อาจกล่าวได้ว่าชีวิตของ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยชาติกำเนิดและอาชีพที่เลือกทำ

พูดอย่างภาษาสามัญ คุณหญิงเป็นเหลน รัชกาลที่ 5 เป็นหลานปู่ของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เจ้าฟ้าอัจฉริยะทางการทหาร ผู้ทรงทำคุณประโยชน์แก่ประเทศจนถึงวันสิ้นพระชนม์ชีพ เป็นธิดาของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ นักประพันธ์ผู้ทรงนิพนธ์หนังสือไว้กว่า 33 เล่ม หลายเล่มเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ทรงพยายามนิพนธ์ด้วยใจเป็นกลาง และเล่าความจริงด้วยสำนวนอ่านง่ายชวนติดตามอย่างยิ่ง

คุณหญิงสูญเสียพ่อเมื่ออายุ 7 ขวบ อีก 8 ปีถัดมาก็เสียแม่ไปอีกคน ด้วยความเป็นเด็กจึงยังไม่ทันได้ถามไถ่อะไรเกี่ยวกับประวัติครอบครัวมากนัก

อย่างไรก็ตาม หลายปีต่อมาคุณหญิงมีโอกาสได้รู้จักบุพการีอย่างใกล้ชิดจากหนังสือ ‘เกิดวังปารุสก์’ หญิงสาวสายเลือดไทย-อังกฤษ-รัสเซีย จึงได้ทำความรู้จักสมาชิกครอบครัวที่ไม่เคยพบหน้าค่าตา อีกทั้งหนังสือเล่มนี้ยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหลายครั้ง เขียนโดยพระองค์จุลฯ ‘คนวงใน’ ตัวจริงเสียงจริง

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

“เป็นเด็กกำพร้า ทั้งพ่อและแม่ ไม่เคยรู้จักทูลกระหม่อมปู่ หม่อมย่าก็เจอแค่ครั้งเดียว ฝ่ายแม่ ตาก็แทบจะไม่รู้จัก ยายก็ตายก่อนเราเกิด จึงขาดญาติจริง ๆ

“การศึกษาประวัติครอบครัวจึงอาจมีความหมายกับดิฉันมากกว่ากับคนอื่นที่อยู่ในครอบครัวที่มีความสุข มีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราไม่มีอะไรเลย พี่น้องก็ไม่มี” หม่อมราชวงศ์นริศรากล่าว

ความรักแผ่นดินเกิดของพระองค์จุลฯ ที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในหนังสือหลายเล่มที่ทรงนิพนธ์ รวมถึงความรักหนังสือและการขีดเขียน ได้ถูกถ่ายทอดมาสู่พระธิดาองค์เดียวอย่างเต็มเปี่ยม เพราะในกาลต่อมา พระธิดาองค์นั้นยึดอาชีพคนทำหนังสือ จัดพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญ ๆ ที่บันทึกประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในนามสำนักพิมพ์ริมแม่น้ำชื่อ River Books สถานที่ที่คุณหญิงต้อนรับ The Cloud เพื่อเล่าเรื่องราวส่วนตัวของครอบครัว และแรงบันดาลใจที่จุดไฟให้ยังคงมุ่งมั่นทำหนังสือตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

เด็กโดดเดี่ยวที่เพิ่งรู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ

ชีวิตที่ต้องไป ๆ มา ๆ ระหว่างไทยและอังกฤษเริ่มตั้งแต่คุณหญิงยังอายุไม่กี่ขวบ และยังดำเนินมาจนปัจจุบันในวัยย่าง 65 ปี

เด็กหญิงตัวน้อยในวันนั้นกลายเป็นคุณย่าที่พาหลาน ๆ เสาะหาของอร่อยกิน นั่งดู The Lord of the Rings ด้วยกัน เดินทางท่องเที่ยวและใช้เวลาด้วยกัน แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับชีวิตวัยเด็กของคุณหญิง

“ตอนอยู่ Cornwall เป็นชีวิตแบบเด็กบ้านนอก ชอบวิ่งเล่นในสวน เป็นชีวิตง่าย ๆ จำได้ว่าไม่ค่อยได้เจอท่านพ่อเท่าไร มีความสุขไหม ไม่น่าจะมีเท่าไร” คุณหญิงหัวเราะแล้วเล่าต่อ “ตอนนั้นเขาเลี้ยงอีกแบบ สมัยนี้บูชาลูกกว่าทุกอย่าง แต่สมัยนั้นคือลูกมีพี่เลี้ยงอยู่ข้างบน อยู่ในห้องของตนเอง บางทีพ่อหรือแม่จะขึ้นมาอ่านนิทานให้ฟังแป๊บหนึ่งก่อนที่เราจะนอน แต่ที่จะทานข้าวด้วยกัน ซื้อของด้วยกัน ไม่มีเลย เป็นชีวิตที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว”

“ครั้งสุดท้ายที่กลับมาเมืองไทยก่อนที่พ่อสิ้น น่าจะอายุประมาณ 4 – 5 ขวบ พยายามคิดย้อนหลังว่ากลับมากี่ครั้ง น่าจะกลับมาสัก 2 ครั้ง ที่นี่เงียบมาก พ่อแม่สนุกสนาน เจอเพื่อน เราก็อยู่ที่บ้านจักรพงษ์นี่แหละค่ะ ไม่ค่อยได้ออกไปไหน เล่นกับลูกของพนักงาน เป็นเพื่อนกัน เล่นในสวน

“แล้วก็จำได้ว่าไปหัวหิน ไม่นานมานี้ค้นรูปภาพเก่า เจอภาพตอนไปเที่ยวหัวหิน เป็นเวลาที่มีความสุขมาก ชอบเล่นทะเล ชอบนั่งชายทะเล พ่อแม่ก็จะอยู่กับเรามากกว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ เพราะว่าไป Holiday จริง ๆ ก็เล่นกับลูกของพนักงานที่นี่ เหมือนขนครอบครัวไปเลย ทุกคนจะขนของลงไปเยอะมาก เพราะบ้านที่นั่นไม่ได้มีของอำนวยความสะดวกมากเท่าไร นั่งรถบรรทุกยกโขยงกันไป ไปทีก็ 3 – 4 สัปดาห์ สมัยนี้ไปมากันง่ายมาก แต่สมัยนั้นจะเดินทางทีเป็นเรื่องใหญ่เลย ดิฉันนั่งรถยนต์ไป ก็ผ่านรถบรรทุก รถสิบล้อที่พนักงานและลูก ๆ นั่งกันอยู่ โบกมือให้กัน สนุกมาก” คุณหญิงยิ้ม

คุณหญิงมีความทรงจำอะไรร่วมกับพระองค์จุลฯ บ้าง

“ท่านพ่อเป็นคนตรงเวลามาก ทุกคนในบ้านก็จะเกร็ง ๆ นาน ๆ ทีจะออกไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน ทุกคนก็จะลงมานั่งรอ อีก 10 นาทีเที่ยง ทุกคนมารอแล้ว

“ท่านพ่อจะเล่านิทานเกี่ยวกับเมืองไทยให้ฟัง ชอบฟัง เล่าเรื่องที่ดึงมาจาก รามเกียรติ์ หรือนิยายไทย ท่านจะเล่าถึงเมืองไทยว่าน่าอยู่ ท่านเล่านิทานสนุก แต่ก็ขาดช่วงไป เล่าไม่พอ คือท่านเล่าค้างไว้ เช่นท่านขึ้นมาเล่า 10 นาที แล้วเดี๋ยวแขกจะมา ท่านก็จะลงไป เป็นชีวิตที่คนรุ่นนี้จะไม่ค่อยเข้าใจ

“พ่อเคยรับสั่งว่า อยากรู้สึกว่าพอลูกโตสัก 7 ขวบขึ้นไปก็อยากจะสนิทสนม แต่น่าเสียดายที่ไม่เกิดขึ้น ก็เศร้านิดหน่อย ตอนที่ท่านไม่สบายก็มีเขียนไปหาหมอว่า รู้สึกว่าตอนนี้ลูกก็รักฉัน เสียใจที่จะต้องจากลูกไป ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ เป็นบทเรียนสำหรับทุกคน ว่าอะไรที่ทำได้วันนี้ อย่าผลัดไปข้างหน้า” คุณหญิงให้ข้อคิด

แต่เป็นที่ชัดเจนว่า พระองค์จุลฯ ทรงทุ่มเทแรงกายแรงใจเขียนหนังสือ นอกจากเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติแล้ว ยังทรงทำเพื่อพระธิดาองค์เดียว ดังส่วนหนึ่งของคำอุทิศในหนังสือ ‘เจ้าชีวิต’ (พิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2503) ที่กล่าวว่า

“…ถึงลูกสาวที่รักยิ่ง ยังจะต้องเป็นเวลานาน กว่าลูกจะอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ และที่จะเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ก็จะต้องนานไปกว่านั้นอีก พ่อหวังว่า เมื่อลูกสามารถจะอ่านและเข้าใจข้อความในหนังสือเรื่องนี้ได้ ลูกจะรู้สึกอิ่มเอิบภูมิใจจริง ๆ และโดยสมควรยิ่งที่ได้มีกำเนิดมาเป็นเชื้อพระวงศ์ในพระบรมราชจักรีวงศ์…”

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

คุณหญิงเล่าต่อว่า “ตอนพ่ออยู่ก็ไม่ค่อยได้คุยกับท่านพ่อ เพราะยังเด็กมาก พอพ่อสิ้นแล้วก็จะได้นั่งกินข้าวกับหม่อมแม่ (หม่อมเอลิสะเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา) ตลอดเวลา เลยกลายเป็นสนิทกันมาก เราสองคนต่อสู้มาด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ทำทุกอย่างด้วยกัน พอแม่ตายแล้วก็ไม่มีใครเล่าว่าเรื่องราวเป็นยังไง

“สิ่งเดียวที่มีก็คืออ่าน ‘เกิดวังปารุสก์’ ตอนนั้นอายุ 20 กว่า กลับอยู่เมืองไทย พออ่านแล้วก็ติดใจ ชอบวิธีเขียนของพ่อ พ่อเขียนหนังสืออ่านง่าย เป็นทางหนึ่งที่ทำให้ได้รู้ว่าพ่อเป็นคนอย่างไร

“สำหรับดิฉัน การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงเป็นทั้งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และเป็น Therapy ด้วย…”

หนังสือประวัติศาสตร์ที่เล่าแบบตรงไปตรงมา แต่สนุกจนวางไม่ลง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า จุดเด่นประการหนึ่งทำให้หลายคนอ่าน ‘เกิดวังปารุสก์’ แบบชนิดวางไม่ลง คือเรื่องราวของเจ้าฟ้าหนุ่มที่เกิดไปหลงรักสาวสามัญชนขณะทรงศึกษาวิชาทหารอยู่ที่นั่น จนทำให้รัชกาลที่ 5 กริ้วหนักหนา

“เรื่องของทูลกระหม่อมปู่น่าสนใจมาก เป็นคนไทยที่ไปรัสเซีย หนีไปแต่งงาน แหม! ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ใช่ไหม เวลาศึกษาประวัติ หากจะคิดว่านี่คือปู่และย่า ก็ประหลาดน่ะ ดิฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนธรรมดามาก แต่มีปู่ที่สูงส่ง หนีไปแต่งงานกับหม่อมย่า มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับใครก็ตาม นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูด” คุณหญิงเล่าถึงสีสันหนึ่งของประวัติราชสกุลจักรพงษ์

นอกจากเรื่องราวความรักที่คนอ่านติดตามช่วยลุ้นกันตัวโก่งแล้ว กลวิธีประพันธ์ ‘เกิดวังปารุสก์’ และเล่มอื่น ๆ ของพระองค์จุลฯ ยังโดดเด่นมาก เพราะทรงนิพนธ์อย่างตรงไปตรงมา จึงปรากฏเนื้อความเช่น

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม
ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

“…เนื่องด้วยการหย่าร้างต่อกันระหว่างพ่อกับแม่ของข้าพเจ้านั้น ปรากฏว่า มีคนเอาใจใส่ถึงมิใช่น้อย แต่มักจะเข้าใจผิด ไม่ทราบเรื่องราวละเอียด จับต้นชนปลายไม่ถูก ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ควรจะบรรยายให้ทราบโดยสังเขปให้ถูกต้องเป็นการยุติธรรมแก่ทั้งพ่อและแม่…”

หรือแม้แต่เรื่องที่เจ้าคุณชาวไทยออกปากสั่งสอนพระองค์จุลฯ ท่านก็บันทึกไว้เพื่อให้เห็นกิจกรรมที่นิยมกันในสมัยนั้น โดยมิได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เสียเกียรติ

“…ครั้งหนึ่งไปเที่ยวกันนอกลอนดอน หยุดรถยนต์ กินอาหารปิกนิก ข้าพเจ้ารีรออยู่ครู่หนึ่ง ยังไม่ถนัดและไม่ทราบว่าจะต้องช่วยเหลือในทางใด ท่านก็ว่า ‘ในโอกาสนี้ กระหม่อมต้องทูลสั่งสอน ฝ่าพระบาทต้องทรงช่วยเหลือมากกว่านี้ ต้องช่วยปูผ้าสักหลาด ช่วยขนหีบอาหารมาจากรถ ที่เมืองนอกนี้ เขาไม่มีเจ้ามีไพร่กันหรอก การมาปิกนิกอย่างนี้ ทุก ๆ คนต้องช่วยกัน ไม่มีมหาดเล็กตามเสด็จอย่างที่เมืองไทย…”

นอกจากนั้นยังมีเกร็ดต่าง ๆ ที่มีแต่พระองค์จุลฯ เท่านั้นที่จะทรงทราบในฐานะ ‘คนวงใน’

เกร็ดเหล่านั้นก็เช่น ลายพระราชหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงส่งมาถึงพระองค์จุลฯ เกี่ยวกับข่าวลือที่ว่าจะมีเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงถูกฆ่าในงานฉลองพระนคร 150 ปี หรือแม้แต่ลายพระราชหัตถ์ที่สะท้อนความหนักพระทัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

“ประวัติศาสตร์สังคมก็น่าสนใจอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เห็นด้วยตาของตนเอง หรือเขียนจดหมายถึงรัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 เอง แล้วได้รับจดหมายตอบกลับมา มันเป็นข้อมูลที่มีค่ามาก ตอนรัชกาลที่ 7 เป็นกษัตริย์ ยังเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็อยู่ในการตัดสินพระทัยของท่าน ท่านเป็นคนสำคัญที่สุดแล้ว ดังนั้นท่านรู้สึกอย่างไรในสถานการณ์นั้น ๆ จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ” คุณหญิงระบุ

อีกเกร็ดหนึ่งคือเรื่องที่ ‘ทูลหม่อมอาแดง’ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ทรงมักถกกับพระองค์จุลฯ ว่าเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงถูกลอบปลงพระชนม์หรือไม่ ซึ่งพระองค์จุลฯ ได้ทรงนิพนธ์อย่างนักประวัติศาสตร์ คือบันทึกข้อเท็จจริง และได้ให้ความเห็นของท่านอย่างตรงไปตรงมา

“นี่เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ก็น่าสนใจว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญ อาจจะถูกวางยาหรือเปล่า สำหรับพ่อ เหตุการณ์นี้ก็ทำลายชีวิตเขา เพราะทำให้เขาเป็นเด็กกำพร้า แม่ก็ไม่อยู่แล้ว ก็เสียดายตรงนี้ ว่าไม่ทันได้แลกเปลี่ยนกับพ่อ ว่าตอนนั้นพ่อรู้สึกอย่างไร อยากจะได้ถามด้วยตนเอง

“ท่านพ่อจะพูดความจริง บางสิ่งบางอย่างที่คนอื่นอาจจะไม่กล้าพูด เช่น ทำไมมีคนชอบพูดว่าน่าจะเป็นกษัตริย์ ทำไมไม่เป็น ทำไมเป็นไม่ได้ มีคนเคยสัมภาษณ์ดิฉันว่า ทำไมเอาแง่ไม่ดีของครอบครัวมาพูด ดิฉันตอบว่า เพราะมันเป็นความจริง เราต้องพยายามพูดความจริง ถ้าปิดไปเรื่อย ๆ ในที่สุดความจริงก็จะหายไปหมด” หม่อมราชวงศ์นริศราอธิบายถึงคุณค่าของหนังสือชุด ‘เกิดวังปารุสก์’ ที่หนังสือรวมเล่ม 1 และ 2 ได้รับความนิยมมากถึงขั้นพิมพ์ครั้งที่ 18 แล้ว

จากเด็กที่รู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ ถึงคนพิมพ์หนังสือเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติ

แรงบันดาลใจสู่การทำสำนักพิมพ์ River Books

เมื่อถามถึงแนวทางการเลือกทำหนังสือแต่ละเล่มของสำนักพิมพ์ หม่อมราชวงศ์นริศราตอบว่า

“สิ่งหนึ่งที่เราคำนึงถึงตลอดเวลาคือ เราอยากทำเรื่องที่คนอื่นอาจจะมองข้าม หรือเรื่องที่ถ้าไม่บันทึกไว้ อาจจะสูญเสียไป เช่น ภาพโบราณ อาคารโบราณ บางทีคนมองว่าเมืองไทยมีอาหาร ทะเล และผู้หญิงสวย เราในฐานะที่เป็นผู้หญิงและเป็นคนไทยคนหนึ่ง ก็ไม่ชอบ เรามีอะไรเยอะกว่านั้นอีกมากมาย”

บนหน้าปกหนังสือของ River Books จึงปรากฏเรื่องราวของคนทุกชนชั้นและหลากหลายสาขาอาชีพ ตั้งแต่เรื่องของช่างภาพฝรั่งที่เข้ามาบันทึกภาพเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2408 ประวัติศาสตร์การทหารจากประสบการณ์ของพลตรีชาวไทยที่เป็นหน่วยสืบราชการลับ เสี่ยงชีวิตบุกเข้าไปในดงศัตรูช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ‘เกิดวังปารุสก์’ เล่มสาม สมัยยุทธภัย ที่พระองค์จุลฯ เล่าเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สตรีทอาร์ตในกรุงเทพฯ นวนิยายสุดสะเทือนใจของนักเขียนซีไรต์ วีรพร นิติประภา ไปจนถึงประสบการณ์ท่องล้านนาบนหลังช้างของวิศวกรผู้บุกเบิกพัฒนาเส้นทางรถไฟในพม่า พ.ศ. 2427

แม้กระทั่งป๊อปคัลเจอร์อย่างการ์ตูนเล่มละบาทก็มี

หนังสือ ‘การ์ตูนไทย ศิลปะและประวัติศาสตร์’ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2564) บันทึกพัฒนาการอย่างละเอียดของการ์ตูนไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2443 ทำให้รู้ว่าการ์ตูนไทยสมัยก่อนนิยมเล่าเรื่องอะไร เนื้อหาของ ‘การ์ตูนเล่มละบาท’ ล่อแหลมอย่างไร ไปจนถึงนักเขียนการ์ตูนไทยยุคสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์ในลายเส้นของตนเองอย่างไร

“คนถามว่าทำหนังสือเกี่ยวกับหนังสือการ์ตูนเล่มละบาททำไม มันไม่มีค่า แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่า ในยุคนั้นคนไทยสนใจเรื่องอะไร อะไรที่สูงส่งมันก็เป็นของคนกลุ่มหนึ่ง แต่มันไม่ได้แสดงถึงความสุข สนุกสนาน หรือความลำบากของคนกลุ่มใหญ่ ยังมีอย่างอื่นมากมายที่แสดงให้เห็นชีวิตประจำวันของคนเรา

“เราไม่ได้บอกว่าไม่ต้องทำหนังสือวัดวัง เพราะเราก็ทำ แต่ก็อยากให้คนมองสิ่งที่อยู่รอบตัวด้วย มันทำให้ชีวิตน่าสนใจกว่า แทนที่จะมองแต่สิ่งที่ถูกกำหนดให้มองว่าสวยงาม ถ้าเราสนใจหลายอย่าง จะทำให้ชีวิตเราสดชื่นขึ้น” หม่อมราชวงศ์นริศรายิ้ม

จากเด็กที่รู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ ถึงคนพิมพ์หนังสือเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติ

งาน ‘วันจุลจักรพงษ์’ ประจำปี 2565 จะจัดขึ้นในวันที่ 11 – 13 มีนาคม พ.ศ. 2565 ต้อนรับผู้สนใจเข้าชมตำหนัก ฟังเรื่องราวที่ทั้งสนุกน่าติดตามและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ผ่านข้าวของต่าง ๆ และร่วมพูดคุยกับทายาท

เปิดให้เข้าชมภายในตำหนักวันละ 6 รอบ รอบละ 30 ท่าน (สำรองบัตรล่วงหน้า มีจำนวนจำกัด)

*ค่าบัตรเข้าชมภายในตำหนักราคา 1,500 บาท ต่อท่าน รับหนังสือ เกิดวังปารุสก์ เล่ม 3 หรือเล่มอื่น ๆ พร้อมอาหารกลางวัน (ก๋วยเตี๋ยวไก่หรือข้าวซอยไก่) มีรอบดังนี้

1) 11.30 – 12.00 น. (ภาษาไทย)

2) 12.30 – 13.00 น. (ภาษาอังกฤษ)

3) 14.30 – 15.00 น. (ภาษาไทย)

4) 15.30 – 16.00 น. (ภาษาไทย)

5) 16.30 – 17.00 น. (ภาษาไทย)

*ค่าบัตรเข้าชมภายในตำหนักราคา 2,500 บาทต่อท่าน รับหนังสือ เกิดวังปารุสก์ เล่ม 3 หรือเล่มอื่น ๆ พร้อมอาหารค่ำ (ยำส้มโอ / ต้มยำกุ้ง / ปลาราดพริก / ผัดผักเบญจรงค์) มีรอบดังนี้

6) 17.30 – 18.00 น. (ภาษาไทย)

สำรองบัตรเข้าชมตำหนักและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Line ID : @chakrabongsevillas https://bit.ly/2Ig1PJy โทรศัพท์ 0 2222 1290 และ 08 6987 0493

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ครั้งหนึ่ง Edward N. Lorenz นักอุตุนิยมวิทยาและนักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันเคยตั้งข้อสงสัยในทฤษฎี Butterfly Effect ว่า เป็นไปได้ไหมว่าพายุทอร์นาโดที่เท็กซัสอาจก่อตัวมาจากหนึ่ง (ในล้าน) ครั้งที่ผีเสื้อกระพือปีก

เหมือนที่โบราณว่าไว้ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว เพราะความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อาจมาจากการกระทำที่มองไม่เห็น

กาแฟหนึ่งหยดจากไร่ของ วัลลภ ปัสนานนท์ อาจกำลังทำสิ่งเดียวกัน

คอกาแฟย่อมทราบดีว่านายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยคนนี้คือผู้ขับเคลื่อนวงการกาแฟไทยให้พัฒนาไปสู่ทิศทางของ ‘กาแฟพิเศษ’ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่สังคมกาแฟโลกกำลังให้ความสนใจ

แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่า จากเมล็ดสู่ปลายลิ้นนั้น กาแฟต้องผ่านการเดินทางมาอย่างไร

ทำไมหนึ่งหยดจากต้นจึงสะเทือนถึงคนปลายน้ำ ที่แม้จะไม่ใช่คนดื่มกาแฟ ก็ยังได้รับผลกระทบจากมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชายคนนี้จะขอเล่าให้คุณฟัง ผ่านน้ำเสียงฉ่ำกาเฟอีนที่เข้มข้นถึงใจ ชวนให้ตื่นจากหลับใหลตั้งแต่ตอนที่จิบแรกยังไม่ทันจะไหลลงคอ

บทสนทนาเจือกาเฟอีนกับ วัลลภ ปัสนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย ว่าด้วยการเดินทางของกาแฟจากต้นและผลกระทบต่อชีวิตที่คนปลายน้ำอาจคาดไม่ถึง

ก่อนหยดแรก จะหยดลง

ในวันที่แดดร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ วัลลภ ปัสนานนท์ กลับนั่งจิบกาแฟดำร้อน (ที่คนเสิร์ฟบอกว่า “กาแฟจากไร่ของอาวัลฯ เองครับ”) อย่างสบายอารมณ์

ผมสีหมอกของเขาเส้นหนามีน้ำหนัก ตัดกับผิวคล้ำกรำแดด หนุ่มใหญ่วัย 60 ปีผู้คร่ำหวอดกับวงการกาแฟไทยมากว่าค่อนชีวิตคนนี้ยังเดินเหินได้อย่างมั่นคงกว่าบุรุษที่อ่อนกว่าเขาครึ่งหนึ่ง เขามาพร้อม ‘เครื่องแบบลุยสวน’ อันประกอบไปด้วยเสื้อขาวเนื้อบางคอปีน โดยมีแจ็กเก็ตสีเขียวขี้ม้าทับไว้ ดูละม้ายคล้ายแจ็กเก็ตที่ทหารในสมัยสงครามเวียดนามใส่ลงพื้นที่ แจ็กเก็ตตัวนี้เนื้อไม่หนา ทอมาจากผ้า fatigue ที่เหมาะอย่างยิ่งกับภูมิภาคที่อากาศร้อนชื้นในตอนกลางวัน และหนาวเย็นอย่างฉับพลันในตอนกลางคืน บ่งบอกให้รู้ว่าถิ่นที่เขาจากมานั้นมีสภาพอากาศเป็นอย่างไร

“บนดอยหนาวมาก ตอนนี้ก็ยังหนาวอยู่” วัลลภกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสไม่หาวนอน ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งบินตรงมาจากเชียงใหม่เมื่อเช้านี้เอง

ดอยที่เขาว่าคือดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นที่ตั้งของ Nine One Farm (นายวัลฯ ฟาร์ม) ที่ผลิต ‘กาแฟพิเศษ’ คุณภาพคับถ้วย หากคุณคือบุคคลที่นับว่าวันใหม่จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการก็ต่อเมื่อได้จิบกาแฟแก้วแรกของวัน ย่อมเคยได้ยินชื่อ ‘ซิงเกิลพลัสโฟร์’, ‘ฟรุตตี้ฟลอร่า’, ‘ลานนาพาราไดซ์’ ไปจนถึง ‘ป่าเมี่ยงโอเปีย’ ผ่านหูมาบ้าง

แต่ถ้าไม่คุ้นหูเลยสักนิด ชีวิตของสุภาพบุรุษที่มีกาแฟเป็นพาหนะคนนี้จะทำให้คุณได้รู้ว่า กว่ากาแฟ 1 ถ้วยจะมาถึงมือคนดื่ม (และจิบจนหมดในไม่กี่นาที) นั้นต้องผ่านการเดินทางแรมปีที่หลายคนคาดไม่ถึง

“ผมเกษียณตัวเองตั้งแต่อายุสามสิบกว่าๆ” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้อดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทยหันหลังให้ชีวิตในป่าคอนกรีตไปสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ แต่สิ่งที่ทำให้วัลลภต่างจากคนปลูกกาแฟทั่วไปคือ เขาเริ่มปลูกกาแฟเพราะความรักธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะหลงใหลในกาแฟตั้งแต่ต้น

“ยุคนั้นกาแฟยังไม่เป็นที่นิยม คนรู้จักแต่กาแฟตามตลาด โอเลี้ยง โอยัวะ หรือไม่ก็กาแฟสำเร็จรูปเลย” วัลลภกล่าวด้วยรอยยิ้มเจือความหลังในยุคที่กาแฟสดแบรนด์ยักษ์ใหญ่ยังไม่เข้ามาเขย่าให้เกิดวัฒนธรรมคาเฟ่และการดื่มกาแฟสด เขาเล่าต่อว่า หลังจากที่เขาซื้อที่ดินบริเวณ อำเภอดอยสะเก็ด ซึ่งชาวบ้านเจ้าถิ่นได้ปลูก ‘ต้นเมี่ยง’ ไว้เยอะมากจนเป็นป่า เขาจึงตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า ‘อาชีพอะไรที่พอจะทำได้ในพื้นที่นี้ โดยไม่ไปรบกวนต้นไม้ที่มีอยู่เดิม’

แน่นอนว่า คำตอบคือกาแฟ

“ถ้าเราจะปลูกข้าว มันก็ต้องการพื้นที่โล่ง ซึ่งนั่นอาจนำมาสู่การถางป่า หรือถ้าจะปลูกผลไม้เมืองหนาวก็ต้องถางพื้นที่และทำเป็นสวนเปิด มันไม่สามารถปลูกอยู่ในร่มเงาของพืชอื่นได้ แต่กาแฟอยู่ร่วมกับต้นไม้ต้นอื่นได้ และกาแฟน่าจะเป็นพืชชนิดเดียวที่ต้องการแสงแดดในการดำรงชีวิตแค่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นเท่านั้น มันอยู่ใต้ร่มเงาของพืชชนิดอื่นได้ โดยที่เราไม่ต้องไปตัด หรือไปถางต้นไม้ที่มีอยู่เดิมออกเพื่อเปิดพื้นที่ให้แสงแดดส่องถึง” วัลลภย้อนอธิบายเหตุผล

แม้ชายคนนี้จะเริ่มปลูกกาแฟจาก ‘ความจำเป็น’ ที่ต้องประกอบอาชีพและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเดิมไปด้วยในเวลาเดียวกัน แต่วัลลภกลับมีอีกหนึ่งคุณสมบัติที่ทำให้เขาไปไกลกว่าคนที่ทำหน้าที่แค่ ‘ปลูกกาแฟ’ นั่นคือการวิเคราะห์ความเป็นไปของตลาดได้ตรงตามความเป็นจริง

“เราทำไปเรื่อยๆ แล้วถึงรู้ว่าอาชีพเกษตรกรในเมืองไทยนั้นอยู่ยาก” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มจริงจังกับกาแฟ “เพราะไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวสวน หรือชาวไร่ ผลผลิตของเกษตรกรส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาตลาดคนกลาง ซึ่งเกษตรกรไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจและควบคุมไม่ได้ เรารู้สึกเลยว่าถ้าเราแค่ขายเมล็ดกาแฟดิบอย่างเดียว มันอยู่ยาก เพราะสุดท้ายก็เข้าตลาดคนกลางซึ่งอยู่ในธุรกิจสายอุตสาหกรรม ถ้าปีนั้นราคาดีก็พออยู่ได้ แต่ถ้าปีไหนราคาไม่ดี เราก็ต้องแบกภาระความเสี่ยงนั้นไป เลยคิดว่าถ้าเราแปรรูปเอง ขายเอง ทำร้านค้าเอง ทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ จนถึงจุดที่เราสามารถสื่อสารกับลูกค่าได้โดยตรง เราจะได้ตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าและสังคมต้องการได้อย่างตรงจุด และเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าให้กับกาแฟของเราได้มากขึ้น”

ในเมื่อเอาชนะกลไกราคาไม่ได้ ก็สร้างระบบขึ้นมาเองเสียเลย

คอนเซปต์ จากต้นจนจิบ หรือ seed to cup จึงเกิดขึ้นจากตรงนั้นนั่นเอง

นอกจากเป็นเจ้าของ Nine One Coffee แล้ว วัลลภยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย มีหน้าที่สนับสนุนให้ชาวสวนกาแฟหันมาปลูกกาแฟอย่างประณีต เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กาแฟไทยให้ทัดเทียมโลก และสอดคล้องกับวิวัฒนาการของกาแฟที่สังคมกาแฟโลกกำลังให้ความสนใจนั่นคือ ‘กาแฟพิเศษ’

“สิ่งที่สมาคมทำคือผลักดัน คัดเลือก ให้คะแนนกาแฟแต่ละตัวเพื่อเฟ้นหากาแฟพิเศษของไทย ทำให้เกิดภาวะตื่นตัวและการแข่งขันในหมู่คนรักกาแฟ นำไปสู่การพัฒนากาแฟไทยให้ไปอยู่ในจุดที่คอกาแฟระดับโลกยอมรับ” ว่าจบวัลลภพักจิบกาแฟดำอึกใหญ่

แม้จะสวมหมวกหลายใบ และทำงานหนักเกินวัยของคนอายุ 60 ปี แต่ชายตรงหน้ายังยิ้มแย้มแจ่มใส ลมหายใจเจือกลิ่นกาแฟของเขากำลังบอกอย่างชัดเจนว่า การที่คนเรียกเขาว่าเจ้าของไร่กาแฟ หรือนายกสมาคมนั้น ช่างฟังดูมีอำนวจใหญ่โตเสียจนเขาเองยังอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มเขินๆ ให้กับตัวเอง เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่เขาพอใจจะให้คนเรียกนั้นฟังดูเรียบง่ายกว่า 2 คำนั้นตั้งเยอะ

“ก็ชาวสวนครับ ผมเป็นชาวสวน” วัลลภตอบด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

อาจฟังดูเรียบง่ายเกินไป แต่ยิ่งใหญ่และหนักแน่นเหลือเกิน

วัลลภ ปัสนานนท์
วัลลภ ปัสนานนท์

ซิงเกิลพลัสโฟร์ ฟรุตตี้ฟลอร่า ป่าเมี่ยงโอเปีย กับการเพิ่มมูลค่ากาแฟพื้นบ้านสู่ระดับสากล

แน่นอนว่ากาแฟไทยนั้นมักถูกมองว่าเป็น ‘มวยรอง’ เมื่อเทียบกับรุ่นใหญ่ที่ไม่ทันได้ออกหมัดก็รู้รสชาติและได้กลิ่นทันทีเมื่อได้ยินชื่ออย่างกาแฟเอธิโอเปีย

วัลลภรู้ดีว่าการจะทำให้กาแฟไทยไปไกลกว่าที่เป็นอยู่นั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การลงเมล็ด เพาะต้นกล้า และดูแลต้นกาแฟอย่างพิถีพิถัน นั่นคือต้องรู้จักเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าท้องถิ่นและต้องเรียนรู้การทำการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมเชื่อว่าการตลาดที่ดีที่สุดคือการทำคุณภาพสินค้าให้ดี” น้ำเสียงหนักแน่นของเขานั้นบ่งบอกเต็มหัวใจว่าของดียังไงก็ขายได้ “ถ้ายิ่งของดี แล้วสื่อสารออกไปดีๆ ก็ยิ่งเติบโตเร็ว แต่ถ้าของไม่ดี ต่อให้สื่อสารออกไปเร็วแค่ไหน ก็ไม่รอดอยู่ดี เพราะฉะนั้น ในมุมผมนอกจากความชัดเจนในคุณภาพของสินค้าแล้ว เราต้องสร้างเอกลักษณ์ สร้างชื่อ สร้างแบรนด์ขึ้นมา เพราะถ้าไม่มีชื่อ มันก็เหมือนไม่มีตัวตนให้คนสัมผัสได้”

จึงไม่น่าแปลกใจที่กาแฟหลายๆ ตัวของ 91 Coffee นั้น นอกจากจะลื่นคอแล้ว ยังมีชื่อลื่นหู จำง่าย และสะท้อนเอกลักษณ์ของกาแฟตัวนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน อย่างซิงเกิลพลัสโฟร์หมายความว่า เป็นกาแฟซิงเกิลออริจินที่บวกเพิ่มอีก 4 เงื่อนไข คือหนึ่ง กาแฟต้องอยู่ในระดับความสูง 1,000 เมตรขึ้นไป สอง เป็นกาแฟออร์แกนิก สาม เป็นกาแฟที่อยู่ใต้ร่มเงา ไม่ใช่กาแฟที่ปลูกในไร่เปิดโล่ง และสี่ เป็นกาแฟที่ใช้พลังงานธรรมชาติหรือพลังงานทดแทนเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต อีกตัวที่หอมหวนชวนทานและติดหูไม่แพ้กันคือลานนาพาราไดซ์ ซึ่งวัลลภตั้งใจจะบอกที่มาว่านี่คือกาแฟพันธ์ดีที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือของไทยนี่เอง แต่รสชาตินั้นไปไกลเหมือนขึ้นสวรรค์ นั่นคือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการสร้าง ‘กาแฟพิเศษ’ ของเขาได้เป็นอย่างดี อีกตัวหนึ่งที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักจิบกาแฟนั่นคือป่าเมี่ยงโอเปีย ซึ่งล้อชื่อกาแฟเอธิโอเปียที่เขาโปรดปราน โดยวัลลภคัดแยกกาแฟสายพันธ์ุดีอย่างพันธ์ุทริปปิก้ามาพัฒนาต่อจนกลายเป็นป่าเมี่ยงโอเปียที่ให้กลิ่นหอมเบอร์รี่ขึ้นจมูก และฝากรสสัมผัสของผลไม้รสเปรี้ยวแฝงความสดชื่นให้คนจิบรู้ว่ากาแฟไทยไม่ใช่มวยรองอีกต่อไปในเวทีโลก

“เพราะถ้าไม่มีชื่อ ก็เหมือนไม่มีตัวตนให้คนสัมผัสได้” ท่ามกลางความเงียบ (ที่มีเสียงจิบกาแฟขั้นเป็นระยะ) ประโยคนี้ของวัลลภลอยมาอีกครั้ง

มันชวนให้ผู้ฟังคิดตามว่าจริงๆ แล้วการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าท้องถิ่นนั้นช่างเรียบง่าย และดูเหมือนว่าจะเป็นวิธีที่หลายคนรู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่ทำ

การตั้งชื่อที่วัลลภทำจึงเป็นมากกว่าการตั้งชื่อให้ฟังดูเก๋ไก๋ แต่มันคือการทำความฝันให้เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ คือการสร้างตัวตนที่สัมผัสได้ มีบอดี้อ่อนหนา มีรสหนักเบา มีลูกล่อลูกชนพลิ้วไหว ก่อนจะฝากอาฟเตอร์เทสต์เอาไว้ไม่ใช่แค่บนปลายลิ้น

แต่ฝากไว้ที่ใจ ซึ่งต่อให้กินน้ำเปล่าล้างปากสักเท่าไร ก็ไม่มีวันลืม

วัลลภ ปัสนานนท์

ต้นน้ำยั่งยืน ปลายน้ำยืนยง

จากคนปลูกกาแฟที่เริ่มต้นจากความหลงใหลในป่าเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น กว่า 20 ปีที่ฝากชีวิตไว้กับกาแฟ สู่การเป็นเจ้าของไร่และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย แน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปของเขานั้นไม่ใช่แค่การทำกาแฟให้มีคุณภาพดีเท่านั้น เพราะโจทย์ต่อไปที่ท้าทายให้เขาหาคำตอบอยู่นั้นคือ ทำอย่างไรวงการกาแฟไทยจึงจะพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน

“การที่จะทำให้ยั่งยืนได้คือ ต้องทำให้กาแฟไทยไปอยู่ในกระแสความสนใจของคนดื่มกาแฟ และต้องสอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจของสังคมกาแฟโลก” วัลลภเล่าอย่างออกรส ก่อนจะแถลงไขว่าวงการนี้กว้างใหญ่แค่ไหน ไม่น่าแปลกใจเลยที่กาแฟจะเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันทั่วโลกเป็นอันดับสองรองจากน้ำมัน

“ภาพของธุรกิจกาแฟมีอยู่ 2 ส่วน ถ้าจะเปรียบเทียบธุรกิจกาแฟเหมือนบ้าน กาแฟสายอุตสาหกรรมก็เหมือนเสาหลักที่ค้ำยันบ้านหลังนี้ แต่ตอนนี้มีเสาอีกต้นนึงซึ่งเล็กกว่าละกลุ่มผู้บริโภคยังน้อยอยู่ นั่นคือกาแฟพิเศษ ซึ่งเป็นเสาต้นเล็กๆ ที่มาช่วยค้ำยันบ้านเช่นกัน ผมคิดว่ากาแฟไทยคงต้องอยู่ใน 2 กระแสนี้ กาแฟในสายอุตสาหกรรมก็ยังทิ้งไม่ได้ ใครที่มีพื้นที่หรือมีกำลังผลิตได้เยอะก็จะทำเชิงอุตสาหกรรม เราก็ไม่ควรจะละเลยทิศทางของกาแฟพิเศษซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการใหม่ เพราะฉะนั้น เรื่องกาแฟพิเศษที่สมาคมกาแฟพิเศษไทยกำลังผลักดันจึงเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะทำให้กาแฟไทยยั่งยืน เพราะมันสอดคล้องกับกระแสสังคมกาแฟโลกที่เปลี่ยนไป อีกปัจจัยที่ทำให้สิ่งนี้ยั่งยืนคือเรื่องออร์แกนิก เพราะมันไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพของคนท้องถิ่นที่ทำงานในไร่ด้วย เพราะคนที่ทำงานอยู่ในสวนกาแฟที่ไม่ใช้เคมี กับคนที่อยู่ในสวนผลไม้ที่ใช้เคมีเยอะๆ ก็ย่อมได้รับผลกระทบต่อสุขภาพที่ต่างกัน”

วัลลภพักดื่มน้ำเปล่า ก่อนละเล่าต่อทันทีว่าตอนนี้สังคมกาแฟโลกก็ไม่ได้สนใจแค่เรื่องกาแฟอย่างเดียว แต่ให้ความสนใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ผู้บริโภคในยุคนี้จะสนใจถึงที่มาของทุกผลิตภัณฑ์ ดังนั้น แค่พัฒนากาแฟให้มีคุณภาพระดับสากลนั้นจึงไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะเขามีเป้าหมายที่ใหญ่กว่า นั่นคือการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำด้วยการปลูกกาแฟ

“เพราะกาแฟทางภาคเหนือส่วนใหญ่ปลูกบนดอย ปลูกที่แหล่งต้นน้ำ” วัลลภเล่าอย่างออกรส “ถ้าแหล่งต้นน้ำไม่แปดเปื้อนก็จะทำให้คนที่อยู่ในเมืองหรืออยู่ที่ปลายน้ำได้รับผลกระทบน้อยลงไปด้วย แต่ถ้าแหล่งต้นน้ำไม่สะอาด คนที่อยู่บนพื้นราบก็จะได้รับผลกระทบตอนน้ำจากต้นน้ำไหลลงไป และพาสิ่งแปดเปื้อนจากบนดอยลงมา เพราะมันไหลตามลำห้วย ลำธาร ตามลำคลอง ลงเจ้าพระยา ซึ่งมันก็มากระทบถึงคนในเมือง คนที่ไม่ได้กินกาแฟก็ไม่ใช่ว่าจะไม่โดนนะครับ ลองคิดดูว่าคนปลูกข้าวแถวอยุธยา นครสวรรค์ นั้นใช้น้ำจากไหน ส่วนนึงก็ใช้น้ำฝน ส่วนนึงก็ใช้น้ำจากเจ้าพระยา และน้ำเจ้าพระยามาจากไหน ก็มาจากบนดอย ปิง วัง ยม น่าน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเอาสารเคมีอะไรลงมาบ้าง ดังนั้น แม้แต่คนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟก็ต้องได้รับผลกระทบจากคนทำกาแฟเช่นกัน มันเป็นมุมที่กว้างมากๆ และกระทบไปทั่วเลย”

สิ่งที่วัลลภเล่ากลับชวนให้เราคิดว่า กาแฟหนึ่งหยดจากต้นน้ำที่เสื่อมโทรมอาจจะเทือนถึงคนปลายน้ำ ไม่ต่างจากที่คนโบราณกล่าวไว้ว่าเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

เพราะทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นเกินกว่าที่ตาจะมองเห็น

วัลลภ ปัสนานนท์

“จุดนี้เองที่กาแฟกลายเป็นพระเอกได้” เขาเล่าต่อด้วยน้ำเสียงภูมิใจกว่าทุกครั้ง “เพราะอย่างที่บอกไป มันอยู่ร่วมกับต้นไม้อื่นได้ กาแฟเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่ไช่พืชล้มลุก ต่อให้มีต้นไม้ที่ใหญ่กว่า กาแฟก็เติบโตใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ได้ และต้นไม้ขนาดเล็กอย่างพวกวัชพืชที่อยู่คลุมดิน มันก็อยู่ใต้ต้นกาแฟได้ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น กาแฟจึงเป็นเหมือนพระเอกที่เป็นทั้งพืชเศรษฐกิจและดูแลสิ่งแวดล้อมไปได้ในตัว”

นอกจากนี้ วัลลภยังยกกรณีศึกษาที่กาแฟได้เข้าไปฟื้นฟูสภาพแวดล้อม นั่นคือบริเวณดอยช้างที่เคยเสื่อมโทรมเพราะการปลูกข้าวโพด ปลูกฝิ่น ตอนหลังชาวบ้านหันมาปลูกกาแฟจนประสบความสำเร็จในระดับโลก และนำไปสู่การหยุดทำไร่เลื่อนลอย ส่งผลให้ทั้งชุมชนและธรรมชาติตรงนั้นยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้

“ป่าเมี่ยง ถ้าไม่มีกาแฟ ป่านนี้สภาพป่าอาจหายไปแล้วก็ได้” เขาถอนใจเบา แต่เป็นเสียงถอนใจของความโล่งอก “เพราะเมื่อก่อนชาวบ้านอาศัยรายได้จากการปลูกเมี่ยง ซึ่งเป็นชากินใบ มีต้นใหญ่เหมือนต้นไม้ ปลูกกันเหมือนเป็นป่าเลย

แต่ตอนนี้ คนกินใบเมี่ยงมีน้อยลงเรื่อยๆ เหมือนคนกินหมากที่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ดังนั้น เมี่ยงก็มีโอกาสที่จะต้องถูกตัดออกหรือเลิกปลูกไปเลย ถ้าเขาปลูกอย่างอื่นเพื่อเลี้ยงปากท้องก็อาจจะต้องตัดต้นไม้เดิมออกเพื่อทำสวน แต่โชคดีที่เมี่ยงกับกาแฟเป็นพืชที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันได้ เพราะฉะนั้น อาณาเขตป่าเมี่ยงจึงยังเขียวอยู่ ยังอุดมสมบูรณ์เหมือนป่าสงวน ป่าอุทยาน เลยด้วยซ้ำ”

การสนทนาดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย พอดีกับที่กาแฟใกล้หมด

เขาค่อยๆ ละเลียดมัน กลืนช้าๆ เหมือนกำลังบอกเราว่า ถึงแม้ในถ้วยจะเหลือแค่หนึ่งคำสุดท้ายให้ได้จิบเพื่อจบบทสนทนา แต่นั่นยังไม่ใช่จุดท้ายสุดของการเดินทางของเขา

“เพราะสุดท้าย รสชาติต้องมาควบคู่กับสิ่งแวดล้อม” นั่นคือเป้าหมายใหม่ที่ชายวัย 60 ปีเพิ่งกล่าวไปด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความหลงใหลในสิ่งที่ทำ “ทำยังไงจึงจะพัฒนารสชาติและต้องปกป้องสิ่งแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่เราจะดูแลมันได้ นอกจากนี้ เราพยายามหลีกเลี่ยงสารเคมีเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อธรรมชาติ คนทำงาน และคนดื่ม เพราะเราถือว่าผู้บริโภคเป็นคนที่จะค้ำจุนธุรกิจ ทำยังไงก็ได้ให้ผู้บริโภคและธรรมชาติอยู่กับเรานานๆ นั่นแหละคือความยั่งยืนของกาแฟ”

วัลลภจิบกาแฟจนหมดถ้วย ก่อนจะยิ้มเหมือนบอกเป็นนัยว่าการเดินทางสายกาแฟของเขานั้นยังไม่จบ

และจะไม่มีวันจบ

เพราะเขารู้ดีว่ากาเฟอีนในหนึ่งถ้วยกาแฟใบนี้ (หรือใบไหน)

ไม่เพียงทำให้หนึ่งชีวิตตื่นจากหลับใหล

แต่ยังทำให้หลายชีวิตตื่นรู้และมีแรงต่อสู้เพื่อวันใหม่… ไปด้วยกัน

วัลลภ ปัสนานนท์

เรายังมีเรื่องของกาแฟอีกหลายแง่มุมที่อยากเล่า แต่คงเล่าได้ไม่หมดในพื้นที่อันจำกัด จึงอยากชวนผู้อ่านไปสัมผัสและทำความรู้จักกับกาแฟที่งาน Thailand Coffee Fest 2018 เทศกาลขนาดใหญ่งานแรกของ The Cloud ที่รวมเรื่องราวของกาแฟไว้ตั้งแต่ต้นจนจิบ ในวันที่ 8 – 11 มีนาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ที่นี่ (งานนี้ลงทะเบียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายนะ) #SCATH #TheCloud #ThailandCoffeeFest #ThailandCoffeeFest2018

Writer

กรกฎ อุ่นพาณิชย์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจและ 2 ช่องทางยูทูบ คือ Outsiders Journal เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม การกินดื่ม และการเดินทางผ่านมุมมองของ ‘คนนอก’ และช่อง Americano Taste เล่าเรื่องแฟชั่นและสไตล์ที่เป็นมากกว่าแค่เสื้อผ้า และจะบอกทุกคนว่า ‘สไตล์คือความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การเล่นแต่งตัวไปวันๆ’ นอกจากงานเขียน กรกฎยังหัดเย็บสูทเองในเวลาว่าง เพื่อเตรียมทำร้านตัดเสื้อในอนาคต

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load