“เปิดไฟทำไม นี่มันยังไม่มืดเลย เปิดแล้วจะสว่างขึ้นไหมล่ะ”

เล็ก-ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ตะโกนถามพนักงานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ระหว่างที่โพสท่าให้ทีมงานของ The Cloud ถ่ายภาพอย่างคล่องแคล่ว เสียงของเธอดังมากพอจะกลบเสียงอื่นที่อยู่รอบๆ และทำให้บรรยากาศในพื้นที่บ้านปาร์คนายเลิศนิ่งเงียบมากขึ้นไปอีก ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานที่แห่งนี้สง่างาม รื่นรมย์ และมีภูมิสถาปัตยกรรมที่น่าประทับใจมากที่สุดจุดหนึ่งของประเทศ สวยไม่แพ้กับตัวผู้บริหารซึ่งเป็นทายาทรุ่นสี่ของตระกูลที่ได้ชื่อว่าเป็นสาวสังคมที่โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่ง

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ผู้ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่และฝันที่ใหญ่กว่าตัวตนของเล็ก ปาร์คนายเลิศ

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่จะลบภาพเดิมๆ ที่สังคมจดจำ และเขียนเรื่องราวใหม่ๆ ของตัวเองด้วยการพิสูจน์ฝีมือในโลกธุรกิจให้เป็นที่ยอมรับ ยิ่งต้นทุนชีวิตสูงเท่าไหร่ การสร้างส่วนต่างของความสำเร็จให้พ้นจากเงาเดิมของคนรุ่นก่อนก็ยิ่งยากมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะความท้าทายของธุรกิจครอบครัวที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นทุกขณะ

ทุกสายตาจับจ้องไปที่คุณเล็กเมื่อมีข่าวการขายที่ดิน 15 ไร่ พร้อมโรงแรมสวิส โฮเทล ปาร์คนายเลิศ และอาคารพรอมานาดให้กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพด้วยดีลขนาดใหญ่ถึง 1 หมื่นล้านบาท เมื่อช่วงปลายปี 2559 ปิดตำนานโรงแรมหรูที่ดำเนินกิจการมากว่า 3 ทศวรรษ มีคำถามมากมายเกิดขึ้นตามมาและเกิดแรงกดดันจากคำวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อผู้บริหารหญิงคนนี้พอสมควร เหมือนกับทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจของตระกูลคหบดีเก่าแก่ทั้งหลาย ที่ผู้คนมักจะคิดเหมารวมเรื่อง ‘ปู่สร้าง พ่อดูแล และลูกหลานทำพัง’

แต่ดูเหมือนคุณเล็กจะไม่สะทกสะท้านกับเรื่องดังกล่าว และนิยามชีวิตของเธอก็ห่างไกลจากคำว่าเปราะบางอยู่พอสมควร เธอแกร่งกว่าภาพลักษณ์ที่สังคมรู้จักอย่างตื้นเขิน และเป็นกัปตันทีมคนสำคัญของตระกูลในการพาธุรกิจ ‘ปาร์คนายเลิศ’ ไปสู่ยุคใหม่

ปัจจุบัน คุณเล็กดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของ บริษัท สมบัติเลิศ จำกัด เป็นผู้รับช่วงต่อการสืบสานตำนานปาร์คนายเลิศ มีธุรกิจในมือทั้งร้านอาหาร Lady L Garden Bistro และ Ma Maison บริการจัดเลี้ยงอาหาร White Bus Catering รวมทั้ง Nai Lert Butler โรงเรียนผลิตผู้ให้การบริการระดับสูงเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย โดยทุกธุรกิจล้วนต่อยอดจากจุดแข็งของแบรนด์ปาร์คนายเลิศที่โดดเด่นเรื่องคุณภาพการบริการและการ ‘เล่าเรื่อง’ เรื่องเล่าที่ยังมีชีวิตบนพื้นที่ 20 ไร่ บนถนนวิทยุแห่งนี้

อะไรอยู่เบื้องหลังความมั่นใจของสุภาพสตรีคนนี้กันแน่ และก้าวต่อไปของปาร์คนายเลิศจะเป็นอย่างไร The Cloud พบว่าเธอเป็นคนที่ตรงไปตรงมามากที่สุดคนหนึ่ง ทำให้การสัมภาษณ์ครั้งนี้มีรสชาติที่จัดจ้านและน่าจดจำพอสมควร

“เล็กเป็นคนเพี้ยนๆ น่ะค่ะ” เธอเล่าเรื่องตัวเองและเป็นการเปิดบทสนทนาที่ดีทีเดียว

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ผู้ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่และฝันที่ใหญ่กว่าตัวตนของเล็ก ปาร์คนายเลิศ

ตอนนี้ชีวิตของคุณเล็กเป็นอย่างไรบ้าง

I’m very well ค่ะ (หัวเราะ) ไม่ได้บอกว่า Happy นะแต่ว่ามัน Fulfilled สองคำนี้ไม่เหมือนกัน ตอนนี้เล็กได้ทำในสิ่งที่เล็กรัก ตื่นมาแล้วมีพลัง อยากจะเดินเข้ามาที่นี่ มาทำงาน เล็กไม่ได้เรียกสิ่งที่ทำอยู่นี้ว่างานนะ มันคือชีวิตของเล็กต่างหาก ไม่ได้หมายถึงชีวิตตอนนี้มันสมบูรณ์แบบแล้วนะ ถ้าคิดแบบนั้นเราก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไร เล็กยังชอบที่จะเรียนรู้ ฟังทั้งคำชมและคำติ ถึงจะอยากฟังคำชมมากกว่าก็เถอะ เดี๋ยวนี้โตขึ้นกว่าเดิมเยอะ แต่ก่อนนี่ไม่ฟังเลย คิดว่าตัวเองจบจากเมืองนอก เรานี่เจ๋งมาก แต่พออายุมากขึ้นมันทำให้เรานิ่งขึ้น รับฟังมากขึ้นค่ะ

ทุกคนมีความต้องการของตัวเอง เราสนใจเรื่องนี้แล้วจะคิดว่าคนอื่นสนใจเหมือนกับเราไม่ได้ ต้องฟังคนอื่นด้วยว่าเขาคิดเห็นอย่างไร เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ แต่เล็กก็ไม่ได้ตามเทรนด์สักเท่าไหร่นะคะ ใครบอกว่าเราควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็รับฟังและเก็บเอาไว้ก่อน คือฟังนะคะแต่อาจจะไม่ทำ

คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ดื้อหรือไม่

ดื้อมากค่ะ เล็กเป็นคนดื้อมาทั้งชีวิต บ้านเล็กเป็นบ้านที่ดื้อ พ่อแม่ก็ดื้อ แต่ว่าเราดื้อกันคนละแบบ เล็กจะดื้อแบบเสียงดัง คนอื่นอาจจะเงียบๆ เล็กว่าคนทุกคนมีความดื้อ มีอีโก้ในตัวเอง แต่เราต้องใช้มันให้ถูกต้องด้วย เล็กเป็นคนแปลกค่ะ แปลกมาก แต่ก่อนคิดว่าโลกแปลกก็เลยพยายามจะเปลี่ยนโลก แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าตัวเรานี่แหละที่เพี้ยน เพราะฉะนั้น เล็กไม่พยายามเปลี่ยนใคร สมมติเล็กคบกับใครอยู่ แล้วเราเกิดไม่โอเคกัน เล็กก็แค่ออกไปจากชีวิตเขาก็เท่านั้น ไม่ด่าไม่ว่ากันด้วย

คนที่จะเป็นเพื่อนสนิทของเล็ก ณพาภรณ์ ได้ควรจะเป็นคนอย่างไร

  เป็นคนที่เปิดใจ คุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่ต้องคอยระวัง ไม่คิดมาก เพราะเล็กเป็นคนคิดน้อย ไม่คิดมาก ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเข้ามาในชีวิต พอหัวถึงหมอนก็นอนหลับได้ เล็กไม่เคยนินทาคนอื่นเพื่อทำให้ตัวเองดูดี เล็กไม่ชอบ เล็กถึงไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิงค่ะ ภาพเล็กที่ออกมาจะค่อนข้างแรง คนอาจมองว่าอยู่แต่กับเพื่อนผู้ชาย แต่งตัวโป๊ แต่เล็กคิดว่าใครจะพูดถึงเราก็ช่างเขาค่ะ

ผู้ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่และฝันที่ใหญ่กว่าตัวตนของเล็ก ปาร์คนายเลิศ

อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต

อาจจะเป็นคำพูดของคุณยาย (ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ) ตอนกลับจากอังกฤษใหม่ๆ ท่านถามเล็กว่า “เล็กคิดว่าตัวเองฉลาดหรือไม่” เราก็ตอบไปว่าฉลาดค่ะ เก่งมาก แล้วคุณยายก็บอกว่า “คนฉลาดเขาต้องโง่ให้เป็นด้วยนะ” คนเรามีหลายแบบ ถ้าเราทำธุรกิจ เราไม่จำเป็นต้องพูดทุกอย่าง เงียบบ้างก็ได้ ไม่ต้องเปิดหมด แต่ก่อนจะพูดทุกอย่างตามที่คิดเลย เดี๋ยวนี้เวลาเจอคนแบบนั้นเล็กก็จะมองว่าตลกและคิดว่า นั่นคือตัวฉันเมื่อก่อนนี่นา ที่แกพูดมากเพราะแกไม่ค่อยรู้อะไรหรอก เพราะจริงๆ แล้วคนที่มีของไม่พูดเยอะหรอกค่ะ หรือว่าคนที่เขามีความสุขกับตัวเอง เขาก็ไม่มาโชว์หรอกว่าตัวเองมีอะไรบ้าง

คุณเล็กเคยให้สัมภาษณ์ว่า การขายที่ดิน 15 ไร่ ให้เครือโรงพยาบาลกรุงเทพไม่ใช่ความล้มเหลวทางธุรกิจ ยังยืนยันคำพูดนั้นหรือไม่

บางสื่อเขาลงข่าวยิ่งกว่านั้นอีกค่ะ บอกว่าปาร์คนายเลิศต้องปิดตำนาน เล็กต้องขายโรงแรม ขายพื้นที่ของบรรพบุรุษกิน ซึ่งเล็กก็ดีใจนะคะที่เขาเขียนว่า ‘ตำนาน’ เพราะว่าคนคงไม่พูดว่าตำนานถ้าเราไม่ใช่ตำนานที่แท้จริง เล็กเลือกมองในข้อดี เรารู้ตัวว่าเราทำอะไร พ่อแม่ของเราก็ยังอยู่และรับรู้ ไม่ใช่การตัดสินใจของเล็กคนเดียว อย่างกรณีที่ดินสถานทูตอังกฤษ เดิมเป็นของคุณทวด (เลิศ เศรษฐบุตร) เขาก็ขายไป ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิดพลาดอะไร เราเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ขายที่ดินได้ พัฒนามันหรือเปลี่ยนมือได้ มันเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจมากกว่าค่ะ

คุณเล็กทำอะไรในวันสุดท้ายที่ปิดโรงแรมสวิส โฮเทล ปาร์คนายเลิศ

เล็กจำได้แม่นเลย เล็กกำลังขายของอยู่ เราขายพวกเฟอร์นิเจอร์และของใช้ออกไป เปิดเป็น Open House ประมาณสองอาทิตย์ และเราก็เปิดให้โรงแรมต่างๆ มาออกบูทและรับสมัครพนักงานของปาร์คนายเลิศทั้งหมดไปทำงาน เรามีพนักงานอยู่สี่ร้อยคน ต้องปลดออกสามร้อยคน เหลืออยู่กับเราหนึ่งร้อยคน มันก็เจ็บเหมือนกันนะ แต่ถึงปลดคนก็ยังไม่มีใครตกงาน  

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ผู้ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่และฝันที่ใหญ่กว่าตัวตนของเล็ก ปาร์คนายเลิศ

ภาพรวมของธุรกิจในปัจจุบันเป็นอย่างไร

ตอนนี้เราค่อนข้างเน้นเรื่องอาหาร การจัดเลี้ยง และร้านอาหาร เรากำลังจะมีโรงแรมแห่งใหม่ คาดว่าจะสร้างเสร็จในอีกสามปีนับจากนี้ มูลค่าโครงการกว่าสามพันล้านบาท ซึ่งจะยังคงความเป็นปาร์คนายเลิศเอาไว้ครบถ้วน สำหรับเล็ก คำคำนี้ คือการบริการด้วยใจ สิ่งที่เราให้กับลูกค้าต้องมีคุณภาพที่ดี ยกตัวอย่างเช่นชุดห้องครัว เราอาจใช้ของที่แพงกว่าปกติแต่ว่าอยู่ได้นาน ไม่ใช่ต้องเปลี่ยนทุกสองปีเพราะใช้ของคุณภาพแย่ เล็กอาจใช้ครัวมูลค่าร้อยล้านบาท แทนที่จะลงทุนกับครัวแค่สิบล้านบาท แต่มันจะอยู่กับเราไปได้อีกสิบหรือยี่สิบปีเลย

ยืนยันว่าปาร์คนายเลิศไม่เคยปิดตำนานไปนะคะ ตำนานของที่นี่ยังมีอยู่เสมอ ความเป็นปาร์คนายเลิศมันไปไกลและสูงกว่าชีวิตของเล็กเพียงคนเดียว มันยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก

กลัวกับการทำธุรกิจโรงแรมอีกครั้งหรือไม่

ไม่กลัวเลยค่ะ เพราะว่ามันอยู่ในสายเลือดของเล็ก เล็กเติบโตมาในโรงแรม แต่ก่อนคิดว่านี่คือบ้านขนาดใหญ่ที่มีสามร้อยห้องนอน เล็กวิ่งเล่นในนี้ มีละครลิงโชว์ในโรงแรม ที่นี่คือบ้าน การทำธุรกิจก็เหมือนกับการดูแลบ้านนั่นแหละค่ะ ถ้าคุณกลับบ้านไปแล้วมีความสุข บ้านสะอาด อบอุ่น ชีวิตมันก็ดี เรื่องธุรกิจก็เช่นกัน เล็กทำออกมาจากใจ รักสิ่งที่ทำเสมอ งานตรงนี้คือสิ่งที่ชอบ เล็กบอกกับที่บ้านเลยว่า อย่าเอาอะไรที่เล็กไม่ชอบมาให้ทำ เพราะว่าเล็กจะทำแล้วเจ๊ง เล็กทำไม่ได้ค่ะ

บริหารธุรกิจครอบครัวให้ราบรื่นได้อย่างไร

ข้อดีของบ้านเล็กคือพวกเราชัดเจน เราไม่ทะเลาะกัน ทุกคนรู้ว่าชอบทำอะไร ถนัดตรงไหน และไม่ข้ามเส้นกัน ถึงจะเป็นธุรกิจครอบครัวและทุกคนมีความเป็นเจ้าของ แต่ถ้าตกลงกันแล้วว่าให้เล็กดูแลปาร์คนายเลิศ อยากได้อะใรให้มาบอกที่เล็กโดยตรง ไม่ต้องไปบอกพนักงาน เพราะว่าพวกเขาจะงง ทำงานไม่ถูก ให้มาบอกเลยว่าอยากได้กุหลาบสีขาวนะ จะเปลี่ยนให้ เล็กโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวแบบนี้ พ่อแม่ของเล็กเองก็แฟร์มาก ไม่ว่าจะเป็นลูกชายลูกสาวก็ให้เท่ากันหมด ใครชอบทำอะไรก็ไม่เคยห้าม สนับสนุนทุกอย่าง

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ผู้ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่และฝันที่ใหญ่กว่าตัวตนของเล็ก ปาร์คนายเลิศ

วางแผนธุรกิจในอนาคตอย่างไร

เล็กอยากจะสืบทอดความเป็นปาร์คนายเลิศ ความเป็นคนไทยของเราให้ชาวต่างชาติได้รู้ว่าของไทยมันมีดี มันเจ๋ง ขนาดไหน เรามีของดีเยอะแต่เราไม่ออกมาพูด เล็กเห็นว่าตอนนี้มีโรงแรมหรูเต็มไปหมด แต่สิ่งที่ยังขาดคือเรื่องคุณภาพการบริการนี่ล่ะค่ะ จริงอยู่ที่คนไทยน่ารัก ยิ้มเก่ง แต่เล็กอยากให้ยิ้มแบบมีเหตุผล ไม่ใช่ยิ้มไปทั่ว ต้องยิ้มออกมาจากใจและให้บริการแบบมืออาชีพ อย่างเช่นเวลาลูกค้าสั่งเครื่องดื่มก็ต้องถามต่อได้ว่าจะกินแบบไหน ใส่น้ำแข็งหรือเปล่า ใส่มะนาวไหม สีเขียวหรือเหลืองดี เพราะคนทุกคนดื่มเครื่องดื่มไม่เหมือนกัน เราต้องไปให้ถึงจุดนั้น 

ประเทศไทยมีโรงแรมหรูเยอะเกินหรือเปล่า

มันคงไม่เกินไปหรอกค่ะ เพราะว่าคนที่มาเที่ยวประเทศไทยมีเยอะ สิ่งที่สำคัญคือ เล็กไม่อยากให้ตัดราคากันเอง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมโรงแรมห้าดาวถึงตัดราคาขายแข่งกัน เปิดโรงแรมใหม่มาก็จัดโปรโมชันลดราคาเลย มันทำให้ลูกค้าดูถูกเรานะคะ ของเราดีแต่ทำไมเรามาขายถูก เล็กอยากให้ลูกค้าจดจำบริการที่ดีของเราแล้วเอาไปพูดต่อ โดยเฉพาะรายละเอียดเล็กๆ ที่เราตั้งใจทำให้ อย่างเช่นงานแต่งงานบางงาน เล็กจะถามพนักงานว่า เจ้าภาพชอบสีอะไร เขาจะทำอะไรในช่วงเวลาระหว่างงานเช้าและเย็น เราควรเตรียมพนักงานนวดเท้าไว้ให้เจ้าสาวด้วยหรือไม่ 

เรื่องแบบนี้มันไม่ได้เปลืองเลยนะ มันคือความใส่ใจ เขาเองก็ประทับใจและเอาไปบอกต่อ เล็กถือว่าพวกเขาคือแขกของบ้าน ไม่ได้เรียกว่าลูกค้า ไม่ว่าคุณจะจ่ายเงินหนึ่งล้านบาทหรือว่าห้าหมื่นบาทให้เรา เราก็ดูแลคุณอย่างดีที่สุดเหมือนกัน 

อยากให้คนรุ่นหลังของปาร์คนายเลิศจดจำคุณเล็กอย่างไร

ที่แห่งนี้นายเลิศเป็นผู้สร้างมา คุณยายของเล็กท่านก็ทำทุกอย่างแล้ว ตัวเล็กเป็นผู้สืบทอดกิจการต่อ สิ่งที่เล็กอยากให้คนจดจำคือเล็กเป็นผู้ที่สร้างคน เพราะเล็กชอบอยู่กับคน ถ้าแค่มีเงินเราก็สร้างตึกหรือซื้อของได้ แต่การสร้างคนเป็นเรื่องยาก ถ้าทำตึกออกมาสวยแต่คนให้บริหารแย่ มันก็จบ ตัวตึกก็ไม่สวยอย่างที่ควรจะเป็น นั่นคือสิ่งที่เล็กคิด

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ผู้ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่และฝันที่ใหญ่กว่าตัวตนของเล็ก ปาร์คนายเลิศ

10 Questions answered by Managing Director of Nai Lert Group

  1. คุณตื่นและเข้านอนกี่โมง : เล็กตื่นนอนตอนหกโมงครึ่งค่ะ แล้วก็จะเดินเล่นในห้องประมาณสองชั่วโมง เลือกเสื้อผ้า เข้าห้องน้ำ ทำโน่นนี่ กว่าจะลากตัวเองมาที่ออฟฟิศได้ก็สิบโมง นี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำอะไรถึงนานขนาดนั้น ส่วนกลางคืนจะเข้านอนตอนห้าทุ่มครึ่งถึงเที่ยงคืน เล็กว่าการกินและนอนสำคัญมาก ใครมาถามเล็กว่าทำงานหนักจะไหวหรือไม่ มีเวลากินหรือจะนอนหลับไหม ก็ตอบไปว่ามันก็ต้องมีเวลาสิ หิวก็กิน ง่วงก็นอน เหนื่อยก็พัก จบค่ะ
  2. ถ้ามีเพื่อนมาบ่นกับคุณเล็กว่าไม่มีเวลาเลย จะแนะนำอย่างไร : That’s bullshit ค่ะ คือคุณจัดเวลาให้ตัวเองไม่เป็นต่างหาก ไม่ฉลาด มันจัดการได้เสมอ เล็กได้ยินบ่อยเวลาคนบ่นว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่จริงเลย ทุกวันนี้เล็กก็ไปเข้าคลาสโยคะทุกวัน วันไหนไปไม่ทันก็วิ่งที่สวนลุมฯ แทน ยังไงก็ต้องออกกำลังกายจะได้มีพลังมาทำงานค่ะ
  3. เคยไม่แต่งหน้าออกจากบ้านหรือไม่ คนจำได้หรือเปล่า : มีบ้างค่ะ วันที่เล็กไม่ต้องเจอกับผู้คน ไม่มีนัด เล็กเคยไปตลาดจตุจักร ไปแบบหน้าสดเลย คุยกับแม่ค้าแล้วชอบสินค้าของเขา เล็กก็เลยชวนมาออกงานที่ปาร์คนายเลิศ เขาตกใจ ถามเราว่านี่ใช่คุณเล็กปาร์คนายเลิศหรือเปล่า เขาจำไม่ได้เพราะว่าเล็กไม่ได้แต่งหน้า ตัวเขาก็ดูเหวอๆ เหมือนกัน
  4. สิ่งแรกที่กินเมื่อตื่นนอน : กาแฟดำใส่นมอัลมอนด์ค่ะ กินวันละสองแก้ว ตอนเช้าและหลังข้าวเที่ยง
  5. คุณเล็กขับรถเองหรือไม่ : ขับเองค่ะ ไม่ชอบมีคนขับรถ เพราะเล็กมีความลับเยอะ เวลาเราคุยโทรศัพท์ก็ไม่อยากให้คนมารู้เรื่องของเรา เล็กไม่ชอบให้ใครรู้ว่าเราทำอะไรที่ไหน ปกติจะมาทำงานช่วงสายรถก็ไม่ติดแล้ว กลับบ้านดึกหน่อย เล็กใช้ชีวิตแถวนี้อยู่แล้ว อย่างรถไฟฟ้าก็ขึ้นบ้างนะคะ จำได้เลยว่าครั้งหนึ่งเคยใส่ชุดราตรียาวขึ้นรถไฟฟ้าเพราะจะไปงานกาลาร์ดินเนอร์แล้วกลัวไปไม่ทัน ก็เลยต้องขึ้นบีทีเอสค่ะ
  6. สิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อออกจากบ้านคืออะไร : สมองค่ะ เพราะอย่างโทรศัพท์มือถือถ้าเราไม่ได้เอามาก็บอกให้เลขาฯ ไปเอาให้ได้ แต่เราต้องใช้สมองตลอด ถ้าไม่มีความคิด ไม่พัฒนาตัวเอง มันก็ไม่มีอะไรดีกับชีวิตของเรา
  7. เคยใส่รองเท้าส้นสูงเดินแล้วขาพลิกหรือไม่ : ไม่เคยค่ะ เล็กเกิดมาก็โตกับรองเท้าส้นสูงแล้ว แม่แทบจะใส่ส้นสูงคลอดเล็กออกมาเลยค่ะ (หัวเราะ) จำได้ว่าเคยใส่ไปเดินในสวน คุณยายก็ว่าเล็กว่ารองเท้าทำพื้นหญ้าเป็นรู ทำไมไม่ใส่รองเท้าผ้าใบแทน เล็กก็บอกว่า ดีสิคะ กำลังพรวนดินให้อยู่นี่ไง
  8. คิดอย่างไรที่เด็กสาวสมัยนี้อยากจะเป็นเล็ก ปาร์คนายเลิศ หรือแพร วทานิกา กันหมด : ก็เป็นสิคะ อย่าทำได้แค่อยาก คุณต้องมั่นใจในตัวเอง ดูว่าเรามีจุดดีจุดด้อยยังไง ชีวิตเราเกิดมามียี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากัน ดังนั้น มีความสุขกับสิ่งที่เป็นเถอะค่ะ
  9. ร้องไห้ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ : ตอนดูหนังบนเครื่องบินมั้งคะ ดูแล้วก็ร้องไห้ เพราะออกซิเจนบนเครื่องบินมันต่ำ อารมณ์เราก็ไม่ปกติเหมือนตอนอยู่ข้างล่าง
  10. เคยร้องไห้เพราะผู้ชายหรือไม่ : (นิ่งชั่วครู่) เคยค่ะ ตอนคุณตาเสีย ตอบแบบนี้ได้ไหมคะ (หัวเราะ) ถ้าพูดถึงแฟน ไม่เคยค่ะ อาจจะเคยตอนเด็กๆ มั้ง แต่ไม่ค่อยเสียน้ำตา ไม่ค่อยเจ็บปวดกับเรื่องแบบนี้หรอกค่ะ เล็กว่ามันขึ้นกับช่วงชีวิต ตอนเด็กเราก็อาจจะมีอารมณ์หึงหวง อยากเป็นเจ้าของ ตอนนี้โตขึ้น รักแบบเป็นเพื่อนมากขึ้น ถ้าใครงี่เง่าเราก็คงคุยด้วยไม่รู้เรื่อง เล็กว่าทุกคนที่เล็กเลือกคบเป็นคนดีหมด แต่มันเป็นเรื่องของจังหวะชีวิตเท่านั้นเองค่ะ

Writer

Avatar

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ดร.ชาคริต พิชญางกูร คือผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA คนปัจจุบัน

CEA คือหน่วยงานที่ทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนาผู้ประกอบการ สนับสนุนบุคลากรสร้างสรรค์ รวมถึงทำเรื่องย่านสร้างสรรค์ ลงพื้นที่ทั่วประเทศไปค้นหาสินทรัพย์ของท้องถิ่น เอามาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าผ่านงานที่หลากหลาย ซึ่งงานใหญ่ที่ทุกคนคุ้นเคยก็ดี ก็คือ ‘Design Week’ ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และขยายออกไปอีกหลายจังหวัด

CEA เป็นหน่วยงานที่สำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ของประเทศ กัปตันทีมขององค์กรนี้จึงมีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน

ดร.ชาคริต พิชญางกูร เป็นผู้อำนวยการคนที่ 2 ของ CEA เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อกลาง พ.ศ. 2565 ที่น่าสนใจคือ เขาเป็นคนจากผู้อำนวยการคนแรกที่มาจากภาคเอกชน และก่อนหน้านั้นเขาเคยทำงานอยู่ที่ RS Promotion ยาวนานถึง 15 ปี เคยดูมาแล้วทั้งสิ่งพิมพ์ สื่อต่าง ๆ และในวันที่อาร์เอสลุกขึ้นมาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจสู่การขายสินค้า เขาคือกำลังสำคัญในการ Transform องค์กร และพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในทุกขั้นตอน

ดร.ชาคริต เป็นผู้บริหาร นักคิด นักวางแผน และนักขายฝีมือดี เราเลยชวนเขาคุณเรื่อง CEA ในมือของเขาว่าจะต่างจากเดิมไปอย่างไร รวมไปถึง Soft Power ของประเทศไทยที่เขาช่วยรัฐบาลดูแลอยู่ จะมุ่งหน้าไปทางไหนต่อ

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

คุณเพิ่งกลับมาจากงาน Chiang Mai Design Week คุณมองเมืองเชียงใหม่ว่าพิเศษยังไงบ้าง

มีวัฒนธรรม มีบรรยากาศของความคิดสร้างสรรค์สูง อาจเพราะมีต้นทุนทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับศิลปะเยอะ จึงเอาศิลปะไปทำงานคราฟต์ เสื้อผ้า อาหาร หรือการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ประเทศไหนให้ความสำคัญกับศิลปะ ประชาชนก็มักจะมีความคิดสร้างสรรค์สูง

ถ้าจะหยิบศิลปะไปต่อยอดสร้างรายได้ให้ประเทศ เราควรเอาไปทำอะไรดี

ภารกิจของการทำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มี 2 มิติ มิติแรก สนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งมี 15 อุตสาหกรรม เช่น งานคราฟต์ ศิลปะการแสดง ทัศนศิลป์ แฟชั่น เกม แอนิเมชัน ภาพยนตร์และซีรีส์ สถาปัตยกรรม การออกแบบ อาหาร และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

มิติที่ 2 คือการนำผลผลิตจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง มีงานวิจัยจำนวนมากบอกว่า ผลผลิตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ส่งผลต่ออุตสาหกรรมอื่น เช่น อุตสาหกรรม K-POP ส่งผลในเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมสินค้าสุขภาพ สินค้าความงาม การท่องเที่ยว อาหาร ส่งผลให้อุตสาหกรรมอื่นโตได้ด้วย

ในอุตสาหกรรมทั้ง 15 ด้าน เราแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ Original Business ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของความคิดสร้างสรรค์ เช่น ทัศนศิลป์ เหมือนเป็นทุนทางวัฒนธรรม อีกกลุ่มคือ Creative Product and Service เช่น การออกแบบ สถาปัตยกรรม สุดท้าย Creative Content เช่น เพลง หนัง ซีรีส์ รวมถึงแพลตฟอร์มด้วย

กลับมาที่คำถาม ศิลปะอยู่ในก้อน Original อีสานมีหมอลำที่ไปดังที่ต่างประเทศ แต่มันต้องร่วมสมัย การต่อยอดศิลปะต้องปรับตัวตามความต้องการของตลาด ตลาดต่างประเทศต้องการแบบไหนเราก็ปรับตัวแบบนั้น การไปเมืองนอก ต้องเอาตลาดเป็นตัวตั้ง มองในมุมสากล การไปแบบดั้งเดิมอาจไม่ใช่คำตอบ แล้วก็ไม่ควรยึดติดกับตรงนั้น เพราะมันเป็นคนละภารกิจ

งาน Bangkok Design Week ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะให้อะไรกับกรุงเทพฯ บ้าง

กรุงเทพฯ เป็น Creative City of Design ของยูเนสโก งานนี้ตอบภารกิจเรื่องการออกแบบค่อนข้างชัดเจน มีความน่าสนใจหลายอย่าง มีการจัดงานในย่านใหม่ ๆ หลายย่านที่เราไม่เคยทำ เปิดพื้นที่ใหม่ ๆ อย่าง ประปาแม้นศรี มีความพยายามเชื่อมต่อกับหน่วยงานต่างประเทศ มีองค์กรระหว่างประเทศมาร่วมเยอะขึ้น มีการเชิญตัวแทนจากเมืองในเครือข่ายของยูเนสโกมาขึ้นเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ว่า ญี่ปุ่นทำอะไร เกาหลีทำอะไร อินโดนีเซียทำอะไรในเมืองสร้างสรรค์ของเขา แล้วก็มีการคอลแลบกับอุตสาหกรรมอื่น เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มใหม่ ๆ เช่น มีโชว์เคสที่เราทำกับโรงพยาบาลเครือ BDMS ในคอนเซปต์ Design for Better Health Care แล้วก็มีโชว์เคสจากศิลปินต่างประเทศเยอะขึ้น

ถ้าชาวกรุงเทพฯ ถามว่างานนี้เกี่ยวกับเขายังไง

ในงานมีโชว์เคส มีเวิร์กช็อปต่าง ๆ น่าจะดึงคนในอุตสาหกรรมที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมได้ แต่สำหรับคนทั่วไปคงไม่ได้อยากมานั่งฟัง เขาก็มาเดินซื้อของหรือมาขายของในตลาดได้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาเกี่ยวกับงานนี้

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

กรุงเทพฯ เป็นเมืองสร้างสรรค์แบบไหน

Diversity และ Inclusivity เวลาคนต่างชาติเข้ามา เขามองว่าสังคมบ้านเราค่อนข้างเปิดกว้าง ยอมรับในความหลากหลาย อย่างเช่น LGBTQI+ แล้วก็เป็นมิตร ผ่อนคลาย มีความยืดหยุ่นสไตล์คนไทย ประเทศอื่นก็มีสตรีทฟู้ด แต่มีข้อจำกัดมากมาย ไม่เหมือนของเรา ผมนึกไม่ออกนะว่าประเทศไหนจะมีเสน่ห์แบบไทย คนจะไม่ได้สัมผัสความรู้สึกนี้จากสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือจาการ์ตาแน่นอน

ประเด็นไหนที่รัฐบาลเอาไปเป็นนโยบายแล้วพูดบ่อย ๆ มันจะกลายเป็นสิ่งที่แมสสุด ๆ และเอาต์ทันที ตอนนี้คำว่า Soft Power เอาต์หรือยัง

ผมไม่รู้ว่าเอาต์หรือยัง แต่มันเริ่มเฝือแล้ว พอใช้กันเยอะ ๆ คนก็ไม่อยากพูดถึงแล้ว แต่ตอนนี้คำนิยามของ Soft Power ที่ปรากฏในสื่อยังไม่ชัดเจน เราควรวางกรอบให้ชัด หากใช้อย่างถูกต้อง คำนี้ก็จะอยู่กับเราไปได้นาน แต่ถ้าอะไร ๆ ก็เป็น Soft Power หมด มันจะไม่น่าสนใจ Soft Power ก็ต้องมีนิยามที่ชัด มีตัวชี้วัดที่ชัด แต่ละประเทศวัดกันยังไง ตัวชี้วัดจะบอกเราเองว่า คำนี้ประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้าง พอเข้าใจตรงกัน พูดในทิศทางเดียวกัน มันจะกลายเป็น Generic Keyword ไม่ใช่คำที่เฝือหรือเอาต์

คุณอยู่ในบอร์ด Soft Power หรือคณะกรรมการนโยบายส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศด้วย Soft Power คุณอยากใช้โอกาสนี้ทำอะไร

มันเป็นการรวมตัวของงานภาครัฐหลาย ๆ หน่วยงาน ผมเป็นกรรมการและเลขานุการร่วม อย่างแรกผมอยากบอกทุกคนว่า นิยามของ Soft Power ที่สำนักงานเราศึกษามาคืออะไร ผมมองเป็นเรื่องแบรนด์ของประเทศ พอไปดูตัวชี้วัด มันเกี่ยวกับเรื่องการสื่อสารหมดเลย เป็นมุมมองที่คนต่างชาติมองมา ทำให้เขาเชื่อเรา รักเรา การสร้างความเชื่อมี 3 มิติ คือ ความคุ้นเคย ชื่อเสียง และอำนาจชักจูง ใต้ Soft Power มีตัวย่อยอีก 7 แกน เช่น วัฒนธรรม สื่อ และการสื่อสาร ดูจาก 3 มิตินี้แล้วไม่ต่างจากการสร้างแบรนด์ เวลาเราจะให้คนซื้อของ เราไม่ได้บังคับเขา คุณชอบคุณก็ซื้อ ก็เรื่องเดียวกัน อยากให้เขาซื้อของไทย รักประเทศไทย เป็นสาวกประเทศไทย เหมือนที่เป็นสาวกสินค้า เราก็ต้องทำแบรนด์และการสื่อสาร

เรามีแนวทางแบรนด์ของประเทศไทยหรือยัง

การทำสินค้าต้องใช้เงินซื้อสื่อเพื่อทำให้คนรักเรา อยากซื้อของเรา แนวทางที่เรามีตอนนี้คืออุตสาหกรรม ที่ต้องนำก็คือ อุตสาหกรรมสื่อและคอนเทนต์ เพลง หนัง ซีรีส์ แพลตฟอร์มเกี่ยวกับคอนเทนต์ทั้งหมด แล้วคุณก็ Tie-in ความเป็นไทยเข้าไป ไม่จำเป็นต้องเป็นไทยดั้งเดิม ไม่จำเป็นต้องยัดทุกอย่างเข้าไป เหมือนเราทำโฆษณาประเทศ ส่วนจะพูดเรื่องอะไรก็ต้องมาคุยกันตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน

ได้ข้อสรุปหรือยังว่า จะนำเสนอความเป็นไทยอะไรบ้างสู่ชาวโลก

เราเพิ่งประชุมกันครั้งแรก เริ่มจากให้ทุกคนตกลงร่วมกันว่าจะใช้อุตสาหกรรมนี้ บางคนอาจถามว่า ทำไมไม่นำด้วยสิ่งทอ คราฟต์ หรือมวยไทย ผมพยายามบอกทุกคนว่า ได้หมด แต่คุณต้องใส่ไปเป็นส่วนหนึ่งในคอนเทนต์ มันอาจไม่ใช่เรื่องการโปรโมตงานคราฟต์ในงานแฟร์นานาชาติ แต่เป็นการเอางานคราฟต์ไทยมาใส่ในคอนเทนต์ให้คนทั่วโลกดู ให้เงินภาคเอกชนทำก็ได้ มีงานวิจัยออกมาว่า หน่วยงานรัฐในต่างประเทศเป็นสปอนเซอร์ให้ทำหนังเยอะมาก เรื่อง Crazy Rich Asian ซึ่งเป็นหนังสือที่ดังมาก เกี่ยวกับผู้หญิงไชนีสอเมริกันคนหนึ่ง ไปมีแฟนเป็นคนสิงคโปร์ที่สหรัฐฯ วันหนึ่งต้องกลับมางานแต่งงานกับแฟนที่สิงคโปร์ ถึงรู้ว่าแฟนที่ดูปกติของเธอ มีครอบครัวที่รวยระดับท็อปของสิงคโปร์ รัฐบาลสิงคโปร์ลงทุนทำเรื่องนี้ร่วมกับวอร์เนอร์ บราเธอส์ แล้วก็ได้นักท่องเที่ยวกลับมามโหฬารเลย ส่วนจะใส่อะไรเข้าไปก็มาคุยกันต่อไป ขึ้นกับบริบทของแต่ละภูมิภาคด้วย ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียว ถ้าภูมิภาคนี้ชอบเรามุมนี้ก็ทำเรื่องนี้ เราต้องเลือกสัก 3 4 หรือ 5 ประเด็น ไม่จำเป็นต้องเป็นประเด็นเดียว

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

คุณถือเป็นนักขายมือทอง หลักในการขายของให้ได้คืออะไร

ผมสนุกกับงานพัฒนาสินค้ามากกว่างานการตลาด การผลิตสินค้าหนึ่งชิ้นมี 3 ช่วง ก่อนผลิต ผลิต และขายในตลาด ผมว่าความสำเร็จอยู่ที่ช่วงแรกเกินครึ่ง การคิดว่าคอนเซปต์แบบนี้ ต้นทุนเท่านี้ รสชาติแบบนี้ รูปลักษณ์แบบนี้ ถ้ามันถูกต้องแข็งแรงตอบโจทย์ผู้บริโภค โอกาสผิดพลาดจะน้อย ตอนผมอยู่ลอริอัล เราตื่นเต้นกับวิธีคิดสินค้าของเขามาก ๆ จนทำให้ผมเลือกเรียนต่อด้านนี้

ปัญหาที่เจอคือคนจำนวนมากไม่ได้ให้เวลากับมัน แล้วมาแก้ตอนหลัง เช่น อยากขายสินค้าตรงนี้ แต่วางต้นทุนผิด ลดราคาก็ไม่ได้ ทำโปรโมชันก็ไม่ได้ ผิดไปหมด

เคล็ดลับในการคิดคอนเซปต์คือ

คุณต้องเข้าใจผู้บริโภคมาก ๆ ถ้าคุณทำอาหารเสริม ตลาดต้องการแบบเม็ด แต่คุณทำแบบชงดื่ม ก็อาจไม่ตอบโจทย์ตลาด แล้วคุณก็ต้องเข้าใจอุตสาหกรรมด้วยว่ามีใครอยู่บ้าง เพราะคุณไม่ได้สร้างตลาดใหม่ มีโอกาสที่เราจะทำสินค้าที่สร้างตลาดใหม่น้อยมาก เราไม่ได้เป็น Airbnb ได้ทุกคน ส่วนใหญ่ก็อยู่ในตลาดเดิม คุณต้องไปแย่งลูกค้าคนอื่นมา คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ ทำไมเขาต้องเปลี่ยนยี่ห้อมาซื้อของคุณ ถ้าตอบไม่ได้ ไม่ต้องออกสินค้า

เห็นสินค้าพวกนี้ขายดี แล้วแค่ขายตามเขาไม่ได้เหรอ

กลับไปเรื่องเดิม คุณจะทำให้เขาเปลี่ยนมาซื้อของคุณด้วยวิธีไหน คุณต้องหาทางเข้าตลาดด้วยความแตกต่าง ขายราคาเท่าเขาก็ได้ถ้าคุณทำได้ดีกว่า หรือถ้าคนขายออนไลน์เยอะ คุณก็ทำขายตรง ราคาก็เป็นความต่างได้นะ ไม่ถูกไปเลยก็แพงไปเลย ถ้าตลาดที่ผู้เล่นเยอะ แล้วตั้งราคาแพงก็เข้ายากหน่อย แต่ถ้าผู้เล่นไม่มาก ขายแพงก็เข้าได้อยู่ ของแพงมีตลาดนะ เพียงแต่ขายแพงแล้วก็ต้องตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าให้ได้ ถ้าขายถูกอาจจะไม่ต้องสนใจตรงนี้

เราจะขายงานสร้างสรรค์ไทยในเวทีโลกแข่งกันประเทศอื่นยังไง

ต้องมองแยกเป็นอุตสาหกรรม เพราะต่างกันพอสมควร เวลาผมมองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีตัวแปร 3 ตัว ต้นทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี แต่ละอุตสาหกรรมไม่ต้องใช้เท่ากันก็ได้ อุตสาหกรรมที่ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมสูง ๆ มีโอกาสสำเร็จสูง เวลาจะไปแข่งกับใคร เราห้ามเหมือน ต้องแข่งในสิ่งที่เขาไม่มี ประเทศเราเด่นเรื่องไหนที่ประเทศอื่นไม่มีก็ผลักดันเรื่องนั้น ไม่ใช่แข่งเรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

คุณไปพูดบนเวที Adman เรื่อง Creator Economy ทำไมถึงสนใจสิ่งนี้

ผมสนใจพลังของ User-generated Content พอมันออกมาจากคนธรรมดาก็มีความน่าเชื่อ น่าสนใจอีกแบบ มันคือเนื้อหาที่ส่งออกไปสู่ตลาดโลกได้ บล็อกเกอร์หลายคนทำเนื้อหาภาษาไทย พอใส่ซับไตเติ้ลก็มีคนดูมาจากต่างประเทศเยอะมาก ยอดวิวเป็นล้าน อย่าง Mark Wiens เขาอยู่ในเมืองไทยทำเรื่องอาหารไทย แต่ไปทำซีรีส์ HBO เรื่องอาหารให้สิงคโปร์ ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์น่าจะลงทุนให้ น่าเสียดาย เขาน่าจะทำเนื้อหาให้ไทยมากกว่า ผมอยากทำระบบนิเวศที่สนับสนุนคนกลุ่มนี้ เราใช้การทำงานรูปแบบเดิมไม่ได้ มันจะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้คนเล็กคนน้อยเยอะมาก แล้วก็เป็นการส่งออกเนื้อหาของไทยสู่เวทีโลกด้วย ผมมอง 2 มิตินี้

คุณนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการมา 6 เดือนแล้ว พบวิธีบริหารหน่วยงานรัฐให้ราบรื่นแล้วหรือยัง

กฎระเบียบก็มีอยู่ทุกที่ เอกชนก็มีข้อจำกัดแบบหนึ่ง ภาครัฐก็อีกแบบหนึ่ง แค่มองข้อจำกัดเป็นสิ่งที่ต้องจัดการ แล้วหาทางทำให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ ความท้าทายของผมคือ การสร้างภารกิจใหม่ ๆ ให้สำนักงานมากกว่า เราทำคนเดียวไม่ได้ ทีมต้องเป็นคนขับเคลื่อน การเพิ่ม KPI เพิ่มงาน ด้วยงบประมาณที่จำกัด ทีมก็ต้องปรับตัว ซึ่งทุกคนพยายามขับเคลื่อนสิ่งที่ผมอยากทำ เพราะเขารัก CEA มีแพสชันกับงานของเขา เวลาที่เราเสนออะไรที่ต้องเพิ่มงาน แต่มันดีกับสำนักงาน เขาก็ไม่คัดค้าน แต่เราจะคาดหวังความรวดเร็วไม่ได้ ถ้าติดขัดเรื่องงบประมาณก็ใช้วิธีหาพันธมิตร จับมือภาครัฐบ้างเอกชนบ้าง พลิกแพลงกันไป

ทำงานร่วมกับลูกน้องที่เป็นนักสร้างสรรค์ มีความเป็นศิลปินสูง ๆ ยังไง

รางวัลของมนุษย์มี 2 มิติ คือเรื่องเงินกับการยอมรับ นักสร้างสรรค์ต้องการเรื่องหลังค่อนข้างมาก คุณต้องให้อิสระเขา มีเวทีให้เขาได้แสดงผลงาน คุยเป้าหมายให้ชัด คุณจะทำอะไรระหว่างทางก็ทำไป อย่าตีกรอบเขา ให้เขาหาทางเลือกมาให้เรา ถ้ามีจุดไหนที่เราไม่แน่ใจก็ผลักให้เขาคิด ลองแก้ปัญหา เราต้องไม่เข้าไปชี้นำ ต้องให้เขาหาทางออกให้เรา นักสร้างสรรค์คือคนหาทางออก

คุณบ้างานไหม

ไม่ ผมไม่เชื่อเรื่องการทำงานหนักเกินไปด้วยซ้ำ ผมทำงานได้มีประสิทธิภาพเมื่อความกดดันอยู่ระดับกลาง ๆ ถ้ามีเยอะเกินไป ผมจะไม่มีประสิทธิภาพเลย ผมทำงานหนักมากไม่ได้ ผมเลยต้องกระจายงานออก ต้องจัดลำดับความสำคัญ งานเราอยู่ในจุดที่ต้องมองอนาคต วางแผน ต้องไม่มีงานปฏิบัติการที่ยุ่งเกินไป

ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผอ. CEA กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดีไซน์วีก และการทำธุรกิจโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ในทุกขั้นตอน

คุณวางแผนชีวิตว่าอายุ 50 จะลาออกจากงานธุรกิจมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ อะไรคือหมุดหมายที่คุณต้องไปถึงให้ได้ก่อนวางมือจากธุรกิจ

อยากเป็นคนคิดสินค้าตั้งแต่แรก แล้วทำมันออกมาขายให้ได้ เราเคยทำบริษัทฝรั่งมาก่อน เราได้แต่ขายของที่เขาคิดและทำมาเสร็จแล้ว กระบวนการคิดสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดเป็นความท้าทายที่ผมชอบ ผมอยากเปิดตัวสินค้าที่เราคิดเองแบบวางขายทั่วประเทศ ซึ่งก็ทำสำเร็จแล้วหลายตัว ทั้ง Functional Drink อาหารเสริม อาหารสัตว์เลี้ยง เลยอยากเปลี่ยนบทบาทมาเป็นอาจารย์ เป็นที่ปรึกษางานที่เกี่ยวกับการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ ในบ้านเรา แต่พอที่นี่เปิดรับก็ลองดู งานที่นี่ก็เป็นที่ปรึกษาอยู่แล้ว เพราะต้องคุยกับผู้ประกอบการเต็มไปหมด ก็อยากลองดู

ในบรรดาผู้สมัครที่ผ่านถึงรอบสุดท้าย คุณเป็นคนเดียวที่มาจากภาคเอกชน อะไรทำให้คุณได้ตำแหน่งนี้

ผมก็ไม่เคยถามบอร์ดนะ คิดว่าคงไม่เหมือนคนอื่น ผมชอบงานที่นี่อยู่แล้ว เราทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิงมานาน ติดต่อกับนักสร้างสรรค์อยู่แล้ว ผลิตภัณฑ์ก็ทำ ของก็ขาย การผลิตคอนเทนต์ก็รู้ ในทุกกระบวนการของ CEA ผมทำมาหมดแล้ว แล้วผมก็เรียนปริญญาเอกด้าน Design Thinking ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของที่นี่ ด้วยส่วนผสมทั้งหมดนี้มั้งที่ทำให้บอร์ดตัดสินใจเลือกคนที่มาจากภาคเอกชน

ทำไมถึงชอบสอนหนังสือ

ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เยอะเวลานิสิตพรีเซนต์ สอน 3 ชั่วโมงผมจะเลกเชอร์ชั่วโมงเดียว ที่เหลือให้เขาเอาเคสที่ให้ไปมาคุยกัน แต่ละคนมาจากอุตสาหกรรมที่หลากหลาย บางคนเป็นหมอฟัน เป็นเภสัชกร เป็นลูกเจ้าของโน่นนี่ เราได้เรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ตลอดเวลา เราไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดในห้อง เราไปสร้างกระบวนการเรียนรู้ในห้อง นิสิตไทยไม่ค่อยชอบแสดงความคิดเห็น คลาสผมเลยมีคะแนนการมีส่วนร่วมในห้อง 30 เปอร์เซ็นต์ ใครยกมือถาม ยกมือตอบก็ให้คะแนน ใครนั่งนิ่งก็ศูนย์ไป ไม่กล้ายกก็ต้องยก

ถ้าเปิดวิชาใหม่ได้ จะสอนวิชาอะไร

มีการคุยกันแล้ว มหาวิทยาลัยมหิดลเชิญผมไปสอนเทอมหน้า น่าจะชื่อวิชา Business Creativity ผมจะสอนเรื่องการนำความคิดสร้างสรรค์ไปใช้ในแต่ละจุดของกระบวนการทำธุรกิจ ตั้งแต่การคิดผลิตภัณฑ์จนถึงการขาย ความคิดสร้างสรรค์ในแต่ละขั้นตอนการทำงานมีบทบาทในการช่วยให้สินค้าประสบความสำเร็จได้อย่างไร สอนเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยใช้ Design Thinking เพื่อให้เข้าใจผู้บริโภคจริง ๆ การทำ Brand Identity ก็เอานักออกแบบมาสอน แปลงคอนเซปต์ของแบรนด์ออกมาเป็น Corporate Identity อย่างไร ออกแบบแพ็กเกจยังไง ทำการตลาด ทำคอนเทนต์ที่อิมแพกต์ยังไง ตั้งแต่โฆษณาทางโทรทัศน์จนถึง TikTok

ผมอยู่ที่อาร์เอสในช่วง Transform จากบริษัททำเพลงไปสู่บริษัททำสินค้า เราจ้างบริษัทจากอังกฤษที่ชื่อ Pentagram มารีแบรนด์ ผมทำงานร่วมกับเขา เลยได้เห็นวิธีการแบบมืออาชีพ ทำหลายตัวด้วย ทั้งระดับองค์กรและผลิตภัณฑ์ ออกมาเป็น Rule Book เพื่อใช้เป็นกรอบในการทำการสื่อสาร ผมอยากสอนเรื่องพวกนี้

10 Things you never know

about Chakrit Pichyangkul

1.  ในปีที่ผ่านมา คุณฟังเพลงของศิลปินคนไหนบ่อยที่สุด

เอลวิส เพรสลีย์ ผมฟังเพราะคุณแม่ชอบ หนังเรื่อง Elvis ที่ บาซ เลอห์มานน์ เพิ่งทำผมก็ชอบมาก

2.  วันที่เข้าออฟฟิศรับประทานอาหารเที่ยงที่ไหน

ที่โต๊ะทำงาน ประชุมมันจะไหล ๆ ไปถึง 12.20 บ่ายโมงก็มีประชุมต่อ ออกไปไหนไม่ได้หรอก

3.  ลูกน้องประเภทไหนที่รักที่สุด

คนที่ชอบท้าทายผม บางทีเขาเถียงมา เราก็เห็นด้วย มันทำให้เราเห็นว่ามองได้อีกมุม ถ้าเขาเชื่อเราทั้งหมด เราก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

4.  เรื่องที่กำลังอยากเข้าใจให้ได้

ยูเรเนียน เป็นโหราศาสตร์อย่างหนึ่งของยุโรป เป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ ผมเรียนจบแล้วแต่ยังไม่เข้าใจนัก ต้องฝึกตีความเยอะ ๆ

5.  กิจกรรมโปรดยามเช้า

ผมตื่น 7 โมง ทุกเช้าผมจะทำเมนูเฮลตี้สมูทตี้ ต้องมีอกไก่เป็นส่วนผสมหลัก ที่เหลือเป็นการสร้างสรรค์ประจำวัน มีผักผลไม้อะไรก็เอามาใส่ ใส่นมโอ๊ตบ้าง โดยไม่ได้สนว่ารสมันเข้ากันไหม แล้วก็เอามาทานในรถ

6.  คุณทำอาหารเมนูไหนอร่อยสุด

ข้าวราดกะเพราไก่ ผมทำได้ดีมาก เนื้อไก่ต้องเป็นส่วนนี้เท่านั้น พริกก็ผสมกันหลายประเภท เพราะแต่ละชนิดมีกลิ่น มีความเผ็ดไม่เหมือนกัน ใบกะเพราก็ต้องกะเพราแดง

7.  โกนหนวดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

ถ้าเกลี้ยงเลยก็ 2 เดือนที่แล้ว ผมแพ้อะไรสักอย่างเลยต้องโกน แต่ทนเห็นหน้าตัวเองตอนไม่มีหนวดไม่ได้ หน้ามันซีด หน้าจืด ผมไว้หนวดมา 10 กว่าปีแล้ว

8.  วันอาทิตย์จะเจอคุณได้ที่

สวนรถไฟ ผมไปวิ่งออกกำลังกาย 3 สวนตรงนั้น 5 – 10 กิโล ชวนเพื่อนไปวิ่งบ้าง วิ่งเสร็จก็กินข้าว เป็นวันที่ผมอยู่กับตัวเอง ตอนเย็นก็ไม่ค่อยมีนัด ผมไม่ค่อยกินข้าวนอกบ้าน ไม่ค่อยออกไปแฮงก์เอาต์

9. แข่งแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง

ตอนออสการ์ ผมชอบดูหนัง บ้าหนังรางวัล ช่วงหนึ่งรู้หมดว่าใครเข้าชิงรางวัลไหน ใครได้

10.  ตอนนี้อยากไปเที่ยวที่ไหน

โครเอเชีย ผมชอบสถาปัตยกรรม แล้วก็เป็นโลเคชันถ่ายฉากสำคัญของซีรีส์ Game of Thrones ซึ่งผมชอบมาก ผมดูหนัง ดูซีรีส์เยอะ ดูแล้วก็อยากตามรอย ดู Chef’s Table ใน Netflix ก็อยากตามไปชิม

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load