อาจกล่าวได้ว่าชีวิตของ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยชาติกำเนิดและอาชีพที่เลือกทำ

พูดอย่างภาษาสามัญ คุณหญิงเป็นเหลน รัชกาลที่ 5 เป็นหลานปู่ของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เจ้าฟ้าอัจฉริยะทางการทหาร ผู้ทรงทำคุณประโยชน์แก่ประเทศจนถึงวันสิ้นพระชนม์ชีพ เป็นธิดาของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ นักประพันธ์ผู้ทรงนิพนธ์หนังสือไว้กว่า 33 เล่ม หลายเล่มเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ทรงพยายามนิพนธ์ด้วยใจเป็นกลาง และเล่าความจริงด้วยสำนวนอ่านง่ายชวนติดตามอย่างยิ่ง

คุณหญิงสูญเสียพ่อเมื่ออายุ 7 ขวบ อีก 8 ปีถัดมาก็เสียแม่ไปอีกคน ด้วยความเป็นเด็กจึงยังไม่ทันได้ถามไถ่อะไรเกี่ยวกับประวัติครอบครัวมากนัก

อย่างไรก็ตาม หลายปีต่อมาคุณหญิงมีโอกาสได้รู้จักบุพการีอย่างใกล้ชิดจากหนังสือ ‘เกิดวังปารุสก์’ หญิงสาวสายเลือดไทย-อังกฤษ-รัสเซีย จึงได้ทำความรู้จักสมาชิกครอบครัวที่ไม่เคยพบหน้าค่าตา อีกทั้งหนังสือเล่มนี้ยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหลายครั้ง เขียนโดยพระองค์จุลฯ ‘คนวงใน’ ตัวจริงเสียงจริง

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

“เป็นเด็กกำพร้า ทั้งพ่อและแม่ ไม่เคยรู้จักทูลกระหม่อมปู่ หม่อมย่าก็เจอแค่ครั้งเดียว ฝ่ายแม่ ตาก็แทบจะไม่รู้จัก ยายก็ตายก่อนเราเกิด จึงขาดญาติจริง ๆ

“การศึกษาประวัติครอบครัวจึงอาจมีความหมายกับดิฉันมากกว่ากับคนอื่นที่อยู่ในครอบครัวที่มีความสุข มีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราไม่มีอะไรเลย พี่น้องก็ไม่มี” หม่อมราชวงศ์นริศรากล่าว

ความรักแผ่นดินเกิดของพระองค์จุลฯ ที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในหนังสือหลายเล่มที่ทรงนิพนธ์ รวมถึงความรักหนังสือและการขีดเขียน ได้ถูกถ่ายทอดมาสู่พระธิดาองค์เดียวอย่างเต็มเปี่ยม เพราะในกาลต่อมา พระธิดาองค์นั้นยึดอาชีพคนทำหนังสือ จัดพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญ ๆ ที่บันทึกประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในนามสำนักพิมพ์ริมแม่น้ำชื่อ River Books สถานที่ที่คุณหญิงต้อนรับ The Cloud เพื่อเล่าเรื่องราวส่วนตัวของครอบครัว และแรงบันดาลใจที่จุดไฟให้ยังคงมุ่งมั่นทำหนังสือตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

เด็กโดดเดี่ยวที่เพิ่งรู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ

ชีวิตที่ต้องไป ๆ มา ๆ ระหว่างไทยและอังกฤษเริ่มตั้งแต่คุณหญิงยังอายุไม่กี่ขวบ และยังดำเนินมาจนปัจจุบันในวัยย่าง 65 ปี

เด็กหญิงตัวน้อยในวันนั้นกลายเป็นคุณย่าที่พาหลาน ๆ เสาะหาของอร่อยกิน นั่งดู The Lord of the Rings ด้วยกัน เดินทางท่องเที่ยวและใช้เวลาด้วยกัน แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับชีวิตวัยเด็กของคุณหญิง

“ตอนอยู่ Cornwall เป็นชีวิตแบบเด็กบ้านนอก ชอบวิ่งเล่นในสวน เป็นชีวิตง่าย ๆ จำได้ว่าไม่ค่อยได้เจอท่านพ่อเท่าไร มีความสุขไหม ไม่น่าจะมีเท่าไร” คุณหญิงหัวเราะแล้วเล่าต่อ “ตอนนั้นเขาเลี้ยงอีกแบบ สมัยนี้บูชาลูกกว่าทุกอย่าง แต่สมัยนั้นคือลูกมีพี่เลี้ยงอยู่ข้างบน อยู่ในห้องของตนเอง บางทีพ่อหรือแม่จะขึ้นมาอ่านนิทานให้ฟังแป๊บหนึ่งก่อนที่เราจะนอน แต่ที่จะทานข้าวด้วยกัน ซื้อของด้วยกัน ไม่มีเลย เป็นชีวิตที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว”

“ครั้งสุดท้ายที่กลับมาเมืองไทยก่อนที่พ่อสิ้น น่าจะอายุประมาณ 4 – 5 ขวบ พยายามคิดย้อนหลังว่ากลับมากี่ครั้ง น่าจะกลับมาสัก 2 ครั้ง ที่นี่เงียบมาก พ่อแม่สนุกสนาน เจอเพื่อน เราก็อยู่ที่บ้านจักรพงษ์นี่แหละค่ะ ไม่ค่อยได้ออกไปไหน เล่นกับลูกของพนักงาน เป็นเพื่อนกัน เล่นในสวน

“แล้วก็จำได้ว่าไปหัวหิน ไม่นานมานี้ค้นรูปภาพเก่า เจอภาพตอนไปเที่ยวหัวหิน เป็นเวลาที่มีความสุขมาก ชอบเล่นทะเล ชอบนั่งชายทะเล พ่อแม่ก็จะอยู่กับเรามากกว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ เพราะว่าไป Holiday จริง ๆ ก็เล่นกับลูกของพนักงานที่นี่ เหมือนขนครอบครัวไปเลย ทุกคนจะขนของลงไปเยอะมาก เพราะบ้านที่นั่นไม่ได้มีของอำนวยความสะดวกมากเท่าไร นั่งรถบรรทุกยกโขยงกันไป ไปทีก็ 3 – 4 สัปดาห์ สมัยนี้ไปมากันง่ายมาก แต่สมัยนั้นจะเดินทางทีเป็นเรื่องใหญ่เลย ดิฉันนั่งรถยนต์ไป ก็ผ่านรถบรรทุก รถสิบล้อที่พนักงานและลูก ๆ นั่งกันอยู่ โบกมือให้กัน สนุกมาก” คุณหญิงยิ้ม

คุณหญิงมีความทรงจำอะไรร่วมกับพระองค์จุลฯ บ้าง

“ท่านพ่อเป็นคนตรงเวลามาก ทุกคนในบ้านก็จะเกร็ง ๆ นาน ๆ ทีจะออกไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน ทุกคนก็จะลงมานั่งรอ อีก 10 นาทีเที่ยง ทุกคนมารอแล้ว

“ท่านพ่อจะเล่านิทานเกี่ยวกับเมืองไทยให้ฟัง ชอบฟัง เล่าเรื่องที่ดึงมาจาก รามเกียรติ์ หรือนิยายไทย ท่านจะเล่าถึงเมืองไทยว่าน่าอยู่ ท่านเล่านิทานสนุก แต่ก็ขาดช่วงไป เล่าไม่พอ คือท่านเล่าค้างไว้ เช่นท่านขึ้นมาเล่า 10 นาที แล้วเดี๋ยวแขกจะมา ท่านก็จะลงไป เป็นชีวิตที่คนรุ่นนี้จะไม่ค่อยเข้าใจ

“พ่อเคยรับสั่งว่า อยากรู้สึกว่าพอลูกโตสัก 7 ขวบขึ้นไปก็อยากจะสนิทสนม แต่น่าเสียดายที่ไม่เกิดขึ้น ก็เศร้านิดหน่อย ตอนที่ท่านไม่สบายก็มีเขียนไปหาหมอว่า รู้สึกว่าตอนนี้ลูกก็รักฉัน เสียใจที่จะต้องจากลูกไป ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ เป็นบทเรียนสำหรับทุกคน ว่าอะไรที่ทำได้วันนี้ อย่าผลัดไปข้างหน้า” คุณหญิงให้ข้อคิด

แต่เป็นที่ชัดเจนว่า พระองค์จุลฯ ทรงทุ่มเทแรงกายแรงใจเขียนหนังสือ นอกจากเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติแล้ว ยังทรงทำเพื่อพระธิดาองค์เดียว ดังส่วนหนึ่งของคำอุทิศในหนังสือ ‘เจ้าชีวิต’ (พิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2503) ที่กล่าวว่า

“…ถึงลูกสาวที่รักยิ่ง ยังจะต้องเป็นเวลานาน กว่าลูกจะอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ และที่จะเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ก็จะต้องนานไปกว่านั้นอีก พ่อหวังว่า เมื่อลูกสามารถจะอ่านและเข้าใจข้อความในหนังสือเรื่องนี้ได้ ลูกจะรู้สึกอิ่มเอิบภูมิใจจริง ๆ และโดยสมควรยิ่งที่ได้มีกำเนิดมาเป็นเชื้อพระวงศ์ในพระบรมราชจักรีวงศ์…”

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

คุณหญิงเล่าต่อว่า “ตอนพ่ออยู่ก็ไม่ค่อยได้คุยกับท่านพ่อ เพราะยังเด็กมาก พอพ่อสิ้นแล้วก็จะได้นั่งกินข้าวกับหม่อมแม่ (หม่อมเอลิสะเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา) ตลอดเวลา เลยกลายเป็นสนิทกันมาก เราสองคนต่อสู้มาด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ทำทุกอย่างด้วยกัน พอแม่ตายแล้วก็ไม่มีใครเล่าว่าเรื่องราวเป็นยังไง

“สิ่งเดียวที่มีก็คืออ่าน ‘เกิดวังปารุสก์’ ตอนนั้นอายุ 20 กว่า กลับอยู่เมืองไทย พออ่านแล้วก็ติดใจ ชอบวิธีเขียนของพ่อ พ่อเขียนหนังสืออ่านง่าย เป็นทางหนึ่งที่ทำให้ได้รู้ว่าพ่อเป็นคนอย่างไร

“สำหรับดิฉัน การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงเป็นทั้งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และเป็น Therapy ด้วย…”

หนังสือประวัติศาสตร์ที่เล่าแบบตรงไปตรงมา แต่สนุกจนวางไม่ลง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า จุดเด่นประการหนึ่งทำให้หลายคนอ่าน ‘เกิดวังปารุสก์’ แบบชนิดวางไม่ลง คือเรื่องราวของเจ้าฟ้าหนุ่มที่เกิดไปหลงรักสาวสามัญชนขณะทรงศึกษาวิชาทหารอยู่ที่นั่น จนทำให้รัชกาลที่ 5 กริ้วหนักหนา

“เรื่องของทูลกระหม่อมปู่น่าสนใจมาก เป็นคนไทยที่ไปรัสเซีย หนีไปแต่งงาน แหม! ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ใช่ไหม เวลาศึกษาประวัติ หากจะคิดว่านี่คือปู่และย่า ก็ประหลาดน่ะ ดิฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนธรรมดามาก แต่มีปู่ที่สูงส่ง หนีไปแต่งงานกับหม่อมย่า มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับใครก็ตาม นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูด” คุณหญิงเล่าถึงสีสันหนึ่งของประวัติราชสกุลจักรพงษ์

นอกจากเรื่องราวความรักที่คนอ่านติดตามช่วยลุ้นกันตัวโก่งแล้ว กลวิธีประพันธ์ ‘เกิดวังปารุสก์’ และเล่มอื่น ๆ ของพระองค์จุลฯ ยังโดดเด่นมาก เพราะทรงนิพนธ์อย่างตรงไปตรงมา จึงปรากฏเนื้อความเช่น

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม
ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

“…เนื่องด้วยการหย่าร้างต่อกันระหว่างพ่อกับแม่ของข้าพเจ้านั้น ปรากฏว่า มีคนเอาใจใส่ถึงมิใช่น้อย แต่มักจะเข้าใจผิด ไม่ทราบเรื่องราวละเอียด จับต้นชนปลายไม่ถูก ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ควรจะบรรยายให้ทราบโดยสังเขปให้ถูกต้องเป็นการยุติธรรมแก่ทั้งพ่อและแม่…”

หรือแม้แต่เรื่องที่เจ้าคุณชาวไทยออกปากสั่งสอนพระองค์จุลฯ ท่านก็บันทึกไว้เพื่อให้เห็นกิจกรรมที่นิยมกันในสมัยนั้น โดยมิได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เสียเกียรติ

“…ครั้งหนึ่งไปเที่ยวกันนอกลอนดอน หยุดรถยนต์ กินอาหารปิกนิก ข้าพเจ้ารีรออยู่ครู่หนึ่ง ยังไม่ถนัดและไม่ทราบว่าจะต้องช่วยเหลือในทางใด ท่านก็ว่า ‘ในโอกาสนี้ กระหม่อมต้องทูลสั่งสอน ฝ่าพระบาทต้องทรงช่วยเหลือมากกว่านี้ ต้องช่วยปูผ้าสักหลาด ช่วยขนหีบอาหารมาจากรถ ที่เมืองนอกนี้ เขาไม่มีเจ้ามีไพร่กันหรอก การมาปิกนิกอย่างนี้ ทุก ๆ คนต้องช่วยกัน ไม่มีมหาดเล็กตามเสด็จอย่างที่เมืองไทย…”

นอกจากนั้นยังมีเกร็ดต่าง ๆ ที่มีแต่พระองค์จุลฯ เท่านั้นที่จะทรงทราบในฐานะ ‘คนวงใน’

เกร็ดเหล่านั้นก็เช่น ลายพระราชหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงส่งมาถึงพระองค์จุลฯ เกี่ยวกับข่าวลือที่ว่าจะมีเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงถูกฆ่าในงานฉลองพระนคร 150 ปี หรือแม้แต่ลายพระราชหัตถ์ที่สะท้อนความหนักพระทัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

“ประวัติศาสตร์สังคมก็น่าสนใจอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เห็นด้วยตาของตนเอง หรือเขียนจดหมายถึงรัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 เอง แล้วได้รับจดหมายตอบกลับมา มันเป็นข้อมูลที่มีค่ามาก ตอนรัชกาลที่ 7 เป็นกษัตริย์ ยังเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็อยู่ในการตัดสินพระทัยของท่าน ท่านเป็นคนสำคัญที่สุดแล้ว ดังนั้นท่านรู้สึกอย่างไรในสถานการณ์นั้น ๆ จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ” คุณหญิงระบุ

อีกเกร็ดหนึ่งคือเรื่องที่ ‘ทูลหม่อมอาแดง’ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ทรงมักถกกับพระองค์จุลฯ ว่าเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงถูกลอบปลงพระชนม์หรือไม่ ซึ่งพระองค์จุลฯ ได้ทรงนิพนธ์อย่างนักประวัติศาสตร์ คือบันทึกข้อเท็จจริง และได้ให้ความเห็นของท่านอย่างตรงไปตรงมา

“นี่เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ก็น่าสนใจว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญ อาจจะถูกวางยาหรือเปล่า สำหรับพ่อ เหตุการณ์นี้ก็ทำลายชีวิตเขา เพราะทำให้เขาเป็นเด็กกำพร้า แม่ก็ไม่อยู่แล้ว ก็เสียดายตรงนี้ ว่าไม่ทันได้แลกเปลี่ยนกับพ่อ ว่าตอนนั้นพ่อรู้สึกอย่างไร อยากจะได้ถามด้วยตนเอง

“ท่านพ่อจะพูดความจริง บางสิ่งบางอย่างที่คนอื่นอาจจะไม่กล้าพูด เช่น ทำไมมีคนชอบพูดว่าน่าจะเป็นกษัตริย์ ทำไมไม่เป็น ทำไมเป็นไม่ได้ มีคนเคยสัมภาษณ์ดิฉันว่า ทำไมเอาแง่ไม่ดีของครอบครัวมาพูด ดิฉันตอบว่า เพราะมันเป็นความจริง เราต้องพยายามพูดความจริง ถ้าปิดไปเรื่อย ๆ ในที่สุดความจริงก็จะหายไปหมด” หม่อมราชวงศ์นริศราอธิบายถึงคุณค่าของหนังสือชุด ‘เกิดวังปารุสก์’ ที่หนังสือรวมเล่ม 1 และ 2 ได้รับความนิยมมากถึงขั้นพิมพ์ครั้งที่ 18 แล้ว

จากเด็กที่รู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ ถึงคนพิมพ์หนังสือเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติ

แรงบันดาลใจสู่การทำสำนักพิมพ์ River Books

เมื่อถามถึงแนวทางการเลือกทำหนังสือแต่ละเล่มของสำนักพิมพ์ หม่อมราชวงศ์นริศราตอบว่า

“สิ่งหนึ่งที่เราคำนึงถึงตลอดเวลาคือ เราอยากทำเรื่องที่คนอื่นอาจจะมองข้าม หรือเรื่องที่ถ้าไม่บันทึกไว้ อาจจะสูญเสียไป เช่น ภาพโบราณ อาคารโบราณ บางทีคนมองว่าเมืองไทยมีอาหาร ทะเล และผู้หญิงสวย เราในฐานะที่เป็นผู้หญิงและเป็นคนไทยคนหนึ่ง ก็ไม่ชอบ เรามีอะไรเยอะกว่านั้นอีกมากมาย”

บนหน้าปกหนังสือของ River Books จึงปรากฏเรื่องราวของคนทุกชนชั้นและหลากหลายสาขาอาชีพ ตั้งแต่เรื่องของช่างภาพฝรั่งที่เข้ามาบันทึกภาพเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2408 ประวัติศาสตร์การทหารจากประสบการณ์ของพลตรีชาวไทยที่เป็นหน่วยสืบราชการลับ เสี่ยงชีวิตบุกเข้าไปในดงศัตรูช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ‘เกิดวังปารุสก์’ เล่มสาม สมัยยุทธภัย ที่พระองค์จุลฯ เล่าเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สตรีทอาร์ตในกรุงเทพฯ นวนิยายสุดสะเทือนใจของนักเขียนซีไรต์ วีรพร นิติประภา ไปจนถึงประสบการณ์ท่องล้านนาบนหลังช้างของวิศวกรผู้บุกเบิกพัฒนาเส้นทางรถไฟในพม่า พ.ศ. 2427

แม้กระทั่งป๊อปคัลเจอร์อย่างการ์ตูนเล่มละบาทก็มี

หนังสือ ‘การ์ตูนไทย ศิลปะและประวัติศาสตร์’ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2564) บันทึกพัฒนาการอย่างละเอียดของการ์ตูนไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2443 ทำให้รู้ว่าการ์ตูนไทยสมัยก่อนนิยมเล่าเรื่องอะไร เนื้อหาของ ‘การ์ตูนเล่มละบาท’ ล่อแหลมอย่างไร ไปจนถึงนักเขียนการ์ตูนไทยยุคสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์ในลายเส้นของตนเองอย่างไร

“คนถามว่าทำหนังสือเกี่ยวกับหนังสือการ์ตูนเล่มละบาททำไม มันไม่มีค่า แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่า ในยุคนั้นคนไทยสนใจเรื่องอะไร อะไรที่สูงส่งมันก็เป็นของคนกลุ่มหนึ่ง แต่มันไม่ได้แสดงถึงความสุข สนุกสนาน หรือความลำบากของคนกลุ่มใหญ่ ยังมีอย่างอื่นมากมายที่แสดงให้เห็นชีวิตประจำวันของคนเรา

“เราไม่ได้บอกว่าไม่ต้องทำหนังสือวัดวัง เพราะเราก็ทำ แต่ก็อยากให้คนมองสิ่งที่อยู่รอบตัวด้วย มันทำให้ชีวิตน่าสนใจกว่า แทนที่จะมองแต่สิ่งที่ถูกกำหนดให้มองว่าสวยงาม ถ้าเราสนใจหลายอย่าง จะทำให้ชีวิตเราสดชื่นขึ้น” หม่อมราชวงศ์นริศรายิ้ม

จากเด็กที่รู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ ถึงคนพิมพ์หนังสือเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติ

งาน ‘วันจุลจักรพงษ์’ ประจำปี 2565 จะจัดขึ้นในวันที่ 11 – 13 มีนาคม พ.ศ. 2565 ต้อนรับผู้สนใจเข้าชมตำหนัก ฟังเรื่องราวที่ทั้งสนุกน่าติดตามและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ผ่านข้าวของต่าง ๆ และร่วมพูดคุยกับทายาท

เปิดให้เข้าชมภายในตำหนักวันละ 6 รอบ รอบละ 30 ท่าน (สำรองบัตรล่วงหน้า มีจำนวนจำกัด)

*ค่าบัตรเข้าชมภายในตำหนักราคา 1,500 บาท ต่อท่าน รับหนังสือ เกิดวังปารุสก์ เล่ม 3 หรือเล่มอื่น ๆ พร้อมอาหารกลางวัน (ก๋วยเตี๋ยวไก่หรือข้าวซอยไก่) มีรอบดังนี้

1) 11.30 – 12.00 น. (ภาษาไทย)

2) 12.30 – 13.00 น. (ภาษาอังกฤษ)

3) 14.30 – 15.00 น. (ภาษาไทย)

4) 15.30 – 16.00 น. (ภาษาไทย)

5) 16.30 – 17.00 น. (ภาษาไทย)

*ค่าบัตรเข้าชมภายในตำหนักราคา 2,500 บาทต่อท่าน รับหนังสือ เกิดวังปารุสก์ เล่ม 3 หรือเล่มอื่น ๆ พร้อมอาหารค่ำ (ยำส้มโอ / ต้มยำกุ้ง / ปลาราดพริก / ผัดผักเบญจรงค์) มีรอบดังนี้

6) 17.30 – 18.00 น. (ภาษาไทย)

สำรองบัตรเข้าชมตำหนักและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Line ID : @chakrabongsevillas https://bit.ly/2Ig1PJy โทรศัพท์ 0 2222 1290 และ 08 6987 0493

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ถ้าบทความนี้กำลังจะเขียนเล่าว่า หม่ำ จ๊กมก หรือ เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา คือใคร 

คงจะล้าสมัย และคุณคงปิดหน้าเว็บไซต์ก้อนเมฆหนีไปเสียก่อน เพราะเรามั่นใจว่าคุณรู้จักชายคนนี้ดี ผ่านเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และน้ำตา จากจอแก้วและจอเงิน จากงานเบื้องหน้าและงานเบื้องหลัง

ครั้งนี้เราชวนชายที่เพิ่งอายุ 57 หมาด กำลังนอนเหยียดขาอยู่บนโซฟาตัวยาวด้วยท่าทางสบาย ๆ บนพื้นมีรองเท้าหนังหลุยส์ป่าตอง ซื้อจากภูเก็ต (เขาว่างั้น) มือข้างหนึ่งถือยาดมหลอดจิ๋ว ก่อนจะสูดเข้าจมูกฟอดใหญ่ สนทนาถึงชีวิต ความคิด หนัง เพลง ความรัก โทรศัพท์ และอนาคต ของ หม่ำ จ๊กมก

เราชวนเขาทบทวนชีวิตจากอำเภอเล็ก ๆ ในจังหวัดยโสธร จนถึงวันที่เปิดบั้งไฟฟิล์ม ค่ายหนังที่ผลิตหนังไทยมากว่า 40 เรื่อง นายห้างเพลงยุ้งข้าวเรคคอร์ดที่ลงมือทำเองทุกขั้นตอน และพระเอกจากภาพยนตร์ LOVE เลย 101 หนังรักต่างวัยของหญิงสาวกับดาบตำรวจวัยเกษียณ เล่าเรื่องคลอกับเพลงของ สายัณห์ สัญญา ซึ่งหม่ำกลับมารับบทพระเอกหนังโรแมนติก-คอเมดี้ในรอบ 7 ปี หลังจากรับบท สมบัติ ใน เฉิ่ม 

บทสนทนาขนาดกระชับนี้ ถูกเล่าด้วยน้ำเสียงของหม่ำ บนโซฟาและยาดมตราโป๊ยเซียน

หม่ำ จ๊กมก ในวันที่อายุ 57 เป็นเจ้าของค่ายหนัง นายห้างเพลง และพระเอกหนังรัก

ชีวิตหม่ำ

เราอยู่ในอำเภอเล็ก ๆ ของยโสธร สมัยก่อนยังไม่เจริญเท่าที่ควร ประปาไม่มี ต้องเอากะปีบไปขนน้ำมาใช้ดื่ม ใช้กิน ตอนเด็กชอบดูหนัง ฟังเพลง ก็ไม่แปลกที่มาทำหนัง ทำเพลง เราชอบความบันเทิง ชอบรำ ชอบร้อง ชอบเต้น ชอบแสดง เพราะมันเป็นตัวเรา เป็นชีวิตเรา แล้วมันก็เป็นความจริง เท่านั้นเอง

แต่เรื่องพวกนี้ต้องมีความรักกับมันด้วยนะ

เด็กต่างจังหวัดยุคนั้นคิดแต่ว่าจะทำมาหากินอะไร มีความฝัน อยากเป็นดารา อยากเป็นนักแสดง อยากเป็นตลก อยากเป็นนักร้อง อยากเป็นคนทำหนัง มันเป็นแรงบันดาลใจให้เราเข้ากรุงเทพฯ 

เพื่อนส่วนใหญ่เกเร เราเป็นปลาตัวเดียวที่แยกออกมาจากฝูง มาดูแลชีวิตตัวเองให้เป็นตัวของตัวเอง

ตอนนี้ทำมาหมดแล้วทุกอย่าง สิ่งที่เราทำเรียกได้เต็มปากว่ามันคือตัวตนของเรา

ทุกวันนี้เราตื่นนอน 2 รอบ ตื่นตอนตี 4 ครึ่ง หลับอีกที 6 โมง แล้วก็ตื่นอีกที 9 โมง หลังจากนั้นก็ทำงาน ทำงานแบบอาทิตย์เว้นอาทิตย์ ถ้าไม่มีอะไรทำก็ลงไปแทงสนุกเกอร์ข้างล่าง ปัจจุบันก็ขายหม่ำแซบ น้ำปลาร้าพรีเมี่ยมจากทะเล แล้วก็มิกกี้หม่ำ น้ำปลา ซอยหอยนางรม น้ำมัน ผงชูรส ผงปรุงรส

เพิ่งอายุ 57 ครับ 57 เต็มเปี๊ยะเลย แก่ขึ้น เดินเหินไม่เหมือนเมื่อก่อน บางทีคิดอะไรได้ เดินสามสี่ก้าวก็ลืม วันก่อนดูหนัง นางเอกเล่นเป็นนักมวย มานึกชื่อได้ตอนหนังจบว่าคือ Hilary Swank 

พออายุมากขึ้นเราเรียนรู้ว่าต้องรักสุขภาพเยอะ ๆ คนเรามัวแต่คิดเรื่องอื่น ไม่ค่อยคิดเรื่องสุขภาพ เราไม่รู้หรอกว่าจะป่วยเป็นอะไร คนก็เหมือนเครื่องยนต์นะ ใช้มามาก ก็ต้องตรวจสภาพบ่อย ๆ

ความสุขทุกวันนี้คือดูหนัง ฟังเพลง นั่งคนเดียว คิดคนเดียว

หม่ำ จ๊กมก ในวันที่อายุ 57 เป็นเจ้าของค่ายหนัง นายห้างเพลง และพระเอกหนังรัก

ความคิดหม่ำ

พอเข้ากรุงเทพฯ ก็อยู่วงดนตรีลูกทุ่ง ตามประสาคนที่มาดิ้นรน (หัวเราะ)

มันโอเคนะ เราเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ พอมาเป็นตลกคาเฟ่ ก็เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ อีก ทำให้ชีวิตเราแข็งแกร่งขึ้น เราเป็นคนขวนขวายอยู่แล้ว อัปเดตกับทุกเรื่อง ตอนนี้คนทำอะไร กินอะไร ดูอะไร ซื้ออะไร โพสต์อะไร คอมเมนต์อะไร มันเลยได้เปรียบ เวลาเล่นตลกก็เล่นไม่เหมือนชาวบ้าน เพราะคิดไม่เหมือนเขา เช่น เวลาคนตาย ทำไมต้องใส่ชุดดำ ทำไมต้องเปิดเพลง ธรณีกรรแสง แค่นี้ก็เศร้าพออยู่แล้ว

เราเป็นพวกมีมุมมองที่พิลึกกว่าคนอื่น 

ทัศนคติในการทำงาน เราต้องรักษามาตรฐาน รักษาเพดานบินของตัวเองไว้ ถ้ามันไม่ขึ้น ก็ให้มันอยู่ที่เดิม แต่อย่าให้มันลดลง บางคนถามเราว่า ‘ทำไมผมไม่มีงาน’ ก็มึงไม่อัปเดต มึงไม่รู้ว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว วันนี้เขาพูดเรื่องไฟไหม้ที่สัตหีบกันแล้ว มึงรู้เรื่องหรือเปล่า มันตอบง่ายมากเลย แบบนี้ใครจะให้งาน

(อะไรทำให้ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา กลายเป็น หม่ำ จ๊กมก ในวันนี้)

ตัวตน เราเชื่อว่าทุกคนเกิดมาเพื่อสิ่งนั้น แต่ทั้งหมดทั้งมวลต้องอาศัยฝีมือล้วน ๆ

(โอกาสเกี่ยวไหม) 

โอกาสก็มีส่วน โชคชะตาก็ใช่ พรหมลิขิตก็ไม่เชิง ทุกอย่างถูกขีดไว้หมดแล้วว่าเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ คนเห็นเราก็ต้องยิ้มก่อน เจอหน้าเราก็ต้องยิ้มก่อน ยังไม่ทันทำอะไรเลย ยิ้มก่อนแล้ว 

ในวันที่ทำงานแล้วไม่มีคุณค่าก็มี ถ้าทำตัวให้มีคุณค่า ทำอะไรก็มีคุณค่า เราไม่ชอบอยู่เฉย ๆ ว่างต้องหาอะไรทำ ได้ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอมให้หลาน อีก 3 ปีก็ 60 พอดี อาจจะหยุดสักพัก ถ้าให้เลิกคงไม่ได้หรอก เพราะฝังอยู่ในตัวแล้ว คงหยุดสักพักเพื่อพักผ่อนสมอง พักผ่อนปากตัวเอง พาลูกหลานไปเที่ยว

หม่ำ จ๊กมก ในวันที่อายุ 57 เป็นเจ้าของค่ายหนัง นายห้างเพลง และพระเอกหนังรัก
หม่ำ จ๊กมก ในวันที่อายุ 57 เป็นเจ้าของค่ายหนัง นายห้างเพลง และพระเอกหนังรัก

หนังหม่ำ

เราเริ่มมีมุมมองทำบั้งไฟฟิล์มจาก บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม ภาคแรก เราเล่นหนังมาเยอะแล้ว เราคิดว่าเราทำได้ เราอาจไม่รู้จักกล้อง ไม่รู้จักอะไรก็แล้วแต่ แต่คนมันใฝ่ พอเรามีวิธีของเรา มันก็เป็นเรื่องง่าย 

เป็นโปรดิวเซอร์บ้าง เป็นผู้บริหารบ้าง ไม่ต่างกันหรอก เพราะเราเข้าใจมันทั้งหมดอย่างถ่องแท้ การทำบั้งไฟฟิล์ม เราอยากให้คนมีความสุข ให้คนมีรอยยิ้ม ไม่ค่อยกล้าสร้างหนังดราม่า แต่ก็มีบ้าง สูตรการทำหนังก็ต้องเดาใจคนดูนะ บางทีเล่าเรื่องเก่าให้เป็นเรื่องใหม่ เล่าเรื่องใหม่ให้เป็นเรื่องเก่า เสี่ยงเหมือนกันว่าจะเดาใจถูกมั้ย และต้องถูกใจคนให้ตังค์ทำหนังด้วยนะ ไม่ใช่ทำสองสามเรื่องแล้วขาดทุน ดูจากรายได้หนังก็รู้แล้ว

เทรนด์หนังมันเปลี่ยนแปลงทุกปี ความคิดก็เปลี่ยนแปลงทุกปี 

การทำหนังเยอะ ๆ ทำให้รู้วิธีมากขึ้น รู้เรื่องราวชีวิตจริงของคนมากขึ้น เช่น ครูรักกับนักเรียน พระดูดบุหรี่ พระดูดม้า ข้าราชการตรวจสอบไม่ได้ ชีวิตจริงมันมี แต่หนังถูกตีกรอบให้นำเสนอไม่ได้ 

ขอถามกลับ ถ้านำเสนอไม่ได้ ก็อย่าทำข่าวสิ ให้คนรับรู้ทำไม แปลกมั้ยบ้านเมืองเรา

เราไม่ชอบทำหนังที่มียาเสพติด มีกินเหล้าเมามาย ถ้าเป็นฉากเลิฟซีนเห็นก้น เห็นหน้าอก ไม่ชอบ ไม่ใช่ทาง วิธีตลกมีเยอะแยะ เราอยากทำหนังให้ทุกคนดูได้ ดูเพลิน ไม่หยาบคายมาก เอาแค่พอดี

หนังที่เราทำเกี่ยวกับคนอีสาน เพราะคนอีสานมีเยอะ มีอยู่ทุกที่ ไม่ว่าจะขายอะไร ตลาดใหญ่คือคนอีสาน แต่คนอีสานเขาไม่อยากพูดภาษาอีสานหรอก อาย ขนาดคนอำนาจฯ ยังพูดไทยใส่เลย แล้วจะแนะนำทำไมว่าเป็นคนอำนาจฯ แต่ถ้าบอกว่า ผมคนอำนาจเด้ออ้าย เออนั่นใช่ ผมคนอุบลฯ​ เด้ออ้าย เออนั่นใช่

นี่แหละคือรากเหง้า

หม่ำ จ๊กมก ในวันที่อายุ 57 เป็นเจ้าของค่ายหนัง นายห้างเพลง และพระเอกหนังรัก

พระเอกหม่ำ

พอมาเล่นหนัง LOVE เลย 101 ก็เป็นหนังอีกสไตล์หนึ่ง เป็นหนังรักใส ๆ พูดถึงความรักต่างวัยที่อายุห่างกันไม่รู้กี่รอบ และเป็นรักครั้งแรกของผู้หญิงคนนี้ เราเล่นเป็นพระเอก บทคือตำรวจ ด้วยวัยต่างกันก็คิดคนละอย่าง มันไม่เหมาะหรอก เป็นไปไม่ได้ แต่เรื่องจริงมันมี มีอยู่แล้ว ก็แค่เปิดใจรับมัน ซึ่งหนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดเฉพาะรักต่างวัย พูดเรื่องความรักอีกหลายรูปแบบ หญิงรักหญิง ชายรักชาย เราคิดถึงประเด็นนี้ก่อนจะออกกฎหมายสมรสเท่าเทียมอีก แล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนัง 2 เวอร์ชันนะ ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปจะได้ฟังเวอร์ชันพากย์เสียงภาษาใต้ คนพากย์มี เอกชัย ศรีวิชัย,​ บ่าววี,​ ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น และ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น 

LOVE เลย 101 สนุกตรงที่หนังเล่าผ่านเพลงของ สายัณห์ สัญญา แล้วนางเอกก็ไม่รู้จักสายัณห์ด้วย เขาไม่ฟังเพลงลูกทุ่งอยู่แล้ว พอรู้จักดาบแดงทำให้เขาเริ่มรักเพลงลูกทุ่ง เริ่มรักคนที่ชื่อดาบแดง ที่เราเลือกเพลงสายัณห์มาประกอบในหนังเรื่องนี้ เพราะเกิดยุคนั้นพอดี ยุค 40 ปีที่แล้ว ใครที่ชอบเพลงสายัณห์ ดูหนังเรื่องนี้แล้วจะอินเป็นพิเศษ​แน่นอน พาลูกพาเต้าไปดูได้ ไปเล่าให้ลูกฟังว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่รักเพลงพวกนี้

เพลงที่อยู่ในหนังเราก็เลือกเองทั้งหมด มันตรงกับชีวิตรักเราบางช่วงด้วย ช่วงผิดหวัง ช่วงชื่นมื่น ช่วงที่อาจเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ช่วงโดนกีดกัน อย่างเพลง รักคนแก่ดีกว่านะน้อง มันก็ตรงกับหนังเลย

LOVE เลย 101 ของ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา และบทบาท หม่ำ จ๊กมก ในวันนี้

เพลงหม่ำ

(ฟังเพลง ตำนานเสี่ยว ของน้าหม่ำมา ชอบมาก)

เจ็บเจ็บ จำจำ เจ้าบ้านนอก กิ๊กกิ๊ก ก็อกก็อกจากอีสาน เป็นอยู่อย่างนี้มานมนาน สืบทอดลูกหลานตำนานเสี่ยว – เอ็กซ์ก็ชอบ (วัชรพงษ์ ปัทมะ – ผู้กำกับ LOVE เลย 101) เพลงนี้ประมาณ 30 ปีได้ เนื้อหาเพลงยังเข้ากับปัจจุบัน พี่จ้อ เป็นคนแต่งเนื้อ หนู มิเตอร์ ทำดนตรี พี่ต้อย เศรษฐา เป็นเจ้าของค่าย

 ก่อนอยู่บ้านนาเขาเรียกกันว่าทองดี ไปอยู่กรุงเทพไม่กี่ปี กลายเป็นวลีสีทันดร จากเด็กท้องนาไปอยู่เมืองฟ้า เมืองนคร จากลูกชาวนาไปยืนฟู่ฟ่ากับแสงนีออน คงไม่เหมือนแต่ก่อนเพราะบังอรลืมเด่นดัง – เพลง น.ส. ทองดี ก็ชอบนะ มีอีกเพลง ไอ้ป๋อง (กพล ทองพลับ) เปิดบ่อย เพลง อสูรกายครวญ ออกร็อก ๆ หน่อย 

ตอนนี้เป็นนายห้างของยุ้งข้าวเรคคอร์ดมา 3 – 4 เดือน สนุกดี มันเริ่มจากใจเราชอบ ใจเรารัก ถ้าไม่รักทำไม่ได้หรอก เราอยู่กับเพลงลูกทุ่งมาตั้งแต่เด็ก คลุกคลีตั้งแต่เข้าวงการใหม่ ๆ ทำให้เราเข้าใจเนื้อหา เข้าใจความเป็นเพลงลูกทุ่ง ยากนะ เป็นผู้บริหารค่ายเพลงที่มานั่งเลือกเพลงให้นักร้อง ร้องไกด์เอง ทำเอ็มวีเอง คิดสตอรี่เอง คุมงานเองทุกอย่าง แล้วการเลือกเพลงให้นักร้องแต่ละคนก็ต้องดูลักษณะเสียง ดูคาแรกเตอร์ ดูเนื้อหาเพลงให้เหมาะกับนักร้อง ไม่ใช่จู่ ๆ สักแต่ว่าร้อง ไม่ใช่นะ ความหมายของเพลงลูกทุ่งมันมีอยู่

แต่ก็นั่นแหละ การทำเพลงก็เหมือนเล่นการพนัน จะป๊อกแปด ป๊อกเก้าตอนไหนก็ไม่รู้ เดาใจคนดูยาก เดาใจคนฟังยาก เกิดมันจะดัง มันก็ดังเลย อย่าง ไรอัล กำลังมาแรงเพลง รักเก่าข้างกองฟาง ไรอัลร้องเพลงเร็วก็ดี ร้องเพลงช้าก็ดี เรามองเห็นบางอย่างในตัวเขา เขาทำได้มากกว่านั้น แต่ไม่มีใครบอกเขา

เราว่าการเกิดขึ้นของยุ้งข้าวฯ มันซัพพอร์ตทั้งคนฟัง นักร้อง และคนทำงานในค่าย

มันเอื้อกันเป็นวงเวียน เหมือนล้อเกวียน หมุนไปเรื่อย ๆ เมื่อก่อนนะ นักร้องขอให้เสียงดีอย่างเดียว หน้าตาไม่เกี่ยว เพราะคนหล่อเขาไม่กล้าร้องเพลงกันหรอก อาย 

(ทำไม) 

ก็มันอาชีพเต้นกินรำกิน สมัยก่อนคนยอมรับที่ไหน 

แต่เรามองว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพอิสระ อย่าคิดแบบเมื่อก่อน อาชีพนี้ก็งานเหมือนกัน เรารักเพลงลูกทุ่ง รักการแสดง รักภาพยนตร์ รักอาชีพตัวเอง ที่สำคัญต้องวางมาตรฐานตัวเองให้ดี รักษาเพดานบินเอาไว้ 

เพลงลูกทุ่งร้องขึ้นมาปั๊บ เห็นภาพทันที ตีความง่าย ว่างจากงานหว่านไถ มันก็บอกอยู่แล้ว จะร้อยมาลัยใบข้าว ใบข้าวเอามาร้อย ห้อยคอสาวจำปา เห็นภาพท้องทุ่งนา เหมือนเล่านิทาน เล่าให้คนร้องไห้ยังได้ ขวัญหาย จดหมายจากแม่ส่งมา เนื้อจดหมายเขียนว่า นาฝนแล้ง เพลงบอกหมดแล้วด้วยเนื้อหาของมัน

แต่เพลงลูกทุ่งแปลกอย่าง ถ้าดังจะดังนานมาก เพลง สมศรี 1992 ก็ร้องอยู่นั่นแหละ เลิกแล้วค่ะ ก็ร้องอยู่นั่นแหละ จะขอก็รีบขอ ก็ร้องอยู่นั่นแหละ มันไม่ไปไหนหรอก เสน่ห์ของเพลงลูกทุ่งคือมันเป็นอมตะ

เพลงลูกทุ่งไม่มีวันตายหรอก และไม่มีทางหายไปจากประเทศไทยด้วย 

ชีวิต ความคิด หนัง เพลง ความรัก โทรศัพท์ และอนาคต ของ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา และบทบาท หม่ำ จ๊กมก ในวันนี้

ความรักหม่ำ

ชื่นมื่น ชื่นมื่น

ก็เหมือนในหนัง มาเจอกันโดยบังเอิญ ตอนนี้อยู่ด้วยกัน 40 ปี คงเป็นพรหมลิขิต เขาขีดเขี่ยไว้แล้วให้เป็นเนื้อคู่ จริง ๆ แล้วเรื่องความรักมันไม่มีอะไรหรอก แค่เข้าอกเข้าใจกัน จะถูกคอกันมันมีแค่นี้แหละ คนเป็นคู่ผัวตัวเมีย มันรู้กันอยู่แล้ว โกหกไม่ได้ เพราะสายตามันฟ้อง ถามว่าอยู่ได้ถึงขนาดนี้เพราะอะไร ก็เพราะรักกันนี่แหละ ไม่มีอะไรเกินกว่าคำว่ารักหรอก รักที่สุด รักมาก รักเลยร้อยเอ็ด (หัวเราะ)

(ถ้าให้เลือกเพลงที่ตรงกับความรักของ หม่ำ จ๊กมก)

คงเป็นเพลง ‘เธอจะอยู่คอยใคร’ ตอนรู้จักกับเขาใหม่ ๆ ยังไม่ได้รักกันหรอก

เธอจะอยู่คอยใคร หัวใจฉันเฝ้าถามหา เพลงของ สายัณห์ สัญญา

โทรศัพท์หม่ำ

ไม่มี 

ไม่มีโทรศัพท์ มันเป็นเรื่องของเมีย ดูโทรศัพท์เมียนั่นแหละ 

แต่เคยมีนะ มี 5 6 7 เครื่อง ลืมที่กองถ่ายบ้าง ลืมบนรถแท็กซี่บ้าง เลยไม่มีดีกว่า

อนาคตหม่ำ

อยากเป็นรัฐมนตรี

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load