อาจกล่าวได้ว่าชีวิตของ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยชาติกำเนิดและอาชีพที่เลือกทำ

พูดอย่างภาษาสามัญ คุณหญิงเป็นเหลน รัชกาลที่ 5 เป็นหลานปู่ของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เจ้าฟ้าอัจฉริยะทางการทหาร ผู้ทรงทำคุณประโยชน์แก่ประเทศจนถึงวันสิ้นพระชนม์ชีพ เป็นธิดาของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ นักประพันธ์ผู้ทรงนิพนธ์หนังสือไว้กว่า 33 เล่ม หลายเล่มเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ทรงพยายามนิพนธ์ด้วยใจเป็นกลาง และเล่าความจริงด้วยสำนวนอ่านง่ายชวนติดตามอย่างยิ่ง

คุณหญิงสูญเสียพ่อเมื่ออายุ 7 ขวบ อีก 8 ปีถัดมาก็เสียแม่ไปอีกคน ด้วยความเป็นเด็กจึงยังไม่ทันได้ถามไถ่อะไรเกี่ยวกับประวัติครอบครัวมากนัก

อย่างไรก็ตาม หลายปีต่อมาคุณหญิงมีโอกาสได้รู้จักบุพการีอย่างใกล้ชิดจากหนังสือ ‘เกิดวังปารุสก์’ หญิงสาวสายเลือดไทย-อังกฤษ-รัสเซีย จึงได้ทำความรู้จักสมาชิกครอบครัวที่ไม่เคยพบหน้าค่าตา อีกทั้งหนังสือเล่มนี้ยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหลายครั้ง เขียนโดยพระองค์จุลฯ ‘คนวงใน’ ตัวจริงเสียงจริง

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

“เป็นเด็กกำพร้า ทั้งพ่อและแม่ ไม่เคยรู้จักทูลกระหม่อมปู่ หม่อมย่าก็เจอแค่ครั้งเดียว ฝ่ายแม่ ตาก็แทบจะไม่รู้จัก ยายก็ตายก่อนเราเกิด จึงขาดญาติจริง ๆ

“การศึกษาประวัติครอบครัวจึงอาจมีความหมายกับดิฉันมากกว่ากับคนอื่นที่อยู่ในครอบครัวที่มีความสุข มีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราไม่มีอะไรเลย พี่น้องก็ไม่มี” หม่อมราชวงศ์นริศรากล่าว

ความรักแผ่นดินเกิดของพระองค์จุลฯ ที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในหนังสือหลายเล่มที่ทรงนิพนธ์ รวมถึงความรักหนังสือและการขีดเขียน ได้ถูกถ่ายทอดมาสู่พระธิดาองค์เดียวอย่างเต็มเปี่ยม เพราะในกาลต่อมา พระธิดาองค์นั้นยึดอาชีพคนทำหนังสือ จัดพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญ ๆ ที่บันทึกประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในนามสำนักพิมพ์ริมแม่น้ำชื่อ River Books สถานที่ที่คุณหญิงต้อนรับ The Cloud เพื่อเล่าเรื่องราวส่วนตัวของครอบครัว และแรงบันดาลใจที่จุดไฟให้ยังคงมุ่งมั่นทำหนังสือตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

เด็กโดดเดี่ยวที่เพิ่งรู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ

ชีวิตที่ต้องไป ๆ มา ๆ ระหว่างไทยและอังกฤษเริ่มตั้งแต่คุณหญิงยังอายุไม่กี่ขวบ และยังดำเนินมาจนปัจจุบันในวัยย่าง 65 ปี

เด็กหญิงตัวน้อยในวันนั้นกลายเป็นคุณย่าที่พาหลาน ๆ เสาะหาของอร่อยกิน นั่งดู The Lord of the Rings ด้วยกัน เดินทางท่องเที่ยวและใช้เวลาด้วยกัน แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับชีวิตวัยเด็กของคุณหญิง

“ตอนอยู่ Cornwall เป็นชีวิตแบบเด็กบ้านนอก ชอบวิ่งเล่นในสวน เป็นชีวิตง่าย ๆ จำได้ว่าไม่ค่อยได้เจอท่านพ่อเท่าไร มีความสุขไหม ไม่น่าจะมีเท่าไร” คุณหญิงหัวเราะแล้วเล่าต่อ “ตอนนั้นเขาเลี้ยงอีกแบบ สมัยนี้บูชาลูกกว่าทุกอย่าง แต่สมัยนั้นคือลูกมีพี่เลี้ยงอยู่ข้างบน อยู่ในห้องของตนเอง บางทีพ่อหรือแม่จะขึ้นมาอ่านนิทานให้ฟังแป๊บหนึ่งก่อนที่เราจะนอน แต่ที่จะทานข้าวด้วยกัน ซื้อของด้วยกัน ไม่มีเลย เป็นชีวิตที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว”

“ครั้งสุดท้ายที่กลับมาเมืองไทยก่อนที่พ่อสิ้น น่าจะอายุประมาณ 4 – 5 ขวบ พยายามคิดย้อนหลังว่ากลับมากี่ครั้ง น่าจะกลับมาสัก 2 ครั้ง ที่นี่เงียบมาก พ่อแม่สนุกสนาน เจอเพื่อน เราก็อยู่ที่บ้านจักรพงษ์นี่แหละค่ะ ไม่ค่อยได้ออกไปไหน เล่นกับลูกของพนักงาน เป็นเพื่อนกัน เล่นในสวน

“แล้วก็จำได้ว่าไปหัวหิน ไม่นานมานี้ค้นรูปภาพเก่า เจอภาพตอนไปเที่ยวหัวหิน เป็นเวลาที่มีความสุขมาก ชอบเล่นทะเล ชอบนั่งชายทะเล พ่อแม่ก็จะอยู่กับเรามากกว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ เพราะว่าไป Holiday จริง ๆ ก็เล่นกับลูกของพนักงานที่นี่ เหมือนขนครอบครัวไปเลย ทุกคนจะขนของลงไปเยอะมาก เพราะบ้านที่นั่นไม่ได้มีของอำนวยความสะดวกมากเท่าไร นั่งรถบรรทุกยกโขยงกันไป ไปทีก็ 3 – 4 สัปดาห์ สมัยนี้ไปมากันง่ายมาก แต่สมัยนั้นจะเดินทางทีเป็นเรื่องใหญ่เลย ดิฉันนั่งรถยนต์ไป ก็ผ่านรถบรรทุก รถสิบล้อที่พนักงานและลูก ๆ นั่งกันอยู่ โบกมือให้กัน สนุกมาก” คุณหญิงยิ้ม

คุณหญิงมีความทรงจำอะไรร่วมกับพระองค์จุลฯ บ้าง

“ท่านพ่อเป็นคนตรงเวลามาก ทุกคนในบ้านก็จะเกร็ง ๆ นาน ๆ ทีจะออกไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน ทุกคนก็จะลงมานั่งรอ อีก 10 นาทีเที่ยง ทุกคนมารอแล้ว

“ท่านพ่อจะเล่านิทานเกี่ยวกับเมืองไทยให้ฟัง ชอบฟัง เล่าเรื่องที่ดึงมาจาก รามเกียรติ์ หรือนิยายไทย ท่านจะเล่าถึงเมืองไทยว่าน่าอยู่ ท่านเล่านิทานสนุก แต่ก็ขาดช่วงไป เล่าไม่พอ คือท่านเล่าค้างไว้ เช่นท่านขึ้นมาเล่า 10 นาที แล้วเดี๋ยวแขกจะมา ท่านก็จะลงไป เป็นชีวิตที่คนรุ่นนี้จะไม่ค่อยเข้าใจ

“พ่อเคยรับสั่งว่า อยากรู้สึกว่าพอลูกโตสัก 7 ขวบขึ้นไปก็อยากจะสนิทสนม แต่น่าเสียดายที่ไม่เกิดขึ้น ก็เศร้านิดหน่อย ตอนที่ท่านไม่สบายก็มีเขียนไปหาหมอว่า รู้สึกว่าตอนนี้ลูกก็รักฉัน เสียใจที่จะต้องจากลูกไป ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ เป็นบทเรียนสำหรับทุกคน ว่าอะไรที่ทำได้วันนี้ อย่าผลัดไปข้างหน้า” คุณหญิงให้ข้อคิด

แต่เป็นที่ชัดเจนว่า พระองค์จุลฯ ทรงทุ่มเทแรงกายแรงใจเขียนหนังสือ นอกจากเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติแล้ว ยังทรงทำเพื่อพระธิดาองค์เดียว ดังส่วนหนึ่งของคำอุทิศในหนังสือ ‘เจ้าชีวิต’ (พิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2503) ที่กล่าวว่า

“…ถึงลูกสาวที่รักยิ่ง ยังจะต้องเป็นเวลานาน กว่าลูกจะอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ และที่จะเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ก็จะต้องนานไปกว่านั้นอีก พ่อหวังว่า เมื่อลูกสามารถจะอ่านและเข้าใจข้อความในหนังสือเรื่องนี้ได้ ลูกจะรู้สึกอิ่มเอิบภูมิใจจริง ๆ และโดยสมควรยิ่งที่ได้มีกำเนิดมาเป็นเชื้อพระวงศ์ในพระบรมราชจักรีวงศ์…”

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

คุณหญิงเล่าต่อว่า “ตอนพ่ออยู่ก็ไม่ค่อยได้คุยกับท่านพ่อ เพราะยังเด็กมาก พอพ่อสิ้นแล้วก็จะได้นั่งกินข้าวกับหม่อมแม่ (หม่อมเอลิสะเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา) ตลอดเวลา เลยกลายเป็นสนิทกันมาก เราสองคนต่อสู้มาด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ทำทุกอย่างด้วยกัน พอแม่ตายแล้วก็ไม่มีใครเล่าว่าเรื่องราวเป็นยังไง

“สิ่งเดียวที่มีก็คืออ่าน ‘เกิดวังปารุสก์’ ตอนนั้นอายุ 20 กว่า กลับอยู่เมืองไทย พออ่านแล้วก็ติดใจ ชอบวิธีเขียนของพ่อ พ่อเขียนหนังสืออ่านง่าย เป็นทางหนึ่งที่ทำให้ได้รู้ว่าพ่อเป็นคนอย่างไร

“สำหรับดิฉัน การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงเป็นทั้งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และเป็น Therapy ด้วย…”

หนังสือประวัติศาสตร์ที่เล่าแบบตรงไปตรงมา แต่สนุกจนวางไม่ลง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า จุดเด่นประการหนึ่งทำให้หลายคนอ่าน ‘เกิดวังปารุสก์’ แบบชนิดวางไม่ลง คือเรื่องราวของเจ้าฟ้าหนุ่มที่เกิดไปหลงรักสาวสามัญชนขณะทรงศึกษาวิชาทหารอยู่ที่นั่น จนทำให้รัชกาลที่ 5 กริ้วหนักหนา

“เรื่องของทูลกระหม่อมปู่น่าสนใจมาก เป็นคนไทยที่ไปรัสเซีย หนีไปแต่งงาน แหม! ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ใช่ไหม เวลาศึกษาประวัติ หากจะคิดว่านี่คือปู่และย่า ก็ประหลาดน่ะ ดิฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนธรรมดามาก แต่มีปู่ที่สูงส่ง หนีไปแต่งงานกับหม่อมย่า มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับใครก็ตาม นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูด” คุณหญิงเล่าถึงสีสันหนึ่งของประวัติราชสกุลจักรพงษ์

นอกจากเรื่องราวความรักที่คนอ่านติดตามช่วยลุ้นกันตัวโก่งแล้ว กลวิธีประพันธ์ ‘เกิดวังปารุสก์’ และเล่มอื่น ๆ ของพระองค์จุลฯ ยังโดดเด่นมาก เพราะทรงนิพนธ์อย่างตรงไปตรงมา จึงปรากฏเนื้อความเช่น

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม
ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

“…เนื่องด้วยการหย่าร้างต่อกันระหว่างพ่อกับแม่ของข้าพเจ้านั้น ปรากฏว่า มีคนเอาใจใส่ถึงมิใช่น้อย แต่มักจะเข้าใจผิด ไม่ทราบเรื่องราวละเอียด จับต้นชนปลายไม่ถูก ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ควรจะบรรยายให้ทราบโดยสังเขปให้ถูกต้องเป็นการยุติธรรมแก่ทั้งพ่อและแม่…”

หรือแม้แต่เรื่องที่เจ้าคุณชาวไทยออกปากสั่งสอนพระองค์จุลฯ ท่านก็บันทึกไว้เพื่อให้เห็นกิจกรรมที่นิยมกันในสมัยนั้น โดยมิได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เสียเกียรติ

“…ครั้งหนึ่งไปเที่ยวกันนอกลอนดอน หยุดรถยนต์ กินอาหารปิกนิก ข้าพเจ้ารีรออยู่ครู่หนึ่ง ยังไม่ถนัดและไม่ทราบว่าจะต้องช่วยเหลือในทางใด ท่านก็ว่า ‘ในโอกาสนี้ กระหม่อมต้องทูลสั่งสอน ฝ่าพระบาทต้องทรงช่วยเหลือมากกว่านี้ ต้องช่วยปูผ้าสักหลาด ช่วยขนหีบอาหารมาจากรถ ที่เมืองนอกนี้ เขาไม่มีเจ้ามีไพร่กันหรอก การมาปิกนิกอย่างนี้ ทุก ๆ คนต้องช่วยกัน ไม่มีมหาดเล็กตามเสด็จอย่างที่เมืองไทย…”

นอกจากนั้นยังมีเกร็ดต่าง ๆ ที่มีแต่พระองค์จุลฯ เท่านั้นที่จะทรงทราบในฐานะ ‘คนวงใน’

เกร็ดเหล่านั้นก็เช่น ลายพระราชหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงส่งมาถึงพระองค์จุลฯ เกี่ยวกับข่าวลือที่ว่าจะมีเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงถูกฆ่าในงานฉลองพระนคร 150 ปี หรือแม้แต่ลายพระราชหัตถ์ที่สะท้อนความหนักพระทัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

“ประวัติศาสตร์สังคมก็น่าสนใจอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เห็นด้วยตาของตนเอง หรือเขียนจดหมายถึงรัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 เอง แล้วได้รับจดหมายตอบกลับมา มันเป็นข้อมูลที่มีค่ามาก ตอนรัชกาลที่ 7 เป็นกษัตริย์ ยังเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็อยู่ในการตัดสินพระทัยของท่าน ท่านเป็นคนสำคัญที่สุดแล้ว ดังนั้นท่านรู้สึกอย่างไรในสถานการณ์นั้น ๆ จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ” คุณหญิงระบุ

อีกเกร็ดหนึ่งคือเรื่องที่ ‘ทูลหม่อมอาแดง’ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ทรงมักถกกับพระองค์จุลฯ ว่าเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงถูกลอบปลงพระชนม์หรือไม่ ซึ่งพระองค์จุลฯ ได้ทรงนิพนธ์อย่างนักประวัติศาสตร์ คือบันทึกข้อเท็จจริง และได้ให้ความเห็นของท่านอย่างตรงไปตรงมา

“นี่เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ก็น่าสนใจว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญ อาจจะถูกวางยาหรือเปล่า สำหรับพ่อ เหตุการณ์นี้ก็ทำลายชีวิตเขา เพราะทำให้เขาเป็นเด็กกำพร้า แม่ก็ไม่อยู่แล้ว ก็เสียดายตรงนี้ ว่าไม่ทันได้แลกเปลี่ยนกับพ่อ ว่าตอนนั้นพ่อรู้สึกอย่างไร อยากจะได้ถามด้วยตนเอง

“ท่านพ่อจะพูดความจริง บางสิ่งบางอย่างที่คนอื่นอาจจะไม่กล้าพูด เช่น ทำไมมีคนชอบพูดว่าน่าจะเป็นกษัตริย์ ทำไมไม่เป็น ทำไมเป็นไม่ได้ มีคนเคยสัมภาษณ์ดิฉันว่า ทำไมเอาแง่ไม่ดีของครอบครัวมาพูด ดิฉันตอบว่า เพราะมันเป็นความจริง เราต้องพยายามพูดความจริง ถ้าปิดไปเรื่อย ๆ ในที่สุดความจริงก็จะหายไปหมด” หม่อมราชวงศ์นริศราอธิบายถึงคุณค่าของหนังสือชุด ‘เกิดวังปารุสก์’ ที่หนังสือรวมเล่ม 1 และ 2 ได้รับความนิยมมากถึงขั้นพิมพ์ครั้งที่ 18 แล้ว

จากเด็กที่รู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ ถึงคนพิมพ์หนังสือเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติ

แรงบันดาลใจสู่การทำสำนักพิมพ์ River Books

เมื่อถามถึงแนวทางการเลือกทำหนังสือแต่ละเล่มของสำนักพิมพ์ หม่อมราชวงศ์นริศราตอบว่า

“สิ่งหนึ่งที่เราคำนึงถึงตลอดเวลาคือ เราอยากทำเรื่องที่คนอื่นอาจจะมองข้าม หรือเรื่องที่ถ้าไม่บันทึกไว้ อาจจะสูญเสียไป เช่น ภาพโบราณ อาคารโบราณ บางทีคนมองว่าเมืองไทยมีอาหาร ทะเล และผู้หญิงสวย เราในฐานะที่เป็นผู้หญิงและเป็นคนไทยคนหนึ่ง ก็ไม่ชอบ เรามีอะไรเยอะกว่านั้นอีกมากมาย”

บนหน้าปกหนังสือของ River Books จึงปรากฏเรื่องราวของคนทุกชนชั้นและหลากหลายสาขาอาชีพ ตั้งแต่เรื่องของช่างภาพฝรั่งที่เข้ามาบันทึกภาพเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2408 ประวัติศาสตร์การทหารจากประสบการณ์ของพลตรีชาวไทยที่เป็นหน่วยสืบราชการลับ เสี่ยงชีวิตบุกเข้าไปในดงศัตรูช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ‘เกิดวังปารุสก์’ เล่มสาม สมัยยุทธภัย ที่พระองค์จุลฯ เล่าเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สตรีทอาร์ตในกรุงเทพฯ นวนิยายสุดสะเทือนใจของนักเขียนซีไรต์ วีรพร นิติประภา ไปจนถึงประสบการณ์ท่องล้านนาบนหลังช้างของวิศวกรผู้บุกเบิกพัฒนาเส้นทางรถไฟในพม่า พ.ศ. 2427

แม้กระทั่งป๊อปคัลเจอร์อย่างการ์ตูนเล่มละบาทก็มี

หนังสือ ‘การ์ตูนไทย ศิลปะและประวัติศาสตร์’ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2564) บันทึกพัฒนาการอย่างละเอียดของการ์ตูนไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2443 ทำให้รู้ว่าการ์ตูนไทยสมัยก่อนนิยมเล่าเรื่องอะไร เนื้อหาของ ‘การ์ตูนเล่มละบาท’ ล่อแหลมอย่างไร ไปจนถึงนักเขียนการ์ตูนไทยยุคสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์ในลายเส้นของตนเองอย่างไร

“คนถามว่าทำหนังสือเกี่ยวกับหนังสือการ์ตูนเล่มละบาททำไม มันไม่มีค่า แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่า ในยุคนั้นคนไทยสนใจเรื่องอะไร อะไรที่สูงส่งมันก็เป็นของคนกลุ่มหนึ่ง แต่มันไม่ได้แสดงถึงความสุข สนุกสนาน หรือความลำบากของคนกลุ่มใหญ่ ยังมีอย่างอื่นมากมายที่แสดงให้เห็นชีวิตประจำวันของคนเรา

“เราไม่ได้บอกว่าไม่ต้องทำหนังสือวัดวัง เพราะเราก็ทำ แต่ก็อยากให้คนมองสิ่งที่อยู่รอบตัวด้วย มันทำให้ชีวิตน่าสนใจกว่า แทนที่จะมองแต่สิ่งที่ถูกกำหนดให้มองว่าสวยงาม ถ้าเราสนใจหลายอย่าง จะทำให้ชีวิตเราสดชื่นขึ้น” หม่อมราชวงศ์นริศรายิ้ม

จากเด็กที่รู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ ถึงคนพิมพ์หนังสือเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติ

งาน ‘วันจุลจักรพงษ์’ ประจำปี 2565 จะจัดขึ้นในวันที่ 11 – 13 มีนาคม พ.ศ. 2565 ต้อนรับผู้สนใจเข้าชมตำหนัก ฟังเรื่องราวที่ทั้งสนุกน่าติดตามและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ผ่านข้าวของต่าง ๆ และร่วมพูดคุยกับทายาท

เปิดให้เข้าชมภายในตำหนักวันละ 6 รอบ รอบละ 30 ท่าน (สำรองบัตรล่วงหน้า มีจำนวนจำกัด)

*ค่าบัตรเข้าชมภายในตำหนักราคา 1,500 บาท ต่อท่าน รับหนังสือ เกิดวังปารุสก์ เล่ม 3 หรือเล่มอื่น ๆ พร้อมอาหารกลางวัน (ก๋วยเตี๋ยวไก่หรือข้าวซอยไก่) มีรอบดังนี้

1) 11.30 – 12.00 น. (ภาษาไทย)

2) 12.30 – 13.00 น. (ภาษาอังกฤษ)

3) 14.30 – 15.00 น. (ภาษาไทย)

4) 15.30 – 16.00 น. (ภาษาไทย)

5) 16.30 – 17.00 น. (ภาษาไทย)

*ค่าบัตรเข้าชมภายในตำหนักราคา 2,500 บาทต่อท่าน รับหนังสือ เกิดวังปารุสก์ เล่ม 3 หรือเล่มอื่น ๆ พร้อมอาหารค่ำ (ยำส้มโอ / ต้มยำกุ้ง / ปลาราดพริก / ผัดผักเบญจรงค์) มีรอบดังนี้

6) 17.30 – 18.00 น. (ภาษาไทย)

สำรองบัตรเข้าชมตำหนักและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Line ID : @chakrabongsevillas https://bit.ly/2Ig1PJy โทรศัพท์ 0 2222 1290 และ 08 6987 0493

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ในยุคที่กล้องถ่ายรูปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ใครต่อใครต่างบันทึกภาพความทรงจำ ณ ขณะหนึ่งไว้ เพื่อโพสต์ลงสื่อโซเชียลหรือเก็บไว้ดูเล่นเมื่อกาลเวลาผันผ่าน

แต่สำหรับ คาเดีย ฟัน โลฮูสเซิน (Kadir van Lohuizen) นักข่าวชาวดัตช์ผู้เล่าเรื่องผ่านภาพวัย 59 ปี กล้องเป็นมากกว่านั้น

เขาเชื่อเสมอว่ากล้องถ่ายรูปเป็นอาวุธอันทรงพลัง เปี่ยมไปด้วยอำนาจในการสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้คน และสรรสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงได้

หลังริเริ่มโครงการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่าง ‘Wasteland’ เมื่อ 7 ปีก่อน คาเดียหมายมั่นปั้นมือที่จะออกเดินทางเพื่อตามเก็บภาพกองขยะ และเรียนรู้แนวทางการจัดการสิ่งปฏิกูลของประเทศทั่วโลก 

Kadir van Lohuizen ช่างภาพดัตช์ กับนิทรรศการภาพถ่ายภูเขาขยะจากทั่วโลก จัดแสดงในสวนลุม

ถึงตอนนี้เขาแบกเป้สะพายกล้องคล้องคอ ตระเวนข้ามน้ำข้ามทะเลไปสำรวจประเด็นเรื่องขยะ ตามเมืองใหญ่นานาทวีปมาแล้วถึง 6 เมือง ทั้งจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เลกอส ประเทศไนจีเรีย อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เซาเปาโล ประเทศบราซิล และนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

รางวัลชนะเลิศ World Press Photo ปี 2018 สาขาสิ่งแวดล้อม น่าจะเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของงานนี้ได้

ในโอกาสที่คาเดียได้รับเชิญจากทางสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจําประเทศไทย มาจัดแสดงงานนิทรรศการถึงสวนลุมพินี เราก็ไม่รอช้า ขอสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติเกี่ยวกับเบื้องหลังภาพถ่ายกองขยะที่เขาทำทันที

ภาพอดีต

“ผมเกิดในเมืองอือเตร็คต์ (Utrecht) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ตอนเด็กผมไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นช่างภาพ แต่ตอนใกล้จบมัธยมปลายถึงรู้ว่าอยากเรียนถ่ายภาพ เลยสมัครเรียนไปถึง 2 มหาวิทยาลัยด้วยกัน แต่ก็โดนปฏิเสธหมด” คาเดียเริ่มต้นบทสนทนากับเราผ่านหน้าจอแบบข้ามทวีป

แต่ 3 ปีให้หลัง คาเดียก็ได้จับกล้องถ่ายรูปผ่านความสนใจในงานสื่อสารมวลชนและวิชาเคมี

“ผมชอบกระบวนการทำงานในห้องมืดล้างฟิล์ม มันเหมือนมีเวทมนตร์บางอย่าง ในตอนนั้นการถ่ายรูปเป็นงานคราฟต์ และไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีกล้อง แต่ตอนนี้ทุกคนมีกล้องและเป็นช่างภาพได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นนักข่าวได้อยู่ดี”

Kadir van Lohuizen ช่างภาพดัตช์ กับนิทรรศการภาพถ่ายภูเขาขยะจากทั่วโลก จัดแสดงในสวนลุม

เขาเริ่มต้นการทำงานในฐานะช่างภาพอาชีพครั้งแรกในปี 1988 กับประเด็นการลุกฮือต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซาของอิสราเอล ตามมาด้วยการสำรวจพื้นที่ความขัดแย้งในหลากหลายภูมิภาค เช่น แอฟริกา ในประเทศแองโกลา โมซัมบิก และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก รวมถึงเป็นผู้ริเริ่มงานภาพถ่ายต่อต้านความรุนแรงต่อสตรีทั่วโลก ร่วมกับช่างภาพข่าวอเมริกัน สแตนลีย์ กรีน (Stanley Greene) และช่างภาพอีก 6 คน 

ภาพขยะ

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คาเดียตัดสินใจเบนเข็มจากภาคสนามความขัดแย้งมาโฟกัสกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เกิดจากการเล็งเห็นว่า มันเป็นเรื่องที่ใครหลายคนต่างหลับตาข้างเดียวมาโดยตลอด

“ผมสนใจเกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อม เพราะมันเป็นปัญหาหลักที่ไม่ได้รับการกล่าวถึงมากพอ รัฐบาลในหลายประเทศให้สัญญาว่าจะจัดการ แต่ก็ทำตามที่รับปากไว้ไม่ได้ จนทุกวันนี้เรื่องของสิ่งแวดล้อมและวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศกลายเป็นเรื่องนามธรรม

“ตอนนี้ฤดูร้อนของเราอุณหภูมิเกิน 40 องศาเซลเซียสไปแล้ว ช่วงนี้ในเนเธอร์แลนด์ฝนเพิ่งตก จากที่เคยไม่ตกมา 3 เดือนจึงแห้งแล้งมาก ผมอยากให้ภาพถ่ายของผมเป็นเหมือน Wake-up Call สำหรับคนทั่วไป” คาเดียกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น

Kadir van Lohuizen ช่างภาพดัตช์ กับนิทรรศการภาพถ่ายภูเขาขยะจากทั่วโลก จัดแสดงในสวนลุม

จากโครงการศึกษาผลกระทบของระดับน้ำทะเลที่หนุนสูงในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก (Where Will We Go? : The human consequences of rising sea levels) ต่อยอดกลายมาเป็นโครงการสำรวจกองขยะ Wasteland

“ในพื้นที่ห่างไกลอย่างเกาะมาร์แชลล์และคิริบาส เต็มไปด้วยพลาสติกตามชายหาด ผมซักถามคนละแวกนั้น จนรู้ว่าขยะมาจากที่อื่น แล้วมารวมกันตรงนี้ ผมเลยเห็นว่าปัญหามันหนักขนาดไหน”

เขาอธิบายต่อว่า พอมองกลับมา เมืองอัมสเตอร์ดัมดูสะอาดสะอ้านอย่างเห็นได้ชัด 

ความย้อนแย้งของ 2 สถานที่นี้ กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่สะกิดให้ช่างภาพดัตช์ตระหนักว่า แท้จริงแล้วปัญหามันเชื่อมโยงกัน และเขาเป็นคนหนึ่งที่เคยมองข้ามขยะในส่วนที่เกิดจากตัวเขาเอง 

คาเดียจึงมุ่งหน้าตามรอยเส้นทางขยะ เพื่อสืบหาสาเหตุและศึกษาวิธีจัดการขยะที่เหมาะสม

ข้างหลังภาพ

“เราสร้างขยะเยอะกว่าที่เคย เพราะเดี๋ยวนี้คนสั่งอาหาร สั่งของออนไลน์จากเว็บไซต์ ไหนจะกระบวนการทำบรรจุภัณฑ์ที่ส่งมาในกล่องขนาดใหญ่ และด้านในซ้อนด้วยกล่องย่อยอีกหลายชั้น” คาเดียพูดถึงปัญหารูปแบบใหม่ที่ใกล้ตัวเรามาก

พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use) กลายเป็นสาเหตุหลักของกองขยะที่เราเห็นอยู่ทั่วไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรานำพลาสติกมาใช้สอยในชีวิตประจำวัน จนแทบจะขาดมันไม่ได้แล้ว

“นิวยอร์กเป็นเมืองที่เล็กกว่าเม็กซิโกซิตี้เกือบ 2 เท่า แต่กลับผลิตขยะมากที่สุดในโลก ถ้าคุณไปซูเปอร์มาร์เก็ต เขาจะใส่สินค้าทุกอย่างลงในถุงพลาสติกแล้วกลายเป็นขยะ”

Kadir van Lohuizen ช่างภาพดัตช์ กับนิทรรศการภาพถ่ายภูเขาขยะจากทั่วโลก จัดแสดงในสวนลุม

ตรงกันข้ามกับโตเกียวที่คาเดียยกให้เป็น ‘เมืองที่จัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด’ ในบรรดา 6 เมือง

“พวกเขาจะคอยคำนวณว่า พื้นที่ฝังกลบสิ่งปฏิกูลจะเต็มเมื่อไหร่ และพบว่าพื้นที่จะรองรับได้อีกประมาณ 40 ปี พวกเขาเลยตัดสินใจรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีพื้นที่เพียงพอสำหรับขยะ”

คาเดียยกตัวอย่างเมืองเลกอส ที่ภาพลักษณ์อาจจะติดลบในสายตาคนส่วนใหญ่ แต่ในความเป็นจริงกลับผลิตขยะน้อยมากโดยเฉลี่ย เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองอื่น

 “หนึ่งในคนที่ทำงานที่นั่นบอกกับผมว่า ในไนจีเรีย พวกเราพยายามกินอาหารให้หมดจาน และไม่เคยทิ้งเศษอาหารเลย อาหารเหลือต่าง ๆ จะถูกนำไปให้สัตว์กิน แต่ไม่เคยเอามาลงกับกองขยะที่นี่แน่ 

“คุณอาจจะเคยไปกองขยะแล้วรู้ว่ากลิ่นมันไม่ดีเลย แต่เลกอสไม่ได้แย่ขนาดนั้น”

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเดินทางสำรวจเมืองครั้งนี้ ยังส่งผลให้มุมมองต่อคนเก็บขยะของวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพเปลี่ยนไป 

“ผมคิดว่าคนเก็บขยะเป็นฮีโร่ของเรื่องราวทั้งหมด เพราะถ้าไม่มีพวกเขา เมืองก็คงจมลงไปนานแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเมืองเซาเปาโล คนเก็บขยะที่นั่นเป็นอาชีพที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย พวกเขาไม่ใช่ตัวปัญหา แต่พวกเขาคือทางออก”

ภาพหวัง

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม การเจริญเติบโตเป็นสิ่งสำคัญ 

หากเปรียบโมเดลการเติบโตจากนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายดั่งเครื่องบินที่พาทุกคนบนโลกทะยานสู่ความยั่งยืน เชื้อเพลิงคือความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ แต่ในไม่ช้า ปัญหาของเครื่องบินลำนี้ที่ชื่อว่าโลก คือจะร่อนลงอย่างไรไม่ให้เสียหาย  

เศรษฐกิจที่มุ่งแต่การเติบโต กอปรกับกลไกการตลาด ส่งผลต่อปริมาณขยะที่แปรผันโดยตรง หนำซ้ำยังกระทบกับสิ่งแวดล้อม

“ขยะไม่ใช่ปัญหาแค่ตัวขยะเท่านั้น แต่มันไปขวางกั้นทางน้ำ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมืองถึงเกิดน้ำท่วม”

Kadir van Lohuizen ชวนตั้งคำถามถึงเส้นทางชีวิตขยะ ผ่านนิทรรศการ Wasteland ที่เวียนมาจัดแสดงครั้งแรกถึงสวนลุมพินี

เราถามเขาว่า จุดกึ่งกลางระหว่างระบบเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อมคืออะไร

ช่างภาพดัตช์กล่าวถึงทฤษฎี ‘เศรษฐศาสตร์โดนัท (Doughnut Economics)’ ของ เคธ เรเวิร์ธ (Kate Raworth) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นโมเดลทางเศรษฐกิจที่ตีความการจัดสรรและการให้คุณค่าของทรัพยากรบนโลกใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘จัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอกับทุกคน โดยไม่เกินกว่าทรัพยากรที่โลกนี้จะมีได้’

เศรษฐศาสตร์โดนัท ต่อยอดแผนภูมิที่คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์จากนานาชาติ 28 ท่านในปี 2009 โดยแบ่งขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกออกเป็น 9 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปรากฏการณ์มหาสมุทรเป็นกรด มลภาวะจากสารเคมี ปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัส การดึงน้ำจืดมาใช้งาน การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากดิน การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ มลพิษทางอากาศ และการสูญเสียโอโซนในชั้นบรรยากาศ 

Kadir van Lohuizen ชวนตั้งคำถามถึงเส้นทางชีวิตขยะ ผ่านนิทรรศการ Wasteland ที่เวียนมาจัดแสดงครั้งแรกถึงสวนลุมพินี

“เศรษฐศาสตร์โดนัทถกว่า เราต้องรู้จักลดการใช้ทรัพยากร หากเศรษฐกิจเติบโตไปมากกว่านี้ โลกจะถึงจุดสิ้นสุด โจทย์คือเราจะจัดการระบบอย่างไรให้อยู่ในระดับที่ผู้คนจะรับได้ แต่ไม่ให้โตอย่างบ้าคลั่งแบบที่มันกำลังเป็น” 

โดยในปีนี้ โลกของเราพ้นขีดจำกัดความปลอดภัยไปแล้วถึง 5 ด้านจากทั้งหมด 9 ด้าน

ภาพอนาคต

ขยะล้นโลก ปัญหานี้คิดทางแก้อย่างไรก็คิดไม่ออก เพราะมันใหญ่เกินกว่าผู้คนตัวเล็ก ๆ จะรับมือไหว แต่สำหรับคาเดีย ทุกอย่างเริ่มได้ที่ตัวคุณเอง

เขาแนะนำให้ลองมองลงไปในถังขยะของเราเอง เราจะเห็นว่ายังพอมีอะไรที่ใช้การได้ นำมารีไซเคิลได้ หรือยังกินได้อยู่ เพราะแบบนั้น เราจะลดการผลิตขยะไปได้เยอะ 

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงแค่ตัวเองไม่สามารถเปลี่ยนภาพใหญ่ของสังคม จำต้องร่วมกับนโยบายจากภาครัฐที่ช่วยส่งเสริมและเร่งให้เป้าหมายนั้นเกิดขึ้นเร็วและได้ผลจริง 

ในช่วงกลางปี 2020 ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 อัมสเตอร์ดัมนำโมเดลเศรษฐศาสตร์โดนัทมาปรับใช้เพื่อผลักดันเมืองสู่ความยั่งยืน โดยวางแผนที่จะลดการใช้วัตถุดิบใหม่ลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 และตั้งเป้าเป็นเมืองตัวอย่างการหมุนเวียนอย่างครบวงจรภายในปี 2050 

“ผมทำงานกับบริษัทใหญ่ในอัมสเตอร์ดัม เขาเก็บอาหารหมดอายุจากซูเปอร์มาร์เก็ตมาทำให้กลายเป็นก๊าซชีวภาพ (Biogas) มีประมาณ 15,000 ครัวเรือนที่ได้รับกระแสไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ และพวกเขาก็ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas, LNG) จากเศษอาหารสำหรับรถบรรทุกด้วย” นี่คือตัวอย่างของการสร้างเมืองที่ส่งต่อวัตถุดิบให้เกิดวงจรการหมุนเวียนอย่างสมบูรณ์

ก่อนจากกัน เราถามคาเดียถึงทิศทางการทำงานในอนาคตของเขา 

“ผมยังคงทำโปรเจกต์ Where Will We Go? : The human consequences of rising sea levels ซึ่งทำมาเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปีแล้ว พูดง่าย ๆ คือผมทำเกี่ยวกับเรื่องฉุกเฉิน คนชอบคิดว่าปัญหาจะเกิดผลกระทบกับคนยุคถัดไป แต่ในความเป็นจริง เมืองชายทะเลรวมถึงกรุงเทพฯ รับรู้ถึงผลกระทบของการที่น้ำทะเลหนุนสูงแล้ว รวมถึงชาวนาที่เพาะปลูกไม่ได้อีก

Kadir van Lohuizen ชวนตั้งคำถามถึงเส้นทางชีวิตขยะ ผ่านนิทรรศการ Wasteland ที่เวียนมาจัดแสดงครั้งแรกถึงสวนลุมพินี

 “ผมคิดว่าคนในยุคผมไร้ความหวังแล้ว ยากมากที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนรุ่นผม แต่เด็ก ๆ เป็นเหมือนอนาคตที่น่าจะตระหนักมากกว่า เพราะคนรุ่นใหม่คือคนที่ต้องอาศัยอยู่กับโลกใบนี้ต่อไป”

คาเดียยังมีอีกหนึ่งงานที่ทำควบคู่กันไป

“ผมกำลังศึกษาว่า ระบบการผลิตอาหารมีกระบวนการอย่างไร โดยเริ่มจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งส่งออกอาหารมากเป็นอันดับ 2 รองจากอเมริกา คุณอาจจะรู้ว่าเนเธอร์แลนด์เล็กขนาดไหน มันน่าทึ่งเหมือนกันว่าเป็นไปได้ยังไง” คาเดียหัวเราะหลังคำตอบ

“ผมคิดว่าโควิดทำให้รู้ว่าระบบของอาหารมันเปราะบางแค่ไหน โดยเฉพาะตอนนี้ที่มีสงครามในยูเครน เรามองข้ามความมั่นคงทางอาหารจนมันกลายเป็นความไม่มั่นคงแทน”

Kadir van Lohuizen ชวนตั้งคำถามถึงเส้นทางชีวิตขยะ ผ่านนิทรรศการ Wasteland ที่เวียนมาจัดแสดงครั้งแรกถึงสวนลุมพินี

ภาพ : Kadir van Lohuizen

นิทรรศการภาพถ่าย Wasteland โดย คาเดีย ฟัน โลฮูสเซิน (Kadir van Lohuizen) จัดแสดง ณ ลานตะวันยิ้ม สวนลุมพินี เข้าชมได้ฟรีตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2565

Writers

กชพรรณ ก่อสุวรรณวงศ์

เด็กนิเทศแดนกิมจิ เอ็นดูแมวทุกตัวบนโลก ชื่นชอบการอ่านนิยายในวันฝนพรำ และหลงรักเทศกาลคริสต์มาสเป็นพิเศษ

คณิศร สันติไชยกุล

นักเรียนนิเทศศาสตร์ อยากเห็นโลกที่ดีกว่าเดิม ให้ความสำคัญกับการมีอยู่ไม่ต่างจากการจากไป

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load