4 มิถุนายน 2564
503

เครื่องแต่งกายที่อยู่เคียงคู่กับนักเรียนไทยในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา นอกจากชุดนักเรียน กระเป๋านักเรียนที่เปลี่ยนรูปร่างหน้ามาหลายต่อหลายแบบ จากกระเป๋าหนังสีดำขลับ สู่ยุคกระเป๋าเป้สะพายหลัง ก่อนจะมาเป็นกระเป๋าใส่ไอแพดขนาดกะทัดรัด สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คู่เท้านักเรียนไทยเรื่อยมา แม้จะผ่านกาลเวลามากว่า 6 ทศวรรษ คือรองเท้าผ้าใบพื้นสีเขียวภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘นันยาง’ 

รองเท้าผ้าใบนันยางออกสู่ท้องตลาดครั้งแรกใน พ.ศ. 2500 รูปร่างหน้าตาในวันนี้กับเมื่อ 60 ปีก่อนยังเหมือนเดิมทุกประการ พร้อมคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีขึ้น 

80 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าคือนักเรียน 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือคือผู้ใช้งานทั่วไป ลูกค้าเรียกร้องให้นันยางทำรุ่นใหม่ๆ มาตลอด แต่แบรนด์เชื่อในการดำเนินธุรกิจแบบยึดในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีเป็นจุดแข็ง

ผมไม่กลัวคนที่เตะได้หมื่นท่า แต่ผมกลัวคนที่ฝึกเตะท่าเดียวหมื่นครั้ง”

จั๊ก-จักรพล จันทวิมล ทายาทรุ่นสามอ้างอิงคำพูดของนักแสดงศิลปะการต่อสู้ บรูซ ลี (Bruce Lee) ซึ่งอธิบายสิ่งที่นันยางทำได้ดีทีเดียว

จั๊ก-จักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไปของนันยาง มาร์เก็ตติ้ง อ้างอิงคำพูดของนักแสดงศิลปะการต่อสู้ บรูซ ลี (Bruce Lee) ซึ่งอธิบายสิ่งที่นันยางทำได้ดีทีเดียว

จนใน พ.ศ. 2553 เป็นครั้งแรกที่นันยางตัดสินใจผลิตรองเท้ารุ่นพิเศษ โดยยึดหลักแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน 3P

P แรกคือ Profits แบรนด์ต้องมีรายได้จากสิ่งนี้ มิเช่นนั้นก็คงไม่ยั่งยืน

P ที่สองคือ People ลูกค้าและสังคมจะได้อะไรจากสินค้านี้

และ P สุดท้าย Planet สินค้านี้จะช่วยโลกให้ดีขึ้นอย่างไร

“เราไม่อยากขายของเพื่อเอาเงินมาบริจาค สินค้ามันต้องไปได้ก่อน ต้องผ่านการคิดและผลิตเหมือนของทั่วไป ถ้ามันจะยั่งยืนได้ สินค้าเราต้องขายได้ เราต้องอยู่ได้ ผู้ผลิตต้องอยู่ได้ ลูกค้าต้องดีใจที่ได้ของนั้นจริงๆ แล้วจึงไปช่วยสังคม”

รวมรองเท้านันยางรุ่นพิเศษที่ครองใจคอกีฬา คนรักผ้าไหม คนใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงรณรงค์ต้านการกลั่นแกล้งในโรงเรียน
‘นันยางรุ่นใหญ่ ANTI-BULLY Edition’ รุ่นล่าสุด

ในจำนวนรองเท้ารุ่นพิเศษกว่า 10 รุ่นที่นันยางทำยึดหลักคิดเดียวกัน ครึ่งหนึ่งทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ หรือทำขึ้นเพื่อตอบรับเทรนด์ในสังคมตอนนั้น อีกกว่าครึ่งทำขึ้นเพื่อใช้รองเท้าเป็นตัวกลางสื่อสารให้สังคมเข้าใจถึงประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ‘นันยางพิทักษ์ ๖๑’ ที่ต้องการส่งกำลังใจถึงผู้พิทักษ์ป่า ‘รองเท้าแตะ KHYA (ขยะ)’ เล่าถึงประเด็นขยะในทะเล หรือล่าสุด ‘นันยางรุ่นใหญ่ ANTI-BULLY Edition’ ดึงเอาปัญหาการบูลลี่ในโรงเรียนมาบอกเล่าผ่านรองเท้าที่ใส่กันรุ่นต่อรุ่น 

เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ขอชวนผู้อ่านเดินย้อนกลับไปฟังเรื่องราวของนันยางรุ่นพิเศษทั้ง 13 รุ่น ณ บัดนี้

1. ChangDao World Collection 2010

รองเท้า นันยาง รุ่นพิเศษ 14 รุ่น ตั้งแต่ทำเพื่อคอกีฬา ถึงรุ่นที่ขายหมดภายใน 30 วินาที

จากรุ่นแรกใน พ.ศ. 2553 รองเท้าแตะนันยางสีฟ้าแปลงโฉมเป็นรองเท้าแตะที่สีสันจัดจ้านกว่าเดิม รองเท้ารุ่นนี้ผลิตขึ้นเป็นที่ระลึกในงานฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ใน ค.ศ. 2010 ความพิเศษของรุ่นนี้ที่นันยางเติมเข้าไป คือการทำให้รองเท้าแตะช้างดาวมีสีสันแปลกตาตามสีเสื้อของทีมฟุตบอล และผลิตออกมาถึง 4 เวอร์ชัน เป็นจำนวนกว่า 2,000 คู่

2. Nanyang Asian Game 2014

รองเท้า นันยาง รุ่นพิเศษ 14 รุ่น ตั้งแต่ทำเพื่อคอกีฬา ถึงรุ่นที่ขายหมดภายใน 30 วินาที

รุ่นที่ 2 คือรุ่นพิเศษสำหรับมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2014 อินชอนเกมส์ ผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 24 คู่ เฉพาะนักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทยที่ไปแข่งขันในอินชอนเกมส์เท่านั้น ไม่มีจำหน่าย และสีของรองเท้านันยางรุ่นนี้เป็นไปตามสีของชุดนักกีฬาทีมชาติไทย คือสีแดงและสีน้ำเงินนั่นเอง

3. Nanyang X Fedfe 2015 

รองเท้า นันยาง รุ่นพิเศษ 14 รุ่น ตั้งแต่ทำเพื่อคอกีฬา ถึงรุ่นที่ขายหมดภายใน 30 วินาที

นันยางคลอดรองเท้ารุ่นพิเศษอีกหนึ่งรุ่นภายใต้ชื่อ Nanyang X Fedfe โดยดึงเอาสองบอยแบนด์แห่ง Fedfe ต้าและยัต มาเล่าเรื่องของพวกเขาด้วยโปรเจกต์วีรกรรมวีรเกรียน ผ่านรองเท้านันยาง ความพิเศษของรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกของนันยางที่ร่วมงานกับศิลปิน มีการปักตัวอักษร Fedfe ลงไปบนรองเท้า และเชิญชวนทั้งศิษย์เก่าศิษย์ใหม่มาร่วมเล่าเรื่องราวประทับใจ สำหรับเรื่องที่โดนใจก็จะได้รับรองเท้ารุ่นพิเศษไปครอบครอง

4. Nanyang SILK Edition 2015

รองเท้า นันยาง รุ่นพิเศษ 14 รุ่น ตั้งแต่ทำเพื่อคอกีฬา ถึงรุ่นที่ขายหมดภายใน 30 วินาที

รองเท้าผ้าไหมนันยางผลิตขึ้นมา 40 คู่ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558 โดยการร่วมงานกันระหว่างนันยางและ ก้อย-นันทิรัตน์ สุวรรณเกต ดีไซเนอร์ไทย นำผ้าไหมยกดอกจากจังหวัดนครศรีธรรมราชมารังสรรค์ให้เป็นรองเท้า จากนันยางพื้นเขียวที่คุ้นเคย กลายเป็นรองเท้าพื้นสีครีมที่อ่อนโยนขึ้น โดยเปิดตัวกับสื่อมวลชน ณ วังปารุสกวัน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ในงานวิถีแห่งไหม วิถีไทย เทิดไท้ราชินี โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้วยความพิเศษของรองเท้ารุ่นนี้ทำให้ขายหมดภายในเวลาเพียงแค่ 2 วัน

5. Nanyang x Kraftka 2016

รองเท้านันยางรุ่นพิเศษ 14 รุ่น ตั้งแต่ทำเพื่อคอกีฬา ถึงรุ่นที่ขายหมดภายใน 30 วินาที

นันยางจับมือกับ Kraftka ศูนย์รวมนักออกแบบรองเท้าสนีกเกอร์จากทั่วโลก เปิดโอกาสให้คนทั่วไปออกแบบลวดลายบนรองเท้าได้ด้วยตัวของคุณเอง เพียงเลือกขนาดรองเท้า อัปโหลดรูปที่ต้องการ ส่งเข้าระบบออกแบบออนไลน์ ชำระเงินแล้วรอรับของที่บ้านได้เลย เป็นอีกครั้งที่นันยางเปลี่ยนผ้าใบรุ่นคลาสสิกให้เป็นผ้าใบที่มีเพียงแบบละ 1 คู่ในโลก โดยโปรเจกต์ที่นันยางและ Kraftka ทำร่วมกันนี้มีระยะเวลาพรีออเดอร์เพียงแค่ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน พ.ศ.​ 2559 เท่านั้น

6. Nanyang x Stamp Limited Edition 2016 

รองเท้านันยางรุ่นพิเศษ 14 รุ่น ตั้งแต่ทำเพื่อคอกีฬา ถึงรุ่นที่ขายหมดภายใน 30 วินาที

ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 นันยางนำเสนอรองเท้ารุ่นพิเศษอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้ร่วมงานกับนักร้องหนุ่มอารมณ์ดี แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ออกแบบ ‘รองเท้าผ้ายีนส์’ Nanyang x Stamp Limited Edition ผลิตด้วยผ้ายีนส์รุ่นพิเศษ ผ้านิ่มสวมใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี พื้นรองเท้าด้านในมีลายคาแรกเตอร์ของแสตมป์ ของแถมภายในกล่องคือปิ๊กกีตาร์สีขาวที่ใช้งานได้จริง พร้อมเนื้อเพลง ความคิด (Nanyang Version) ผลิตเพียง 1,000 คู่เพื่อแฟนๆ ของแสตมป์และนันยาง

7. Nanyang x Hajime Sorayama x EchoOne ArtSpace Limited Edition 2017

รองเท้านันยางรุ่นพิเศษ 14 รุ่น ตั้งแต่ทำเพื่อคอกีฬา ถึงรุ่นที่ขายหมดภายใน 30 วินาที

อีกชื่อของนันยางรุ่นนี้คือ Nanyang Sexy Robot Limited Edition โดยนันยางได้รับเชิญจากศิลปินชื่อดังชาวญี่ปุ่นวัย 70 ปี ฮาจิเมะ โซรายามา (Hajime Sorayama) ให้ร่วมผลิตรองเท้ารุ่นพิเศษ ใช้ลวดลายจากภาพผลงาน Sexy Robot เพื่อเป็นที่ระลึกในงานนิทรรศการแสดงผลงานของอาจารย์โซรายามาครั้งแรกในประเทศไทย จัดแสดงระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ถึง 30 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ณ เอคโค่วัน อาร์ตสเปซ ชั้น 9 อาคารสยามกลการ ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของรองเท้านันยางรุ่นนี้คือ ไม่มีจำหน่ายตามร้านทั่วไป ซื้อได้เฉพาะในงานนิทรรศการเท่านั้น และจำกัดจำนวนเพียง 150 คู่ เช่นเดียวกับรุ่นพิเศษอื่นๆ ที่ไม่มีการผลิตเพิ่ม

8. นันยาง พิทักษ์ ๖๑ Limited Edition 2018

รองเท้านันยางรุ่นพิเศษ 14 รุ่น ตั้งแต่ทำเพื่อคอกีฬา ถึงรุ่นที่ขายหมดภายใน 30 วินาที

นันยางรุ่นพิเศษ ‘พิทักษ์ ๖๑ ลิมิเต็ดอิดิชั่น’ คือรุ่นที่ผลิตใน พ.ศ. 2561 แรงบันดาลใจจากผู้พิทักษ์ป่า สู่การทำรองเท้าเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้พิทักษ์ป่าของไทย เปิดให้คนทั่วไปจับจองเป็นเจ้าของรองเท้านันยางรุ่นพิเศษนี้ที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 500 คู่ ความพิเศษของรองเท้านอกจากมีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เหมือนกับชุดของผู้พิทักษ์ป่า ยังเป็นรองเท้ารุ่นที่มีการจองครบจำนวนเร็วที่สุด โดยเปิดจองเวลา 10.00 น. และครบตามจำนวนที่เปิดให้จองภายใน 30 วินาที 

รายได้ไม่หักค่าใช้จ่ายจากการจำหน่ายรองเท้านันยาง พิทักษ์ ๖๑ จำนวนกว่า 500,000 บาท มอบให้กับวีรบุรุษผู้พิทักษ์ป่า ผ่านกองทุนสวัสดิการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำไปใช้จัดสรรสวัสดิการพนักงานพิทักษ์ป่า จัดซื้อสิ่งของที่จำเป็น และเป็นค่ารักษาพยาบาลให้กับฮีโร่แห่งพงไพร

9. รองเท้าแตะ KHYA™ (ขยะ) 2019

รวมรองเท้านันยางรุ่นพิเศษที่ครองใจคอกีฬา คนรักผ้าไหม คนใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงรณรงค์ต้านการกลั่นแกล้งในโรงเรียน

ปัญหาขยะในทะเลถือเป็น Global Issue ที่น่ากังวลในทุกๆ พื้นที่ทั่วโลก กว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของขยะในทะเลคือรองเท้าที่ย่อยสลายไม่ได้เองตามธรรมชาติ สุดท้ายหากไม่มีการกำจัดขยะเหล่านี้อย่างถูกวิธี มลพิษที่เกิดขึ้นจากการฝังกลบจะวนกลับมาที่ทะเลเป็นวงจรที่ไม่รู้จบ 

นันยางจึงร่วมกับกลุ่มทะเลจร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และกลุ่มอาสาสมัคร Trash Hero ในภาคใต้ ร่วมกันทำโปรเจกต์ผลิตรองเท้าจากขยะ ชื่อรุ่น ‘รองเท้าแตะ KHYA™’ เปิดให้คนทั่วไปพรีออเดอร์รองเท้ารุ่นพิเศษนี้ โดยรองเท้า KHYA 1 คู่ มีส่วนช่วยกำจัดขยะในทะเลถึง 5 กิโลกรัม มียอดพรีออเดอร์กว่า 27,886 คู่ในเวลาเพียง 7 วัน คิดเป็นขยะประมาณ 139,430 กิโลกรัม รายได้จากการจำหน่ายมอบให้กับ 10 องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับการดูแลอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อนำไปใช้พัฒนาในด้านต่างๆ ขณะเดียวกัน รองเท้าแตะรุ่นขยะยังได้รับรางวัลการันตีจากงานสุดยอดแคมเปญการตลาด MAT AWARD 2019 ด้วยการคว้ารางวัล Gold Award 2019 ประเภท Sustainability Campaign อีกด้วย 

10. NanyangRED Limited Edition 2019 

รวมรองเท้านันยางรุ่นพิเศษที่ครองใจคอกีฬา คนรักผ้าไหม คนใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงรณรงค์ต้านการกลั่นแกล้งในโรงเรียน

นันยางรุ่น NanyangRED Limited Edition ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปีที่ผลิตรองเท้าผ้าใบสีแดงเพื่อจำหน่าย ที่มาของ NanyangRed ถือกำเนิดเนื่องในโอกาสฉลองแชมป์ UCL 6 สมัยของลิเวอร์พูล เป็นรุ่นเดียวที่ถูกขนานนามว่า Unlimited Limited Edition สื่อถึงความพิเศษที่ไม่จำกัดจำนวน แต่จำกัดเวลาซื้อ ต่างจากรองเท้ารุ่นพิเศษรุ่นอื่นที่มีจำนวนในการผลิตที่แน่นอน มีการใช้รองเท้าเป็นสัญญะเพื่อสื่อถึงความสำเร็จของทีม สีแดงของรองเท้าสื่อถึงสีประจำทีม เปิดให้พรีออเดอร์รองเท้าภายใน 96 นาที (90 นาที + 6 นาที) ซึ่งมาจากเวลาการแข่งขันฟุตบอลนัดที่ลิเวอร์พูลได้แชมป์ รองเท้ามีหมุดตาไก่สีทอง 6 อัน เพราะลิเวอร์พูลได้แชมป์ 6 ครั้ง มียอดจองเข้ามาอย่างถล่มทลายกว่า 12,598 คู่ นอกจากนี้ยังคว้ารางวัล Marketing of the Year 2019 จากเวที MAT AWARD 2019 ให้กับนันยางอีกด้วย

11. ช้างดาว เหลืองแดง และ ช้างดาว ไวท์พิ้งค์ COVID Edition 2020 

รองเท้ารุ่นเฉพาะกิจ เปิดตัวครั้งแรกในกลุ่มเฟซบุ๊ก จุฬาฯ มาร์เก็ตเพลส และกลุ่มธรรมศาสตร์และการฝากร้าน แหล่งรวมตัวพ่อค้าแม่ค้าจากทุกธุรกิจ ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดยทายาทรุ่นสามคนนี้ ผู้เป็นทั้งศิษย์เก่าจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดุษฎีบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้คิดแคมเปญร่วมกับทีมงานเพื่อช่วยเหลือแพทย์ พยาบาล และโรงพยาบาล ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ระลอกแรก เป็นอีกครั้งที่นันยางเปิดรับพรีออเดอร์รองเท้า ในวันที่ 23 – 30 เมษายน พ.ศ. 2563 โดยเปิดสั่งจองสินค้าผ่าน Lazada และ Shopee ในแคมเปญนี้มียอดสั่งจองอย่างถล่มทลายกว่า 9,102 คู่ ทุกการสั่งซื้อมีส่วนร่วมสบทบทุนเพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อใช้สนับสนุนเหล่าแพทย์ พยาบาล และบุคลากร ที่ต่อสู้กับโรคระบาด จนเกิดเป็นแฮชแท็ก #เราผ่านวิกฤตมาด้วยกัน

12. MOO x Nanyang Sneakers 2020

รวมรองเท้านันยางรุ่นพิเศษที่ครองใจคอกีฬา คนรักผ้าไหม คนใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงรณรงค์ต้านการกลั่นแกล้งในโรงเรียน

การร่วมงานกันระหว่างนันยางกับหมู อาซาว่า – พลพัฒน์ อัศวะประภา ผลิตรองเท้ารุ่นพิเศษ ‘MOO x Nanyang Sneakers’ กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ด้วยการดึงเอาความสนุกสนานผ่านลวดลายและสีสันแบบฉบับแบรนด์ Moo ผสานเข้ากับเอกลักษณ์สุดคลาสสิกของรองเท้านันยางพื้นเขียว ทำให้การแต่งตัวมีชีวิตชีวาและสนุกขึ้น การแมตช์รองเท้าเข้ากับชุดต่างๆ กลายเป็นเรื่องหมูๆ โดยรองเท้ารุ่นนี้วางจำหน่ายทั้งออนไลน์บนเว็บไซต์ของ Moo และมีจำหน่ายหน้าร้านที่ ⁣⁣⁣MOO Official Store ชั้น 2 โซนดีพาร์ทเมนต์สโตร์ สยามพารากอน 

13. นันยาง รุ่นใหญ่ ANTI-BULLY Edition 2021

รวมรองเท้านันยางรุ่นพิเศษที่ครองใจคอกีฬา คนรักผ้าไหม คนใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงรณรงค์ต้านการกลั่นแกล้งในโรงเรียน

#บูลลี่ในโรงเรียนหยุดได้ด้วยนักเรียน คือแฮชแท็กของรองเท้ารุ่นพิเศษรุ่นล่าสุดจากทางนันยาง ‘นันยาง รุ่นใหญ่ ANTI-BULLY Edition’ ซึ่งนับเป็นรุ่นพิเศษที่คงเอกลักษณ์ของนันยางไว้มากที่สุด 

แนวคิดเบื้องหลังของรองเท้ารุ่นพิเศษนี้มาจากการที่นันยางเล็งเห็นปัญหาการบูลลี่ในโรงเรียน อ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจพบว่า ปัญหาการบูลลี่ในโรงเรียนไทยติดอันดับ 2 ของโลก และจะถูกพูดถึงก็ต่อเมื่อปรากฏเป็นกระแสในสื่อโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่ผลกระทบของมันฝังอยู่ในใจของผู้ถูกกระทำไปตลอดชีวิต นันยางในฐานะแบรนด์รองเท้าจึงหยิบประเด็นการบูลลี่ขึ้นมา เพื่อส่งสารไปยังรุ่นใหญ่ในโรงเรียนให้หยุดทำร้ายรุ่นเล็ก หยุดรังแกคนอ่อนแอ หันมาปกป้อง ช่วยเหลือ และดูแลคนที่ถูกบูลลี่ ด้วยการทำรองเท้ารุ่นนันยาง รุ่นใหญ่ ANTI-BULLY Edition

รองเท้า นันยาง รุ่นพิเศษ 14 รุ่น ตั้งแต่ทำเพื่อคอกีฬา ถึงรุ่นที่ขายหมดภายใน 30 วินาที

ที่มาของคำว่า ‘รุ่นใหญ่’ ในชื่อของรองเท้ารุ่นนี้สื่อถึง 3 อย่างด้วยกัน โดยคำว่า รุ่นใหญ่ สื่อถึงนันยาง ซึ่งถือเป็นแบรนด์รองเท้าของไทย ด้วยตำนานที่อยู่มานานกว่า 60 ปี รุ่นใหญ่ ยังหมายรวมถึงขนาดรองเท้าที่มีขนาดใหญ่ เพราะในรุ่นนี้นันยางผลิตเฉพาะเบอร์ 40 – 49 เท่านั้น หากเทียบกับไซส์มาตรฐานทั่วไป รองเท้ารุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นที่ใหญ่มาก

อีกหนึ่งความหมายที่ซ่อนอยู่ภายในชื่อรุ่นยังหมายถึง รุ่นใหญ่ที่เป็นรุ่นพี่หรือคนตัวใหญ่ ซึ่งอาจเป็นทั้งคนที่บูลลี่และเป็นคนที่หยุดการบูลลี่ได้ 

รองเท้า นันยาง รุ่นพิเศษ 14 รุ่น ตั้งแต่ทำเพื่อคอกีฬา ถึงรุ่นที่ขายหมดภายใน 30 วินาที

นันยางรวบรวมเสียงขอความช่วยเหลือ และสารที่ผู้คนอยากส่งถึงคนรุ่นใหญ่จากโซเชียลมีเดียมาใส่บนพื้นรองเท้า เพื่อให้เป็นเสียงที่บอกรุ่นใหญ่ทุกคนว่า คุณคือความหวังที่จะหยุดปัญหานี้ เป้าหมายของนันยางและรองเท้ารุ่นนี้ คือการส่งสารไปให้ถึงรุ่นใหญ่ในโรงเรียน ดึงพวกเขาเหล่านั้นออกจากวงจรการบูลลี่ และสร้าง Helper ที่จะคอยดูแล ช่วยเหลือ และอยู่เป็นเพื่อนรุ่นเล็ก ลดการรังแกในโรงเรียน สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

สิ่งที่ทำให้แบรนด์อยู่ได้แม้ผ่านกาลเวลามานาน สำคัญคือการรู้จักใช้จุดแข็งของตัวเอง และยึดมั่นในหลักการเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้ พร้อมๆ กับการทำเพื่อคนอื่น และนี่คือเรื่องราวของรองเท้ารุ่นพิเศษทั้ง 14 รุ่นที่เป็นตัวแทนของสิ่งนี้ได้ดีที่สุด

ภาพ : นันยาง

Writer

Avatar

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

Avatar

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

3 กุมภาพันธ์ 2566
613

ที่ผ่านมา สังคมไทยพยายามผลักดัน Soft Power ที่เป็นเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว วัดวาอาราม อาหาร ฯลฯ แต่ในความเป็นจริง เมืองไทยเรายังมี Soft Power ที่ดีและหลากหลาย ซึ่งน่าหยิบยกมาผลักดันและส่งเสริมกันอย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นคือ ‘การท่องเที่ยวดูนก’

นกไม่เพียงทำหน้าที่สำคัญในห่วงโซ่อาหาร แต่พวกมันยังเป็นนักปลูกป่า นักกระจายพันธุ์พืช นักปราบแมลง ทำหน้าที่สำคัญให้กับระบบนิเวศ และพวกมันคือเพื่อนของมนุษย์ที่มีสีสันสวยงาม มีเสน่ห์ มีพฤติกรรมชวนให้เกิดความเพลิดเพลิน เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ 

หลายประเทศรู้จักนำการดูนกมาเป็น Soft Power บริหารจัดการจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ Scoop รอบนี้จึงขอยกตัวอย่างประเทศต่าง ๆ ที่หยิบยกกิจกรรมดูนกมาเป็นวาระสำคัญ เพื่อผลักดันให้สิ่งนี้ขับเคลื่อนผู้คน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศได้ในทางใดทางหนึ่ง 

จีน

วิธีทำให้การดูนกสร้างรายได้กว่า 120 ล้านหยวน

สาธารณรัฐประชาชนจีน บริเวณทะเลสาบโผหยาง ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ของจีนในมณฑลเจียงซี เทียบเท่ากับจังหวัดระยองของไทย เป็นที่อยู่อาศัยของนกอพยพ 500,000 – 1,000,000 ตัว รวมทั้งนกที่อาศัยอยู่กว่า 500 สายพันธุ์ ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งดูนก ซึ่งทางการจีนมองว่ากิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความเพลิดเพลิน แต่เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนในชุมชนกับระบบนิเวศ เกิดการจัดตั้งสมาคมอนุรักษ์ เกิดนวัตกรรมการดูนก อีกทั้งช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdingbeijing.com/education

หรืออย่างในนครเฉิงตู ตัวอย่างสำคัญที่แสดงถึงวิธีทำให้การชมนกได้รับความนิยมมากขึ้นในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นครเฉิงตูได้รับเลือกให้เป็นเมืองสาธิตด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการบริโภคเป็นกลุ่มแรกในประเทศจีน เน้นดึงดูดผู้คนด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีการพัฒนาระบบนิเวศวิทยาอย่างต่อเนื่อง จึงอุดมไปด้วยนกสวยงามนานาชนิด โดยสมาคมชมนกนครเฉิงตูเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนกอาศัยอยู่มากถึง 511 สายพันธุ์ นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศจึงเดินทางไปเยือนเพื่อชมนก ชมไม้ ชมหิ่งห้อย นอกจากนี้ ภายในสวนสาธารณะชิงหลงหู ยังมีเกาะนกที่เลี้ยงนกแบบอยู่ร่วมกับธรรมชาติ โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวชมได้ในระยะไกล เพื่อไม่ให้มนุษย์เข้าไปรบกวนชีวิตของนกมากเกินไป

เมื่อการชมนกได้รับความนิยมมากขึ้น นอกจากจะสร้างรายได้ให้ประเทศถึง 120 ล้านหยวน การปรับปรุงระบบนิเวศวิทยายังช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมือง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นด้วย 

ภาพ : thaibizchina.com

สหรัฐอเมริกา

อุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากกิจกรรมของคนรักนก

เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา มีการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ส่งเสริมการดูนกจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องตามมา ทั้งหนังสารคดี อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กล้องดูนก การบันทึกภาพนก อาชีพผู้นำดูนก ซึ่งสร้างรายได้หลายล้านบาทต่อปี

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdwatchingdaily.com

ญี่ปุ่น 

หมุดหมายที่คนรักนกจำนวนมากอยากไปเยือน

ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศอันดับต้น ๆ ที่ผู้ชื่นชอบนกจำนวนมากอยากไปเยือน เพราะมีสภาพภูมิอากาศตั้งแต่แบบกึ่งเขตหนาวไปจนถึงกึ่งเขตร้อน เมื่อรวมความหลากหลายนี้เข้ากับลักษณะภูมิประเทศและฤดูกาลทั้ง 4 จึงกลายเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่ต้อนรับสัตว์ป่าหลากประเภทให้มาเยือนได้เป็นอย่างดี 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : Japan.travel

การดูนกที่ญี่ปุ่นที่ถือว่ามีคุณค่ามากที่สุดอาจเป็นการดูนกกระเรียนมงกุฎแดง นกที่ใคร ๆ ก็ยกให้โดดเด่นเรื่องความสง่างาม เป็นสัญลักษณ์ของความสุขและอายุยืนยาว นกชนิดนี้มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในศิลปะของญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังที่พบได้บนกิโมโนของเจ้าสาว ขวดสาเก และฉากกั้นกระดาษ 

นกกระเรียนมงกุฎแดงเป็นที่รู้จักมากที่สุดจากการเต้นหาคู่ ซึ่งมีท่าทางงดงามราวกับได้รับการออกแบบท่าเต้นมา โดยพวกมันจะเต้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 

ฮอกไกโด ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดของโลกในการดูนก เนื่องจากมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรนกกระเรียนมงกุฎแดงในโลกอาศัยอยู่ที่นี่ จากความพยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกลับมาหลังจากถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ จนสุดท้ายจำนวนนกในพื้นที่ชุ่มน้ำคุชิโระของฮอกไกโดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20 ตัว เป็นกว่า 1,300 ตัว และเกิดพฤติกรรมที่เหล่านักดูนกให้ความสนใจ นั่นคือพวกมันไม่ย้ายถิ่นฐาน หรือย้ายห่างออกไปเพียง 150 กิโลเมตรเท่านั้นในฤดูหนาว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในนกกระเรียนมงกุฎแดง

ด้วยเหตุนี้ ฮอกไกโดจึงกลายเป็นแหล่งรวมสายพันธุ์นกครึ่งหนึ่งของประเทศ รวมถึงกลายเป็นภูมิภาคยอดนิยมสำหรับนักดูนกและนักท่องเที่ยว 

หรือนกกระสาในโทโยโอกะ เมืองชายฝั่งของญี่ปุ่น อยู่ห่างจากเกียวโตไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ภูมิภาคนี้ทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากในการฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสาป่าซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว ตัวสุดท้ายเสียชีวิตที่นี่ในปี 1971 และในปี 1985 นกกระสาฝูงใหม่ได้ถูกนำเข้ามาจากรัสเซีย จากนั้นจำนวนประชากรนกจึงฟื้นตัวมาเป็นประมาณ 170 ตัว 

หนึ่งในวิธีที่ใช้ฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสา คือการปลูกข้าวออร์แกนิกในทุ่งนา ให้ผืนดินเต็มไปด้วยสัตว์ที่เป็นอาหารของพวกมัน ซึ่งผลพลอยได้ที่ตามมา นอกจากจำนวนนกที่เพิ่มขึ้น ยังเกิดพืชผลที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ชื่อว่า ‘โคะ โนะ โทะริ-ฮะกุคุมุ-โอะโคะเมะ’ (ข้าวนกกระสา)
ในประเทศญี่ปุ่น การดูนกถูกยกให้เป็น Soft Power และการปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยของนกนั้นถือเป็นงานสำคัญ มีสถานที่ที่ได้รับการกำหนดว่าเป็นพื้นที่สำหรับนกและความหลากหลายทางชีวภาพถึง 160 แห่ง ซึ่งได้รับการระบุโดย BirdLife International ตามข้อมูลขององค์กรการกุศลนี้ ญี่ปุ่นมีนก 446 สายพันธุ์ ซึ่ง 49 สายพันธุ์ในนั้นอยู่ในสถานะถูกคุกคามทั่วโลก และ 21 สายพันธุ์เป็นนกเฉพาะถิ่น ซึ่งพื้นที่สำหรับนกเฉพาะถิ่น 3 แห่ง ได้แก่เกาะอิซุ เกาะโอกะซะวะระ และเกาะนันเซ

สิงคโปร์

การสร้าง Jurong Bird Park สวนนกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

แม้สิงคโปร์ที่ถึงจะมีทรัพยากรธรรมชาติไม่มากนัก แต่กลับสร้างสวนนกชื่อดังอย่าง ‘Jurong Bird Park’ ด้วยความตั้งใจให้เป็นสวนนกใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีนกกว่า 5,000 ตัว จาก 400 สายพันธุ์

บนพื้นที่ 20.2 เฮกตาร์ นับว่าเป็นสถานที่รวบรวมสัตว์ปีกแทบทุกสายพันธุ์ รวมถึงมีการแสดงที่สนุกสนาน โชว์แบบอินเทอร์แอคทีฟ โดยทั้งหมดมีนกเป็นพระเอกในทุกกิจกรรม 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : visitsingapore.com

อาณาบริเวณกว้างขวางของ Jurong Bird Park มีส่วน Waterfall Aviary หนึ่งในกรงนกใหญ่ที่สุดในโลกที่เดินเข้าไปชมได้ ที่นี่คือบ้านของนกกว่า 600 ตัว มีน้ำตกสูง 30 เมตร และมีกรงนกโนรีแบบวอล์กอินที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูงกว่าตึก 9 ชั้น นักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับนกโนรีสีสันสวยงาม 15 สายพันธุ์ และเพนกวินโคสต์อีกหลากหลายสายพันธุ์ Flamingo Lake ที่เต็มไปด้วยเจ้านกจอมวางมาดนับร้อยตัว และใกล้กันยังมี Pelican Cove รวบรวมนกกระทุงครบทุกสายพันธุ์ มีการบินโชว์ของนกอินทรี เหยี่ยวฟัลคอน เหยี่ยวฮอว์ก การแสดงใน High Flyers Show และยังมีบริการพักค้างคืนที่แคมป์ของสวนนก ซึ่งอยู่ใกล้กับที่อยู่ของนกเพนกวินและนกชนิดอื่น ๆ กิจกรรมค้างคืนนี้จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ หรือใครอยากแอบดูนกเกิดใหม่ก็ไปที่ Breeding & Research Centre ได้ ไฮไลต์อยู่ที่ห้องฟักไข่ ห้องอนุบาล และห้องหย่านม

ไทย

วามเป็นไปได้ที่การดูนกจะกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power 

สำหรับประเทศไทย เราตั้งอยู่ในเขตตะวันออก มีลักษณะเด่นทางชีวภูมิศาสตร์หลายประการ และได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมีนกเป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่มีคุณค่ามากมาย ประเทศไทยมีนกกว่า 986 ชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ รวมถึงนกจาก 2 คาบสมุทร คือคาบสมุทรอินโดจีนและคาบสมุทรมาลายู นกเหล่านี้ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับเมืองไทยมานาน มีทั้งนกป่า นกน้ำ นกชายเลน นกทุ่ง แม้แต่นกเมือง

ทั่วทุกภูมิภาคของไทยมีแหล่งที่นักดูนกไปเยือนได้ หรือแม้แต่พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ อย่างสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ หรือ ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร ที่ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง ก็ยังพบกับนกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียว นกกระจ้อยป่าโกงกาง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล สถานที่ และปัจจัยอื่น ๆ 

การมาดูนกในเมืองไทยถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่นักดูนกจากทั่วโลกให้ความสนใจ เช่น การดูนกที่ดอยอินทนนท์ เทศกาลนับนกเหยี่ยวที่ชุมพร นกเงือกรวมฝูงที่เขาใหญ่ นกชายเลนปากช้อนซึ่งเหลือไม่ถึง 400 ตัวแถวนาเกลือ จ.สมุทรสาคร เป็นต้น 

ตัวอย่างสถานที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ที่นักท่องเที่ยวสามารถปักหมุดเดินทางไปดูนกได้ ได้แก่ 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power

ภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง พื้นที่สูงที่สุด 2,565 เมตรอยู่ที่ดอยอินทนนท์ ประกอบด้วย ป่าเต็งรัง ป่าโปร่ง ป่าดิบชื้น ป่าสน ป่าดิบเขา มีแหล่งดูนก เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยปุย-สุเทพ ดอยเชียงดาว ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก แม่ฝาง ท่าตอน เชียงแสน ดอยม่อนจอง แม่ปิง ลุ่มน้ำปาย สาละวิน แม่เมย ดอยขุนตาล ดอยผาเมือง ดอยผาช้าง ดอยลังกา ดอยภูคา 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีที่ราบสูง พื้นที่สูงสุดที่บริเวณดงพญาเย็น สูงประมาณ 1,200 – 1,500 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าดิบบางส่วน มีแหล่งดูนก เช่น เขาใหญ่ ปางสีดา ทับลาน ภูหลวง น้ำหนาว ภูหินร่องกล้า ภูเขียว 

ภาคตะวันออก เป็นที่ราบและภูเขาสูงอยู่ที่เขาสอยดาว สูงประมาณ 1,670 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบฝน ป่าดิบแล้งบางส่วน และป่าชายเลนริมชายฝั่งทะเล มีแหล่งดูนก เช่น เขาสอยดาว เขาอ่างฤาไน เขาเขียว บางพระ

ภาคตะวันตก มีผืนป่าที่สมบูรณ์และกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศ มีเทือกเขาตะนาวศรีเป็นเส้นเขตแดนจนถึงภาคใต้ พื้นที่สูงน้อยกว่าภาคเหนือ ภูเขาสูง 1,811 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าดิบ ป่าเต็งรัง ป่าไผ่ ป่าเบญจพรรณ มีแหล่งดูนก เช่น อุ้มผาง ทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง เกริงกระเวีย ทองผาภูมิ แก่งกระจาน แม่น้ำภาชี เขาสามร้อยยอด 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้
ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบต่ำและภูเขา พื้นที่สูงสุด 1,835 เมตรอยู่ที่เขาหลวง ฝนตกชุกทำให้พื้นที่ประกอบไปด้วยป่าดิบฝนและป่าชายเลนริมฝั่งทะเล ปัจจุบันพื้นที่สมบูรณ์หลายแห่งถูกตัดถางเป็นสวนยางและปาล์ม มีแหล่งดูนก เช่น คลองนาคา คลองแสง-เขาสก เขาหลวง คลองพระยา เขาพนมเบญจา เขานอจู้จี้ บ้านในช่อง เขาปู่-เขาย่า เขาช่อง โตนงาช้าง ทะเลบัน บูโด-สุไหงปาดี ฮาลาบาลา เกาะลิบง ทะเลน้อย 
หรือหากไม่อยากเดินทางไกล พื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับกิจกรรมดูนกก็มีให้เลือกหลากหลาย 

ทั้งสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง นกที่น่าสนใจคือ นกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียวนกกระจ้อยป่าโกงกาง และนกนางนวลแกลบ 

ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร กลางเดือนกันยายนจะเริ่มมีนกชายเลนทยอยย้ายถิ่นฐานมาที่นี่ นกที่พบได้แก่ นกตีนเทียน นกหัวโตทรายเล็ก นกอีก๋อยเล็ก นกทะเลขาแดงลายจุด นกชายเลนปากโค้ง นกพลิกหิน และฝูงนกนางนวลแกลบ นอกจากนี้ หาดโคลนที่นี่ยังเป็นทำเลที่พบนกหายากของโลก 3 ใน 51 ชนิดที่ขึ้นบัญชีไว้ใน Red Data Book คือ นกชายเลนปากช้อน นกทะเลเขาเขียวลายจุด และนกซ่อมทะเลอกแดง

หรือวัดไผ่ล้อม จ.ปทุมธานี เป็นแหล่งที่นกปากห่างทำรังและวางไข่ และยังพบนกกระเต็นหัวดำ นกเด้าลมดง นกเค้าจุด บางครั้งอาจพบนกกระทุงและนกกุลาได้ด้วย 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ในช่วง 20 – 30 ปีที่ผ่านมา คนไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องนกมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมแข่งขันดูนกระดับโลก เพื่อชวนนักดูนกจากทั่วโลกมาเยือนเมืองไทย มีชมรมดูนกเกิดขึ้นมากมาย เกิดโครงการอนุรักษ์ ทั้งนกเงือก นกแต้วแร้วท้องดำ โครงการปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ และยังมีข่าวการพบนกที่หาดูยาก ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณดีที่จะนำไปสู่การผลักดันให้สิ่งนี้กลายเป็น Soft Power ของประเทศ เป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงและกระจายรายได้สู่ชุมชน เช่น สร้างอาชีพผู้นำดูนก มัคคุเทศก์ท้องถิ่น รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ก็อาจใช้โอกาสนี้ได้เช่นเดียวกับตัวอย่างในต่างประเทศที่กล่าวไปข้างต้น

ทั้งนี้ สิ่งที่อยากให้ตระหนักถึงกิจกรรมดูนกก็คือ นี่ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่ทำแล้วเพลิดเพลิน แต่การดูนกจะพาทุกคนออกไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างความเข้าใจถึงความสัมพันธ์และความสำคัญของสรรพชีวิต และจะเป็นการดีอย่างยิ่ง หากการดูนกในเมืองไทยซึ่งนับว่าเพียบพร้อมไม่แพ้แหล่งดูนกติดอันดับโลกอื่น ๆ ถูกหยิบยกมาเป็นยุทธศาสต์ชาติ หรือได้รับการผลักดันให้เป็น Soft Power ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติได้เช่นเดียวกับวัฒนธรรมอันดีงามอื่น ๆ 

ข้อมูลอ้างอิง
  • Thaibizchina.com
  • Japan.travel
  • visit Singapore.com
  • TNN News
  • จารุจินต์ นภีตะภัฏ, กานต์ เลขะกุล และวัชระ สงวนสมบัติ. คู่มือศึกษาธรรมชาติหมอบุญส่ง เลขะกุล นกเมืองไทย.

Writer

เกษม ตั้งทรงศักดิ์

เกษม ตั้งทรงศักดิ์

นักกิจกรรมสังคม สิ่งแวดล้อม เขียนหนังสือเป็นงานหลังเกษียณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load