่าต้องเป็นศิลปะที่ต้องดึงดูดใจคนจำนวนมาก เราต้องสื่อสารและเชื่อมต่อกับเขาได้ นี่คือ commercial art เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราชอบต้องทำให้คนที่เขารับสารจากเราคล้อยตามด้วย ยิ่งถ้าเป็นแบรนด์ใหญ่ๆ ที่เข้าถึงคนจำนวนมาก ยิ่งต้องสามารถสื่อสารและโน้มน้าวใจคนวงกว้างให้ได้ มันยิ่งยากขึ้นไปอีก

สำหรับคุณการทำ commercial art ยากยังไง

สำหรับผมมันต้องย้อนกลับไปต้นตอของโจทย์ ซึ่งต้นตอสำหรับผมมันจะมีคำว่าแบรนด์เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ โอเค ตกลงคุณจะให้คนชอบ แล้วคนคนนั้นเป็นใคร กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ย้อนขึ้นไป แล้วไปสู่คำถามหลักก่อนว่าตกลงแบรนด์นี้เป็นยังไง แพงหรือถูก ขายใคร เด็กหรือผู้ใหญ่ คอนเซปต์ของแบรนด์คืออะไร อะไรคือดีเอ็นเอที่ทำให้เกิดแบรนด์นี้ขึ้นมา ถ้าคุณไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ คุณไม่มีอะไรที่จะมาใช้ในการตัดสินใจ ในที่สุดมันก็จะเป็นแค่นายภาณุชอบหรือไม่ชอบ ซึ่งมันก็ผิดสิในด้านคอมเมอร์เชียล เพราะแบรนด์นั้นไม่ได้เป็นแบรนด์ภาณุนี่ โอเค Greyhound อาจจะยังมีความเป็นภาณุเยอะ แต่ถ้าสมมติผมไปทำงานให้กับคนอื่นที่เป็น commercial art ทั่วไป คุณก็ต้องไม่เอาตัวคุณเข้าไป เพราะคุณกำลังทำให้กับใครสักคน สมมติคุณเป็นเอเจนซี่ คุณก็กำลังทำให้ใครสักคน เหมือนคุณเป็นอินทีเรียดีไซเนอร์ คุณกำลังออกแบบให้กับใครสักคน มันไม่ใช่บ้านคุณเอง เพราะฉะนั้น คุณก็ต้องหันกลับไปถามเขาว่า แบรนด์คุณคืออะไร คุณกำลังพูดกับใคร คุณต้องการจะส่งเมสเสจอะไรออกมา ถ้าคุณรู้ มันจะเป็นเครื่องมือที่มาช่วยให้มันง่ายขึ้นที่จะตัดสินใจ

คำถามเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับครีเอทีฟ มันไม่สามารถที่จะอยู่ดีๆ บอกว่าคุณชอบผมไม่ชอบ แต่มันจะต้องเริ่มมาจากคุณจะพูดกับใคร หรือหนังไวรัลเรื่องนี้คุณจะพูดกับใคร แล้วโจทย์ของคุณคืออะไร มันคือคำถามทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นคุณตัดสินใจไม่ได้ คุณจะเอาอะไรไปวัดว่าอันนี้ถูกหรือผิด นอกจากคุณบอกฉันชอบหรือฉันไม่ชอบ ก็กลายเป็นฉัน ซึ่งไม่ถูก

ถ้าอย่างนั้นตัวตนของเรายังสำคัญในงานหรือ

ในที่สุดมันก็กลับมาที่ความเป็นคุณ ความสามารถส่วนตัวของคุณ ที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาใช้ในการตัดสินแล้วก็ทำงาน เพราะฉะนั้น สำหรับผมคนเก่งสำคัญในการที่เราจะทำงานด้วย เพราะเราไม่ได้ทำงานคนเดียว มันเป็น collaborative effort อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ทีมต้องเก่ง แม้กระทั่งคนจัดดอกไม้ในร้าน ถ้าไม่เก่งร้านก็ออกมาแย่อยู่ดี ถูกมั้ย สมมติเราคิดไว้แล้วว่าเราต้องการแบบธรรมชาติ ง่ายๆ แต่คนเลือกดอกไม้เลือกมาไม่สวย ร้านมันก็ไม่สวย ในที่สุดแล้วคือคนเก่งที่เราต้องการทำงานด้วย

ภาณุ อิงคะวัต

คุณดูยังไงว่าคนไหนเป็นคนเก่ง

ไม่รู้สิ สิ่งแรกที่ผมมักจะพยายามศึกษาดูคือเขามีคอมมอนเซนส์หรือเปล่า ถ้าเป็นคนเก่งแล้วลึกลับซับซ้อนผมไม่เข้าใจนะ คอมมอนเซนส์เป็นสิ่งที่เราจะเอาไปใช้พูดกับคนวงกว้างได้ง่ายที่สุด เพราะคนส่วนใหญ่ย่อมเข้าใจสิ่งที่เป็นพื้นฐานความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว แล้วค่อยเติมไอเดียเติมอะไรเข้าไปในคอมมอนเซนส์นั้น อย่างแรกคือ คอมมอนเซนส์พูดกันง่ายๆ รู้เรื่องก่อน สองคือ เรื่องรสนิยม อันนี้เริ่มยากขึ้นแล้ว แต่บางคนแค่หยิบจับอะไรก็ไม่รู้ วาดสเกตช์อะไรก็ไม่รู้นิดหน่อย เขียนอะไรก็ไม่รู้คำสองคำ ก็รู้กันแล้วว่ารสนิยมใช่ ไม่ใช่ แล้วก็ค่อยๆ ทำด้วยกันเดี๋ยวก็เริ่มรู้แล้วว่ามันลงตัวหรือเปล่า

แต่ในการทำงานอย่าหลงทางกับสไตล์นะ อย่าหลงให้ style over power message ถ้าคุณเริ่มมาจากอีกทาง ทำจนไม่รู้ว่าคุณพูดอะไร สไตล์เยอะเกิน ก็อาจจะเฟลได้ ทุกอย่างมันต้องพอดี ต้องสมดุล

คนมักจะบอกว่าคนเก่งคุมยากจริงไหม

ไม่รู้ แต่สำหรับผม คนติสต์แดกคุมยาก มันไม่เหมือนกัน คนติสต์แดกเป็นคนอยู่กับโลกของตัวเอง ไม่เหมือนกับคนที่ครีเอทีฟและรู้จักที่มาที่ไปของความคิด ถกเถียงได้ ซึ่งแบบนี้สนุกที่จะทำงานด้วย เพราะผมต้องการไอเดีย ต้องการคนที่มาเสริม คนที่มาช่วยกันผลักดันไอเดียมากกว่าคนที่แบบผมเก่งส่วนตัว ผมโชคดีที่เจอคนดีๆ เก่งๆ เยอะ เจอคนที่ทำงานด้วยกันนานๆ เข้าขากันดี ที่ Greyhound มีดีไซเนอร์ที่อยู่ด้วยกันมาเป็นสิบๆ ปี อย่างรอง (จิตต์สิงห์ สมบุญ) อยู่จนรีไทร์กันไปเลย หรืออย่างวิ (วิชชุกร โชคดีทวีอนันต์) ที่ทำงานข้างผมมาเกือบ 20 ปี หรือ ต่อสิทธิ์ สฤษฎิ์วงษ์ ก็เป็นเชฟใหญ่คู่ใจผมตั้งแต่วันแรกที่เราซ้อมทำอาหารเตรียมเปิดร้าน Greyhound Café เมื่อ 20 ปีที่แล้วเลยด้วยซ้ำ

ในฐานะผู้บริหาร คุณมีไบเบิลในการทำให้คนอยู่ด้วยกันนานๆ ไหม

ผมไม่รู้บริษัทของคุณเป็นยังไง แต่ไม่ว่าบริษัทหรือธุรกิจคุณจะเป็นอะไรก็ตาม คนเข้ามาในบริษัทมาทำงาน เขาก็อยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการที่เขาได้เข้ามาพัฒนาความเติบโตของบริษัทนั้นๆ ทุกคนอยากมีผลงาน ผมเชื่อ ไม่มีใครหรอกอยากมาทำงานแล้วไม่มีผลงาน แล้วเราอำนวยให้เขาได้เกิดผลงานนั้นหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณต้องหันกลับมาดูเองว่าเราจะทำยังไงให้เขารู้สึกว่าเขาเป็น part of that achievement เป็นหนึ่งในทีมที่รู้สึกที่ว่าเรามาด้วยกัน เราไปด้วยกัน หรือ เฮ้ย ถ้าเจ๊ง เราก็เจ๊งด้วยกัน เพราะฉะนั้น สำหรับผมที่เป็นมาตลอดเลยนะ ตั้งแต่ตอนอยู่ลีโอ เบอร์เนทท์ จนมาอยู่ที่นี่ก็คือ ผมเอาตัวเลขทุกอย่างให้พนักงานดู เขาต้องรู้ ผมไม่ต้องการให้ดีไซเนอร์ผมนั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง เป็นแบบพวกออกแบบสวยต่างๆ นานาแล้วก็จบไป แล้วเสื้อคุณขายดีหรือเปล่า ตัวไหนขายดี ขายไม่ดี เดือนนี้ยอดขายเท่าไหร่ แย่หรือดี คุณต้องรู้ คุณต้องเป็นส่วนหนึ่ง คุณจะมาบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ไม่ได้ เขาต้องรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างร่วมกัน ถ้าต้องการเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนี้เขาต้องเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไปของบริษัทนี้ด้วย ไม่อย่างนั้นเขาแค่ทำงานอยู่ในห้องแล้วก็กลับบ้านไป

คุณทำงานกับคนรุ่นใหม่เก่งๆ มาเยอะ อะไรคือสิ่งที่คุณมักจะบอกสอนพวกเขา

อย่าคาดหวังว่าคุณทำอะไรเพื่อความสำเร็จ เช่น ฉันเปิดร้านที่ลอนดอนแล้ว ฉันจะไปสู่ความสำเร็จขั้นสุดยอด อย่าไปคิดอย่างนั้น แต่จงทำ (เน้นเสียง) สนุกกับการทำดีกว่าไหม อย่างที่คนพูด จุดหมายปลายทางไม่ใช่ปัญหา journey คือความสนุกที่ไปสู่ destination เพราะฉะนั้น ปลายทางคุณจะเปิดร้านที่ลอนดอน หรือสมมติอีก 3 เดือนคุณไปเปิดร้านที่ปารีส มันก็แค่ต่อไปเรื่อยๆ คือตราบใดที่คุณยังทำงานอยู่ มันก็ยังไปได้เรื่อยๆ สำหรับผมทุกจ๊อบคือความสนุก ผมเรียนรู้สิ่งนี้มาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงทำและทำและทำอย่างไม่คิดว่าต้องมีจุดจบ และทุกโครงการของท่านคือความท้าทาย คือความทุ่มเทให้งานออกมาดีที่สุด ท่านคือ role model ที่ใหญ่ยิ่ง

แล้วในยุคนี้ที่อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปจากวันแรกที่คุณเริ่มทำงาน คุณปรับตัวยังไง

สมัยหนึ่งที่เฟซบุ๊กเอย อินเทอร์เน็ตเอย เริ่มมากขึ้น ไม่รู้ทำไมผมมีความรู้สึกว่า ในที่สุด ถ้าเราไล่ลงไปที่แก่นจริงๆ มันก็คือการสื่อสาร การพูดคุยกัน เพียงแต่มันเปลี่ยนรูปแบบของเทคโนโลยีไป วันนี้เป็นโทรศัพท์มือถือที่เราคุยกัน หรือเป็นคอมพิวเตอร์ ก็แค่มันเล่นอยู่กับกิเลสของคนตลอดเวลา เท่านั้นเอง

สำหรับผม เฟซบุ๊กคือการที่ทุกคนต้องการโชว์ ต้องการเล่า หรืออินสตาแกรม ผมเรียกมันว่าอินสตาฟอร์ม คือฉันต้องฟอร์ม ต้องแต่งรูปเต็มที่ถึงจะลง ฉันต้องการถูกมองเห็น ฉันต้องการได้รับการชมเชย โพสต์ไปในเฟซบุ๊กต้องเข้าไปดูทุก 5 นาทีเลยว่าคนมาไลก์เท่าไหร่แล้ว คนมาคอมเมนต์เท่าไหร่แล้ว คนแชร์เท่าไหร่แล้ว ทั้งหมดก็คืออย่างนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจับแกนของมันได้ ทุกอย่างมันก็เหมือนกัน ก็วนอยู่อย่างนี้ พระพุทธเจ้าถึงถูกที่สุดไง ท่านเข้าไปถึงแก่นที่สุดแล้วของคน เฟซบุ๊กอีก 5 ปีอาจจะกลายเป็น nothing ก็ได้ อาจจะเกิดรูปแบบใหม่ขึ้นมา แต่แก่นมันไม่เปลี่ยน เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ไปติดกับมัน แค่ดูมันจากระยะไกล ทำความเข้าใจกับมันแล้วก็ปรับใช้กับความเป็นมนุษย์มนาของคน ยังไงผมว่าเราก็ตามทัน

มีอะไรที่คุณยึดเป็นหลักในการบริหารตั้งแต่วันแรกที่เป็นหัวหน้าจนถึงวันนี้บ้างไหม

ผมเป็นคนที่โตมาจากลีโอ เบอร์เนทท์ ผมอยู่ที่นั่นมา 25 ปี ตั้งแต่ต้นผมไม่รู้เรื่องเลยว่าโฆษณาคืออะไร พอผมเข้าไปที่นั่นก็ได้อ่านหนังสือของมิสเตอร์ลีโอ เบอร์เนทท์ ซึ่งเขาเป็น creative artist ที่ลึกซึ้ง ไม่ฉาบฉวย ซึ่งหนังสือเล่มนั้นมันบอกไปถึงความคิด การดีลกับคน ความเป็นมนุษย์มนาของคน หรือ human kind ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่เราจะรู้สึกเชื่อมโยงกับคน มันเป็นสัญชาตญาณ เป็นคอมมอนเซนส์ นี่เป็นสิ่งที่ผมยึดติดนะ การที่เราเหนือเมฆเกินไป หรือสูงเกินไป ไม่มีใครเข้าใจเราหรอก อาหารของ Greyhound Café ถึงออกมาง่ายๆ ไม่ลึกลับซับซ้อน ในร้านยังมีก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อตุ๋น ยังมีข้าวมันไก่ ยังมีน้ำพริกปลาทู หรือสปาเกตตี้ อะไรก็ง่ายๆ ผมว่าอะไรที่ง่ายๆ ที่จะสื่อสารกับคนหรือเชื่อมโยงกับคน human instinct เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผม

อีกเรื่องหนึ่งที่ได้มาจากการทำงานที่ลีโอ เบอร์เนทท์ คือคำกล่าวของลีโอ ผู้ก่อตั้งบริษัท “When you reach for the stars you may not quite get one, but you will not come up with a handful of mud either.” นั่นคือ เมื่อคุณตั้งเป้าที่จะเอื้อมมือขึ้นไปไขว่คว้าหาดวงดาว ถึงแม้คุณจะไม่ได้มันมาเลยสักดวง แต่อย่างน้อยมือคุณก็จะไม่เปื้อนโคลน ล้ำลึกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นแล้ว ตั้งเป้าไปให้สูง ไปให้ไกล เถอะครับ แล้วในที่สุดคนจะรู้ คนจะเห็น คนจะเข้าใจ ว่าเราทำไปเพื่ออะไร

ภาณุ อิงคะวัต ภาณุ อิงคะวัต

ที่ล็อบบี้ออฟฟิศคุณมีสติกเกอร์ที่มีข้อความ ‘We are born either a gifted or a learner but without passion, both cannot succeed in each of their fields.’ ติดไว้ ประโยคนี้สำคัญยังไง

คือแพสชันมันมาพร้อมกับเรื่องการเอื้อมไปหาดาว คือถ้าคุณไม่มีแพสชันคุณก็แค่เสร็จ แต่แค่เสร็จกับทำให้ดีที่สุดมันไม่เหมือนกัน หรือแค่ดีกับดีมากมันไม่เหมือนกัน ฝรั่งเขาถึงบอกว่า good กับ great มันไม่เหมือนกัน แค่ good มันไม่พอ ต้อง great แล้วสุดท้ายต่อให้คุณไม่เก่งที่จะไปถึง great แต่ถ้าคุณพยายามที่ผลักให้มันไปเกิน good มันย่อมกลายเป็นสิ่งที่ดีกว่าอยู่แล้ว

10 Questions Answered by President and CEO, Greyhound

1. เมนูอาหารที่ชอบที่สุด : ชอบอาหารพวกเมนูเส้น โดยเฉพาะเส้นบางๆ แบบเส้นหมี่ วุ้นเส้น สปาเกตตี้ หรือโซบะ แต่จะอร่อยจริงหรือเปล่าขึ้นอยู่กับเอาไปทำอะไร
2. สิ่งที่คุณกำลังอยากได้มากๆ ตอนนี้ : อยากได้สูตรก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเด็ดครับ เพราะเป็นก๋วยเตี๋ยวรสชาติเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครและกำลังสูญพันธุ์ไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวเรือ ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำใส
3. ปีใหม่ที่ผ่านมา คุณไปไหนมา : ไปบ้านเพื่อนที่ปากช่อง อากาศดีมาก เป็นบ้านส่วนตัวอยู่ในหุบเขาไร่องุ่น บ้านสวย บรรยากาศดี และที่สำคัญคือ ได้อยู่กับเพื่อนสบายๆ เราขนอาหารและเครื่องปรุงไปกันเพียบ ไปทำกันแบบจัดเต็ม แบ่งหน้าที่กัน คนนั้นทำอาหารเช้า คนนี้ทำกลางวัน อีกคนทำอาหารเย็น มันสนุกเพราะเราได้อยู่กับเพื่อนสนิทจริงๆ ได้นอนและได้เล่นทำกับข้าวกัน
4. คุณไปแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง : ตอน Greyhound รับรองชนะแน่นอน แต่ถ้าไม่ใช่ Greyhound คงเป็นตอน street food แถบถนนพระราม 4 ผมว่าผมไล่ทานมาตลอดทั้งเส้นทางแล้ว
5. คนรุ่นใหม่ที่คุณรู้สึกชื่นชมผลงาน : ผมชื่นชมคนหิว คนบ้า คนเก่ง ใครก็ได้ ทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์เล็กหรือใหญ่ คนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่า
6. หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน : งานเก็บเมล็ดพันธุ์คืองานสุดท้ายในชีวิตผม โดย โจน จันใด นี่ก็คนบ้าอีกหนึ่งคนที่ผมทึ่ง
7. นอกจากออฟฟิศ สถานที่ที่คุณไปบ่อยที่สุดในกรุงเทพฯ : แถบตลาดคลองเตย เรื่องมีอยู่ว่า ทุกวันหลังเล่นยิมเสร็จประมาณ 4 ทุ่ม ผมจะขับรถกลับบ้านทางถนนพระราม 4 และจะผ่านตลาดคลองเตยประจำ แถบนี้มีอะไรซุกซ่อนอยู่เยอะมาก เช่น ตลาดที่เปิด 24 ชั่วโมง ซึ่งคุณจะได้ผักและผลไม้สดกว่าในราคาถูกกว่าตามซูเปอร์มาร์เก็ตเกินครึ่ง และมีร้านเลือดหมูใบตำลึง ร้านก๋วยเตี๋ยวที่เนื้อเหมือนเนื้อวากิวเลย รถเข็นวุ้นกะทิ แผงขายขนมถ้วย แผงข้าวเหนียวหน้าต่างๆ เช่น สังขยา ปลาป่น หน้ากระฉีก ที่อร่อยพอๆ กับร้านป้าเจือที่หัวหิน ในราคาถูกเกินความอร่อยมากๆ เพราะลูกค้าหลักเขาคือคนทำงานช่วงดึกแถวในตลาด
8. นอกจาก Greyhound สาขาลอนดอน สถานที่ที่คุณรู้สึกว่าน่าสนใจที่สุดในลอนดอนตอนนี้คือ : ลอนดอนเคยเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ ถนนต่างๆ เคยเต็มไปด้วยร้านค้าเล็กๆ ที่มีความพิเศษเฉพาะตัว แต่ globalization ทำให้ลอนดอนกลายเป็น another big city ไปมากขึ้นทุกที แต่วันนี้ก็ยังพอมีถนนช้อปปิ้งเล็กๆ เช่นแถบ Shoreditch และแถบ Borough Market ที่ยังเก็บความรู้สึกของ local street และตลาดอย่างที่ลอนดอนเคยเป็นได้อยู่
9. คุณเสียน้ำตาครั้งล่าสุดตอนไหน : ตอนที่เลี้ยงส่งพนักงานกลุ่มที่เกษียณและเกษียณก่อนกำหนด กลุ่มนี้มีหลายๆ คนที่เป็นพนักงานเก่าแก่ของ Greyhound หลายคนเป็นพนักงานมาตั้งแต่วันแรกจนกลายเป็นเพื่อนสนิท แต่ก็ต้องทำใจ ทุกสิ่งในโลกต้องหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
10. เรื่องล่าสุดที่ชีวิตได้เรียนรู้ : ชอบคำพูดนี้ของ Simon Sinek มากครับ เขาว่า “People don’t buy what you do. They buy what you believe.” มันทำให้เราต้องหันมาถามตัวเองบ่อยๆ ว่าเรากำลังถูกกระแสนำพาไป หรือให้เงินชักพาไป หรือเรากำลังทำในสิ่งที่เราเชื่อจริงๆ

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load