‘ความทรงจำดำขาว ของ นันทวัฒน์’ คือชื่อนิทรรศการภาพถ่ายดำขาวของ ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ ที่รวบรวมภาพถ่ายในรอบหลายสิบปี มาจัดแสดงร่วม 50 ภาพ

เจ้าของงานเป็นช่างภาพสมัครเล่น ผู้หลงใหลการถ่ายภาพดำขาวมาเกือบ 60 ปี เขาออกตัวว่า ไม่ใช่ช่างภาพอาชีพ ดังนั้นจึงไม่แม่นยำเรื่องเทคนิค แต่จุดเด่นที่หลายคนชื่นชมก็คือ สายตาอันคมกริบ

ถ้าคุณได้ทำความรู้จักเส้นทางชีวิตของเขา คุณน่าจะสนใจภาพถ่ายของเขา

ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ เป็นนักกฎหมายมหาชนมือต้นๆ ของประเทศไทย เคยเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ และทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการต่างๆ แบบนับกันไม่หวาดไม่ไหว

คุณตาของเขาเป็นชาวกรีก เขาโตมาในบ้านไม้ย่านสี่พระยาที่ฝาบ้านเต็มไปด้วยภาพถ่ายดำขาว เขาจับกล้องถ่ายรูปครั้งแรกตั้งแต่เรียนประถม เป็นกล้อง Zeiss Ikon มรดกจากคุณพ่อ

หลังจากจบปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แบบฉิวเฉียด ก็ไปเรียนต่อฝรั่งเศสพร้อมกล้อง Kodak Disc ซึ่งมีฟิล์มเป็นแผ่นวงกลมเหมือนแผ่นดิสก์ ที่ฝรั่งเศสเขาซื้อกล้องอีกตัว เขาบ้าถ่ายรูปจนสู้ค่าล้างอัดไม่ไหว เลยต้องเปลี่ยนมาถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์ แล้วซื้อเครื่องฉายมาดูรูปแทน

พอกลับมาเมืองไทย ได้เป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เขาได้เป็นศาสตราจารย์ตั้งแต่อายุ 40 ต้นๆ เขาเขียนตำราและงานวิจัย 30 กว่าเล่ม แต่ผลงานแรกที่ได้รับการตีพิมพ์คือ เรื่องของวง The Beatles

เขาทำเว็บ pub-law.net เว็บไซต์กฎหมายมหาชน ซึ่งถือเป็นเว็บคอนเทนต์ยุคแรกๆ ของไทย ไปพร้อมๆ กับการเขียนเรื่องศิลปะลง มติชน ทุกสัปดาห์

เขาได้รับรางวัลมากมายในบทบาทอาจารย์ และได้รับเชิญไปสอนที่ฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการปีละ 2 – 3 ครั้งทุกปี

ด้วยบทบาททั้งหมดที่เขาเคยได้รับมา ล้วนแต่เป็นงานที่เป็นทางการและอยู่ในระบบระเบียบมาก

แต่เลือดศิลปินอันเข้มข้นในตัวเขา มักจะฉุดกระชากให้เขาลุกขึ้นมาทำงานต่างๆ แบบแตกต่าง และไม่สนใจกรอบสักเท่าไหร่

ถ้าคุณอ่านบทสัมภาษณ์ด้านล่างจบ ขอเชิญไปชมงานของเขาได้ที่ที่ห้องแกลเลอรี่ ชั้น 1 TCDC กรุงเทพฯ แสดงถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้

ถ้าพูดถึงชีวิตในวัยเด็ก คุณเห็นภาพตัวเองกำลัังทำอะไรอยู่

ผมอยู่ในบ้านไม้เก่าของคุณตาคุณยายแถวสี่พระยา เป็นชีวิตที่สนุก และเป็นความทรงจำที่ดีมาก อยู่กันครบหมด จะว่าเคร่งครัดก็ไม่เคร่งครัด จะปล่อยก็ไม่ปล่อย คุณตาผมเป็นชาวกรีก มาขายบุหรี่ที่เมืองไทย เลยมีของประหลาดๆ มาให้เราเล่นเยอะแยะไปหมด เสียดายหายไปหมดแล้ว อย่างตู้เย็นโบราณ เป็นตู้สังกะสี มีช่องใส่ของนิดเดียว ข้างๆ เป็นช่องสำหรับใส่เกลือเม็ดเพื่อเก็บความเย็น ตอนเด็กเราก็งัดทุบหมด เก้าอี้ไม้แกะสลักจากต่างประเทศหนักมาก สามคนยังยกไม่ขึ้น เราก็เอามาซ้อมทาสี เละเทะไปหมด เพราะคนในบ้านไม่ได้บอกว่ามีค่ายังไง วัยเด็กผมอยู่กับคนแก่และของเก่าเยอะมาก

ถ้าช่วงที่เป็นนักเรียนในฝรั่งเศส

ไปดูนิทรรศการ ไม่ก็ดูแข่งรถ ก่อนไปฝรั่งเศสผมมีเพื่อนเป็นแก๊งซิ่งรถ ยุคนั้นต้องมีทีม มีชื่อทีม ห้าทุ่มเที่ยงคืนก็ไปไล่กับเขาตามถนน ผมซิ่งรถมินิแต่งเต็มที่เลย เวลาไปฝรั่งเศส มีแข่งรถในปารีสก็ไปดูตลอด แล้วก็ซื้อหมวกทีมรถแข่งมาฝากเพื่อน ผมนึกถึงอะไรพวกนี้ ไม่ได้นึกถึงเรื่องเรียนเท่าไหร่ ก็แค่เข้าห้องเรียนจดเลกเชอร์ เวลาสอบก็เอาแอปเปิ้ลไปลูกนึง บุหรี่ซองนึง แอบจิ๊กที่เขี่ยบุหรี่จากแมคโดนัลด์ เพราะเป็นสังกะสีเบาๆ กินแอปเปิ้ล สูบบุหรี่ แล้วก็ทำข้อสอบไป

คุณใช้ชีวิตในฝรั่งเศสแบบไหน

ผมมีลูกพี่ลูกน้องสามคนไปอยู่ที่โน่นตั้งแต่เด็ก เวลาไปไหนก็ไปกับกลุ่มนี้ แล้วก็มีเพื่อนสนิทตั้งแต่อยู่โรงเรียนเตรียมอุดมฯ สูบบุหรี่มวนแรกในห้องน้ำด้วยกัน เรียนจุฬาฯ ด้วยกัน แล้วก็มาอยู่ที่นี่ด้วย ใช้เงินทองกระเป๋าเดียวกัน เป็นทูตที่ทำเรื่องเขาพระวิหารชื่อ วีรชัย พลาศรัย เสียชีวิตไปแล้ว

ชีวิตที่โน่นเราได้เห็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็น ได้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ อยู่เมืองไทยจะเที่ยวหัวหกก้นขวิดยังไงก็ต้องกลับบ้าน แต่นี่เราไปนอนไหนก็ได้ กินข้าวอยู่ห้าทุ่มเพื่อนโทรมาชวนไปทะเลก็ขับรถกันไป ถึงทะเลตีห้า เดินถ่ายรูปเล่น หาอะไรกิน แล้วขับรถกลับปารีส เป็นชีวิตที่ทำอะไรก็ได้ ไม่มีกรอบ

การเรียนที่ฝรั่งเศสต่างจากในเมืองไทยมากไหม

ก็พูดลำบากนะ ผมไม่แฮปปี้กับตัวเองเท่าไหร่ สมัยเรียนเราเรียนๆ เล่นๆ เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป ออกไปแข่งรถบ้างอะไรบ้าง จบได้ก็ถือว่าบุญแล้ว

คุณจบปริญญาตรีด้วยเกรดเท่าไหร่

อย่าพูดถึงเลย จบได้ก็บุญแล้ว พอไปเรียนที่นู่นเราก็ยังเรียนแบบเมืองไทย มีเพื่อนช่วย จนจบปริญญาเอกกลับมาเมืองไทย ผมรับราชการอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา น้องๆ ไปเรียนเนฯ กัน ผมก็เดินข้ามสนามหลวงไปนั่งฟังด้วย เพราะตอนเรียนเราไม่ตั้งใจไง พอ อาจารย์วิษณุ เครืองาม โอนจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ไปอยู่ทำเนียบรัฐบาล อาจารย์ที่คณะก็ชวนให้ผมโอนมาเป็นอาจารย์ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ

คุณไม่น่าจะอยากเป็นอาจารย์นะ

ตอนผมสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ผมเลือกคณะมัณฑนศิลป์ ศิลปากร อันดับหนึ่ง พอคุณแม่ทราบก็บอกว่า ให้ไปอยู่ที่อื่นแล้วหาเงินเอง เพราะคุณแม่ผมจบจุฬาฯ ปีนี้อายุเก้าสิบเจ็ดปี เป็นจุฬาฯ ยุคบุกเบิก ผมก็ต้องสลับมาเลือกนิติ จุฬาฯ อันดับหนึ่ง แล้วดันติด ปีหนึ่งเกรดไม่ดีเท่าไหร่ ผมก็ไปสอบเอนทรานซ์อีกรอบนะ จะเอามัณฑศิลป์ แต่ไม่ติด ก็เลยเป็นนักกฎหมายเรื่อยมา

เรื่อยมาจนได้เป็นคณบดี

เราอยู่ตรงไหนก็ต้องทำตรงนั้นให้ดีที่สุด ผมจำไม่ได้นะว่าทำไมตัดสินใจย้ายมาจุฬาฯ คงเพราะรุ่นพี่ที่เป็นอาจารย์หลายคนชวน สมัยนู้นกฤษฎีกามีรุ่นพี่จุฬาฯ น้อยมาก เราก็เหมือนหัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่คุ้นกัน พอมีคนชวนกลับมาอยู่บ้าน เป็นอีกสังคมนึง ก็โอเคนะ แล้วก็ตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุด

ชีวิตอาจารย์จุฬาฯ เป็นอย่างที่คิดไหม

ผมอาจจะมีปัญหากับการเป็นอาจารย์ค่อนข้างเยอะ เพราะตอนแรกผมรับราชการมาก่อน ตอนอยู่กฤษฎีกา ผมทำงานเป็นหน้าห้องผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการมาทำงานเจ็ดโมง ผมต้องมาถึงก่อน กลับบ้านสามทุ่ม ผมต้องกลับทีหลัง ทำแบบนี้ทุกวัน พอเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ ผมตกใจที่ไม่มีอะไรทำ อาจารย์ใหม่สอนสองวิชา ผมก็เลยเอาเวลาว่างไปเขียนหนังสือ ผมเขียนตำราวิชาการเยอะมาก เขียนไว้สามสิบกว่าเล่ม ผมมีตำแหน่งวิชาการแบบกระโดด จาก ผศ. (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) เป็น รศ. (รองศาสตราจารย์) จนได้เป็น ศ. (ศาสตราจารย์) ตั้งแต่อายุสี่สิบกว่าๆ ผมทำวิจัยจนถึงจุดที่ได้รางวัลทุกอย่างแล้ว เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ได้รางวัลการสอนดีเด่น อาจารย์ดีเด่น เขาประกวดอะไรกันในจุฬาฯ ผมก็ได้หมด

ผมเป็นศาสตราจารย์ตอนอายุน้อย แต่ซีถึงแล้วคือซีสิบ ซีสิบเอ็ด หมายถึงเป็นข้าราชการระดับสูงของประเทศ ผมก็ถูกหน่วยงานจำนวนมากขอให้ไปเป็นกรรมการตามส่วนราชการ ผมเคยเป็นกรรมการสอบวินัยอธิการบดี รองปลัดกระทรวง เยอะแยะไปหมด อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ออกไปนั่งตามบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย แต่ผมไปอยู่ส่วนราชการหมดเลย มีอยู่ช่วงนึงรถผมมองไม่เห็นกระจกหน้า เพราะผมติดตราเข้าหน่วยงานสิบกว่าอัน จนตอนหลังต้องแปะใส่แผ่นพลาสติกแล้วเสียบไว้ข้างๆ ช่วงนั้นผมเป็นกรรมการเยอะมาก พอถึงเวลาก็มาสอน

ถ้าพูดถึงชีวิตการเป็นอาจารย์จุฬาฯ คุณเห็นภาพเห็นตัวเองกำลังทำอะไร

ตรวจข้อสอบ นิติศาสตร์ต้องเขียน ไม่มีชอยส์ ข้อสอบสามข้อ เด็กสองร้อยคน บางทีตรวจกันเป็นเดือน ผมเคยไม่อยากเป็นอาจารย์แล้ว เพราะขี้เกียจตรวจข้อสอบนี่แหละ

คุณเคยได้รางวััลอาจารย์แบบอย่าง อะไรทำให้คุณได้รางวัลนี้

คณะเสนอชื่อผมไป ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขามีเกณฑ์อะไร แต่ผมสนิทกับเด็ก ผมเป็นเด็กค่ายมาก่อน ก็จะรู้จักเด็กค่าย ช่วยเด็กที่ทำกิจกรรม ตลอดเวลาที่ผมเป็นอาจารย์ ผมเลี้ยงเด็กมาตลอด ทั้งเด็กชาย เด็กหญิง จ่ายค่าขนมให้เขา แล้วให้มาทำงานที่ห้องผม ช่วยค้นหนังสือ บางทีมีเด็กเกินความต้องการของเรา ผมก็จ่ายเงินให้เขา แล้วให้เขาทำงานในห้องสมุดช่วยพี่ๆ บรรณารักษ์

นอกจากเราจะสอนแล้ว เราก็ยังห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่ ตอนนั้นผมก็ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรนะ เวลาเด็กจะไปค่ายเขาก็จะมาขอ ผมก็ต้องไปแมคโครซื้อลูกฟุตบอล ดินสอ สมุดให้ไปค่าย หลังๆ ผมก็ไล่ให้ไปขอคนอื่นๆ บ้าง อาจารย์ในคณะมีสี่สิบกว่าคน มาหาผมคนเดียวได้ยังไง คือเรารู้ว่ามาหาเรามันง่ายไง เราก็เริ่มให้น้อยลง

ทำไมต้องเลี้ยงเด็กด้วย

เด็กจุฬาฯ เนี่ยนะดูเหมือนรวย แต่บางคนจนมากเลยนะ บางคนพ่อเป็นคนฉายหนัง นอนในโรงหนัง ไม่เคยมีบ้าน ฉายหนังเสร็จเที่ยงคืน ก็ปิดโรงหนังนอนกันตรงนั้น แบบนี้เราควรช่วยไหมล่ะ บางคนพ่อเป็นช่างฟิต แม่ขายส้มตำ น้องเป็นออทิสติก บ้านเป็นเพิงสังกะสีอยู่รังสิต เรียนแปดโมงต้องออกจากบ้านตีห้า เราก็ส่งคนไปดู เขาก็ขอทุนจุฬาฯ แต่ไม่พอ ก็เป็นหน้าที่เรา ผมมีคอมพิวเตอร์ให้ผู้ช่วยวิจัยใช้อยู่ในห้อง เด็กคนไหนอยากใช้ก็มาใช้ที่นี่ได้ ให้ผู้ช่วยวิจัยช่วยดูว่าใช้เรื่องเรียนนะ

คุณใช้เงินส่วนตัว

ตอนนั้นผมมีเงินเยอะ เพราะประชุมเยอะ ผมมีกระเป๋าใบนึง ตอนนี้ยังอยู่แต่ไม่มีเงินแล้ว เพราะเขาใช้วิธีโอนหมดแล้ว ผมจะเอาซองที่ได้จากการประชุมใส่กระเป๋า ไม่เคยแกะมาใช้เลย เวลาจะไปต่างประเทศก็หยิบมานับแล้วเอาไปแลก บางทีได้เป็นแสนเลยนะ เราได้เงินพวกนี้มาเราก็ให้เด็ก ไม่ได้ควักเนื้อ ไม่กระทบเงินเดือนผมที่ผมต้องกินต้องใช้เลย

คุณสอนหนังสือสไตล์ไหน

ผมขึ้นชื่อว่าดุมาก ผมค่อนข้างซีเรียสกับการสอน เพราะเมื่อก่อนเราเป็นเด็กเกเรแล้วเสียโอกาสไปเยอะ ผมพยายามเล่าให้เด็กฟัง ถ้าไม่เกเรผมอาจจะดีกว่านี้เยอะ จะเรียนก็ตั้งใจเรียน ไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องมาเรียน ผมไม่เช็กชื่อ เวลาสอนผมก็สอนแบบทั่วๆ ไป แต่เบรกทุกห้านาที พูดอะไรปั๊บก็หยุดถามว่า อันนี้เข้าใจไหม ทีละจุด แล้วก็บอกเด็กว่า ผมถามคุณทุกห้านาทีว่าเข้าใจไหม ถ้าคุณไม่ตอบ แปลว่าคุณเข้าใจทั้งหมด กลับบ้านไปไม่ต้องไปดูหนังสือวิชาผมหรอก ไปดูวิชาอื่นเลย วิชาที่ผมสอนส่วนใหญ่ไม่ใช่วิชาท่อง ผมสอนกฎหมายปกครอง เป็นเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นกฎหมายที่ไม่ยาก ต้องทำความเข้าใจ

คุณไปสอนหนังสือที่ฝรั่งเศสได้ยังไง

เพื่อนที่ฝรั่งเศสชวนไป ไปสอนครั้งแรกที่เอกซอง-โพรวองซ์ (Aix-en-Provence) ค.ศ. 1997 เป็นอาจารย์รับเชิญมีเงินเดือน ตอนนั้นผมมีบัญชีเงินฝากที่นั่นด้วย ไปปีนึงสองหนบ้าง สามหนบ้าง พอไปแล้วได้รู้จักใครเพิ่มก็ไปต่อเรื่อยๆ

ไปสอนเรื่องอะไร

เอากฎหมายไทยไปเล่าให้เขาฟัง เวลาพวกเรียนปริญญาเอกทำวิทยานิพนธ์ เขาเรียนเปรียบเทียบ เราก็เอาเคสของเราไปเล่า ส่วนใหญ่ผมสอนเรื่องการปกครองท้องถิ่นหรือรัฐวิสาหกิจ บังเอิญเรารู้ของฝรั่งเศสด้วย ก็เปรียบเทียบให้เขาได้เลย อย่างกฎหมายท้องถิ่น เราพูดได้เลยว่า ค.ศ. 1789 ตอนฝรั่งเศสปฏิวัติ เขาตั้งเทศบาล พ.ศ. 2475 ที่เราปฏิวัติ เราก็ตั้งเทศบาลเหมือนกัน เนื้อหากฎหมายแทบจะไม่ต่างกัน เพราะเราไปเอาของเขามา ผมก็อธิบายไป เขาเชิญอาจารย์มาจากหลายชาตินะ เป็นหัวข้อเดียวกันวันจันทร์รัฐธรรมนูญไทย อังคารรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น พุธรัฐธรรมนูญอเมริกา อะไรแบบนี้

ถ้าพูดถึงการไปสอนหนัังสือที่ฝรั่งเศส คุณเห็นภาพไหนเป็นภาพแรก

ช่วงถามคำถาม ผมกลัวการถูกถามคำถาม เพราะเราเตรียมตัวไม่ได้ มีอยู่หนนึงเกือบตาย สมัยที่มีเรื่องยาเสพติดฆ่าตัดตอน ตอนนั้นเครียดมาก มือซีดเลย ตอบตะกุกตะกัก เพราะว่าเราตอบมากไม่ได้ มีนักเรียนไทยนั่งอยู่ห้าหกคน โกหกพวกนั้นก็ด่าตายเลย เราจะด่าประเทศไทย ถ้าพวกนี้เป็นข้าราชการก็ไม่รู้จะมาฟ้องเราไหม เลยต้องตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ให้ผ่านไปได้

ช่วงที่ไปสอนที่ฝรั่งเศส คุณใช้ชีวิตต่างจากตอนเป็นนัักเรียนไหม

ไม่เหมือนเดิมแล้ว เรามีมุมมองเรื่องใช้เวลาให้คุ้มค่ามากกว่าตอนเป็นนักเรียน เราต้องนึกถึงวัตถุดิบว่าเราจะเขียนอะไร ผมเคยไปนั่งเขียนหนังสือได้เล่มนึงในห้องสมุดที่นั่น ใช้เวลาสองเดือนกว่า ผมไม่อยากแบกหนังสือกลับก็ทำบัตรห้องสมุด ตอนเช้าก็ไปอยู่ห้องสมุด เขียนหนังสือเป็นภาษาไทยแล้วก็เอากลับมาพิมพ์

คุณเขียนตำราวิชาการ 30 กว่าเล่ม แต่หนังสือเล่มแรกที่ได้ตีพิมพ์กลับไม่ใช่ตำราวิชาการ

ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับวงดนตรี The Beatles พิมพ์กับสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ผมกับวีรชัยเป็นแฟนตัวยงเลย เราเงินน้อยก็ต้องนั่งรถเมล์ไปที่ท่าเรือแล้วข้ามไปอังกฤษ นั่งรถเมล์ต่อถึงลอนดอน นั่งรถไฟไปดูบ้านจอห์น เลนนอน บ้านพอล แมคคาร์ทนีย์ ผมเป็นสมาชิกแฟนคลับของ The Beatles ทั้งในฝรั่งเศสและอังกฤษ เคยไปประมูลของด้วย กลับมาตอนอยู่กฤษฎีกาก็เขียนหนังสือเล่มนึงเป็นเล่มแรกในชีวิตเลย

แล้วคุณก็มีคอลัมน์เรื่องศิลปะใน มติชน ด้วย คุณไปสะสมความรู้เรื่องศิลปะตอนไหน

ผมชอบ ผมอ่านเยอะ ตอนเรียนที่ฝรั่งเศสผมพักที่หอพักพระ ผมจบจากโรงเรียนอัสสัมชัญ พระที่เดินทางไปสอนหรือเผยแผ่ศาสนาในเอเชีย พออายุมากก็จะกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิดตัวเอง เป็นหอพักพระที่เตรียมไว้สำหรับพระเกษียณ ตอนนั้นมีห้องว่าง เพราะพระยังไม่กลับกันมา ผมก็เลยได้รับคัดเลือกให้ไปพัก คุณพ่อที่ดูแลหอพักมีเพื่อนสนิทเป็นนักกฎหมาย เป็นคนที่มีบุญคุณกับผมมาก อยากได้อะไรคุณพ่อก็พาไปหาเขา ไปขอหนังสือ ขออะไรต่ออะไร อีกคนเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนลูฟวร์ อยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เขาพาเราไปวันอังคารที่พิพิธภัณฑ์ปิด ไปดูอะไรต่ออะไรที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสเห็น

คุณพ่อที่หอแกฟังเพลงคลาสสิก วันเสาร์กินข้าวเย็นด้วยกันเขาก็สอนให้ฟัง เล่าประวัติ มีวิธีอธิบายให้เราไปต่อยอดเอง เรื่องศิลปะหรือเพลงคลาสสิกผมได้จากฝรั่งเศสร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้ชายที่พักหอเดียวกับผมอีกคนคือ อาจารย์มณเฑียร บุญมา เป็นศิลปินที่ดังระดับโลก เสียชีวิตแล้ว ทุกวันเราเดินตัดสวนไปด้วยกัน ผมเดินไปมหาวิทยาลัย เขาเดินไปโรงเรียน ผมเลี้ยวขวา เขาเลี้ยวซ้าย พี่มณเฑียรเปิดโลกศิลปะให้ผมเลย แกเล่าเรื่องศิลปินไทยอะไรต่อมิอะไรมากมายไปหมด

คุณเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไร

ผมใช้นามปากกา อายตนะ พูดเรื่องเกี่ยวกับศิลปะ วันเกิดจอห์น เลนนอน ผมก็เขียนประวัติจอห์น เลนนอน เห็นเรื่องอะไรน่าสนใจก็เอามาเขียนเป็นตอนสั้นๆ ตอนนั้นชีวิตลำเค็ญมาก เพราะผมต้องส่งต้นฉบับยาวสี่หน้าเอสี่ทุกสัปดาห์ แล้วก็ต้องเขียนบทบรรณาธิการที่ pub-law ประมาณหกหน้าเอสี่สัปดาห์เว้นสัปดาห์ งานนึงเป็นอาร์ต อีกงานเป็นกฎหมาย ก็สนุกดีนะครับ ผมยังอยากเขียนเรื่องศิลปะอยู่เลย เพราะทุกวันนี้ผมยังเก็บไอ้นู่นไอ้นี่อยู่ เวลาเห็นงานใครน่าสนใจ ผมก็เออ ไม่เลวเว้ย เป็นศิลปินรุ่นใหม่ในต่างประเทศที่เราอยากเขียนถึง

ทำไมคุณถึงลุกขึ้นมาทำเว็บไซต์ pub-law.net

อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช บอกว่าต้องมีเว็บไซต์ที่เหมือนหนังสือดีๆ สักเล่ม แล้วก็ต้องไม่ใช่แค่เว็บรวมข้อมูลกฎหมายนะ หนังสือดีๆ ต้องมีมือฉมังเขียนบทบรรณาธิการโดยเอาความเคลื่อนไหวของสังคมมาเขียน ใช้ความรู้ของตัวเองวิเคราะห์วิจารณ์ ผมก็พยายามทำ อย่างศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมา เราก็แสดงความเห็น เราเปิดช่องให้อาจารย์กฎหมายเขียนมาลงได้ ตอนนั้นคนพูดถึงกันเยอะมาก

ตอน คุณนพดล ปัทมะ ทำเรื่องเขาพระวิหาร พอรู้ผมก็ค้นเลย แล้วก็รีบลงทันทีกลัวหลุดประเด็น ผมเขียนไปสามวัน วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ก็เขียน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็เขียน เหมือนกับสื่อยุคนี้ที่เราต้องชิงออกก่อน ข้อดีของการออกก่อนคือ ยุคนั้นมติชนเอาบทความใน pub-law ไปลงต่อบ่อยมาก

ในแง่การเป็นนักกฎหมายมหาชนผมถือว่าการทำ pub-law คือที่สุดแล้ว เพราะไม่เคยมีใครทำ จนวันนี้ก็ยังไม่มี วันที่ pub-law ออนไลน์เป็นวันแรก ผมทำจดหมายเวียนให้ตู้จดหมายอาจารย์ทุกคน บอกว่าผมทำเว็บ pub-law สำเร็จแล้วนะ แต่มีเฉพาะกฎหมายมหาชน ถ้าอาจารย์ท่านใดสนใจจะทำกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายอาญา ขอให้มาบอก เราจะทำด้วยกัน ผมจะช่วยหาทุนให้ นิติศาสตร์ จุฬาฯ จะได้มีเว็บกฎหมายใหญ่ที่สุด แต่ก็ไม่มีใครทำ ผมก็ทำของผมเรื่อยมา

ตอนเป็นบรรณาธิการเว็บไซต์ คุณเห็นภาพตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

เหนื่อย ด้วยความเป็นนักวิชาการข้อมูลเราต้องเป๊ะ พลาดไม่ได้ เวลาศาลรัฐธรรมนูญแถลงข่าวว่าคนนี้ผิดคนนั้นไม่ผิด หนังสือพิมพ์มาสัมภาษณ์ ผมไม่เคยให้สัมภาษณ์ และไม่เคยเขียนจนกว่าจะได้อ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็ม ซึ่งจะออกในอีกยี่สิบวัน เราเป็นนักกฎหมาย เราต้องอ่านคำพิพากษา แต่พวกเสือปืนไวอ่านห้าบรรทัดก็ออกมาด่าเขาแล้ว พอคำวินิจฉัยจริงๆ ออกมาก็ต้องถอย เพราะมันอาจจะไม่ได้เป็นแบบที่คนด่าตอนต้น ผมจะรอให้ทุกอย่างเป็นทางการ นักกฎหมายที่ดี หนึ่ง คุณต้องอ่าน สอง คุณต้องมีข้อมูลทั้งหมดในมือก่อนจะวิจารณ์ ไม่ใช่นึกจะด่าใครก็ด่า ประสบการณ์ก็ไม่มี บางอย่างถ้าเราไม่เคยทำเราก็ไม่รู้หรอก หลังๆ เราเห็นแบบนี้เยอะ

นักกฎหมายมหาชนยังไงก็ต้องทำงานกับใกล้ชิดนักการเมือง คุณวางตัวยังไง

ผมช่วยงานการเมืองเยอะแยะ แต่ผมเลือกช่วย อย่าง อาจารย์โภคิน พลกุล มาขอให้ผมช่วย ตอนผมทำวิทยานิพนธ์แกช่วยส่งข้อมูลให้ผมเยอะ เป็นพี่ชายเพื่อนด้วย ล่าสุดเพื่อนสนิทผม กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ไปเป็นรัฐมนตรีท่องเที่ยว ผมก็ไปช่วย แต่ผมจะไม่รับเงิน ผมไม่เคยรับเงินเลย

เขาให้คุณไปช่วยอะไร

ช่วยดูกฎหมาย เมื่อก่อนผมมีห้องเล็กๆ อยู่หลังห้องอาจารย์โภคิน ดูแฟ้มกฎหมายอย่างเดียว ทำเสร็จก็กลับบ้าน ไม่ปรากฏตัว เราก็โอเคนะ สนุกด้วย ได้หลายสิ่งมาใช้ในการทำงาน เวลาคนมาหาอาจารย์โภคิน ผมก็ได้เจอบ้าง บางทีปลัดกระทรวงมาอาจารย์โภคินก็บอกว่า เอกสารนี้อยู่กับอาจารย์นันทวัฒน์ลองไปดู ผมก็ได้รู้จักกับคนเหล่านี้ หลายคนเกษียณไปแล้ว เป็นผู้ว่าฯ ไปตั้งไม่รู้กี่คน เราก็ได้เคสมาใช้สอนหนังสือ เป็นเรื่องที่หาไม่ได้อีกแล้ว หาไม่ได้เลย เพราะเคสที่เข้ามาหารือรัฐมนตรี บางครั้งก็หารือด้วยวาจา แกก็ชวนให้เข้าไปฟังด้วย เราก็ได้รับรู้ความเป็นไปเป็นมา สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือดูวาระประชุม ครม. เมื่อก่อนเป็นหน้าที่ผม ตอนคุณกอบกาญจน์เป็นรัฐมนตรี ผมก็ช่วยดูวาระ ครม. เราทราบว่าจะมีกฎหมาย กฎระเบียบอะไรเข้า เรามีโอกาสได้ดูเนื้อหาเบื้องต้นแล้วเขียนความเห็น คำแนะนำว่าควรสนับสนุนหรือไม่ควร เขาจะทำหรือไม่ทำก็เรื่องของเขา สิ่งพวกนี้เอามาใช้ในการทำงาน เขียนบทความ และสอนหนังสือได้หมดเลย

แล้วคุณวางตัวยังไงไม่ให้กลายเป็นเนติบริกร

ผมไม่เกี่ยวเลย ผมไม่เป็นเนติบริกรเด็ดขาด ผมเขียนความเห็นอย่างตรงไปตรงมา สมัยทำกับอาจารย์โภคิน ผมถ่ายเอกสารเก็บไว้หมดเลย ผมเคยถูกผู้ใหญ่ท่านหนึ่งอบรมว่า การเป็นที่ปรึกษาคือ คุณให้คำปรึกษาเขา เขาจะทำตามหรือไม่ทำตามเป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับคุณ อย่าไปโกรธ เราให้ความเห็นไปแล้วก็ผ่านไป ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เมื่อก่อนมีใบเซ็นรับเงินเดือน ผมก็ขีดว่าไม่เอา ตอนหลังต้องบอกว่าไม่รับ เพราะการรับเงินทำให้เราต้องเข้าไปพัวพัน

คุณเคยมีส่วนร่วมกับการร่างรััฐธรรมนูญฉบับไหนบ้าง

ผมไม่เคยมีส่วนร่วมเลย เพราะผมไม่วิ่งเต้นเข้าไป

นักกฎหมายหลายคนมองว่า การได้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญเป็นหมุดหมายที่สำคัญของชีวิต คุณไม่คิดแบบนั้นหรือ

ทุกคนอยากเป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเวลารัฐธรรมนูญมันห่วยไม่มีใครยอมรับเลย อย่าง พ.ศ. 2560 ตอนออกมาใหม่ๆ พูดกันว่าคนนู้นคนนี้เป็นเจ้าของ เป็นมิสเตอร์รัฐธรรมนูญ วันนี้ไม่เห็นออกมาพูดอะไรเลย ออกมาเถียงก็ถูกเด็กด่าตลอด ผมเคยอยากเขียนมากๆ แค่ครั้งเดียว ตอนที่ทำงานกับเจ้านายเก่าของผม อาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ ท่านเป็นเหมือนนักปราชญ์ วิธีคิดของท่านเป็นระบบมาก ท่านเคยพูดว่า ผู้รับเหมาเขียนสเปกไม่ได้ หมายความว่า เวลาคุณจะก่อสร้าง ถ้าให้ผู้รับเหมาเขียนว่าจะใช้อะไร เขาจะเขียนสิ่งที่ง่ายต่อตัวเขาเอง อาจารย์อมรท่านเลยไม่ศรัทธา ผมก็ซับซึมทุกอย่างจากท่านมาเยอะมาก เข้าไปเขียนก็ทำอะไรไม่ได้หรอก เพราะเขามีธงอยู่แล้วทุกครั้ง ก็ไม่เคยเข้าไปเลย

ตอนรัฐประหารหนนี้ ผมเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยก็ส่งไปเป็น สปช. (สภาปฏิรูปแห่งชาติ) กับคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ผมก็ไม่เป็นเหมือนกัน เพราะมันเป็นไปไม่ได้สำหรับเรา ทั้งเรื่องเวลา และเห็นเพื่อนร่วมทีม บางทีคุณก็เดาออกว่าอะไรเป็นอะไร บางทีเข้าไปก็เปลืองตัว เหมือนอย่าง สว. ชุดนี้ ผมไม่ค่อยนึกถึงเรื่องพวกนี้ว่าทำไมต้องเข้าไป

โดยส่วนตัวผมก็มีงานทำทุกวัน มีประชุมโน่นนี่อยู่แล้ว ทำไมเราต้องอยากมีชีวิตแบบนั้นด้วย บางคนอายุหกสิบแล้วไม่ยอมจบ จุฬาฯ ให้ผมอยู่ถึงหกสิบห้า ผมยังขออยู่แค่หกสิบ บางคนเกษียณจากตำแหน่งใหญ่ๆ ในกระทรวงตอนหกสิบ ก็จะไปอยู่อีกทีเพื่อต่อให้ถึงหกสิบห้า จะได้มีรถประจำตำแหน่ง มีห้องทำงาน มีเลขา คนชอบแบบนี้กัน ในขณะที่เพื่อนผมที่ฝรั่งเศส พอเกษียณปั๊บ เมียอายุน้อยกว่าสิบปีก็ลาออกด้วย แล้วสองคนก็ไปเที่ยวกัน ไปบ้านเพื่อนคนนั้นคนนี้ ไปต่างประเทศ ผมต้องการชีวิตแบบนั้น โชคร้ายที่มีโควิด ไม่งั้นผมคงอยู่ฝรั่งเศสยาว มีอะไรทำเยอะแยะ มีบ้านเพื่อนให้อยู่

สมมติว่าคุณได้รับเชิญไปร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับหน้า…

ผมก็ไม่เข้า ยังไงก็ไม่ไป

สมมตินะครับ ถ้าเขียนอะไรลงไปในรัฐธรรมนูญได้อย่างหนึ่ง คุณอยากเขียนอะไร

รัฐสวัสดิการ ผมสู้มาเป็นสิบๆ ปี เคยเขียน เคยพูดบนเวทีมาเป็นร้อยรอบ ถูกด่าตลอด ถูกด่าว่าเป็นคอมมิวนิสต์ด้วย ทางรอดของประเทศไทยคือรัฐสวัสดิการ ไม่มีทางอื่น ทุกวันนี้มีลูกศิษย์ผมที่เป็นนักการเมืองชวนผมไปเป็นรัฐมนตรีช่วย ผมบอกว่า ถ้าให้ผมเป็นผมจะทำรัฐสวัสดิการนะ เขาบอกว่า ไม่ได้หรอกครับอาจารย์ เดี๋ยวหัวหน้าพรรคไม่ยอมอย่างโน้นอย่างนี้ งั้นก็ไม่ต้องมาคุยกัน 

ตอนนี้มีความเหลื่อมล้ำเยอะมาก ต้องเป็นรัฐสวัสดิการเท่านั้นเอง ผมเคยทำวิจัยไว้กับสถาบันพระปกเกล้าเรื่องนี้ด้วย คือปรับโครงสร้างของประเทศให้เป็นรัฐสวัสดิการ เรื่องวัคซีนที่ที่รัฐจะให้เรา กลับต้องเสียเงินจองเอง พวกคนใหญ่คนโตก็ฉีดเข็มสี่เข็มห้า บางคนยังไม่ได้ฉีดเลย ไม่ได้หรอก มันต้องสวัสดิการแบบถ้วนหน้า

อะไรทำให้คุณอยากจัดนิทรรศการภาพถ่าย

ผมถ่ายรูปไว้เยอะ โดยเฉพาะรูปดำขาว พอตอนช่วงโควิดปีที่แล้ว ทุกอย่างหยุดหมด ประชุมออนไลน์ก็ยังไม่มี ผมอยู่บ้านเฉยๆ ก็เอารูปมารื้อดู แล้วก็คิดว่าน่าทำอะไรสักอย่าง ผมก็เลือกภาพที่ถูกใจเอาไปอัดเป็นกระดาษมาใส่กล่องไว้ เรียงไปเรียงมา ก็อยากจัดนิทรรศการ เพื่อนๆ ก็เชียร์ แต่ติดโควิดอยู่ ผมก็เลยเอามาพิมพ์เป็นหนังสือแจก เพื่อนเห็นเลยชวนทำนิทรรศการ การจัดครั้งนี้เป็นความสุขของผมเอง ผมอยากอวดรูปถ่าย ทั้งที่ผมไม่ได้เป็นช่างภาพ ไม่รู้จักทฤษฎีอะไรเลย

ทำไมถึงชอบภาพดำขาว

ผมอยู่ในบ้านที่มีแต่รูปดำขาว คุณพ่อผมเสียตอน พ.ศ. 2506 เข้าใจว่าตอนนั้นยังไม่มีรูปสี รูปคุณพ่อเลยมีแต่รูปดำขาว เห็นแล้วนึกถึงคุณตา นึกถึงใครต่อใคร รูปที่ผมเห็นตั้งแต่เด็กเต็มฝาบ้าน รูปดำขาวมันเป็นอมตะนะ ดูได้เรื่อยๆ ภาพสีอาจจะสวยแบบหนึ่ง แต่ดำขาวสวยกว่า

ทำไมคุณถึงเรียกภาพดำขาว ไม่เรียกว่าขาวดำ

บ้านผมเรียกดำขาวหมดนะ ภาษาอังกฤษก็ Black and White ผมยังสงสัยว่าทำไมคนอื่นเรียกขาวดำ มันมาจากไหน คุณไปต่างประเทศเรียก White and Black เขาขำตายเลย เวลาเราถ่ายภาพดำขาว พื้นที่ส่วนใหญ่ของภาพเป็นสีดำ ขาวจะลอยขึ้นมาไม่มากใช่ไหมล่ะ

ถ้าให้สรุปชีวิตตัวเองเป็นรูปถ่ายสักรูป รูปไหนน่าจะตรงที่สุด

ภาพปกหลังหนังสือ เรามองเห็นสิ่งสวยงามแต่ไปไม่ถึง

หมายถึงภาพพีระมิดหน้าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ที่ถ่ายผ่านประตูหน้าที่ปิดอยู่

ใช่ เราไปไม่ถึงสิ่งที่เราอยากไป ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ไม่มีใครไปถึงหรอก มีเงินสิบล้านก็อยากมียี่สิบล้าน วันนี้มีอะไรก็อยากมีมากกว่านั้น เราไม่มีวันไปถึงตรงนั้นได้หรอก ทุกคนมองไปข้างหน้าแต่ถูกกักอยู่ มันคือจินตนาการของทุกคน พีระมิดนี้อาจจะเป็นอะไรก็ได้

พีระมิดของคุณคืออะไร

หนึ่ง ผมอยากสุขภาพดีแข็งแรง สอง มีตังค์เยอะๆ และสาม ผมอยากไปเตลิดเปิดเปิงที่ไหนก็ได้ พอมีโควิดเราก็ไปไหนไม่ได้ คุณแม่ก็ยังป่วยอยู่ สามปีก่อนผมไปปารีสเดินวันนึงเจ็ดแปดชั่วโมง เดินถ่ายรูปดูวิวไปเรื่อยๆ แต่ช่วงนี้แค่เดินจากจุฬาฯ ไปดูเจมส์ บอนด์ ที่เซ็นทรัลเวิล์ด กลับมายังหลับเป็นตายเลย ไม่รู้ว่าไปฝรั่งเศสรอบหน้าจะเดินได้เยอะแค่ไหน อายุก็มากขึ้น ต้องใส่หน้ากากอีก ทุกอย่างเป็นลูกกรงหมด

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

จูดี้-จุรีพร ไทยดำรงค์ เป็นครีเอทีฟโฆษณาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

5 ปีก่อน ผมได้ข่าวว่าเธอไปซื้อที่ดิน 300 ไร่ ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพลิกฟื้นให้กลับคืนเป็นป่า

ปลายปีที่แล้ว ผมได้ข่าวเพิ่มเติมว่า เธอตัดสินใจย้ายแมวพเนจรที่เธอดูแลอยู่ 64 ตัว ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ (แบบมีรั้วรอบขอบชิด) ในพื้นที่ของเธอที่เรียกว่า ‘Mae Wang Sanctuary’ แถมยังเปิดบ้านต้นไม้กลางสวนแมวเป็นที่พักแบบ Airbnb ชื่อ ‘Suan Meow Mae Wang

ครั้งนั้นผมเดินทางไปเยี่ยมเธอเพื่อเขียนเรื่องสวนแมวลงในคอลัมน์ Have a Nice Stay และสัมภาษณ์ถึงจุดเปลี่ยนครั้งต่าง ๆ ในชีวิตการทำโฆษณา ลงในพอดแคสต์รายการ Coming of Age

แล้วผมก็ตั้งใจชวนเธอคุยเรื่องชีวิตปัจจุบัน กับการตัดสินใจมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติที่แม่วาง เราคุยกันไม่จบ เลยขอนัดสัมภาษณ์อีกรอบที่บ้านของเธอย่านอโศก ในวันที่เธอมีนัดเลี้ยงรวมรุ่นอดีตพนักงานของ JEH United

ผมอยากทำความรู้จักเธอผ่านบ้าน 3 หลัง ในชีวิต 3 ช่วง ซึ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ประตูบ้านเปิดแล้ว ขอเชิญเดินเข้ามาด้านใน

บ้านหลังที่หนึ่ง

บ้านยุค 60 บนพื้นที่ไร่ครึ่ง มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า และต้นไม้ใหญ่ในย่านอโศก

สถานะล่าสุดของบ้านหลังนี้คือ บาร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปสังสรรค์บ้านเพื่อนที่ชื่อ ‘House 20 Cat and Home Studio Bar’ เปิดเดือนละครั้ง โดยมีลูกเล่นเป็นการออกแบบเครื่องดื่มล้อกับผลงานโฆษณาชิ้นดังของเจ้าบ้าน นอกเหนือจากค่ำคืนพิเศษ ที่นี่คือโฮมสตูดิโอที่เปิดให้คนมาเช่าถ่ายงาน อย่างมิวสิกวิดีโอเพลง รักรักรักรักรักรักรัก ของ D Gerrard

อีกฝั่งของสนามหญ้า เป็นห้องเล็ก ๆ 2 – 3 ห้องใช้ดูแลแมวจรจัดที่ป่วย ส่วนบ้านหลังเล็กริมสระน้ำ คือบ้านของจูดี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ กลับมาพักที่นี่ประมาณเดือนละสัปดาห์

ย้อนกลับไปปี 2010 ที่นี่เคยเป็นออฟฟิศสุดท้ายของเอเจนซี่ JEH United ที่เธอเป็นเจ้าของ ก่อนจะรวมตัวกับ Nude Communication ของ ต่อ สันติศิริ เป็น nudeJEH ในปีเดียวกัน แล้วย้ายไปใช้สำนักงานย่านพระรามสี่ พอปี 2015 ก็มีการรวมตัวทางธุรกิจอีกรอบเป็น GREYnJ UNITED

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Chief Creative Officer และ Chairwoman ของ GREYnJ UNITED เล่าว่าเธอเจอบ้านหลังนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2001 ครั้งนั้นเป็นออฟฟิศของ Finito โปรดักชันเฮาส์งานตัดต่อหนัง ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวออสเตรเลีย เธอหลงรักตัวบ้านที่ดูอบอุ่น ต้นไม้ใหญ่ และพื้นที่ที่มีทั้งสนามหญ้าและสระว่ายน้ำ จนเวลาผ่านไป 10 ปี บ้านหลังนี้ก็ว่างลง เพราะ Uppercut โปรดักชันเฮ้าส์หนังของ อู๊ด-ชูพงษ์ รัตนบัณฑูร ผู้เช่ารายล่าสุดขอย้ายออก เนื่องจากทนความวุ่นวายจากการก่อสร้างคอนโดสูงลิ่วที่อยู่ติดกันไม่ไหว เธอจึงขอเช่าต่อซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คอนโดสร้างเสร็จพอดี

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ตรงนี้เคยเป็นห้องนิวมีเดีย” เจ้าบ้านชี้ให้ดูมุมหนึ่งบริเวณชั้นล่างของบ้าน มันคือแผนกใหม่ที่เธอลองตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานสนุก ๆ ตั้งแต่ยังไม่มีคำว่า Brand Experience ยุคนั้นเลยเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นที่บ้านหลังนี้มากมาย เช่น การเอาน้ำออกจากสระแล้วใช้เป็นพื้นที่จัดการแสดง รวมไปถึงการทำ Digital Mapping ใส่ตัวบ้าน ซึ่งเป็นลูกเล่นที่ใหม่มากในยุคนั้น

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ตอนที่บ้านหลังนี้เป็นออฟฟิศ จูดี้ไม่ได้พักที่นี่ เมื่อออฟฟิศย้ายออกไปจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้เช่าที่นี่ต่อ

“พี่เป็นคนประหลาด ทำอะไรไม่ค่อยถามใคร ไม่งั้นคงไม่ได้ทำ ชอบคิดเอง ทำเอง เราคิดว่าพื้นที่มันดี กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า อยู่กลางเมือง แต่ไม่ได้ยินเสียงจากถนน ที่แบบนี้หายากนะ ก็เลยเช่าต่อไปก่อน ยังไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน แต่มันเป็นรักแรกพบของเราเมื่อ 21 ปีที่แล้ว” ความประหลาดที่เธอว่าก็คือ เธอเช่าบ้านทิ้งไว้เฉย ๆ 1 ปี โดยมียาม 1 คน กับหมาที่เธอเก็บมาเลี้ยง 1 ตัวเฝ้าบ้านให้

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

จากนั้นเธอก็ย้ายเข้ามาอยู่ พร้อมกับเริ่มเก็บแมวพเนจรแถวนี้มาทำหมันแล้วเอามาเลี้ยงในบ้าน นับรวม ๆ ได้ 80 กว่าตัว จนทุกห้องในบ้านกลายเป็นที่อยู่ของแมว ซึ่งเป็นความสุขก้อนใหญ่ของชีวิตของเธอในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ทำงานที่บ้าน

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โลกดิจิทัลทำให้วงการโฆษณาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“งานโฆษณาเริ่มเป็นดิจิทัล เป็นออนไลน์ มันคิดคนละแบบกับโฆษณายุคก่อน แต่ไอเดียที่ดีก็ยังเป็นไอเดียที่ดีนะ เพียงแต่อายุงานมันสั้นลงเรื่อย ๆ เมื่อก่อนหนังโฆษณาเรื่องนึงออนแอร์ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน บางเรื่องฉายอยู่ 5 ปี เดี๋ยวนี้เราคิดหัวแทบแตกออนแอร์ไม่ถึงวันคนลืมหมดแล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับโปรดักชันน้อยลง เมื่ออายุสั้นก็ไม่ต้องลงทุนมาก เน้นถ่ายง่าย ๆ แต่ไปเพิ่มจำนวนชิ้นงานแทน งานก็เลยเยอะขึ้นหลายเท่าตัว งานโฆษณาก็เลยเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก” คนโฆษณารุ่นใหญ่สรุปภาพรวมของวงการ

เมื่อโฆษณาปรับตัว เธอก็ต้องปรับตัว

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“เราก็อายุมากขึ้น เราอยู่คาบเกี่ยวระหว่างยุคแอนาล็อกกับดิจิทัลก็จริง แต่เราก็ไม่ได้ทำดิจิทัลเก่งเท่าน้อง ๆ เราเลยลดบทบาทของตัวเองลง ไม่ลงรายละเอียดแล้ว ให้คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทำไป ส่วนเราก็ไปเน้นเรื่องการมองภาพแบรนด์ในระยะยาว ไอเดียในระยะยาว วิเคราะห์สถานการณ์ ตีโจทย์ ไปเน้นงานวางกลยุทธ์มากขึ้น”

เจ๊จูดี้ของน้อง ๆ ยังคงตรวจงานครีเอทีฟกับทีม แต่เธอเลือกให้น้อง ๆ มานั่งคุยงานกันที่ม้าหินหน้าบ้าน แทนที่เธอจะเข้าออฟฟิศ “ไปออฟฟิศไม่ค่อยได้งาน ประชุมตลอด ถ้าอยากได้งานต้องมาอยู่ที่เงียบ ๆ จะคิดงานได้เร็ว พี่คุยงานกับน้อง ๆ ที่โต๊ะนี้แทบทุกวันมา 4 – 5 ปี งานเคพลัสก็คุยกันที่โต๊ะนี้” เธอหมายถึงหนังโฆษณาเรื่อง Friendshit ที่กวาดรางวัลกรังปรีซ์จากเวทีประกวดโฆษณามาทั่วโลก

บ้านหลังที่สอง

บ้านไม้เรียบง่าย 2 ชั้น ริมบ่อปลา

“พี่อยากหาบ้านที่จะไปอยู่ตอนเกษียณ” จูดี้เปิดบทสนทนาที่โต๊ะรับแขกบนชานบ้านไม้หลังน้อยกลางสวนส้มที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ “พี่เริ่มคิดตั้งแต่ตอนอายุ 50 ร่างกายเริ่มไม่ไหว ช่วง 52 นี่เห็นชัดเจน นอนไม่หลับ ถ้าทำงานหามรุ่งหามค่ำอดนอนก็จะพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว เลยเริ่มคิดว่า ถ้าไม่ทำโฆษณาจะทำอะไรดี”

ทีแรกเธออยากไปซื้อบ้านอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่ต่างประเทศ พอลองหาข้อมูลทั้งฮาวาย ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ ก็พบว่า ราคาถูกกว่าอยู่กลางเมืองเชียงใหม่เสียอีก แต่การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศในวัย 50 กว่า ๆ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจัดการแมว 80 กว่าตัวยังไง ก็เลยเลือกซื้อที่ในเมืองไทยเพื่อปลูกต้นไม้ ลองทำการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยทำหนังโฆษณาเรื่องนี้ เลยได้ศึกษาอย่างจริงจังจนติดอกติดใจ แต่ไม่มีโอกาสได้ลองทำสักที

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ส่วนใหญ่เราจะเห็นคุณค่าของธรรมชาติตอนอายุมากขึ้น พอได้อยู่ใกล้ต้นไม้ ในที่อากาศดี ๆ เราจะรู้สึกสบายตัว สบายใจ พออายุมากขึ้น ผ่านอุปสรรคปัญหามาเยอะ ๆ แล้วได้กลับไปอยู่กับธรรมชาติ มันเหมือนได้รางวัล” เพื่อนร่วมวงการของเธอหลายคนก็คิดและทำไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็น ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย, ไก่-ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล, ตุ้ย-เสกสรรค์ อุ่นจิตติ หรือ จอนนอนไร่ ครีเอทีฟต่างชาติก็ไม่ต่างกัน เพื่อนของเธอที่ Wieden+Kennedy ก็ไปซื้อที่ในสหรัฐฯ ทำฟาร์ม เลี้ยงม้า เลี้ยงสัตว์ มาเซโล เซอร์ปา (Marcello Serpa) เทพโฆษณาจากบราซิลก็ไปอยู่ฮาวาย หรือเซอร์ จอห์น เฮกาตี้ (Sir John Hegarty) ครีเอทีฟระดับตำนานของอังกฤษก็ไปทำไร่องุ่น ทำไวน์ไว้กินเอง

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สุดท้ายจูดี้ก็ตกลงปลงใจซื้อที่ดินสวนส้มที่อำเภอแม่วางพื้นที่ 57 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่มั่น แต่เธอดันไปเห็นพื้นที่ผืนข้าง ๆ ที่เป็นป่าเบญจพรรณเสื่อมโทรมแห้งแล้ง เพราะมีการเบี่ยงน้ำเพื่อทำการเกษตร เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเห็นภาพสัตว์ป่าวิ่งกรูกันหนีตายจากไฟป่าโผล่ขึ้นมาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า ทำงานก็เห็น จะนอนก็เห็น ต่อ ธนญชัย บอกว่า มันคงเป็นสัญญาณให้เธอซื้อที่ตรงนี้เพื่อพลิกฟื้นให้มันกลับมาเป็นป่า

“มาทางนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย” ต่อแนะนำ ตอกย้ำด้วยความเห็นชอบจาก อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้ถนัดในการฟื้นป่า จูดี้ก็เลยเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินปึกใหญ่ที่นับพื้นที่รวมกันได้ประมาณ 300 ไร่

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ให้ธรรมชาติเยียวยาอย่างเงียบ ๆ

ตอนนี้จูดี้พักอยู่ในบ้านไม้ 2 ชั้นหลังเล็ก มีทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ซึ่งเดิมเป็นของผู้ดูแลสวนส้ม เธอรีโนเวตมันเล็กน้อย จนเป็นบ้านที่ดูอบอุ่นน่าอยู่

การใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ช่วงแรกไฟฟ้ายังมาไม่ถึง ต้องใช้น้ำบาดาล สัญญาณอินเทอร์เน็ตกระท่อนกระแท่น และไม่มีน้ำอุ่น ต้องใช้วิธีอาบน้ำตอนเที่ยง จูดี้เริ่มต้นจากการติดโซลาร์เซลล์แบบจริงจัง ตามด้วยโซลาร์เทอร์มอลสำหรับทำน้ำร้อนไว้อาบ และล่าสุดติดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจนทำงานออนไลน์ได้ไม่ต่างจากอยู่อโศก

“ตอนแรกก็อึดอัดเหมือนกัน เราเคยอยู่แบบสะดวกสบาย เดินจากบ้านไม่ถึงร้อยเมตรมีเซเว่น 3 สาขา แต่ที่นี่ขับรถไป 15 กิโลยังไม่เจอเซเว่นเลย” จูดี้หัวเราะ “ไปไหนมาไหนก็ต้องขับรถกระบะ ไม่สะดวกเลย แต่พออยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน ในรัศมีหลาย ๆ กิโลรอบบ้าน ไม่มีบ้านใครเลย มีแต่ต้นไม้กับสัตว์ ตอนแรกหลอนมาก อยู่คนเดียวไม่ได้ ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็กลัวไปหมด แต่พออยู่ไปนาน ๆ เหมือนได้อยู่กับตัวเองกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เริ่มสบายใจ ธรรมชาติเยียวยาเรา ความเงียบก็เยียวยา เสียงจิ้งหรีด เสียงกบเสียงเขียด เสียงนกฮูกก็เยียวยา”

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สวนส้มแสนรัก

จูดี้ชวนเดินลงจากบ้าน ผ่านหลังบ้านแมว ไปดูสวนส้ม ตอนเธอมาดูที่รอบแรก ส้มเกือบ 3,000 ต้นอยู่ในสภาพใกล้ตาย แห้งเหี่ยวเพราะที่นี่แล้งอย่างรุนแรง เธอแก้ปัญหาด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บน้ำ และเลิกใช้สารเคมีทั้งหมด เปลี่ยนไปปลูกส้มแบบอินทรีย์ ผลลัพธ์คือผลส้มเหลือขนาดเล็กจิ๋วเท่าลูกมะนาว แต่ 5 ปีผ่านไป ส้มก็ปรับสภาพได้และกลับมามีขนาดเท่าผ่ามือเหมือนเดิม

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“ช่วงหน้าหนาวฝนตกเดือนละครั้งส้มก็ได้น้ำเท่านั้น เมื่อก่อนกลัวส้มตายต้องไปหาน้ำมารด แต่สุดท้ายก็พบว่าเขาอยู่ได้ ธรรมชาติจัดการตัวเองได้ ถ้าได้น้ำเขาจะเอาไปเลี้ยงใบ ถ้าฝนไม่ตกเขาจะเอาอาหารไปเลี้ยงลูก เดี๋ยวเดือนธันวาฯ มกราฯ กุมภาฯ ก็ได้กิน แต่เขาออกลูกไม่พร้อมกัน มันเป็นวิถีธรรมชาติ ถ้าจะให้ออกพร้อมกันมีขนาดเท่านั้นแบบอุตสาหกรรมต้องใช้เคมีจัดการ ซึ่งเราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น” ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกเล่าเรื่องส้มต่ออีกมากมายแบบคนทำจริงรู้จริง

“ลำไยนี่ก็ออร์แกนิกเหมือนกัน” จูดี้เด็ดลำไยสด ๆ จากต้นให้ชิม เธอบอกว่าเจ้าของเดิมปลูกผลไม้ติดสวนไว้หลายอย่าง ยังมีมะม่วง อะโวคาโด ขนุน เกาลัด มะนาวตาฮิติ ฯลฯ เจ้าของใหม่เลยได้อานิสงส์ไปด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

จูดี้เริ่มปลูกต้นไม้ป่าต้นแรกวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2017 ถึงตอนนี้เธอปลูกไปแล้ว 20,000 กว่าต้น 5 ปีผ่านไป จากที่ช่วงหน้าแล้งต้นไม้เคยใบเหลืองกรอบ ตอนนี้จะฤดูไหนใบไม้ก็ยังเขียว เธอบอกว่า ถ้าอยู่ที่นี่ งานหลักของเธอคือไปช่วยคนงานปลูกต้นไม้

“มันเป็นการทำสมาธิแบบนึง ก่อนจะหย่อนต้นกล้าลงหลุม เราจะพูดกับต้นไม้ พูดกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ขอให้เขาเจริญเติบโตแข็งแรงปลอดภัย แล้วหันหลังใบไปทางทิศใต้ แล้วค่อยเอาลงหลุม เพราะเมืองไทยแดดมาทางทิศใต้ ต้นไม้ส่วนใหญ่เลยหันหลังใบไปทางนั้น รากของเขาก็จะไปทางทิศใต้ ทำแบบนี้ต้นไม้จะโตเร็วขึ้น” จูดี้บอกเคล็ดลับที่อาจารย์จุลพรสอน

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ความสุขจากการปลูกต้นไม้ของเธอคือ การได้เห็นชีวิตเติบโตแผ่กิ่งก้านสวยงาม เปลี่ยนพื้นที่ร้อนตับแลบให้ร่มเย็น พอได้ยืนใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่ตัวเองปลูกก็รู้สึกภูมิใจ

การใช้ชีวิตแบบนี้ในวัยปลาย 50 สร้างความสงสัยให้เพื่อนพ้องหลายคน ทำไมเธอถึงไม่เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อบ้านหรูริมทะเลที่ภูเก็ต หรือใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่ากลางเมือง

“พี่นึกภาพตัวเองแบบนั้นไม่ออกเลย วัน ๆ จะทำอะไรวะ นั่งเล่นโทรศัพท์เหรอ เป็นง่อยกันพอดี” จูดี้หัวเราะแล้วเล่าเหตุผลที่เธอเลือกเดินทางนี้

“การมาใช้ชีวิตแบบนี้ อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่ามั้ง เราได้เกิดมาเป็นคน ได้ทำประโยชน์ให้ชีวิตอื่น กับโลกใบนี้ เราเป็นลูกคนเล็ก เป็นลูกสาวคนเดียว เป็นคนอ่อนแอ เปราะบาง แต่ไปช่วยหมาแมวที่ลำบากกว่าเรา ทำให้รู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากจะไม่ทำ พอทำแล้วรู้สึกว่าเราเข้มแข็ง ก็เลยปลูกต้นไม้มาเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่ปวดขา ปวดหลัง ก็จะยังทำไปเรื่อย ๆ นะ”

บ้านหลังที่ 3

บ้านที่ออกแบบเป็นรังนก มองออกไปเห็นต้นไม้สุดสายตา

“ตอนนี้พี่ใช้เวลาอยู่ที่เชียงใหม่ประมาณ 3 ใน 4 แต่พี่ยังทำงานโฆษณาอยู่นะ” ประธานกรรมการเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกหัวเราะ “งานของพี่คือการสร้างทีมให้แข็งแกร่ง ทำให้ GREYnJ มีจุดยืนที่มั่นคงในเน็ตเวิร์ก WPP ทำให้บริษัทแข่งขันในตลาดไทยและเอเชียได้ หน้าที่พี่คือเซตทีม เซตทุกอย่างของบริษัทให้แข็งแรง ซึ่งอยู่ตรงนี้ก็เงียบดี คิดอะไรได้ปลอดโปร่ง”

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ด้วยความที่ต้องคิดงานสร้างสรรค์มาตลอด 30 ปี จูดี้จึงติดนิสัยที่ต้องเริ่มต้นคิดทุกอย่างจากคอนเซปต์ จะได้เห็นว่าภาพรวมคืออะไร การสร้างพื้นที่ผืนนี้ก็เช่นกัน เธอเรียกมันว่า ‘Mae Wang Project’ เป็นการสร้างพื้นที่ให้ ธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และคน อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

งานของเธอจึงมีทั้งปลูกป่า ปลูกพืชผักผลไม้ จนมีสัตว์ป่าหลายชนิดมาอยู่ในพื้นที่ เช่น หมาจิ้งจอก นกยูง ไก่ป่า กระต่ายป่า จากสัตว์ป่าก็มาสู่สัตว์เลี้ยง เมื่อกล้าไม้เติบใหญ่ ก็ได้เวลาของการนำสัตว์เข้ามาในพื้นที่เพื่อช่วยกินหญ้า เพราะการจ้างคนตัดหญ้าในพื้นที่ 300 ไร่มีต้นทุนที่สูงมาก แม่ชีจากสวนปันอิสรภาพที่ราชบุรีทำเรื่องไถ่ชีวิตโคกระบือและม้ามานานจนพื้นที่เต็ม และขาดแคลนหญ้าที่ปลอดภัยเพราะพื้นที่แถวนั้นส่วนใหญ่ใช้ยาฆ่าหญ้า เลยขอส่งควายและม้ามาเลี้ยงในพื้นที่นี้

นอกจากจะได้แรงงานช่วยกำจัดหญ้าแล้ว ก็ยังได้อึเอามาใช้เป็นปุ๋ยให้ส้มของเธอด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ศาลาใบไม้ สวนแมว บ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาถึงเนินสักซึ่งเต็มไปด้วยต้นสักขนาดใหญ่ กลางเนินเป็นที่ตั้งของศาลาใบไม้ซึ่งเป็นอาคารไม้ไผ่โมเดิร์นที่สร้างเสร็จเป็นหลังแรก ออกแบบเลียนแบบรูปทรงของใบสัก โดยสถาปนิกผู้หลงรักงานไม้ไผ่ซึ่งอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นมุมมองที่มีต่องานไม้ไผ่ซึ่งแตกต่างจากนักออกแบบชาวไทย

อาคารหลังนี้มีเพดานสูง มุมหนึ่งของอาคารยกพื้นเป็น 2 ชั้นให้ขึ้นไปชมวิวได้ เป็นศาลาอเนกประสงค์ที่จูดี้เอาไว้ใช้เล่นโยคะ นั่งสมาธิ และอ่านหนังสือ

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

เจ้าของบ้านอธิบายต่อว่า ภายใต้ร่มใหญ่ Mae Wang Project มีหน่วยย่อยที่เรียกว่า Mae Wang Sanctuary เป็นงานที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ ประกอบไปด้วย ศาลาใบไม้ สวนแมว และบ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาอีกนิดก็ถึงพื้นที่ของบ้านนกที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอยู่ติดกับสวนแมว

บ้านนกคือบ้านของเธอ เป็นบ้านไม้ที่มีหลังคาเป็นรูปนก ข้างในเหมือนรังนก คนที่อยู่ข้างในก็เหมือนแม่นก ลูกนก เธออยากสร้างให้เล็ก ๆ ดูแลง่าย แบบนกน้อยทำรังแต่พอตัว แต่สร้างออกมาก็ใหญ่กว่าที่คิดเล็กน้อย ในบ้านหลังนี้มีห้องนอนของเธอ 1 ห้อง ห้องนอนแขก 2 ห้อง ห้องทำงาน 1 ห้อง มีห้องนั่งเล่น และห้องครัว โดยมีระเบียงที่มองออกไปเห็นวิวภูเขาสีเขียวแบบสุดสายตา

บ้านหลังนี้น่าจะสร้างเสร็จช่วงสงกรานต์ปีนี้ หลังจากนั้นเธอก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่ เริ่มต้นใช้ชีวิตตามภาพฝันที่วางไว้ เธอบอกว่าถึงตอนนั้นก็ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย ยังมีต้นไม้ที่อยากปลูกอีกเยอะ ทั้งกาแฟ โกโก้ รวมถึงสมุนไพรและผักที่ใช้ทำอาหาร เธออวดว่าอาหารกลางวันที่เธอเตรียมไว้เลี้ยงพวกเรา น้ำพริกอ่อง ใช้มะเขือเทศที่ปลูกเอง ยำส้มโอ ใช้ส้มโอที่ปลูกเอง ผักกูด หัวปลี ผักสลัด ก็ปลูกเองทั้งหมด เหลือแค่เป็ดกับไก่เท่านั้นที่ยังไม่ได้เลี้ยงเอง

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“อยู่แบบนี้ไม่เหงานะ พี่ชอบ ตอนนี้กลายเป็นว่าพอกลับไปอยู่ที่สุขุมวิทแล้วรู้สึกว่างเปล่า อยู่ตรงนั้นเหงากว่า” จูดี้ยิ้มกว้าง

ถ้ามองย้อนกลับไป เธอเติบโตมาในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานในบริษัทใหญ่ และกลายเป็นครีเอทีฟโฆษณาระดับโลก เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ การเลือกมาใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ทำงานแบบเกษตรกรเช่นนี้ หลายคนอาจมองว่า เป็นการเดินถอยหลัง

“ถ้ามองในแง่วัตถุก็คงเป็นภาพชีวิตที่ถอยหลัง เพราะเรากลับไปใช้ชีวิตแบบโลกยุคเก่า อยากหุงข้าวก็ต้องไปหาไม้มาทำฟืน ถ้ามองแบบนั้นทุกวันนี้ึ่คนเยอรมันก็กำลังถอยหลังนะ เพราะเขาหันกลับไปใช้ฟืนกัน ค่าแก๊สมันแพง” จูดี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“การมีชีวิตเดินหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นกับว่าเรามีสติ รู้จักตัวเองมากแค่ไหน รู้ว่าความสุข ความทุกข์คืออะไร อะไรคือความทุกข์ก็อย่าเข้าใกล้ สุขให้ง่าย ทุกข์ให้ยาก ชีวิตที่มีความสุขได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ นั่นคือชีวิตที่ก้าวหน้า ยิ่งอยู่ยิ่งสุข ส่วนชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความสะดวกสบาย หรูหรา มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราไม่มีความสุข ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เดินในเส้นทางที่เราไม่ได้เชื่อ นั่นแหละชีวิตถอยหลัง มันทำให้เราเครียด ไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เป็นมะเร็ง” เจ้าของพื้นที่สีเขียวแห่งความสุขยิ้มกว้าง แล้วชวนพวกเราไปกินอาหารเที่ยงด้วยกัน

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load