อาจกล่าวได้ว่าชีวิตของ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยชาติกำเนิดและอาชีพที่เลือกทำ

พูดอย่างภาษาสามัญ คุณหญิงเป็นเหลน รัชกาลที่ 5 เป็นหลานปู่ของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เจ้าฟ้าอัจฉริยะทางการทหาร ผู้ทรงทำคุณประโยชน์แก่ประเทศจนถึงวันสิ้นพระชนม์ชีพ เป็นธิดาของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ นักประพันธ์ผู้ทรงนิพนธ์หนังสือไว้กว่า 33 เล่ม หลายเล่มเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ทรงพยายามนิพนธ์ด้วยใจเป็นกลาง และเล่าความจริงด้วยสำนวนอ่านง่ายชวนติดตามอย่างยิ่ง

คุณหญิงสูญเสียพ่อเมื่ออายุ 7 ขวบ อีก 8 ปีถัดมาก็เสียแม่ไปอีกคน ด้วยความเป็นเด็กจึงยังไม่ทันได้ถามไถ่อะไรเกี่ยวกับประวัติครอบครัวมากนัก

อย่างไรก็ตาม หลายปีต่อมาคุณหญิงมีโอกาสได้รู้จักบุพการีอย่างใกล้ชิดจากหนังสือ ‘เกิดวังปารุสก์’ หญิงสาวสายเลือดไทย-อังกฤษ-รัสเซีย จึงได้ทำความรู้จักสมาชิกครอบครัวที่ไม่เคยพบหน้าค่าตา อีกทั้งหนังสือเล่มนี้ยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหลายครั้ง เขียนโดยพระองค์จุลฯ ‘คนวงใน’ ตัวจริงเสียงจริง

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

“เป็นเด็กกำพร้า ทั้งพ่อและแม่ ไม่เคยรู้จักทูลกระหม่อมปู่ หม่อมย่าก็เจอแค่ครั้งเดียว ฝ่ายแม่ ตาก็แทบจะไม่รู้จัก ยายก็ตายก่อนเราเกิด จึงขาดญาติจริง ๆ

“การศึกษาประวัติครอบครัวจึงอาจมีความหมายกับดิฉันมากกว่ากับคนอื่นที่อยู่ในครอบครัวที่มีความสุข มีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราไม่มีอะไรเลย พี่น้องก็ไม่มี” หม่อมราชวงศ์นริศรากล่าว

ความรักแผ่นดินเกิดของพระองค์จุลฯ ที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในหนังสือหลายเล่มที่ทรงนิพนธ์ รวมถึงความรักหนังสือและการขีดเขียน ได้ถูกถ่ายทอดมาสู่พระธิดาองค์เดียวอย่างเต็มเปี่ยม เพราะในกาลต่อมา พระธิดาองค์นั้นยึดอาชีพคนทำหนังสือ จัดพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญ ๆ ที่บันทึกประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในนามสำนักพิมพ์ริมแม่น้ำชื่อ River Books สถานที่ที่คุณหญิงต้อนรับ The Cloud เพื่อเล่าเรื่องราวส่วนตัวของครอบครัว และแรงบันดาลใจที่จุดไฟให้ยังคงมุ่งมั่นทำหนังสือตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

เด็กโดดเดี่ยวที่เพิ่งรู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ

ชีวิตที่ต้องไป ๆ มา ๆ ระหว่างไทยและอังกฤษเริ่มตั้งแต่คุณหญิงยังอายุไม่กี่ขวบ และยังดำเนินมาจนปัจจุบันในวัยย่าง 65 ปี

เด็กหญิงตัวน้อยในวันนั้นกลายเป็นคุณย่าที่พาหลาน ๆ เสาะหาของอร่อยกิน นั่งดู The Lord of the Rings ด้วยกัน เดินทางท่องเที่ยวและใช้เวลาด้วยกัน แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับชีวิตวัยเด็กของคุณหญิง

“ตอนอยู่ Cornwall เป็นชีวิตแบบเด็กบ้านนอก ชอบวิ่งเล่นในสวน เป็นชีวิตง่าย ๆ จำได้ว่าไม่ค่อยได้เจอท่านพ่อเท่าไร มีความสุขไหม ไม่น่าจะมีเท่าไร” คุณหญิงหัวเราะแล้วเล่าต่อ “ตอนนั้นเขาเลี้ยงอีกแบบ สมัยนี้บูชาลูกกว่าทุกอย่าง แต่สมัยนั้นคือลูกมีพี่เลี้ยงอยู่ข้างบน อยู่ในห้องของตนเอง บางทีพ่อหรือแม่จะขึ้นมาอ่านนิทานให้ฟังแป๊บหนึ่งก่อนที่เราจะนอน แต่ที่จะทานข้าวด้วยกัน ซื้อของด้วยกัน ไม่มีเลย เป็นชีวิตที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว”

“ครั้งสุดท้ายที่กลับมาเมืองไทยก่อนที่พ่อสิ้น น่าจะอายุประมาณ 4 – 5 ขวบ พยายามคิดย้อนหลังว่ากลับมากี่ครั้ง น่าจะกลับมาสัก 2 ครั้ง ที่นี่เงียบมาก พ่อแม่สนุกสนาน เจอเพื่อน เราก็อยู่ที่บ้านจักรพงษ์นี่แหละค่ะ ไม่ค่อยได้ออกไปไหน เล่นกับลูกของพนักงาน เป็นเพื่อนกัน เล่นในสวน

“แล้วก็จำได้ว่าไปหัวหิน ไม่นานมานี้ค้นรูปภาพเก่า เจอภาพตอนไปเที่ยวหัวหิน เป็นเวลาที่มีความสุขมาก ชอบเล่นทะเล ชอบนั่งชายทะเล พ่อแม่ก็จะอยู่กับเรามากกว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ เพราะว่าไป Holiday จริง ๆ ก็เล่นกับลูกของพนักงานที่นี่ เหมือนขนครอบครัวไปเลย ทุกคนจะขนของลงไปเยอะมาก เพราะบ้านที่นั่นไม่ได้มีของอำนวยความสะดวกมากเท่าไร นั่งรถบรรทุกยกโขยงกันไป ไปทีก็ 3 – 4 สัปดาห์ สมัยนี้ไปมากันง่ายมาก แต่สมัยนั้นจะเดินทางทีเป็นเรื่องใหญ่เลย ดิฉันนั่งรถยนต์ไป ก็ผ่านรถบรรทุก รถสิบล้อที่พนักงานและลูก ๆ นั่งกันอยู่ โบกมือให้กัน สนุกมาก” คุณหญิงยิ้ม

คุณหญิงมีความทรงจำอะไรร่วมกับพระองค์จุลฯ บ้าง

“ท่านพ่อเป็นคนตรงเวลามาก ทุกคนในบ้านก็จะเกร็ง ๆ นาน ๆ ทีจะออกไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน ทุกคนก็จะลงมานั่งรอ อีก 10 นาทีเที่ยง ทุกคนมารอแล้ว

“ท่านพ่อจะเล่านิทานเกี่ยวกับเมืองไทยให้ฟัง ชอบฟัง เล่าเรื่องที่ดึงมาจาก รามเกียรติ์ หรือนิยายไทย ท่านจะเล่าถึงเมืองไทยว่าน่าอยู่ ท่านเล่านิทานสนุก แต่ก็ขาดช่วงไป เล่าไม่พอ คือท่านเล่าค้างไว้ เช่นท่านขึ้นมาเล่า 10 นาที แล้วเดี๋ยวแขกจะมา ท่านก็จะลงไป เป็นชีวิตที่คนรุ่นนี้จะไม่ค่อยเข้าใจ

“พ่อเคยรับสั่งว่า อยากรู้สึกว่าพอลูกโตสัก 7 ขวบขึ้นไปก็อยากจะสนิทสนม แต่น่าเสียดายที่ไม่เกิดขึ้น ก็เศร้านิดหน่อย ตอนที่ท่านไม่สบายก็มีเขียนไปหาหมอว่า รู้สึกว่าตอนนี้ลูกก็รักฉัน เสียใจที่จะต้องจากลูกไป ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ เป็นบทเรียนสำหรับทุกคน ว่าอะไรที่ทำได้วันนี้ อย่าผลัดไปข้างหน้า” คุณหญิงให้ข้อคิด

แต่เป็นที่ชัดเจนว่า พระองค์จุลฯ ทรงทุ่มเทแรงกายแรงใจเขียนหนังสือ นอกจากเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติแล้ว ยังทรงทำเพื่อพระธิดาองค์เดียว ดังส่วนหนึ่งของคำอุทิศในหนังสือ ‘เจ้าชีวิต’ (พิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2503) ที่กล่าวว่า

“…ถึงลูกสาวที่รักยิ่ง ยังจะต้องเป็นเวลานาน กว่าลูกจะอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ และที่จะเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ก็จะต้องนานไปกว่านั้นอีก พ่อหวังว่า เมื่อลูกสามารถจะอ่านและเข้าใจข้อความในหนังสือเรื่องนี้ได้ ลูกจะรู้สึกอิ่มเอิบภูมิใจจริง ๆ และโดยสมควรยิ่งที่ได้มีกำเนิดมาเป็นเชื้อพระวงศ์ในพระบรมราชจักรีวงศ์…”

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

คุณหญิงเล่าต่อว่า “ตอนพ่ออยู่ก็ไม่ค่อยได้คุยกับท่านพ่อ เพราะยังเด็กมาก พอพ่อสิ้นแล้วก็จะได้นั่งกินข้าวกับหม่อมแม่ (หม่อมเอลิสะเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา) ตลอดเวลา เลยกลายเป็นสนิทกันมาก เราสองคนต่อสู้มาด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ทำทุกอย่างด้วยกัน พอแม่ตายแล้วก็ไม่มีใครเล่าว่าเรื่องราวเป็นยังไง

“สิ่งเดียวที่มีก็คืออ่าน ‘เกิดวังปารุสก์’ ตอนนั้นอายุ 20 กว่า กลับอยู่เมืองไทย พออ่านแล้วก็ติดใจ ชอบวิธีเขียนของพ่อ พ่อเขียนหนังสืออ่านง่าย เป็นทางหนึ่งที่ทำให้ได้รู้ว่าพ่อเป็นคนอย่างไร

“สำหรับดิฉัน การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงเป็นทั้งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และเป็น Therapy ด้วย…”

หนังสือประวัติศาสตร์ที่เล่าแบบตรงไปตรงมา แต่สนุกจนวางไม่ลง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า จุดเด่นประการหนึ่งทำให้หลายคนอ่าน ‘เกิดวังปารุสก์’ แบบชนิดวางไม่ลง คือเรื่องราวของเจ้าฟ้าหนุ่มที่เกิดไปหลงรักสาวสามัญชนขณะทรงศึกษาวิชาทหารอยู่ที่นั่น จนทำให้รัชกาลที่ 5 กริ้วหนักหนา

“เรื่องของทูลกระหม่อมปู่น่าสนใจมาก เป็นคนไทยที่ไปรัสเซีย หนีไปแต่งงาน แหม! ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ใช่ไหม เวลาศึกษาประวัติ หากจะคิดว่านี่คือปู่และย่า ก็ประหลาดน่ะ ดิฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนธรรมดามาก แต่มีปู่ที่สูงส่ง หนีไปแต่งงานกับหม่อมย่า มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับใครก็ตาม นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูด” คุณหญิงเล่าถึงสีสันหนึ่งของประวัติราชสกุลจักรพงษ์

นอกจากเรื่องราวความรักที่คนอ่านติดตามช่วยลุ้นกันตัวโก่งแล้ว กลวิธีประพันธ์ ‘เกิดวังปารุสก์’ และเล่มอื่น ๆ ของพระองค์จุลฯ ยังโดดเด่นมาก เพราะทรงนิพนธ์อย่างตรงไปตรงมา จึงปรากฏเนื้อความเช่น

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม
ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

“…เนื่องด้วยการหย่าร้างต่อกันระหว่างพ่อกับแม่ของข้าพเจ้านั้น ปรากฏว่า มีคนเอาใจใส่ถึงมิใช่น้อย แต่มักจะเข้าใจผิด ไม่ทราบเรื่องราวละเอียด จับต้นชนปลายไม่ถูก ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ควรจะบรรยายให้ทราบโดยสังเขปให้ถูกต้องเป็นการยุติธรรมแก่ทั้งพ่อและแม่…”

หรือแม้แต่เรื่องที่เจ้าคุณชาวไทยออกปากสั่งสอนพระองค์จุลฯ ท่านก็บันทึกไว้เพื่อให้เห็นกิจกรรมที่นิยมกันในสมัยนั้น โดยมิได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เสียเกียรติ

“…ครั้งหนึ่งไปเที่ยวกันนอกลอนดอน หยุดรถยนต์ กินอาหารปิกนิก ข้าพเจ้ารีรออยู่ครู่หนึ่ง ยังไม่ถนัดและไม่ทราบว่าจะต้องช่วยเหลือในทางใด ท่านก็ว่า ‘ในโอกาสนี้ กระหม่อมต้องทูลสั่งสอน ฝ่าพระบาทต้องทรงช่วยเหลือมากกว่านี้ ต้องช่วยปูผ้าสักหลาด ช่วยขนหีบอาหารมาจากรถ ที่เมืองนอกนี้ เขาไม่มีเจ้ามีไพร่กันหรอก การมาปิกนิกอย่างนี้ ทุก ๆ คนต้องช่วยกัน ไม่มีมหาดเล็กตามเสด็จอย่างที่เมืองไทย…”

นอกจากนั้นยังมีเกร็ดต่าง ๆ ที่มีแต่พระองค์จุลฯ เท่านั้นที่จะทรงทราบในฐานะ ‘คนวงใน’

เกร็ดเหล่านั้นก็เช่น ลายพระราชหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงส่งมาถึงพระองค์จุลฯ เกี่ยวกับข่าวลือที่ว่าจะมีเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงถูกฆ่าในงานฉลองพระนคร 150 ปี หรือแม้แต่ลายพระราชหัตถ์ที่สะท้อนความหนักพระทัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

“ประวัติศาสตร์สังคมก็น่าสนใจอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เห็นด้วยตาของตนเอง หรือเขียนจดหมายถึงรัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 เอง แล้วได้รับจดหมายตอบกลับมา มันเป็นข้อมูลที่มีค่ามาก ตอนรัชกาลที่ 7 เป็นกษัตริย์ ยังเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็อยู่ในการตัดสินพระทัยของท่าน ท่านเป็นคนสำคัญที่สุดแล้ว ดังนั้นท่านรู้สึกอย่างไรในสถานการณ์นั้น ๆ จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ” คุณหญิงระบุ

อีกเกร็ดหนึ่งคือเรื่องที่ ‘ทูลหม่อมอาแดง’ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ทรงมักถกกับพระองค์จุลฯ ว่าเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงถูกลอบปลงพระชนม์หรือไม่ ซึ่งพระองค์จุลฯ ได้ทรงนิพนธ์อย่างนักประวัติศาสตร์ คือบันทึกข้อเท็จจริง และได้ให้ความเห็นของท่านอย่างตรงไปตรงมา

“นี่เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ก็น่าสนใจว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญ อาจจะถูกวางยาหรือเปล่า สำหรับพ่อ เหตุการณ์นี้ก็ทำลายชีวิตเขา เพราะทำให้เขาเป็นเด็กกำพร้า แม่ก็ไม่อยู่แล้ว ก็เสียดายตรงนี้ ว่าไม่ทันได้แลกเปลี่ยนกับพ่อ ว่าตอนนั้นพ่อรู้สึกอย่างไร อยากจะได้ถามด้วยตนเอง

“ท่านพ่อจะพูดความจริง บางสิ่งบางอย่างที่คนอื่นอาจจะไม่กล้าพูด เช่น ทำไมมีคนชอบพูดว่าน่าจะเป็นกษัตริย์ ทำไมไม่เป็น ทำไมเป็นไม่ได้ มีคนเคยสัมภาษณ์ดิฉันว่า ทำไมเอาแง่ไม่ดีของครอบครัวมาพูด ดิฉันตอบว่า เพราะมันเป็นความจริง เราต้องพยายามพูดความจริง ถ้าปิดไปเรื่อย ๆ ในที่สุดความจริงก็จะหายไปหมด” หม่อมราชวงศ์นริศราอธิบายถึงคุณค่าของหนังสือชุด ‘เกิดวังปารุสก์’ ที่หนังสือรวมเล่ม 1 และ 2 ได้รับความนิยมมากถึงขั้นพิมพ์ครั้งที่ 18 แล้ว

จากเด็กที่รู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ ถึงคนพิมพ์หนังสือเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติ

แรงบันดาลใจสู่การทำสำนักพิมพ์ River Books

เมื่อถามถึงแนวทางการเลือกทำหนังสือแต่ละเล่มของสำนักพิมพ์ หม่อมราชวงศ์นริศราตอบว่า

“สิ่งหนึ่งที่เราคำนึงถึงตลอดเวลาคือ เราอยากทำเรื่องที่คนอื่นอาจจะมองข้าม หรือเรื่องที่ถ้าไม่บันทึกไว้ อาจจะสูญเสียไป เช่น ภาพโบราณ อาคารโบราณ บางทีคนมองว่าเมืองไทยมีอาหาร ทะเล และผู้หญิงสวย เราในฐานะที่เป็นผู้หญิงและเป็นคนไทยคนหนึ่ง ก็ไม่ชอบ เรามีอะไรเยอะกว่านั้นอีกมากมาย”

บนหน้าปกหนังสือของ River Books จึงปรากฏเรื่องราวของคนทุกชนชั้นและหลากหลายสาขาอาชีพ ตั้งแต่เรื่องของช่างภาพฝรั่งที่เข้ามาบันทึกภาพเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2408 ประวัติศาสตร์การทหารจากประสบการณ์ของพลตรีชาวไทยที่เป็นหน่วยสืบราชการลับ เสี่ยงชีวิตบุกเข้าไปในดงศัตรูช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ‘เกิดวังปารุสก์’ เล่มสาม สมัยยุทธภัย ที่พระองค์จุลฯ เล่าเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สตรีทอาร์ตในกรุงเทพฯ นวนิยายสุดสะเทือนใจของนักเขียนซีไรต์ วีรพร นิติประภา ไปจนถึงประสบการณ์ท่องล้านนาบนหลังช้างของวิศวกรผู้บุกเบิกพัฒนาเส้นทางรถไฟในพม่า พ.ศ. 2427

แม้กระทั่งป๊อปคัลเจอร์อย่างการ์ตูนเล่มละบาทก็มี

หนังสือ ‘การ์ตูนไทย ศิลปะและประวัติศาสตร์’ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2564) บันทึกพัฒนาการอย่างละเอียดของการ์ตูนไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2443 ทำให้รู้ว่าการ์ตูนไทยสมัยก่อนนิยมเล่าเรื่องอะไร เนื้อหาของ ‘การ์ตูนเล่มละบาท’ ล่อแหลมอย่างไร ไปจนถึงนักเขียนการ์ตูนไทยยุคสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์ในลายเส้นของตนเองอย่างไร

“คนถามว่าทำหนังสือเกี่ยวกับหนังสือการ์ตูนเล่มละบาททำไม มันไม่มีค่า แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่า ในยุคนั้นคนไทยสนใจเรื่องอะไร อะไรที่สูงส่งมันก็เป็นของคนกลุ่มหนึ่ง แต่มันไม่ได้แสดงถึงความสุข สนุกสนาน หรือความลำบากของคนกลุ่มใหญ่ ยังมีอย่างอื่นมากมายที่แสดงให้เห็นชีวิตประจำวันของคนเรา

“เราไม่ได้บอกว่าไม่ต้องทำหนังสือวัดวัง เพราะเราก็ทำ แต่ก็อยากให้คนมองสิ่งที่อยู่รอบตัวด้วย มันทำให้ชีวิตน่าสนใจกว่า แทนที่จะมองแต่สิ่งที่ถูกกำหนดให้มองว่าสวยงาม ถ้าเราสนใจหลายอย่าง จะทำให้ชีวิตเราสดชื่นขึ้น” หม่อมราชวงศ์นริศรายิ้ม

จากเด็กที่รู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ ถึงคนพิมพ์หนังสือเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติ

งาน ‘วันจุลจักรพงษ์’ ประจำปี 2565 จะจัดขึ้นในวันที่ 11 – 13 มีนาคม พ.ศ. 2565 ต้อนรับผู้สนใจเข้าชมตำหนัก ฟังเรื่องราวที่ทั้งสนุกน่าติดตามและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ผ่านข้าวของต่าง ๆ และร่วมพูดคุยกับทายาท

เปิดให้เข้าชมภายในตำหนักวันละ 6 รอบ รอบละ 30 ท่าน (สำรองบัตรล่วงหน้า มีจำนวนจำกัด)

*ค่าบัตรเข้าชมภายในตำหนักราคา 1,500 บาท ต่อท่าน รับหนังสือ เกิดวังปารุสก์ เล่ม 3 หรือเล่มอื่น ๆ พร้อมอาหารกลางวัน (ก๋วยเตี๋ยวไก่หรือข้าวซอยไก่) มีรอบดังนี้

1) 11.30 – 12.00 น. (ภาษาไทย)

2) 12.30 – 13.00 น. (ภาษาอังกฤษ)

3) 14.30 – 15.00 น. (ภาษาไทย)

4) 15.30 – 16.00 น. (ภาษาไทย)

5) 16.30 – 17.00 น. (ภาษาไทย)

*ค่าบัตรเข้าชมภายในตำหนักราคา 2,500 บาทต่อท่าน รับหนังสือ เกิดวังปารุสก์ เล่ม 3 หรือเล่มอื่น ๆ พร้อมอาหารค่ำ (ยำส้มโอ / ต้มยำกุ้ง / ปลาราดพริก / ผัดผักเบญจรงค์) มีรอบดังนี้

6) 17.30 – 18.00 น. (ภาษาไทย)

สำรองบัตรเข้าชมตำหนักและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Line ID : @chakrabongsevillas https://bit.ly/2Ig1PJy โทรศัพท์ 0 2222 1290 และ 08 6987 0493

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

วันจันทร์ที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๑

ปกติในชีวิตประจำวันฉันไม่ได้จดบันทึก

แค่เขียนสิ่งต่างๆ ในหน้าที่การงานก็แทบไม่เหลือเวลาพักผ่อนแล้ว หรือบางวันมันก็ผ่านไปอย่างน่าเบื่อ ไม่มีอะไรสลักสำคัญให้บันทึกหรอก-ฉันคิดอย่างนั้น

ผู้ใหญ่อย่างฉันมีข้ออ้างเสมอนั่นแหละ โชคดีที่ฉันมีคำเรียกข้ออ้างเหล่านั้นไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิดมากนักว่าเหตุผล

แต่วันนี้ เมื่อฉันคุยกับเด็กหญิงคนหนึ่งจบ มันทำให้ฉันอยากกลับบ้านมาคว้าปากกาจดบันทึกความประทับใจลงในสมุด

เด็กหญิงคนนี้ชื่อ เรไร สุวีรานนท์ หรือชื่อเล่นว่า ‘ต้นหลิว’

ฉันรู้จักเรไรครั้งแรกผ่านเพจในเฟซบุ๊กของเธอที่ชื่อ ‘เรไรรายวัน’ เพจของเธอนำเสนอบันทึกประจำวันด้วยลายมือ โดยเธอบันทึกทุกวันติดต่อกันมาแล้วกว่า ๓ ปี

บันทึกของเรไรไม่ใช่บันทึกที่บอกว่าเด็กหญิงคนหนึ่งตื่นกี่โมง หรือทำอะไรบ้างในแต่ละวัน แต่เธอจะเลือกสิ่งที่ประทับใจหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งมาเขียนเล่า โดยใส่ความคิดความรู้สึกลงไป ซึ่งความคิดและความรู้สึกของเรไรนั่นเองคือสิ่งที่น่าหลงใหล และทำให้ใครหลายคนหลงรัก

สิ่งที่เธอบันทึกบางวันทำเอาผู้ใหญ่อย่างฉันอดทึ่งไม่ได้ว่า เด็กอายุ ๙ ขวบคิดและเขียนได้คมคายเพียงนี้เลยหรือ ความคิดของเรไรคล้ายถอดสิ่งปรุงแต่งของผู้ใหญ่จนทำให้เหลือเพียงสัจธรรมอันแสนเรียบง่ายที่ฉันหลงลืมไปเมื่อใช้ชีวิตมาบนโลกนานกว่า ๓๑ ปี

บางค่ำคืนฉันนั่งยิ้มได้นานๆ เมื่ออ่านบันทึกของเธอจบลง

ฉันไม่แน่ใจว่าบนโลกใบนี้มีสิ่งงดงามมากน้อยแค่ไหน แต่ฉันแน่ใจว่าตัวอักษรของเรไรคือหนึ่งในสิ่งงดงามนั้น

วันนี้ฉันตื่นเต้นไม่น้อยที่เราจะได้พบกัน สิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตได้จากการสนทนาคือเรไรมักพูดถึงคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ตา ยาย หรือน้องชายฝาแฝด และจากการนั่งคุยกันทำให้ฉันพบว่า มันคล้ายการอ่านบันทึกของเธออยู่อย่างหนึ่ง คือมันทำให้ฉันยิ้มไม่หุบ แม้เราร่ำลากันไปแล้ว

ต้นส้มแสนรัก คือวรรณกรรมเยาวชนที่ฉันรัก ส่วนเรไรชื่อเล่นว่าต้นหลิวและเปี่ยมไปด้วยความรัก ฉันจึงอยากตั้งชื่อบันทึกในวันนี้ล้อกับวรรณกรรมเยาวชนเล่มนั้นว่า ‘ต้นหลิวแสนรัก’

ได้แต่หวังว่าเมื่อทุกคนอ่านบันทึกการพูดคุยนี้จบลงจะรู้สึกเหมือนกันว่า ความเป็นเด็กคือหนึ่งในสิ่งงดงามของโลกที่เราอยู่อาศัย และฉันหวังว่ามันจะยังพอหลงเหลืออยู่บ้างในตัวของเราทุกคน

ปกติเรไรชอบวันเด็กไหม รอวันเด็กหรือเปล่า

ระหว่างแต่ละปีมันจะมีเรื่องสนุกๆ ก็เลยไม่ค่อยได้รออะไรวันเด็กเยอะ แต่ถ้าใกล้ๆ ก็จะรอค่ะ

เรไรรู้ไหมว่าทำไมต้องมีวันเด็ก

เมื่อกี้ตอนนั่งอยู่บนรถหนูก็ถามแม่ว่าวันเด็กมันเกิดมาจากอะไร แม่ก็บอกว่าเขาอาจจะอยากให้ความสำคัญกับเด็ก อย่างเช่นมีวันแม่ มีวันพ่อ อะไรอย่างนี้ แม่บอกแบบนั้น

แล้วเรไรรู้สึกว่าวันเด็กพิเศษมั้ย

มันอาจจะเป็นวันที่คุณพ่อคุณแม่ใจดีกับลูก ไม่ดุลูก

ซึ่งเรไรอยากให้เป็นอย่างนั้นทุกวันมั้ย

ไม่ค่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกวันก็จะไม่ใช่วันพิเศษสำหรับเด็ก

เรไรเคยอยากเป็นผู้ใหญ่มั้ย

ไม่อยาก ไม่อยากทำงาน (ยิ้ม)

แล้วทุกวันนี้ที่เรไรบันทึกไม่รู้สึกเหมือนทำงานเหรอ

ไม่รู้สึก ไม่ใช่งาน มันไม่เหมือนงานเลย

แต่ต้องทำทุกวันเลยนะ

มันก็เหมือนไปเรียนหนังสือทุกวัน ทำทุกวัน เขียนทุกวัน

แล้วเป็นเด็กดียังไง

(นิ่งคิดนาน) อ๋อ เข้าสวนสนุกได้ เพราะผู้ใหญ่เข้าไปเล่นไม่ได้ ถ้าอันไหนที่เป็นเครื่องเล่นของเด็ก

มีอะไรที่อยากทำแต่ทำไม่ได้เพราะเป็นเด็กมั้ย

ขับรถ หนูอยากขับรถ

ทำไมถึงอยากขับรถ

คือน้องแฝดของหนูเป็นคนที่ชอบเล่นรถมาก แล้วพอเจอน้องทีไรหนูต้องเล่นรถกับน้อง กลายเป็นว่าหนูชอบรถไปด้วย อยากขับรถ จะได้ไปเที่ยวกับน้อง

เห็นเรไรเคยบอกว่าชอบไปเที่ยว ทำไมชอบไปเที่ยว

เวลาหนูไปเที่ยวหนูจะได้เอาประสบการณ์ที่หนูเคยไปเที่ยวมาเขียนบันทึกด้วย เก็บไว้เป็นความทรงจำ

ทำไมเราต้องบันทึกเก็บไว้เป็นความทรงจำด้วย

เพราะว่าหนูไม่อยากเป็นคนที่ขี้ลืม เพราะอย่างปู่ทวดหนูเขาเป็นอัลไซเมอร์ หนีออกจากบ้านแล้วหาทางกลับบ้านไม่เจอ บ้านอยู่อ่างทองแล้วก็หลงไปที่อื่น กลับบ้านไม่ได้

แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งหนูขำมากเลยค่ะ หนูเคยถามตาทวดว่า ตาทวดรู้เปล่าว่าคุณตาคือใคร คือความจริงคุณตาเป็นลูกของตาทวด แล้วตาทวดก็บอกว่า ใครอะ คือถามว่าคุณตาคือใคร หนูก็เลยสงสัยว่าทำไมจำลูกตัวเองไม่ได้

เรไรก็เลยอยากบันทึกไว้กันลืม

ใช่ค่ะ เพราะว่าไม่อยากขี้ลืม เพราะอย่างครั้งที่แล้วหนูไประยอง แล้วคุณแม่ให้หนูไปหยิบหมวก บอกว่าลืมหมวกไว้ตรงที่นั่ง แล้วไม่ได้ลืมหมวกอย่างเดียวนะคะ ลืมกระเป๋า ลืมถุง ลืมหมวก หนูต้องถือของสองสามอย่างไปหาแม่ หนักมากเลย

เรไรว่าการลืมน่ากลัวยังไง ลืมไปก็ไม่เห็นเป็นไร

บางทีอาจจะลืมครอบครัวตัวเอง ก็เลยเขียนเก็บไว้

มีคนชอบบอกว่าไปเที่ยวตอนเด็กๆ โตขึ้นเดี๋ยวก็ลืม แล้วเรไรคิดว่าเราจะไปเที่ยวทำไมในเมื่อโตขึ้นเดี๋ยวก็ลืม

หนูคิดว่าถ้าหนูลืมบางเรื่องก็อาจเป็นเพราะว่า ถ้าเราไปดูรูปถ่ายอย่างเดียวมันก็จำไม่ได้ไงคะ อาจจะไม่รู้ด้วยว่าตอนนั้นเกิดอะไรบ้าง หนูก็เลยคิดว่าเขียนบันทึกเก็บไว้ดีกว่า เพราะว่าจะได้อ่านเป็นคำพูดด้วย

ในชีวิตที่ผ่านมา มีเรื่องไหนที่เรไรดีใจที่สุด

มีเพื่อนเล่น (เสียงร่าเริง)

ทำไมง่ายจัง

มีน้องแฝดไง (ยิ้ม)

การมีน้องน่าดีใจยังไง

ก็มีเพื่อนเล่น

ก่อนหน้านี้เหงาเหรอ

ไม่มีเพื่อนเล่น เวลาเล่นของเล่นก็เหงา เพราะว่าตอนนั้นชวนคุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่าขอหลับก่อน ถ้าเล่นก็ลงไปเล่นคนเดียว

ตอนนี้มีอะไรที่เรไรอยากได้มากๆ มั้ย

(คิดนาน)

หรือถ้าสมมติให้เรไรขอพรอะไรก็ได้ข้อเดียว เรไรจะขออะไร

(ตอบทันที) ขอให้คุณยายกับคุณแม่หายปวดขา ปวดหลัง เพราะว่าคุณยายปวดหลังมาก ก่อนหนูคลอดคุณยายผ่าไหล่ แล้วพอโตมาก่อนมีน้องแฝดคุณยายผ่าเข่า แล้วพอน้องแฝดเกิดมาปุ๊บคุณยายก็ผ่าส้นเท้า เหมือนกับว่ากระดูกที่ส้นเท้ามันงอกออกมาก็ต้องผ่าทิ้ง แล้วตอนนี้คุณยายก็เหมือนแพ้ยาอะค่ะ หน้าถลอกเต็มเลย เป็นแผลบวม คือตอนแรกก็ไม่รู้ค่ะว่าเป็นอะไร ตอนแรกใต้ตาสองข้างบวมเลย เป็นสีม่วง แล้วพอผ่านไปหลายๆ อาทิตย์ก็เริ่มลอกออกมา แล้วพอไปหาหมอ หมอก็บอกว่าแพ้ยา หลังจากนั้นก็เป็นเต็มหลัง ขาก็มี มีทั้งตัวเลย แล้วหนูก็ร้องไห้ ถามว่าคุณยายจะตายมั้ย

ทำไมร้องไห้

เพราะว่าอยู่กับคุณยายมาตั้งแต่เด็กเลย รักคุณยายมากเลย มีอยู่ช่วงหนึ่งค่ะที่หนูไปใต้กับคุณยาย ตอนนั้นยังเป็นเบบี๋อยู่เลย คุณยายพาไปใต้ แล้วตอนนั้นหนูผื่นขึ้นเต็มหน้า แพ้อะไรก็ไม่รู้ คุณยายก็จะต้องรีบอุ้มหนูขึ้นเครื่องบินกลับบ้านเลย

เรไรขอพรได้แค่ข้อเดียว ทำไมขอให้คนอื่น ไม่ขอให้ตัวเอง

เพราะอยากให้คุณยายกับคุณแม่อยู่กับหนูไปนานๆ

สิ่งสำคัญในชีวิตของเรไรคืออะไร

ครอบครัว พ่อ แม่ คุณตา คุณยาย น้องแฝด

ไม่ใช่ของเล่นเหรอ

มันก็แค่ของเล่น บางทีครอบครัวก็เป็นของเล่น อย่างเช่นบางทีหนูจะชอบเล่นกับน้องแฝดแบบน้องเป็นลูกแมว แล้วหนูเป็นคนเลี้ยงน้อง แล้วบางทีคุณพ่อก็เคยให้หนูขี่หลังเป็นช้างเลย

คือครอบครัวเป็นของเล่นให้เราได้ แต่ของเล่นเป็นครอบครัวให้เราไม่ได้

ไม่ได้ เพราะว่าของเล่นมันไม่มีชีวิต

เรไรดูรักน้อง รักพ่อ รักแม่ รักตา รักยาย แล้วเรไรรู้มั้ยว่าความรักคืออะไร

ความรักคือเราทำสิ่งดีๆ ให้คนที่เรารักแล้วก็อยากดูแลเขามากที่สุด

เรไรเคยบันทึกว่า แม่มักจะทำเรื่องร้ายให้เป็นเรื่องดีได้เสมอ ทำไมคิดอย่างนั้น

เพราะว่าเวลาน้องแกล้งหนูแล้วหนูร้องไห้ เจ็บ คุณแม่ก็บอกว่า ‘ไม่เป็นไร เราเล่นอย่างอื่นกันดีกว่ามั้ย’ ทำให้หนูมีความสุขได้

ถ้ามีไทม์แมชชีนแบบโดราเอมอน เรไรอยากนั่งไปอดีตหรือไปอนาคต อยากถอยหลังหรือไปข้างหน้า

ถอยหลัง (ตอบทันที)

ทำไม

ขอน้องผู้หญิง (ยิ้ม) ย้อนเวลากลับไปขอน้องผู้หญิง คนเดียวก็ยังดี พอมีน้องแฝดเป็นผู้ชายก็ต้องซื้ออะไรใหม่ๆ เยอะเลย เสื้อผ้าก็ต้องซื้อใหม่ แต่ถ้าเป็นน้องผู้หญิงก็ใส่เสื้อผ้าของหนูได้หมดเลย

เคยคิดไหมว่าอีก 10 ปีข้างหน้าตัวเองจะเป็นยังไง

กี่ขวบแล้วนะคะ

สิบเก้า

นึกไม่ออกเลย

แล้วมีความฝันมั้ยว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร

ส่วนใหญ่แล้วคนจะคิดว่าหนูอยากเป็นนักเขียน ไม่อยากเป็นสักกะนิดเลย

แต่เรไรออกหนังสือมา 2 เล่มแล้วนะ

ไม่เลย ไม่อยากเป็นเลย หนูเป็นคนที่ไม่ชอบการเขียนอยู่แล้ว แต่หนูเขียนไว้เพื่อเก็บไว้อ่านตอนโต เพราะว่าหนูเป็นคนที่ชอบถามคุณยายคุณตามากเลยว่าตอนเด็กๆ หนูเป็นยังไง หนูเป็นคนที่อยากรู้ว่าตอนเด็กๆ ตัวเองเป็นยังไง

ทำไมอยากรู้เรื่องในอดีต รู้ไปแล้วได้อะไร

ชอบฟัง เพราะว่าบางทีก็เป็นเรื่องตลก

เช่นอะไร

คุณยายเคยเล่าให้หนูฟัง คือตอนนั้นที่หนูคลอดออกมาแล้วหนูลืมตาข้างเดียว หนูก็ไม่เข้าใจว่าทำไม (หัวเราะ)

ไม่ชอบเขียน ทำไมเขียนมาได้ทุกวัน

เพราะว่าหนูเป็นคนที่เวลาทำอะไรจะไม่เลิก จะทำต่อๆ ไป ถ้าทำไม่ได้ก็จะพยายาม เหมือนกับเวลาว่ายน้ำ คือตอนแรกหนูก็ว่ายไม่เก่ง แล้วพอตอนหลังๆ ก็ว่ายเก่งขึ้น

ถ้าไม่อยากเป็นนักเขียนอยากเป็นอะไร

หนูอยากเป็นหลายอย่าง (ยิ้ม) แต่ถ้าที่ชอบ ตอนนี้อยากเป็นหมอ

ทำไมอยากเป็นหมอ

ได้รักษาคนไข้ พอโตไปคุณพ่อคุณแม่ไม่สบายก็อาจจะรักษาให้

ทุกวันนี้เรไรได้กลับไปอ่านบันทึกเก่าๆ มั้ย

อ่านเฉพาะบางวันค่ะ คือวันที่หนูว่างๆ เลยอะค่ะ แต่ถ้าถามว่าทุกวันหนูกลับมาอ่านบันทึกของตัวเองมั้ย หนูก็ไม่ค่อยค่ะ พอเขียนเสร็จแล้ว อ่านทวนปุ๊บ โพสต์ลงเฟซบุ๊ก แล้วก็ไปเล่นเลย ไม่ยุ่งกับบันทึกอะไรหลังจากนั้น

เรไรเขียนว่าจะเขียนเรื่องประทับใจในแต่ละวัน มีวันไหนที่ไม่มีเรื่องประทับใจมั้ย

มีนะคะ บางวันที่หนูอยู่บ้านอย่างเดียว

แล้วทำยังไง

ความจริงบางวันก็มีหลายๆ เรื่องที่อยากเขียนใช่มั้ยคะ ก็ถ้าเป็นวันนั้น หนูก็จะเอาเรื่องเก่าๆ ที่ยังไม่ได้เขียนมาเขียนเก็บไว้ เรื่องประทับใจที่ยังไม่ได้เขียน หรือไม่ก็จะไปเขียนว่าเวลาที่อยู่ในบ้านกับน้องแล้วก็เล่นกับน้อง น้องเป็นยังไงบ้างตอนนี้

ไม่มีวันไหนเลยเหรอที่ไม่มีอะไรจะเขียนแล้ว

คือคุณแม่เคยบอกหนูว่าทุกเรื่องเขียนได้หมด ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ๆ แล้วก็บอกว่าบันทึกที่หนูเขียนมันไม่ใช่บันทึกกิจวัตรประจำวัน ไม่ใช่ตื่นนอน อาบน้ำ แปรงฟัน ล้างหน้า กินข้าว แต่งตัว ไปโรงเรียน ถ้าเขียนอย่างนั้นทุกวันบางวันมันก็อาจจะซ้ำ มันก็จะน่าเบื่อ คุณแม่ก็เคยเป็น คือแต่ก่อนคุณแม่ก็เขียนบันทึกค่ะ แต่เป็นกิจวัตรประจำวันก็เลยเบื่อ ก็เลิกไปเลย

แม่เคยเบื่อ แล้วเรไรเคยเบื่อมั้ย

ไม่เคย เพราะว่าพยายาม บางทีถ้าง่วงๆ ก็จะลุกขึ้นไปกินยาอมที่มันซ่าๆ ก็จะตื่นตัว แล้วก็ไปล้างหน้า

เรไรบอกว่าจะบันทึกเรื่องที่มีความสุขแล้วก็ประทับใจ ทำไมไม่บันทึกเรื่องที่เศร้า เรื่องที่เสียใจ ด้วย

เคยเขียน แต่ไม่ได้เขียนทุกเรื่อง เพราะว่าถ้าเราโตไปเราไปอ่านมันก็จะน่าเบื่อ เพราะว่ามีแต่เรื่องเศร้าๆ ให้อ่าน

เรื่องเศร้าไม่ดีเหรอ วันหนึ่งมันอาจจะทำให้เราคิดถึงก็ได้

ถ้าวันหน้าเรามีความสุขแล้วเราต้องอ่านบันทึกเรื่องเศร้าๆ ก็อาจจะทำให้ไม่ค่อยมีความสุขเลยก็ได้ แล้วถ้าเขียนเรื่องความเศร้า คนอื่นก็จะเศร้าไปด้วยเวลาอ่าน

เรไรกลัวอะไรที่สุดในชีวิต

หนูกลัวงูมากที่สุด แต่ว่าสัตว์อีกประเภทหนึ่งที่หนูกลัวมากแล้วก็แพ้ด้วย ถ้าเจอมันหนูจะคันไปทั้งตัวคือแมลงสาบ หนูแพ้แมลงสาบ คันแบบแดงทั้งแขนเลยอะค่ะ หรือถ้าแมลงน่ากลัวหนูก็กลัวหมดเลย

กลัวอะไรอย่างอื่นอีกมั้ย

กลัวแค่พวกสัตว์อะไรอย่างนี้ ไม่ได้กลัวคนอะไรเลย ไม่ได้กลัวแม่ แต่กลัวครู ครูดุ

มีอะไรที่ทำให้เรไรร้องไห้บ่อยๆ บ้างมั้ย

น้องแกล้ง ตอนนั้นยังเป็นเด็ก น้องเอาฟันมากัดหน้าอก เจ็บมาก ก็ร้องไห้เลย

โกรธน้องไหม

โกรธนิดหนึ่ง แล้วก็หาย

ตั้งแต่เกิดมาเหตุการณ์ที่ทำให้เรไรเสียใจที่สุดคือเหตุการณ์ไหน

พี่หวานตาย พี่หวานคือหมาที่บ้าน วันนั้นกลับมาจากโรงเรียนตอนประมาณวันอังคาร กลับมาสักพักหนึ่งนะคะ เข้าบ้านขึ้นไปหาแม่ แล้วแม่ลงมา พี่หวานก็ตาย

ร้องไห้มั้ย

ร้องไห้เลยค่ะ ร้องไห้ทั้งบ้านยกเว้นน้องแฝด เพราะน้องแฝดไม่รู้เรื่อง ร้องไห้อะไรกัน

หนูก็ไม่รู้ว่าทำไม ก่อนวันนั้นตอนกลางคืน หนูก็ถามแม่เรื่องพี่หวานเยอะเลย ถามแม่ว่าพี่หวานจะตายมั้ย วันรุ่งขึ้นมาพี่หวานก็ตายเลย เหมือนที่หนูคิดเลย

ได้บอกอะไรกับพี่หวานมั้ย

ก็ไม่ได้บอกอะไร ร้องไห้อย่างเดียว แม่เคยบอกหนูว่า แม่พูดกับพี่หวานวันหนึ่งก่อนที่พี่หวานจะตาย แม่บอกว่า เดี๋ยวแม่ก็จะตามพี่หวานขึ้นไปข้างบนสวรรค์

เรไรเข้าใจสิ่งที่แม่บอกพี่หวานมั้ย

พอแม่ตายแม่จะไปอยู่กับพี่หวาน

ตอนนั้นร้องไห้นานแค่ไหน

ก็ร้องแค่วันเดียว พอพี่หวานตายแล้วก็ร้องไห้ (ลากเสียง) แล้วพอจะฝังศพพี่หวานหนูก็หายเลย

คือไม่ได้เอาพี่หวานไปเผาเลยนะคะ ฝังไว้หลังบ้านตรงในสวนน่ะค่ะ มันจะเป็นกระเบื้อง ก็ต้องเอากระเบื้องออก แล้วก็ขุดออกมาแล้วก็ลากพี่หวานวางลงไป แล้วก็ปิด เอากระถางดอกไม้วาง ตอนนี้คือกระถางดอกไม้ปิดหมดเลย

ทำไมร้องไห้แค่วันเดียว ไม่เสียใจแล้วเหรอ

คุณพ่อปลอบ บอกว่าไม่เป็นไร

สมมติซื้อหมาตัวใหม่มาให้เรไรแทนพี่หวานเอามั้ย

(ส่ายหน้า)

ทำไม ก็หมาเหมือนกัน

ก็ไม่ใช่พี่หวาน มันแทนกันไม่ได้

เหตุการณ์นั้นสอนอะไรบ้าง

คือคุณลุงก็เคยบอกหนูว่าหมาไม่ควรกินอาหารคน แต่ที่บ้านก็กินแล้วเผื่อเก็บไว้ให้พี่หวานกินทุกอย่างเลย

ทุกวันนี้คิดถึงพี่หวานมั้ย

คิดถึง

เวลาคิดถึงทำยังไง

ก็จะเดินไปหลังบ้าน เดินไปตรงที่ขุดไว้ มีอยู่วันหนึ่งที่แม่เดินไปในครัว มันจะมีหน้าต่าง แล้วก็พูดว่า พี่หวานเป็นยังไงบ้าง

แล้ววันที่พี่หวานตาย เรไรเขียนบันทึกมั้ย

เขียนค่ะ เคยเขียน วันนั้นไปโรงเรียนคุณครูก็บอกว่าเสียใจด้วย ครูก็อ่าน

เรไรบอกว่าจะบันทึกเรื่องประทับใจ ไม่บันทึกเรื่องเศร้า แล้วทำไมถึงบันทึกเรื่องนี้

มันเป็นเรื่องเศร้าที่หนูอยากเก็บไว้จริงๆ (ยิ้ม)

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load