จากแม่บ้าน สู่ผู้บริหารโรงแรม 

คุณเนาวรัตน์ อรุณคง ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมอวานี สุขุมวิท 

น้อยคนที่จะรู้ตัวตั้งแต่ยังเด็กว่าอยากทำงานแบบไหน อยากเป็นอะไร แต่น้อยคนยิ่งกว่าที่เมื่อรู้ตัวแล้ว สามารถปักธงในเส้นทางนั้นอย่างแน่วแน่ ไม่แปรเปลี่ยน แล้วเลือกเดินตามเส้นทางที่เลือกไว้แบบไม่เหลียวมองข้างทาง

คุณเนาวรัตน์ อรุณคง คือคนประเภทนั้น 

ไม่ใช่ชีวิตไม่มีทางเลือกอื่น แต่เธอไม่เลือกเอง ตราบใดที่งานนั้นไม่ใช่งานที่ใช้ความรักทำ 

ชีวิตการทำงานของเธอเริ่มต้นตรงดิ่งไปทางสายการโรงแรม เพราะชอบพูดคุย พบปะผู้คน ชอบงานบริการ ชอบใช้ภาษาต่างประเทศ แล้วก็ไม่ได้เริ่มต้นจากตำแหน่งสวยหรูอย่างที่หลายคนมักจินตนาการถึงคนทำงานโรงแรม

พูดให้ชัดเจนไปเลยก็ได้ว่า เธอเริ่มต้นชีวิตการทำงานเมื่อ 30 ปีที่แล้วในตำแหน่งแม่บ้าน หน้าที่ของเธอคือทำความสะอาดห้องพักสำหรับแขก อันเป็นตำแหน่งล่างสุดของสายงาน และแน่นอนว่าตำแหน่งสูงสุดอย่างผู้จัดการทั่วไป หรือ GM จึงเป็นตำแหน่งที่เธอไม่คิดว่าจะก้าวมาถึง 

ทุกตำแหน่งงานที่ทำไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ช่วยก็น่าจะเป็นทัศนคติในการทำงานและความมุ่งมั่นไม่ท้อถอย 

ทัศนคติอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีได้ก็คือ ทำงานตรงหน้าให้ดีที่สุด คุณค่าของงานอยู่ที่โอกาสที่จะได้พัฒนาตัวเอง ไม่ใช่ให้คุณค่าที่ตำแหน่งระดับสูงหรือระดับล่าง ซึ่งในฐานะที่เธอผ่านมาแล้วทุกระดับ เธอจึงบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “งานก็คืองาน ล้างห้องน้ำก็เคยทำมาแล้ว แล้วยังไง มันก็คืองานงานหนึ่งที่เราต้องทำ มันก็คือห้องน้ำที่เราต้องทำให้สะอาดที่สุด แค่นั้นเอง” 

นี่คือทัศนคติที่…จะว่าไป นี่คือเรื่องสำคัญและขาดไม่ได้สำหรับคนที่กำลังอยู่ หรือกำลังจะก้าวต่อไปในฐานะกัปตันทีม 

เนาวรัตน์ อรุณคง ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

เรื่องราวของคุณเริ่มต้นจากตรงไหน เป็นมาอย่างไรถึงได้มาทำงานโรงแรม

ย้อนกลับไปสมัยเรียนมัธยมปลายที่เบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีสถาบันเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการโรงแรมไปแนะแนวที่โรงเรียน เราก็ชอบทางนี้ ชอบเรื่องการพบปะผู้คน ชอบการใช้ภาษา แล้วอีกอย่าง เราเป็นคนดื้อ ชอบทำอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น มุ่งมั่นในเส้นทางที่ตัวเองเลือกมาตั้งแต่เด็กๆ

อะไรคือสิ่งที่ชอบก็จะไปทางนั้น จึงตัดสินใจไปเริ่มเรียนการโรงแรมที่บางแสน ไปอยู่หอพักเลย อยากทำงานเป็นฟรอนต์ แต่ที่สถาบันเขาเคร่งเรื่องความสูง แล้วเราสูงไม่ถึง แต่เพราะเราบอกตัวเองว่าเราจะเรียนด้านนี้ ก็เลยไม่ยอมกลับบ้านและขอสู้ต่อ ต่อให้ต้องเริ่มต้นเรียนในสาขาแม่บ้านก็จะเรียน

โชคดีที่กลุ่มเพื่อนที่เรียนด้วยกันมีแนวคิดตรงกันว่า ถ้าเราเป็นแม่บ้านก็ต้องเป็นแม่บ้านที่ทันสมัย คือแต่งตัวดี ใช้ภาษาอังกฤษได้ ทำให้เรายิ่งสนุกที่จะเรียนและทำงานไปด้วย เรียนจบก็เริ่มต้นทำงานตำแหน่งแม่บ้าน

ตอนนั้นคิดมั้ยว่าทำไมฉันต้องเริ่มทำงานที่ตำแหน่งแม่บ้าน อุตส่าห์เรียนจบมา

ก็ต้องบอกตรงๆ ว่ามีความรู้สึกนิดๆ ว่างานที่ทำมันก็เหนื่อยนะ พ่อแม่ก็เป็นถึงข้าราชการ แต่พอทำงานไปเราก็ไม่ได้คิดแล้ว เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของตัวเองว่าจะคิดยังไงกับงานที่ทำ เราคิดของเราได้เองว่าโรงแรมไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เพราะตำแหน่งใดตำแหน่งเดียว ดังนั้น ทุกแผนกจึงมีความสำคัญ

ตอนที่เราไปฝึกงานแรกๆ ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้เป็นงานที่สวยงามอะไรเลย จึงมีบ้างที่แอบคิดว่าใครจะดูถูกเราไหม เราต่ำต้อยหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็คิดแค่ว่าเราเป็นแม่บ้านก็จริง แต่เราจะช่วยเขาทำห้องให้ดีที่สุด ทำให้ห้องสะอาดที่สุด ต้องให้งานของเราออกมาดีที่สุด แค่นั้นเอง

เวลาเราทำงานแล้วงานออกมาดี หัวหน้าหรือแขกที่มาพักเขาชื่นชม เราก็มีความสุข แค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ตอนเรียนจบเราถูกส่งไปฝึกงานที่โรงแรมปาร์คนายเลิศ แล้วได้ทำงานที่นั่นในเวลาต่อมาอีกหลายปี คือทำห้องพักเหมือนเดิม เพราะก่อนหน้านั้นเราฝึกมาหมดแล้ว ทำห้อง ทำความสะอาดห้องน้ำ  

มองย้อนกลับไปก็พบว่าเรามีความมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำอยู่มากๆ ซึ่งตอนนั้นทำห้องพักอยู่ไม่กี่เดือน ก็มีตำแหน่งในออฟฟิศว่างอยู่ เขาถามเราว่าสนใจมั้ย เพราะเรามีทักษะการพูดภาษาอังกฤษระดับติดต่อสื่อสารได้ดี จึงได้ไปทำในส่วนของห้องแม่บ้านที่เป็นออฟฟิศ พร้อมกับดูแลห้องผ้า ทำงานนี้สักพักก็ไปเรียนต่อตอนเย็น เพราะไม่คิดว่าจะเป็นแม่บ้านไปตลอด 

ตัดสินใจลงเรียนวิชาอะไรเพิ่มเติมบ้าง

ตอนนั้นสมัครเรียนรามคำแหงเพื่อพัฒนาตัวเอง หวังจะเอาปริญญาไปให้พ่อแม่ แต่ไปๆ มาๆ ก็ไม่ชอบอีก ไปสมัครเรียนที่ไวน์เบิร์ก อะคาเดมี ตรงราชดำริ เขาเปิดสอนวิชาเลขาฯ เรียนวิชาพิมพ์ดีด เรียนภาษา เรียนทำงานเอกสารต่างๆ แต่เรียนพอเริ่มรู้ว่าอะไรเป็นยังไงก็ไม่เอาละ เรียนไม่จบอีก เพราะไม่ชอบอยู่ในห้องเรียน ไม่ชอบอยู่ในกรอบอะไรมากมาย 

ระหว่างทำงานเรารู้สึกสนใจงานในแผนก Reservation ก็ไปขอเขาฝึกงานหลังเลิกงาน จากนั้นก็สมัครงานตำแหน่งนี้ ระหว่างทำงานก็ไปช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ กับเลขาฯ ของแผนกฟรอนต์ เพราะบังเอิญเขาอยู่ห้องทำงานใกล้กับเรา ช่วยไปช่วยมาพอเขาลาออก นายเขาก็เลยมาถามเราว่าสนใจทำงานนี้มั้ย เราก็ตอบรับทันทีเพราะได้ทั้งเงินเดือนและวันหยุดที่มากกว่า

แต่ถึงเราจะเป็นเลขาฯ อยู่ก็ตาม เราก็มีโอกาสคุยกับแม่บ้าน ไปเป็นตัวเชื่อมระหว่างแผนกแม่บ้านกับฟรอนต์ เพราะเรารู้งานทั้งสองฝ่าย จากนั้นเราก็ขยับขึ้นไปเป็นผู้ช่วยแม่บ้าน โดยไม่ผ่านการเป็น Supervisor เหมือนคนอื่นๆ เท่ากับเราไปเป็นเบอร์ 2 รองจากหัวหน้าแผนก

พอไปเป็นผู้ช่วยแม่บ้าน เราก็ไม่ได้หยุดแค่นั้นอีก เพราะใครมีงานอะไรให้ช่วยเราก็ไปช่วยหมด ไปเรียนรู้หมด เราเป็นคนที่เมื่อทำงานแล้วไม่ได้สนใจว่าเวลาทำงานคือ 8 โมงเช้า เลิก 6 โมงเย็น เรากลับกี่โมงก็ได้ เพราะเราสนุกกับการเรียนรู้งานเพิ่ม แต่ไม่ได้เกิดจากความคิดว่า โอ้โห อนาคตฉันจะไปเป็น GM 

แล้วตอนนั้นคิดว่าอนาคตจะไปทางไหน 

สิ่งที่ทำให้เราได้ขึ้นมาอยู่ตำแหน่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า แต่เป็นจังหวะชีวิต ซึ่งหลังจากทำงานที่ปาร์คนายเลิศ 9 ปีเต็ม เราก็ลาออกมาพัก อยู่มาวันหนึ่งมีโอกาสไปสัมภาษณ์งานที่โรงแรมหนึ่งย่านสีลม

สัมภาษณ์เสร็จก็เดินไปจะไปกินข้าว พอเดินเปิดประตูล็อบบี้ออกมาก็เจอฝรั่งคนหนึ่ง เราไม่รู้นึกยังไงไปทักเขาก่อนทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันเลย คือทักเฉยๆ แบบ Good evening ตามความเคยชินที่ตัวเองทำงานโรงแรม เขาก็ตอบกลับมา

ปรากฏว่าตอนเราไปนั่งกินข้าวกับเพื่อน ฝรั่งที่เราทักก็เดินมาคุยด้วย มารู้ทีหลังว่าเขาเป็น Residence Manager ของโรงแรม Marriott แล้วกำลังหา Front Office Manager อยู่พอดี พี่ที่เรากินข้าวด้วยก็เลยแนะนำให้รู้จักกัน เพราะคิดว่าเราน่าจะทำได้ สรุปเขาขอสัมภาษณ์เราตอนนั้นแล้วก็นัดให้ไปสัมภาษณ์กับ GM เขาถามว่าจะเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ เราก็ตอบว่าเรียกไม่เป็น เพราะทำงานที่เดิมอยู่ 9 ปี คุณให้คนอื่นเท่าไหร่คุณก็ให้ฉันเท่านั้นแล้วกัน สุดท้ายเราก็ได้งานนั้น 

เนาวรัตน์ อรุณคง ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

จากเหตุการณ์นั้นมันสะท้อนให้เห็นนิสัยอะไรของคุณ คือเหมือนคุณเป็นธรรมชาติมาก เช่นเดินไปทักคนอื่นทั้งที่ไม่รู้จัก 

ใช่ มันเป็นตัวเราเลย ธรรมชาติเราเป็นแบบนั้น ถามว่าทำงานมีฟอร์มมั้ย มันก็มี แต่จริงๆ เราเชื่อในเรื่องของความ Honest คือความจริงใจ เป็นธรรมชาติ มีอะไรก็พูดออกมาแบบนั้น เอาจริงๆ มันเหมือนความเป็นคนโรงแรมมันฝังไปในตัวเราน่ะ เราชอบพูดคุยกับคน สนุกกับการพูดจากับคนนั้นคนนี้ ไม่กลัวการเดินเข้าไปหาใครแล้วคุย 

ถ้าไม่ได้มองว่าเป็นเพราะดวงหรือจังหวะชีวิต คุณคิดว่าการเติบโตในสายงานของคุณเกิดจากอะไร 

ไม่ว่าเราทำงานอะไร เราจะไม่ทำแค่งานที่เป็นหน้าที่ของเรา ตอนเป็น Front Office Manager ก็ไปประสานกับแผนกอื่น เอาตัวเองเข้าไปช่วยในจุดที่เขามีปัญหาและเราทำได้ ก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งคนรักคนเกลียด บางคนเขาจะมองว่ามายุ่งอะไรด้วย แต่เราเป็นคนที่ไม่ค่อยมองข้างทาง ถ้าทำอะไรจะมุ่งมั่นทำสิ่งนั้น

ถามว่าแล้วทำยังไงกับคนที่เกลียดหรือไม่ชอบเรา จริงๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่าใครไม่ชอบเพราะเราไม่ได้สนใจเลย แต่พอเติบโตขึ้นมาเราก็พบว่าการจะได้มาซึ่งบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่ปรับเปลี่ยนวิธีได้ พอโตขึ้นเราก็อ่อนลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะวิธีรับมือกับคน ซึ่งเมื่อก่อนจะตรงไปตรงมากว่านี้ หรือคิดว่าชีวิตมีแค่ขาวกับดำ ทำให้มีคนไม่ชอบ ซึ่งบ้างก็ไม่ยอมรับกับวิธีการทำงานของเรา บ้างก็เขียนมาว่าตรงๆ

แล้วคุณทำอย่างไรถึงผ่านช่วงนั้นมาได้ เพราะมันก็คงมีอยู่แล้วสำหรับการเติบโตที่จะต้องมีอะไรมาขวาง บางทีหลายคนเจอเรื่องแบบนี้ในออฟฟิศก็เสียกำลังใจ ลาออกไป 

สิ่งที่เรายึดถืออันดับแรกคือ ความถูกต้อง ถ้าเราคิดแล้วว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องและมาจากความคิดดี ตั้งใจดี เป็นสิ่งที่ดีสำหรับองค์กร เราก็จะทำให้เกิดขึ้น ไม่ให้อะไรมารั้งไว้ ซึ่งเมื่อก่อนเราจริงจังมาก เราไม่สนใจสิ่งอื่นนอกจากงาน เป็นคนตรงไปตรงมา สนใจแค่ว่าทุกคนต้องทำงานของตัวเองให้เสร็จ ไม่ว่าชีวิตด้านนอกคุณจะเป็นยังไง

เรื่องนี้มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสียแหละ เพราะมันก็ทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่เข้าใจคน ยอมรับว่าตอนนั้นทักษะการรับมือกับผู้คนของเราไม่ดีเท่าที่ควร บางคนเขาทนกับพลังงานของเราไม่ได้ เพราะพลังงานเราสูงมาก ทำงานหนัก ไปทำงานแต่เช้า แต่วันหนึ่งที่เขาไปเจอการทำงานที่ยากลำบากกว่านี้ ไปเจอนายที่ไม่ได้พูดตรงๆ แบบเรา เขาก็ส่งข้อความมาบอกว่าคิดถึงเรามาก เพราะจำสิ่งที่เราเคยสอนได้

คุณคิดว่าจุดเปลี่ยนของการเติบโตไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นคือตอนไหน 

ช่วงที่เรายอมย้ายไปอยู่โรงแรมที่หัวหิน ตอนนั้นทำงานอยู่แมริออทได้ประมาณ 6 – 7 ปี แล้วความที่เขาเป็นองค์กรใหญ่ การจะให้เราขยับไปตำแหน่งที่สูงขึ้นนั้นไม่ง่าย นายเราบอกว่าเธอน่าจะต้องไปเห็นอะไรที่แตกต่างเพราะอยู่ที่เดิมมานานแล้ว

ตอนแรกก็ต่อต้านนะ เพราะอยู่กรุงเทพฯ ก็ดีอยู่แล้ว จะส่งเราไปหัวหินทำไม เคยทำงานในโรงแรม 400 กว่าห้อง แต่ต้องไปทำในโรงแรมเล็กลง เหลือแค่ 200 กว่าห้อง แถมยังต้องไปต่างจังหวัดอีก เราก็ไม่อยากย้าย คือปกติคนทำโรงแรมใหญ่มา มันก็ไม่อยากย้ายไปที่เล็กกว่าหรอก แต่สุดท้ายเราก็รับนะ บอกตัวเองให้ลองดูสักตั้ง 

ตอนแรกไปนี่ไม่ขนของไปมาก เอารถไปคันเดียว ย้ายโรงเรียนให้ลูก คิดแค่ว่า เออ ไปก่อนแล้วกัน กะว่าคงไปอยู่ได้ไม่นานหรอก ให้เวลาตัวเองประมาณ 6 เดือน แต่กลายเป็นว่าอยู่ไปอยู่มาแล้วรักหัวหิน เพราะเราไปดูแลเรื่อง F&B คืออาหารและเครื่องดื่ม ไปเป็น Director of Operation เป็นเบอร์ 2 รองจาก GM แล้วตอนนี้ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีเลย เพราะถ้าเราอยู่โรงแรมใหญ่ต่อไป เราคงไม่พร้อมมากพอที่จะไปรับตำแหน่งเบอร์ 2 ที่ไหนแน่ๆ เพราะโรงแรมมันใหญ่มาก

พอเราไปเป็นเบอร์ 2 ของโรงแรมที่เล็ก มันกลับกลายเป็นว่างานมันก็ไม่ยากมากขนาดที่เราคิด พอทำไปได้สัก 2 ปี ก็ขยับไปเป็น Hotel Manager แล้วก็เป็น GM ตามลำดับ คือเริ่มเป็น GM ครั้งแรกที่หัวหินแมริออทเลย แล้วเป็นได้ไม่ถึงปี GM ที่อนันตรา กรุงเทพฯ ลาออก นายอยากให้ย้ายไปทำ แต่เราก็ลังเล เพราะเราชอบประเมินตัวเองต่ำว่าเราทำไม่ได้หรอก อีกอย่างเราเพิ่งเป็น GM ได้ไม่นานเอง ก็อยากจะเติบโตอย่างมั่นคง

แต่นายบอกว่า รู้มั้ยว่าฉันรู้จักยูมากกว่ายูรู้จักตัวเองอีก คำพูดนี้แหละที่ยังจำได้จนทุกวันนี้ เพราะนายมองว่าเราทำได้ดีมากๆ ในสายตาเขาแล้ว แต่เรากลับมองว่าเรายังไม่พร้อม เพราะเราคิดเอาเองว่าพอขึ้นมาแล้วเราก็อยากอยู่ในตำแหน่งให้นานหน่อย มันเหมือนจังหวะการเติบโตของเราเร็วมาก แต่เราก็เรียนรู้นะว่าทุกตำแหน่งที่เราทำ ไม่ว่าเราจะคิดกับมันยังไง แต่เมื่อเข้ามาทำแล้วเราก็ต้องทำให้ได้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เหมือนที่เป็นแม่บ้านทำห้อง ก็ต้องทำให้สะอาดที่สุด ดีที่สุด เราคิดแค่ว่า ณ​ เวลานั้นเราต้องทำในสิ่งที่เราทำอยู่ให้ดีที่สุดแค่นั้นเอง 

เนาวรัตน์ อรุณคง ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

มันก็คิดได้ยากเหมือนกัน เพราะว่าบางทีคนเราก็ถูกตำแหน่งที่ทำอยู่กลบสาระสำคัญของงานไป เช่นคนทำงานบางคนอาจจะคิดว่างานที่ทำอยู่ไม่ดี… 

หรือต่ำต้อยใช่มั้ย คือเรื่องนี้เราว่าเราก็คิดได้เองเลยนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดแบบนี้ได้ยังไง แต่มันอาจจะเป็นเพราะว่ารอบตัวเรามีแต่คนที่สอนเราให้ทำงานให้ออกมาดี มันก็เลยทำให้เราคิดมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าเราต้องทำให้ดี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม 

ถ้าอย่างนั้นถามใหม่ว่า ตอนที่ทำแม่บ้านเคยโดนแขกหรือใครปฏิบัติตัวกับคุณไม่ดีมั้ย 

แขกนี่แทบไม่เจอว่ามาดูถูกนะ คืออาจเป็นเพราะเราทำโรงแรมห้าดาว แขกที่เราเจอก็จะเป็นคนประเภทที่ดีๆ เขาจะให้เกียรติ ถ้าจะว่าไป ปัญหาที่เราเจอเรื่องโดนดุ น่าจะมาจากการที่เราทำงานยังไม่เป็น ไม่คล่อง เหมือนไปถ่วงคนอื่น แบบนั้นจะทำให้เราค่อนข้างเครียด

แต่ถ้าให้คิดจริงๆ เราอาจไม่ได้ทำงานแม่บ้านแบบทั่วไป เพราะเราเป็นแม่บ้านในโรงแรม ซึ่งต่อให้เราเป็นแค่แม่บ้านโรงแรมนะ เราก็คิดอยู่ตลอดว่าเราจะวางตัวให้ดี เป็นแม่บ้านที่สวย แต่งตัวให้ดี ผมเผ้าเรียบร้อย ฉันจะทำห้องให้ดีที่สุด ฉันจะเป็นเมดที่ดีที่สุด คิดแบบนั้นเลย ที่สำคัญ เราเป็นคนมีวินัยในการทำงานมาก ไม่เกเร แม้เราจะมีความคิดเกเรก็เถอะ

ทำไมต้องเป็นแม่บ้านที่สวย 

การวางตัวให้ดี แต่งตัวให้สวยที่สุด มันก็มีผลกับจิตใจตัวเองนั่นแหละ เพราะถ้าเรามองว่าแผนกอื่นเขาได้แต่งตัวสวยๆ แล้วทำไมเราจะต้องต่ำต้อยล่ะ ทำไมแม่บ้านจะต้องไม่สวย หรือจะต้องกระเซอะกระเซิงด้วยล่ะ เราเลยเป็นแม่บ้านที่แต่งตัวเป๊ะมาก เดินไปไม่อายใคร 

ถ้ามองย้อนกลับไป คุณคิดว่าความต่ำความสูงของอาชีพคนเรามันมีจริงมั้ย 

ก็ต้องยอมรับว่ามี แต่พอเรามาทำงานถึงจุดนี้ เราบอกได้เลยว่ากระดูกสันหลังของโรงแรมก็คือแม่บ้าน พ่อบ้าน เพราะเขาทำงานกันอยู่หลังบ้าน ถ้าวันหนึ่งเราไม่มีพวกเขา เราจะไปได้มั้ย ถ้าวันหนึ่งแม่บ้านบอก ฉันไม่ทำห้องแล้ว มันก็ไปต่อไม่ได้นะ ขนาดทุกวันนี้ถ้ามีเวลาหรือมีโอกาสให้เลือก เรามักจะเลือกไปบรีฟงานแม่บ้าน เพราะเรารู้สึกเลยว่าแม่บ้านต้องการกำลังใจ เขาต้องการคำพูดที่ทำให้เขารู้สึกอยากทำห้องให้สะอาด เพราะถ้าทำห้องสะอาด แขกก็จะกลับมา เราก็มีรายได้

แม่บ้านจะไม่ค่อยมีคนไปบอกวิธีคิดหรือไปให้ Mindset เขา มีแต่เขาไปบอกตัวเองว่างานที่ทำเป็นงานหลังบ้านไม่ได้สูงส่ง แต่ทุกวันนี้เรามีแม่บ้านที่แต่งตัวสวยๆ มาทำงาน ทุกคนทำงานด้วยความสนุก เราอยากให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นที่โรงแรมเรานี่แหละ คนทำงานเขาต้องรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำให้ได้ ถ้าเขาภูมิใจซะอย่าง เขาจะไม่สนใจอย่างอื่นเลย ล้างห้องน้ำเหรอ แล้วไงล่ะ ล้างห้องน้ำมันก็คืองานอย่างหนึ่ง เราเองก็ทำมาแล้วทั้งนั้น ไม่เห็นต้องสนใจอะไรเลย 

มันยากมั้ยที่ต้องใส่ Mindset ให้ใครทำงานด้วยความรู้สึกภูมิใจในตัวเอง 

จริงๆ เรื่องการเปลี่ยน Mindset คนนี่จะบอกว่ายากก็ยาก บางคนอาจบอกว่ามันยากที่สุดด้วยซ้ำ แต่เราก็อยากบอกว่าการเปลี่ยน Mindset ตัวเองมันง่ายนิดเดียวเองนะ แค่คุณหยุดคิดเรื่องเดิม แล้วก็คิดใหม่ซะ มันง่ายขนาดนั้นจริงๆ คุณบอกตัวเองเลยว่า ฉันจะเปลี่ยน ฉันจะคิดแบบนี้ แล้วคุณก็จะคิดแบบนี้จริงๆ

เหมือนตอนที่เราได้รับมอบหมายไปทำงานที่เราคิดว่ายาก เราก็จะบอกตัวเองอยู่นั่นแหละว่าทำไม่ได้ๆ พอมาเปิดอวานี สุขุมวิท เราไม่เคยทำงานแบบเปิดโรงแรมใหม่มาก่อนเลยในชีวิต เราก็คิดว่าเราทำไม่ได้ แต่พอต้องทำ มันก็ต้องทำให้ได้ ต่อให้มันซับซ้อนขนาดไหนก็ต้องทำให้ได้ แค่นั้นเอง 

เนาวรัตน์  ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท

ทำไมคุณถึงรับงานบริหารโรงแรมเปิดใหม่อย่างอวานี สุขุมวิท  ทั้งที่บอกว่าไม่เคยทำในส่วนที่เปิดโรงแรมใหม่มาก่อนเลย 

เออ เราก็ถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่าทำงานมาขนาดนี้น่าจะได้พักสบายๆ ได้แล้ว เชื่อมั้ยว่าคำตอบแรกที่เราบอกนายตอนที่เขาให้มาทำ เราก็บอกไปว่า คิดว่าอายุขนาดนี้แล้วฉันควรจะได้ทำอะไรเบาๆ มีความสุขกับชีวิตได้แล้วนะ

แต่สุดท้าย เราก็คิดว่าถ้าเราจะทำโรงแรมเปิดใหม่สักแห่ง แล้วรอไปนานกว่านี้ก็ไม่น่าจะได้ทำแล้ว ก็เลยคิดว่าเอาตอนนี้แหละ สู้ไปสักตั้ง เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่ไม่เคยทำงานหนัก เคยทำงานที่อนันตรา สาทร แล้วต้องไปดูแลโรงแรมที่ขอนแก่นก็เคยมาแล้ว

ทำงาน 7 วันเลย แบบ 5 วันอยู่ขอนแก่น ศุกร์เย็นบินกลับกรุงเทพฯ เพื่อจะมาดูงานที่สาทร วันจันทร์ก็บินกลับไปใหม่ ทำอยู่อย่างนี้เป็นเดือน ตอนนั้นบอกเลยว่าเหนื่อย แต่เราก็บอกตัวเองอีกแหละว่าต้องทำให้ได้ ต้องทำให้สำเร็จ คำว่าไม่สำเร็จมันไม่เคยได้อยู่ในสารบบความคิดของเราเลย พอทำขอนแก่นเริ่มอยู่ตัว ก็นี่แหละ มาเปิดโรงแรมใหม่ที่อวานี สุขุมวิท เลย 

คุณมองคำว่า ยิ่งสูง ยิ่งหนาว ยังไง 

การที่เราอยู่คนเดียวหรือเป็นที่หนึ่งอยู่ระดับบนน่ะ ต้องเข้าใจว่าพนักงานระดับล่างเขาจะไม่อยากเป็นเพื่อนกับเราหรอก เขารักเราก็จริง แต่เขาไม่อยากเป็นเพื่อนกับเรา เพราะเราไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้ด้วยสายงานแบบนี้ ดังนั้น เราต้องชินกับการกินข้าวคนเดียวให้ได้ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าไปนั่งกินในห้องอาหารพนักงาน เราจะได้ดูด้วยว่าพนักงานอยู่กันยังไง

บ่อยครั้งที่การนั่งกินข้าวคนเดียวก็เปิดโอกาสให้พนักงานกล้าเข้ามาทักทายและพูดคุยกับเรานะ ไม่ใช่แค่เจอกันในห้องประชุมอย่างเดียว ซึ่งเขาอาจเดินมาเล่าให้ฟังว่าเครื่องทำน้ำแข็งมันเสีย เราอยากให้เขาแชร์ปัญหาที่เราไม่เคยรู้ ตอนนี้พนักงานเองก็กล้าแชร์มากขึ้น เราเองก็ไม่ชอบให้มีขั้นมีตอนอะไรมากมาย ไม่ชอบให้เกิดความรู้สึกว่าเราอยู่ระดับสูง เพราะทุกคนก็คือคนเหมือนกัน คนเราต้องอยู่ร่วมกัน

ตำแหน่ง GM จริงๆ มันก็เป็นแค่หัวโขนนะ วันหนึ่งถ้าเราไม่ได้ทำที่นี่แล้วหรือเกษียณไป เราก็แค่คนคนหนึ่งเท่านั้นเอง เดินเจอกันข้างนอกเราก็อยากให้น้องๆ พนักงานทักทายเราเหมือนเดิมได้ แต่ทีนี้คำว่ายิ่งสูง ยิ่งหนาว มันอาจจะเหมาะกับเรา ถ้าพูดในแง่ที่ว่าเป็น GM ที่เป็นผู้หญิง เพราะในวงการมีไม่เยอะ โดยเฉพาะผู้หญิงไทยที่เป็น GM ก็ยิ่งหายาก เราก็ยิ่งไม่ค่อยมีเพื่อน 

ในสังคมไทย เชื่อว่าเรายังมีปัญหาเรื่องการวัดคนจากตำแหน่งต่ำสูงอยู่ดี ในฐานะที่ผ่านทุกตำแหน่งมาหมดแล้ว คุณมีทัศนคติกับเรื่องนี้ยังไง 

เราว่ามันอยู่ที่วิธีคิด ถ้าเราคิดว่าตำแหน่งเราต่ำ เราก็จะรู้สึกว่าตัวเองต่ำ เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่คิดถึงอนาคต เราต้องมองว่าถึงจะไปไกลกว่านี้เราก็ทำได้ แล้วเราก็ต้องไปให้ถึงตรงนั้นให้ได้ อีกอย่าง เราไม่ใช่คนที่จะมีความน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะมันเป็นเรื่องเสียเวลาที่จะคิด 

หรืออาจมาจากการที่คุณไม่เปรียบเทียบกับใครเลย 

ใช่ แล้วถ้าเราจะแข่ง เราก็แข่งกับตัวเอง บอกตัวเองว่าเราทำได้มากกว่านี้ อย่างที่เคยเล่าว่า ก่อนหน้านี้เราก็เรียนไม่จบปริญญาตรีสักที เพราะอยากทำงาน แต่เราอยากให้พ่อแม่ภูมิใจ อยากเอาปริญญาไปฝากเขา สุดท้ายเราไปเรียนปริญญาตรีเพิ่ม แล้วก็จบจนได้ จากนั้นก็ไปเรียนปริญญาโทเพิ่ม แล้วก็จบปริญญาโท คือเราไปเรียนทุกวันอาทิตย์ คนก็สงสัยว่าไปเรียนทำไม ตำแหน่งถึงขนาดนี้แล้ว เราบอกเลยว่า สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของเราคืออะไรรู้มั้ย คือการที่เราเอาชนะตัวเองได้ จากที่เราไม่เคยชอบการนั่งเรียนในห้องเรียนเลย 

ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

คิดว่าคำแนะนำที่ดีที่สุดที่เคยได้จากอดีตเจ้านายคืออะไร 

โอ้โห เยอะมาก แต่เลือกอันนี้นะ นายเราชอบพูดถึงเรื่อง Focus and Passion แล้วเราก็ท่องเรื่องนี้เลย เพราะเราเชื่อว่ามันทำให้เราประสบความสำเร็จ ความหมายคือ โฟกัสในสิ่งที่เรากำลังทำตรงหน้า ทำอะไรก็ทำให้มันดีที่สุด แล้วนายก็จะบอกเสมอว่า สิ่งที่เราทำวันนี้มันจะเป็นตัวบอกอนาคตเราเสมอ เราก็เลยเชื่อมาตลอดและทุ่มเทกับสิ่งที่ตัวเองทำตรงหน้าจริงๆ

บางครั้งก็ได้ยินคนพูดนะว่า โอ๊ย อย่ามาพูดเลยว่าจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด มันไม่มีหรอก แต่เราเชื่อจริงๆ ว่า เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วอนาคตมันจะมาเอง ชีวิตของเราวันนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เพราะเราไม่เคยคิด ไม่เคยไขว่คว้าตำแหน่งอะไรเลย มีนายคนหนึ่งเคยถามว่า อยากทำโรงแรมไหนในเครือ ให้เลือกที่ดีที่สุดมา 3 ที่ เพราะเขาต้องการเก็บเราไว้ในบริษัทมากๆ แต่เชื่อมั้ยว่าเราเลือกไม่ได้ เราตอบเขาไม่ได้ เราบอกได้แค่ว่า มอบหมายงานมาเถอะ จะให้ทำตรงไหนก็ไปได้หมด 

ธุรกิจโรงแรมมันจะมีคำว่า Low season, High season ถ้าเปรียบเทียบฤดูกาลกับชีวิต คุณคิดว่าอะไรคือช่วง Low และ High ของตัวเอง 

High ก็อย่างที่เห็น คือตำแหน่งหน้าที่การงานปัจจุบัน ช่วง Low คงเป็นเรื่องส่วนตัวแหละ ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จกับชีวิตครอบครัว ส่วนเรื่องงานก็มีช่วงหนักเหมือนกันนะ เช่นบางโรงแรมที่เราอยู่มีการเปลี่ยน GM ทำให้เรารู้เลยว่า วันหนึ่ง แม้เราอาจเคยเป็นคนที่ดีที่สุดของเขา แต่อีกวัน พอเปลี่ยนคน เปลี่ยนนาย เราก็ไม่ใช่คนที่ดีที่สุดสำหรับคนใหม่แล้วก็ได้

คือจากที่เราทำงานด้วยความภูมิใจ เราก็รู้สึกแย่ไปเลย ซึ่งตอนนั้นมันก็มีช่วงถอดใจนะ เพราะทำอะไรมันก็ไม่ใช่ซะที แต่สุดท้ายก็มานั่งถามตัวเองจริงๆ จังๆ ว่า สิ่งที่คนอื่นเขาว่าเรา เราเป็นจริงหรือเปล่า ต่อให้เราเป็นคนมั่นใจเกินร้อย เราก็ต้องถอยมามองว่า เอ๊ะ เราเป็นอย่างที่เขาว่าจริงมั้ย

แล้วมีครั้งหนึ่งที่เราไปปรึกษาพี่ที่เป็นฝ่ายบุคคล เขาเขียนแผนงานพัฒนาตัวเองมาให้เราอ่าน โอ้โห อ่านแล้วตกใจ คือเหมือนต่อว่าเราเลยว่าเราทำตัวไม่เหมาะสมยังไง แล้วเขาก็เขียนวิธีการปรับปรุงตัวมาเลยนะ ถึงขนาดให้ไปนั่งสมาธิ แต่เราก็ไม่ได้ไป แค่ค่อยๆ ปรับตัวเอง ค่อยๆ หาเมนเทอร์ที่จะช่วยเรา แล้วในที่สุดก็ดีขึ้น สิ่งสำคัญคือเราต้องเปิดใจรับฟังคำวิจารณ์ ถ้ามันผิดจริงเราก็ต้องปรับปรุง หรือถ้าอะไรที่มันทำลายตัวเองมากกว่าสร้างสรรค์ก็ต้องรีบปรับ 

มีคำแนะนำยังไงสำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งล่างสุดขององค์กร 

จะพูดเหมือนเดิมว่า ทำงานให้เต็มที่ รักงานที่ตัวเองทำ ถ้าจะมองหาอะไรข้างหน้าต่อไปในอนาคต อย่างไรเสีย เราก็ต้องทำวันนี้ให้ดีก่อน ถ้าวันนี้ยังไม่ดีแล้วพรุ่งนี้เราจะดีได้ยังไง เพราะการเติบโตที่ไม่พร้อมของเราคงไม่ยุติธรรมกับคนอื่นๆ ในองค์กร

ทุกวันนี้สื่อมักจะแนะนำตัวคุณว่า จากแม่บ้าน ถึง GM อันนี้เป็นนิยามที่คุณชอบมั้ย หรืออยากจะเปลี่ยนให้คนจำแบบอื่นมั้ย 

เราไม่ได้รู้สึกแย่กับการเริ่มต้นงานที่ตำแหน่งแม่บ้าน เพราะเรารู้เป้าหมายตัวเองดีว่าเราไปเริ่มตรงนั้นเพราะอะไร เราต้องการอะไร เราแค่ต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าในเมื่อเลือกเดินทางนี้แล้ว ก็ต้องสู้กันไป ไม่ว่าจะเริ่มจากตำแหน่งไหนก็ตาม

ตรงกันข้าม งานที่ผ่านมาทุกตำแหน่งทำให้เราเข้าใจงานทุกระดับ เข้าใจคนที่ทำงาน เพราะเวลาต้องสั่งงานเขา เราจะทำด้วยความเข้าใจ เพราะเคยทำมาก่อน เราจึงภาคภูมิใจที่เริ่มจากจุดนั้น แต่วันนี้ ด้วยประสบการณ์ที่เรามาถึงตรงนี้ และในธุรกิจนี้ มีผู้หญิงทำงานในระดับสูงๆ อยู่ไม่มาก ก็อยากให้คนภายนอกมองว่า เออ มันเป็นตำแหน่งที่ผู้หญิงก็สามารถทำได้นะ อยากให้เห็นคุณค่าตรงนี้มากกว่า


5 Questions Answered

by Cluster General Manager of Avani Sukhumvit Bangkok

  1. คุณมาถึงที่ทำงานกี่โมง แล้วสิ่งแรกที่ทำคืออะไร : มาถึงประมาณ 7 โมงครึ่ง บางวันก็ 8 โมง สิ่งแรกที่ทำคือแวะห้องแม่บ้านก่อน เพราะว่าห้องแม่บ้านจะมีของกิน เราก็แวะไปคุยบ้าง ไปนั่งคุยกับเขาบ้างก่อนเข้างาน 
  2. อาหารโปรดที่โรงแรม : ปกติชอบทานข้าวคลุกกะปิ ขนมจีนแกงเนื้อ และชอบทานอาหารในห้องอาหารพนักงานเป็นประจำเพราะสะดวก และชอบเพราะอยากสังเกตว่าพนักงานชอบทานอะไร ถ้าเขาทานอาหารดีๆ มีความสุข เขาก็จะออกไปทำงานอย่างมีความสุข
  3. ชาหรือกาแฟ : อเมริกาโน่ไม่ใส่น้ำตาล แค่วันละแก้ว
  4. สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับตำแหน่งผู้บริหารโรงแรม : คนอาจจะคิดว่าเราเข้าถึงยาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เราเชื่อเสมอว่าผู้บริหารโรงแรมต้องเป็นคนเข้าถึงง่าย แต่ก็ไม่ได้เปิดให้พนักงานเข้าถึงเพื่อรายงานเราทุกเรื่องตลอดเวลา 
  5. เหตุการณ์ในโรงแรมที่ประทับใจที่สุด : ขอตอบเป็นซีนเลย ซึ่งเกิดขึ้นที่หัวหินเมื่อไม่นานมานี้ เรากลับไปโรงแรมที่เราเคยทำ แล้วไปเจอฝรั่งคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก ตอนแรกเราจำเขาไม่ได้ จนเขาเล่าให้ฟังว่าเราเคยช่วยเขาครั้งหนึ่งในอดีตที่เขามาประเทศไทยแล้วภรรยาถูกวิ่งราวกระเป๋า เขาบอกว่าซาบซึ้งใจแค่ไหนที่เราช่วยพาไปสถานีตำรวจ เขาจำเราไม่ลืมเลยและอยากเจอเรามาก แต่เราจำเหตุการณ์ไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะมันมีเคสเยอะมากที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

Writer

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day BULLETIN และ The Standard Magazine ที่ปัจจุบันเรียกตัวเองว่า ‘นักหาเรื่อง’ เพราะสนุกกับการหาแง่มุมที่ซุกซ่อนในเรื่องราวของผู้คนและสิ่งต่างๆรอบตัว ผ่านการพูดคุย อ่าน เขียน และการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SABUY ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2557 ประกอบธุรกิจให้บริการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านตู้เติมเงิน

เมื่อ 6 ปีก่อน ชูเกียรติ รุจนพรพจี เข้ามารับช่วงต่อด้วยตำแหน่งซีอีโอ หลังจากที่ตัดสินใจเกษียณไปแล้วตอนอายุ 35 เพราะเห็นโอกาสของธุรกิจนี้ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน (Financial Inclusion) ของสังคมได้

ถ้าเล่าประวัติคร่าว ๆ เขาเติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลางและที่บ้านล้มละลาย ตั้งใจเรียนจนเข้ามหาวิทยาลัยสาขาการเงินได้ หลังเรียนจบเขาได้ทำงานกับธนาคารต่างชาติอย่าง Hong Kong Bank (HSBC) และ Standard Chartered เป็นนายธนาคารมือฉมังที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่มากมาย ตำแหน่งงานสุดท้ายของเขาคือ Managing Director ของ Standard Chartered ที่สิงคโปร์

มาวันนี้ SABUY มีบริษัทย่อยกว่า 30 บริษัท อาทิ บริษัท เวนดิ้ง พลัส จำกัด (VDP) บริษัท สบาย โซลูชั่นส์ จำกัด (SBS) และ บริษัท สบาย มันนี่ จำกัด (SBM) โดยแบ่งออกเป็น 5 ธุรกิจดังนี้ 

หนึ่ง Payments ธุรกิจบริการระบบชำระเงิน

สอง Merchandising ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์

สาม Solutions ธุรกิจระบบโซลูชันส์

สี่ Financial Service ธุรกิจบริการทางการเงิน

ห้า New Economy ธุรกิจเศรษฐกิจใหม่

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของชูเกียรติที่อยากสร้างระบบนิเวศการเงิน (SABUY Ecosystem) ในชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายหรือการรับเงิน เหมือนสโลแกนที่บอกว่า ‘ตื่นยันหลับ ชีวิตติด SABUY’ จึงตัดสินใจพาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เริ่มซื้อขายบนตลาดในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ด้วยราคาหุ้นไอพีโอ 2.50 บาท และปิดตลาดด้วยราคาที่ตกลงมาเหลือ 1.87 บาท

นั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีสำหรับนักลงทุนทั่วไป

แต่ผู้บริหารคนนี้ไม่ย่อท้อ มุ่งพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองเชื่อให้ทั้งคนนอกและคนในเห็น จนวันนี้ (19 เมษายน พ.ศ. 2565) ผ่านมาปีกว่า ๆ ราคาต่อหุ้น SABUY อยู่ที่ 27.75 บาท และดูเหมือนจะเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นทุกที

คุณตัดสินใจเกษียณตอนอายุ 35 แล้วเดินทางไปท่องเที่ยวมาหลายปี อะไรทำให้คนที่ตัดสินใจแบบนั้นไปแล้วกลับมาทำธุรกิจ

ตอนนั้นมีเงินเก็บอยู่ประมาณ 300 – 400 ล้านบาท คำนวณกับค่าใช้จ่ายรายเดือนของตัวเองก็น่าจะอยู่ไปได้ถึงอายุ 90 แบบสบาย ๆ ชีวิตผมตั้งแต่เรียนจบก็มีแต่งานอย่างเดียว ทำงานติดต่อกันมา 14 ปี หลังเกษียณตลอด 6 ปี ได้พาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยว ตอนนั้นไปกันเกือบ 20 ทริป ระหว่างนั้นก็มีรายได้จากการลงทุน จนวันหนึ่งมานั่งนึกว่าชีวิตเราผ่านมาแต่สิ่งดี ๆ ทำไมไม่หยิบยื่นแจกคนอื่นด้วย 

ช่วงที่ไม่ได้ทำงานก็มีโอกาสเจอเพื่อนร่วมงานเดิม ๆ บางคนที่คิดว่าเรายังมีประโยชน์ต่อเขาก็ยิ้มแย้มทักทาย แต่กับบางคนเขาก็ไม่ มันทำให้เราเรียนรู้เรื่องสังคมการทำงานมากขึ้น ในทางหนึ่ง เราเลยอยากพิสูจน์ตัวเองว่า ถ้าเริ่มทำธุรกิจจากศูนย์ ความสามารถที่มีอยู่จะยังใช้งานได้หรือเปล่า

ก่อนหน้านั้นคุณไม่เคยทำธุรกิจมาก่อนเหรอ

ไม่เคยเลย จริง ๆ นี่เป็นที่ทำงานที่ 3 ของผม หลังเรียนจบเราทำงานที่ Hong Kong Bank อยู่ 7 ปี ก่อนจะย้ายไป Standard Chartered อีก 7 ปี แล้วก็หยุดทำงานไป 6 ปี

คุณเห็นโอกาสอะไรใน SABUY ถึงคิดว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการลองทำธุรกิจ

ลักษณะงานของผมที่สองธนาคารนั้นคือ ‘คนสร้างเมือง’ เป็นการเริ่ม Business Unit ใหม่ แล้วก็ทำได้ดี เราถนัดในการสร้างเมือง สร้างดินแดน สร้างกิจการ พอเราโตมาจากคนที่ไม่มีอะไร วันหนึ่งที่เรามีแล้วก็เลยอยากแบ่งปันคนอื่น 

แล้วในปัจจุบันยิ่งเห็นชัดว่า สังคมถูกออกแบบให้เอื้อประโยชน์กับนายทุนหรือคนที่แข็งแกร่งกว่า โอกาสที่เห็นกับ SABUY คือการสร้าง Financial Inclusion ที่ทุกคนมีส่วนร่วมทางการเงินได้เหมือน ๆ กัน

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน
ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

Financial Inclusion จำเป็นแค่ไหนกับประเทศเรา

นั่นเป็นเป้าหมายของเราเลยนะ เราอยากเป็น Data Company ที่นำข้อมูลมาทำให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น

ช่วงที่ผมหยุดงาน 6 ปี ผมมีพอร์ตการลงทุนเกือบพันล้าน แต่เชื่อไหมครับ ผมสมัครบัตรเครดิตใหม่ไม่ได้เลยสักใบ มันทำให้เห็นว่า พอเราไม่ได้อยู่ในระบบที่เรียกว่า Payroll (เงินเดือนประจำ) เราจะมีปัญหาในการเข้าถึงเงินทุน แล้วคิดดูสิว่าคนที่อยู่ในระบบมีแค่ 3 – 4 ล้านคนเองนะ ย้อนไปดูคนที่ยื่นภาษีบุคคลธรรมดามีประมาณ 3.5 ล้านคนเท่านั้น

นั่นแปลว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในระบบนี้ เช่น คนขับแท็กซี่ พ่อค้าแม่ขายในตลาด เจ้าของร้านอาหารตามสั่ง เจ้าของร้านโชห่วย พวกเขาจึงไม่มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงิน มันน่าจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องสร้าง Financial Inclusion โดยใช้ดาต้าวิเคราะห์ความสามารถในการหารายได้กับความสามารถในการใช้จ่าย นี่คือสิ่งที่เราอยากจะสร้างขึ้นมา

ในวันที่ทุกคนพูดเรื่อง Cashless Society ธุรกิจที่เริ่มต้นจากตู้เติมเงินจะเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบการเงินของประเทศได้อย่างไร

ถ้าผมเริ่มต้นเหมือนธุรกิจ Fintech ทั่วไป ก็ต้องไประดมทุนจำนวนมหาศาลมาก่อน ระดมทุนเสร็จต้องทำขาดทุนก่อน วิธีขาดทุนก็คือการไปซื้อ User ซึ่งในฐานะอดีตนายธนาคาร ผมว่าวิธีนี้ง่ายเกินไป เลยทำตรงกันข้าม โดยการเริ่มต้นจากการสะสมข้อมูลและ User และธุรกิจของเราต้องไม่ขาดทุน

วันนี้พิสูจน์แล้วว่า SABUY ทำสำเร็จ ลองสังเกตธุรกิจที่มีคนใช้งานเยอะแต่ขาดทุน ถ้าระดมทุนใหม่ไม่ได้ก็ต้องปิดตัวลง เราจึงเห็นหลาย ๆ สตาร์ทอัพถอนตัวออกจากประเทศไทย เพราะเขามีเงินจำกัด และขาดทุนได้ในขอบเขตที่ตั้งไว้ 

ผมโตมากับระบบธนาคารเลย Conservative กว่า กองทัพต้องเดินด้วยเสบียง เสบียงของเราคือกำไร ยิ่งเราแข็งแรง แม้จะเดินได้ช้ากว่า แต่เรารู้ว่าเรารอด 

แพลตฟอร์มตู้เติมเงินคือการเริ่มจากกลุ่มเป้าหมายที่ฐานพีระมิด สร้าง User แล้วค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นไป ไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ขณะที่ก็ทำกำไรไปด้วยในเวลาเดียวกัน ถ้าพูดถึงการแข่งขันธุรกิจออนไลน์ มีเป็นร้อยนะ แต่ออฟไลน์อย่างตู้เติมเงินมีเจ้าใหญ่ ๆ อยู่ 2 เจ้า

อย่างที่บอกเมื่อกี้ว่าคนที่อยู่ในระบบ Payroll และรับเงินผ่าน Electric Payment มีแค่ 3.5 ล้านคน นั่นหมายถึง ‘เงินสด’ ก็ยังเป็นตลาดที่ใหญ่มาก อย่างประเทศจีนที่เรามองว่ามีตลาด E-commerce ที่ใหญ่ที่สุด ยังมียอดขายออนไลน์แค่ 17 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 83 เปอร์เซ็นต์ คือออฟไลน์ทั้งสิ้น

ทำไม Alibaba หรือ Amazon ถึงต้องเข้าซื้อห้างต่าง ๆ เพราะเขารู้ว่าตลาดออนไลน์มันโตมากไปกว่านี้ไม่ได้ เขาต้องเจาะกลุ่มออฟไลน์ สิ่งที่เราทำกลับกันคือสร้างฐานออฟไลน์ให้ใหญ่ก่อน แล้วค่อยขยับเป็นออนไลน์

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

เคยมี Success Case อื่น ๆ ที่ทำโมเดลนี้สำเร็จมาแล้วบ้างไหม

ขอยกตัวอย่าง Samsung กับ Huawei สองแบรนด์นี้ก็เริ่มมาจากพีระมิดข้างล่าง อย่าง Samsung เข้ามาตอนที่ Nokia หรือ Ericsson กำลังฮิต คนก็หัวเราะ ใช้ทำไม Samsung ซึ่งข้อดีก็คือทุกคนยอมรับว่าถ่ายภาพแล้วสวย ปรากฏวันหนึ่ง Huawei ไปเอากล้อง Leica มาใส่ในโทรศัพท์

หรืออย่างกรณีศึกษาในไทย Pruksa Property เริ่มจากสร้างบ้านแถวชานเมืองหลังละ 7 แสน จนวันนี้ขายคอนโดราคาเป็น 10 ล้านได้ เพราะรากฐานของบริษัทแข็งแรง มีฐานลูกค้าที่แข็งแรง

วันที่เข้าตลาดทุน การเดินทางสายตรงข้าม ส่งผลต่อความเข้าใจของนักลงทุนมากน้อยแค่ไหน

มีแต่คนไม่เข้าใจ (หัวเราะ) เขาบอกว่าเป็น Fake Business

วันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์วันแรกก็โดนเลย ราคาเราต่ำกว่า IPO ผมเลยเรียกประชุมพนักงานแล้วบอกว่า เราเป็นของจริง คุณค่าของเราต้องทำด้วยตัวเอง อย่าให้คนอื่นมากำหนด ผมไม่ได้บอกให้คุณต้องเชื่อ เพราะหน้าที่ของผมคือการพิสูจน์ให้เห็นว่ามันถูกต้อง

วันนี้หุ้นของ SABUY ขึ้นมากี่เปอร์เซ็นต์แล้ว

วันแรกที่ผมเข้ามาเป็นซีอีโอ บริษัทนี้มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท กับพนักงาน 20 – 30 คน วันนี้มูลค่าบริษัทอยู่ระหว่าง 33,000 – 45,000 ล้านบาท ตอนเข้าตลาดฯ มูลค่าของเราอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท โตขึ้นมาสิบกว่าเท่า เพราะคนเห็นว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราอยากสร้าง Diversity ให้มีความหลากหลายทางธุรกิจ ในขณะที่สร้าง Inclusion ให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

จะพูดได้ไหมว่าธุรกิจคุณสร้างขึ้นเพื่อช่วยคนตัวเล็ก

เราทำผ่าน 3 ภารกิจหลัก

หนึ่ง Solution เราใช้ดาต้ามาแก้ปัญหาต่าง ๆ ทุกวันนี้คิดว่ามีคนอยู่ในระบบเว็บไซต์หางานออนไลน์กี่คน แต่วันนี้ผมมีจุดร้านสะดวกส่งอยู่ 12,000 จุดทั่วประเทศ ถ้า 12,000 จุดนี้ คุณสามารถยื่นบัตรประชาชนหรือบัตรแรงงานต่างด้าวทิ้งไว้เพื่อหางาน คุณอยากทำอะไร ถนัดอะไร ต้องการเรตเงินเดือนเท่าไหร่ ก็ให้ข้อมูลไว้ นายจ้างที่ตอนแรกไม่รู้จะหาแรงงานที่ไหนก็เข้าถึงข้อมูลตรงนี้ได้ ส่วนลูกจ้างก็มีโอกาสเข้าถึงอาชีพ เข้าถึงเงินทุน เข้าถึงทรัพยากร เข้าถึงโอกาส

ดาต้าที่เรามีช่วยคนได้ บางคนที่ทำงานทุกวันนี้ เขาไม่รู้ว่าจริง ๆ เขาควรทำงานนี้หรือเปล่า เขาเหมาะกับงานนี้ไหม เขาคิดอย่างเดียวว่าฉันอึด ฉันทำเป็นแต่แบบนี้ ดาต้าจะทำให้เราเข้าใจตัวเอง สมมติ วันนี้เขาขายอาหารตามสั่ง แต่เขาทำอาหารไม่อร่อย เขาอาจจะเหมาะกับการขายของมากกว่า นั่นคือ Diversity เป็นระบบนิเวศของช่องทางทำธุรกิจ พอเขามีทั้ง Diversity และ Inclusion เขาก็มีโอกาสที่คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น รายได้มากขึ้น 

สอง Sales เราให้ความสำคัญกับการเข้าถึงราคาที่เป็นธรรม ต้นทุนที่มาถึง User ต้องต่ำกว่า พอต่ำแล้วจะเกิดการแข่งขันด้านสินค้าและบริการ ราคามาตรฐานก็จะเกิดขึ้นในระบบนิเวศของเรา คนซื้อซื้อได้ถูก คนขายก็ขายได้เยอะเพราะมีจำนวนคนซื้อมาก 

สาม Financial เราอยากให้บริการเข้าถึงเงินทุน คนที่ไม่มีสลิปเงินเดือนจำเป็นต้องไปกู้นอกระบบ ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาก็มีอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ ถ้าเรามีข้อมูลการหารายได้และการใช้จ่ายของเขาก็รู้ถึงความสามารถในการใช้หนี้ จะทำให้เกิดหนี้เสียน้อยมาก

ถ้าแยกเป็นส่วน ๆ อย่าง Solution, Merchandising และ Financial ก็พอจะนึกออกว่าใครคือคู่แข่ง แต่พอรวมกันทั้งหมด คู่แข่งของธุรกิจคุณจริง ๆ แล้วคือใคร

คือระบอบ คือระบบของการกินรวบ สิ่งที่เราทำนั้นเพื่อทุกคน คนตัวเล็ก คนตัวกลาง และคนตัวใหญ่ ดังนั้นระบอบที่เป็นแบบผูกขาด (Monopoly) จะไม่ชอบวิธีนี้ เพราะเราเข้าไปแทรกแซงสิ่งที่เขาทำอยู่แล้ว

ถ้าดู Core Business ของเรา เรื่องแรกคือเทคโนโลยีง่าย ๆ ที่ให้คนเข้าถึงได้ นำมาใช้อำนวยความสะดวก มีเว็บ 2.0 หรือ E-commerce และกำลังจะก้าวเข้าสู่เว็บ 3.0 ที่เป็น Blockchain

เรื่องที่สอง Payment ทั้งสกุลเงินไทย เงินดิจิทัล เป็นบริษัทการเงินที่ทำได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เจ้าอื่นดูสลิปเงินเดือน ดูโฉนดที่ดิน แต่เราดูดาต้าถึงความสามารถในการหารายได้และความสามารถในการใช้จ่าย

สามคือช่องทางในการเข้าถึงคน เรามีทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มีการซื้อธุรกิจเครือข่าย (Multi-level Marketing : MLM) และตอนนี้ผมกำลังศึกษาเรื่อง TV Shopping เจ้าสัวทุกรายในประเทศไทยซื้อช่องทางให้ตัวเองผูกขาด แต่เราเปิดช่องทางเยอะขึ้น ใหญ่ขึ้น ใครก็ตามที่โดนรังแกจากระบบผูกขาดจะมาอยู่กับเรา

ต่อมาคือ Financial การกระจายทรัพยากร กองทัพเดินด้วยการลงทุนและการกู้เงิน ทำยังไงให้คนเข้าถึงแหล่งทุน ทำยังไงให้คนที่ลงทุนใน Cryptocurrency วันนี้เข้าใจสิ่งที่เขากำลังลงทุนอยู่

สุดท้ายคือ Cloud Data หรือ Data Center เราพูดเรื่องนี้เยอะมาก สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครนทำให้เราเห็นความเสี่ยงของประเทศไทย Cloud ของประเทศเรามี 2 ค่าย ค่ายอเมริกาคือ AWS, Amazon, Microsoft ส่วนค่ายจีนมี Huawei Cloud, Tencent, Alibaba Cloud ถ้าสองค่ายอายัติข้อมูลเราทั้งหมด เราจะไม่เหลืออะไรเลย แต่ถ้าผมทำ Southeast Asia Cloud ล่ะ 

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

สไตล์การบริหารของอดีต Banker ที่ต้องเข้ามาบริหารธุรกิจที่เติบโตรวดเร็วเหมือนสตาร์ทอัพเป็นยังไง

ตอนสร้างธุรกิจตู้เติมเงิน เราเน้นแนวลูกทุ่ง เพราะถ้าไปแบบทางการ ลูกค้าไม่เข้าใจเรา เหมือนให้นักแต่งเพลง Kamikaze ไปทำเพลงแนวค่ายเบเกอรี่ แนวทางการบริหารของผมเลยต้อง Tailor Made กับธุรกิจที่ทำ ถ้าเป็นธุรกิจที่กลุ่มเป้าหมายเป็นแรงงาน เราต้องได้ใจเขา วิธีได้ใจก็คือเราต้องเดินร่วมกับเขา ทำงานกับเขา เสียเหงื่อไปกับเขา ทำให้เห็นว่าทุกปัญหานั้นแก้ไขได้ อย่ากลัวปัญหา เพราะหลาย ๆ ธุรกิจเติบโตช้าหรือไม่เกิดขึ้นเพราะเห็นปัญหาขึ้นมาก่อน

เรามองผลลัพธ์ เพราะรู้ดีว่าระหว่างทางต้องเจอปัญหามากมาย อย่าหลอกตัวเอง แก้ไปเถอะ พอแก้ไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ติดตัวมากับทีมเราคือความสามารถในการแก้ปัญหา ทำให้เราทำได้เร็วกว่าคนอื่น 

คนที่แก้ปัญหาได้เก่งที่สุดคือคนที่เจอมาเยอะที่สุด

แล้ว SABUY เจอมาเยอะแค่ไหน

เยอะครับ (หัวเราะ)

คุณซื้อใจลูกน้องอย่างไร

การ Motivate คน ต้องทำให้เขารู้สึกว่า เราเชื่อมั่นและเข้าใจเขา ถ้าเป็นแบบนั้นทุกคนจะสู้เต็มที่ ขณะเดียวกันเราก็สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ทุกคนกล้าวิ่งออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง ลองทำเรื่องที่ไม่ถนัด ผมมีเคล็ดลับในการเลือกคนอยู่ 2 ข้อ

อย่างแรก คนที่จะเข้าทำงานที่นี่ เราไม่ดูวุฒิการศึกษา นอกจากเก่ง คุณต้องอึดและพร้อมแก้ปัญหา ที่เหลือก็รอดแล้ว ในสามก๊ก คนที่ฉลาดที่สุดอาจไม่ใช่สุมาอี้ ขงเบ้งฉลาดกว่า เพราะคนที่ฉลาดและอดทนคือคนที่ชนะยาวที่สุด 

วันนี้ความรู้ถูกแข่งด้วย Google และข้อมูลมากมายบนอินเทอร์เน็ต แต่บนนั้นไม่เคยสอนใครให้อดทน ไม่เคยสอนใครให้ยืดหยุ่น 

อย่างที่สอง จ้างคนเก่งและคนที่ใช่ คนที่ใช่ก็จะนำพาคนที่ใช่มาอีก

อย่างสุดท้าย การทำการสื่อสารเยอะเพื่อให้คนข้างนอกเข้าใจเรา แม้วันนี้เขาอาจจะไม่เข้ามาทำงานกับเรา แต่ 2 – 3 ปีข้างหน้า เขาอาจจะเห็นสิ่งที่เราพูดเมื่อ 2 ปีก่อน มันอาจสร้างความประทับใจให้เขา ไม่ว่าจะในฐานะพาร์ตเนอร์ธุรกิจหรือบุคลากรเก่ง ๆ 

หาคนเก่งอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะหาคนที่ใช่เจอได้อย่างไร

เราดูที่ Commitment และความตั้งใจของเขา

ชูเกียรติ รุจนพรพจี ซีอีโอ SABUY Technology ธุรกิจไทยที่มีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน และมีมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้าน

พนักงานที่อายุน้อยที่สุดของสบายคือ 17 ปี

ทีมที่ทำเว็บ 3.0 รวมไปถึง Blockchain จะเป็นเด็ก ๆ ผมให้เขาใส่ไอเดียได้เต็มที่ ส่วนเรื่องการดำเนินงาน เรื่องการเงิน การบัญชี เดี๋ยวพวกเราจัดการเอง

เราต้องทำหลังบ้านให้ดีเพื่อให้เขาวิ่งได้เต็มที่ สิ่งที่ผมทำหลังจากนั้นคือให้สปอตไลต์เขา แล้วเดี๋ยวจะได้เด็ก ๆ อีกกลุ่มเข้ามาร่วมงาน แต่อย่าคิดว่าเขาโตขึ้นเก่งขึ้นแล้วจะต้องอยู่กับเรานะ มีเข้ามาก็มีออกไป ผมไม่เคยคิดจะครอบครองทาเลนต์เหล่านี้ เขาอยู่เพราะเขารู้สึกอยากอยู่ ผมก็ต้องทำ Environment ให้น่าอยู่ แต่วันหนึ่งที่เขาไม่อยากอยู่แล้ว Environment นี้ก็ต้องดึงดูดคนอื่นเข้ามาได้ด้วย

แล้วพนักงานที่อายุมากที่สุดล่ะ

60 กว่า และผมจะให้ทำไปจนถึง 75 เลยถ้าเขายังสนุกอยู่ ถ้าบริษัทเรายังมอบสิ่งดี ๆ ให้เขาอยู่

ธุรกิจที่เติบโตเร็วอย่างก้าวกระโดด ส่งผลต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างไร

มันมีปัญหาเข้ามาเรื่อย ๆ เช่น Operation ไม่ทัน แต่นั่นคือสิ่งที่ต้องเจออยู่แล้ว ยกตัวอย่างธุรกิจ Call Center เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเดินไปแล้วพนักงานรับโทรศัพท์ทันตลอด แสดงว่าผมมีคนเยอะเกินไป ส่วนใหญ่งานจึงเข้ามามากกว่าคน เชื่อไหมถ้าที่นี่งานน้อยกว่าคนเมื่อไหร่ ผู้บริหารคงหงอยตาย อาจจะมีหลายคนลาออก เพราะคนที่นี่ชอบทำงาน

นั่นเป็นอีกสิ่งที่ทีมบริหารต้องเอาใจใส่ เราพยายามหาตัวตนของพนักงานแต่ละคนให้เจอ จริง ๆ มันเริ่มเห็นตั้งแต่วันแรกเลยนะ เราพอดูออกว่าจะดึงอะไรในตัวคนคนนี้ออกมา เวลาสัมภาษณ์งานผมมักถามผู้สมัคร 2 คำถามคือ หนึ่ง มองตัวเองยังไงในอีก 3 – 5 ปีข้างหน้า และสอง คุณมีอะไรจะถามผมไหม มันแสดงให้เห็นถึงสกิลล์การคิดวิเคราะห์ของเขา เขาอ่านเรายังไง ในเวลาเดียวกันเขาต้องรู้ตัวเองในอนาคตอันใกล้ อยากพัฒนาไปด้านไหน Motivation ของเขาคืออะไร และถ้าคนนั้นเป็นคนเก่ง ผมมักจะหักดิบด้วยการบอกว่า ‘คุณนี่ก็แปลกนะ ผมเห็นค่าคุณเยอะกว่าที่คุณเห็นค่าตัวเองอีก แปลว่าคุณยืนอยู่ผิดที่แล้ว’ แล้วก็รับเข้าทำงานเลย

ถ้าเราไม่ใช่คนบ้างานจะทำงานที่นี่ได้ไหม

ได้สิ ทุกงานมันมี Work-life Balance อยู่แล้ว ที่นี่ก็ไม่ได้มีระบบตอกบัตร คุณ Work from Anywhere ได้ และเราเชื่อเรื่อง Work Smart แต่ถ้าวันไหนคุณรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าที่นี่เมื่อไหร่ คุณจะอยู่ไม่ได้เอง

วันนี้มูลค่าของ SABUY แตะ 45,000 ล้านบาท นั่นถือว่าเป็นความสำเร็จแล้วหรือไม่

ผมไม่ได้มองว่านี่จะเป็นมรดกของลูกหลาน แต่เป็นของมหาชน 

วันนี้ผมใช้สโลแกนว่า ตื่นยันหลับ ชีวิตติด SABUY แต่ในอีก 5 – 10 ปีข้างหน้า ทุกคนจะใช้คำว่า เกิดยันตาย ชีวิตติด SABUY วันไหนที่คนคิดถึงเราแบบนั้นถึงจะสำเร็จ

คุณเกษียณรอบแรกตอนอายุ 35 ณ วันนี้ วางแผนเกษียณครั้งที่สองแล้วหรือยัง

จริง ๆ ตั้งใจจะเป็นซีอีโอที่นี่อีก 7 ปี แล้วหลังจากนั้นค่อยขึ้นไปเป็นประธานบริหาร จากที่เคยทำงานเต็ม ๆ ทั้งสัปดาห์อาจจะเหลือสัปดาห์ละ 3 วัน วันละครึ่งวันพอ ผมไม่ได้อยากเลิกทำหรอก แต่ต้องให้โอกาสคนที่ต่อสู้ร่วมกับเรามา อาจจะหาคนที่เหมือนผมไม่ได้ แต่งานของผมแบ่งให้คน 5 คนได้ เขาก็ควรได้โอกาสนั้น

ชูเกียรติ รุจนพรพจี ซีอีโอ SABUY Technology ธุรกิจไทยที่มีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน และมีมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้าน

Questions answered by CEO, SABUY

1. คุณเป็นแฟนฟุตบอลทีม…

Manchester United ชอบมาตั้งแต่ยุค 80 ที่ลิเวอร์พูลครองแชมป์ตลอด แต่แมนยูสำหรับผมคือนักสู้ แล้วผมก็มีเลือดนักสู้ ชอบเชียร์มวยรองบ่อน แมตช์วัน Boxing Day ในปี 1985 ที่ชนะ 3 – 1 ประทับใจมาก ช่วงนั้นเขามีนักเตะอายุเยอะ ๆ ด้วย เรารู้สึกว่าทีมนี้มีความไม่เพอเฟกต์อยู่ มันใกล้ตัวเรา แต่พอต้องสู้กับคนเก่ง ๆ ก็สู้ตาย

2. บทเรียนจากฟุตบอลที่มาใช้ในการทำธุรกิจคือ…

สำหรับผม ไม่มีคำว่าพรสวรรค์ มันคือการฝึก รอโอกาส และเวลาที่ใช่ เราจะอยู่ในวันที่ตัวเองล้มเหลว แล้ววันที่สำเร็จจะโคตรมีความสุข กีฬามีแพ้มีชนะ แต่ถ้าคุณจะชนะแล้วยืนระยะยาวได้ ต้องฝึกฝนสม่ำเสมอ

3. ถ้าได้เขียนหนังสือหนึ่งเล่มจะเกี่ยวกับ…

เรื่องการทำงานและครอบครัว ถ้าสังเกตคนที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ จะมีปัญหาเรื่องครอบครัวหมดเลย แต่มันไม่ใช่ข้ออ้าง ความสำเร็จด้านการงานไม่ได้บอกว่าความเป็นคนของคุณสูงขึ้น อย่าโทษความสำเร็จว่าทำให้เราเปลี่ยนไป

4. บนโต๊ะทำงานคุณต้องมี…

มีนามบัตรและกระดาษโน้ตวางเกลื่อนไปหมด (หัวเราะ) อยากหาอะไรก็อยู่บนโต๊ะ 

5. ละครเวทีที่ชอบที่สุดคือ…

สี่แผ่นดิน มันสอนหลายเรื่อง เช่น ความกตัญญู การดูแลพ่อแม่ คุณค่าของคนที่บางคนตีค่าคนจากเงินในบัญชีที่เขามี การให้โอกาส ความเมตตา และสุดท้ายคือการไม่ลืมตัว

6. คุณสมบัติหนึ่งข้อในตัวเองที่อยากส่งต่อให้ลูกชาย-ลูกสาวคือ…

ความกตัญญู ผมมักขอให้เขารู้คุณคน เพราะสิ่งนี้จะเป็นโล่ที่ทำให้พวกเขามีแต่คนรัก มีแต่คนสนับสนุน สิ่งนั้นมีค่ากว่าเงินในบัญชีของผมเสียอีก

7. เสาร์-อาทิตย์ไปเจอคุณได้ที่…

ตามร้านอาหาร ตามห้าง เสาร์-อาทิตย์เป็นวันที่ผมอยู่กับครอบครัว แล้วก็ไปเจอกันที่บ้านแม่ ผมไปเยี่ยมแม่ทุกอาทิตย์

8. นักธุรกิจ 1 คนที่อยากดื่มกาแฟด้วยคือ…

Steve Jobs ผมชอบคนกล้าคิดต่าง เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำใช่ ไม่มีถอยหลังกลับ ไม่มีคิดซ้ำสอง เขาสร้างบริษัทด้วยตัวเอง ถูกให้ออกแล้วก็กลับมาใหม่ คนสำเร็จล้มเหลวก็กลับมาสำเร็จได้ ผมชอบสไตล์คนนี้มากกว่า Jack Ma แจ็คพูดเก่ง แต่พูดเรื่องการเมือง นักธุรกิจเขาไม่พูดเรื่องการเมืองกันหรอก ถ้าพูดเรื่องการเมืองแปลว่าภัยมาถึงตัวแล้ว

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load