ชายร่างใหญ่กว่าคนญี่ปุ่นปกติเดินออกมาจากห้องแล่ปลา ก่อนออกมาเขายืนสั่งลูกน้องด้วยท่าทางขึงขัง รัศมีความดุของเขาไม่รุนแรง แต่รู้สึกได้ 

ชายคนนี้เป็นเจ้าของ Sasue Maeda Uoten ร้านขายปลาในเมืองเล็กๆ ชื่อยาอิสึ (Yaizu) จังหวัดชิสึโอกะ ร้านนี้มีลูกค้าตั้งแต่ชาวเมืองยาอิสึ ไปจนถึงเชฟระดับมิชลินสตาร์ และร้านที่ติดอันดับรางวัล Asia’s 50 Best Restaurants

หลายคนคงนึกว่าเชฟมิชลินสตาร์ที่ใช้ปลาจากร้านของเขาจะเป็นผู้เลือกปลาเอง แต่ตรงกันข้าม ที่จริงแล้วมาเอดะเป็นผู้เลือกปลาแต่ละชนิดให้เชฟ 

เขาไม่ได้เย่อหยิ่ง แต่เพราะปลาแต่ละตัวเหมาะกับเชฟแต่ละคนต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าปลาตัวนั้นจะถูกไปใช้ทำอะไรต่อไป 

นาโอกิ มาเอดะ ใช้ศาสตร์ที่ชื่อว่า ดัสซึยจิเมะ (Dassuijime) หรือการดึงน้ำออกจากเนื้อปลาด้วยความฉมัง ความน่ามหัศจรรย์คือเราเห็นเนื้อปลาที่แล่เป็นชิ้นแล้วดิ้นกระตุกเหมือนมีชีวิต ราวกับว่าเขาฆ่าปลาแล้วปลุกชีวิตขึ้นมาอีกรอบ

คืนก่อนหน้าที่ผมจะได้พบมาเอดะ ผมนั่งกินอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในโตเกียว พอเชฟเจ้าของร้านรู้ว่าผมจะได้พบมาเอดะ เขาดูตื่นเต้นมาก และบอกให้ผมถามเคล็ดลับในการทำปลาของมาเอดะมาให้มากที่สุด เขาบอกว่า มาเอดะเป็นคนที่เชฟหลายๆ คนในญี่ปุ่นรู้จักดี และมีวิธีการทำปลาเป็นของตัวเอง

นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลา เจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์

อยู่กับปลามาตั้งแต่เกิด

มาเอดะเป็นทายาทรุ่นที่ 5 ของตระกูล เขามารับช่วงต่อร้านของพ่อ หลังจากวันหนึ่งเขาได้ยินพ่อซึ่งขยันทำงานหนักแบบไม่เคยพร่ำบ่นมาตลอด เปรยขึ้นมาว่ารู้สึกเหนื่อยเป็นครั้งแรก มาเอดะจึงรู้สึกว่าเขาควรจะรับช่วงต่อร้านปลาจากพ่อเต็มตัว

ขอเล่าย้อนไปถึงวัยเด็กของมาเอดะสักเล็กน้อย มาเอดะเป็นเด็กเรียนไม่เก่งและเกเร สิ่งเดียวที่รู้สึกดีในชีวิตคือการช่วยงานปู่กับพ่อที่ร้าน มาเอดะเริ่มจากเป็นลูกมือล้างมีด ล้างเขียง ขนปลา แพ็กของ จัดถาดปลาเพื่อวางขาย จนขยับขึ้นมาช่วยงานแล่ปลา เริ่มแรกเขาเป็นแค่คนตัดแต่งปลาซาร์ดีน ทำอย่างเดียวอยู่หลายปี แม้เป็นงานที่น่าเบื่อแต่ก็ได้ฝึกฝนเยอะมาก

เขาได้รับคำชื่นชมจากคนรอบข้างที่ช่วยเหลืองานที่ร้าน มาเอดะเล่าว่า เขาเขียนในสมุดบันทึกส่วนตัวตั้งแต่ตอนอายุ 13 ปีเลยว่า ความฝันของเขาคือต้องทำร้านขายปลาอันดับหนึ่งในญี่ปุ่นให้ได้

ปลาที่ขายในร้านเขาถูกจับมาสดๆ จากอ่าวซุรุงะ (Suruga) อ่าวที่ลึกที่สุดในญี่ปุ่น อ่าวซุรุงะมีแร่ธาตุจากแม่น้ำ 3 สายหลักที่ไหลลงมาจากภูเขาสูงของชิสึโอกะ มีแพลงก์ตอนและแหล่งอาหารอื่นๆ ของปลาในอ่าว ผลคือปลาและสัตว์ทะเลจากอ่าวซุรุงะเป็นวัตถุดิบคุณภาพพรีเมียมที่ต้องผ่านการแย่งชิงด้วยการประมูลสุดเข้มข้น 

มาเอดะซังเดินออกมาพบ แนะนำตัว ต้อนรับพวกเราอย่างยิ้มแย้ม รัศมีความใจดีของเขาแผ่ออกมากลบความดุจนกลายเป็นคนละคน

ราวกับปลุกชีพปลา

ชาวประมงญี่ปุ่นมีศาสตร์การดูแลรักษาเนื้อปลาหลังจับในทันทีเรียกว่า อิเคะจิเมะ (Ikejime) และ ชินเคะจิเมะ (Shinkeijime) อิเคะจิเมะ คือการปลิดชีวิตปลาแบบเฉียบพลันโดยการทำลายสมองทันที มีวิธีมากมาย ทั้งใช้เหล็กแหลมทิ่มไปที่หน้าผากปลา แต่มาเอดะใช้วิธีสับโคนมีดเข้าที่จุดสำคัญของปลาด้วยความแม่นยำ ปลาจะตายทันที หลังจากนั้นมาเอดะจะตัดหางแล้วยกปลาขึ้นสูงให้เลือดปลาไหลออกให้หมด อาจจะมองว่าโหดร้าย แต่ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดหากเรายังต้องบริโภคปลา 

นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลา เจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์
นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลา เจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์

ส่วนชินเคจิเมะ คือการทำลายระบบประสาทของปลาโดยการสอดลวดเส้นเล็กๆ เข้าไปในกระดูกสันหลังของปลา ลวดจะทำลายเส้นประสาทเพื่อหยุดยั้งการส่งสัญญาณที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัวปลา สัญญาณนี้จะส่งไปให้เลือดที่คั่งค้างในตัวปลาไหลไปอยู่ตามเนื้อเยื่อ 

นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลา เจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์

เลือดและน้ำเป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดแบคทีเรีย เป็นต้นเหตุที่ทำให้เนื้อปลาเสียและเกิดกลิ่นคาว การเอาเลือดออกจากตัวปลามากที่สุดจึงช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ส่วนน้ำในเนื้อปลานอกจากจะเป็นที่เกิดเชื้อแบคทีเรียแล้ว ยังทำให้รสชาติของเนื้อปลาเจือจางด้วย 

เช่นเดียวกับหลักการบ่มเนื้อเพื่อให้เอนไซม์ในเนื้อย่อยสลายตัวมันเอง ทำให้เนื้อมีรสชาติเข้มข้นขึ้น นุ่มลึกขึ้น ปลาก็เช่นกัน การเอาน้ำออกจากเนื้อปลาให้มากเท่าที่มากได้จะช่วยเพิ่มรสชาติของเนื้อปลา วิธีการต่างๆ นานา รวมถึงการทำปลาแดดเดียวก็เป็นวิธีการหนึ่ง แต่วิธีการของมาเอดะคือใช้เกลือเป็นตัวดูดน้ำออกจากเนื้อ เกลือยังมีหน้าที่เป็นตัวรักษาเนื้อปลาไม่ให้เกิดการเน่าเสียด้วยเช่นเดียวกัน

มาเอดะแล่เนื้อปลาออกเป็นชิ้นใหญ่ ลอกหนังออก เขาหยิบไม้กระดาน โรยด้วยเกลือหิมาลายันให้ทั่ว ไม่ได้โรยเปล่า แต่เขาโรยให้ได้ความหนาบางเพื่อจะเอาปลามาวาง ความหนาและกว้างของบริเวณที่โรยเกลือจึงต้องสัมพันธ์กับขนาดของเนื้อปลา

นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลาเจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์

วางเนื้อปลาทั้งสองชิ้นลงบนแผ่นไม้กระดาน เอาด้านที่เคยติดกับหนังปลาวางแนบกับแผ่นไม้หงายด้านเนื้อปลาขาวใสขึ้น 

เขายกกระดานทั้งแผ่นขึ้นระดับสายตา พินิจดูเนื้อปลาใกล้ๆ มือขวาหยิบเกลือหนึ่งขยุ้มมือ แล้วลดระดับไม้กระดานลง ยกมือที่ขยุ้มเกลือขึ้นสูง แล้วโปรยเกลือลงบนเนื้อปลาจนทั่ว เกลือหิมาลายันมีน้ำหนัก แต่ถูกโปรยกระจายตัวแทบเป็นละออง พรมไปทั่วเนื้อปลาและกระดานรอบๆ

นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลาเจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์
นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลาเจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์
นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลาเจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์

มาเอดะตบกระดานเพื่อให้เกลือส่วนที่ไม่ติดเนื้อปลาร่วงออก ยกกระดานไม้ขึ้นดูว่าเกลือจับทั่วเนื้อปลาหรือไม่ เขาโรยเกลือตามความหนาของเนื้อปลา ส่วนไหนบางกว่าก็จะโรยเกลือเพียงบางๆ ส่วนไหนที่หนาก็จะโรยให้หนาขึ้นอีก เขามีท่วงท่าการตกแต่งเกลือที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ มาเอดะทำสิ่งนี้มาตลอด 10 ปีหลังจากเขาค้นพบวิธีนี้โดยบังเอิญตอนทำเกลือหกใส่เนื้อปลาที่แล่ไว้แล้ว เขาสังเกตเห็นเนื้อปลามีการเคลื่อนไหวแปลกๆ

หลังจากโรยเกลือจนทั่ว เขาพิงไม้กระดานตั้งเอียงชัน ความมหัศจรรย์เกิดขึ้นหลังจากนี้ เนื้อปลาที่แน่นิ่งแนบราบไปกับกระดาน เกิดกระตุกเหมือนถูกมาเอดะปลุกให้มีชีวิตอีกครั้ง กระบวนการนี้เกิดจากการที่เนื้อปลาทำปฏิกิริยากับเกลือ ดึงน้ำที่อยู่ในเนื้อปลาออกมา หยดน้ำใสค่อยไหลออกมาทีละหยด จนสุดท้ายค่อยๆ ไหลออกมาเป็นสาย 

นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลาเจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์
นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลาเจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์

ปลาที่อร่อยไม่จำเป็นต้องเป็นปลาที่สดเสมอไป ปลาที่เพิ่งจับมาใหม่ๆ ยังอุดมไปด้วยกรด (แลคติก) ในเนื้อ ไม่แปลกที่มันจะมีรสเปรี้ยวเล็กน้อย การบ่มทำให้กรดรวมถึงน้ำส่วนเกินในเนื้อปลาสลายตัวไป ทำให้รสชาติที่แท้จริงของปลาคงอยู่ ซูชิที่กินกันส่วนใหญ่ก็มักมีเนื้อปลาที่บ่มอยู่ด้วยเช่นกัน

เลือกปลา เลือกคน

มาเอดะจะออกไปเลือกปลาด้วยตัวเองทุกเช้าที่ตลาดประมูลปลาตรงท่าเรือเมืองยาอิสึ 

นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลาเจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์

เขาใช้วิธีกดบริเวณท้องปลาและดมกลิ่น มันคงเป็นวิธีการส่วนตัวที่ต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของเขา นักประมูลปลาก็มีวิธีดูปลาต่างกันไป เมื่อเริ่มประมูลทุกคนมารวมตัว เสียงเรียกราคาก้องอยู่ไม่นานก็เงียบลง ปลาถูกแปะป้ายกระดาษแสดงความเป็นเจ้าของจากผู้เรียกราคาสูงสุด คนที่คอยสังเกตการณ์อย่างผมแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปลาแต่ละตัวต่างกันอย่างไร

นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลาเจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์

ทุกเช้าที่ Sasue Maeda Uoten ร้านขายปลาของมาเอดะ จะมีปลาที่ประมูลมาได้จากตลาดประมูลปลา เมื่อปลาจากการประมูลถูกมาส่งที่ร้าน บรรยากาศในร้านและมาเอดะก็ดูเปลี่ยนไป เขามีท่าทางจริงจังอีกครั้ง ปลาที่อยู่ในกระบะมากมายถูกจัดแจงเตรียมการเอาไว้

นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลาเจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์
นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลาเจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์

ส่วนหนึ่งถูกส่งไปยังห้องแล่ปลาเพื่อขายหน้าร้าน อีกส่วนหนึ่งแยกไว้เป็นพิเศษ ที่นี่จะมีปลาที่ถูกคัดคุณภาพไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อส่งต่อให้ร้านอาหารที่ใช้วัตถุดิบเกรดดีที่สุด มีตั้งแต่ร้านอาหารในเมืองยาอิสึ เมืองชิสึโอกะ หรือแม้แต่ร้านของเชฟมิชลิน 62 ร้าน ร้านที่ได้รางวัล Asia’s 50 Best Restaurants กว่าร้อยละ 90 ก็ใช้ปลาที่ผ่านมือมาเอดะ

ผมพบว่าเชฟส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคนเลือกปลาเอง กลับกัน มาเอดะจะเป็นคนตัดสินใจเลือกปลาให้ นี่เป็นระบบที่จะไม่เห็นในบ้านเรา 

แต่นี่ไม่ใช่ระบบปกติในญี่ปุ่น มาเอดะบอกผมว่าไม่ใช่เพราะเขามีอำนาจมากกว่า แต่นี่คือความไว้ใจกันทั้งระบบ มาเอดะเชื่อใจชาวประมง เชฟก็เชื่อใจเขาเพราะเขาเป็นคนที่ทั้งเข้าใจปลาและเข้าใจอาหาร

มาเอดะไม่ใช่แค่คนที่รู้จักปลาดีเท่านั้น เขายังศึกษาปลาแต่ละชนิด หากละเอียดขึ้นอีกคงต้องบอกว่าแต่ละตัว เหมาะจะเอาไปทำอาหารอะไร ประเภทไหน 

เชฟทุกคนที่ยืนรอปลาจะถูกถามก่อนว่า เอาปลาไปทำอาหารอะไร เขาจึงค่อยเลือกปลาที่เหมาะที่สุดให้

และเชฟเหล่านั้นก็จะรับปลาไปเตรียมเองในสเตชั่นแล่ที่มาเอดะมีให้ 

นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลาเจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์

ทั้งห้องนั้นผมเห็นเพียงคนเดียวที่มีสิทธิ์ในการเลือกวัตถุดิบเอง คือ ทาเคโอะ ชิมุระ จากร้าน Tempura Naruse ร้านเทมปุระระดับเทพที่การจองไม่ใช่เรื่องง่าย เชฟชิมุระขับรถจากชิสึโอกะมาที่ยาอิสึประมาณ 40 นาที เพื่อมาเลือกปลาที่ร้านของมาเอดะด้วยตัวเองทุกวัน แล้วขับกลับไปเปิดร้านในรอบจองตอนเที่ยง 

เชฟชิมุระกับมาเอดะเป็นเพื่อนกันมานาน มาเอดะกับชิมุระเรียนรู้ซึ่งกันและกันจนไว้ใจ

มาเอดะบอกว่า เขาทั้งคู่ต้อง ‘ต่อสู้กับอุณหภูมิ’ เชฟชิมุระต้องควบคุมความร้อนในการทอดเทมปุระ ส่วนมาเอดะก็ต้องควบคุมไม่ให้ปลาสูญเสียอุณหภูมิเย็นในการแล่ปลา ทั้งคู่เรียนรู้วิธีการกันอย่างถ่องแท้จนไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้เชฟชิมุระจัดการปลาได้ด้วยตัวเองแล้ว

เขาส่งต่อศาสตร์นี้ให้คนอื่น

มาเอดะไม่เคยสอนความรู้จากประสบการณ์ของเขาให้กับใครนอกจากคนในร้าน 

ลูกชายของมาเอดะเป็นหนุ่มอายุ 20 ปี เขาเป็นทายาทรุ่นถัดไปที่จะรับช่วงต่อร้าน มาเอดะฝึกให้ลูกชายไม่ต่างจากลูกน้องในร้านและตัวเขาในวัยเด็ก ทุกคนต้องเริ่มต้นจากการยกของ แต่งถาดปลา แล่ปลาซาร์ดีนนับไม่ถ้วน 

นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลาเจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์

เขามองคนเหมือนเขาเลือกปลา แต่ละคนมีความสามารถต่างกัน ต้องใช้ให้ถูกตามความสามารถ สุดท้ายแล้วแต่ละคนก็จะหาสิ่งที่ตัวเองถนัดในทางของตัวเอง มาเอดะว่าไว้แบบนั้น 

ผมเดินทางมาพบกับมาเอดะ เพราะเพื่อนเชฟหลายๆ คนเดินทางมาเรียนคอร์ส Fish Butchery ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ โดย บิ๊ก-อิทธิชัย เบญจธนสมบัติ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารและวัตถุดิบจากประเทศญี่ปุ่น 

ความตั้งใจในการสร้างคอร์สนี้ ก็เพราะอยากให้คนที่เกี่ยวข้องกับอาหารโดยตรงอย่างเชฟได้มีโอกาสเรียนรู้เพื่อเพิ่มประสบการณ์ของตัวเองจากมาเอดะ 

นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลาเจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์

เชฟแต่ละคนที่มาเข้าร่วมคลาสแรก ต่างเป็นเชฟที่ใช้ปลาและวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยเป็นหลักทั้งนั้น หลายคนใช้ปลาในท้องทะเลไทยที่แทบไม่มีใครคุ้นชื่อ เหมือนกับมาเอดะที่ใช้ปลาในท้องถิ่น ดังนั้น ก็เหมือนเป็นการช่วยยกระดับปลาไทยขึ้นด้วย 

ภาครัฐของชิสึโอกะส่งทีมข่าวช่อง SBS TV มาถ่ายทำสารคดีเกาะติดการเรียนการสอนของมาเอดะในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด และส่งทีมถ่ายทำมาที่ไทยเพื่อดูสิ่งที่เชฟไทยนำวิธีการของมาเอดะมาปรับใช้กับปลาไทยให้ได้รสชาติที่ดีที่สุดของปลาชนิดนั้น เพื่อนำสารคดีไปเผยแพร่ที่ญี่ปุ่นด้วย

นาโอกิ มาเอดะ นักแล่ปลา เจ้าของศาสตร์เฉพาะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกปลาให้ร้านมิชลินสตาร์

การเรียนแค่ไม่กี่วันอาจไม่ทำให้แล่ปลาได้เก่งกาจ แต่ทุกคนก็เรียนรู้และเข้าใจวิธีการเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ 

การปลิดชีวิตปลาได้ตรงจุด การสัมผัสเนื้อปลาที่จะแข็งขึ้นหลังทำอิเคะจิเมะและชินเคจิเมะอย่างถูกต้อง ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยการอ่านและเล่าต่อ แต่ต้องสัมผัสด้วยตัวเอง หลายคนทำได้ดีในครั้งแรก หลายคนยังทำผิดพลาด แต่มาเอดะบอกว่าอย่ามองความล้มเหลวเป็นแง่ลบ ความผิดพลาดมักจะทำให้ค้นพบบางอย่างที่ถูกต้อง 

หากฝึกฝนจนทำได้อย่างไร้ที่ติ มันจะส่งผลถึงความอร่อยได้มากจนรู้สึกถึงความแตกต่าง

มาเอดะบอกว่า สักวันหนึ่งเขาเองก็อยากมาไทย เพื่อลองใช้วิชาของตัวเองเรียนรู้จากปลาของไทยจริงๆ

Fish Butchery Master Class กับ นาโอกิ มาเอดะ จะจัดขึ้นเป็นพิเศษอีกครั้งในวันที่ 27 – 31 มกราคม 2563 สอบถามรายละเอียดได้ที่ 09 5665 6462

Writer & Photographer

Avatar

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

1 กุมภาพันธ์ 2566
796

ภาษาจีนวันละคำวันนี้ ขอเสนอคำว่า หลงจู้ (廊主) แปลว่า ผู้จัดการ

ถึงแม้คนไทยจะเรียกเพี้ยนวรรณยุกต์เป็น ‘หลงจู๊’ แต่การใช้งานยังคงเดิม คือไว้เรียกผู้จัดการดูแลธุรกิจหรือโรงงานของชาวจีน

และเป็นคำที่ชาวบ้านร้านถิ่นในละแวกบางโพใช้เรียกแทนชื่อจริงของ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ชายสูงวัยเชื้อสายจีนไหหลำที่อยู่เบื้องหลังงานเลื่อยไม้สักของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง มานานหลายสิบปี จนเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเลื่อยไม้เก่าแก่แห่งนี้ก็ว่าได้

หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์

“เขาทำมาตั้งแต่เรียนจบ อายุมากกว่าผม ด้วยความที่เป็นญาติกัน เขาก็มาเรียนรู้จากเถ้าแก่รุ่นแรก เป็นคนตีหน้าไม้เอง เลื่อยไม้เอง” เก่ง-ดุสิต เสนาภู่พิทักษ์ เจ้าของโรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงคนปัจจุบันกล่าวถึงญาติผู้พี่ของตนด้วยความเคารพ ก่อนพาเราไปทัศนาจรในอาณาจักรไม้ซุงของเขา

บางโพเป็นชื่อย่านหนึ่งในเขตบางซื่อ พิกัดที่แน่ชัดคือบริเวณจุดตัดระหว่างถนนประชาราษฎร์สาย 1 กับประชาราษฎร์สาย 2 อันเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘สี่แยกบางโพ’ โดยถนนสายแรกนี้ตัดขนานไปกับแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ เป็นเส้นทางลำเลียงไม้ซุงจากหัวเมืองเหนือลงมากรุงเทพฯ ช้านาน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ว่ากันว่าชาวจีนไหหลำมีความชำนาญในการประกอบอาชีพอยู่ 3 – 4 อย่าง ถ้าไม่ขายอาหารหรือทำการโรงแรม ก็จะทำโรงไม้และโรงเลื่อย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ อุทัยธานี ปทุมธานี นนทบุรี จนเข้าเขตกรุงเทพมหานครที่บางโพ ไปถึงสามเสน บางรัก จึงถูกจับจองโดยกลุ่มชาวจีนไหหลำผู้สันทัดช่ำชองด้านการค้าไม้และแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ทว่าโรงเลื่อยไม้ส่วนใหญ่ในย่านบางโพไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก หากย้ายมาจากแถววัดสระเกศราชวรวิหาร ละแวกคลองมหานาค คลองรอบกรุง และคลองผดุงกรุงเกษม ที่เป็นถิ่นการค้าไม้ของชาวจีนมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 สาเหตุหลักที่ต้องย้ายออกมาก็เพราะเขตเมืองชั้นในเริ่มคับแคบ เต็มไปด้วยมลภาวะ ผู้ประกอบการโรงเลื่อยจึงต้องแสวงหาย่านใหม่ในการดำเนินกิจการของตน บางโพซึ่งจัดว่าอยู่ชานเมืองจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงก็เป็นหนึ่งในนั้น

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

“เริ่มแรกเราไม่ได้อยู่ตรงนี้ อยู่แถววัดคอกหมู (วัดสิตาราม) ช่วงแถวซอยตรงข้ามวัดสระเกศ ด้วยเมืองพัฒนาและเติบโตขึ้น หลวงไม่อนุญาตให้ขนไม้ซุงผ่านคลองมหานาค ทำให้การขนส่งวัตถุดิบยากลำบาก ก็เปลี่ยนมาใช้รถจอหนังขนไม้ซุงเข้าไป แล้วสักระยะหนึ่งก็ไม่ให้รถผ่านเข้าไปในเขตเมือง ต้องออกมานอกเมือง เล็งเห็นว่าทำเลตรงนี้สะดวกในการขนวัตถุดิบ โรงเลื่อยไม้ส่วนมากเลยย้ายมาบางโพ”

ด้านหลังไม้สักแปรรูปที่ตั้งสุมกันเป็นภูเขาเลากา เสียงคมเลื่อยเสียดสีเนื้อไม้ดังขึ้นทุกขณะจิต เราหยีตาป้องกันฝุ่นไม้ที่ฟุ้งตลบ เท้าก้าวไปตามพื้นโรงงานที่ปกคลุมด้วยเศษไม้หนาเตอะราวผืนทรายบนชายหาด พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับชายร่างเล็กที่กำลังสั่งงานลูกน้องอย่างแข็งขันบนท่อนซุง

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

หลงจู๊อ่างรับไหว้ผู้มาใหม่ แล้วโดดลงจากซุงที่ยืนอยู่ด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วเกินคนวัยเดียวกัน

“ชื่อ ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ นี่เปลี่ยนเอง ตั้งเอง” ถ้อยคำแนะนำตัวภาษาไทยที่ติดสำเนียงไหหลำหน่อย ๆ ฟ้องว่าชื่อเกิดของเขาต้องเป็นภาษาจีนเป็นแน่ 

“ตอนนี้อายุ 69 ย่าง 70 ปี กุมภาพันธ์ 2566 นี่ก็จะครบ 70 แล้ว”

ไท้เชียง ก่อตั้งขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ ชาวจีนโพ้นทะเลผู้ทิ้งบ้านเกิดบนเกาะไหหลำมาแสวงโชคที่เมืองไทย นอกจากท่านผู้นี้จะเป็นคนบุกเบิกกิจการโรงเลื่อยของครอบครัวแล้ว นายไต้ถ่งยังส่งต่อวิชาการเลื่อยไม้สู่หลงจู๊อ่าง หลานลุงผู้เอาการเอางานด้วย

“นายไต้ถ่งเป็นพี่ชายของแม่ผม ผมเรียก ‘เบ๊เด’ แปลว่า ลุงฝั่งแม่” หลงจู๊ลำดับศักดิ์ให้เราฟัง 

“ตัวผมเกิดที่ศาลาแดง ตอนอายุ 15 เรียนชั้น มศ. 3 ที่เทคโนโลยีสหะพาณิชย์ เขตบางรัก เมื่อก่อนผมไม่ค่อยอยู่บ้าน แม่เลยเอามาอยู่กับเบ๊เด วันธรรมดาเรียนหนังสือ พอวันพฤหัสได้หยุด ผมก็มาช่วยงานเบ๊เด สมัยก่อนจะมีไม้ส่งออก ตีหน้าไม้โปรดักส์เข้าประเทศไทย ผมก็มาช่วยทำส่งออก”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

สินค้าหลักของโรงเลื่อยแห่งนี้คือไม้กระดาน คนงานที่นี่ต้องเลื่อยซุงไม้สักท่อนใหญ่ ๆ แปรรูปเป็นไม้กระดาน เพื่อขายให้กับร้านค้าไม้แปรรูปและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ทั้งหลาย ไปจนถึงคิ้วบัว

ช่วงที่เป็นวัยรุ่น ถึงจะเป็นหลานเถ้าแก่คนแรก แต่เด็กใหม่อย่างอ่างไม่มีสิทธิ์เลือกงานที่อยากทำ เขาต้องทำทุกอย่างตามที่ผู้เป็นลุงหรือคนอื่นสั่ง ใครเรียกใช้งานอะไรก็ต้องทำ

“แต่ก่อนก็ต้องตีหน้าไม้ส่งออก มันจะมีแผ่น แล้วคอยวัดไม้ เช็กไม้ดูว่าสวยหรือไม่สวย แล้วก็ต้องจำ พอคนไหนขาดลูกน้อง เราก็จะไปช่วยทำทุกอย่าง ต้องได้ทุกหน้าที่ครับ”

ในช่วงการฝึกงานของเขา อ่างจำได้ดีทีเดียวว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการตีหน้าไม้

“การตีหน้าไม้ คือการแปรรูปจากซุงขึ้นมา เราต้องรู้ว่าซุงต้นนี้สวยไม่สวย แล้วต้องใช้ความจำ จำว่าเมื่อไหร่จะถึงรูถึงตา ใกล้ไส้เราต้องรู้ ต้องเนี้ยบพอดี เพราะไม้สักมันเลื่อยยาก ไม่เหมือนไม้เบญจพรรณ ไม้เบญจพรรณไม่ค่อยมีรูมีตา เขาเลื่อยยังไงก็ได้ แต่ไม้สักต้องเป๊ะ แล้วต้องดูสภาพป่าด้วย

“ในโรงเลื่อยต้องทำหน้าที่หลายอย่าง อย่างผมต้องแปรรูปไม้ ยกซุงขึ้นมาแล้วตัด นั่งดูว่าลูกค้าต้องการขนาดไหน เราก็ตัดขนาดนั้นแล้วเลื่อยเอา ถ้าไม้มันงอก็ต้องตัดให้มันพอดี”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ขั้นตอนการเลื่อยซุงสมัยก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก ผู้มากประสบการณ์เล่าด้วยสีหน้าที่บอกว่ายังไม่ลืมความเสียวไส้ เมื่อนึกถึงอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานของเขา

“สมัยก่อนลำบากนะ เวลาจะเลื่อยไม้ เราต้องใช้เลื่อยวงเดือน เป็นเลื่อยกลม ๆ มันอันตรายนะ ถ้าบางคนทำไม่เป็น มันตีไส้แตกเลย แต่เลื่อยวงเดือนนี่ไม่เท่าไหร่ เคยโดนเหมือนกัน สมัยนี้ปลอดภัยกว่าสมัยก่อนเยอะ สมัยก่อนถ้าไม่ป้องกันแย่เลย เคยมีลูกน้องนิ้วขาด”

แม้จะต้องทำงานท่ามกลางเสียงดังแสบแก้วหูของเลื่อยจักร ความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องปีนขึ้นปีนลงทั้งวัน ตลอดจนความอันตรายที่อาจได้รับจากใบเลื่อย แต่อ่างก็ยังรักงานนี้ยิ่งชีวิต

“ไม่เคยกังวลเลย สนุกดี ยิ่งวัดไม้ส่งออกยิ่งสนุก วันหนึ่งเหงื่อออกน่าดูเลย เล่นขนกันเป็นคันรถ วันหนึ่ง ๆ ทำทั้งวัน วัดไม้ส่งออกไปเมืองนอกดีมาก สมัยก่อนทำงานสนุก ไม่เครียด ได้ออกแรง เมื่อก่อนนี้ขายดี เมืองนอกใช้เยอะ เขาเอาไม้สักเราไปทำเรือยอชต์ เพราะไม้สักมันทน โดนน้ำเกลือไม่เป็นไร”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

เพราะความสนุกนี่กระมังที่ทำให้อ่างไม่เคยคิดจากโรงเลื่อยของเบ๊เดไปไหน แม้ตัวเขาจะจบ มศ. 3 ไปต่อช่างกลมาแล้ว ก็ยังเลือกที่จะทำงานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับโรงเลื่อยต่อไป จนกระทั่งเขามีอายุได้ 30 ปีเศษ หลงจู๊คนเก่าอำลาโรง เขาจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหลงจู๊คนใหม่

แล้วเมื่อ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ หมดอายุขัย งานเลื่อยของที่นี่จึงตกอยู่ในการดูแลของหลงจู๊อ่าง

“สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานโรงเลื่อยคือความจำ ต้องมีคนสอน ไม่มีคนสอนก็ทำไม่ได้ คนจะเป็นหลงจู๊นี่สำคัญที่สุดคือเราต้องรู้ไม้ ไม้ต้นนี้สวยหรือไม่สวย เมื่อไหร่จะถึงไส้ถึงรู ลูกค้าต้องการขนาดไหน ต้องเลือก” ผู้จัดการกล่าวและอวดเนื้อไม้ซุงท่อนล่าสุดที่กำลังเลื่อยด้วยความเสียดาย “เห็นต้นนี้ไหมครับ ไม้มันโพรงมากเพราะหนอนไช แบบนี้ลงทุนมาเป็นแสนก็ขาดทุนหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

ในขั้นตอนการเลื่อยซุงทุกต้น หลงจู๊สำทับว่า สมาธิเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องมี

“เราเลื่อยมาเราต้องรู้ด้วยว่าเราเลื่อยตรงไม่ตรง เราต้องใช้ความคิดเราเอง เราทำทุกอย่าง ใช้สมองเกิดจากสมาธิ ใช้สมาธิช่วยได้เยอะ เพราะผมสวดมนต์ การสวดมนต์ทำให้จิตใจเราดี ทำให้งานเราไม่เครียด มีประโยชน์มาก เพราะสมัยเราอายุน้อย ๆ เราต้องใช้ การสวดมนต์ช่วยได้ทุกอย่าง”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

การทำงานของหลงจู๊และทุกคนในที่นี้กินเวลาถึง 6 วันต่อสัปดาห์ เริ่ม 8.00 นาฬิกา และเลิก 17.00 นาฬิกา ลูกน้องคนอื่นอาจมีทั้งที่พักอยู่ในรั้วโรงเลื่อยนี้ และมีบ้านพักอยู่ด้านนอก แต่หลงจู๊กินนอนอยู่ที่นี่ ยึดโรงเลื่อยเป็นบ้านของตนเอง

“พักอยู่ที่เลย โรงงานเป็นเหมือนบ้าน เฝ้าโรงงานให้เขา”

ทุกวัน หลงจู๊อ่างจะนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเข่าเพื่อง่ายต่อการปีนป่ายขึ้นบนกองซุงและเครื่องจักร นำสำลีมาอุดรูหูเพื่อป้องกันเสียงดังระหว่างเลื่อย รวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยเพื่อกรองฝุ่นและเศษไม้

“บางทีใช้เสียงก็ไม่ได้ เพราะเสียงมันดัง ต้องตะโกนแข่งกับเลื่อยสายพาน” เขาว่า แล้วชูนิ้วมือส่งสัญญาณให้คนงานแผนกคุมเครื่องจักรทำตามข้อตกลงร่วมกัน “ต้องใช้มือแบบนี้ ดูง่ายกว่า”

ในขณะที่ลูกจ้างคนงานในโรงเลื่อยแห่งอื่นอาจมีแรงงานต่างด้าว ชาวประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้แรงงานบ้าง แต่คนงานที่ไท้เชียงทุกคนเป็นคนไทย โดยมากมาจากต่างจังหวัด ทุกคนที่เป็นลูกมือในการแปรรูปไม้กระดานอยู่ในตอนนี้ล้วนผ่านการถ่ายทอดวิชาจากหลงจู๊อ่างมาแล้วทั้งสิ้น

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“เราต้องสอนเขา เขาต้องหัดมาจากตัดไม้บ้าง ซอยไม้บ้าง”

แต่เมื่อถูกถามว่าจะมีใครที่หน่วยก้านดี มีแววขึ้นมาสืบต่องานหลงจู๊ได้บ้าง หลงจู๊คนปัจจุบันก็ส่ายหน้าแล้วตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า

“หายาก ไม่มีคนทำ เพราะปัญหาคือหลงจู๊โรงเลื่อยต้องชำนาญเรื่องไม้ ต้องหัดตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าไม้มันสวยไหม หมดยุคผมก็คงหมดแล้ว ไม่มีใครสืบ นอกจากตามต่างจังหวัดที่เขาผ่าเหมือนกัน พวกไม้สวนป่า ไม้เล็ก ๆ มันเลื่อยง่าย ไม่แข็งไม่ทนแบบไม้สัก”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

จากข้อมูลของ ‘โกเก่ง’ ญาติผู้น้องของหลงจู๊อ่าง โรงเลื่อยที่ยังเหลืออยู่เพียง 4 – 5 แห่งในย่านบางโพต้องประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การขาดแคลนวัตถุดิบและตลาดที่ต้องการสินค้า เพราะหลังจากการปิดป่า ห้ามตัดไม้ในภาคเหนือเมื่อ พ.ศ. 2532 เจ้าของโรงเลื่อยต้องหันไปซื้อไม้ซุงจากต่างประเทศเข้ามาเลื่อยแทน อย่างที่ไท้เชียงก็ได้จากการประมูลสัมปทานไม้สักในเมียนมา ขณะที่คนรุ่นใหม่มองว่าไม้สักเป็นของโบราณล้าสมัย หันไปใช้วัสดุชนิดอื่น ๆ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก่อสร้างแทน

งานที่โรงเลื่อยจึงลดฮวบฮาบจากสมัยที่หลงจู๊อ่างเพิ่งขึ้นรับตำแหน่งหลงจู๊ใหม่ ๆ มาก จากเคยมีงานเลื่อยทุกวัน บางวันต้องเลื่อยไม้กันจนดึกดื่น ได้ส่งออกไม้แปรรูปไปยังต่างประเทศ กลายเป็นเลื่อยเฉพาะเมื่อมีออร์เดอร์จากลูกค้า บางวันก็ไม่ต้องเลื่อยซุง แต่แปรรูปทำเครื่องเรือนหรือพื้นบ้านแทน

แต่นั่นไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่เลื่อยไม้มาตั้งแต่วัยฉกรรจ์ยันวัยชรา เพราะเขาพร้อมทำงานทุกชิ้นด้วยพละกำลังที่ยังเหลือแหล่ แม้ไม่รู้ว่าจะทำต่อไปอีกนานเท่าไรก็ตาม

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“สนุกและท้าทายดี ยังมีความสุข งานหลงจู๊ไม่มีใครทำ หายาก เราจะสอนคนก็สอนไม่ได้ ไม่มีใครหัด เคยสอนลูกน้อง ลูกน้องมันใช้ไม่ได้ มันไม่เก่ง เพราะเขาไม่เข้าใจหลักการ สอนแล้วก็ไม่จำ แต่สอนแล้วไม่ไหว คนงานต้องเชิญออก เหลือแต่เราอย่างเดียว” หลงจู๊อ่างหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ถึงจะไม่มีคนมาสืบสานงานของเขา แต่เขาก็ยินดีที่จะถ่ายทอดข้อมูลความรู้ที่ตนเองมีให้กับเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาที่มักจะแวะเวียนมาขอความรู้ที่โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงอยู่เนือง ๆ

“ทำจนกว่าจะไม่ไหวนั่นแหละ ตำแหน่งนี้ไม่ได้ก็มาทำตำแหน่งเบา ๆ ทำกันไปจนตาย ถ้าเราแข็งแรงก็ทำได้ตลอด เราอาศัยสวดมนต์ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เพราะเรารู้หมดทุกอย่าง ร่างกายแข็งแรง เดี๋ยวนี้ต้องทำเองหมด เราออกกำลังจะได้แข็งแรง แต่อย่าเครียดเท่านั้น เครียดทุกอย่างก็เสร็จหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

วันที่ 4 – 15 กุมภาพันธ์ 2566 ในช่วงสัปดาห์ Bangkok Design Week 2023 โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม The Tour of Wood ทริปที่จะพาผู้เข้าร่วมไปรู้จักไม้ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ไปพบกับ หลงจู๊อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ตัวจริงเสียงจริงได้ในทัวร์นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เฟซบุ๊ก Bangkok Design Week หรือเว็บไซต์ www.bangkokdesignweek.com

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load