คุณณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ คือกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

เขาเรียนจบสาขาการธนาคารและการเงินจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะเริ่มทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารกองทุน บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) 

ตั้งแต่ พ.ศ. 2538 เขาทำงานที่บริษัทนี้มาตลอด นับเป็นปีที่ 26 ได้เจอกับลูกค้าธุรกิจครอบครัวไทยมากมาย อยู่ในการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่นของหลายธุรกิจ เห็นทั้งความภูมิใจและปัญหา จากที่หน้าที่การงานเคยเป็นเหมือนฝันร้ายยามแรกเริ่ม เขากลายมาเป็นที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคลที่รักในอาชีพตัวเองเป็นที่สุด จนสามารถพากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรคว้ารางวัลมานับไม่ถ้วนแทบทุกปี ล่าสุดคือ Best Private Bank – Thailand Domestic จากนิตยสารธุรกิจชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย Asian Private Banker 

เขาบอกว่าอาชีพที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคลประกอบไปด้วยทักษะจาก 5 อาชีพ ได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ นักบวช หมอ คนทำ TED Talk และดารา

ในงานทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities ที่ผ่านมา คุณณฤทธิ์เป็นหนึ่งในสปีกเกอร์ที่มาพูดในหัวข้อ ‘บทวิเคราะห์ภาพรวม 50 ปี ของธุรกิจครอบครัวที่มีต่อเศรษฐกิจไทย’ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของธุรกิจรูปแบบนี้ อุปสรรคต่าง ๆ ที่ทำให้ไม่สามารถสืบทอดได้ รวมถึงความจำเป็นในการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ที่ไม่ได้หมายถึงเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณค่า ความภาคภูมิใจ และตำนานของครอบครัวด้วยเช่นกัน

ณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ จากเกียรตินาคินภัทร เชื่อว่า Private Banker ที่ดีต้องมีทักษะ 5 อาชีพ

ธุรกิจครอบครัวไทยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมามีความสำคัญต่อประเทศมากแค่ไหน

ธุรกิจครอบครัวคือพื้นฐานของทุกเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นทั่วโลก ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการเป็น SMEs มาก่อน ถ้าไปดูข้อมูลของ World Bank จะพบว่า SMEs เป็นธุรกิจที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ 

ถ้ามองในแง่จำนวน 90 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจทั้งหมดเป็นธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ส่วนน้อยที่เหลือจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือธุรกิจที่ทุกวันนี้ที่สมาชิกครอบครัวอาจไม่ได้เป็นเจ้าของแล้ว ถ้าในแง่การจ้างงาน ธุรกิจครอบครัวหรือ SMEs จ้างงานคนครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด ถ้าในแง่ของ GDP (Gross Domestic Product) มาจากธุรกิจแบบนี้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ แต่นั่นนับแค่เฉพาะธุรกิจที่อยู่ในระบบ เรายังมีธุรกิจเล็ก ๆ อีกมากมาย ดังนั้นเรื่องความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจจึงชัดเจนมาก

กลับมาของเมืองไทย วันก่อนผมเพิ่งอ่านบทความหนึ่ง เขาบอกว่า กิจการที่อายุเกิน 100 ปีในเมืองไทยมีจำนวนไม่เกินนับนิ้ว ยกตัวอย่างเช่น บี.กริม กรุ๊ป หรือโรงแรมโอเรียนเต็ล รวม ๆ กันแล้วไม่น่าเกิน 20 บริษัท ซึ่งนับว่าน้อยมากถ้าเทียบกับประเทศที่มีธุรกิจครอบครัวเยอะ ๆ อย่างญี่ปุ่น 

ธุรกิจครอบครัวไทยเกิดขึ้นเยอะมาก ในช่วงที่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อ 60 ปีก่อน ที่เริ่มมีการส่งเสริมให้คนประกอบธุรกิจมากขึ้น พัฒนามาเรื่อย ๆ จากกิจการเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขยับขยายเติบโต 

ในวงการการลงทุน เราจะพูดเสมอว่าเมืองไทยโชคดีที่เอกชนเก่ง เพราะรัฐอาจไม่ได้สนับสนุนหรือส่งเสริมได้แข็งแรงที่สุด แต่เศรษฐกิจไทยก็เติบโตมาได้ดี ขนาดเจอวิกฤตทั้งการเมือง ภัยพิบัติ กระทบเศรษฐกิจหลายครั้ง แต่ด้วยทำเลที่ตั้ง ความมั่นคงทางอาหาร สินค้าเกษตรต่าง ๆ ก็มีส่วนช่วยทำให้ธุรกิจเล็ก ๆ เติบใหญ่เป็นธุรกิจในทุกวันนี้ เราจึงเห็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านเจเนอเรชันที่คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในธุรกิจมากขึ้น กิจการที่วันนี้อายุราว ๆ 60 ปี ก็น่าจะอยู่ในมือของทายาทรุ่นสามแล้ว 

คุณคิดยังไงกับคำกล่าวที่ว่า ‘รุ่นหนึ่งสร้าง รุ่นสองรักษา รุ่นสามทำลาย’ 

ถ้าดูจากสถิติของทั้งโลก รุ่นก่อตั้งให้เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ส่งต่อมาถึงรุ่นสองได้แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ แล้วรอดไปถึงรุ่นสามเพียง 12 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรุ่นสี่เหลือ 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คำถามคือ ‘เพราะอะไร’

จริง ๆ แล้วมันมีปัจจัยเยอะมาก แต่หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การสืบทอด (Succession) ย้อนกลับไปรุ่นก่อตั้ง เวลาพูดถึงธุรกิจครอบครัว เขาอยู่ร่วมกันจริง ๆ พ่อแม่ลูกอยู่บ้านเดียวกัน เลิกงานตกเย็นก็กินข้าวร่วมกัน พี่น้องรักใคร่กลมเกลียวมาก ถึงแม้จะทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง แต่คนที่โตมาด้วยกัน เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก เล่นด้วยกันตั้งแต่เด็ก เวลาทะเลาะจะตกลงกันได้ง่ายกว่า 

พอถึงรุ่นสองมารุ่นสาม เริ่มแยกย้ายกันไปมีลูกมีหลาน มีเขยมีสะใภ้แต่งเข้าออกบ้าน ความผูกพันก็น้อยลง เวลามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง โอกาสที่จะคุยกันแล้วยุติหาข้อสรุปนั้นไม่ง่าย ที่เปลี่ยนไปแน่ ๆ คือจำนวนสมาชิก คนเยอะขึ้น ความหลากหลายมากขึ้น ไม่เหมือนรุ่นแรกมารุ่นสองที่กินข้าวพร้อมอากงอาม่า ผู้คอยเล่าเรื่องปลูกฝังสิ่งต่าง ๆ มาในแนวทางเดียวกัน พอเห็นไม่เหมือนกันก็มีโอกาสทะเลาะเบาะแว้ง แล้วยังมีเขยสะใภ้เป็นอีกตัวแปรหนึ่ง แบบที่เขาเรียกว่า Pillow Talk คำกระซิบข้างหมอนคนที่นอนข้างกันทุกวันจะมีอิทธิพลกว่าสมาชิกในครอบครัว 

ณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ จากเกียรตินาคินภัทร เชื่อว่า Private Banker ที่ดีต้องมีทักษะ 5 อาชีพ
ณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ จากเกียรตินาคินภัทร เชื่อว่า Private Banker ที่ดีต้องมีทักษะ 5 อาชีพ

เหมือนที่เราเห็นในซีรีส์ เลือดข้นคนจาง

ผมเคยคุยกับ พี่จินา โอสถศิลป์ ผู้บริหาร GDH เขาเล่าให้ฟังว่า ผู้กำกับซีรีส์เรื่องนี้เกิดมาในครอบครัวคนจีน สิ่งที่เกิดขึ้นในละครเรื่องนี้มาจากการสะสมข้อมูลจากเคสจริง หลังจากละครฉายไปมีคนติดต่อมาเยอะมาก เพื่อถามว่า “คุณเอาเรื่องผมไปทำละครเหรอ” เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกครอบครัวคนจีน 

แต่ต้องขอบคุณละครเรื่องนี้นะ มันช่วยสร้างการรับรู้ให้กับครอบครัว ให้รู้ว่าถ้าปล่อยไป ประเด็นเหล่านี้จะเกิดขึ้นแน่นอน ทำให้เกิดบทสนทนาขึ้นในบ้าน หลายครอบครัวร่วมออกแบบข้อตกลงที่เรียกว่าธรรมนูญครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจครอบครัวสนใจมาก

จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานกับธุรกิจครอบครัว เหตุผลที่ทายาทไม่อยากสืบทอดมักเป็นเรื่องอะไร

จากประสบการณ์เราพบว่า หลายคนไม่รู้รากเหง้าของธุรกิจครอบครัว ไม่รู้ว่าแบรนด์นี้คุณปู่คุณย่าสร้างมายังไง ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจสืบทอดหรือไม่สืบทอดของเขา 

ในครอบครัวใหญ่ พอมีสมาชิกเยอะ ๆ ก็ขาดการสื่อสาร เด็กอาจจะไม่คุยกับผู้ใหญ่ คุยคนละภาษา จึงทำให้ถ่ายทอดเรื่องราวยากไปด้วย

ตอนผมเด็ก ๆ อยู่กับอาม่า เขาจะชอบเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง พอฟังมาเราก็ซึมซึบ แต่เด็กรุ่นนี้อาจจะอยู่กันคนละบ้าน อยู่กับพ่อแม่ที่อาจจะเล่าไม่ได้จับใจเท่าอาม่าอากงที่ผ่านอดีตของการก่อตั้งธุรกิจมาด้วยตัวเอง แล้ว Pain Point ของลูกค้าเราหลายคนคือลูกไม่อยากรับช่วงต่อ เพราะธุรกิจเขาเป็นลักษณะเก่า ขณะที่เด็กอยากลองค้นหาหรือทดลองอะไรใหม่ ๆ แต่จะไปเลยก็เสียดาย สองจิตสองใจเพราะธุรกิจที่บ้านก็มีขนาดใหญ่

เราเลยมีโครงการ KKP NeXtGen ปีนี้เป็นปีที่ 9 ที่ตั้งใจจะทำให้ทายาทเห็นว่า ธุรกิจที่บ้านที่เขาเคยคิดว่าน่าเบื่อ มันทำให้มีสีสันขึ้นได้ ได้เจอเพื่อนทายาทด้วยกัน มีบทเรียนเรียบง่ายตั้งแต่การกลับไปดูที่มาของธุรกิจครอบครัวตัวเอง หาคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในสินค้าหรือบริการที่บ้าน ไปจนถึงเวิร์กชอปเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ เช่น แบรนดิ้ง โดยมีเป้าหมายว่าถ้าจบคอร์ส ทั้งรุ่นพ่อแม่และรุ่นลูกจะต้องรู้สึกดี ได้ประโยชน์ และให้การสืบทอดธุรกิจไม่ได้เป็นแค่การสืบทอดธุรกิจ แต่เป็นการสืบทอดความภาคภูมิใจของครอบครัว

การสืบทอดธุรกิจจึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารความมั่งคั่งโดยปริยาย

เรื่องนี้เป็นมิติใหม่ของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งหรือ Wealth Management ในเมืองไทย แต่ถ้าไปดู Private Bank ในต่างประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งให้บริการ Wealth Management กับธุรกิจใหญ่ ๆ ของยุโรป เขาทำเรื่องนี้มานานแล้ว การลงทุนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความมั่งคั่ง เวลาพูดถึงเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่เงิน แต่คือการส่งต่อ Legacy ในทุก ๆ มิติด้วย

ในอดีตคนไทยยังไม่เห็นความสำคัญของเรื่อง Wealth Management อาจเป็นเพราะมีความจำเป็นน้อยกว่า อย่างภาษีมรดกเพิ่งมีมาได้แค่ประมาณ 5 ปี แปลว่าก่อนหน้านี้ สมมติผมมีเงินพันล้าน ยกให้ลูก ลูกได้พันล้าน ก็เลยไม่ต้องวางแผน แต่วันนี้ถ้ามีพันล้าน ต้องวางแผนแล้ว ถ้าพรุ่งนี้เกิดตายไป พันล้านที่ยกให้ลูก ลูกต้องเสียภาษี 50 ล้าน ถ้ามรดกเป็นเงินสดอาจไม่มีปัญหาอะไร ประเด็นสำคัญคือ หลายครอบครัว มรดกไม่ได้มาในรูปแบบของเงิน แต่เป็นที่ดิน เป็นบ้าน เป็นทรัพย์สินอื่น ๆ แต่ลูกที่รับไปต้องเสียภาษี 50 ล้านโดยควักจ่ายเป็นเงินสด บางคนอาจไม่มีเงินจ่าย นี่เลยเป็นสิ่งที่ต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า

เราเริ่มเอาเรื่องนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของบริการพร้อม ๆ กับที่มีกฎหมายภาษีในบ้านเรา เพราะคนเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ ยิ่งใหญ่ ยิ่งต้องดูแล 

ณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ จากเกียรตินาคินภัทร เชื่อว่า Private Banker ที่ดีต้องมีทักษะ 5 อาชีพ

แล้วสำหรับธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็กจำเป็นแค่ไหน

ในมุมที่เห็นว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็น มักจะมองมาจาก 2 เรื่อง

หนึ่ง ธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจที่ยังเล็กอยู่อาจแปลว่า Personal Wealth หรือความมั่งคั่งส่วนตัวของเจ้าของธุรกิจก็ยังเล็ก สิ่งที่เขาต้องการเดี๋ยวนี้จึงอาจไม่ใช่เรื่องการจัดการความมั่งคั่ง แต่เป็นเรื่องการเติบโตทางธุรกิจ 

สอง ครอบครัวที่ไม่ได้ใหญ่มาก สมาชิกไม่เยอะมาก สมมติผมทำธุรกิจกับภรรยา มีลูก 2 คน ความซับซ้อนที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ใช่ที่รุ่นสอง แต่อาจจะไปอยู่ที่รุ่นสาม ก็ยังมีเวลา นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำอันดับแรก ๆ

แต่ถ้ามองในมุมธุรกิจ ถ้าเราอยากทำธุรกิจให้สามารถสเกลอัปไปได้อย่างไม่มีข้อจำกัดมาก และไม่ต้องมาแก้ปัญหาในภายหลัง การทำโครงสร้าบริษัทโฮลดิ้งให้รองรับการขยายธุรกิจตั้งแต่ต้นจะตอบโจทย์กว่ามาก

ยกตัวอย่างเช่น ในอดีต หลายครอบครัวที่ทำธุรกิจไม่ได้ทำแค่ธุรกิจเดียว แต่ละธุรกิจก็จะให้สมาชิกครอบครัวไปเป็นผู้ถือหุ้น ธุรกิจแรกอาจจะแบ่งเท่า ๆ กัน มาธุรกิจที่สองซึ่งแตกแขนงมาจากธุรกิจแรก พ่อแม่ยังถือเยอะสุด แต่ลูกคนโตมีบทบาทในธุรกิจนี้เยอะ เลยได้ถือสัดส่วนมากกว่าลูกคนอื่น ๆ พอบริษัทที่สามเกิดขึ้น ลูกคนที่สองมีบทบาทเยอะกว่า ก็ถือเยอะกว่า ทุกบริษัทไม่ใช่บริษัทโฮลดิ้ง แต่เป็น Operating Company หมดเลย ปัญหาคือนานวัน ธุรกิจก็โตขึ้นไปเรื่อย ๆ มาดูอีกที มีคนถือหุ้นไขว้ไปไขว้มาเต็มไปหมด พอต่อมาครอบครัววางแผนเข้าตลาดหุ้น อยากทำ IPO คำถามคือ จะเลือกเอาบริษัทไหนเข้า รักพี่เสียดายน้องไปหมด ก็ต้องมาเริ่มจัดโครงสร้างใหม่เสียเวลาอีกได้เป็นปี ๆ เป็นต้น

กลับมาที่คำถาม การวางแผนจำเป็นไหมสำหรับธุรกิจขนาดกลางจนถึงขนาดเล็ก ถ้าจัดให้ดีตั้งแต่ต้น ก็ดีกว่าต้องมาแก้ทีหลัง และพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นทายาทรุ่นปัจจุบันที่ให้ความสำคัญ เพราะรู้ว่าถ้าไม่ทำวันนี้ รุ่นต่อไปอาจมีปัญหา

การบริหารความมั่งคั่งในแบบฉบับของเกียรตินาคินภัทรเป็นอย่างไร

ลูกค้าเข้ามาหาเราโดยเริ่มจากการลงทุนก่อน ในวันแรก ๆ ความไว้ใจยังไม่เกิด กว่าเขาจะปรึกษาเราเรื่องครอบครัวหรือเรื่องต่าง ๆ ต้องใช้เวลา ความสนิทสนม และความไว้ใจ จนสุดท้ายอาจไว้ใจไปถึงขั้นมาถามเราให้ให้คำปรึกษาไปถึงมหาวิทยาลัยในเมืองนอกที่ลูกเขาจะไปเรียนต่อ เป็นความสัมพันธ์ที่มากไปกว่าการเป็น Private Banker  หรือที่ปรึกษาทางการเงิน แต่เป็นเพื่อนของครอบครัวคนหนึ่ง

เราอยากเป็น One-stop Solution ของลูกค้า ถ้าเราทำแค่ธุรกิจ Private Bank จะตอบโจทย์ลูกค้าได้แค่มิติเดียว แต่พอเราให้บริการนี้ในนามกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มันก็เลยมีความครอบคลุม อาจจะตั้งแต่การให้สินเชื่อไปจนการให้คำแนะนำลูกค้าที่อยากเข้าตลาดทุนหรือควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions)

เราอยากเป็น ‘จีฉ่อย’ ที่มีขายทุกอย่าง ตอบได้ทุกเรื่อง แล้วส่งผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มเข้าไปคุยกับลูกค้า สร้างความไว้ใจให้กับเขา

พอเราเป็นกลุ่ม เราก็ให้บริการแบบผสมผสานทั้งความเป็นบริษัทหลักทรัพย์และธนาคารได้แบบที่เดียวจบ เช่น จากเดิมที่เวลาจะกู้เงินต้องเอาที่ดินไปค้ำ ลูกค้าที่อยู่กับเราสามารถเอาหุ้นที่อยู่กับบริษัทหลักทรัพย์มาเป็นหลักประกันเพื่อกู้เงินจากธนาคารก็ได้ ทำให้ได้ดอกเบี้ยที่ถูกกว่า โดยไม่เสียโอกาสในการลงทุน เป็นต้น

ชีวิตที่มีความมั่งคั่งกับไม่มีจะต่างกันอย่างไร

Wealth Management สำคัญมากสำหรับทุกคน ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ทำธุรกิจด้วยซ้ำ มันคือความมั่นคงของชีวิตที่ต้องมีให้เพียงพอตามแพสชันที่เราอยากทำ หรือตาม Legacy ที่เราอยากส่งมอบ 

ยิ่งในมุมของการทำธุรกิจครอบครัว ความเข้าใจเรื่อง Wealth Management เป็นเรื่องสำคัญมาก บางคนมองว่าความมั่งคั่งของธุรกิจและความมั่งคั่งส่วนตัวเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่แยกกระเป๋า หยิบยืมไขว้กันไปมา ซึ่งจะเกิดปัญหาตอนมีวิกฤตขึ้น 

ยกตัวอย่างเช่น ในวิกฤตต้มยำกุ้งที่ธุรกิจได้รับผลกระทบเยอะมาก ขณะที่ฝั่งธุรกิจมีปัญหา ฝั่งความมั่งคั่งส่วนบุคคลหรือของครอบครัวอาจไม่ได้มีปัญหามาก แต่ถ้าไม่แยก เอาทั้งสองอย่างรวมกัน สุดท้ายจะแยกไม่ได้ กลายเป็นวิกฤตเดียวกันหมด

อธิบายเพิ่มเติมให้เห็นภาพว่า สำหรับธุรกิจ คนไหนเข้าไปทำ คนนั้นถึงได้ผลตอบแทน ส่วนความมั่งคั่งของครอบครัว มันถูกถือครองโดยสิ่งที่บางคนเรียกว่า Blood Shareholder ทุกคนมีสิทธิเหมือนกันหมด สองเรื่องนี้ถ้าเอามาปนกัน โอกาสทะเลาะกันสูงมาก เพราะวิธีคิดมันไม่เหมือนกัน

พอเป็นธุรกิจที่ขายความเชื่อใจ คนทำงาน (Private Banker) ต้องมีคุณสมบัติแบบไหน

นโยบายและเป้าหมายขององค์กรมีผลเยอะมาก องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเติบโต แต่ไม่ได้ใส่ใจกับรายละเอียดของการเติบโตนั้นว่ามายังไง เช่น ทำยังไงก็ได้ให้โตมากกว่าปีละ 10 15 20 เปอร์เซ็นต์ เป้าหมายนี้ก็จะตกไปเป็น KPI ของพนักงาน โดยพนักงานบางคน ฐานลูกค้าที่มีอาจไม่ได้เหมาะสมกับ KPI ที่ให้มา สุดท้ายเขาก็ต้องไปขายสินค้าที่ไม่เหมาะกับลูกค้า เพื่อจะให้ได้ตาม KPI และทำให้ลูกค้าเสียประโยชน์หรือไม่ได้ประโยชน์สูงสุด

นโยบายองค์กรจึงสำคัญกับการทำงานของพนักงาน องค์กรเราโชคดีที่ผู้บริหารมองต่างไป หนึ่งในนโยบายของเราคือ Clients’ interest first ถ้าลูกค้าดี ลูกค้าแฮปปี้ บริษัทก็จะดีตาม

พอเริ่มจากนโยบายตั้งต้นอย่างนี้ก็มาถึงเรื่องการรับคน แน่นอนครับว่าเราต้องการคนเก่ง แต่การเป็น Private Banker ต่อให้เอาคนที่เก่งที่สุดมาทำก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ ลองนึกภาพว่าเราให้คนที่ลงทุนเก่งที่สุด อาจจะเป็นผู้จัดการกองทุนหรืออะไรก็ตามมาบริการลูกค้า แต่สุดท้ายเขาอาจจะไม่สามารถสื่อสารหรือ ‘ต่อติด’ กับลูกค้าจนเกิดความไว้วางใจได้

อาชีพนี้กว่าจะทำได้ต้องอายุอย่างน้อย 30 ซึ่งไม่เกี่ยวกับความเก่ง เพราะความเก่งมันสร้างกันได้ แต่พอเป็นธุรกิจที่ขายความไว้ใจ อายุจึงเป็นเรื่องสำคัญ 

Private Banker ที่ดีและเก่งสำหรับผม ต้องเป็น 5 อาชีพในร่างเดียว

หนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ ต้องเป็นคนช่างสังเกต เพราะหน้าที่หนึ่งของตำแหน่งนี้คือการออกแบบบริการให้ลูกค้า มันไม่ใช่สินค้าที่มี Standard Set และหลายครั้งลูกค้าก็ไม่รู้ว่าต้องเองต้องการอะไร

สอง นักบวช ต้องเป็นคนที่ลูกค้ามองแล้วรู้สึกว่าเป็นคนดี มองแล้วต้องชวนให้เกิดความไว้วางใจ ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา โหงวเฮ้ง แต่รวมถึงวิธีการพูดและบุคลิกทุกอย่าง 

สาม หมอ ปกติเราไปหาหมอ เราไม่ค่อยตั้งคำถามเพราะเชื่อถือในวิชาชีพเขา เชื่อว่าเขาเก่ง เราจึงต้องมีความรู้ เวลาแนะนำลูกค้าก็ต้องทำให้รู้สึกเชื่อถือเชื่อมั่น ถ้าทำตรงนี้ไม่ได้ การไว้ใจก็เกิดขึ้นได้ยาก

สี่ คนทำ TED Talk ต้องพูดไม่เยิ่นเย่อแต่สื่อสารได้ครบถ้วน เพราะทุกวันนี้มีเรื่องที่ต้องคุยมากมาย รัสเซีย ยูเครน หุ้นตก ดอกเบี้ยขึ้น ฯลฯ ขณะที่เวลาน้อยลง 

สุดท้าย ดารา ต้องเป็นคนมีเสน่ห์ คุยด้วยแล้วสนุก  ไม่อยากหนีหน้า

วิสัยทัศน์ของ คุณณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)

ฟังดูเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ และท่าจะเทรนได้ยาก

ถูกครับ เวลาเราพูดถึงอะไรที่เกี่ยวกับศิลป์ มันมักจะเทรนยาก หลายเรื่องต้องเทรนจากการทำงาน มีตัวอย่างให้ดู ซึ่งคนคนนั้นก็ต้องเป็นคนช่างสังเกตถึงจะหยิบจับอะไรได้ง่าย แล้วนำมาปรับเปลี่ยนให้การทำงานคมขึ้น แต่ถ้าไม่ใช่คนสังเกตจะยากมาก คนที่ทำอาชีพนี้จึงต้องมีทักษะที่ครอบคลุม พนักงานบางคนเก่งทุกอย่าง ความรู้เรื่องการลงทุนดี ความสามารถในการสื่อสารดี แต่เขาไม่อยากมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับลูกค้า อยากรักษาระยะห่างไว้ เป็นมืออาชีพ ไม่ได้อยากเป็นเพื่อน ถามว่าเขาทำอาชีพนี้ได้ดีไหม ดี แต่ถ้าเจอลูกค้าที่ต้องการความสัมพันธ์แบบเพื่อน เขาก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ลูกค้าคนนั้นแล้ว

เพราะลูกค้าก็มีหลายมิติ บางคนบอกผมมี 100 บาท ให้ที่ปรึกษาไปบริหารให้ได้ผลตอบแทน 7 เปอร์เซ็นต์ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องเล่าให้ฟังว่ากองไหนดี กองนี้ดียังไง ปวดหัว ขอเอาเวลาไปทำธุรกิจ

กับอีกคน ต้องการรายละเอียดทุกเม็ด เช็กทุกอย่าง ถ้าวันไหนไม่โทรมาถือว่าบริการบกพร่อง วิธีการบริการลูกค้าสองคนนี้ก็จะแตกต่างกัน

อีกมิติหนึ่งคือ ลูกค้าที่มีความรู้เรื่องการลงทุนมากกับมีน้อย ถ้าบริการคนที่ความรู้เยอะก็ต้องไปเป็นทีม อาจจะต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านอื่น ๆ เข้าไปพร้อมกัน เพื่อทำให้เขามั่นใจว่าเราตอบโจทย์เขาได้แน่นหนา รัดกุมมาก 

พอมีความละเอียดอ่อนและต้องการทักษะหลายอย่าง จึงทำให้เราหาคนทำงานในอาชีพนี้ยากขึ้น แต่ถ้าได้เป็นแล้วแทบไม่มี Turnover หรือลาออกเลย มันจะกลายเป็นงานที่สนุกมากสำหรับคนทำ เหมือนเรากำลังคุยกับเพื่อนด้วยความปรารถนาดี เราอยากแนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา ขณะเดียวกันก็เป็นงานที่ได้ค่าตอบแทนดี ที่ปรึกษาส่วนใหญ่จึงทำอาชีพนี้ไม่เปลี่ยน ปีที่ผ่านมาก็มีพี่ 2 คนเพิ่งเกษียณ คนหนึ่งขยายเวลาต่อ ในต่างประเทศ บางคนทำงานถึงอายุ 75 ก็มี นี่เป็นอาชีพที่ต้องบอกว่า ยิ่งแก่ ยิ่งมีคุณค่า

แล้วคุณเป็น Private Banker ที่มาพร้อมพรสวรรค์หรือพรแสวง

ถ้าย้อนไปตอนเด็ก ผมกลัวการพูดต่อหน้าคนเยอะ ๆ เราเป็น Introvert ของจริง สมัยก่อนเวลาพรีเซนต์หน้าห้องจะใช้เครื่องปิ้งแผ่นใส แล้วจะเห็นชัดเจนมากว่ามือเราสั่น นั่นขนาดแค่เพื่อนนักเรียนในห้องนะ (หัวเราะ)

แต่วันนี้เราทำสิ่งนั้นได้ดี จนมีคนชมว่าสามารถพูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เปลี่ยนจุดที่อ่อนแอเป็นจุดแข็ง ถามว่าเปลี่ยนได้ยังไง เปลี่ยนเพราะงานนี่แหละ เราถูกงานบังคับให้ต้องฝึกฝน

งานแรกที่ทำหลังเรียนจบเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สมัยนั้นพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องเปลี่ยนจากระบบบำเหน็จมาเป็นสิ่งนี้ เราต้องเดินสายไปอธิบายให้เขาฟังว่า ของเก่าเป็นยังไง ของใหม่เป็นยังไง เปลี่ยนแล้วจะต่างจากเดิมยังไง 

แล้วลองนึกภาพ พนักงานรัฐวิสาหกิจอายุราว ๆ 40 – 50 ปี 50 คนนั่งอยู่ในห้อง แล้วเราอายุ 20 ต้น ๆ Nightmare ชัด ๆ (หัวเราะ) เพราะพนักงานเขารู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขา คำถามที่เขาถามตอนเราเดินสายก็จะเป็นไปในเชิงท้าทาย โจมตี บางทีก็จะมีแกนนำ คอยถามกวน ๆ แล้วเพื่อนก็ค่อยโห่ตาม

เหตุการณ์หนึ่งจำได้แม่นเลย ปกติพรีเซนต์เราจะนั่งโต๊ะ กดคอมพิวเตอร์เอา มันยังรู้สึกมีอะไรป้องกัน ปลอดภัย ครั้งหนึ่งต้องไปยืนนำเสนอบนเวทีกลางโรงอาหาร มีคนฟัง 300 – 400 คน มีสหภาพ โพเดี้ยมยังไม่มีเลย  เป็นเป้าเต็มตัว ถือเป็นฝันร้ายของคนอย่างเรามาก แต่พอเวลาผ่านมาก็ค่อย ๆ ปรับตัว 

คุณชอบอะไรในอาชีพนี้

เรื่องแรกคือ การได้เจอลูกค้าที่น่าสนใจ ทุกคนประสบความสำเร็จและมีมุมมองที่ดี การไปเจอลูกค้าจึงไม่ใช่แค่เราไปสอนเขาเรื่องการลงทุน แต่ได้ไปเรียนรู้จากเขาด้วย

เรื่องที่สอง พอเราทำงานในธุรกิจที่เกี่ยวกับการลงทุน เราต้องรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก หนีไม่พ้น สงครามก็ใช่ โควิด-19 ก็เกี่ยว ทุกอย่างที่เกิดมีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ เราจึงต้องศึกษาเรื่องสำคัญ ๆ เทรนด์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น พี่ ๆ หลายคนในบริษัทที่ไม่ยอมเกษียณ ไม่ใช่เพราะความจำเป็นเรื่องเงิน โดยพี่ ๆ เขามักจะพูดกันว่า “จะอยู่ก็กลัวกินแรงน้อง ๆ แต่จะลาออกก็กลัวโง่”

เรื่องสุดท้าย ธุรกิจนี้เกี่ยวกับคนทั้งหมด เรื่องคนมันมีมุมที่ไม่สนุก แต่มันก็มีมุมที่สนุก เอาง่าย ๆ เวลาผมสัมภาษณ์แคนดิเดตที่จะมาทำงานก็สนุกแล้ว

มีคำถามไม้ตายเวลาสัมภาษณ์งานไหม

ผมชอบ Improvise ขึ้นอยู่กับโฟลว์และบรรยากาศของการสัมภาษณ์ อาจเริ่มต้นด้วยการเช็กว่าเขาเตรียมตัวมายังไง ให้แนะนำตัวก่อน บางทีจะบอกให้แนะนำตัวอะไรก็ได้ที่ไม่อยู่ในเรซูเม่ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ คิดดูว่าปีหนึ่งต้องสัมภาษณ์ตั้งกี่คน (หัวเราะ)

ผมสัมภาษณ์ตำแหน่งจูเนียร์มาเยอะ จะประทับใจแคนดิเดตที่คุยด้วยแล้วรู้สึกได้ว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ คิดเยอะ ฟังคำตอบจะรู้เลยว่าผ่านการคิดมาแล้ว และไม่ใช่แบบเตี๊ยมหรือท่องคำตอบ แต่ถามปุ๊บ ตอบได้เลยเพราะเหมือนเขาเคยคิดถึงประเด็นต่าง ๆ เหล่านั้นมาแล้ว

เคยสัมภาษณ์น้องอยู่คนหนึ่ง เป็นหนึ่งในเคสที่ประทับใจที่สุด ผมถามเขาไปไม่เกิน 3 คำถาม ที่เหลือชั่วโมงกว่า ๆ เขาเล่าเรื่องให้ฟังไม่หยุดเหมือนน้ำพุ เป็นเด็กจบปริญญาตรีที่ผ่านการคิดมาเยอะ เผลอ ๆ ความคิดอาจจะมากกว่าคนอายุ 30 ไปแล้ว 

ผลการเรียนก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่แคนดิเดตที่ดีต้องมีความน่าสนใจในด้านอื่นด้วย

การเป็นผู้บริหารในองค์กรที่มีเด็กจบใหม่เข้ามาทำงานทุกปีมีความท้าทายอย่างไร

ความท้าทายคือเราเป็นพ่อเขาได้ (หัวเราะ) 

ยังไงมันมี Generation Gap อยู่แล้ว ความคิดเขา ความคิดเรา แต่เราต้องพยายามไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง

ในกลุ่มผู้บริหารอายุ 40 – 50 มันมักจะมีคำว่า ‘เด็กสมัยนี้’ อยู่ในบทสนทนา จริงอยู่ที่เขาเป็นเด็กสมัยนี้ แต่นี่คือสมัยของเขา เราไม่สามารถเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แล้วให้เขาปรับมาคิดหรือทำเหมือนเราสมัยเด็ก 

ในช่วงโควิด-19 มีคนพูดถึงเรื่อง Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจเยอะขึ้นมาก พอเราเป็นผู้ใหญ่ในแผนกอาจจะไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับพนักงานตำแหน่ง Entry-level เลยไม่ค่อยเห็นว่าเขามีปัญหาหรือความยากลำบากอะไร แต่นั่นคืองานของเราที่จะต้องเข้าใจให้ได้

วันก่อนผมอ่านรายงานจาก Microsoft เรื่องคนที่รับมือกับการ Work from Home พบว่า คนยุค Baby Boomer รับมือได้ดีที่สุด ถัดมาคือ Gen X 4 อันดับสุดท้ายคือ หนึ่ง คนโสด สอง คนที่มีอายุงานไม่ถึงหนึ่งปี สาม Gen Z และสี่ พนักงานด่านหน้า ซึ่งในธุรกิจที่เราทำ น้อง ๆ พนักงานที่อยู่ในระดับเริ่มต้นคือเข้าเกณฑ์ทุกข้อเลย เขาเพิ่งเรียนจบ ทำงานไม่ถึงหนึ่งปี เป็น Gen Z เขายังไม่แต่งงานแน่ ๆ และเป็นพนักงาน Front-line ที่ต้องเจอกับลูกค้า 

กลายเป็นว่าแม้เขาจะอยากมีความยืนหยุ่นจากการ Work from Home แต่ยังขาดสิ่งที่คนรุ่นเราเคยได้จากการเข้าออฟฟิศ เขาเรียกว่า Social Capital การเดินสวนกันในทางเดิน เจอกันในห้องน้ำ คุย Small Talk ในห้องอาหาร เรื่องเหล่านี้ผมต้องให้ความสำคัญและเอาใจใส่ หลังโควิด-19 ทุกองค์กรจะเจอกับความท้าทายเรื่องคน

Empathy ที่คุณทำให้พนักงานในช่วงที่ผ่านมามีเรื่องอะไรบ้าง

เรามีส่งของให้ที่บ้านเพื่อแสดงความห่วงใย แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นแค่สีสัน สุดท้ายเราต้องดูกลับมาที่รากของปัญหา เช่น หลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจมุ่งเน้นการเติบโต สร้างรายได้ให้บริษัท สิ่งนี้กดดันไปถึงพนักงานที่ต้องทำงานมากขึ้น หนักขึ้น และเราอาจจะไม่ได้ให้เครื่องมือช่วยเหลือเขา

ปีนี้ทำให้เห็นว่า เราต้องทำเรื่อง Wellbeing ของพนักงานอย่างจริงจัง และต้องทำให้สำเร็จ

วิสัยทัศน์ของ คุณณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)

Questions answered by Managing Director, Head of Wealth Management, Kiatnakin Phatra Securities Plc

1. ถ้าไม่ทำงาน เสาร์-อาทิตย์ จะทำอะไร

จริง ๆ ไม่มีแพตเทิร์น มันขึ้นอยู่กับอารมณ์ แต่ช่วงนี้ที่เราไปไหนไม่ได้ ผมชอบไปเที่ยวเชิงธรรมชาติ ไปอยู่เอาต์ดอร์ มันเริ่มมาตั้งแต่เมื่อ 7 – 8 ปีก่อน ภรรยาผมไปทำงานที่สหรัฐฯ ผมบินไปเยี่ยม 3 เดือนครั้ง ไปครั้งหนึ่งก็อยู่ 2 อาทิตย์ เก็บการท่องเที่ยวตามอุทยานแห่งชาติ มาช่วงโควิด-19 ก็เลยพยายามไปเที่ยวธรรมชาติรอบ ๆ กรุงเทพฯ

2. งานอดิเรกใหม่ในช่วงโควิด-19

สิบปีที่แล้วคุยกับ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ เรื่องบิ๊กไบค์ วันรุ่งขึ้น ดร. ก็ให้คนเอารถมาจอดหน้าบ้านให้ยืม ให้ลองขี่ เราชอบ อยากซื้อ แต่ไม่มีใครในครอบครัวเห็นด้วย ผมเลยไปซื้อฟีโน่คันเล็ก ๆ มาขี่ก่อน จนช่วงโควิด-19 ทนไม่ไหวเลยไปซื้อมา วันหยุดไหนว่าง ๆ ก็จะขี่ไปใกล้ ๆ เช่น บางพระ นครนายก เพชรบุรี ไปกลับไม่เกิน 200 โล ออกจากบ้านตี 5 ไปคนเดียว ไม่เกิน 11 โมงก็กลับถึงบ้านแล้ว 

3. หนังสือที่อยากแนะนำให้คนในทีมอ่าน

ผมเป็นคนอ่านหนังสือน้อย เลยไม่อาจหาญกล้าแนะนำ แต่หนึ่งในเล่มที่ผมอ่านแล้วเอามาใช้ในชีวิตเยอะคือ Nudge เขียนโดย Richard H. Thaler ผู้ได้รับรางวันโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์วิทยาศาสตร์ หนังสือเล่าเรื่องเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งผมนำไปใช้ในการทำงานเยอะ

ตัวอย่างหนึ่งที่เขาเล่าให้ฟัง ทำไมคนแถบสแกนดิเนเวียถึงมีอัตราบริจาคร่างกายสูงกว่าประเทศอื่น คำตอบคือการออกแบบพื้นฐานเลย ทุกคนต้องบริจาคอยู่แล้ว ถ้าใครจะไม่บริจาคให้ไปแจ้งแบบ Opt-Out พอมาปรับใช้กับงาน เซอร์วิสไหนที่เราคิดว่าจำเป็นต่อลูกค้าก็ควรใส่ไว้ให้เลย ไม่ต้องให้เขามาเลือกเติมอยู่เรื่อย ๆ

4. วิชาที่ไม่เกี่ยวกับการเงินที่ยังได้ใช้ในการทำงานจนถึงทุกวันนี้

เป็นวิชาที่เรียนทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท เกี่ยวกับกลยุทธ์ทางธุรกิจ ส่วนใหญ่เวลาเรียนเรื่องนี้จะมีกรณีศึกษาเยอะ สนุกมาก ทำให้เราเจอคำตอบที่น่าสนใจ และด้วยความหลากหลายของธุรกิจ เราก็หยิบยืมไอเดียบางมุมมาใช้ในการทำงานได้

5. วิธีการให้กำลังใจคนในทีมตามแบบฉบับคุณคืออะไร

จริง ๆ ผมเป็นคนปากหนัก ชมคนไม่ค่อยเก่ง เรียกว่าเป็นข้อเสียก็ได้ บางทีลูกน้องเดินมาบอกว่า เขาได้รับเงินลงทุนก้อนใหญ่จากลูกค้าที่เขาไปนำเสนอ (Pitching) มานานมากแล้วนะ ผมตอบแค่ ‘อืม โอเค’ แต่ลึก ๆ เราดีใจด้วยนะ

ผมมักจะให้กำลังใจโดยให้คำแนะนำเพิ่มเติม ซึ่งไม่รู้เรียกว่าให้กำลังใจได้หรือเปล่า (หัวเราะ)

6. เมล็ดกาแฟที่ชอบที่สุด

เมล็ดอาราบิก้าที่ถูกที่สุด (หัวเราะ) และไม่เหมือนกับของสัปดาห์ที่แล้ว

ผมเป็นคนเอ็นจอยกับการลองสิ่งใหม่ ๆ อันนี้รสชาติแบบนี้ อันนั้นรสชาติแบบนั้น แต่ต้องเป็นอาราบิก้า สั่งในลาซาด้า ช้อปปี้ ถ้าราคาไม่แพงเกินไปก็จะสั่งมาลอง แล้วก็ค้นพบว่าไม่ค่อยได้สั่งซ้ำ  เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ  

7. คุณเป็น Addict ด้านไหน

ผมเป็น YouTube Addict เพราะมันมีอะไรให้เรียนรู้เยอะ 

8. ช่อง YouTube ที่อยากแนะนำ

แชนแนลที่อัปเมื่อไหร่ต้องดูคือ TheGaijinTrips แบกเป้เที่ยวคนเดียว เป็นเรื่องท่องเที่ยวของผู้ชายคนหนึ่ง ถ่ายทำคนเดียว ไม่มีทีม มีเสียงบรรยายที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมคำอธิบายที่แฝงปรัชญาชีวิตเอาไว้ด้วย แล้วเขาถ่ายวิดีโอสวยมาก

9. ถ้านั่งดื่มกับใครก็ได้บนโลกนี้ 

ข้อนี้คิดนานมาก จะเป็น วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ไหม ก็ไม่ใช่ อยากรู้อะไร เขาก็เล่ามาหมดแล้วตามสื่อต่าง ๆ แต่คนหนึ่งที่เราอยากคุยคือ คุณพ่อ คุณพ่อเสียไปตอนเรา ม.4 และยังไม่โตพอที่จะนั่งคุยกันลึก ๆ ถ้าเป็นไปได้อยากคุยกับเขาในมุมที่เป็นเขา และเราที่เป็นเราทุกวันนี้

 10. คำชมที่ภูมิใจที่สุดที่เคยได้รับ

นี่ไม่น่าใช่คำชม แต่ชอบมีคนถามว่า ‘ชีวิตนี้เคยโกรธใครไหม’ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ยางพาราเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของ วิถี สุพิทักษ์ ครั้งแรกใน พ.ศ. 2528 ที่พ่อของเขาเปิดโรงงานน้ำยางข้น

ต่อมาอีกไม่นานก็เข้าสู่ปีที่โรคเอดส์แพร่ระบาด กิจการของพ่อเลยเจริญรุ่งเรือง ตามอุปสงค์ตลาดที่เร่งผลิตถุงยางอนามัย

ครอบครัวของเขาล้วนทำธุรกิจเกี่ยวกับยางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยาง คุณวิถีเข้ามารับช่วงต่อโรงงานยางน้ำข้น ส่วนน้องชาย คุณวิศิษฏ์ สุพิทักษ์ เลือกกลับมาพัฒนาเรื่องไม้ยางแปรรูปหลังเรียนจบ

Woodwork ก่อตั้งขึ้นในตอนนั้น ขยายกิจการไปได้ 3 โรงงาน คุณวิศิษฏ์ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง พี่ชายจึงต้องมารับช่วงต่อธุรกิจที่กำลังไปได้ดี

การบริหารโรงงานน้ำยางข้นกับไม้แปรรูปต่างกันลิบลับ น้ำยางข้นอาศัยเครื่องจักรทันสมัยเป็นหลัก ส่วนไม้แปรรูปต้องพึ่งพาความเอาใจใส่ของคนทำ ซึ่งเข้ามือคุณวิถีในวัย 25 ผู้เรียนจบจากโรงเรียนประจำชายล้วนที่มิตรภาพระหว่างคนเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

Woodwork อยู่ภายในการบริหารของคุณวิถีมาเกือบ 20 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวจนเติบโตเป็นบริษัทผลิตไม้ยางแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แม้ธุรกิจจะยืนหนึ่งบนยอดภูเขา คุณวิถียังหาทางพัฒนาในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความยั่งยืน เขาเริ่มจากแนวคิดอยากได้ต้นยางที่มีคุณภาพ จึงหาซื้อที่ดินในจังหวัดเชียงราย ทำสวนยางอินทรีย์ด้วยใจ ก่อนจะศึกษาเรื่องการปลูกป่าร่วมยางอย่างจริงจังเพื่อรักษาธรรมชาติโดยรอบไว้ 

จากที่ดินในภาคเหนือสู่แผ่นดินตรังบ้านเกิด เขาทำโมเดลเดียวกันที่จังหวัดตรัง เพิ่มเติมคือพัฒนาพื้นที่ให้เป็นมากกว่าป่าร่วมสวน เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องธรรมชาติของชุมชน และลานกิจกรรมของพนักงาน Woodwork

จึงไม่ใช่แค่ไม้ยางคุณภาพที่นักธุรกิจคนนี้ปลูกสำเร็จ เขายังสร้างคน สร้างเครือข่าย สร้างอากาศดี ๆ ให้คนตรังสูดได้เต็มปอด 

คุณเป็นผู้บริหารที่เอาใจใส่กับ ‘คน’ มาก ทำใมเรื่องนี้ถึงสำคัญในการทำธุรกิจ

ผมเป็นนักเรียน ภ.ป.ร. โตมากับการอยู่กับเพื่อนเยอะ เราให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพ ความเป็นกลุ่มก้อน เวลาทำงานก็ให้ความสำคัญกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สมัยก่อนที่น้ำยางข้น เรามุ่งเน้นเรื่องเทคนิค เครื่องจักร การใช้สารเคมี การใช้เทคโนโลยี ส่วนโรงงานไม้ยางเน้นฝีมือคน ที่ Woodwork การพัฒนาคนจึงสำคัญมาก เราเคยมีคนงานถึง 4,000 คน แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 คน ขณะที่ผลผลิตเท่าเดิม เราพัฒนาขีดความสามารถ เพิ่มคุณภาพคน คุณภาพงาน คุณภาพชีวิต ซึ่งสำเร็จมาได้ระดับหนึ่ง เพราะคนเราลดไปเกือบครึ่ง แต่งานที่ได้หายไปไม่ถึง 10% ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในอดีตมี 2 คนประจำโต๊ะเลื่อย 1 คู่ เรียกกว่า นายม้ากับหางม้า ใช้ไม้ราว ๆ 6 – 7 ตัน วันนี้ทำงาน 8 ชม. เท่ากัน แต่ใช้ไม้ได้ถึง 10 ตัน 

พอศักยภาพเพิ่มขึ้น รายได้ก็สูงขึ้น คนเลื่อยไม้เก่ง ๆ ของเราได้เงินมากถึง 50,000 – 60,000 บาทต่อเดือน

ดูแลพนักงานยังไงถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

เรามองไปถึงความเป็นอยู่ มีการจัดอบรม สัมมนา พัฒนาความสามารถ ทำกิจกรรมเพื่อให้คนของเราได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สุดท้ายแล้ว สิ่งที่องค์กรเรามีคือคุณธรรม ไม่ใช่แค่กับคนของเรา แต่รวมถึงสังคมโดยรอบที่เขาอยู่โดยต้องไม่เดือดร้อนจากการทำธุรกิจของเรา

พักหลังมานี้ โรงงานทั้ง 9 แห่งของเราไม่มีปัญหากับชุมชนรอบข้างเลย เราอยู่ร่วมกับสังคมโดยรอบได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือลูกค้า ร้านค้า ไม่ใช่พัฒนาแค่ตัวเรา แต่พัฒนาเขาด้วย เราเอาใจใส่ มอบสิ่งที่ดีที่สุดกับเขา ส่วนทางอ้อมก็ชุมชน เขาอาจจะได้ประโยชน์ พอมีโรงงานก็มีคนเพิ่มขึ้น เกิดร้านค้า เกิดกิจการ เกิดเป็นชุมชนขึ้นมา เราพยายามอยู่ร่วมกันให้ได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

เริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมทำเรื่องยางมาตลอด หลายครั้งไม้ยางคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เพราะชาวสวนผสมโน่นผสมนี่ บางทีเจอไม้ลายซึ่งเกิดจากการดูแลไม่ดี ตัวเองอยากทำให้มันดี ก็เลยคิดสร้างโมเดลให้เป็นตัวอย่าง กอปรกับตอน พ.ศ. 2555 ได้ที่ที่เชียงราย ก็ตั้งใจปลูกยางดูแลรักษาอย่างดีที่สุด เพื่อที่พอเวลาผ่านไปอีก 20 – 30 ปี ไม้ยางของเราจะสวยกว่าไม้ยางในละแวกนั้น 

เราเริ่มเปิดกรีดยางตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ย้ำกับทีมงานตั้งแต่ต้นว่า คนกรีดยางของเราต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรในประเทศ ซึ่งเราทำได้ คนกรีดยางวันนี้มีรายได้ราว ๆ 240,000 – 250,000 บาทต่อปี เรามีวิธีจัดการระบบในสวน ทำให้คนงานทำงานน้อยลง จากทั่วไปกรีดได้วันละ 500 – 600 ต้น ก็กรีดได้ 2,000 ต้น ปีหนึ่งทำงานได้ 200 กว่าวัน แม้ราคายางจะน้อยลง แต่คนงานเรายังไม่เดือดร้อน

พอทำสวนยางคุณภาพแล้ว เราพบว่าพืชเชิงเดี่ยวแบบนี้ไม่ดีต่อธรรมชาติเท่าไหร่ เลยศึกษาเรื่องป่าร่วมยางต่อ จนได้เจอกับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช ได้รู้จักแนวคิดที่บอกว่า ดินดี ดินไม่ดี ไม่มีจริงหรอก มีแต่ว่าปลูกอะไรเหมาะกับอะไร

อ.จุลพร บอกอะไรกับคุณในวันแรกที่เจอกัน

วันแรกที่เจอกันนี่อายเลยนะ น้องสถาปนิกแนะนำให้รู้จักอาจารย์ ทราบภายหลังว่าเป็นคนใต้เหมือนกัน ผมเป็นคนตรัง เขาเป็นคนสมุย ตอนเจอกันวันนั้นผมเพิ่งกลับมาจากมาดากัสการ์ ขนต้นไม้กลับมาเพียบ ทั้งต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นเบาบับ เล่าให้แกฟัง แกก็พูดกลับมาคำหนึ่งว่า “สิ่งที่คุณวิถีพูดนี่เหมือนสวนตรุษจีน” (หัวเราะ) 

แกก็อธิบายให้ฟังเพราะเราไม่มีความรู้ ถ้าปลูกชมพูพันธุ์ทิพย์ เดี๋ยวแมลงจะไปทำลาย ถ้าจะปลูกต้องหาไม้พื้นถิ่นที่เหมาะกับสภาพดิน บางอย่างเป็นไม้พื้นถิ่นจริง แต่ไม่เหมาะกับสภาพดินนี้ก็ไม่รอด

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

การที่คนคนหนึ่งจะสร้างป่า ต้องเริ่มจากอะไร

เริ่มต้นมาจากวิสัยทัศน์ของกรมทรัพยากร หลายปีก่อนเขาปลดล็อกไม้ต้องห้ามให้เป็น Area-based คือคุณปลูกเอง ตัดใช้เองได้ แต่ห้ามบุกรุกป่าหรือธรรมชาติเด็ดขาด 

หลังจากกฎหมายนี้ออกมา จะเห็นหลายคนหันมาปลูกต้นไม้ สร้างเป็นทรัพย์สิน ผมเองก็ได้พัฒนาโครงการออมต้นไม้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ สโมสรโรตารี่ และกลุ่มแลตรังยั่งยืน เราจะให้พนักงานโดยเฉพาะคนที่มีลูกเล็ก เอาต้นไม้ไปปลูกที่บ้านคนละ 2 – 3 ต้น ผ่านไปสัก 30 ปีเขาโตขึ้น ต้นไม้น่าจะมีราคาหลักแสน 30 ปีเท่ากับราว ๆ 10,000 วัน ก็เทียบเท่าเขาออมเงินวันละ 10 บาท 3 ต้นก็ 30 บาท มันทำให้เด็กรักสิ่งแวดล้อม ได้เรียนรู้เรื่องการออม 

นอกจากนี้ เรายังมีโครงการแลตรังยั่งยืนเพื่อเพิ่มออกซิเจนในอากาศให้ชุมชน หรือในอนาคตอันใกล้ ผมว่าคาร์บอนเครดิตจะเข้ามีบทบาทในระดับโลก เพราะฉะนั้น ถ้าเราปูพื้นฐานการรักต้นไม้ ปลูกต้นไม้ มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน

ต้นยางพาราที่ปลูกอย่างเอาใจใส่จะเป็นแบบไหน

เราทำทุกอย่างเป็นอินทรีย์หมด แต่ก่อนเคยใช้ปุ๋ยเคมีนะ แต่ 4 – 5 ปีมาแล้วเราไม่แตะเลย ไม่ว่าจะเป็นการปราบศัตรูพืช การใส่ปุ๋ย ล้วนเป็นอินทรีย์หมด บางทีก็ใช้เป็นชีวภัณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์

ต้นยางจะเริ่มกรีดน้ำยางได้ตอนอายุ 7 ปี กรีดไปได้อีกถึง 15 ปี ถ้าดูแลไม่ดีก็อาจได้แค่ 12 – 13 ปี พอน้ำยางหมดก็ตัดเอาไม้มาแปรรูป แต่ผมกำลังทดลองว่า ถ้าดูแลดี ๆ ไม่ให้ปุ๋ยเคมี ใช้แต่อินทรีย์ มีเวลาพักฟื้น ดูแลเปลือกให้ดี ผมจะกรีดยางไปได้ถึง 20 – 30 ปีไหม 

ประเทศไทยมีไร่ยางอยู่ประมาณ 18 – 19 ล้านไร่ ปีหนึ่งตัดสัก 4 – 5 แสนไร่เพื่อแปรรูป ภาคใต้เยอะสุดเพราะเป็นจังหวัดเริ่มต้น ตั้งแต่ที่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี นำพันธุ์ยางเข้ามาจากมาเลเซีย และปลูกที่ตรังเป็นที่แรก ตอนนี้มีกระจายทั่วประเทศ อีสานก็เยอะ บึงกาฬ อุดรธานี อย่างบึงกาฬเขาก็พยายามพัฒนาเป็นจังหวัดยาง บุรีรัมย์ ชัยภูมิก็มี ที่น้อยสุดน่าจะเป็นภาคกลาง ภาคเหนือมีที่เชียงราย ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง 

ต้นยางจึงให้แค่น้ำยางกับไม้แปรรูป ที่ส่วนมากนำมาทำเฟอร์นิเจอร์

เป็นแบบนั้นมาตลอด ยางมี 2 ระบบคือ หนึ่ง ระบบจุ่ม เช่น ทำถุงมือ ถุงยาง อันนี้ต้องมาเป็นน้ำ สองคือยางแท่ง ยางกันชน แบบนี้มาเป็นก้อน ส่วนไม้ยางเราส่งไปจีน ส่งไปเป็น Material เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ แต่วันนี้เราพยายามพัฒนาให้ไม้ยางแข็งแรงจนเป็นวัสดุก่อสร้างอาคารได้ พัฒนาเรื่องความคงทน ความยืดหยุ่น ทำร่วมกับญี่ปุ่น เพราะเขาเก่งเรื่องไม้ แล้วสร้างเป็นแบรนด์ใหม่

ถ้าใครได้มาตรังลองแวะไปที่ร้านกาแฟ Occur ที่นั่นโครงสร้างทั้งหมดทำจากไม้ยางทั้งหลัง

ปัจจุบันคุณวิถีมีป่าร่วมยางกี่ไร่

ที่เชียงรายประมาณ 1,700 ไร่เศษ ทำที่เชียงรายเสร็จ ก็นึกว่าทำไมไม่กลับมาทำที่บ้านเราบ้าง มาได้ที่ตรงวิถีตรังนี่แหละ 116 ไร่ พอเริ่มทำก็ไม่มีประสบการณ์เชิงการท่องเที่ยวโดยตรง แต่อยากสร้างความยั่งยืน ก็เลยไปรวมตัวกับภาคประชาชน ชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ธุรกิจรีสอร์ตเล็ก ๆ สร้างกลุ่มที่ชื่อว่า แลตรังยั่งยืน ทำหน้าที่ดูแลธรรมชาติตรังและพัฒนาแนวทางไปสู่ 4อ คือ อารมณ์ อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย 

ตอนนี้ก็เริ่มจากการปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่เดิมที่วิถีตรัง เพื่อให้คนรุ่นหลังและคนของเราได้มีธรรมชาติในชีวิต ใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมอมรม สัมมนา และพัฒนาความรู้คน ขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริม ใครมีบ้านมีพื้นที่ก็ช่วยกันปลูกได้เลย

อันนั้นเรื่องป่า อีกโครงการที่แลตรังยั่งยืนทำขึ้นมาคือ ศูนย์ศิลปะวิถี ร่วมกับ อาจารย์สัมฤทธิ์ เพชรคง จัดเป็นงานประเพณีศิลปวัฒนธรรม บางปีก็มีศิลปินระดับโลกมาจอยด้วย หรือถ้าเป็นเชิงการท่องเที่ยว ถ้าใครสนใจกิจกรรมเชิงผจญภัย เราก็จะสำรวจเส้นทางเดินป่า คุยกับกรมป่าไม้หรืออุทยาน ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้ประโยชน์กับคนในชุมชน ฝึกให้เขานำทาง สร้างรายได้

กลุ่มเราเหนียวแน่นนะ ทำงานกันมาแล้ว 7 – 8 เดือน มีประชุมทุกเดือน นี่เดี๋ยวจะพาอาจารย์จุลพรไปเดินป่า ก็ต้องสำรวจเส้นทางไว้เหมือนกัน

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

จังหวัดตรังพิเศษยังไงสำหรับคุณ

ผมเป็นคนตรัง เติบโต เรียนหนังสือที่ตรัง ช่วงมัธยมย้ายมากรุงเทพฯ พอจบมหาลัยก็กลับไปตรัง ผมใช้ชีวิตที่นี่มาตลอด พอเรียนรู้อะไรมาก็อยากเอากลับไปพัฒนาที่บ้านเรา

จังหวัดตรังสำหรับผมน่าสนใจ เราไม่ใช่จังหวัดที่เจริญทางอุตสาหกรรม ต้องขอพูดถึง ท่านชวน หลีกภัย ท่านมีแนวคิดจะทำตรังให้เป็นเมืองการศึกษา ท่านเองก็รักสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่าตรังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเมืองรองได้ 

เราไม่ได้ขายสิ่งแวดล้อมที่สวยหรู แต่เราขายสิ่งแวดล้อมที่ดี อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็กำลังทำให้อากาศดี ออกซิเจนสูง ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนแล้ว

บ้านเราเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เร็วจนเกินไป ไม่เกิดปัญหารถติด ปัญหามลภาวะ เป็นเมืองปลอดภัยเมืองหนึ่ง สิ่งที่เราเข้าไปเติมได้คือคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ต้องช่วยกัน เพราะสิ่งนี้จะอยู่กับตรังไปตลอด อยู่ติดตัวลูกหลานชาวตรัง

แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมสะท้อนกลับไปสู่การดำเนินงานธุรกิจของ Woodwork อย่างไรบ้าง

เราต่อยอดไปหลายอย่าง ปัจจุบันโรงงานมี 9 โมง มีโรงไม้ชีวมวลที่เกี่ยวกับฟาร์ม เราทำลักษณะแบบ BCG (Bio Circular Green Economy) นำของเหลือจากไม้มาทำวัสดุปลูกก้อนเห็ด เพื่อส่งต่อให้ชาวบ้านนำไปเพาะ หลังจากนั้นเราก็หาตลาดที่รับไปแปรรูปให้เขา สกัดเป็นโปรตีนทางเลือก เครื่องสำอาง อาหาร สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากเห็ดก็ยังมีสมุนไพรที่ปลูกร่วมกับยางบนแนวคิดป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีพืชเชิงสูง เชิงกลาง และพืชสมุนไพรที่อยู่ตามหน้าดิน รวมไปถึงการพัฒนาไม้ยางให้เป็นวัสดุก่อสร้างที่เล่าให้ฟัง

สัปดาห์ก่อนที่ไปวิถีตรัง จังหวัดตรัง เจอลูกชายคุณด้วย

ใช่ ๆ (ยิ้ม) ผมมีลูกชาย 2 คน คนที่เจอคือคนน้อง เพราะคนพี่อยู่นิวซีแลนด์ ยังกลับประเทศไม่ได้ ส่วนคนนี้เพิ่งเรียนจบ กลับมาดูงาน

ลูกชายสนใจธุรกิจของพ่อไหม

ก็เริ่มสนใจนะ (หัวเราะ) คนรุ่นใหม่นี่ความคิดความอ่านเร็วมาก แต่เรื่องประสบการณ์ เราต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงให้เขา ผมก็พยายามปลูกฝังเรื่องวิธีคิด เรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งคู่เรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ก็พยายามดึง ๆ ให้กลับมาเรียนรู้ธุรกิจบ้าง

ตอนนี้เขาเข้ามาช่วยเรื่อง Marketing ปกติเราไม่เคยมีการตลาดแบบนี้ ขายเป็น Mass ส่งไปจีน เดือนหนึ่ง 500 ตู้ 1,000 ตู้ ไม่เคยขายปลีกออนไลน์ พวกลูก ๆ เขาเร็วเรื่องเทคโนโลยี รุ่นผมนี่หมดสิทธิ์ ยังไงก็ต้องฟังไอเดียเขา ปล่อยให้เขาทำ 

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

จากที่เคยเป็นนักธุรกิจที่ทำแต่ธุรกิจของตัวเอง วันนี้ทำโครงการมากมายกับชุมชน คนในท้องที่ คุณมองบทบาทตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไร

ผมเชื่อว่าการทำธุรกิจในอนาคตเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องทำให้เกิดคุณค่ากับผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำอะไรให้ส่วนรวม สิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ผมโชคดีที่ Woodwork พัฒนาคนมาตั้งแต่แรก ตอนนี้คนในทีมผมเก่งมาก ๆ ทั้งในเรื่องบริหารจัดการโรงงาน จัดการองค์กร หรือดำเนินงานต่าง ๆ ผมแทบจะไม่ต้องเข้าไปช่วยอีกแล้ว เราจะคุยกันเฉพาะเรื่องหลัก ๆ อย่างนโยบายหรือกลยุทธ์ใหม่ ๆ ทำให้ผมมีเวลามากขึ้น ได้ไปทำงานภาคสังคม ได้มานั่งคุยกับ The Cloud งานไหนทำแล้วเกิดประโยชน์กับคนในชุมชนหรือองค์กร ทำให้เขาพัฒนามากขึ้น งานนั้นก็อยากทำ

เหมือนงาน Good Business Trip ที่ The Cloud จะพาคนไปเยี่ยมวิถีตรัง ผมก็ดีใจที่จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน ผมอาจจะให้ไป 10 อย่าง เขาเอาไปทำให้เกิดประโยชน์อย่างเดียวก็มีความสุขแล้ว

การทำงานเพื่อสังคมอาจไม่ได้กำไรเป็นเม็ดเงิน แต่กำไรที่คุณวิถีได้คืออะไร

ถ้าเทียบกับหลัก 4อ ที่ตัวเองเปลี่ยนมากที่สุดเลยคือ อารมณ์ 

แต่ก่อนเวลามีอะไรมากระทบกระทั่งเรา นึกภาพเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ก็จะฟึดฟัด หงุดหงิด ผมปลูกต้นไม้มา 5 ปีแล้ว กว่าจะโตต้องรอ 20 – 30 ปี เราเลยกลับมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้อยู่ได้อีก 20 – 30 ปีจะได้ถึงวันที่ต้นไม้มันโต ผมอยากเห็น

ถ้าเป็นวัตถุ คุณต้องจ่ายค่าดูแลรักษาเพื่อให้งดงาม แต่ต้นไม้นี่งอกงามด้วยตัวของมันเอง เราไม่ต้องทาสี ไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่รดน้ำ ให้ความรัก มอบหัวใจให้มัน ถ้าส่วนไหนของมันบดบังเรา ก็แค่เอามีดไปตัดออก เราทำแค่นั้นเลย แล้วมันจะโตสวยงามขึ้นทุกวัน

เป็นความสุขที่ได้เห็นมันเติบโต เหมือนเวลาเราทำงาน เห็นงานสำเร็จก็มีความสุข เวลามีครอบครัว เห็นลูกเติบโตอย่างแข็งแรงก็มีความสุข คุณลองไปทำสวนดูนะ คุณจะได้อาหารที่ดี ได้ออกกำลังกาย คุณจะได้เจอหมอน้อยลง 

หรืออาจจะเป็นด้วยวัยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เริ่มจะแก่ (หัวเราะ)

แปลว่าที่บ้านต้นไม้เยอะ

ใช่ บ้านอยู่กลางเมืองเลยนะ ตรงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ซึ่งมีต้นไม้เยอะอยู่แล้ว ผมไปทำอะไรที่ไหนจะได้อานิสงส์จากสิ่งแวดล้อมตลอด หน้าบ้านเลยเป็นวิวสวนเลย ในโรงงานก็เหมือนกัน ร่มรื่น เขียว สวยงาม

คำถามสุดท้าย คุณพัฒนาคนมาเยอะ ทั้งในฐานะผู้บริหาร พ่อ และประชากรชาวตรัง เราจะสร้างคนที่เห็นคุณค่าของจังหวัด ชุมชน และสังคม ที่เขาอาศัยอยู่ได้ยังไง

ไม่ว่าจะทำอะไร คุณต้องมี Sense of Belonging ความเป็นเจ้าของเป็นได้ทั้งกรรมสิทธิ์ทางนิติกรรมและจิตวิญญาณ อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็มีความเป็นเจ้าของ ถ้าใครได้ไปเยี่ยมวิถีตรังก็ควรจะมีความรู้สึกนี้เช่นกัน

มองแบบนี้นะ เราอยู่บนโลกใบนี้ไม่เกิน 30,000 วันหรอก ไม่มีใครเกินนี้ ความเป็นเจ้าของอาจแค่มาแล้วก็ไป แต่ถ้าทุกคนรู้สึกถึง Sense of Belonging กับโลกใบนี้ เราน่าจะร่วมสร้างสิ่งที่สวยงามได้ 

จังหวัดตรังเราพยายามสร้างแนวคิดแบบนี้ คุณเป็นนักท่องเที่ยวมาเที่ยวตรัง คุณก็เป็นเจ้าของตรัง ณ ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีเจ้าของคนไหนอยากทำลายของตัวเอง เราจึงสร้างแนวคิดนี้ให้กับการท่องเที่ยวเมืองตรัง อยากให้ทุกคนได้สัมผัสตรัง ได้ดูแลรักษา และเรียนรู้จากจังหวัดของเรา

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

Questions answered by the Chairman of Woodwork Co.,Ltd. 

1.เมนูกาแฟโปรด

อเมริกาโน่กับคาปูชิโน่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอเมริกาโน่เพราะงดน้ำตาลอยู่ ร้อนเย็นแล้วแต่สภาพอากาศ กลางวันหรือเช้า ๆ ก็ร้อน เย็น ๆ หรือเวลาออกกำลังกายจะดื่มเย็น

2.หนังสือที่อยากให้ลูกชายอ่าน

หนังสือที่พูดเรื่อง Mindset ทัศนคติ จินตนาการภาพบวก เราให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้อ่านแล้ว ตาไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่ดู TikTok แต่ก็เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ฟังกับรับภาพมันง่ายกว่า เร็วกว่า

3.ข้อดีของตัวเองที่อยากส่งต่อให้ลูก

ความเป็นคนมีน้ำใจ พอโตขึ้น เราจะให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยลง ตัวเองไม่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า 

วันนี้ผมคุยกับ The Cloud ผมก็ต้องดูว่า The Cloud อยากได้อะไรจากเรา ไม่ใช่อยากพูดอะไรก็พูด แต่ต้องเกิดประโยชน์ได้ด้วย 

อีกเรื่องคือความเชื่อว่า ความดีจะชนะทุกอย่าง ฉะนั้น คุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญ

4.บทเรียนจากกีฬากอล์ฟ

สอนให้เป็นคนนิ่ง รู้จักวางแผน ที่สำคัญคือซื่อสัตย์ เวลาเราตี ไม่มีกรรมการมากำกับเรา เพราะฉะนั้น ต้องซื่อสัตย์ นับถือตัวเอง และให้คุณค่าตัวเอง

5.ทริปล่าสุด

ไปเที่ยวญี่ปุ่น

6.คำพูดติดปาก

นึกไม่ออก มันแล้วแต่เรื่องสนทนาและคู่สนทนา ผมจะมองเขาเป็นหลัก

7.ร้านอาหารในตรังที่พลาดไม่ได้

ร้าน Richy หรือถ้าอยากกินอาหารอิตาเลียนก็ Lion’s Tale อีกอันที่ต้องไปยกเว้นตอนกลางคืนฝนตก คือ โกปี๊ โกปัง เป็นร้านกาแฟสไตล์คนเมืองตรัง พวกผมไปกันบ่อย ค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 30 บาท โม้ได้ทั้งคืน คุ้มมาก (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load