อาจกล่าวได้ว่าชีวิตของ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยชาติกำเนิดและอาชีพที่เลือกทำ

พูดอย่างภาษาสามัญ คุณหญิงเป็นเหลน รัชกาลที่ 5 เป็นหลานปู่ของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เจ้าฟ้าอัจฉริยะทางการทหาร ผู้ทรงทำคุณประโยชน์แก่ประเทศจนถึงวันสิ้นพระชนม์ชีพ เป็นธิดาของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ นักประพันธ์ผู้ทรงนิพนธ์หนังสือไว้กว่า 33 เล่ม หลายเล่มเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ทรงพยายามนิพนธ์ด้วยใจเป็นกลาง และเล่าความจริงด้วยสำนวนอ่านง่ายชวนติดตามอย่างยิ่ง

คุณหญิงสูญเสียพ่อเมื่ออายุ 7 ขวบ อีก 8 ปีถัดมาก็เสียแม่ไปอีกคน ด้วยความเป็นเด็กจึงยังไม่ทันได้ถามไถ่อะไรเกี่ยวกับประวัติครอบครัวมากนัก

อย่างไรก็ตาม หลายปีต่อมาคุณหญิงมีโอกาสได้รู้จักบุพการีอย่างใกล้ชิดจากหนังสือ ‘เกิดวังปารุสก์’ หญิงสาวสายเลือดไทย-อังกฤษ-รัสเซีย จึงได้ทำความรู้จักสมาชิกครอบครัวที่ไม่เคยพบหน้าค่าตา อีกทั้งหนังสือเล่มนี้ยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหลายครั้ง เขียนโดยพระองค์จุลฯ ‘คนวงใน’ ตัวจริงเสียงจริง

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

“เป็นเด็กกำพร้า ทั้งพ่อและแม่ ไม่เคยรู้จักทูลกระหม่อมปู่ หม่อมย่าก็เจอแค่ครั้งเดียว ฝ่ายแม่ ตาก็แทบจะไม่รู้จัก ยายก็ตายก่อนเราเกิด จึงขาดญาติจริง ๆ

“การศึกษาประวัติครอบครัวจึงอาจมีความหมายกับดิฉันมากกว่ากับคนอื่นที่อยู่ในครอบครัวที่มีความสุข มีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราไม่มีอะไรเลย พี่น้องก็ไม่มี” หม่อมราชวงศ์นริศรากล่าว

ความรักแผ่นดินเกิดของพระองค์จุลฯ ที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในหนังสือหลายเล่มที่ทรงนิพนธ์ รวมถึงความรักหนังสือและการขีดเขียน ได้ถูกถ่ายทอดมาสู่พระธิดาองค์เดียวอย่างเต็มเปี่ยม เพราะในกาลต่อมา พระธิดาองค์นั้นยึดอาชีพคนทำหนังสือ จัดพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญ ๆ ที่บันทึกประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในนามสำนักพิมพ์ริมแม่น้ำชื่อ River Books สถานที่ที่คุณหญิงต้อนรับ The Cloud เพื่อเล่าเรื่องราวส่วนตัวของครอบครัว และแรงบันดาลใจที่จุดไฟให้ยังคงมุ่งมั่นทำหนังสือตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

เด็กโดดเดี่ยวที่เพิ่งรู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ

ชีวิตที่ต้องไป ๆ มา ๆ ระหว่างไทยและอังกฤษเริ่มตั้งแต่คุณหญิงยังอายุไม่กี่ขวบ และยังดำเนินมาจนปัจจุบันในวัยย่าง 65 ปี

เด็กหญิงตัวน้อยในวันนั้นกลายเป็นคุณย่าที่พาหลาน ๆ เสาะหาของอร่อยกิน นั่งดู The Lord of the Rings ด้วยกัน เดินทางท่องเที่ยวและใช้เวลาด้วยกัน แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับชีวิตวัยเด็กของคุณหญิง

“ตอนอยู่ Cornwall เป็นชีวิตแบบเด็กบ้านนอก ชอบวิ่งเล่นในสวน เป็นชีวิตง่าย ๆ จำได้ว่าไม่ค่อยได้เจอท่านพ่อเท่าไร มีความสุขไหม ไม่น่าจะมีเท่าไร” คุณหญิงหัวเราะแล้วเล่าต่อ “ตอนนั้นเขาเลี้ยงอีกแบบ สมัยนี้บูชาลูกกว่าทุกอย่าง แต่สมัยนั้นคือลูกมีพี่เลี้ยงอยู่ข้างบน อยู่ในห้องของตนเอง บางทีพ่อหรือแม่จะขึ้นมาอ่านนิทานให้ฟังแป๊บหนึ่งก่อนที่เราจะนอน แต่ที่จะทานข้าวด้วยกัน ซื้อของด้วยกัน ไม่มีเลย เป็นชีวิตที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว”

“ครั้งสุดท้ายที่กลับมาเมืองไทยก่อนที่พ่อสิ้น น่าจะอายุประมาณ 4 – 5 ขวบ พยายามคิดย้อนหลังว่ากลับมากี่ครั้ง น่าจะกลับมาสัก 2 ครั้ง ที่นี่เงียบมาก พ่อแม่สนุกสนาน เจอเพื่อน เราก็อยู่ที่บ้านจักรพงษ์นี่แหละค่ะ ไม่ค่อยได้ออกไปไหน เล่นกับลูกของพนักงาน เป็นเพื่อนกัน เล่นในสวน

“แล้วก็จำได้ว่าไปหัวหิน ไม่นานมานี้ค้นรูปภาพเก่า เจอภาพตอนไปเที่ยวหัวหิน เป็นเวลาที่มีความสุขมาก ชอบเล่นทะเล ชอบนั่งชายทะเล พ่อแม่ก็จะอยู่กับเรามากกว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ เพราะว่าไป Holiday จริง ๆ ก็เล่นกับลูกของพนักงานที่นี่ เหมือนขนครอบครัวไปเลย ทุกคนจะขนของลงไปเยอะมาก เพราะบ้านที่นั่นไม่ได้มีของอำนวยความสะดวกมากเท่าไร นั่งรถบรรทุกยกโขยงกันไป ไปทีก็ 3 – 4 สัปดาห์ สมัยนี้ไปมากันง่ายมาก แต่สมัยนั้นจะเดินทางทีเป็นเรื่องใหญ่เลย ดิฉันนั่งรถยนต์ไป ก็ผ่านรถบรรทุก รถสิบล้อที่พนักงานและลูก ๆ นั่งกันอยู่ โบกมือให้กัน สนุกมาก” คุณหญิงยิ้ม

คุณหญิงมีความทรงจำอะไรร่วมกับพระองค์จุลฯ บ้าง

“ท่านพ่อเป็นคนตรงเวลามาก ทุกคนในบ้านก็จะเกร็ง ๆ นาน ๆ ทีจะออกไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน ทุกคนก็จะลงมานั่งรอ อีก 10 นาทีเที่ยง ทุกคนมารอแล้ว

“ท่านพ่อจะเล่านิทานเกี่ยวกับเมืองไทยให้ฟัง ชอบฟัง เล่าเรื่องที่ดึงมาจาก รามเกียรติ์ หรือนิยายไทย ท่านจะเล่าถึงเมืองไทยว่าน่าอยู่ ท่านเล่านิทานสนุก แต่ก็ขาดช่วงไป เล่าไม่พอ คือท่านเล่าค้างไว้ เช่นท่านขึ้นมาเล่า 10 นาที แล้วเดี๋ยวแขกจะมา ท่านก็จะลงไป เป็นชีวิตที่คนรุ่นนี้จะไม่ค่อยเข้าใจ

“พ่อเคยรับสั่งว่า อยากรู้สึกว่าพอลูกโตสัก 7 ขวบขึ้นไปก็อยากจะสนิทสนม แต่น่าเสียดายที่ไม่เกิดขึ้น ก็เศร้านิดหน่อย ตอนที่ท่านไม่สบายก็มีเขียนไปหาหมอว่า รู้สึกว่าตอนนี้ลูกก็รักฉัน เสียใจที่จะต้องจากลูกไป ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ เป็นบทเรียนสำหรับทุกคน ว่าอะไรที่ทำได้วันนี้ อย่าผลัดไปข้างหน้า” คุณหญิงให้ข้อคิด

แต่เป็นที่ชัดเจนว่า พระองค์จุลฯ ทรงทุ่มเทแรงกายแรงใจเขียนหนังสือ นอกจากเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติแล้ว ยังทรงทำเพื่อพระธิดาองค์เดียว ดังส่วนหนึ่งของคำอุทิศในหนังสือ ‘เจ้าชีวิต’ (พิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2503) ที่กล่าวว่า

“…ถึงลูกสาวที่รักยิ่ง ยังจะต้องเป็นเวลานาน กว่าลูกจะอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ และที่จะเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ก็จะต้องนานไปกว่านั้นอีก พ่อหวังว่า เมื่อลูกสามารถจะอ่านและเข้าใจข้อความในหนังสือเรื่องนี้ได้ ลูกจะรู้สึกอิ่มเอิบภูมิใจจริง ๆ และโดยสมควรยิ่งที่ได้มีกำเนิดมาเป็นเชื้อพระวงศ์ในพระบรมราชจักรีวงศ์…”

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

คุณหญิงเล่าต่อว่า “ตอนพ่ออยู่ก็ไม่ค่อยได้คุยกับท่านพ่อ เพราะยังเด็กมาก พอพ่อสิ้นแล้วก็จะได้นั่งกินข้าวกับหม่อมแม่ (หม่อมเอลิสะเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา) ตลอดเวลา เลยกลายเป็นสนิทกันมาก เราสองคนต่อสู้มาด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ทำทุกอย่างด้วยกัน พอแม่ตายแล้วก็ไม่มีใครเล่าว่าเรื่องราวเป็นยังไง

“สิ่งเดียวที่มีก็คืออ่าน ‘เกิดวังปารุสก์’ ตอนนั้นอายุ 20 กว่า กลับอยู่เมืองไทย พออ่านแล้วก็ติดใจ ชอบวิธีเขียนของพ่อ พ่อเขียนหนังสืออ่านง่าย เป็นทางหนึ่งที่ทำให้ได้รู้ว่าพ่อเป็นคนอย่างไร

“สำหรับดิฉัน การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงเป็นทั้งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และเป็น Therapy ด้วย…”

หนังสือประวัติศาสตร์ที่เล่าแบบตรงไปตรงมา แต่สนุกจนวางไม่ลง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า จุดเด่นประการหนึ่งทำให้หลายคนอ่าน ‘เกิดวังปารุสก์’ แบบชนิดวางไม่ลง คือเรื่องราวของเจ้าฟ้าหนุ่มที่เกิดไปหลงรักสาวสามัญชนขณะทรงศึกษาวิชาทหารอยู่ที่นั่น จนทำให้รัชกาลที่ 5 กริ้วหนักหนา

“เรื่องของทูลกระหม่อมปู่น่าสนใจมาก เป็นคนไทยที่ไปรัสเซีย หนีไปแต่งงาน แหม! ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ใช่ไหม เวลาศึกษาประวัติ หากจะคิดว่านี่คือปู่และย่า ก็ประหลาดน่ะ ดิฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนธรรมดามาก แต่มีปู่ที่สูงส่ง หนีไปแต่งงานกับหม่อมย่า มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับใครก็ตาม นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูด” คุณหญิงเล่าถึงสีสันหนึ่งของประวัติราชสกุลจักรพงษ์

นอกจากเรื่องราวความรักที่คนอ่านติดตามช่วยลุ้นกันตัวโก่งแล้ว กลวิธีประพันธ์ ‘เกิดวังปารุสก์’ และเล่มอื่น ๆ ของพระองค์จุลฯ ยังโดดเด่นมาก เพราะทรงนิพนธ์อย่างตรงไปตรงมา จึงปรากฏเนื้อความเช่น

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม
ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

“…เนื่องด้วยการหย่าร้างต่อกันระหว่างพ่อกับแม่ของข้าพเจ้านั้น ปรากฏว่า มีคนเอาใจใส่ถึงมิใช่น้อย แต่มักจะเข้าใจผิด ไม่ทราบเรื่องราวละเอียด จับต้นชนปลายไม่ถูก ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ควรจะบรรยายให้ทราบโดยสังเขปให้ถูกต้องเป็นการยุติธรรมแก่ทั้งพ่อและแม่…”

หรือแม้แต่เรื่องที่เจ้าคุณชาวไทยออกปากสั่งสอนพระองค์จุลฯ ท่านก็บันทึกไว้เพื่อให้เห็นกิจกรรมที่นิยมกันในสมัยนั้น โดยมิได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เสียเกียรติ

“…ครั้งหนึ่งไปเที่ยวกันนอกลอนดอน หยุดรถยนต์ กินอาหารปิกนิก ข้าพเจ้ารีรออยู่ครู่หนึ่ง ยังไม่ถนัดและไม่ทราบว่าจะต้องช่วยเหลือในทางใด ท่านก็ว่า ‘ในโอกาสนี้ กระหม่อมต้องทูลสั่งสอน ฝ่าพระบาทต้องทรงช่วยเหลือมากกว่านี้ ต้องช่วยปูผ้าสักหลาด ช่วยขนหีบอาหารมาจากรถ ที่เมืองนอกนี้ เขาไม่มีเจ้ามีไพร่กันหรอก การมาปิกนิกอย่างนี้ ทุก ๆ คนต้องช่วยกัน ไม่มีมหาดเล็กตามเสด็จอย่างที่เมืองไทย…”

นอกจากนั้นยังมีเกร็ดต่าง ๆ ที่มีแต่พระองค์จุลฯ เท่านั้นที่จะทรงทราบในฐานะ ‘คนวงใน’

เกร็ดเหล่านั้นก็เช่น ลายพระราชหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงส่งมาถึงพระองค์จุลฯ เกี่ยวกับข่าวลือที่ว่าจะมีเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงถูกฆ่าในงานฉลองพระนคร 150 ปี หรือแม้แต่ลายพระราชหัตถ์ที่สะท้อนความหนักพระทัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

“ประวัติศาสตร์สังคมก็น่าสนใจอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เห็นด้วยตาของตนเอง หรือเขียนจดหมายถึงรัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 เอง แล้วได้รับจดหมายตอบกลับมา มันเป็นข้อมูลที่มีค่ามาก ตอนรัชกาลที่ 7 เป็นกษัตริย์ ยังเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็อยู่ในการตัดสินพระทัยของท่าน ท่านเป็นคนสำคัญที่สุดแล้ว ดังนั้นท่านรู้สึกอย่างไรในสถานการณ์นั้น ๆ จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ” คุณหญิงระบุ

อีกเกร็ดหนึ่งคือเรื่องที่ ‘ทูลหม่อมอาแดง’ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ทรงมักถกกับพระองค์จุลฯ ว่าเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงถูกลอบปลงพระชนม์หรือไม่ ซึ่งพระองค์จุลฯ ได้ทรงนิพนธ์อย่างนักประวัติศาสตร์ คือบันทึกข้อเท็จจริง และได้ให้ความเห็นของท่านอย่างตรงไปตรงมา

“นี่เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ก็น่าสนใจว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญ อาจจะถูกวางยาหรือเปล่า สำหรับพ่อ เหตุการณ์นี้ก็ทำลายชีวิตเขา เพราะทำให้เขาเป็นเด็กกำพร้า แม่ก็ไม่อยู่แล้ว ก็เสียดายตรงนี้ ว่าไม่ทันได้แลกเปลี่ยนกับพ่อ ว่าตอนนั้นพ่อรู้สึกอย่างไร อยากจะได้ถามด้วยตนเอง

“ท่านพ่อจะพูดความจริง บางสิ่งบางอย่างที่คนอื่นอาจจะไม่กล้าพูด เช่น ทำไมมีคนชอบพูดว่าน่าจะเป็นกษัตริย์ ทำไมไม่เป็น ทำไมเป็นไม่ได้ มีคนเคยสัมภาษณ์ดิฉันว่า ทำไมเอาแง่ไม่ดีของครอบครัวมาพูด ดิฉันตอบว่า เพราะมันเป็นความจริง เราต้องพยายามพูดความจริง ถ้าปิดไปเรื่อย ๆ ในที่สุดความจริงก็จะหายไปหมด” หม่อมราชวงศ์นริศราอธิบายถึงคุณค่าของหนังสือชุด ‘เกิดวังปารุสก์’ ที่หนังสือรวมเล่ม 1 และ 2 ได้รับความนิยมมากถึงขั้นพิมพ์ครั้งที่ 18 แล้ว

จากเด็กที่รู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ ถึงคนพิมพ์หนังสือเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติ

แรงบันดาลใจสู่การทำสำนักพิมพ์ River Books

เมื่อถามถึงแนวทางการเลือกทำหนังสือแต่ละเล่มของสำนักพิมพ์ หม่อมราชวงศ์นริศราตอบว่า

“สิ่งหนึ่งที่เราคำนึงถึงตลอดเวลาคือ เราอยากทำเรื่องที่คนอื่นอาจจะมองข้าม หรือเรื่องที่ถ้าไม่บันทึกไว้ อาจจะสูญเสียไป เช่น ภาพโบราณ อาคารโบราณ บางทีคนมองว่าเมืองไทยมีอาหาร ทะเล และผู้หญิงสวย เราในฐานะที่เป็นผู้หญิงและเป็นคนไทยคนหนึ่ง ก็ไม่ชอบ เรามีอะไรเยอะกว่านั้นอีกมากมาย”

บนหน้าปกหนังสือของ River Books จึงปรากฏเรื่องราวของคนทุกชนชั้นและหลากหลายสาขาอาชีพ ตั้งแต่เรื่องของช่างภาพฝรั่งที่เข้ามาบันทึกภาพเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2408 ประวัติศาสตร์การทหารจากประสบการณ์ของพลตรีชาวไทยที่เป็นหน่วยสืบราชการลับ เสี่ยงชีวิตบุกเข้าไปในดงศัตรูช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ‘เกิดวังปารุสก์’ เล่มสาม สมัยยุทธภัย ที่พระองค์จุลฯ เล่าเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สตรีทอาร์ตในกรุงเทพฯ นวนิยายสุดสะเทือนใจของนักเขียนซีไรต์ วีรพร นิติประภา ไปจนถึงประสบการณ์ท่องล้านนาบนหลังช้างของวิศวกรผู้บุกเบิกพัฒนาเส้นทางรถไฟในพม่า พ.ศ. 2427

แม้กระทั่งป๊อปคัลเจอร์อย่างการ์ตูนเล่มละบาทก็มี

หนังสือ ‘การ์ตูนไทย ศิลปะและประวัติศาสตร์’ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2564) บันทึกพัฒนาการอย่างละเอียดของการ์ตูนไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2443 ทำให้รู้ว่าการ์ตูนไทยสมัยก่อนนิยมเล่าเรื่องอะไร เนื้อหาของ ‘การ์ตูนเล่มละบาท’ ล่อแหลมอย่างไร ไปจนถึงนักเขียนการ์ตูนไทยยุคสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์ในลายเส้นของตนเองอย่างไร

“คนถามว่าทำหนังสือเกี่ยวกับหนังสือการ์ตูนเล่มละบาททำไม มันไม่มีค่า แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่า ในยุคนั้นคนไทยสนใจเรื่องอะไร อะไรที่สูงส่งมันก็เป็นของคนกลุ่มหนึ่ง แต่มันไม่ได้แสดงถึงความสุข สนุกสนาน หรือความลำบากของคนกลุ่มใหญ่ ยังมีอย่างอื่นมากมายที่แสดงให้เห็นชีวิตประจำวันของคนเรา

“เราไม่ได้บอกว่าไม่ต้องทำหนังสือวัดวัง เพราะเราก็ทำ แต่ก็อยากให้คนมองสิ่งที่อยู่รอบตัวด้วย มันทำให้ชีวิตน่าสนใจกว่า แทนที่จะมองแต่สิ่งที่ถูกกำหนดให้มองว่าสวยงาม ถ้าเราสนใจหลายอย่าง จะทำให้ชีวิตเราสดชื่นขึ้น” หม่อมราชวงศ์นริศรายิ้ม

จากเด็กที่รู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ ถึงคนพิมพ์หนังสือเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติ

งาน ‘วันจุลจักรพงษ์’ ประจำปี 2565 จะจัดขึ้นในวันที่ 11 – 13 มีนาคม พ.ศ. 2565 ต้อนรับผู้สนใจเข้าชมตำหนัก ฟังเรื่องราวที่ทั้งสนุกน่าติดตามและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ผ่านข้าวของต่าง ๆ และร่วมพูดคุยกับทายาท

เปิดให้เข้าชมภายในตำหนักวันละ 6 รอบ รอบละ 30 ท่าน (สำรองบัตรล่วงหน้า มีจำนวนจำกัด)

*ค่าบัตรเข้าชมภายในตำหนักราคา 1,500 บาท ต่อท่าน รับหนังสือ เกิดวังปารุสก์ เล่ม 3 หรือเล่มอื่น ๆ พร้อมอาหารกลางวัน (ก๋วยเตี๋ยวไก่หรือข้าวซอยไก่) มีรอบดังนี้

1) 11.30 – 12.00 น. (ภาษาไทย)

2) 12.30 – 13.00 น. (ภาษาอังกฤษ)

3) 14.30 – 15.00 น. (ภาษาไทย)

4) 15.30 – 16.00 น. (ภาษาไทย)

5) 16.30 – 17.00 น. (ภาษาไทย)

*ค่าบัตรเข้าชมภายในตำหนักราคา 2,500 บาทต่อท่าน รับหนังสือ เกิดวังปารุสก์ เล่ม 3 หรือเล่มอื่น ๆ พร้อมอาหารค่ำ (ยำส้มโอ / ต้มยำกุ้ง / ปลาราดพริก / ผัดผักเบญจรงค์) มีรอบดังนี้

6) 17.30 – 18.00 น. (ภาษาไทย)

สำรองบัตรเข้าชมตำหนักและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Line ID : @chakrabongsevillas https://bit.ly/2Ig1PJy โทรศัพท์ 0 2222 1290 และ 08 6987 0493

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

พลอย จริยะเวช เป็นนักเขียน นักวาด นักออกแบบ

ล่าสุด เธอบอกว่า ตอนนี้เธอมีอาชีพใหม่คือทำจานขาย เป็นการนำศาสตร์ทุกอย่างที่เธอเชี่ยวชาญมาผสมผสานจนออกมาเป็นจาน ชาม หลากหลายรูปแบบ

เธอว่า จานของเธอไม่ใช่งานศิลปะ แต่เป็นงานสุนทรียะ

แล้วเธอก็ไม่ได้วางขายธรรมดา แต่นำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการร่วมกับภาพวาด โดยมีฉากหลังเป็นชีวิตของเธอในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา หลังจาก ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช คุณพ่อของเธอเสียชีวิต

พลอยบอกว่างานนี้คือ พระอาทิตย์ 1 ใน 4 ดวงของเธอในปีนี้

เธอตั้งชื่องานนี้ว่า Salute to the Sun จัดแสดงจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2565 ที่แกลอรี่ Madi Bkk ปากซอยเจริญกรุง 43

เรานัดคุยกันที่แกลอรี่ในวันก่อนเปิดงานสุริยาคารวะ

มองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆฝนสีเทาเข้ม ดูท่าวันนี้คงยังไม่มีแดด

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

01
อาชีพใหม่

ก่อนจะเริ่มบทสนทนาเรื่องงาน ผมขออนุญาตสวมบทบรรณาธิการถามไถ่ถึงต้นฉบับคอลัมน์ ‘บ้านเพื่อน‘ สักหน่อย เพราะในรอบ 3 ปีนี้ เธอส่งงานมา 2 ชิ้นเท่านั้น ปีแรกเธอบอกว่า ขอลาไปเขียนหนังสือ What is the good life? ปีที่สอง เธอลาไปทำงานเซรามิก ส่วนปีนี้ ผมกำลังรอฟังคำตอบ

“ปีที่แล้วไม่มีหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กออก รายได้หลักไม่มี เลยต้องคิดหาอาชีพใหม่” พลอยหัวเราะยาวเมื่อเล่าถึงเวลาที่หายไปในปีนี้

พลอย จริยะเวช คือนักเขียนที่เลี้ยงชีพด้วยการเขียนหนังสือมาร่วม 2 ทศวรรษ รายได้หลักของเธอคือค่าลิขสิทธิ์จากการแปลและเขียนหนังสือ ช่วงหลัง ๆ เธอเริ่มได้ค่าลิขสิทธิ์จากการนำลายเส้นไปผลิตสินค้าซึ่งจ่ายเป็นรายปี และมีรายได้จากการไปออกอีเวนต์ เห็นเธอเป็นนักเขียนแนวไลฟ์สไตล์แบบนี้ แต่เธอมีวินัยทางการเงินดีเยี่ยม

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

“เราเป็นคนมองรายได้เป็นปี ปีต่อปี ถ้ามีรายได้เท่านี้ ก็ไม่ควรให้ลดต่ำกว่านี้ ปีที่แล้วมีช่วงที่ไม่ได้ทำงานเขียน ก็ได้ไปออกแบบคอลเลกชันให้ JYSK หรือรับงานวาดให้ร้านกับข้าวกับปลาที่เขารีแบรนด์ใหม่ แล้วก็มีคนซื้อรูปเอาไปทำลวดลายบนของต่าง ๆ

“ช่วงนี้ไม่ได้ออกหนังสือ เลยขาดรายได้ก้อนหลัก ก็เลยเอาเวลาไปทำโปรดักต์ของตัวเอง ไปทำจานขาย เราขายจานเป็นอาชีพมา 4 ครั้งแล้ว เราวางแผนว่าไตรมาสนี้ดิฉันจะหาเงินจากการจำหน่ายจาน อยากทำให้เป็นอาชีพ” เธอระบุเหตุผลในใบลาถึงบรรณาธิการไว้เช่นนี้

02
หนังสือเล่มใหม่

ผมได้ยินพลอยบ่นถึงความโหดหินตอนเขียนเรื่อง What is the good life? อยู่บ่อย ๆ ก็เลยเข้าใจดีว่า การเขียนหนังสือเล่มต่อมาย่อมต้องใช้เวลา และใช้พลังมากขึ้นไปอีก

“ยากที่สุด” พลอยพูดถึงการเขียนหนังสือเล่มล่าสุด “มีคนตีตราว่า Good life เป็นหนังสือที่ดีที่สุดในชีวิตเรา นี่คืออนุสาวรีย์ของเธอ จะสร้างอะไรได้ยิ่งใหญ่กว่านี้อีกหรือ ตอนเขียน Good life โญ (ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการ) เขาเป็นจอมทิ้งถังขยะเลย เขาปฏิเสธทุกบท กว่าจะได้ออก เขาทิ้งถังขยะไป 4 รอบ พูดถึงขนาด เธอหยุดเขียนก่อนไหม ถ้าจะเค้นกันขนาดนี้ เพราะพลังข้างในของเราไม่ดีเลย

“แต่เล่มนี้แปลก เขาชอบทุกบท พอส่งต้นฉบับแล้วก็ไลน์คุยกัน เขาอ่านแล้วก็เขียนลายมือมาหนึ่งหน้า A4 ว่าชอบบทนี้ยังไง แล้วถ่ายรูปส่งมาทางไลน์ ยุคหินไหม” พลอยหัวเราะเมื่อเล่าถึงวิธีสื่อสารกับบรรณาธิการสำนักพิมพ์ที่อยู่เชียงดาว

“ทำหนังสือกับโญมา 3 เล่ม เลือดตาแทบกระเด็นทุกเล่ม แต่เล่มนี้แปลกมาก ไม่มีอะไรไม่ผ่านเลย เขาชมแบบ โห เกิดมาไม่เคยได้คำชมแบบนี้”

เธอพูดถึงเนื้อหาข้างในว่า หนังสือทั้งหมดที่ผ่านมาเธอเขียนเรื่องเกี่ยวกับ ‘ข้างนอก’ หรือ Outer World แต่เล่มนี้จะมีความเป็น ‘ข้างใน’ หรือ Inner World แบบที่ไม่เคยเขียนมาก่อน ซึ่งคนอ่านทำความเข้าใจตามได้ไม่ยาก

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

พลอยเปรียบว่า ถ้าเธอเป็นนักร้อง ปีนี้เธอตั้งใจจะออก 4 ซิงเกิล งานนิทรรศการ Salute to the Sun คือซิงเกิลที่ 2 ซึ่งเธอเอาคำนำและรูปประกอบจากหนังสือมาใช้ก่อน พอปล่อยหนังสือออกมาเป็นซิงเกิลที่ 4 คนก็จะเข้าใจว่า ทำไมงานทั้งปีของเธอถึงเป็นแบบนี้

“งงไหม” เจ้าของโปรเจกต์ถาม

“งง” ผมตอบทันที แต่ผมจะเชื่อว่าเข้าใจเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ของพลอย (ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีชื่อ) ช่วงเดือนตุลาคมปีนี้

03
นักวาด

คนส่วนใหญ่รู้จัก พลอย จริยะเวช ในฐานะของนักเขียนมากกว่านักวาด

แต่เธอวาดมานานพอ ๆ กับเขียน

ช่วงที่เธอสอบเทียบได้วุฒิ ม.6 มาตั้งแต่ ม.5 คุณพ่อบอกว่าไม่ต้องไปโรงเรียนแล้ว แต่ส่งไปเรียนคอร์สต่าง ๆ ของ British Council กับ AUA รวมถึงเรียนเพนต์กระเบื้องกับน้านิด คุณครูมองว่าลูกศิษย์สาววัย 19 ปีไม่ค่อยมีสมาธินัก เลยเน้นสอนให้ใช้พู่กันทุกขนาดจิ้มสีแล้วปาดให้เป็นกลีบดอกไม้ นั่นเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้พลอยชำนาญการใช้พู่กัน

“พอจบปริญญาตรี เราไปเรียนต่อที่ออสเตรีย บ้านที่ไปอยู่ด้วยเขาเป็นศิลปิน เขาสอนเราวาดรูปทุกคืนแลกกับการพูดคุยเรื่องพุทธศาสนา ซึ่งเราไม่มีความรู้เลย สอนไปสักพักเขาก็ส่งเราไปเรียนในโรงเรียนภาคค่ำ ไปถึงก็มีนางแบบนอนเปลือยบนโต๊ะให้วาด เราเลยเรียนวาดรูปควบคู่ไปกับการจัดการการท่องเที่ยว”

จากนั้นพอกลับมาเมืองไทย เข้าสู่วงการนักเขียน เธอก็ยังวาดรูปทำภาพประกอบไปด้วย จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ

“เราได้ไปแสดงงานที่ไหนสักแห่ง แล้วโญบอกว่าให้เลิกวาดสีน้ำมัน ให้วาดแต่พู่กันจีน ก็เลยมาทางนั้นตั้งแต่ พ.ศ. 2539 ได้วาดภาพประกอบคอลัมน์ของโญใน GM ตอนนั้นเขาอยู่ปักกิ่ง เรื่องที่เขียนมาก็อีโรติกมาก เลยได้วาดแต่รูปโป๊” พลอยหัวเราะกับงานพู่กันจีนเซ็ตแรก ๆ ของเธอ

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งคือมีแบรนด์เครื่องกระเบื้องฝรั่งเศสเอารูปวาดของเธอไปใช้ แล้วขายในงาน Maison d’Objet ที่ปารีส เขาบอกว่างานเรามันมีความหมวย ๆ แหม่ม ๆ ระบุชาติไม่ได้ แล้วก็ได้ร่วมงานกับ Noritake แบรนด์เครื่องกระเบื้องเก่าแก่ของญี่ปุ่นในลักษณะเดียวกัน

“พอลายเส้นเราอยู่บนของ ก็เห็นว่ามันไม่ใช่แค่วาดเล่น ๆ แต่ทำมาหากินได้ เป็นอาชีพได้ อาจเป็นด้วยลายเส้นเรามีพลัง หรือถ่ายรูปขึ้นก็ไม่รู้ อินทีเรียชอบซื้อไปแต่งโรงแรม ก็เลยมีคนเห็นงานเราเยอะขึ้น แล้วก็ติดต่อมาเรื่อย ๆ”

04
กระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม

“ไม่รอแบรนด์มาจ้างแล้ว ทำขายเองเลยดีกว่า” พลอยหัวเราะเมื่อพูดถึงความคิดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ยังไม่มีรายได้จากการออกหนังสือ

จุดเริ่มต้นมาจาก สิโรตม์ จิระประยูร เจ้าของร้านหนังสือ The Papersmith ชวนพลอยมาเทกโอเวอร์ร้าน 1 เดือน ให้เลือกหนังสือเข้าร้านเอง พร้อมกับโจทย์ที่ว่า “อยากทำอะไรก็ทำ”

“ทั้งชีวิตคิดว่าสิ่งที่เราต้องอยู่ด้วยคือ กระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม มันเป็นสิ่งที่อยู่ในสำเภาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เราชอบแล้วก็ได้ทำทั้ง 3 อย่าง งานนี้ก็เลยจับมารวมกัน เราได้ทำฉลากน้ำหอมให้เทวารัณย์สปาพอดี เราเลือกหนังสือเข้าร้านเป็นธีมฤดูร้อน เกี่ยวกับการเดินทาง สีส้ม สีเขียว ก็เลยอยากทำจานชามเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารเป็นสีส้ม สีมะนาว แนวนี้

“เรามีภาพการจัดงานถ่ายรูปอาหารเช้า I love breakfast มา 20 – 30 ปี จนเป็นกิจวัตร เป็นลายเซ็นของเราไปแล้ว ทุกคนรู้ว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเช้า เราก็คิดว่า คนอยู่คอนโด โต๊ะอาหารเล็กแค่นี้ ขนาดของจานชามควรจะแค่ไหน ซื้อไปแล้วต้องคุ้มใช้งานได้หลายอย่าง จับคู่อย่างอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งเซ็ตเพราะเราไม่ใช่คุณนายผู้ร่ำรวย นั่นคือพื้นฐานในการคิดงานของเราที่ของชิ้นเดียวต้องมีหลายฟังก์ชัน งานนั้นก็เลยมีสรรพสิ่งที่เรารักมาอยู่รวมกันในบรรยากาศของร้านหนังสือที่ดิฉันก็รักมาก”

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

ผลตอบรับของการขายจานครั้งแรกในชีวิตของพลอยก็คือ จาน 30 ใบ ขายหมดเกลี้ยงใน 2 ชั่วโมง

ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 เธอเพิ่มจำนวนจานขึ้น แต่ก็ยังหมดภายใน 2 ชั่วโมงเหมือนเดิม

06
พระอาทิตย์ 4 ดวง

Salute to the Sun คือการขายจานครั้งที่ 4 ที่มีความเป็นนิทรรศการมากกว่าครั้งก่อน ๆ เจ้าของแกลอรี่ Madi Bkk ชวนพลอยมาแสดงงาน 20 วัน โดยมีข้อแม้ว่า จะจัดส่งจานให้ผู้ซื้อเมื่อจบงานแล้ว พลอยใช้เวลา 2 เดือน ทำงาน 111 ใบ มาแสดงร่วมกับภาพวาดซึ่งเป็นภาพประกอบหนังสือเล่มใหม่ เธอมองว่า นี่คือพระอาทิตย์ดวงที่ 4 ในปีนี้ของเธอ

“เราเปิดตัวพระอาทิตย์ดวงแรกของปีนี้ด้วยการทำงาน ‘Here Comes The Sun Tableware Collection by พลอย จริยะเวช’ เป็นชุดปิกนิกและกระเป๋าที่หิ้วไปนอกบ้านได้ ใช้ในบ้านก็ได้ ประมาณ 9 ชิ้น เป็นงานการกุศลทำให้มูลนิธิรามาธิบดีฯ คนชอบเยอะมาก ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครแท็กอะไรใน IG Story เยอะขนาดนี้มาก่อน คำว่า Here Comes The Sun ก็มาจากในหนังสือ

“พระอาทิตย์ดวงที่ 2 คือ Salute to the Sun รู้สึกว่าพระอาทิตย์มาแล้ว ฉันต้องคารวะแล้ว ดวงที่ 3 คือ Sunlit My Bag เหมือนจิตใจที่โดนพระอาทิตย์ส่อง

“เดือนตุลาก็ออกหนังสือ เป็นพระอาทิตย์ดวงที่ 4 เอาคำนำมาใช้กับงานนี้ด้วยคือ The Sun Is New Each Day ทุกโควตในเล่มเป็นของคนเดียวคือ Heraclitus เป็นนักปราชญ์กรีก พอเขียนหนังสือเสร็จก็อยากให้พ่อช่วยตรวจการบ้าน เราไปเปิดกล่องที่พ่อเตรียมการสอน มีการ์ดต่าง ๆ ซึ่งหลังจากเขียน Good Life ไม่เปิดเลยนะ ก็ลองจับออกมาแบบไพ่ยิปซี ได้การ์ดที่พอเขียนว่า ‘Heraclitus พุทธ-เต๋า’ เฮ้ย! ฉันมาถูกทางแล้ว คอลเลกชันปีนี้ต้องเป็นพระอาทิตย์ เหมือนจะบังเอิญ แต่ได้รับการ Approve แล้วว่าเลือกคนถูก”

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

เนื่องจากคราวนี้แสดงงานในแกลอรี่ที่มีขนาดใหญ่ ถ้ามีแต่จานอาจจะเอาไม่อยู่ พลอยก็เลยแสดงจานร่วมกับภาพวาด ซึ่งเป็นภาพประกอบหนังสือเล่มใหม่ที่เธอเขียนไว้เป็นร้อย ๆ ภาพ

“ระหว่างเขียนเล่มใหม่ต้องอ่านหนังสือไป 30 เล่ม ไม่เคยอ่านหนังสือเยอะขนาดนี้มาก่อน ช่วงที่อ่าน ไม่รู้ทำไมต้องวาดไปด้วย เล่มไหนเครียด ๆ วาดคล่องมาก ทุกอย่างลงตัว พาไปสู่พระอาทิตย์ดวงที่ 4 ของเรา”

05
ทำ ลาย จาน

2 สัปดาห์ก่อน ผมตามพลอยไปดูเธอทำงานชุดนี้ที่บ้านกึ่งสตูดิโอของ แจน-กษริน กฤษณมิษ เพื่อนรุ่นพี่ตั้งแต่สมัยเรียนเตรียมอุดมฯ งานเซรามิกไม่ใช่ของแปลกสำหรับพลอย เพราะตอนที่เธอแต่งงานเมื่อ พ.ศ. 2536 เธอใช้เตาเผาเซรามิกของตัวเอง ทำจานกระเบื้องรองแก้วเป็นของชำร่วยวันแต่งงาน ซึ่งงานนั้นเธอวาดด้วยมือทุกใบ

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

แต่รอบนี้เธอมีตัวช่วยที่เรียกว่าดีแคลส์ (Decals) อธิบายง่าย ๆ ก็คือสติกเกอร์ Tattoo ที่เปลี่ยนจากการแช่น้ำแล้วติดตามตัวเป็นติดลงจาน พอเอาเข้าเตาเผา ก็จะกลายเป็นลวดลายถาวร พลอยเอาลายเส้นของเธอจากหนังสือเล่มล่าสุดไปสั่งทำเป็นดีแคลส์มาใช้สำหรับงานนี้

“ถ้าใช้แต่ดีแคลส์ ทุกใบก็จะเหมือนกันหมดเป็นอุตสาหกรรม ถ้าอยากคราฟต์มือ ต้องเพิ่มอะไรลงไป เราก็เลยเลือกเขียน Calligraphy เป็นโควตบวกกับใช้คลังคีแคลส์วินเทจของพี่แจน เอามารวมกันกลายเป็นงานคราฟต์ชิ้นใหม่ ที่งานทุกชิ้นมีชิ้นเดียว”

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง
ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

พูดจบพลอยก็พาเดินไปดูคลังถ้วยชามรามไหสีขาวล้วนทุกประเภท ทุกขนาด จำนวนน่าจะแตะพันใบ แล้วก็ชี้ให้ดูคลังคีแคลส์วินเทจจากหลายยุค หลายประเทศ หลายสไตล์ เธอประมาณจำนวนว่าน่าจะหลายหมื่นชิ้น

เธอหยิบดีแคลส์ภาพจากหนังสือเล่มล่าสุดมาให้ดู

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

“ปกติใช้หมึกวาด สีจะเท่ากันตลอด เราเป็นพวกเส้นชัด ๆ เห็นได้จากร้อยเมตร แต่เล่มนี้เราวาดด้วยเทคนิคใหม่คือน้ำซึม ไปเรียนมาจากญี่ปุ่น หัดใช้น้ำแล้วให้หมึกวิ่งไปตามน้ำ ตอนไปโรงกระดาษเวฬุวันที่ลำปาง เจ้าของก็สอนเทคนิคเดียวกันนี้อีก มันคงใช่แล้วหละ”

07
สุริยวิถี

กลับมาที่นิทรรศการ พลอยบอกว่างานนี้เธออยากเล่าถึงการมีอยู่หรือการไม่มีอยู่ของแสงอาทิตย์ เห็นว่ามันค่อย ๆ ขับเคลื่อนไปอย่างไร จากจุดที่มืดที่สุด ซึ่งเธอเรียกว่า สภาวะแดดดับ ในคืนที่คุณพ่อของเธอเสียชีวิต 1 ปีหลังจากนั้นเธอก็ยังมีสภาพรุ่งริ่งอยู่

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

จุดเริ่มต้นของงานนี้อยู่ที่บันไดขึ้นชั้นสอง เป็นจุดที่มืดที่สุดในงาน ภาพเดียวที่เธอเลือกมาวางคือ May the Force be with You เป็นภาพผู้หญิง 6 คนยืนจ้องผู้ชม

“ภาพนี้อยู่ปกด้านในของหนังสือเรื่อง Italy Crafted โญเอาลายนี้ไปทำกระเป๋า แล้วก็มีคนเอาไปทำกางเกงขายซึ่งขายหมดในพริบตา พี่แจะ It’s happened to be a closet ก็เอาไปตัดเป็นเดรสให้ ไม่มีใครรู้นะว่า รูปนี้เราวาดในวันที่เศร้าที่สุดในชีวิต ไม่รู้ว่าชีวิตจะไปทางไหน ตอนนั้นรู้สึกว่ามืดมาก

“เราวาดในคืนที่พ่ออยู่ในห้องไอซียู อยู่ดี ๆ ก็วาดรูปนี้ ขนาดใหญ่มาก ๆ ไม่รู้ด้วยว่าผู้หญิง 6 คนนี้เป็นใคร เราเชื่อว่าทุกคนมี Guardian Angel หรือแม่ซื้อประจำตัวอยู่ เราอาจจะอยากได้รับพลังจากแม่ซื้อ หรือไม่ก็อาจจะเป็นแรงผลักในใจที่เราอยากรอด คนที่ดูก็รู้สึกถึงพลังบวกที่ได้จากรูป เรารู้สึกว่านี่คือแหล่งรวมพลังที่เขาจะปล่อยพลังจากในตัวของคุณเองออกมาให้”

หลังจากที่พลอยหลุดพ้นจากสภาวะนั้นมา ก็ค่อย ๆ เห็นแดด

เธอพาเราเดินขึ้นไปสู่ชั้นสอง โซนกลางห้องเป็นช่วงที่เธอเขียนหนังสือ อ่านหนังสือ เธอเรียกช่วงเวลานั้นว่า ‘สภาวะเต่า’ เหมือนอยู่ในน้ำแล้วได้ว่ายน้ำกับพ่อ และเมื่อมองผ่านน้ำขึ้นมาเห็นแดด ก็เป็นความงามแบบหนึ่ง

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

“ช่วงนั้นวาดแต่เต่า เหมือนเราต้องอยู่ในกระดอง เราอ่อนแอมาก พอเขียน Good Life เสร็จ นึกว่าจะหาย แต่ไม่หาย เรายังไปร้องไห้ที่บ้านของคนที่ไม่สนิท ใครพูดถึงพ่อนิดเดียวเราจะร้องไห้ไปเป็นวัน ๆ เดินร้องไห้คนเดียวกลางห้าง” เธอเรียกพื้นที่นี้ว่า The Big Blue ตามชื่อหนังในยุค 80 ซึ่งเกี่ยวกับทะเลและปลาตรงกับงานของเธอ

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

ผนังหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดในงานก็คือ โซน Morning Has Broken พื้นที่จานชามและอาหารเช้าของเธอ

“ต้องอัญเชิญเขามาหน่อย เพราะมื้อเช้าอยู่กับเรามานาน เราคารวะพระอาทิตย์มาตลอด 20 ปี ด้วยการจัดสำรับ เราบอกทุกคนว่าเป็นการเจริญสติในแบบของเรา แดดเช้ามีอิทธิพลกับเรามาตลอด เหมือน The Sun is New Each Day ทุกสิ่งมันเริ่มได้ทุกวัน มีความหวังทุกวัน จากตรงนี้ฉันพร้อมจะออกไปสู่โลกภายนอกแล้วก็เลยเป็นโซน Dancing in the Sun”

พลอยอธิบายต่อว่า หลังจากเขียนหนังสือจบ เธอก็ขอออกห่างหนังสือสักพัก เลยดูซีรีส์แบบบ้าคลั่งทุกแนว เป็นช่วงที่เธอบอกว่าดูซีรีส์เยอะสุดในชีวิต เรื่องที่ถูกชะตาเธอที่สุดก็คือ Stranger Things ที่ชวนให้นึกถึงช่วงวัยรุ่นสุดหรรษาของตัวเองที่ตรงกับช่วงเวลาในเรื่องพอดี เธอไปได้ตู้ไม้เก่ามาใบหนึ่ง แทนที่จะขายถ้วยเป็นใบ ๆ ชิ้นนี้เธอขายทั้งตู้ โดยตกแต่งด้านในตู้ด้วยวอลเปเปอร์ลายวินเทจในคลังของเธอ เป็นลายเดียวกับฉากในบ้านพ่อของเด็กซึ่งเป็นบรรณาธิการ แล้วก็เขียนคำจากในเรื่องลงไปว่า Friends Don’t Lie

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

“มันเป็นความเริงร่าแบบไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่ จากเริงร่าแบบสีแดง ก็วนมาเริงร่าแบบสีฟ้า ซึ่งเป็นเหมือนพื้นล่างของเรา เหมือนเราตีความการมองแสงอาทิตย์ด้วยการอยู่ในสภาวะต่าง ๆ”

08
Mandala

“ขอเปิด Mandala ก่อนนะ” พลอยเอามือควานลงไปในกระเป๋าผ้า ก่อนตอบคำถามสำคัญว่า พระอาทิตย์ดวงนี้สำคัญกับเธอยังไง “เรามีคอนเทนต์เยอะมาก เราเอามาเล่าผ่านคอนเซ็ปต์ ซึ่งทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยสุนทรียะ นั่นคือสิ่งที่เราค้นพบจากพระอาทิตย์ดวงใหม่”

พลอยบอกว่าช่วงหลังเธอคิดทุกอย่างแบบวงกลม เป็น Mind Map ที่อยู่ในกงล้อ ซึ่งหลายคนเรียกว่า Mandala

“มีคนมาจ้างให้ทำคอนเซ็ปต์ที่พักขนาด 8 ห้อง เป็นงานที่เราเรียกว่า Vibe Designer กำหนดสี เลือกภาพวาด สร้างบรรยากาศ เราพรีเซนต์งานนี้ด้วย Mandala ว่าทำไมถึงออกมาแบบนี้ ตอนทำงาน Made in Songkhla เราออกแบบสินค้าให้ร้านสินอดุลยพันธ์ ก็พรีเซนต์ด้วย Mandala เขาก็เข้าใจนะ เป็นวิธีการพรีเซนต์ที่มนุษย์ถ้ำมาก ไม่มีพาวเวอร์พอยต์อะไรเลย แล้วลูกค้าทุกคนก็ขอภาพกงล้อนี้ไปใส่กรอบ” นักออกแบบบรรยากาศหัวเราะ

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

09
พรุ่งนี้ก็มีพระอาทิตย์ดวงใหม่

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ ศิลปินและภัณฑารักษ์ชื่อดัง เป็นหนึ่งในคนที่มาช่วยพลอยจัดนิทรรศการชุดนี้ เขาโน้มน้าวให้พลอยทำงานชิ้นใหญ่ ๆ ถึงขนาดสั่งผ้าใบขนาด 1 เมตรมาให้ จนแล้วจนรอดก็ไม่สำเร็จ วันก่อนงาน เขาก็ยังเชียร์ให้พลอยเขียนภาพใหญ่บนผืนผ้าเพื่อแขวนหน้างาน

งานเปิดไปแล้วสองสามวัน พลอยก็ไปได้ผ้า Marimekko เก่าก้นโกดังที่ใช้มาแล้วหลายงาน มีร่องรอยขาดวิ่นไม่ต่างจากตู้เก่าที่เธอจับมา Upcycled เธอลองทำตามคำแนะนำของอังกฤษ

เป็นนิทรรศการที่ไม่หยุดนิ่ง มีอะไรเพิ่มตลอดทุกวัน ราวกับคอนเซ็ปต์ของงาน

วันนี้เธอก็กำลังจะเอาเซรามิกชุดใหม่เข้าเตาอบ เพื่อเอาไปเติมในนิทรรศการ เนื่องจากงานทุกชิ้นในงานขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่เปิดงานวันแรก ถึงแม้ว่าจะมาซื้อไม่ทัน แต่ก็ยังมาดูได้ถึง 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงอยากอ่านหนังสือเล่มใหม่เต็มที

“เนื้อหาในงานนี้ยังไม่ถึงครึ่งบทในหนังสือเลยนะ ประเด็นมันเยอะขนาดนั้น พูดกับโญทุกวันว่า ฉันเขียนแบบนั้นไม่ได้เเล้ว รูปก็วาดแบบนี้ไม่ได้แล้ว ตอนนั้นไม่รู้อะไรเข้าสิง” พลอยหัวเราะท่ามกลางฝนด้านนอกที่ยังโปรยปราย

แต่พยากรณ์อากาศบอกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มีแดด

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load