“เปิดไฟทำไม นี่มันยังไม่มืดเลย เปิดแล้วจะสว่างขึ้นไหมล่ะ”

เล็ก-ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ตะโกนถามพนักงานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ระหว่างที่โพสท่าให้ทีมงานของ The Cloud ถ่ายภาพอย่างคล่องแคล่ว เสียงของเธอดังมากพอจะกลบเสียงอื่นที่อยู่รอบๆ และทำให้บรรยากาศในพื้นที่บ้านปาร์คนายเลิศนิ่งเงียบมากขึ้นไปอีก ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานที่แห่งนี้สง่างาม รื่นรมย์ และมีภูมิสถาปัตยกรรมที่น่าประทับใจมากที่สุดจุดหนึ่งของประเทศ สวยไม่แพ้กับตัวผู้บริหารซึ่งเป็นทายาทรุ่นสี่ของตระกูลที่ได้ชื่อว่าเป็นสาวสังคมที่โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่ง

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ผู้ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่และฝันที่ใหญ่กว่าตัวตนของเล็ก ปาร์คนายเลิศ

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่จะลบภาพเดิมๆ ที่สังคมจดจำ และเขียนเรื่องราวใหม่ๆ ของตัวเองด้วยการพิสูจน์ฝีมือในโลกธุรกิจให้เป็นที่ยอมรับ ยิ่งต้นทุนชีวิตสูงเท่าไหร่ การสร้างส่วนต่างของความสำเร็จให้พ้นจากเงาเดิมของคนรุ่นก่อนก็ยิ่งยากมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะความท้าทายของธุรกิจครอบครัวที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นทุกขณะ

ทุกสายตาจับจ้องไปที่คุณเล็กเมื่อมีข่าวการขายที่ดิน 15 ไร่ พร้อมโรงแรมสวิส โฮเทล ปาร์คนายเลิศ และอาคารพรอมานาดให้กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพด้วยดีลขนาดใหญ่ถึง 1 หมื่นล้านบาท เมื่อช่วงปลายปี 2559 ปิดตำนานโรงแรมหรูที่ดำเนินกิจการมากว่า 3 ทศวรรษ มีคำถามมากมายเกิดขึ้นตามมาและเกิดแรงกดดันจากคำวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อผู้บริหารหญิงคนนี้พอสมควร เหมือนกับทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจของตระกูลคหบดีเก่าแก่ทั้งหลาย ที่ผู้คนมักจะคิดเหมารวมเรื่อง ‘ปู่สร้าง พ่อดูแล และลูกหลานทำพัง’

แต่ดูเหมือนคุณเล็กจะไม่สะทกสะท้านกับเรื่องดังกล่าว และนิยามชีวิตของเธอก็ห่างไกลจากคำว่าเปราะบางอยู่พอสมควร เธอแกร่งกว่าภาพลักษณ์ที่สังคมรู้จักอย่างตื้นเขิน และเป็นกัปตันทีมคนสำคัญของตระกูลในการพาธุรกิจ ‘ปาร์คนายเลิศ’ ไปสู่ยุคใหม่

ปัจจุบัน คุณเล็กดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของ บริษัท สมบัติเลิศ จำกัด เป็นผู้รับช่วงต่อการสืบสานตำนานปาร์คนายเลิศ มีธุรกิจในมือทั้งร้านอาหาร Lady L Garden Bistro และ Ma Maison บริการจัดเลี้ยงอาหาร White Bus Catering รวมทั้ง Nai Lert Butler โรงเรียนผลิตผู้ให้การบริการระดับสูงเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย โดยทุกธุรกิจล้วนต่อยอดจากจุดแข็งของแบรนด์ปาร์คนายเลิศที่โดดเด่นเรื่องคุณภาพการบริการและการ ‘เล่าเรื่อง’ เรื่องเล่าที่ยังมีชีวิตบนพื้นที่ 20 ไร่ บนถนนวิทยุแห่งนี้

อะไรอยู่เบื้องหลังความมั่นใจของสุภาพสตรีคนนี้กันแน่ และก้าวต่อไปของปาร์คนายเลิศจะเป็นอย่างไร The Cloud พบว่าเธอเป็นคนที่ตรงไปตรงมามากที่สุดคนหนึ่ง ทำให้การสัมภาษณ์ครั้งนี้มีรสชาติที่จัดจ้านและน่าจดจำพอสมควร

“เล็กเป็นคนเพี้ยนๆ น่ะค่ะ” เธอเล่าเรื่องตัวเองและเป็นการเปิดบทสนทนาที่ดีทีเดียว

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ผู้ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่และฝันที่ใหญ่กว่าตัวตนของเล็ก ปาร์คนายเลิศ

ตอนนี้ชีวิตของคุณเล็กเป็นอย่างไรบ้าง

I’m very well ค่ะ (หัวเราะ) ไม่ได้บอกว่า Happy นะแต่ว่ามัน Fulfilled สองคำนี้ไม่เหมือนกัน ตอนนี้เล็กได้ทำในสิ่งที่เล็กรัก ตื่นมาแล้วมีพลัง อยากจะเดินเข้ามาที่นี่ มาทำงาน เล็กไม่ได้เรียกสิ่งที่ทำอยู่นี้ว่างานนะ มันคือชีวิตของเล็กต่างหาก ไม่ได้หมายถึงชีวิตตอนนี้มันสมบูรณ์แบบแล้วนะ ถ้าคิดแบบนั้นเราก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไร เล็กยังชอบที่จะเรียนรู้ ฟังทั้งคำชมและคำติ ถึงจะอยากฟังคำชมมากกว่าก็เถอะ เดี๋ยวนี้โตขึ้นกว่าเดิมเยอะ แต่ก่อนนี่ไม่ฟังเลย คิดว่าตัวเองจบจากเมืองนอก เรานี่เจ๋งมาก แต่พออายุมากขึ้นมันทำให้เรานิ่งขึ้น รับฟังมากขึ้นค่ะ

ทุกคนมีความต้องการของตัวเอง เราสนใจเรื่องนี้แล้วจะคิดว่าคนอื่นสนใจเหมือนกับเราไม่ได้ ต้องฟังคนอื่นด้วยว่าเขาคิดเห็นอย่างไร เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ แต่เล็กก็ไม่ได้ตามเทรนด์สักเท่าไหร่นะคะ ใครบอกว่าเราควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็รับฟังและเก็บเอาไว้ก่อน คือฟังนะคะแต่อาจจะไม่ทำ

คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ดื้อหรือไม่

ดื้อมากค่ะ เล็กเป็นคนดื้อมาทั้งชีวิต บ้านเล็กเป็นบ้านที่ดื้อ พ่อแม่ก็ดื้อ แต่ว่าเราดื้อกันคนละแบบ เล็กจะดื้อแบบเสียงดัง คนอื่นอาจจะเงียบๆ เล็กว่าคนทุกคนมีความดื้อ มีอีโก้ในตัวเอง แต่เราต้องใช้มันให้ถูกต้องด้วย เล็กเป็นคนแปลกค่ะ แปลกมาก แต่ก่อนคิดว่าโลกแปลกก็เลยพยายามจะเปลี่ยนโลก แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าตัวเรานี่แหละที่เพี้ยน เพราะฉะนั้น เล็กไม่พยายามเปลี่ยนใคร สมมติเล็กคบกับใครอยู่ แล้วเราเกิดไม่โอเคกัน เล็กก็แค่ออกไปจากชีวิตเขาก็เท่านั้น ไม่ด่าไม่ว่ากันด้วย

คนที่จะเป็นเพื่อนสนิทของเล็ก ณพาภรณ์ ได้ควรจะเป็นคนอย่างไร

  เป็นคนที่เปิดใจ คุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่ต้องคอยระวัง ไม่คิดมาก เพราะเล็กเป็นคนคิดน้อย ไม่คิดมาก ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเข้ามาในชีวิต พอหัวถึงหมอนก็นอนหลับได้ เล็กไม่เคยนินทาคนอื่นเพื่อทำให้ตัวเองดูดี เล็กไม่ชอบ เล็กถึงไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิงค่ะ ภาพเล็กที่ออกมาจะค่อนข้างแรง คนอาจมองว่าอยู่แต่กับเพื่อนผู้ชาย แต่งตัวโป๊ แต่เล็กคิดว่าใครจะพูดถึงเราก็ช่างเขาค่ะ

ผู้ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่และฝันที่ใหญ่กว่าตัวตนของเล็ก ปาร์คนายเลิศ

อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต

อาจจะเป็นคำพูดของคุณยาย (ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ) ตอนกลับจากอังกฤษใหม่ๆ ท่านถามเล็กว่า “เล็กคิดว่าตัวเองฉลาดหรือไม่” เราก็ตอบไปว่าฉลาดค่ะ เก่งมาก แล้วคุณยายก็บอกว่า “คนฉลาดเขาต้องโง่ให้เป็นด้วยนะ” คนเรามีหลายแบบ ถ้าเราทำธุรกิจ เราไม่จำเป็นต้องพูดทุกอย่าง เงียบบ้างก็ได้ ไม่ต้องเปิดหมด แต่ก่อนจะพูดทุกอย่างตามที่คิดเลย เดี๋ยวนี้เวลาเจอคนแบบนั้นเล็กก็จะมองว่าตลกและคิดว่า นั่นคือตัวฉันเมื่อก่อนนี่นา ที่แกพูดมากเพราะแกไม่ค่อยรู้อะไรหรอก เพราะจริงๆ แล้วคนที่มีของไม่พูดเยอะหรอกค่ะ หรือว่าคนที่เขามีความสุขกับตัวเอง เขาก็ไม่มาโชว์หรอกว่าตัวเองมีอะไรบ้าง

คุณเล็กเคยให้สัมภาษณ์ว่า การขายที่ดิน 15 ไร่ ให้เครือโรงพยาบาลกรุงเทพไม่ใช่ความล้มเหลวทางธุรกิจ ยังยืนยันคำพูดนั้นหรือไม่

บางสื่อเขาลงข่าวยิ่งกว่านั้นอีกค่ะ บอกว่าปาร์คนายเลิศต้องปิดตำนาน เล็กต้องขายโรงแรม ขายพื้นที่ของบรรพบุรุษกิน ซึ่งเล็กก็ดีใจนะคะที่เขาเขียนว่า ‘ตำนาน’ เพราะว่าคนคงไม่พูดว่าตำนานถ้าเราไม่ใช่ตำนานที่แท้จริง เล็กเลือกมองในข้อดี เรารู้ตัวว่าเราทำอะไร พ่อแม่ของเราก็ยังอยู่และรับรู้ ไม่ใช่การตัดสินใจของเล็กคนเดียว อย่างกรณีที่ดินสถานทูตอังกฤษ เดิมเป็นของคุณทวด (เลิศ เศรษฐบุตร) เขาก็ขายไป ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิดพลาดอะไร เราเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ขายที่ดินได้ พัฒนามันหรือเปลี่ยนมือได้ มันเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจมากกว่าค่ะ

คุณเล็กทำอะไรในวันสุดท้ายที่ปิดโรงแรมสวิส โฮเทล ปาร์คนายเลิศ

เล็กจำได้แม่นเลย เล็กกำลังขายของอยู่ เราขายพวกเฟอร์นิเจอร์และของใช้ออกไป เปิดเป็น Open House ประมาณสองอาทิตย์ และเราก็เปิดให้โรงแรมต่างๆ มาออกบูทและรับสมัครพนักงานของปาร์คนายเลิศทั้งหมดไปทำงาน เรามีพนักงานอยู่สี่ร้อยคน ต้องปลดออกสามร้อยคน เหลืออยู่กับเราหนึ่งร้อยคน มันก็เจ็บเหมือนกันนะ แต่ถึงปลดคนก็ยังไม่มีใครตกงาน  

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ผู้ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่และฝันที่ใหญ่กว่าตัวตนของเล็ก ปาร์คนายเลิศ

ภาพรวมของธุรกิจในปัจจุบันเป็นอย่างไร

ตอนนี้เราค่อนข้างเน้นเรื่องอาหาร การจัดเลี้ยง และร้านอาหาร เรากำลังจะมีโรงแรมแห่งใหม่ คาดว่าจะสร้างเสร็จในอีกสามปีนับจากนี้ มูลค่าโครงการกว่าสามพันล้านบาท ซึ่งจะยังคงความเป็นปาร์คนายเลิศเอาไว้ครบถ้วน สำหรับเล็ก คำคำนี้ คือการบริการด้วยใจ สิ่งที่เราให้กับลูกค้าต้องมีคุณภาพที่ดี ยกตัวอย่างเช่นชุดห้องครัว เราอาจใช้ของที่แพงกว่าปกติแต่ว่าอยู่ได้นาน ไม่ใช่ต้องเปลี่ยนทุกสองปีเพราะใช้ของคุณภาพแย่ เล็กอาจใช้ครัวมูลค่าร้อยล้านบาท แทนที่จะลงทุนกับครัวแค่สิบล้านบาท แต่มันจะอยู่กับเราไปได้อีกสิบหรือยี่สิบปีเลย

ยืนยันว่าปาร์คนายเลิศไม่เคยปิดตำนานไปนะคะ ตำนานของที่นี่ยังมีอยู่เสมอ ความเป็นปาร์คนายเลิศมันไปไกลและสูงกว่าชีวิตของเล็กเพียงคนเดียว มันยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก

กลัวกับการทำธุรกิจโรงแรมอีกครั้งหรือไม่

ไม่กลัวเลยค่ะ เพราะว่ามันอยู่ในสายเลือดของเล็ก เล็กเติบโตมาในโรงแรม แต่ก่อนคิดว่านี่คือบ้านขนาดใหญ่ที่มีสามร้อยห้องนอน เล็กวิ่งเล่นในนี้ มีละครลิงโชว์ในโรงแรม ที่นี่คือบ้าน การทำธุรกิจก็เหมือนกับการดูแลบ้านนั่นแหละค่ะ ถ้าคุณกลับบ้านไปแล้วมีความสุข บ้านสะอาด อบอุ่น ชีวิตมันก็ดี เรื่องธุรกิจก็เช่นกัน เล็กทำออกมาจากใจ รักสิ่งที่ทำเสมอ งานตรงนี้คือสิ่งที่ชอบ เล็กบอกกับที่บ้านเลยว่า อย่าเอาอะไรที่เล็กไม่ชอบมาให้ทำ เพราะว่าเล็กจะทำแล้วเจ๊ง เล็กทำไม่ได้ค่ะ

บริหารธุรกิจครอบครัวให้ราบรื่นได้อย่างไร

ข้อดีของบ้านเล็กคือพวกเราชัดเจน เราไม่ทะเลาะกัน ทุกคนรู้ว่าชอบทำอะไร ถนัดตรงไหน และไม่ข้ามเส้นกัน ถึงจะเป็นธุรกิจครอบครัวและทุกคนมีความเป็นเจ้าของ แต่ถ้าตกลงกันแล้วว่าให้เล็กดูแลปาร์คนายเลิศ อยากได้อะใรให้มาบอกที่เล็กโดยตรง ไม่ต้องไปบอกพนักงาน เพราะว่าพวกเขาจะงง ทำงานไม่ถูก ให้มาบอกเลยว่าอยากได้กุหลาบสีขาวนะ จะเปลี่ยนให้ เล็กโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวแบบนี้ พ่อแม่ของเล็กเองก็แฟร์มาก ไม่ว่าจะเป็นลูกชายลูกสาวก็ให้เท่ากันหมด ใครชอบทำอะไรก็ไม่เคยห้าม สนับสนุนทุกอย่าง

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ผู้ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่และฝันที่ใหญ่กว่าตัวตนของเล็ก ปาร์คนายเลิศ

วางแผนธุรกิจในอนาคตอย่างไร

เล็กอยากจะสืบทอดความเป็นปาร์คนายเลิศ ความเป็นคนไทยของเราให้ชาวต่างชาติได้รู้ว่าของไทยมันมีดี มันเจ๋ง ขนาดไหน เรามีของดีเยอะแต่เราไม่ออกมาพูด เล็กเห็นว่าตอนนี้มีโรงแรมหรูเต็มไปหมด แต่สิ่งที่ยังขาดคือเรื่องคุณภาพการบริการนี่ล่ะค่ะ จริงอยู่ที่คนไทยน่ารัก ยิ้มเก่ง แต่เล็กอยากให้ยิ้มแบบมีเหตุผล ไม่ใช่ยิ้มไปทั่ว ต้องยิ้มออกมาจากใจและให้บริการแบบมืออาชีพ อย่างเช่นเวลาลูกค้าสั่งเครื่องดื่มก็ต้องถามต่อได้ว่าจะกินแบบไหน ใส่น้ำแข็งหรือเปล่า ใส่มะนาวไหม สีเขียวหรือเหลืองดี เพราะคนทุกคนดื่มเครื่องดื่มไม่เหมือนกัน เราต้องไปให้ถึงจุดนั้น 

ประเทศไทยมีโรงแรมหรูเยอะเกินหรือเปล่า

มันคงไม่เกินไปหรอกค่ะ เพราะว่าคนที่มาเที่ยวประเทศไทยมีเยอะ สิ่งที่สำคัญคือ เล็กไม่อยากให้ตัดราคากันเอง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมโรงแรมห้าดาวถึงตัดราคาขายแข่งกัน เปิดโรงแรมใหม่มาก็จัดโปรโมชันลดราคาเลย มันทำให้ลูกค้าดูถูกเรานะคะ ของเราดีแต่ทำไมเรามาขายถูก เล็กอยากให้ลูกค้าจดจำบริการที่ดีของเราแล้วเอาไปพูดต่อ โดยเฉพาะรายละเอียดเล็กๆ ที่เราตั้งใจทำให้ อย่างเช่นงานแต่งงานบางงาน เล็กจะถามพนักงานว่า เจ้าภาพชอบสีอะไร เขาจะทำอะไรในช่วงเวลาระหว่างงานเช้าและเย็น เราควรเตรียมพนักงานนวดเท้าไว้ให้เจ้าสาวด้วยหรือไม่ 

เรื่องแบบนี้มันไม่ได้เปลืองเลยนะ มันคือความใส่ใจ เขาเองก็ประทับใจและเอาไปบอกต่อ เล็กถือว่าพวกเขาคือแขกของบ้าน ไม่ได้เรียกว่าลูกค้า ไม่ว่าคุณจะจ่ายเงินหนึ่งล้านบาทหรือว่าห้าหมื่นบาทให้เรา เราก็ดูแลคุณอย่างดีที่สุดเหมือนกัน 

อยากให้คนรุ่นหลังของปาร์คนายเลิศจดจำคุณเล็กอย่างไร

ที่แห่งนี้นายเลิศเป็นผู้สร้างมา คุณยายของเล็กท่านก็ทำทุกอย่างแล้ว ตัวเล็กเป็นผู้สืบทอดกิจการต่อ สิ่งที่เล็กอยากให้คนจดจำคือเล็กเป็นผู้ที่สร้างคน เพราะเล็กชอบอยู่กับคน ถ้าแค่มีเงินเราก็สร้างตึกหรือซื้อของได้ แต่การสร้างคนเป็นเรื่องยาก ถ้าทำตึกออกมาสวยแต่คนให้บริหารแย่ มันก็จบ ตัวตึกก็ไม่สวยอย่างที่ควรจะเป็น นั่นคือสิ่งที่เล็กคิด

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ผู้ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่และฝันที่ใหญ่กว่าตัวตนของเล็ก ปาร์คนายเลิศ

10 Questions answered by Managing Director of Nai Lert Group

  1. คุณตื่นและเข้านอนกี่โมง : เล็กตื่นนอนตอนหกโมงครึ่งค่ะ แล้วก็จะเดินเล่นในห้องประมาณสองชั่วโมง เลือกเสื้อผ้า เข้าห้องน้ำ ทำโน่นนี่ กว่าจะลากตัวเองมาที่ออฟฟิศได้ก็สิบโมง นี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำอะไรถึงนานขนาดนั้น ส่วนกลางคืนจะเข้านอนตอนห้าทุ่มครึ่งถึงเที่ยงคืน เล็กว่าการกินและนอนสำคัญมาก ใครมาถามเล็กว่าทำงานหนักจะไหวหรือไม่ มีเวลากินหรือจะนอนหลับไหม ก็ตอบไปว่ามันก็ต้องมีเวลาสิ หิวก็กิน ง่วงก็นอน เหนื่อยก็พัก จบค่ะ
  2. ถ้ามีเพื่อนมาบ่นกับคุณเล็กว่าไม่มีเวลาเลย จะแนะนำอย่างไร : That’s bullshit ค่ะ คือคุณจัดเวลาให้ตัวเองไม่เป็นต่างหาก ไม่ฉลาด มันจัดการได้เสมอ เล็กได้ยินบ่อยเวลาคนบ่นว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่จริงเลย ทุกวันนี้เล็กก็ไปเข้าคลาสโยคะทุกวัน วันไหนไปไม่ทันก็วิ่งที่สวนลุมฯ แทน ยังไงก็ต้องออกกำลังกายจะได้มีพลังมาทำงานค่ะ
  3. เคยไม่แต่งหน้าออกจากบ้านหรือไม่ คนจำได้หรือเปล่า : มีบ้างค่ะ วันที่เล็กไม่ต้องเจอกับผู้คน ไม่มีนัด เล็กเคยไปตลาดจตุจักร ไปแบบหน้าสดเลย คุยกับแม่ค้าแล้วชอบสินค้าของเขา เล็กก็เลยชวนมาออกงานที่ปาร์คนายเลิศ เขาตกใจ ถามเราว่านี่ใช่คุณเล็กปาร์คนายเลิศหรือเปล่า เขาจำไม่ได้เพราะว่าเล็กไม่ได้แต่งหน้า ตัวเขาก็ดูเหวอๆ เหมือนกัน
  4. สิ่งแรกที่กินเมื่อตื่นนอน : กาแฟดำใส่นมอัลมอนด์ค่ะ กินวันละสองแก้ว ตอนเช้าและหลังข้าวเที่ยง
  5. คุณเล็กขับรถเองหรือไม่ : ขับเองค่ะ ไม่ชอบมีคนขับรถ เพราะเล็กมีความลับเยอะ เวลาเราคุยโทรศัพท์ก็ไม่อยากให้คนมารู้เรื่องของเรา เล็กไม่ชอบให้ใครรู้ว่าเราทำอะไรที่ไหน ปกติจะมาทำงานช่วงสายรถก็ไม่ติดแล้ว กลับบ้านดึกหน่อย เล็กใช้ชีวิตแถวนี้อยู่แล้ว อย่างรถไฟฟ้าก็ขึ้นบ้างนะคะ จำได้เลยว่าครั้งหนึ่งเคยใส่ชุดราตรียาวขึ้นรถไฟฟ้าเพราะจะไปงานกาลาร์ดินเนอร์แล้วกลัวไปไม่ทัน ก็เลยต้องขึ้นบีทีเอสค่ะ
  6. สิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อออกจากบ้านคืออะไร : สมองค่ะ เพราะอย่างโทรศัพท์มือถือถ้าเราไม่ได้เอามาก็บอกให้เลขาฯ ไปเอาให้ได้ แต่เราต้องใช้สมองตลอด ถ้าไม่มีความคิด ไม่พัฒนาตัวเอง มันก็ไม่มีอะไรดีกับชีวิตของเรา
  7. เคยใส่รองเท้าส้นสูงเดินแล้วขาพลิกหรือไม่ : ไม่เคยค่ะ เล็กเกิดมาก็โตกับรองเท้าส้นสูงแล้ว แม่แทบจะใส่ส้นสูงคลอดเล็กออกมาเลยค่ะ (หัวเราะ) จำได้ว่าเคยใส่ไปเดินในสวน คุณยายก็ว่าเล็กว่ารองเท้าทำพื้นหญ้าเป็นรู ทำไมไม่ใส่รองเท้าผ้าใบแทน เล็กก็บอกว่า ดีสิคะ กำลังพรวนดินให้อยู่นี่ไง
  8. คิดอย่างไรที่เด็กสาวสมัยนี้อยากจะเป็นเล็ก ปาร์คนายเลิศ หรือแพร วทานิกา กันหมด : ก็เป็นสิคะ อย่าทำได้แค่อยาก คุณต้องมั่นใจในตัวเอง ดูว่าเรามีจุดดีจุดด้อยยังไง ชีวิตเราเกิดมามียี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากัน ดังนั้น มีความสุขกับสิ่งที่เป็นเถอะค่ะ
  9. ร้องไห้ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ : ตอนดูหนังบนเครื่องบินมั้งคะ ดูแล้วก็ร้องไห้ เพราะออกซิเจนบนเครื่องบินมันต่ำ อารมณ์เราก็ไม่ปกติเหมือนตอนอยู่ข้างล่าง
  10. เคยร้องไห้เพราะผู้ชายหรือไม่ : (นิ่งชั่วครู่) เคยค่ะ ตอนคุณตาเสีย ตอบแบบนี้ได้ไหมคะ (หัวเราะ) ถ้าพูดถึงแฟน ไม่เคยค่ะ อาจจะเคยตอนเด็กๆ มั้ง แต่ไม่ค่อยเสียน้ำตา ไม่ค่อยเจ็บปวดกับเรื่องแบบนี้หรอกค่ะ เล็กว่ามันขึ้นกับช่วงชีวิต ตอนเด็กเราก็อาจจะมีอารมณ์หึงหวง อยากเป็นเจ้าของ ตอนนี้โตขึ้น รักแบบเป็นเพื่อนมากขึ้น ถ้าใครงี่เง่าเราก็คงคุยด้วยไม่รู้เรื่อง เล็กว่าทุกคนที่เล็กเลือกคบเป็นคนดีหมด แต่มันเป็นเรื่องของจังหวะชีวิตเท่านั้นเองค่ะ

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load