จากแม่บ้าน สู่ผู้บริหารโรงแรม 

คุณเนาวรัตน์ อรุณคง ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมอวานี สุขุมวิท 

น้อยคนที่จะรู้ตัวตั้งแต่ยังเด็กว่าอยากทำงานแบบไหน อยากเป็นอะไร แต่น้อยคนยิ่งกว่าที่เมื่อรู้ตัวแล้ว สามารถปักธงในเส้นทางนั้นอย่างแน่วแน่ ไม่แปรเปลี่ยน แล้วเลือกเดินตามเส้นทางที่เลือกไว้แบบไม่เหลียวมองข้างทาง

คุณเนาวรัตน์ อรุณคง คือคนประเภทนั้น 

ไม่ใช่ชีวิตไม่มีทางเลือกอื่น แต่เธอไม่เลือกเอง ตราบใดที่งานนั้นไม่ใช่งานที่ใช้ความรักทำ 

ชีวิตการทำงานของเธอเริ่มต้นตรงดิ่งไปทางสายการโรงแรม เพราะชอบพูดคุย พบปะผู้คน ชอบงานบริการ ชอบใช้ภาษาต่างประเทศ แล้วก็ไม่ได้เริ่มต้นจากตำแหน่งสวยหรูอย่างที่หลายคนมักจินตนาการถึงคนทำงานโรงแรม

พูดให้ชัดเจนไปเลยก็ได้ว่า เธอเริ่มต้นชีวิตการทำงานเมื่อ 30 ปีที่แล้วในตำแหน่งแม่บ้าน หน้าที่ของเธอคือทำความสะอาดห้องพักสำหรับแขก อันเป็นตำแหน่งล่างสุดของสายงาน และแน่นอนว่าตำแหน่งสูงสุดอย่างผู้จัดการทั่วไป หรือ GM จึงเป็นตำแหน่งที่เธอไม่คิดว่าจะก้าวมาถึง 

ทุกตำแหน่งงานที่ทำไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ช่วยก็น่าจะเป็นทัศนคติในการทำงานและความมุ่งมั่นไม่ท้อถอย 

ทัศนคติอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีได้ก็คือ ทำงานตรงหน้าให้ดีที่สุด คุณค่าของงานอยู่ที่โอกาสที่จะได้พัฒนาตัวเอง ไม่ใช่ให้คุณค่าที่ตำแหน่งระดับสูงหรือระดับล่าง ซึ่งในฐานะที่เธอผ่านมาแล้วทุกระดับ เธอจึงบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “งานก็คืองาน ล้างห้องน้ำก็เคยทำมาแล้ว แล้วยังไง มันก็คืองานงานหนึ่งที่เราต้องทำ มันก็คือห้องน้ำที่เราต้องทำให้สะอาดที่สุด แค่นั้นเอง” 

นี่คือทัศนคติที่…จะว่าไป นี่คือเรื่องสำคัญและขาดไม่ได้สำหรับคนที่กำลังอยู่ หรือกำลังจะก้าวต่อไปในฐานะกัปตันทีม 

เนาวรัตน์ อรุณคง ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

เรื่องราวของคุณเริ่มต้นจากตรงไหน เป็นมาอย่างไรถึงได้มาทำงานโรงแรม

ย้อนกลับไปสมัยเรียนมัธยมปลายที่เบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีสถาบันเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการโรงแรมไปแนะแนวที่โรงเรียน เราก็ชอบทางนี้ ชอบเรื่องการพบปะผู้คน ชอบการใช้ภาษา แล้วอีกอย่าง เราเป็นคนดื้อ ชอบทำอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น มุ่งมั่นในเส้นทางที่ตัวเองเลือกมาตั้งแต่เด็กๆ

อะไรคือสิ่งที่ชอบก็จะไปทางนั้น จึงตัดสินใจไปเริ่มเรียนการโรงแรมที่บางแสน ไปอยู่หอพักเลย อยากทำงานเป็นฟรอนต์ แต่ที่สถาบันเขาเคร่งเรื่องความสูง แล้วเราสูงไม่ถึง แต่เพราะเราบอกตัวเองว่าเราจะเรียนด้านนี้ ก็เลยไม่ยอมกลับบ้านและขอสู้ต่อ ต่อให้ต้องเริ่มต้นเรียนในสาขาแม่บ้านก็จะเรียน

โชคดีที่กลุ่มเพื่อนที่เรียนด้วยกันมีแนวคิดตรงกันว่า ถ้าเราเป็นแม่บ้านก็ต้องเป็นแม่บ้านที่ทันสมัย คือแต่งตัวดี ใช้ภาษาอังกฤษได้ ทำให้เรายิ่งสนุกที่จะเรียนและทำงานไปด้วย เรียนจบก็เริ่มต้นทำงานตำแหน่งแม่บ้าน

ตอนนั้นคิดมั้ยว่าทำไมฉันต้องเริ่มทำงานที่ตำแหน่งแม่บ้าน อุตส่าห์เรียนจบมา

ก็ต้องบอกตรงๆ ว่ามีความรู้สึกนิดๆ ว่างานที่ทำมันก็เหนื่อยนะ พ่อแม่ก็เป็นถึงข้าราชการ แต่พอทำงานไปเราก็ไม่ได้คิดแล้ว เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของตัวเองว่าจะคิดยังไงกับงานที่ทำ เราคิดของเราได้เองว่าโรงแรมไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เพราะตำแหน่งใดตำแหน่งเดียว ดังนั้น ทุกแผนกจึงมีความสำคัญ

ตอนที่เราไปฝึกงานแรกๆ ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้เป็นงานที่สวยงามอะไรเลย จึงมีบ้างที่แอบคิดว่าใครจะดูถูกเราไหม เราต่ำต้อยหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็คิดแค่ว่าเราเป็นแม่บ้านก็จริง แต่เราจะช่วยเขาทำห้องให้ดีที่สุด ทำให้ห้องสะอาดที่สุด ต้องให้งานของเราออกมาดีที่สุด แค่นั้นเอง

เวลาเราทำงานแล้วงานออกมาดี หัวหน้าหรือแขกที่มาพักเขาชื่นชม เราก็มีความสุข แค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ตอนเรียนจบเราถูกส่งไปฝึกงานที่โรงแรมปาร์คนายเลิศ แล้วได้ทำงานที่นั่นในเวลาต่อมาอีกหลายปี คือทำห้องพักเหมือนเดิม เพราะก่อนหน้านั้นเราฝึกมาหมดแล้ว ทำห้อง ทำความสะอาดห้องน้ำ  

มองย้อนกลับไปก็พบว่าเรามีความมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำอยู่มากๆ ซึ่งตอนนั้นทำห้องพักอยู่ไม่กี่เดือน ก็มีตำแหน่งในออฟฟิศว่างอยู่ เขาถามเราว่าสนใจมั้ย เพราะเรามีทักษะการพูดภาษาอังกฤษระดับติดต่อสื่อสารได้ดี จึงได้ไปทำในส่วนของห้องแม่บ้านที่เป็นออฟฟิศ พร้อมกับดูแลห้องผ้า ทำงานนี้สักพักก็ไปเรียนต่อตอนเย็น เพราะไม่คิดว่าจะเป็นแม่บ้านไปตลอด 

ตัดสินใจลงเรียนวิชาอะไรเพิ่มเติมบ้าง

ตอนนั้นสมัครเรียนรามคำแหงเพื่อพัฒนาตัวเอง หวังจะเอาปริญญาไปให้พ่อแม่ แต่ไปๆ มาๆ ก็ไม่ชอบอีก ไปสมัครเรียนที่ไวน์เบิร์ก อะคาเดมี ตรงราชดำริ เขาเปิดสอนวิชาเลขาฯ เรียนวิชาพิมพ์ดีด เรียนภาษา เรียนทำงานเอกสารต่างๆ แต่เรียนพอเริ่มรู้ว่าอะไรเป็นยังไงก็ไม่เอาละ เรียนไม่จบอีก เพราะไม่ชอบอยู่ในห้องเรียน ไม่ชอบอยู่ในกรอบอะไรมากมาย 

ระหว่างทำงานเรารู้สึกสนใจงานในแผนก Reservation ก็ไปขอเขาฝึกงานหลังเลิกงาน จากนั้นก็สมัครงานตำแหน่งนี้ ระหว่างทำงานก็ไปช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ กับเลขาฯ ของแผนกฟรอนต์ เพราะบังเอิญเขาอยู่ห้องทำงานใกล้กับเรา ช่วยไปช่วยมาพอเขาลาออก นายเขาก็เลยมาถามเราว่าสนใจทำงานนี้มั้ย เราก็ตอบรับทันทีเพราะได้ทั้งเงินเดือนและวันหยุดที่มากกว่า

แต่ถึงเราจะเป็นเลขาฯ อยู่ก็ตาม เราก็มีโอกาสคุยกับแม่บ้าน ไปเป็นตัวเชื่อมระหว่างแผนกแม่บ้านกับฟรอนต์ เพราะเรารู้งานทั้งสองฝ่าย จากนั้นเราก็ขยับขึ้นไปเป็นผู้ช่วยแม่บ้าน โดยไม่ผ่านการเป็น Supervisor เหมือนคนอื่นๆ เท่ากับเราไปเป็นเบอร์ 2 รองจากหัวหน้าแผนก

พอไปเป็นผู้ช่วยแม่บ้าน เราก็ไม่ได้หยุดแค่นั้นอีก เพราะใครมีงานอะไรให้ช่วยเราก็ไปช่วยหมด ไปเรียนรู้หมด เราเป็นคนที่เมื่อทำงานแล้วไม่ได้สนใจว่าเวลาทำงานคือ 8 โมงเช้า เลิก 6 โมงเย็น เรากลับกี่โมงก็ได้ เพราะเราสนุกกับการเรียนรู้งานเพิ่ม แต่ไม่ได้เกิดจากความคิดว่า โอ้โห อนาคตฉันจะไปเป็น GM 

แล้วตอนนั้นคิดว่าอนาคตจะไปทางไหน 

สิ่งที่ทำให้เราได้ขึ้นมาอยู่ตำแหน่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า แต่เป็นจังหวะชีวิต ซึ่งหลังจากทำงานที่ปาร์คนายเลิศ 9 ปีเต็ม เราก็ลาออกมาพัก อยู่มาวันหนึ่งมีโอกาสไปสัมภาษณ์งานที่โรงแรมหนึ่งย่านสีลม

สัมภาษณ์เสร็จก็เดินไปจะไปกินข้าว พอเดินเปิดประตูล็อบบี้ออกมาก็เจอฝรั่งคนหนึ่ง เราไม่รู้นึกยังไงไปทักเขาก่อนทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันเลย คือทักเฉยๆ แบบ Good evening ตามความเคยชินที่ตัวเองทำงานโรงแรม เขาก็ตอบกลับมา

ปรากฏว่าตอนเราไปนั่งกินข้าวกับเพื่อน ฝรั่งที่เราทักก็เดินมาคุยด้วย มารู้ทีหลังว่าเขาเป็น Residence Manager ของโรงแรม Marriott แล้วกำลังหา Front Office Manager อยู่พอดี พี่ที่เรากินข้าวด้วยก็เลยแนะนำให้รู้จักกัน เพราะคิดว่าเราน่าจะทำได้ สรุปเขาขอสัมภาษณ์เราตอนนั้นแล้วก็นัดให้ไปสัมภาษณ์กับ GM เขาถามว่าจะเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ เราก็ตอบว่าเรียกไม่เป็น เพราะทำงานที่เดิมอยู่ 9 ปี คุณให้คนอื่นเท่าไหร่คุณก็ให้ฉันเท่านั้นแล้วกัน สุดท้ายเราก็ได้งานนั้น 

เนาวรัตน์ อรุณคง ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

จากเหตุการณ์นั้นมันสะท้อนให้เห็นนิสัยอะไรของคุณ คือเหมือนคุณเป็นธรรมชาติมาก เช่นเดินไปทักคนอื่นทั้งที่ไม่รู้จัก 

ใช่ มันเป็นตัวเราเลย ธรรมชาติเราเป็นแบบนั้น ถามว่าทำงานมีฟอร์มมั้ย มันก็มี แต่จริงๆ เราเชื่อในเรื่องของความ Honest คือความจริงใจ เป็นธรรมชาติ มีอะไรก็พูดออกมาแบบนั้น เอาจริงๆ มันเหมือนความเป็นคนโรงแรมมันฝังไปในตัวเราน่ะ เราชอบพูดคุยกับคน สนุกกับการพูดจากับคนนั้นคนนี้ ไม่กลัวการเดินเข้าไปหาใครแล้วคุย 

ถ้าไม่ได้มองว่าเป็นเพราะดวงหรือจังหวะชีวิต คุณคิดว่าการเติบโตในสายงานของคุณเกิดจากอะไร 

ไม่ว่าเราทำงานอะไร เราจะไม่ทำแค่งานที่เป็นหน้าที่ของเรา ตอนเป็น Front Office Manager ก็ไปประสานกับแผนกอื่น เอาตัวเองเข้าไปช่วยในจุดที่เขามีปัญหาและเราทำได้ ก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งคนรักคนเกลียด บางคนเขาจะมองว่ามายุ่งอะไรด้วย แต่เราเป็นคนที่ไม่ค่อยมองข้างทาง ถ้าทำอะไรจะมุ่งมั่นทำสิ่งนั้น

ถามว่าแล้วทำยังไงกับคนที่เกลียดหรือไม่ชอบเรา จริงๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่าใครไม่ชอบเพราะเราไม่ได้สนใจเลย แต่พอเติบโตขึ้นมาเราก็พบว่าการจะได้มาซึ่งบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่ปรับเปลี่ยนวิธีได้ พอโตขึ้นเราก็อ่อนลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะวิธีรับมือกับคน ซึ่งเมื่อก่อนจะตรงไปตรงมากว่านี้ หรือคิดว่าชีวิตมีแค่ขาวกับดำ ทำให้มีคนไม่ชอบ ซึ่งบ้างก็ไม่ยอมรับกับวิธีการทำงานของเรา บ้างก็เขียนมาว่าตรงๆ

แล้วคุณทำอย่างไรถึงผ่านช่วงนั้นมาได้ เพราะมันก็คงมีอยู่แล้วสำหรับการเติบโตที่จะต้องมีอะไรมาขวาง บางทีหลายคนเจอเรื่องแบบนี้ในออฟฟิศก็เสียกำลังใจ ลาออกไป 

สิ่งที่เรายึดถืออันดับแรกคือ ความถูกต้อง ถ้าเราคิดแล้วว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องและมาจากความคิดดี ตั้งใจดี เป็นสิ่งที่ดีสำหรับองค์กร เราก็จะทำให้เกิดขึ้น ไม่ให้อะไรมารั้งไว้ ซึ่งเมื่อก่อนเราจริงจังมาก เราไม่สนใจสิ่งอื่นนอกจากงาน เป็นคนตรงไปตรงมา สนใจแค่ว่าทุกคนต้องทำงานของตัวเองให้เสร็จ ไม่ว่าชีวิตด้านนอกคุณจะเป็นยังไง

เรื่องนี้มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสียแหละ เพราะมันก็ทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่เข้าใจคน ยอมรับว่าตอนนั้นทักษะการรับมือกับผู้คนของเราไม่ดีเท่าที่ควร บางคนเขาทนกับพลังงานของเราไม่ได้ เพราะพลังงานเราสูงมาก ทำงานหนัก ไปทำงานแต่เช้า แต่วันหนึ่งที่เขาไปเจอการทำงานที่ยากลำบากกว่านี้ ไปเจอนายที่ไม่ได้พูดตรงๆ แบบเรา เขาก็ส่งข้อความมาบอกว่าคิดถึงเรามาก เพราะจำสิ่งที่เราเคยสอนได้

คุณคิดว่าจุดเปลี่ยนของการเติบโตไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นคือตอนไหน 

ช่วงที่เรายอมย้ายไปอยู่โรงแรมที่หัวหิน ตอนนั้นทำงานอยู่แมริออทได้ประมาณ 6 – 7 ปี แล้วความที่เขาเป็นองค์กรใหญ่ การจะให้เราขยับไปตำแหน่งที่สูงขึ้นนั้นไม่ง่าย นายเราบอกว่าเธอน่าจะต้องไปเห็นอะไรที่แตกต่างเพราะอยู่ที่เดิมมานานแล้ว

ตอนแรกก็ต่อต้านนะ เพราะอยู่กรุงเทพฯ ก็ดีอยู่แล้ว จะส่งเราไปหัวหินทำไม เคยทำงานในโรงแรม 400 กว่าห้อง แต่ต้องไปทำในโรงแรมเล็กลง เหลือแค่ 200 กว่าห้อง แถมยังต้องไปต่างจังหวัดอีก เราก็ไม่อยากย้าย คือปกติคนทำโรงแรมใหญ่มา มันก็ไม่อยากย้ายไปที่เล็กกว่าหรอก แต่สุดท้ายเราก็รับนะ บอกตัวเองให้ลองดูสักตั้ง 

ตอนแรกไปนี่ไม่ขนของไปมาก เอารถไปคันเดียว ย้ายโรงเรียนให้ลูก คิดแค่ว่า เออ ไปก่อนแล้วกัน กะว่าคงไปอยู่ได้ไม่นานหรอก ให้เวลาตัวเองประมาณ 6 เดือน แต่กลายเป็นว่าอยู่ไปอยู่มาแล้วรักหัวหิน เพราะเราไปดูแลเรื่อง F&B คืออาหารและเครื่องดื่ม ไปเป็น Director of Operation เป็นเบอร์ 2 รองจาก GM แล้วตอนนี้ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีเลย เพราะถ้าเราอยู่โรงแรมใหญ่ต่อไป เราคงไม่พร้อมมากพอที่จะไปรับตำแหน่งเบอร์ 2 ที่ไหนแน่ๆ เพราะโรงแรมมันใหญ่มาก

พอเราไปเป็นเบอร์ 2 ของโรงแรมที่เล็ก มันกลับกลายเป็นว่างานมันก็ไม่ยากมากขนาดที่เราคิด พอทำไปได้สัก 2 ปี ก็ขยับไปเป็น Hotel Manager แล้วก็เป็น GM ตามลำดับ คือเริ่มเป็น GM ครั้งแรกที่หัวหินแมริออทเลย แล้วเป็นได้ไม่ถึงปี GM ที่อนันตรา กรุงเทพฯ ลาออก นายอยากให้ย้ายไปทำ แต่เราก็ลังเล เพราะเราชอบประเมินตัวเองต่ำว่าเราทำไม่ได้หรอก อีกอย่างเราเพิ่งเป็น GM ได้ไม่นานเอง ก็อยากจะเติบโตอย่างมั่นคง

แต่นายบอกว่า รู้มั้ยว่าฉันรู้จักยูมากกว่ายูรู้จักตัวเองอีก คำพูดนี้แหละที่ยังจำได้จนทุกวันนี้ เพราะนายมองว่าเราทำได้ดีมากๆ ในสายตาเขาแล้ว แต่เรากลับมองว่าเรายังไม่พร้อม เพราะเราคิดเอาเองว่าพอขึ้นมาแล้วเราก็อยากอยู่ในตำแหน่งให้นานหน่อย มันเหมือนจังหวะการเติบโตของเราเร็วมาก แต่เราก็เรียนรู้นะว่าทุกตำแหน่งที่เราทำ ไม่ว่าเราจะคิดกับมันยังไง แต่เมื่อเข้ามาทำแล้วเราก็ต้องทำให้ได้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เหมือนที่เป็นแม่บ้านทำห้อง ก็ต้องทำให้สะอาดที่สุด ดีที่สุด เราคิดแค่ว่า ณ​ เวลานั้นเราต้องทำในสิ่งที่เราทำอยู่ให้ดีที่สุดแค่นั้นเอง 

เนาวรัตน์ อรุณคง ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

มันก็คิดได้ยากเหมือนกัน เพราะว่าบางทีคนเราก็ถูกตำแหน่งที่ทำอยู่กลบสาระสำคัญของงานไป เช่นคนทำงานบางคนอาจจะคิดว่างานที่ทำอยู่ไม่ดี… 

หรือต่ำต้อยใช่มั้ย คือเรื่องนี้เราว่าเราก็คิดได้เองเลยนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดแบบนี้ได้ยังไง แต่มันอาจจะเป็นเพราะว่ารอบตัวเรามีแต่คนที่สอนเราให้ทำงานให้ออกมาดี มันก็เลยทำให้เราคิดมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าเราต้องทำให้ดี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม 

ถ้าอย่างนั้นถามใหม่ว่า ตอนที่ทำแม่บ้านเคยโดนแขกหรือใครปฏิบัติตัวกับคุณไม่ดีมั้ย 

แขกนี่แทบไม่เจอว่ามาดูถูกนะ คืออาจเป็นเพราะเราทำโรงแรมห้าดาว แขกที่เราเจอก็จะเป็นคนประเภทที่ดีๆ เขาจะให้เกียรติ ถ้าจะว่าไป ปัญหาที่เราเจอเรื่องโดนดุ น่าจะมาจากการที่เราทำงานยังไม่เป็น ไม่คล่อง เหมือนไปถ่วงคนอื่น แบบนั้นจะทำให้เราค่อนข้างเครียด

แต่ถ้าให้คิดจริงๆ เราอาจไม่ได้ทำงานแม่บ้านแบบทั่วไป เพราะเราเป็นแม่บ้านในโรงแรม ซึ่งต่อให้เราเป็นแค่แม่บ้านโรงแรมนะ เราก็คิดอยู่ตลอดว่าเราจะวางตัวให้ดี เป็นแม่บ้านที่สวย แต่งตัวให้ดี ผมเผ้าเรียบร้อย ฉันจะทำห้องให้ดีที่สุด ฉันจะเป็นเมดที่ดีที่สุด คิดแบบนั้นเลย ที่สำคัญ เราเป็นคนมีวินัยในการทำงานมาก ไม่เกเร แม้เราจะมีความคิดเกเรก็เถอะ

ทำไมต้องเป็นแม่บ้านที่สวย 

การวางตัวให้ดี แต่งตัวให้สวยที่สุด มันก็มีผลกับจิตใจตัวเองนั่นแหละ เพราะถ้าเรามองว่าแผนกอื่นเขาได้แต่งตัวสวยๆ แล้วทำไมเราจะต้องต่ำต้อยล่ะ ทำไมแม่บ้านจะต้องไม่สวย หรือจะต้องกระเซอะกระเซิงด้วยล่ะ เราเลยเป็นแม่บ้านที่แต่งตัวเป๊ะมาก เดินไปไม่อายใคร 

ถ้ามองย้อนกลับไป คุณคิดว่าความต่ำความสูงของอาชีพคนเรามันมีจริงมั้ย 

ก็ต้องยอมรับว่ามี แต่พอเรามาทำงานถึงจุดนี้ เราบอกได้เลยว่ากระดูกสันหลังของโรงแรมก็คือแม่บ้าน พ่อบ้าน เพราะเขาทำงานกันอยู่หลังบ้าน ถ้าวันหนึ่งเราไม่มีพวกเขา เราจะไปได้มั้ย ถ้าวันหนึ่งแม่บ้านบอก ฉันไม่ทำห้องแล้ว มันก็ไปต่อไม่ได้นะ ขนาดทุกวันนี้ถ้ามีเวลาหรือมีโอกาสให้เลือก เรามักจะเลือกไปบรีฟงานแม่บ้าน เพราะเรารู้สึกเลยว่าแม่บ้านต้องการกำลังใจ เขาต้องการคำพูดที่ทำให้เขารู้สึกอยากทำห้องให้สะอาด เพราะถ้าทำห้องสะอาด แขกก็จะกลับมา เราก็มีรายได้

แม่บ้านจะไม่ค่อยมีคนไปบอกวิธีคิดหรือไปให้ Mindset เขา มีแต่เขาไปบอกตัวเองว่างานที่ทำเป็นงานหลังบ้านไม่ได้สูงส่ง แต่ทุกวันนี้เรามีแม่บ้านที่แต่งตัวสวยๆ มาทำงาน ทุกคนทำงานด้วยความสนุก เราอยากให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นที่โรงแรมเรานี่แหละ คนทำงานเขาต้องรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำให้ได้ ถ้าเขาภูมิใจซะอย่าง เขาจะไม่สนใจอย่างอื่นเลย ล้างห้องน้ำเหรอ แล้วไงล่ะ ล้างห้องน้ำมันก็คืองานอย่างหนึ่ง เราเองก็ทำมาแล้วทั้งนั้น ไม่เห็นต้องสนใจอะไรเลย 

มันยากมั้ยที่ต้องใส่ Mindset ให้ใครทำงานด้วยความรู้สึกภูมิใจในตัวเอง 

จริงๆ เรื่องการเปลี่ยน Mindset คนนี่จะบอกว่ายากก็ยาก บางคนอาจบอกว่ามันยากที่สุดด้วยซ้ำ แต่เราก็อยากบอกว่าการเปลี่ยน Mindset ตัวเองมันง่ายนิดเดียวเองนะ แค่คุณหยุดคิดเรื่องเดิม แล้วก็คิดใหม่ซะ มันง่ายขนาดนั้นจริงๆ คุณบอกตัวเองเลยว่า ฉันจะเปลี่ยน ฉันจะคิดแบบนี้ แล้วคุณก็จะคิดแบบนี้จริงๆ

เหมือนตอนที่เราได้รับมอบหมายไปทำงานที่เราคิดว่ายาก เราก็จะบอกตัวเองอยู่นั่นแหละว่าทำไม่ได้ๆ พอมาเปิดอวานี สุขุมวิท เราไม่เคยทำงานแบบเปิดโรงแรมใหม่มาก่อนเลยในชีวิต เราก็คิดว่าเราทำไม่ได้ แต่พอต้องทำ มันก็ต้องทำให้ได้ ต่อให้มันซับซ้อนขนาดไหนก็ต้องทำให้ได้ แค่นั้นเอง 

เนาวรัตน์  ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท

ทำไมคุณถึงรับงานบริหารโรงแรมเปิดใหม่อย่างอวานี สุขุมวิท  ทั้งที่บอกว่าไม่เคยทำในส่วนที่เปิดโรงแรมใหม่มาก่อนเลย 

เออ เราก็ถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่าทำงานมาขนาดนี้น่าจะได้พักสบายๆ ได้แล้ว เชื่อมั้ยว่าคำตอบแรกที่เราบอกนายตอนที่เขาให้มาทำ เราก็บอกไปว่า คิดว่าอายุขนาดนี้แล้วฉันควรจะได้ทำอะไรเบาๆ มีความสุขกับชีวิตได้แล้วนะ

แต่สุดท้าย เราก็คิดว่าถ้าเราจะทำโรงแรมเปิดใหม่สักแห่ง แล้วรอไปนานกว่านี้ก็ไม่น่าจะได้ทำแล้ว ก็เลยคิดว่าเอาตอนนี้แหละ สู้ไปสักตั้ง เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่ไม่เคยทำงานหนัก เคยทำงานที่อนันตรา สาทร แล้วต้องไปดูแลโรงแรมที่ขอนแก่นก็เคยมาแล้ว

ทำงาน 7 วันเลย แบบ 5 วันอยู่ขอนแก่น ศุกร์เย็นบินกลับกรุงเทพฯ เพื่อจะมาดูงานที่สาทร วันจันทร์ก็บินกลับไปใหม่ ทำอยู่อย่างนี้เป็นเดือน ตอนนั้นบอกเลยว่าเหนื่อย แต่เราก็บอกตัวเองอีกแหละว่าต้องทำให้ได้ ต้องทำให้สำเร็จ คำว่าไม่สำเร็จมันไม่เคยได้อยู่ในสารบบความคิดของเราเลย พอทำขอนแก่นเริ่มอยู่ตัว ก็นี่แหละ มาเปิดโรงแรมใหม่ที่อวานี สุขุมวิท เลย 

คุณมองคำว่า ยิ่งสูง ยิ่งหนาว ยังไง 

การที่เราอยู่คนเดียวหรือเป็นที่หนึ่งอยู่ระดับบนน่ะ ต้องเข้าใจว่าพนักงานระดับล่างเขาจะไม่อยากเป็นเพื่อนกับเราหรอก เขารักเราก็จริง แต่เขาไม่อยากเป็นเพื่อนกับเรา เพราะเราไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้ด้วยสายงานแบบนี้ ดังนั้น เราต้องชินกับการกินข้าวคนเดียวให้ได้ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าไปนั่งกินในห้องอาหารพนักงาน เราจะได้ดูด้วยว่าพนักงานอยู่กันยังไง

บ่อยครั้งที่การนั่งกินข้าวคนเดียวก็เปิดโอกาสให้พนักงานกล้าเข้ามาทักทายและพูดคุยกับเรานะ ไม่ใช่แค่เจอกันในห้องประชุมอย่างเดียว ซึ่งเขาอาจเดินมาเล่าให้ฟังว่าเครื่องทำน้ำแข็งมันเสีย เราอยากให้เขาแชร์ปัญหาที่เราไม่เคยรู้ ตอนนี้พนักงานเองก็กล้าแชร์มากขึ้น เราเองก็ไม่ชอบให้มีขั้นมีตอนอะไรมากมาย ไม่ชอบให้เกิดความรู้สึกว่าเราอยู่ระดับสูง เพราะทุกคนก็คือคนเหมือนกัน คนเราต้องอยู่ร่วมกัน

ตำแหน่ง GM จริงๆ มันก็เป็นแค่หัวโขนนะ วันหนึ่งถ้าเราไม่ได้ทำที่นี่แล้วหรือเกษียณไป เราก็แค่คนคนหนึ่งเท่านั้นเอง เดินเจอกันข้างนอกเราก็อยากให้น้องๆ พนักงานทักทายเราเหมือนเดิมได้ แต่ทีนี้คำว่ายิ่งสูง ยิ่งหนาว มันอาจจะเหมาะกับเรา ถ้าพูดในแง่ที่ว่าเป็น GM ที่เป็นผู้หญิง เพราะในวงการมีไม่เยอะ โดยเฉพาะผู้หญิงไทยที่เป็น GM ก็ยิ่งหายาก เราก็ยิ่งไม่ค่อยมีเพื่อน 

ในสังคมไทย เชื่อว่าเรายังมีปัญหาเรื่องการวัดคนจากตำแหน่งต่ำสูงอยู่ดี ในฐานะที่ผ่านทุกตำแหน่งมาหมดแล้ว คุณมีทัศนคติกับเรื่องนี้ยังไง 

เราว่ามันอยู่ที่วิธีคิด ถ้าเราคิดว่าตำแหน่งเราต่ำ เราก็จะรู้สึกว่าตัวเองต่ำ เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่คิดถึงอนาคต เราต้องมองว่าถึงจะไปไกลกว่านี้เราก็ทำได้ แล้วเราก็ต้องไปให้ถึงตรงนั้นให้ได้ อีกอย่าง เราไม่ใช่คนที่จะมีความน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะมันเป็นเรื่องเสียเวลาที่จะคิด 

หรืออาจมาจากการที่คุณไม่เปรียบเทียบกับใครเลย 

ใช่ แล้วถ้าเราจะแข่ง เราก็แข่งกับตัวเอง บอกตัวเองว่าเราทำได้มากกว่านี้ อย่างที่เคยเล่าว่า ก่อนหน้านี้เราก็เรียนไม่จบปริญญาตรีสักที เพราะอยากทำงาน แต่เราอยากให้พ่อแม่ภูมิใจ อยากเอาปริญญาไปฝากเขา สุดท้ายเราไปเรียนปริญญาตรีเพิ่ม แล้วก็จบจนได้ จากนั้นก็ไปเรียนปริญญาโทเพิ่ม แล้วก็จบปริญญาโท คือเราไปเรียนทุกวันอาทิตย์ คนก็สงสัยว่าไปเรียนทำไม ตำแหน่งถึงขนาดนี้แล้ว เราบอกเลยว่า สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของเราคืออะไรรู้มั้ย คือการที่เราเอาชนะตัวเองได้ จากที่เราไม่เคยชอบการนั่งเรียนในห้องเรียนเลย 

ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

คิดว่าคำแนะนำที่ดีที่สุดที่เคยได้จากอดีตเจ้านายคืออะไร 

โอ้โห เยอะมาก แต่เลือกอันนี้นะ นายเราชอบพูดถึงเรื่อง Focus and Passion แล้วเราก็ท่องเรื่องนี้เลย เพราะเราเชื่อว่ามันทำให้เราประสบความสำเร็จ ความหมายคือ โฟกัสในสิ่งที่เรากำลังทำตรงหน้า ทำอะไรก็ทำให้มันดีที่สุด แล้วนายก็จะบอกเสมอว่า สิ่งที่เราทำวันนี้มันจะเป็นตัวบอกอนาคตเราเสมอ เราก็เลยเชื่อมาตลอดและทุ่มเทกับสิ่งที่ตัวเองทำตรงหน้าจริงๆ

บางครั้งก็ได้ยินคนพูดนะว่า โอ๊ย อย่ามาพูดเลยว่าจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด มันไม่มีหรอก แต่เราเชื่อจริงๆ ว่า เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วอนาคตมันจะมาเอง ชีวิตของเราวันนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เพราะเราไม่เคยคิด ไม่เคยไขว่คว้าตำแหน่งอะไรเลย มีนายคนหนึ่งเคยถามว่า อยากทำโรงแรมไหนในเครือ ให้เลือกที่ดีที่สุดมา 3 ที่ เพราะเขาต้องการเก็บเราไว้ในบริษัทมากๆ แต่เชื่อมั้ยว่าเราเลือกไม่ได้ เราตอบเขาไม่ได้ เราบอกได้แค่ว่า มอบหมายงานมาเถอะ จะให้ทำตรงไหนก็ไปได้หมด 

ธุรกิจโรงแรมมันจะมีคำว่า Low season, High season ถ้าเปรียบเทียบฤดูกาลกับชีวิต คุณคิดว่าอะไรคือช่วง Low และ High ของตัวเอง 

High ก็อย่างที่เห็น คือตำแหน่งหน้าที่การงานปัจจุบัน ช่วง Low คงเป็นเรื่องส่วนตัวแหละ ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จกับชีวิตครอบครัว ส่วนเรื่องงานก็มีช่วงหนักเหมือนกันนะ เช่นบางโรงแรมที่เราอยู่มีการเปลี่ยน GM ทำให้เรารู้เลยว่า วันหนึ่ง แม้เราอาจเคยเป็นคนที่ดีที่สุดของเขา แต่อีกวัน พอเปลี่ยนคน เปลี่ยนนาย เราก็ไม่ใช่คนที่ดีที่สุดสำหรับคนใหม่แล้วก็ได้

คือจากที่เราทำงานด้วยความภูมิใจ เราก็รู้สึกแย่ไปเลย ซึ่งตอนนั้นมันก็มีช่วงถอดใจนะ เพราะทำอะไรมันก็ไม่ใช่ซะที แต่สุดท้ายก็มานั่งถามตัวเองจริงๆ จังๆ ว่า สิ่งที่คนอื่นเขาว่าเรา เราเป็นจริงหรือเปล่า ต่อให้เราเป็นคนมั่นใจเกินร้อย เราก็ต้องถอยมามองว่า เอ๊ะ เราเป็นอย่างที่เขาว่าจริงมั้ย

แล้วมีครั้งหนึ่งที่เราไปปรึกษาพี่ที่เป็นฝ่ายบุคคล เขาเขียนแผนงานพัฒนาตัวเองมาให้เราอ่าน โอ้โห อ่านแล้วตกใจ คือเหมือนต่อว่าเราเลยว่าเราทำตัวไม่เหมาะสมยังไง แล้วเขาก็เขียนวิธีการปรับปรุงตัวมาเลยนะ ถึงขนาดให้ไปนั่งสมาธิ แต่เราก็ไม่ได้ไป แค่ค่อยๆ ปรับตัวเอง ค่อยๆ หาเมนเทอร์ที่จะช่วยเรา แล้วในที่สุดก็ดีขึ้น สิ่งสำคัญคือเราต้องเปิดใจรับฟังคำวิจารณ์ ถ้ามันผิดจริงเราก็ต้องปรับปรุง หรือถ้าอะไรที่มันทำลายตัวเองมากกว่าสร้างสรรค์ก็ต้องรีบปรับ 

มีคำแนะนำยังไงสำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งล่างสุดขององค์กร 

จะพูดเหมือนเดิมว่า ทำงานให้เต็มที่ รักงานที่ตัวเองทำ ถ้าจะมองหาอะไรข้างหน้าต่อไปในอนาคต อย่างไรเสีย เราก็ต้องทำวันนี้ให้ดีก่อน ถ้าวันนี้ยังไม่ดีแล้วพรุ่งนี้เราจะดีได้ยังไง เพราะการเติบโตที่ไม่พร้อมของเราคงไม่ยุติธรรมกับคนอื่นๆ ในองค์กร

ทุกวันนี้สื่อมักจะแนะนำตัวคุณว่า จากแม่บ้าน ถึง GM อันนี้เป็นนิยามที่คุณชอบมั้ย หรืออยากจะเปลี่ยนให้คนจำแบบอื่นมั้ย 

เราไม่ได้รู้สึกแย่กับการเริ่มต้นงานที่ตำแหน่งแม่บ้าน เพราะเรารู้เป้าหมายตัวเองดีว่าเราไปเริ่มตรงนั้นเพราะอะไร เราต้องการอะไร เราแค่ต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าในเมื่อเลือกเดินทางนี้แล้ว ก็ต้องสู้กันไป ไม่ว่าจะเริ่มจากตำแหน่งไหนก็ตาม

ตรงกันข้าม งานที่ผ่านมาทุกตำแหน่งทำให้เราเข้าใจงานทุกระดับ เข้าใจคนที่ทำงาน เพราะเวลาต้องสั่งงานเขา เราจะทำด้วยความเข้าใจ เพราะเคยทำมาก่อน เราจึงภาคภูมิใจที่เริ่มจากจุดนั้น แต่วันนี้ ด้วยประสบการณ์ที่เรามาถึงตรงนี้ และในธุรกิจนี้ มีผู้หญิงทำงานในระดับสูงๆ อยู่ไม่มาก ก็อยากให้คนภายนอกมองว่า เออ มันเป็นตำแหน่งที่ผู้หญิงก็สามารถทำได้นะ อยากให้เห็นคุณค่าตรงนี้มากกว่า


5 Questions Answered

by Cluster General Manager of Avani Sukhumvit Bangkok

  1. คุณมาถึงที่ทำงานกี่โมง แล้วสิ่งแรกที่ทำคืออะไร : มาถึงประมาณ 7 โมงครึ่ง บางวันก็ 8 โมง สิ่งแรกที่ทำคือแวะห้องแม่บ้านก่อน เพราะว่าห้องแม่บ้านจะมีของกิน เราก็แวะไปคุยบ้าง ไปนั่งคุยกับเขาบ้างก่อนเข้างาน 
  2. อาหารโปรดที่โรงแรม : ปกติชอบทานข้าวคลุกกะปิ ขนมจีนแกงเนื้อ และชอบทานอาหารในห้องอาหารพนักงานเป็นประจำเพราะสะดวก และชอบเพราะอยากสังเกตว่าพนักงานชอบทานอะไร ถ้าเขาทานอาหารดีๆ มีความสุข เขาก็จะออกไปทำงานอย่างมีความสุข
  3. ชาหรือกาแฟ : อเมริกาโน่ไม่ใส่น้ำตาล แค่วันละแก้ว
  4. สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับตำแหน่งผู้บริหารโรงแรม : คนอาจจะคิดว่าเราเข้าถึงยาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เราเชื่อเสมอว่าผู้บริหารโรงแรมต้องเป็นคนเข้าถึงง่าย แต่ก็ไม่ได้เปิดให้พนักงานเข้าถึงเพื่อรายงานเราทุกเรื่องตลอดเวลา 
  5. เหตุการณ์ในโรงแรมที่ประทับใจที่สุด : ขอตอบเป็นซีนเลย ซึ่งเกิดขึ้นที่หัวหินเมื่อไม่นานมานี้ เรากลับไปโรงแรมที่เราเคยทำ แล้วไปเจอฝรั่งคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก ตอนแรกเราจำเขาไม่ได้ จนเขาเล่าให้ฟังว่าเราเคยช่วยเขาครั้งหนึ่งในอดีตที่เขามาประเทศไทยแล้วภรรยาถูกวิ่งราวกระเป๋า เขาบอกว่าซาบซึ้งใจแค่ไหนที่เราช่วยพาไปสถานีตำรวจ เขาจำเราไม่ลืมเลยและอยากเจอเรามาก แต่เราจำเหตุการณ์ไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะมันมีเคสเยอะมากที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

Writer

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day BULLETIN และ The Standard Magazine ที่ปัจจุบันเรียกตัวเองว่า ‘นักหาเรื่อง’ เพราะสนุกกับการหาแง่มุมที่ซุกซ่อนในเรื่องราวของผู้คนและสิ่งต่างๆรอบตัว ผ่านการพูดคุย อ่าน เขียน และการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

1

1 นาที คือสถิติที่เร็วที่สุดของผู้เขียนในการซื้อของออนไลน์ 30 วินาทีแรกสำหรับการตัดสินใจ 30 วินาทีต่อมาสำหรับการพิมพ์ CF ทำธุรกรรมทางการเงิน แจ้งที่อยู่จัดส่ง และรอรับของสวยๆ

มีใครให้เร็วกว่านี้ไหมคะ

2

24 ชั่วโมง คือสถิติที่เร็วที่สุดที่ผู้เขียนได้รับของที่เพิ่งกดสั่งซื้อเมื่อเช้า จากสุภาพบุรุษชุดสีส้ม

มีใครให้เร็วกว่านี้ไหมคะ

3

ไม่ใช่เพราะความเร็วเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ The Cloud มีนัดหมายด่วนพิเศษกับ คุณอเล็กซ์ อึ้ง ผู้อำนวยการบริหารสายงานธุรกิจรับ-ส่งพัสดุของเคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) เพราะสิ่งที่ชนะใจชาวเราเวลานี้ คือความเชื่อใจว่าของที่รับฝากจะถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัย

ท่ามกลางการเกิดขึ้นของร้านค้าออนไลน์และบริการรับส่งของด่วนพิเศษเร็วอย่างหัวใจในเวลานี้ เราสนใจวิธีการทำงานของ Kerry Express บริษัทขนส่งรายใหญ่ของฮ่องกง ที่นอกจากจะมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทยแล้ว ยังมีวัฒนธรรมองค์กรที่โดดเด่นจนบริษัทแม่จากฮ่องกงและสาขาอื่นๆ ทั่วทั้งภูมิภาคนี้ต้องบินมาดูงานและนำไปปรับใช้ในประเทศของตัวเอง

บทสนทนาด้านล่างนี้ไม่เพียงชวนคุณอเล็กซ์คุยเรื่องแนวคิดของการเป็นแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนพฤติกรรมและความเข้าใจเรื่องบริการด่วนพิเศษของคนไทย บทเรียนจากความผิดพลาดในอดีตที่ทำให้ Kerry Express ปรับตัวรับมือกับปัญหาต่างๆ ความคิดสนุกๆ ของการสร้างคนรุ่นใหม่ และรักษากองกำลังสำคัญของบริษัท รวมถึงตัวตนและนโยบาย Stupid Boss Policy วิธีการทำงานไม่เหมือนใครที่ทำให้เขากลายเป็นหัวหน้าทีมในอุดมคติ

อย่ารอช้าเลย เพราะท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝากหัวใจ ลงทะเบียนฝากไว้ตัวเอากลับไป ใจให้เก็บรักษา…

อะไรคือความเร็วสูงสุดที่ Kerry Express ทำได้

ถ้าเป็นเรื่องความเร็ว ผมขอไม่พูดถึงความเร็วในการรับ-ส่งพัสดุ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนคงพอจะรู้อยู่แล้ว Kerry Express เราเป็นบริษัทที่ทำงานเร็วมาก ยกตัวอย่างเช่น พวกเราใช้เวลาเปิดหน้าร้านสาขาแรกที่อโศก เพียง 6 สัปดาห์นับจากวันแรกที่เราเริ่มต้นความคิดนี้จาก 0 หรือบริการส่งของวันเดียวถึง (Bangkok Sameday) ที่ใช้เวลาเตรียมการคนและออกแบบระบบพร้อมภายใน 2 เดือน นั่นเพราะ Kerry Express เราคิดแล้วลงมือทำเลย

ใครๆ ในโลกนี้ก็รู้ว่าการจราจรของกรุงเทพฯ น่ารักน่าเอ็นดูมากแค่ไหน อะไรทำให้ Kerry Express ยังส่งพัสดุเร็วได้อยู่

เป็นความลับ

ผมล้อเล่น

เหตุผลข้อแรกคือ เรามีทีมงานที่ตรงเวลาและมีวินัยมากๆ คุณรู้มั้ยว่ากว่าพัสดุจากต้นทางจะส่งถึงมือคุณ ต้องผ่านคนกลางถึง 7 คน ที่สำคัญ ถ้าคนกลางเหล่านั้นไม่ใช่คนที่รักษาเวลาหรือมีวินัย เขาเก็บของคุณไว้ยังไม่ยอมส่ง หรือส่วนมากจดจ่ออยู่กับรายการนำส่งล่าสุด ก็จะไม่สามารถจัดการงานและระบบได้ อีกอย่างคือเหตุผลเรื่อง Economy of Scale สมมติว่า Kerry Express มีขนาดใหญ่กว่าบริษัทรับส่งพัสดุทั่วไป 20 – 30 เท่า นั่นแปลว่าขนาดพื้นที่ที่ครอบคลุมต่อคนส่งจะเล็กลง แทนที่ผมจะรับผิดชอบการจัดส่งย่านบางรักจนถึงอโศก การกำหนดขนาดพื้นที่รับผิดชอบย่านใดย่านหนึ่งชัดเจนและเล็กลงก็จะทำให้ทำงานเร็วขึ้นและง่ายขึ้น

ตอนไหนที่คนไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการรับส่งแบบด่วนพิเศษ เพราะในต่างประเทศการรับส่งของด่วนถือเป็นเรื่องปกติที่มีมานานแล้ว

สำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจและระดับการพัฒนาของประเทศ

ย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครยอมจ่ายเงินเพื่อบริการที่มีความเร็วมากกว่า สมัยนั้นถ้าต้องการจะส่งของสักชิ้นคุณต้องไปที่สถานีขนส่งเพื่อฝากของ จากนั้นติดต่อผู้รับปลายทางเพื่อนัดหมายรับสินค้าเมื่อเดินทางไปถึง แต่โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ความรู้ความเข้าใจเปลี่ยน เรามีกิจกรรมกันมากขึ้น ฉันซื้อของจากคุณ แล้วขายต่อให้เธอ เมื่อชีวิตเปลี่ยน บริการพิเศษจึงเกิดขึ้น

อย่างการเกิดขึ้นของร้านค้าออนไลน์ส่งผลต่อธุรกิจให้บริการรับส่งพัสดุด่วนพิเศษยังไงบ้าง

ถ้าย้อนดูเศรษฐกิจประเทศไทยจะเห็นว่ามีการให้บริการของบริษัทขนส่งสินค้าด่วนมา 30 – 40 ปีแล้ว นั่นคือก่อนที่จะมีร้านค้าออนไลน์เกิดขึ้นเสียอีก ซึ่งนับจนถึงวันนี้ Kerry Express มีอายุ 12 ปี และในช่วง 7 ปีแรกของการดำเนินธุรกิจนั้น ประเทศไทยยังไม่มีร้านค้าออนไลน์ เราเริ่มจากให้การบริการรับส่งที่เร็วและดีในกรอบที่จัดการได้

Kerry Express เราวางตัวเองเป็นแพลตฟอร์มไม่ใช่บริษัทขนส่ง นั่นแปลว่าเรามีการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นตลอดเวลา และมีต้นทุนที่ถูกกว่าการเป็นบริษัทขนส่งก็ยิ่งทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น ให้บริการเร็วขึ้น และค่าบริการถูกลงได้

ที่ผ่านมา เรามีภาพจำว่าไม่ว่าจะเลือกส่งของแบบลงทะเบียนหรือด่วนพิเศษก็ให้ผลที่ไม่ต่างกัน อะไรทำให้คุณมั่นใจว่าคนไทยเราต้องการบริการที่ด่วนพิเศษ

ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่สนใจความเร็วนะ แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างความเร็วกับความน่าเชื่อถือ ทุกคนย่อมเลือกอย่างหลัง และการมาของ Kerry Express ตอบโจทย์ทั้งสองข้อนั้น

นอกจากความเร็วแล้ว อะไรคือปัจจัยอะไรทำให้ Kerry Express ชนะใจพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และธุรกิจ SME ในไทย

ผมคิดว่าเป็นเรื่องความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากบริการของเรา เพราะคงไม่อยากคุยกับระบบตอบรับที่ให้กด 1 กด 2 ซึ่งในสายด่วน Kerry Express คุณจะได้คุยกับพนักงานของเราจริงๆ

เราค่อนข้างแปลกใจที่ไม่ค่อยได้ยินข่าวเสียหายหรือดราม่าเกี่ยวกับ Kerry Express คุณมีวิธีการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้นอย่างไร

จริงๆ เป็นความลับทางธุรกิจของเรา แต่โอเค ผมบอกก็ได้

ต้องบอกก่อนว่า Kerry Express เป็นแบรนด์ที่แข็งแรง ซึ่งไม่ได้เกิดจากแผนการตลาดใดๆ ที่นี่เราทำการตลาดน้อยมาก แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดปัญหาเลย

ในจำนวนการรับส่งของ 1,000 ชิ้นจะเกิดปัญหา 2 – 3 เรื่อง เช่น พัสดุหาย หรือชำรุด นั่นคือน้อยกว่า 0.003% ซึ่งเป็นสถิติที่ดีที่สุด ดีกว่าสิงคโปร์และฮ่องกง ทุกวันนี้ที่ Kerry Express มีจำนวนการรับส่งพัสดุ 800,000 กล่องต่อวัน นั่นแปลว่าเราจะเจอเรื่องร้องเรียนจากการบริการนับพันเรื่องในแต่ละวัน คำถามที่เราสนใจจึงไม่ใช่ ‘ทำไม Kerry Express ดีจังเลย’ แต่คือคำถามว่า ‘ทำไมปัญหาเหล่านี้จึงเกิดขึ้น’

สิ่งที่ทำให้แบรนด์เป็นที่ไว้วางใจเสมอมาเพราะเรามีทีมงานร่วมพันคนที่ดูแลในส่วนบริการลูกค้า ในกรณีที่เกิดปัญหาและคุณร้องเรียนเข้ามา เราจะมีพนักงานโทรหาคุณโดยตรงเพื่อรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมจ่ายคืนค่าบริการ หรือถ้าหากคุณร้องเรียนผ่านมาทางโซเชียลมีเดีย เราจะรีบต่อกลับภายใน 15 นาทีพร้อมติดตามผล จะเห็นว่าเรามีทีมจัดการปัญหาเรื่องร้องเรียนที่แข็งแรงมากๆ เพราะเราตั้งใจที่จะเปลี่ยนความรู้สึกไม่พอใจที่มี 0.003% ให้กลายเป็นลูกค้าที่พอใจในบริการของเรา แม้จะเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับงานทั้งหมด

ย้อนกลับไปวันแรก อะไรทำให้ที่ Kerry Logistic บริษัทชื่อดังจากฮ่องกงตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย  

นอกจากความโดดเด่นเรื่องการเปิดรับสิ่งใหม่ที่มีมากกว่าเมืองอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกันในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยเป็นเมืองในอุดมคติของนักธุรกิจเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีที่ง่ายต่อการทำธุรกิจ มีทรัพยากรและแรงงานที่มีทักษะชั้นดี มีทำเลภูมิศาสตร์ที่ดีเพราะอยู่ใจกลางของทุกสิ่ง จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจที่นี่ อีกเรื่องที่สำคัญคือ ประเทศไทยมีประชากรเยอะและมีพื้นที่ใหญ่มาก เราอยากมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาการขนส่งของประเทศนี้ ซึ่งเราเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่า Kerry Express จะเติบโตอย่างแข็งแรงได้อย่างทุกวันนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ

ทั้งๆ ที่ก่อตั้งและบริหารโดยคนฮ่องกง เราเคยอ่านเจอบทสัมภาษณ์ของคุณที่บอกว่า Kerry Express เป็นบริษัทที่ออกแบบโดยคนไทยเพื่อคนไทย ทำไมคุณเชื่ออย่างนั้น

เรามักจะพูดเสมอว่า Kerry Express คือความภูมิใจของประเทศไทย เพราะนอกจากจะเป็นบริษัทให้บริการขนส่งพัสดุอันดับหนึ่งแล้ว เมื่อดูอัตราการเติบโตและการขยายสาขา Kerry Express ของไทยสามารถเอาชนะฮ่องกง มาเลเซีย และเวียดนาม

สำคัญคือจำนวนทีมงาน ประสบการณ์ และบริการของเรา ไม่ว่าเป็นคน เครื่องมือ และระบบการปฏิบัติงาน ทุกอย่างใน Kerry Express ประเทศไทยออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อคนไทยจริงๆ ซึ่งคุณจะไม่เห็นบรรยากาศแบบนี้ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ไหน เพราะโดยทั่วไปบริษัทลูกในต่างประเทศต้องดำเนินทุกอย่างตามที่บริษัทแม่กำหนด แต่ที่ Kerry Express ประเทศไทย เราสร้างระบบการทำงานที่เป็นต้นแบบให้สาขาอื่นๆ นำไปปรับใช้ต่อ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสำนักงานใหญ่ของ Kerry Express จึงตั้งอยู่ในประเทศไทย

บรรยากาศหรือวัฒนธรรมองค์กรของ Kerry Express ประเทศไทย มีสไตล์เป็นแบบไหนมากกว่ากัน ระหว่างฮ่องกงและไทย

เราไม่เคยนิยามวัฒนธรรมองค์กรของเราเป็นสไตล์ไหน ถ้าจะต้องนิยาม เราขอเรียกสั้นๆ ว่า Good Culture ที่มีแนวทางเป็นของตัวเอง ซึ่งผมไม่เคยเห็นวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้จากที่ไหน

ที่นี่เราให้ความสำคัญกับความซื่อตรง ไม่ใช่เรื่องการซื่อสัตย์กับศีลธรรม คิดโกงเงินบริษัทแบบนั้นนะ แต่เป็นการซื่อตรงต่อพวกเราเอง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เรื่องการมีลำดับขั้นในงานอย่างที่องค์กรทั่วไปมีอาวุโสหรืออาวุโสกว่า ผมให้เขาเอาออกเลย ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งงานไหน เป็นหัวหน้าหรือลูกน้อง ถ้าคุณมีไอเดียที่ดีกว่า เราเลือกไอเดียนั้น อีกตัวอย่าง สมมติอยู่ในห้องประชุมแล้วมีคนพูดสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ ผมจะไม่พยักหน้าแกล้งทำเป็นรู้ แต่จะถามตรงนั้นจนกว่าจะเข้าใจสิ่งที่เขาพูด และจะช่วยกันพัฒนาจนไอเดียนั้นออกมาลงตัว หรือถ้าเกิดการไม่เห็นด้วยในการประชุม เราจะไม่เกรงใจกันเพราะเป็นเพื่อนกันหรือเป็นหัวหน้า แต่จะช่วยกันหาข้อสรุปที่ลงตัว

การทำงานที่ประเทศไทยทำให้คุณต้องปรับตัวยังไงบ้าง

แม้พวกเราคนฮ่องกงและคนไทยจะมีหน้าตาที่คล้ายกัน เป็นเมืองที่ไม่ได้อยู่ไกลกันมากนัก แต่วัฒนธรรมระหว่างเราแตกต่างกันไม่น้อย ช่วงปีแรกๆ ที่มาประเทศไทยผมพยายามพูดให้น้อยและคอยที่จะสังเกตให้มาก เรียนรู้วัฒนธรรมไทย ความอ่อนน้อมถ่อมตน

ประสบการณ์ทำงานจากฮ่องกงและเซียงไฮ้ หรือวิธีการทำงานแบบคนฮ่องกงที่คุณนำมาปรับใช้กับการทำงานที่ประไทย คืออะไร

บรรยากาศการทำงานค่อนข้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การทำงานในฮ่องกงและเซียงไฮ้จะค่อนข้างหนักกว่า ชั่วโมงการทำงานและแรงกดดันมีมากกว่า มีความพยายามมากกว่า แต่ละเอียดรอบคอบน้อยกว่า คนทำงานจะแข็งๆ เหมือนหุ่นยนต์มากกว่า ประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาจึงช่วยผมในเรื่องการมองไปข้างหน้า ส่วนสิ่งที่นำมาปรับใช้ได้แก่ความคิดที่มีตรรกะ เหตุและผล โดยทั่วไปแล้วคนฮ่องกงเป็นคนที่มีเหตุและผลสูงทำให้ทำงานหนักมาก แต่เนื่องจากเราเป็นบริษัทที่ให้บริการแพลตฟอร์ม จึงจำเป็นจะต้องคิดอย่างมีเหตุมีผลแทนการใช้ความรู้สึกตัดสินใจ เพื่อให้แผนงานทุกอย่างออกมาเป็นระเบียบเรียบร้อย

คุณเชื่อในเรื่องการทำงานให้หนักมั้ย

เชื่อครับ (ตอบในทันที) ผมมักจะพูดเสมอว่าถ้าคุณเป็นอัจฉริยะ คุณไม่จำเป็นต้องทำงานให้หนัก แต่พวกเราคนส่วนใหญ่เป็นเพียงคนธรรมดา เราจึงจำเป็นต้องทำงานให้หนักเพื่อโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการทำงานหนักจะทำให้คุณประสบความสำเร็จนะ ก็ถ้าคุณไม่ลองพยายามดูก่อนโอกาสที่จะสำเร็จมันก็จะลดเหลือน้อยลงไป

ที่บอกว่าทำงานหนัก คือหนักแค่ไหน

บางทีก็ 24 ชั่วโมงเลย (นิ่งคิดนาน) ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น เพราะมีเรื่องรายละเอียดที่เราไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ เช่น ในไลน์กลุ่มของออฟฟิศมีกลุ่มชื่อ ER มาจาก Emergency Room ไม่ว่ามีพัสดุสูญหาย เสียหาย หรือเรื่องร้องเรียนใดๆ ในเฟซบุ๊ก ทุกอย่างจะรายงานตรงถึงผม

การทำงานหนักของที่นี่เราไม่ได้หมายถึงจำนวนชั่วโมงทำงาน แต่คือระดับความใส่ใจที่มีต่องาน ต้องบอกว่า Kerry Express ไม่ได้ต้องการให้ทีมงานทำงานหนัก เราแค่อยากให้เขาสามารถทำงานที่ออกมาดีและสำเร็จตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งถ้าคุณทำงานหนักแต่ไม่ได้ผลสำเร็จที่ต้องการก็คงต้องทบทวนกัน ผมจะชอบใจมากกว่าถ้าทีมงานทำงานชิลล์ๆ แต่งานออกมาดี

มีเหตุการณ์ไหนบ้างที่เป็นบทเรียนสำคัญของคุณและทีมงานในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาของ Kerry Express ประเทศไทย

เราผ่านบทเรียนระหว่างทางกันมาเยอะมาก แต่ถ้าถามถึงบทเรียนครั้งใหญ่ที่สุด ได้แก่ เหตุการณ์ช่วงวันหยุดสงกรานต์เมื่อ 4 ปีก่อนที่เราไม่สามารถส่งของได้ทัน ลูกค้าจึงร้องเรียนเข้ามาเยอะมาก เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเครียดของทีมงาน จำได้ว่าใช้เวลา 2 – 3 สัปดาห์ในการแก้ไขปัญหาจนสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ บทเรียนในวันนั้นบอกเราว่าเราไม่สามารถสนใจแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ หรือเวลานี้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมเพื่ออนาคต หลังจากวันนั้น Kerry Express เริ่มลงทุนกับการขยับขยาย คิดถึงการเพิ่มสาขา การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี คิดถึงการเพิ่มกำลังคน และสิ่งที่เรากำลังทำในวันนี้ เราเตรียมเพื่อ Kerry Express ปี 2020

คุณเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

ไม่ คุณถามผมไม่ได้นะ ต้องถามคนอื่น แต่ถ้าผมต้องตอบจริงๆ ผมเป็น Silly Boss ผมไม่เดินตามประเพณีนิยมการเป็นเจ้านาย ผมมีนโยบายการทำงานที่เรียกว่า Stupid Boss Policy ด้วยนะ

ที่ Kerry Express ไม่ว่าผู้บริหารจะอาวุโสหรือไม่ เราจะไม่ทำท่าว่าฉลาดกว่าทีมงานที่เด็กกว่าโดยเด็ดขาด เพราะถ้าเก่งกว่า เขาก็ควรจะทำงานได้เองทุกอย่าง งานของเราไม่ใช่การเป็นคนฉลาด งานของเราคือการปล่อยให้คนที่เก่งกว่าเราแสดงความสามารถอย่างเต็มที่จนทำงานสำเร็จ เป็นการแลกเปลี่ยนกันนะ คุณทำงานให้ผมจนสำเร็จ ส่วนผมให้ผลตอบแทนแก่คุณ คุณต้องเคยได้ยินจากเพื่อนหรืออ่านบทความที่พนักงานบริษัทต่างทนทุกข์ทรมานกับเจ้านายแย่ๆ ไม่กล้าตัดสินใจมาบ้างใช่มั้ย เรื่อง Silly Boss แต่สิ่งที่ Kerry ทำกลับช่วยให้การทำงานของเราเป็นประสิทธิภาพ นั่นเพราะระดับบริหารเราทำงานน้อย (หัวเราะ) เราไม่ผูกตัวติดให้เขาทำงานให้เราตลอดเวลา เราแค่ให้ทิศทาง กำหนดเป้าหมาย จากนั้นให้ความไว้ใจปล่อยให้เขาทำงานจนสำเร็จ เป็นการต่างให้ผลตอบแทนกันและกัน

คนแบบไหนที่คุณอยากทำงานด้วย

(คิดนาน) ที่ Kerry Express เรามีคนทำงานเป็นร้อยเป็นพันรูปแบบ ซึ่งจริงๆ ที่นี่เราไม่มีกำหนดลักษณะของคนที่เราต้องการเป็นพิเศษ แต่ถ้าถามส่วนตัวแล้ว ผมชอบทำงานกับคนที่พูดน้อยแต่ทำเยอะ

คุณชอบส่วนไหนในงานมากที่สุด

ผมชอบกระบวนการสร้างคน ชอบช่วงเวลาของการฝึกฝนคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นผู้จัดการ เป็นผู้จัดการอาวุโส เป็นผู้บริหาร ผมชอบเห็นการค้นหาและพัฒนาขีดความสามารถ ได้เห็นเขาเติบโตในทางของตัวเอง

ที่ Kerry Express เรามีโครงการ Management Service Officer (MSO) โครงการฝึกหัดทีมผู้บริหาร ที่รับคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ทำงาน 2 – 3 ปี นอกจากฝึกฝนประสบการณ์ทำงานจริงแล้วยังมีโอกาสเดินทางไปเรียนรู้งานใน Kerry Express ประเทศต่างๆ จะเห็นว่าทีมงานของเรามีอายุเฉลี่ยเพียง 28 ปี และโดยหัวหน้าทีมส่วนใหญ่อายุยังไม่ถึง 30 แต่สามารถดูแลทีมงานกว่า 200 คนได้

นอกจากประสบการณ์ทำงานแล้ว หลักในการเลือกคนรุ่นใหม่หรือลักษณะพิเศษที่มองหาได้แก่อะไรบ้าง

คนที่จะได้รับคัดเลือกให้เข้าโครงการ MSO จะต้องเป็นคนที่พูดน้อยแต่ทำมาก สำคัญที่สุด คือมีความสามารถที่จะทำให้สิ่งได้รับมอบหมายให้เกิดขึ้นจริง คนไทยมักจะชอบทำงานกับคนที่ดี แต่สำหรับที่นี่การเป็นคนดีจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าคุณทำงานให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าคุณเป็นคนดีด้วย ทำงานเก่งด้วย ก็เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก

อะไรคือสิ่งที่คุณมักจะสอนคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ

มีคำหนึ่งที่ผมมักจะใช้เสมอ คือคำว่า Empathy หรือการรู้ว่าคนอื่นเขาคิดยังไง

ผมมักจะพูดเสมอว่าคุณจะเป็นคนยังไงนั้นไม่สำคัญเท่าคนอื่นเขาคิดกับคุณยังไง ในความจริงคุณอาจจะเป็นคนที่ดีมากๆ แต่ถ้าคนอื่นคิดว่าคุณเป็นคนไม่ดี ก็เปล่าประโยชน์ ซึ่งก็คือ Empathy อย่าคิดถึงแต่ตัวเอง แต่จงคิดว่าเขาจะคิดกับคุณยังไง

ไม่เพียงกับการฝึกฝนคนรุ่นใหม่นะ ผมและผู้บริหารคนอื่นๆ เราก็มีชุดความคิดแบบนี้ เราจะไม่บอกเด็กรุ่นใหม่ว่าเธอเป็นเด็ก ทำไมเธอไม่ทำงานให้หนักเท่าฉัน เราจะไม่คิดแบบนั้น ตำแหน่งผู้บริหารที่เราถืออยู่ไม่ได้แปลว่าเราเก่งกาจกว่าทุกคนหรือรู้ทุกเรื่อง งานของเราคือส่งเสริมให้ทีมงานได้แสดงความสามารถอย่างเต็มประสิทธิภาพ และแทนที่จะกำหนดทิศทางทุกอย่าง เราเลือกที่จะทำไปพร้อมกันมากกว่า

ประสบการณ์ทำงาน 17 ปีใน Kerry Logistics และ Kerry Express ให้บทเรียนอะไรในชีวิต หรือมีความหมายต่อชีวิตคุณยังไง

ให้บทเรียนเรื่องชีวิตเยอะมาก หนึ่งในนั้นคือ พูดให้น้อยและทำงานให้หนัก คุณอย่าเพิ่งเบื่อผมถ้าจะได้ยินพูดคำนี้หลายๆ รอบ

ตัวคุณเปลี่ยนไปจากวันแรกที่ทำงานที่ Kerry Express ประเทศไทยยังไงบ้าง

ผมคิดว่าผมทำงานเก่งขึ้น และ Kerry Express ทำให้ผมรักประเทศไทยมากขึ้นจากวันแรก 20 เท่า ไม่ว่าจะเป็นตัวงานหรือพนักงานที่นี่ทุกคนให้ประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดนี้กลายเป็นส่วนสำคัญหนึ่งในชีวิตของผม

คุณตั้งใจจะนำพา Kerry Express ประเทศไทยให้กลายเป็นองค์กรที่เป็นที่รักหรือที่ประสบความสำเร็จ

แน่นอนผมอยากให้เป็นทั้งสองแบบ (ตอบทันที) พวกเรารู้ตัวดีว่าเราไม่ใช่อัจฉริยะ เราไม่ได้ทำงานแบบหุ่นยนต์ เราไม่ใช่นักธุรกิจร่ำรวยยิ่งใหญ่ เราแค่อยากทำบริษัทที่ดี ไม่ใช่แค่บริษัทที่ประสบความสำเร็จด้านตัวเลข แต่สร้างการรับรู้ การจดจำ แก่ผู้คน และมีบรรยากาศการทำงานที่ดีอบอวลไปด้วยการเป็นที่รัก

14 Questions Answered by Executive Director of Kerry Express (Thailand) 

  1. เรื่องใหม่ล่าสุดที่ได้เรียนรู้ : วิธีการทำต้มข่าไก่
  2. กิจกรรมที่คุณมั่นใจในความเร็วของคุณมากที่สุด : การเตรียมตัวขึ้นพูด Speech
  3. ทริปการเดินทางที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต : เซียงไฮ้ เมื่อปี 2000 เป็นช่วง 1 ปีก่อนเรียนจบ ซึ่งผมมีโอกาสเข้าโปรแกรมแลกเปลี่ยน ทำให้ได้เริ่มต้นทำงานที่ Kerry Logistics
  4. หนังสือเล่มที่อ่านล่าสุด : The Biography of Robert Kuok
  5. สิ่งที่คุณมักจะทำเมื่อถึงออฟฟิศ : ดื่มกาแฟดีๆ สักแก้ว
  6. ถ้าคุณจะต้องขึ้นพูดในงานปัจฉัมนิเทศนักศึกษาเป็นเวลา 10  วินาที คุณจะพูดว่า : You are not how good you are, You are how good people think you are.
  7. ใครหรือคนรุ่นใหม่แบบไหนที่คุณชื่นชอบ : ผมชอบคนรุ่นใหม่ที่มีวินัย คนที่ไว้ใจได้ คนที่พูดน้อยแต่ทำมาก ว่าแต่วันนี้ผมพูดคำนี้ไป 5 รอบแล้วใช่มั้ย
  8. คำพูดดีๆ ที่คุณมักจะหยิบขึ้นมาใช้เสมอ : นอกจากประโยคข้อ 7 แล้ว อีกประโยคที่ชอบคือ ‘Be Water, My Friends’ ของ Bruce Lee หมายความว่า ในการต่อสู้ คุณสามารถใช้กำปั้นชกแก้ว โต๊ะ น้ำแข็ง กำแพงให้แตกสลายได้ แต่คุณชกน้ำไม่ได้
  9. คำพูดที่ใช้กับผู้ร่วมงานเสมอ : Zero-Politics
  10. ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย : ทีมบาสเกตบอล
  11. คุณจะรู้สึกมีพลังทุกครั้งที่คุณ… : ตื่นนอน
  12. ความสนใจของคุณเมื่ออายุ 25 35 และปัจจุบัน : ตอนอายุ 25 ผมชอบสะสมนาฬิกา กล้อง อายุ 35 ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงาน ฟังแล้วเศร้านะที่มีงานกลายเป็นงานอดิเรก (หัวเราะ) ความสนใจตอนนี้ ผมอยากช่วยคนรุ่นใหม่ที่มีความฝันและความตั้งใจแต่ขาดทุนทรัพย์ ผมเองเริ่มจากคนที่ไม่มีอะไร ไม่มีแม้กระทั่งความฝัน ดังนั้น ผมจึงรู้สึกชื่นชมคนที่รู้ตัวและฝันว่าอยากทำอะไรแต่ขาดแคลนปัจจัยบางอย่าง
  13. จงยกตัวอย่างของสิ่งที่มีส่วนผสมระหว่างความเป็นฮ่องกงและความเป็นไทยมากที่สุด : ข้าวมันไก่ เป็นตัวแทนอาหารไทยที่มีความฮ่องกงมาก นั่นคือ การจัดจานเวลาจะเสิร์ฟมีความเป็นขั้นตอน ความเร็วในการเสิร์ฟข้าวมันไก่ และที่สำคัญ ข้าวมันไก่เป็นอาหารที่ไม่เคยเสิร์ฟผิดเลย
  14. ถ้าได้รับเชิญให้ไปสอนหนังสือ คุณจะสอนวิชาอะไร : วิชา Elementary Logic

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load