The Cloud x TAT Contact Center เพื่อนร่วมทาง 

นราธิวาส ตั้งอยู่ในพื้นที่ปลายแหลมบนคาบสมุทรมลายู (Malay Peninsula) หนึ่งในสามจังหวัดปลายด้ามขวาน มีพรมแดนติดประเทศมาเลเซีย 

นอกจากจะมีทรัพยากรธรรมชาติสวยงามหลากหลายเป็นเอกลักษณ์ ทั้งแม่น้ำ ทะเล ป่าไม้ ภูเขา สายธารทางประวัติศาสตร์ยังเชื่อมร้อยเรื่องราวจากทั่วทุกสารทิศมาบรรจบกัน ผ่านเส้นทางการค้าที่ถูกเรียกขานว่า ‘เส้นทางสายไหมทางทะเล’ 

จากแผ่นดินไร้พรมแดน สู่ส่วนหนึ่งของอาณาจักรลังกาสุกะ ปาตานีดารุสสลาม กระทั่งร่วมสมัยรัตนโกสินทร์

จากชนพื้นเมืองดั้งเดิมชาติพันธุ์เนกริโต (เซมัง-โอรังอัสลี) ชาวมลายู ชาวฮินดู-พราหมณ์ ชาวจีน ชาวสยาม หรือชาวยุโรป

และจากความเชื่อในการนับถือผีสางนางไม้ สิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติ สู่ศรัทธาความเชื่อใหม่จำหลักมั่น ทั้งพุทธ ฮินดู-พราหมณ์ คริสต์ และอิสลาม

บนแผ่นดินเดียวกัน โชคชะตาเดียวกัน วิถีชีวิตผู้คนจึงได้อยู่อาศัยร่วมกันมาอย่างผูกพันกลมเกลียว 

คอลัมน์ Take Me Out จะชวนไปสัมผัสแหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ประกอบสร้างจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ศาสนสถาน ภาษา วัฒนธรรมผ้าและอาหาร รวมถึงจุดเด่นทางธรรมชาติอย่างกลมกลืนลงตัวในความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ในพื้นที่ที่มีความหมายว่า ที่อยู่ของคนดี-นราธิวาส

01 

มัสยิดวาดีลฮูเซ็น หรือ มัสยิดตะโละมาเนาะ

หนึ่งในสถาปัตยกรรมมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในแหลมมลายู

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

ผู้สร้างมัสยิดที่ว่ากันว่าเก่าแก่ที่สุดในแหลมมลายูแห่งนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2167 นับเนื่องถึงปีปัจจุบัน 2564 มีอายุรวม 397 ปี คือ วันฮูเซ็น อัส-ซานาวี ผู้อพยพมาจากบ้านสะนอยานยา จังหวัดปัตตานี แรกสร้างมีลักษณะเป็นเพียงหลังคามุงใบลานแบบเรียบง่าย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกระเบื้องดินเผา 

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

หลักฐานสำคัญที่น่าสนใจคือ ครั้งหนึ่งบริเวณชุมชนข้างเคียงเคยเป็นแหล่งผลิตคัมภีร์อัลกุรอานที่เขียนด้วยมือ มีชื่อเสียงขจรกระจายไกล และสิ่งโดดเด่นประการหนึ่งที่มักถูกหยิบยกมากล่าวถึงกันเสมอของมัสยิดแห่งนี้ คือลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากมัสยิดทั่วไป 

ด้วยเป็นอาคาร 2 หลังติดต่อกัน สร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง ใช้ไม้สลักแทนตะปู รูปทรงอาคารเป็นแบบไทยพื้นเมืองประยุกต์เข้ากับศิลปะจีนและมลายู ได้รับการออกแบบอย่างลงตัว เหนือหลังคามีฐานมารองรับจั่วบนหลังคาอยู่ชั้นหนึ่ง กลายเป็นส่วนเด่นสุดของอาคาร หออาซานหรือที่ใช้สำหรับประกาศเรียกคนมาละหมาด มีลักษณะเป็นเก๋งจีนตั้งอยู่บนหลังคาส่วนหลัง ฝาเรือนใช้ไม้ทั้งแผ่นแล้วเจาะหน้าต่าง ช่องลมแกะเป็นลวดลายใบไม้ ดอกไม้ สลับลวดลายจีนอย่างกลมกลืนเป็นเอกลักษณ์ 

ปัจจุบัน ชาวบ้านตะโละมาเนาะ ยังคงใช้มัสยิดแห่งนี้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจอยู่เป็นประจำ โดยทั่วไปเข้าชมได้บริเวณภายนอกเท่านั้น หากต้องการเข้าชมภายใน ต้องได้รับอนุญาตจากอิหม่ามประจำหมู่บ้าน

ที่ตั้ง : บ้านตะโละมาเนาะ ตำบลลูโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส (แผนที่)

เวลาเปิด-ปิด : ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 0 7352 2411

02

ขนมอาเก๊าะ – เจ้ายะกัง บาโง

มรดกขนมพื้นบ้านมลายู จากบรรพบุรุษสู่ทายาทรุ่นใหม่

รู้จักเสน่ห์ดั้งเดิมของนราธิวาส ผ่าน 7 แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ตั้งแต่ในเมือง ถึงผืนป่าและทะเล

“ครอบครัวของเราทำขนมอาเก๊าะมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ แม้จะมีกระบวนการขั้นตอนที่ยุ่งยาก แต่เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้ครอบครัว จึงตั้งใจสานต่อสืบทอดมาถึงคนรุ่นใหม่ คือรุ่นลูกหลานในปัจจุบัน”

เมาะจิ สเปีย ผู้อาวุโสจากร้านอาเกาะ ฮัจญะห์ ยามีล๊ะ ยะกัง เจ้าเก่า บอกเล่าเรื่องการสืบทอดวิชาทำขนมโบราณในพื้นที่ชายแดนใต้ ขึ้นชื่อในลิสต์ลำดับต้น ๆ ของขนมช่วงเดือนรอมฎอน (เดือนถือศีลอดของชาวมุสลิม) จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ลูกค้าโทรศัพท์สั่งจองกันข้ามวัน ใครไม่จองก่อน รับรองอดแน่นอน

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

 อาเก๊าะ คือขนมโบราณชนิดหนึ่ง เป็นที่นิยมกันมากในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส สันนิษฐานว่าชื่อนี้อาจเพี้ยนมาจากคำภาษามลายูว่า อาเก๊ะ ที่แปลว่า ยกขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะสะท้อนถึงกรรมวิธีการผลิตที่ต้องยกไฟที่วางอังไว้ข้างบนออกทุกครั้งเมื่อขนมสุก ด้วยการผิงไฟบนล่างด้วยเชื้อไฟจากกาบมะพร้าวให้ความร้อนทั่วถึง เห็นควันลอยโขมงอยู่รอบบริเวณ และถึงแม้เวลาจะผ่านไป บรรดาแม่ค้าที่ทำขนมอาเก๊าะก็ยังคงใช้วิธีแบบดั้งเดิม เพราะเป็นที่มาของกลิ่นหอมเย้ายวนชวนให้ลอง

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

อาเก๊าะที่สุกได้ที่แล้วจะมีลักษณะเหมือนคัสตาร์ดหรือขนมหม้อแกงเนื้อแน่น กลิ่นหอม รูปทรงรีและแบน แต่ละร้านมีสูตรการทำแตกต่างกันไป เพื่อทำให้ขนมอาเก๊าะมีเนื้อและรสแตกต่างกันไป กระทั่งทุกวันนี้ขนมอาเก๊าะ ยะกัง เป็นที่รู้จักและมีออเดอร์จำนวนมาก ทั้งในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะช่วงเดือนรอมฎอน มียอดสั่งถึงวันละ 2,000 – 3,000 ลูก ถึงขั้นต้องเร่งการผลิต ผลัดเวรทำทั้งวันทั้งคืน

ที่ตั้ง : บ้านบาโง ชุมชนยะกัง 1 ตำบลบางนาค อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส (แผนที่)

เวลาเปิด-ปิด : ประมาณ 09.00 – 17.00 น. 

โทรศัพท์ : 08 1599 2010

03

ภัตตาคารมังกรทอง

ร้านอาหารเก่าแก่สะท้อนจีนวิถี แต่มีเมนูสมานฉันท์ ไทย จีน และปักษ์ใต้ 

รู้จักเสน่ห์ดั้งเดิมของนราธิวาส ผ่าน 7 แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ตั้งแต่ในเมือง ถึงผืนป่าและทะเล

ร้านอาหารไทย-จีนชื่อเสียงในระดับต้น ๆ อยู่คู่เมืองนรามายาวนานตั้งแต่ พ.ศ. 2518 จากบ้านอยู่อาศัย ปรับปรุงกลายเป็นร้านอาหารชื่อดังสไตล์จีนร่วมสมัย ให้บริการแบบอบอุ่นเป็นกันเอง 

ที่นี่คือร้านอาหารจีนที่ได้รับการยอมรับว่ารสชาติดีที่สุดในนราธิวาส เน้นหนักอาหารประเภทปลา กุ้ง เมนูเด็ด เช่น ขนมจีนแกงไตปลาปักษ์ใต้ มีไข่ต้มทานประกอบ แกงส้มปลากะพงยอดมะพร้าว แกงไตปลา เป็ดกรอบ สลัดกุ้งทอด ปลาสำลีทอด ไก่สับเบตง ยำผักกูด ผัดสะตอกุ้งสด หรือปลากุเลาตากใบ และปลาหมอหยองแดดเดียวทอด

ป้ามะลิ หรือ คุณมะลิวัลย์ คือผู้ริเริ่มสร้างภัตตาคารมังกรทอง ลงมือทำเครื่องแกงเอง จึงได้รสชาติหอมกรุ่นชวนหิวตามต้องการ จนติดใจลูกค้าทั้งในและนอกพื้นที่ โดยเฉพาะเวลามีงานเทศกาลต่าง ๆ 

ร้านมังกรทองมี 2 ชั้น ชั้นบนเป็นห้องจัดเลี้ยงส่วนตัว เป็นร้านสำหรับต้อนรับนักชิมทั้งชาวไทย จีน และปักษ์ใต้พื้นถิ่น บรรยากาศก็เยี่ยมเพราะทำเลที่ตั้งอยู่ติดริมน้ำบางนรา มีระเบียงโล่งและเป็นแพยื่นลงไปในแม่น้ำ ยามเย็นลมโปร่งพัดสบาย ได้ชมวิวและวิถีชีวิตของชาวนราธิวาสเพลิน ๆ กันไป 

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

บางช่วงจะเห็นเรือกอและของชาวบ้านวิ่งผ่านไปมาช่วงพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า และบางคืนเห็นพระจันทร์ที่ค่อย ๆ โผล่พ้นเขาตันหยง ทอดเงาพลิ้วไหวในสายน้ำบางนรา กลายเป็นสถานที่ของความทรงจำระหว่างอาหารรสชาติอร่อยและหัวใจอิ่มสุขได้ดื่มด่ำรสธรรมชาติ

ที่ตั้ง : 433 ถนนภูผาภักดี ตำบลบางนาค อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส (แผนที่)

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน 11.00 – 22.00 น.

โทรศัพท์ : 0 7351 1835

Facebook : มังกรทอง นราธิวาส Mangkorntong Narathiwat

04

บาติกอ่าวมะนาว

ร้านผ้าบาติกของชุมชนมุสลิมริมทะเล 

รู้จักเสน่ห์ดั้งเดิมของนราธิวาส ผ่าน 7 แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ตั้งแต่ในเมือง ถึงผืนป่าและทะเล

อ่าวมะนาว ชายหาดสวยงามด้วยเม็ดทรายขาวละเอียดเหยียดยาวขนานไปกับน้ำทะเลสีคราม และมีหมู่บ้านชายทะเลน่ารักอยู่ชิดริมอ่าวชื่อว่า บ้านอ่าวมะนาว 

ที่นี่คือแหล่งผลิตผ้าบาติกที่เต็มไปด้วยความสดใสของเส้นสาย ประหนึ่งวาดสีสันชีวิตใหม่ให้ผู้คน จากหมู่บ้านที่มีประชากรแทบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ยึดอาชีพการประมง (ลูกจ้างเรือประมง) เป็นหลัก แต่รายได้ก็ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ชาวบ้านส่วนหนึ่งจึงตัดสินใจเดินทางไปขายแรงงานในประเทศมาเลเซีย ทำให้ชุมชนเงียบเหงา เหมือนไร้ความหวัง

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น
9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

ทว่าจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2536 เมื่อ พิสชัยวุธ และ มีนะ หะยีกะจิ ซึ่งในขณะรับราชการ แต่สมาชิกในครอบครัวลองทำงานอดิเรกด้วยการทำผ้าบาติก จนเห็นว่าหากทำอาชีพนี้อย่างจริงจัง น่าจะสร้างรายได้ได้ ประกอบกับมีชาวบ้านที่เคยทำงานในโรงงานบาติกในประเทศมาเลเซียเดินทางกลับมาบ้าน จึงชักชวนและรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่ม และได้รับการช่วยเหลือในการรวมกลุ่มดำเนินงานอย่างจริงจังจากทางราชการ

เรื่องราวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญาพื้นบ้าน จึงปรากฏผ่านลายผ้าบาติกที่ถูกนำมาแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายชนิด ทั้งเสื้อผ้า ผ้าคลุม กระโปรงฝ้าย กระเป๋าผ้าบาติก ฯลฯ

ที่ตั้ง : 24/15 หมู่ 7 ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส (แผนที่)

เวลาเปิด-ปิด : 09.00 – 17.00 น. (ปิดทำการวันอาทิตย์)

โทรศัพท์ : 09 8019 6952, 08 1275 5399

Facebook : Aomanao Batik

05

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขุนละหาร

แหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมชุมชนของทายาทท่านขุน

รู้จักเสน่ห์ดั้งเดิมของนราธิวาส ผ่าน 7 แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ตั้งแต่ในเมือง ถึงผืนป่าและทะเล

ด้วยเป้าหมายเพื่อมุ่งรักษาศิลปะ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษารากเหง้าในอดีต ผู้ใหญ่มิง-รัศมินทร์ นิติธรรม จึงตัดสินใจก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขุนละหาร ใน พ.ศ. 2552 และเปิดตัวเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.​ 2555 หวังสืบทอดเจตนารมณ์บรรพบุรุษ ในฐานะบุตรชายของ มนูญธรรม นิติธรรม (หลานชายคนโตของขุนละหาร) และ มีนา นิติธรรม จนนับเป็นตัวอย่างที่ดีในการเคลื่อนไหวของคนในชุมชน 

“ทั้งคุณค่าวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ เรื่องราวเหล่านี้เป็นอัตลักษณ์สำคัญและมีคุณค่ามาก ผมจึงตั้งใจอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น ความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของชุมชน และมุ่งถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชนและสังคม” รัศมินทร์ นิติธรรม บอกเล่าถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็น 6 ห้อง เช่น ห้องภูมิหลัง จัดแสดงเครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องปั้นดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยลังกาสุกะ ห้องเครื่องใช้ไม้สอย จัดแสดงเครื่องมือ เครื่องใช้ ของชาวมลายูในชายแดนใต้ ห้องพิธีกรรม จัดแสดงแบบประเพณี พิธีกรรมของชาวมลายูในชายแดนภาคใต้ ห้องสายน้ำ จัดแสดงวัสดุ อุปกรณ์ การประกอบอาชีพ ประมงน้ำจืด ประมงน้ำเค็ม และห้องศาสตราวุธ จัดแสดงศาสตราวุธชาวมลายูในอดีต 

รูปแบบของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอื่น ๆ ในอดีต เพราะนอกจากจัดแสดงโบราณวัตถุแล้ว ยังจัดกิจกรรมสร้างความผูกพันกับชุมชนและกลุ่มวัฒนธรรมอื่น และแสดงองค์ความรู้ทางด้านการเปลี่ยนแปลงของท้องถิ่น เช่น ด้านการปกครอง สังคม ประเพณี ความเชื่อ และพิธีกรรม อย่างต่อเนื่อง 

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

ผู้มาเยือนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเข้าใจวิถีชีวิต ศรัทธาความเชื่อของผู้คน ผ่านศิลปวัฒนธรรม ประเพณี อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ และประการสำคัญ ได้มองเห็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ที่เชื่อมต่อแต่ละยุคสมัย ภายใต้สายรากวัฒนธรรมมลายูได้อย่างชัดเจนขึ้น

ที่ตั้ง : บ้านกาเด็ง หมู่ 7 ตำบลละหาร อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส (แผนที่)

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 0 7359 1222, 08 9656 9957

Facebook : พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขุนละหาร Khun Laharn Local Museum

06

พิพิธภัณฑ์มรดกวัฒนธรรมอิสลามและศูนย์การเรียนรู้อัล-กุรอาน

แหล่งเก็บคัมภีร์อัล-กุรอานโบราณอายุกว่าพันปี ตำรายา และตำราดาราศาสตร์

รู้จักเสน่ห์ดั้งเดิมของนราธิวาส ผ่าน 7 แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ตั้งแต่ในเมือง ถึงผืนป่าและทะเล

ย้อนหลังไปเมื่อ 500 ปีก่อน เมื่อพญาอินทิราแห่งอาณาจักรลังกาสุกะ ได้ปฏิญานตนเข้ารับศาสนาอิสลาม และเปลี่ยนชื่อเป็น สุลต่านอิสมาอีลชาห์ อาณาจักรลังกาสุกะถึงคราเปลี่ยนเป็น ปาตานีดารุสสาลาม ผู้คนส่วนใหญ่ในพื้นที่จึงเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามตราบกระทั่งทุกวันนี้ 

เรื่องราวเกี่ยวกับคัมภีร์อัล-กุรอาน (Al-Quran) คัมภีร์ในศาสนาอิสลามกลายเป็นเรื่องสำคัญ ชาวมุสลิมเชื่อว่าเป็นพระวจนะของอัลลอฮ์ ที่ประทานผ่านเทวทูตญิบรีลมาสู่นบีมุฮัมมัด เพื่อเป็นทางนำในการดำเนินชีวิตของชาวมุสลิมผู้ศรัทธาเมื่อ 1,400 ปีก่อน

“ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน อัล-กุรอาน จึงสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวมุสลิม” โต๊ะครู มาหามะลุตฟี หะยีลาแม ผู้บริหารสถานศึกษาสอนศาสนาอิสลามโรงเรียนสมานมิตรวิทยา ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ร่วมกับคณะครูโรงเรียนสมานมิตร กล่าวถึงความสำคัญของคัมภีร์ที่เป็นทางนำในชีวิตของผู้นับถือศาสนาอิสลาม เป็นความตั้งใจที่จะรวบรวมประเภทคัมภีร์อัล-กุรอานโบราณ มรดกทางศิลปวัฒนธรรมอิสลามที่ตกทอดจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

จากเริ่มแรกรวบรวมได้ 13 เล่ม เป็นสมบัติของโรงเรียนและจากสุเหร่าเก่าแก่ในชุมชน ต่อมาจึงมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และชาวต่างชาติแถบประเทศอาเซียน ทยอยนำมามอบให้ กระทั่งสามารถรวบรวมคัมภีร์ได้มากกว่า 70 เล่ม 

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น
9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

“คัมภีร์อัล-กุรอาน ที่เก่าแก่ที่สุดของโรงเรียนสมานมิตรวิทยามีอายุกว่าหนึ่งพันปีจากประเทศอียิปต์ หรือคัมภีร์โบราณจากรูสะมีแล ปัตตานี อายุกว่าสามร้อยปี ได้รับคัดเลือกจากสถาบันหอสมุดสุไลมานียะห์ ประเทศตุรกี ให้เป็นคัมภีร์ที่มีความสวยงามที่สุดในประเทศโลกมุสลิม เมื่อ พ.ศ. 2559 นอกจากนี้ ยังมีเอกสารโบราณที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตมุสลิมที่ชาวต่างชาติมามอบให้ เช่น จากอียิปต์หรืออินโดนีเซีย ชาวมุสลิมที่มีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ หรือในอดีตเคยติดต่อกับประเทศไทย มีทั้งตำรายา ตำราดาราศาสตร์ และตำราต่าง ๆ ที่ล้วนมีอายุเก่าแก่มาก” 

เอกสารโบราณเหล่านี้ ทางกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้เข้ามาดูแลเรื่องการเก็บรักษา บูรณะ ซ่อมแซม ตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง แต่หากเป็นคัมภีร์อัล-กุรอาน ที่ชำรุดและไม่สามารถซ่อมแซมเองได้ ก็จะจัดส่งไปให้ช่างผู้ชำนาญการในประเทศตุรกีซ่อมแซม 

ผู้มาเยือนสถานที่แห่งนี้จะได้เรียนรู้วิถีมุสลิม หรือสถานที่น่าสนใจเกี่ยวเนื่องกับมุสลิมในจังหวัดนราธิวาส กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมของชาติที่สำคัญแห่งหนึ่ง

ที่ตั้ง : โรงเรียนสมานมิตรวิทยา ชุมชนบ้านศาลาลูกไก่ ตำบลละหาร อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส (แผนที่)

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 08 4973 5772

07

เกาะยาว 

เกาะแห่งตากใบ ดินแดนแสงอาทิตย์ แสงดาว และชาวประมง

รู้จักเสน่ห์ดั้งเดิมของนราธิวาส ผ่าน 7 แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ตั้งแต่ในเมือง ถึงผืนป่าและทะเล

เกาะยาวหรือบ้านเกาะยาว มีลักษณะพื้นที่แคบยาว ส่วนกว้างสุดไม่ถึง 1 กิโลเมตร ยาวประมาณ 9 กิโลเมตร ตั้งอยู่ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอตากใบ ฝั่งหนึ่งติดทะเลอ่าวไทย ส่วนอีกฝั่งด้านหนึ่งติดแม่น้ำตากใบ มีชายหาดทรายขาวสะอาด ทิวมะพร้าวเรียงรายเป็นแนวยาวสวยงาม บรรยากาศร่มรื่นเหมาะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ 

“จากลักษณะพื้นที่ขนานฝั่งทะเล ทำให้เกิดเป็นลำคลอง มีเกาะกำบังลมและคลื่นจากทะเล ชาวประมงจึงนิยมนำเรือมาจอดหลบคลื่นลมในฤดูมรสุม” มะสือลัม สาแลแม อิหม่ามมัสยิดบนเกาะ หนึ่งในแกนร้อยรัดศรัทธาของผู้คนในชุมชนสะท้อนบางมุมของเกาะยาว

ปัจจุบันการเดินทางจากแผ่นดินใหญ่สู่เกาะยาวเข้าได้ 2 ทาง รถยนต์เข้าทางหาดท่าเสด็จ ส่วนทางเท้าหรือมอเตอร์ไซค์จะผ่านทางสะพานเกาะยาวฝั่งตากใบ ก่อนหน้านี้การเดินทางจากเกาะยาวมายังฝั่งที่ว่าการอำเภอ ชาวบ้านต้องใช้เรือสัญจร กว่าจะมีการสร้างสะพานไม้เชื่อมทางต้องคอยถึง 100 ปี จึงเป็นสาเหตุให้ประชาชนเรียกสะพานดังกล่าวว่า ‘สะพานคอยร้อยปี’

เมื่อการก่อสร้างสะพานเกาะยาวเสร็จสิ้น ประกอบกับแผนผลักดันให้พื้นที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ทุกวันนี้จึงมีผู้คนเข้ามาท่องเที่ยวบนเกาะยาวมากขึ้น ทั้งคนต่างพื้นที่ พี่น้องชาวมาเลเซีย ชาวจีน ฝรั่งต่างชาติ ชาวบ้านเองเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกมากขึ้น เพราะภาพของชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมสวยงามสดชื่น ภายใต้บรรยากาศร่มรื่น อุดมสมบูรณ์ด้วยต้นมะพร้าวรายเรียงและป่านิเวศริมฝั่งทะเล สัมผัสชุมชนที่มีเรื่องเล่าจากชุมชนเป็นประวัติศาสตร์มายาวนาน ผู้คนดำรงชีวิตอย่างมีอัตลักษณ์ และยังคงรักษาความสะอาดและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

สำหรับผู้พิสมัยเรื่องดาวเดือน ช่วงเดือนหงาย ท้องฟ้าเกาะยาวมีดวงดาวพราวแสงอร่ามเต็มฟ้า เป็นห้วงแห่งการตักตวงความสุข เมื่อทอดสายตามองบนฟากฟ้าเห็นทะเลดาว และเมื่อทัศนาวิถีโดยรอบ จะสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบ งดงาม อวลด้วยมนต์เสน่ห์จากหาดทรายขาว ทิวมะพร้าว และคลื่นขาวลมสงบ

และจากค้นหาข้อมูลการขึ้นของดวงอาทิตย์จากสมาคมดาราศาสตร์ไทย พบว่าในช่วงปลายปี พื้นที่บนเกาะยาวแห่งนี้จะเห็นแสงแรกของดวงอาทิตย์ก่อนจังหวัดอื่น ๆ นับเป็นจังหวัดแรกที่ดวงอาทิตย์ดั่งขึ้นจากท้องทะเลสู่ฟากฟ้า

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

ประการสำคัญ เมื่อยืนทัศนามุมกว้างจะเห็นภาพ ‘วัดชลธาราสิงเห’ กับ ‘มัสยิดนูรุลบะรีย์’ ตั้งเด่นอยู่คนละฝั่งของลำน้ำ โดยมีสะพานคอยร้อยปีเป็นเส้นทางเชื่อมวิถีของผู้คนต่างศาสนา สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันอย่างงดงาม

ที่ตั้ง : หมู่ที่ 8 ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส (แผนที่)

เวลาเปิด-ปิด : 06.00 – 19.00 น.

08

วัดชลธาราสิงเห

พระอารามหลวงที่ผสานศิลปะพุทธ มุสลิม และจีน

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

ทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ งานจิตรกรรม รูปแบบสถาปัตยกรรม พิพิธภัณฑ์ ภูมิทัศน์รอบวัดซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำตากใบ ทำให้บรรยากาศวัดเงียบสงบ ร่มรื่นด้วยร่มเงาจากพรรณไม้ สร้างความโดดเด่นให้กับสถานที่สำคัญแห่งนี้ 

วัดชลธาราสิงเห หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย เป็นพระอารามหลวง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2403 ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สมัยดินแดนตากใบยังเป็นรัฐกลันตัน โดย ท่านพระครูโอภาส พุทธคุณ (พุด) ขอที่ดินมาจากพระยากลันตัน 

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

วัดโดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรม อาคารแต่ละหลังมีเอกลักษณ์ ผสมผสานความเป็นพุทธ มุสลิม และจีน เป็นศูนย์กลางด้านภูมิทัศน์วัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ที่สำคัญ มีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของชาติ ครั้งถูกหยิบยกเป็นเหตุผลอ้างอิงในการปักปันเขตแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย ใน พ.ศ. 2441 ที่ส่งผลให้ดินแดนส่วนนี้ไม่ถูกผนวกเข้าในเขตของประเทศมาเลเซียยุคอาณานิคมอังกฤษ

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีกุฏิสิทธิสารประดิษฐ์หรือกุฏิพระครสิทธิสารวิหารวัตร ซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่งดงาม เดิมเป็นอาคารไม้ทั้งหลัง ต่อมากุฏิพังทลายลง ทางวัดจึงสร้างขึ้นใหม่แต่รูปแบบค่อนข้างต่างไปจากเดิม ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรให้เป็นพิพิธภัณฑสถานวัดชลธาราสิงเห เพื่อเก็บโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของวัดจากภาพถ่ายเก่า รวมถึงภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เขียนโดยพระภิกษุชาวสงขลา เป็นพุทธประวัติที่สอดแทรกภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสมัยนั้นไว้เด่นชัดและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง 

ที่ตั้ง : หมู่ที่ 3 ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส (แผนที่)

เวลาเปิด-ปิด : 08.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 0 7358 1238

09 

ทะเลหมอกเขาน้ำใส

ส่วนหนึ่งของป่าฮาลา-บาลาอันยิ่งใหญ่ 

รู้จักเสน่ห์ดั้งเดิมของนราธิวาส ผ่าน 7 แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ตั้งแต่ในเมือง ถึงผืนป่าและทะเล

สุคิริน…

ชื่อนี้มีเรื่องเล่า ตำนาน และเรื่องราวน่าสนใจอยู่มากมาย ทั้งตำนานเหมืองทอง ล่องแก่งต้นน้ำสายบุรี และหนึ่งในนั้นคือเรื่องราวเกี่ยวกับทะเลหมอก โดยเฉพาะที่กำลังโด่งดังคือ ทะเลหมอกเขาน้ำใส ที่บ้านน้ำใส ตำบลเกียร์ สถานที่สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ สีเขียวห่มดิน อากาศสุดบริสุทธิ์ โดยเฉพาะผืนป่าสำคัญ ฮาลา-บาลา ผืนป่าดงดิบที่กล่าวได้ว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ครอบคลุมผืนป่าบริเวณเทือกเขาสันกาลาคีรี อันเป็นเส้นแบ่งพรมแดนทางธรรมชาติระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ส่วนที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสจากจุดชมวิวทะเลหมอกเขาน้ำใสคือส่วนของป่าบาลา

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

เส้นทางและสถานที่ตั้งของทะเลหมอกเขาน้ำใส ไม่ได้ลำบากยุ่งยากอะไรมากสำหรับนักเดินทาง แต่คุณค่าของการมีโอกาสได้สัมผัสช่างคุ้มค่ายิ่งนัก เพราะผู้มาเยือนจะได้สัมผัสบรรยากาศยามเช้า พร้อมกับรับประทานอาหารเช้าเคล้าสายหมอก ณ จุดชมวิว ได้พูดคุยกับผู้นำชุมชนและเยาวชนบ้านน้ำใส หัวเรี่ยวหัวแรงในการดูแลจัดการบริหารอำนวยความสะดวกในเรื่องสถานที่ 

ทะเลหมอกแห่งนี้ สะท้อนถึงความร่วมมือของชุมชน ผ่านผู้นำชุมชนและกลุ่มเยาวชนบ้านน้ำใส พร้อมอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้นิยมการตั้งแคมป์ ก่อกองไฟปิ้งย่าง จิบชากาแฟร้อน ๆ กางเต็นท์นอนดูดาว ยามค่ำคืนเห็นดาวบนดิน พอชื่นเช้าเห็นหมอกเต็มฟ้า ก็เลือกมุมเซลฟี่กับทะเลหมอกสวยงามแบบ 360 องศา เห็นหมอกขาวม้วนตัวราวกับเกลียวคลื่นเต็มฟ้าฟากทั้งที่ไม่ใช่ฤดูหนาว มุมถ่ายภาพกว้างไกลสุดสายตา ถ่ายภาพมุมไหนก็ประทับใจ เสร็จแล้วก็ทานข้าวยำหรืออาหารพื้นบ้านท่ามกลางสายหมอก 

เช่นที่กล่าวกันว่า ยิ่งเข้าใกล้ธรรมชาติ ความทุกข์ก็น้อยลงเท่านั้น

“ขอให้รักป่า รักเขา รักเรา ทะเลหมอกเขาน้ำใส” ถ้อยเชิญชวนจาก โกเมท เจ๊ะตือเงา แกนนำเยาวชนบ้านน้ำใสที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนด้วยหัวใจไร้พรมแดน

9 แหล่งเรียนรู้ชีวิตและมรดกวัฒนธรรม ที่จะทำให้เข้าใจนราธิวาสมากขึ้น

ที่ตั้ง : หมู่ 3 บ้านน้ำใส ตำบลเกียร์ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส (แผนที่)

เวลาเปิด-ปิด : 05.00 – 18.00 น.

โทรศัพท์ : 06 5753 4379, 09 9306 0038

Facebook : จุดชมวิว ทะเลหมอกเขาน้ำใส

ภาพ : มาหามะสาบรี เจ๊ะเลาะ และ รัชต หะยีมามุ

Writer

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

ชาวดุซงญอ-นราธิวาส โดยกำเนิด ชอบอ่าน เขียน ถ่ายภาพ เดินทาง และทำกิจกรรมทางสังคมในนามกลุ่มหัวใจเดียวกัน

Photographers

มูหมัดซอเร่ เดง

ช่างภาพอิสระจากจังหวัดปัตตานี เริ่มต้นถ่ายภาพเพื่อช่วยเหลือคนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุดีเปรสชันถล่มปัตตานีใน พ.ศ. 2553 เพราะเห็นพลังของภาพถ่ายที่ช่วยเหลือสังคมได้ โดยไม่ต้องอาศัยสื่อกระแสหลัก

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

ชาวดุซงญอ-นราธิวาส โดยกำเนิด ชอบอ่าน เขียน ถ่ายภาพ เดินทาง และทำกิจกรรมทางสังคมในนามกลุ่มหัวใจเดียวกัน

Take Me Out

ออกไปทำความรู้จักเมืองในมุมใหม่ด้วยคอนเซปต์หลากหลาย

The Cloud x TAT Contact Center เพื่อนร่วมทาง

คนยโสธรเป็นสายกรีนมาแต่กำเนิด พวกเขายึดถือการทำนาข้าวเป็นอาชีพเลี้ยงตัวมาแต่เก่าก่อน ผูกพันกับชีวิตชนิดแยกกันไม่ขาด ที่สำคัญคือต่อยอดเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์มาสักพักใหญ่แล้ว จากความร่วมมือของชาวนาชาวไร่ที่ผันตัวมาใช่วิธีดูแลพืชพรรณให้ปลอดภัยทั้งกับตัวเองและผู้บริโภค ขณะเดียวกันทางจังหวัดก็ส่งเสริมเต็มที่ เกิดเป็นตราบั้งไฟหลากสี แบ่งตามมาตรฐานอินทรีย์แต่ละขั้น เพื่อช่วยรับรองผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรโดยเฉพาะ

เมื่อได้พูดคุยกับพี่น้องเกษตรกร พบว่าพวกเขาช่วยกันขับเคลื่อนสังคมเกษตรอินทรีย์กันอย่างคึกคัก สร้างช่องทางส่งขายอย่างเป็นระบบ รวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายมากมายในพื้นที่ ตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการปลูกพืชและปศุสัตว์ ทั้งยังมีตลาดให้จำหน่ายผลิตผลแทบทุกอำเภอ สับเปลี่ยนสถานที่ เวียนวันกันไปไม่ซ้ำในแต่ละอาทิตย์ 

หลังจากทำความรู้จักยโสธรผ่าน 10 สถานที่เก่า-ใหม่ของเมืองบั้งไฟ กันพอหอมปากหอมคอ คราวนี้มาสัมผัสอีกตัวตนของคนยโสฯ กับสารพัดพื้นที่สีเขียวปลอดสารพิษ ทั้งนาข้าวหอมมะลิ นาบัวหวาน ฟาร์มปศุสัตว์หลากหลายแนว หมู่บ้านอินทรีย์ที่ทำเกษตรปลอดสารกันทุกครัวเรือน รวมถึงคาเฟ่ที่เลือกนำเสนอความออร์แกนิกผ่านอาหารการกิน

เปลี่ยนบรรยากาศ Work from Home ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 แสนอุดอู้ แล้วออกไปสูดอากาศสดชื่นรื่นรมย์ที่ยโสธรผ่านคอลัมน์ Take Me Out ด้วยกัน

01 

บัวหวานยโสธร

นาบัวอินทรีย์ที่รักษาความหวานกรอบเหมือนเพิ่งเก็บจากบึง

บัวหวานยโสธร
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

จากอาชีพทำนาข้าวและแม่ค้ารับบัวมาขายตามตลาด จันทร์-ธนพร จันทร์หอม ผันตัวเริ่มทำนาบัวด้วยตัวเองเพราะความหลงใหลในรสชาติ เลือกแนวทางอินทรีย์ในการปลูก โดยมีเหตุผลเพียงไม่อยากทำร้ายสัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลายเป็นเม็ดบัวที่มีคุณภาพดีตามไปด้วย เพราะระบบนิเวศสมบูรณ์ ทำให้เหล่าผึ้งและชันโรงที่อยู่กันอย่างสบายใจก็เป็นลูกมือช่วยผสมเกสร จึงได้หน้าบัวที่เต็ม กลมสวยไม่เว้าแหว่ง และขายได้ราคาดี

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

เมื่อผลตอบรับดีจนไม่พอขาย จันทร์จึงเพิ่มบ่อบัวให้มากขึ้น วางแผนปลูกแต่ละบ่อให้บานไล่เลี่ยกันจะได้มีผลผลิตเก็บเกี่ยวทั้งปี นอกจากประคบประหงมด้วยความใส่ใจ บำรุงด้วยน้ำหมักสูตรพิเศษ และดูแลอย่างไร้สารเคมีแล้ว เคล็ดไม่ลับอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย คือการแช่น้ำแข็งทันทีตั้งแต่เก็บขึ้นจากบ่อ ทำให้หวานกรอบจนถึงมือลูกค้า และนอกจากเม็ดบัวสดที่คนนิยมกิน จันทร์มีเมนูแนะนำด้วย นั่นคือ ส้มตำเม็ดบัว อีกทางเลือกที่แซ่บหลายใช้ได้ไม่แพ้กัน

หากสนใจอยากมาพิสูจน์ความหวาน เข้ามาอุดหนุนได้ทุกเมื่อ หรือถ้าอยากมาเที่ยวถ่ายรูปกับดอกบัวสีขาวเต็มบ่อ ลองติดต่อมาถามจันทร์ล่วงหน้าได้ว่าดอกบัวเริ่มบานแล้วหรือยัง จะได้มาแล้วไม่เสียเที่ยว

ที่ตั้ง : ตำบลค้อเหนือ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร 35000 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ติดต่อนัดหมายล่วงหน้า

โทรศัพท์ : 06 2990 1395

Facebook : บัวอินทรีย์ บัวหวานยโสธร

02

บ้านไร่รุ้งตะวัน 

ฟาร์มเมล่อนญี่ปุ่น นาข้าวอินทรีย์ และคาเฟ่กลางทุ่งนา

บ้านไร่รุ้งตะวัน
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

 เอก-ธนิสร จิตตะมา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านไร่รุ้งตะวัน กลับมาอำเภอเลิงนกทาบ้านเกิดอีกครั้ง หลังจากทำงานในกรุงเทพฯ กว่า 20 ปี เขาเล็งเห็นว่าตำบลที่อาศัยอยู่มีทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ สถานที่ท่องเที่ยวก็พอมีอยู่บ้าง น่าจะต่อยอดที่ดิน 20 กว่าไร่ของตนให้มีประโยชน์มากกว่าการปลูกข้าว หลังจากหาข้อมูลอยู่นานว่าจะปลูกพืชอะไร เอกก็พบว่าเมล่อนญี่ปุ่นเป็นพืชที่น่าสนใจ ปลูกได้ง่ายทั่วประเทศ เจริญเติบโตไวเพียง 3 เดือนก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ รวมถึงมีมูลค่าในท้องตลาดสูง 

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

จากคนไม่มีความรู้เรื่องเกษตร เขาทำการบ้านอย่างจริงจัง ลองผิดลองถูก หาความรู้เพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตและเข้าอบรมตามที่ต่าง ๆ ลองปลูกทั้งสายพันธุ์ราคาแพงและถูกเพื่อเปรียบเทียบ ก่อนพบว่าคุณภาพต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งรูปร่างของลูกและรสชาติ เขาเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุด แม้ราคาสูงแต่ใครได้ลองลิ้มก็ติดใจ บางครั้งต้องรีบจองไว้ก่อนก็มี

แถมเอกยังมองการณ์ไกลแชร์พื้นที่นาที่ไม่ได้ใช้ให้กับสมาชิกวิสาหกิจชุมชน โดยเขาช่วยจัดการ ให้คำปรึกษา และควบคุมวิธีการทำให้เป็นอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ก่อนจะรวบรวมผลผลิตไปจำหน่ายให้ ภายใต้แบรนด์บ้านไร่รุ้งตะวัน ที่มีสารพัดใบรับรองอินทรีย์ทั้งภายในจังหวัดและเกรดส่งออกเป็นเครื่องการันตี

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

หลังจากทำมาพักใหญ่ เพิ่มนู่นเติมนี่ในพื้นที่จนทุกอย่างเปลี่ยนไปแทบไม่เหลือเค้าเดิม เขาแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นคาเฟ่เล็กกลางท้องทุ่ง นอกจากจะมีเมล่อนคุณภาพดีรสชาติหวานไว้ชูโรง ยังมีไอศกรีมข้าวเม่าอินทรีย์ที่อยากให้ลอง รวมถึงเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่เอกอยากชวนให้นั่งลงมองนาข้าว พักเหนื่อยสักประเดี๋ยว แล้วค่อยออกเดินทางไปเที่ยวต่อ

ที่ตั้ง : 203 หมู่ 5 ตำบลบุ่งค้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร 35120 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8232 8961

Facebook : บ้านไร่รุ้งตะวัน Baan Rai Rung Tawan

03 

ดอกกระเจียวหวานอินทรีย์ บ้านโคกนาโก

ฟาร์มดอกกระเจียวหวาน อีกสัญลักษณ์ใหม่ของเมืองบั้งไฟ

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

หลายคนรู้จักดอกกระเจียวในฐานะพืชดอกสวยงามที่จะบานเต็มทุ่งในช่วงฤดูฝน แต่สำหรับชาวบ้านโคกนาโก อำเภอป่าติ้ว กลับให้นิยามต่างออกไป เพราะดอกกระเจียวคือพืชเศรษฐกิจที่นำเม็ดเงินเข้าสู่หมู่บ้านตลอดปี

“เราผลักดันจนเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด เดี๋ยวนี้พูดถึงยโสธร คนไม่นึกถึงบุญบั้งไฟแล้ว นึกถึงดอกกระเจียว” โบ้-เมืองชัย ทองลา เล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจ ก่อนชวนเราย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนบัณฑิตด้านเกษตรตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่เดินทางสายงานประจำ แต่อยากมาทำสวนเกษตรตามความถนัดที่บ้านเกิด 

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

วันนั้นเขามองเห็นอรรถประโยชน์หลายอย่างของดอกกระเจียว พืชท้องถิ่นคู่วิถีชีวิตลูกอีสานมาตั้งแต่เด็ก จึงลองหยิบเอาพันธุ์จากป่ามาสู่เมือง นำมาปรับเข้ากับวิธีการสมัยใหม่ที่ได้เล่าเรียนมา ปลูกบนโคกควบคู่ไปกับนาข้าว

วันนี้เขายังคงดูแลแบบปลอดสารเหมือนเดิม บำรุงด้วยปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก ใช้ฟางข้าวมาคลุมดินเพื่อจัดการวัชพืช ทำให้ไม่ต้องพึ่งยาฆ่าหญ้า ด้วยความตั้งใจอยากควบคุมระบบการปลูกแบบอินทรีย์ จึงได้ผลผลิตออกมาดีและปลอดภัย เป็นที่สนใจของชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่ ถึงขั้นซื้อพันธุ์และขอคำแนะนำลงใต้ไปปลูกถึงอำเภอเบตงเลยก็มี

โบ้ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ดอกกระเจียวมีหลายพันธุ์ รสชาติแตกต่างกันออกไป ทั้งเผ็ดซ่าคล้ายหน่อข่าจนถึงหวานกรอบอร่อยกินง่าย สำหรับฟาร์มของโบ้เลือกปลูกพันธุ์อย่างหลัง หากใครถูกใจรสชาติหรืออยากลองปลูก ไม่ว่าจะแปลงเล็ก ๆ กินในครัวเรือน หรือทำเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ก็ขอคำแนะนำได้ถึงฟาร์ม หนุ่มบ้านโคกนาโกยินดีต้อนรับ

ที่ตั้ง : บ้านโคกนาโก อำเภอโคกนาโก อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร 35150 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ติดต่อนัดหมายล่วงหน้า

โทรศัพท์ : 09 5593 9010

Facebook : ดอกกระเจียวหวาน บ้านโคกนาโก

04 

นัธรินทร์ฟาร์มปูนา

ฟาร์มและศูนย์การเรียนรู้เรื่องปูนาแห่งแรกของยโสธร

นัธรินทร์ฟาร์มปูนา

นัธรินทร์ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้เรื่องการเลี้ยงปูนาที่เกิดจากความชอบกิน ตั้งต้นจากการเลี้ยงไว้แค่พอกินในครอบครัว ก่อนต่อยอดเป็นธุรกิจเสริมเพาะปูขยายพันธุ์จนเกินกิน

นัท-นัฐวุฒิ เงาฉาย เริ่มทำฟาร์มด้วยการหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับปูนา และขั้นตอนการเลี้ยงขั้นพื้นฐาน เขาเลือกเลี้ยงปูนาพันธุ์พระเทพฯ ที่มีขนาดตัวใหญ่ ก้ามโต ต่างไปจากปูนาในแถบภาคกลาง ทำบ่อ 2 แบบสำหรับ 2 ช่วงอายุ โดยปูแรกเกิดจะอยู่ในบ่ออนุบาลหรือที่เรียกว่าบ่อน้ำใส เมื่ออายุครบ 2 เดือนจึงย้ายไปลงบ่อดินที่จัดบรรยากาศเสมือน ใส่ผักตบชวา พืชน้ำต่าง ๆ ให้ปูนาได้ใช้ชีวิตเหมือนอยู่ตามธรรมชาติ

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

จากผู้เริ่มต้นแบบไม่มีความรู้ สู่ศูนย์เรียนรู้ด้านการเลี้ยงปูนาแห่งแรกของจังหวัดยโสธรที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง และกำลังจะได้รับใบรับรองจากกรมประมงในฐานะผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นัทยินดีอย่างยิ่งหากมีผู้สนใจเริ่มลองเลี้ยงปูนาเข้ามาขอคำแนะนำ หรือถ้านักท่องเที่ยวผ่านมาซื้อกลับบ้านก็ทำได้ แถมที่นี่ยังมีปูนาแปรรูปเป็นน้ำพริกปูนาให้ลองด้วย

ใครที่เป็นปูนาเลิฟเวอร์ อยากเลี้ยงไว้ดูเล่นก็เพลินตา ประกอบอาหารก็สบายใจ เพราะสะอาดและไร้พยาธิ ที่นี่มีชุดเริ่มต้นที่มาพร้อมพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ไว้จำหน่าย ลองดูได้ในเพจหรือจะโทรศัพท์ติดต่อไปก็ได้ พร้อมส่งถึงบ้านทั่วประเทศ

ที่ตั้ง : 61 หมู่ 7 บ้านหนองแหน ตำบลกุดชุม อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร 35140 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ติดต่อนัดหมายล่วงหน้า

โทรศัพท์ : 06 5536 2567

Facebook : นัธรินทร์ฟาร์มปูนา

05 

ฟาร์มแพะ ยโสธร

ฟาร์มแพะอินทรีย์ที่จำหน่ายตั้งแต่แพะจนถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำนม

ฟาร์มแพะ ยโสธร
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

สิทธิ์-คิดดี คนธรรมดี หนุ่มนครศรีธรรมราช ย้ายมาใชีวิตแบบพอเพียงยังบ้านเกิดของภรรยา บนพื้นที่นามรดกขนาด 6 ไร่ เขาค่อย ๆ ปรับพื้นที่ทีละน้อย วางแลนด์สเคปตามโคกหนองนาโมเดล ใช้ศาสตร์พระราชาเป็นหลักคิดนำทาง หาความรู้เพิ่มเติมจากผู้รู้ในยูทูบ เช่น อาจารย์ยักษ์-วิวัฒน์ ศัลยกำธร และ โจน จันได รวมถึงขอคำแนะนำจากปราชญ์ชาวบ้านที่ต่าง ๆ ช่วงแรกสิทธิ์ลองเลี้ยงสัตว์หลายชนิดเพื่อบริโภคและจำหน่าย ภายหลังลงตัวแล้วจึงเหลือแค่แพะเป็นหลัก เพราะทำเงินได้มากที่สุด

ฟาร์มแห่งนี้เลี้ยงทั้งแพะเนื้อและแพะนม ผลิตอาหารอินทรีย์เลี้ยงแพะเอง โดยใช้ต้นกระถินป่นและเมล็ดข้าวโพดเพื่อลดต้นทุน และยังเพิ่มรายได้ด้วยการขายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เมื่อได้ผลผลิตจะส่งออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศลาว เวียดนาม และจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักรับซื้อ

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

ถ้ามาถึงฟาร์มก็มีผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายให้ชอป ทั้งแพะแปรรูปทำเป็นบาร์บีคิวเพิ่มความเผ็ดร้อนสไตล์บ่าวใต้ และชานมที่ใช้ชามาเลฯ ผสมกับน้ำนมแพะ สิทธิ์บอกว่ามีคุณประโยชน์มากพอกันกับน้ำนมแม่เลยทีเดียว

ไม่ใช่แค่ได้สินค้าติดมือกลับไป แต่ทางฟาร์มยังเตรียมกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ทั้งที่เหมาะสำหรับกลุ่มครอบครัวที่อยากพักผ่อนวิถีเกษตรกร ได้ให้นมแพะและสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด มีเวิร์กชอปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่าง ๆ จากน้ำนมแพะ ทำเสร็จเอากลับบ้านไปใช้ ส่วนกลุ่มเกษตรกรแวะมาเรียนรู้ขั้นตอนการเลี้ยงได้เสมอ เพราะที่นี่คือฟาร์มแพะลำดับต้น ๆ ของภาคอีสาน และเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องแพะของผู้เลี้ยงแพะในละแวกนี้ 

ที่ตั้ง : 221 หมู่ 3 ตำบลหนองหิน อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร 35000 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.30 น.

โทรศัพท์ : 08 9626 6642

Facebook : ฟาร์มแพะ ยโสธร

06

ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงไร่ฮักคัก

ศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่สีเขียวของสองพี่น้องเกษตรกรแห่งยโสฯ

ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงไร่ฮักคัก
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

ไร่ฮักคักคือพื้นที่ทำการเกษตรแนวผสมผสานบนท้องทุ่งกว่า 30 ไร่ของ เอ้-โยษิตา วงศางามกิติ และ อี๊ด-จิตตนันท์ วงศางาม พี่น้องเจ้าของไร่ที่อยากแบ่งปันที่นาเพื่อทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง 

ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เปรียบเสมือนต้นน้ำที่เชื่อมโยงเกษตรกรยุคใหม่กับเก่า มาแบ่งปันประสบการณ์ทำงานด้านเกษตรกรรมร่วมกัน มีปราชญ์ชาวบ้านและกลุ่มเกษตรกรคนรุ่นใหม่ในนาม Young Smart Farmer เต็มใจช่วยกันเป็นวิทยากรให้กับเยาวชนและเกษตรกรมือสมัครเล่นที่เข้ามาอบรม ขณะเดียวกันเมื่อพืชที่ปลูกในไร่ออกผลผลิตก็ส่งตรงไปวางขายที่ร้านไร่ฮักคักในเมืองเก่า เป็นวิถีเกษตรอินทรีย์ครบวงจรจนถึงมือผู้บริโภค

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

ด้วยไอเดียอยากเปิดพื้นที่สีเขียวให้เด็กมาปล่อยพลัง มีการเตรียมฐานกิจกรรมที่ทั้งสนุกสนานและได้ความรู้ ตั้งแต่การจัดการพื้นที่แบบโคกหนองนาโมเดล วิธีปลูกข้าวแบบต่าง ๆ การย้อมผ้าจากดอกไม้ หรือเก็บไข่เป็ดไข่ไก่มาทำเป็นไข่เค็ม มีไฮไลต์เป็นพิซซาโฮมเมดเตาดินที่ใช้แป้งข้าวให้ได้ลองทำและชิมกันริมทุ่งนา แถมยังสอดแทรกเรื่องคุณค่าของเกษตรกรให้เด็ก ๆ ในทุกกิจกรรม 

ส่วนของผู้ใหญ่เป็นเวิร์กชอปที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรมาอบรมสร้างอาชีพ อาทิ เลี้ยงปลา ทำเห็ด เลี้ยงไก่ สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจอยากมาเที่ยวชมฟาร์มเกษตรอินทรีย์แห่งนี้ หรืออยากเรียนรู้วิธีการทำเกษตรอินทรีย์ขั้นต้น เอ้และอี๊ดยินดีต้อนรับ แต่โปรดติดต่อล่วงหน้าสักนิด เพื่อจะได้เตรียมกิจกรรมที่เหมาะกับเวลาและความสนใจ เนื่องด้วยไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะ

ที่ตั้ง : 238 หมู่ 3 บ้านบ่อ ตำบลสำราญ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร 35000 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ติดต่อนัดหมายล่วงหน้า

โทรศัพท์ : 09 2935 2451

Facebook : ไร่ฮักคัก Raihugkug

07

ไร่ฮักคัก เมืองเก่า

ปลายทางผลผลิตจากฟาร์มของเกษตรกรรุ่นใหม่

ไร่ฮักคัก เมืองเก่า
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

หลังจากไปเยือนต้นน้ำอย่างศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงไร่ฮักคักไปแล้ว เปลี่ยนบรรยากาศมาที่เมืองเก่าสิงห์ท่ากันบ้าง เพราะสองพี่น้องยังเปิดร้านในชื่อเดียวกับไร่ ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เพื่อใช้เป็นจุดหมายปลายน้ำของงานด้านเกษตรให้เหล่าคนรักสุขภาพเดินทางมาอุดหนุนกัน

ความตั้งใจลึก ๆ อีกอย่าง เอ้อยากฟื้นฟูโซนนี้ให้คึกคักยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากเปิดเป็นร้านอาหารเช้าง่าย ๆ คัดสรรวัตถุดิบสดใหม่ปลอดภัย อาทิ ต้มเลือดหมูใส่จิงจูฉ่ายจากสวนผักอินทรีย์ ข้าวห่อใบบัว เมนูหากินยากก็ใช้ข้าวออร์แกนิกจากเครือข่าย หรือจะน้ำเงี้ยวและข้าวซอยจากฝีมือเอ้ สาวอีสานที่แวบไปเรียนอยู่เมืองเหนือมาหลายปีก็มีให้ลองชิม เมื่อท้องอิ่มแล้วอย่าเพิ่งรีบไปไหน มีของหวานเป็นไอศกรีมข้าวไรซ์เบอร์รี น้ำเต้าหู้ และกะทิสดไว้ช่วยดับร้อนด้วย

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

บางโอกาสอาคารเก่า 3 ห้องนี้ ก็เปลี่ยนเป็นที่พบปะของเครือข่ายเกษตรกร เช่น กลุ่ม Young Smart Farmer และกลุ่มตลาดเขียว โดยเอ้ยินดีเปิดหน้าร้านให้นำผลิตภัณฑ์จากไร่นาโดยตรงมาวางขาย มาเลือกหากันได้ในวันเสาร์ที่จะจัดถนนคนเดิน (ในห้วงย้ามปกติที่ไม่มีโรคโควิด-19)

ฟาร์มชอปแห่งนี้วางจำหน่ายพืชผักสดใหม่ที่ปลูกตั้งแต่หัวไร่ยันปลายนาในศูนย์การเรียนรู้ไร่ฮักคัก แปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลายอย่าง เช่น กล้วยตาก คุกกี้อัลมอนด์ ขนมปังโฮลวีต ทองม้วนจากแป้งข้าว ฯลฯ ซึ่งเอ้ลดความหวานกว่าปกติ รับประกันว่าถูกใจคนรักสุขภาพ และยังมีพริกลาบที่อยู่ในขั้นตอนปรับปรุงสูตร น่าจะเสร็จพร้อมวางขายเร็ว ๆ นี้

ที่ตั้ง : ถนนอุทัยรามฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร 35000 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 06.00 – 15.30 น.

โทรศัพท์ : 09 2935 2451

Facebook : ไร่ฮักคัก Raihugkug

08

Organic Cafe

คาเฟ่ออร์แกนิกฮิมเซบายสุดชิลล์ที่ชวนใกล้ชิดธรรมชาติ

Organic Cafe
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

Organic Cafe เกิดจากแพลนของคุณแม่และ เป๋า-ธราธร ประดับศรี ที่อยากปลูกผักออร์แกนิกบนที่ดินของบ้านเพื่อส่งออก พอดีกับเจอน้ำท่วมใหญ่ทั่วภาคอีสานเมื่อ พ.ศ.2562 ทำให้ต้องพับแผนไปก่อน ลดพื้นที่ปลูกให้เล็กลง แล้วเปิดเป็นคาเฟ่เล็ก ๆ ที่ใช้ผักสดจากในแปลงมาเป็นวัตถุดิบในครัวแทน

 คาเฟ่ยอดฮิตของชาวเลิงนกทาแห่งนี้แบ่งเป็นโซนด้านในห้องแอร์ และด้านนอกริมฝั่งคลองเซบายสำหรับใครที่อยากดื่มด่ำบรรยากาศสุดชิลล์ แต่อาจต้องรอให้แดดร่มลมตกสักนิดจะเหมาะมาก เป๋าคุมโทนร้านทั้งหมดให้เป็นสีเขียวดูใกล้ชิดกับธรรมชาติสมชื่อ แถมฉากหลังยังเป็นทุ่งนาอินทรีย์ไกลสุดตา เป็นอีกมุมหนึ่งที่ลูกค้านิยมมาถ่ายรูปเช็กอิน 

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

สำหรับในร้านมีอาหารตามสั่งง่าย ๆ แต่เลือกใช้ผักสดปลอดสารที่ปลูกเองมาปรุง นอกจากความอร่อยแล้ว สิ่งที่ตามมาคือความปลอดภัย เป๋าบอกว่าอนาคตอาจทำแปลงผักใหญ่ขึ้น ให้ลูกค้าได้เข้าไปใกล้ชิดกับพืชผักอินทรีย์

มุมกาแฟเป็นส่วนที่เป๋าคลุกคลีดูแลเอง เขาตามหารสชาติกาแฟที่ถูกปากคนในพื้นที่ มีให้เลือกทั้งคั่วเข้มและคั่วกลาง หรือจะเป็นเมล็ดใหม่ ๆ ก็มีให้คอกาแฟได้ลองกันตามแต่โอกาสที่ได้มา แนะนำว่ามีเมนูซิกเนเจอร์ประจำร้านที่อยากให้ลองกันคือ OG SIG ด้วยรสชาติกาแฟบาง ๆ ผสานกับน้ำผึ้งและเลมอน ใส่น้ำสมุนไพรสูตรพิเศษ เป็นเครื่องดื่มออร์แกนิกที่ให้รสชาติฟรุตตีสดชื่นอย่าบอกใคร

ที่ตั้ง : 161 หมู่ 5 ตำบลสามแยก อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร 35120 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.30 – 21.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 08.30 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 06 3632 6644

Facebook : ออร์แกนิคคาเฟ่ – Organic Cafe

09 

หมู่บ้านอินทรีย์ บ้านโสกขุมปูน

หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ที่อยากชวนผู้มาเยือนลงดำนากันสักมื้อ

หมู่บ้านอินทรีย์ บ้านโสกขุมปูน

ชาวบ้านโสกขุมปูนยึดถืออาชีพทำนาข้าวแบบดั้งเดิมมาแต่ไหนแต่ไร จนกระทั่งปุ๋ยเคมีเริ่มเข้ามาเมื่อหลายสิบปีก่อน แรกใช้ผลผลิตก็ได้เยอะขึ้น ข้าวก็งอกงามดี แต่เวลาผ่านไปส่งผลให้ดินในนาเริ่มแข็งขึ้น สุขภาพของเกษตรกรก็เริ่มแย่ลง พ่อมั่น สามสี เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าว จึงริเริ่มชวนชาวบ้านกลับมาทำนาข้าวด้วยวิธีอินทรีย์ ดูแลบำรุงจากปุ๋ยธรรมชาติอีกครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2533 ในวันที่กระแสอินทรีย์ยังค่อยไม่แพร่หลายในสังคมไทย

“ส่งให้คุณด้วยรอยยิ้ม กินอิ่มปลอดภัย จากใจชาวนา สู่จานข้าวคุณ”

ชุ-ชุติมา ม่วงมั่น ทวนสโลแกนที่สื่อถึงความตั้งใจของ กลุ่มเกษตรกรทำนานาโส่ ให้เราฟังอีกครั้ง เธอคนนี้คือผู้รับไม้ต่อจากพ่อมั่น ช่วยดูแลแบรนด์ ‘ข้าวใจยิ้ม’ ข้าวไร้สารเคมีจากนาของเกษตรกรในชุมชน และเธอยังเป็นผู้วางหลักสูตรในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ปลูกฝังเรื่องเกษตรอินทรีย์ให้กับเยาวชน เรียนรู้วัฒนธรรมงานบุญเกี่ยวกับข้าว ด้วยความหวังว่าอยากส่งต่อความรู้และปลูกฝังให้เด็ก ๆ ยึดถืออาชีพปลอดภัยนี้ต่อไปในอนาคต

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

ปัจจุบันหมู่บ้านนี้ทำเกษตรอินทรีย์กันแทบทุกครัวเรือน แถมยังมีธรรมนูญของตำบลนาโส่ช่วยกำกับไว้ คือห้ามใช้ยาฆ่าแมลง ชาวบ้านก็ร่วมกันสอดส่องเป็นหูเป็นตา ช่วยให้นาอินทรีย์ปลอดภัยปราศจากเคมีด้วย

ทั้งนี้ชุมองว่าโรงสีไม่ใช่ปลายทางของเกษตรกร แต่สิ่งที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้คือการสร้างตลาด เธอทำวิจัยอยู่พักใหญ่ แล้วเกิดเป็น ‘ตลาดเขียว’ ของพี่น้องชาวยโสธร จุดนัดพบของเหล่าเกษตรกรกับผู้ซื้อ จัดขึ้นตามที่ต่าง ๆ ทั้งในอำเภอกุดชุมและอำเภอเมืองยโสธร 

ใครมาเยือนหมู่บ้านอินทรีย์แห่งนี้ รับรองจะตกหลุมรัก ทั้งมิตรไมตรีและวิถีชนบทของชาวบ้าน รวมถึงอากาศดีที่หายใจเข้าได้เต็มที่ไม่มีสารพิษลอยมาตามลม แถมชุยังอยากเชิญชวนแขกให้มากินข้าวหอมมะลิใหม่ ๆ ว่าดีงามแค่ไหน และทำความเข้าใจว่าทำไมข้าวหอมมะลิถึงมีราคาสูง ตั้งแต่ลองดำนาสาธิต ขั้นตอนการดูแลอย่างใส่ใจ จนถึงเก็บเกี่ยวยามข้าวออกรวง

ที่ตั้ง : บ้านโสกขุมปูน ตำบลนาโส่ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร 35140 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ติดต่อนัดหมายล่วงหน้า

โทรศัพท์ : 08 0798 2236

Facebook : ข้าวใจยิ้ม หมู่บ้านอินทรีย์ยโสธร บ้านโสกขุมปูน

10 

อินดี้ ออร์แกนิค

ร้านค้าที่รวบรวมสารพัดผลิตผลอินทรีย์จากชาวอำเภอกุดชุม

อินดี้ ออร์แกนิค
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

อินดี้ ออร์แกนิค คือศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์อินทรีย์ที่รวบรวมสินค้านานาชนิดของชาวยโสธรไว้ครบครัน

ต๋อ-มาณิชรา ทองน้อย คร่ำหวอดงานด้านส่งเสริมเกษตรอินทรีย์มาหลายปีในเมืองหลวง ตัดสินใจเกษียณก่อนกำหนด มาทำนาข้าวและไร่อ้อยคั้นน้ำบนที่ดินของครอบครัว ก่อนจะสบโอกาสชวนเพื่อนบ้านโสกขุมปูน มาร่วมทำร้านค้าเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ด้วยเหตุผลหลักคือ อยากเชื่อมเกษตรกรกับผู้บริโภคให้ใกล้กัน

“เราทำคล้าย ๆ สหกรณ์ เพื่อสนับสนุนให้คนได้กินอาหารดี ๆ และรองรับลูกหลานที่กลับมาอยู่บ้านให้มีรายได้จากการทำผลิตภัณฑ์อินทรีย์” ต๋อเฉลยถึงความตั้งใจเริ่มแรกเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน

ปัจจุบันร้านมีสารพัดสินค้าปลอดภัยวางจำหน่าย ส่วนใหญ่มาจากพี่น้องชาวนาในหมู่บ้าน นำโดยข้าวหอมมะลิเกรดดี ข้าวไรซ์เบอร์รี และข้าวพันธุ์พื้นเมืองหากินยาก มีหลายยี่ห้อให้เลือกลองซื้อไปหุงที่บ้าน มั่นใจได้ว่าเป็นข้าวออร์แกนิกแท้ ไม่ปนข้าวจากที่อื่น หรือหากแวะมาตรงฤดูกาล ก็จะเจอพืชผักประจำฤดูกาลนั้น ๆ จากสวนอินทรีย์มาวางร่วมด้วย ทั้งมะเขือเทศราชินีลูกเต่งกรอบอร่อย แตงโมของดีประจำจังหวัด และหอมกระเทียมก็มีให้เลือกซื้อ 

ถ้าสนใจอยากได้พันธุ์ไม้ไปปลูกเองที่บ้าน ต๋อก็เพาะชำไว้เป็นกระถางให้ยกกลับไปได้เช่นกัน

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

นอกจากนี้ยังมีเนื้อโคขุนจากกลุ่มโคขุนหนองแหน มีให้เลือกตั้งแต่เนื้อทำสเต็ก เนื้อย่างเสียบไม้ จนถึงลูกชิ้นเนื้อ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากต้นไผ่ตงอินทรีย์ของสวนไผ่ทองประสาร อย่างหน่อไม้ดอง หลอดไม้ไผ่ และถ่านไม้ไผ่

แต่สินค้าที่เหมาะกับช่วงนี้ที่โรคภัยกำลังถาโถม ต้องยกให้สมุนไพรจากสมุนไพรสูตรหมอยาพื้นบ้านแบบโบราณ และสูตรของโรงพยาบาลกุดชุมที่เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนไทย อย่างแคปซูลฟ้าทะลายโจร ก็มีวางจำหน่ายที่นี่ด้วย

ร้านเล็ก ๆ แต่อัดแน่นไปด้วยผลิตภัณฑ์อินทรีย์แห่งนี้ยังมีสินค้าอื่นอีกมาก เรียกได้ว่ามาที่เดียวได้ของฝากของดีของเด่นกลับบ้านแน่นอน

ที่ตั้ง : ปั๊มน้ำมัน ปตท. แยกตับเต่า ตำบลในเมือง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร 35000 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.30 – 18.30 น.

โทรศัพท์ : 08 9718 2516

Facebook : อินดี้ ออร์แกนิค

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

ณัฐพล พุ่มสาขา

ช่างภาพสาระพัดประโยชน์ จริงๆ แล้วงานหลักคือ ตัดต่อวีดีโอ ทำวีดีโอโฆษณา วีดีโองานแต่ง ได้มาจับกล้องเพราะทีมขาดช่างวีดีโอ หลังจากนั้นก็เริ่มฝึกเรียนรู้แบบ ครูพักลักจำมาเรื่อยๆ และแล้วอยู่มาวันนึง ช่าวภาพนิ่งในทีมก็ขาดอีก ผมจึงได้มาจับงานถ่ายภาพ จนถึงทุกวันนี้

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load