28 พฤศจิกายน 2563
7 K

เมื่อพูดถึงนางเลิ้ง เราก็มักจะนึกถึงอยู่ไม่กี่อย่าง 

สนามม้านางเลิ้ง ตลาดนางเลิ้ง และกล้วยแขกร้อนๆ ตามหัวมุมถนน

นางเลิ้งในความทรงจำของเราวนเวียนอยู่กับอาหารการกินทั้งคาวทั้งหวานจากในตลาดนางเลิ้งและร้านค้าใกล้เคียง บรรยากาศผู้คนจับจ่ายซื้อกับข้าวกลับบ้าน หรือรถยนต์ที่ขับผ่านไปมาโบกมือเรียกหากล้วยแขกกันกลางถนน เป็นภาพที่เห็นจนชินตา 

จนเมื่อไม่กี่วันก่อน ได้มีโอกาสแวะกลับไปแถวย่านนางเลิ้งอีกครั้ง ครั้งนี้เราสะดุดตาเข้ากับความเรียบง่ายแต่น่าค้นหาของห้องแถวริมถนนห้องหนึ่ง ถัดจากหัวมุมถนนจักพรรดิพงษ์มาไม่กี่ล็อก บนประตูของร้านมีผืนผ้าสีขาวแขวนกั้นระหว่างตัวร้านและโลกภายนอกไว้ ผืนผ้าพิมพ์ข้อความไว้ว่า ‘Nangloeng Shophouse’ สั้นและเรียบง่ายคล้ายกับคำเชิญชวนให้เราค้นหาสิ่งที่อยู่หลังบานประตูกรอบไม้บานนี้

Nangloeng Shophouse ร้านขายของชำกึ่งคาเฟ่ของคู่รักเจ้าของบาร์ที่เสิร์ฟแต่ของโฮมเมด

ทันทีที่เปิดเข้าร้าน เราเหมือนกับหลุดมาในโลกอีกใบ กลิ่นชาอ่อนๆ มีเอกลักษณ์โชยมาจากห้องครัวที่อยู่ด้านหลัง เฟอร์นิเจอร์และผนังตกแต่งด้วยแผ่นไม้สีเรียบ ขัดกับความโดดเด่นของผนังเก่าอีกด้าน เห็นร่องรอยความเป็นมาของสถานที่ดั้งเดิม เวิ้งหน้าร้านปรับแต่งเป็นกระถางปลูกต้นไม้ อีกด้านที่หันไปเจอคือข้าวของมากมาย เรียงรายอยู่ในตู้ไม้สำหรับขายของแบบเก่าคุ้นตา 

Nangloeng Shophouse ร้านขายของชำกึ่งคาเฟ่ของคู่รักเจ้าของบาร์ที่เสิร์ฟแต่ของโฮมเมด
Nangloeng Shophouse ร้านขายของชำกึ่งคาเฟ่ของคู่รักเจ้าของบาร์ที่เสิร์ฟแต่ของโฮมเมด

เหมือนกับร้านขายของชำไม่มีผิด ประโยคแรกที่ผุดขึ้นมาในใจ 

จากกลางคืนสู่กลางวัน 

หลังเดินสำรวจร้านและนั่งเกาพุงให้ค้างคาว เจ้าแมวขี้อ้อนประจำร้านสักพัก เราชวนเจ้าของร้านมานั่งคุยกันเกี่ยวกับที่มาที่ไปของร้านนี้ระหว่างจิบกาแฟสูตร Nangloeng Shophouse ไปด้วย

Nangloeng Shophouse ร้านขายของชำกึ่งคาเฟ่ของคู่รักเจ้าของบาร์ที่เสิร์ฟแต่ของโฮมเมด

ก้อง-อนุภาส เปรมานุวัติ และ อีเลน ซัน เรียนจบด้านศิลปะมาจากนิวยอร์ก ทั้งคู่ดำเนินธุรกิจยามค่ำคืนในฐานะเจ้าของร้าน Ku bar และ Kang Kao bar บริเวณถนนพระสุเมรุ ไม่ไกลจาก Nangloeng Shophouse ช่วงต้นปีที่ COVID-19 เริ่มระบาดจนเกิดการล็อกดาวน์ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจหลักในตอนนั้นของทั้งคู่ในทันที 

ทั้งสองคนต้องหันกลับมาใช้เวลายามกลางวันกันอีกครั้งหนึ่ง เดิมคู่รักคู่นี้พักอยู่อพาร์ตเมนต์บนถนนใกล้เคียง ช่วงโรคระบาดก็บังเอิญผ่านมาเห็นร้านตัดผมเก่าที่เลิกกิจการ เจ้าของตึกกำลังเคลียร์ข้าวของสำหรับเปิดรับผู้เช่าใหม่พอดี เลยตัดสินใจมาเช่าอยู่ชั้นบน และเปลี่ยนชั้นล่างของอาคารพาณิชย์เป็นร้านค้า

Nangloeng Shophouse ร้านขายของชำกึ่งคาเฟ่ของคู่รักเจ้าของบาร์ที่เสิร์ฟแต่ของโฮมเมด

“ช่วง COVID-19 ผมทำอะไรไม่ได้ มันชัตดาวน์เลย แรกๆ ก็ยังพอมีเงินเก็บอยู่ แต่หลังๆ เหลือเงินหลักร้อยแล้วเนี่ย ทำไงดี เปิดร้านขายของชำแล้วกัน เพราะตอนนั้นร้านขายของชำยังเปิดได้ จากขายแอลกอฮอล์ ผมก็เปลี่ยนมาทำขนมทำชาขาย ตั้งใจว่าไม่คิดอะไรมาก คิดกว้างๆ ไว้ว่าจะทำร้านขายของชำที่ขายอะไรก็ได้”

ไม่ใช่แค่เพราะ COVID-19 อย่างเดียวจนทำให้ต้องกลับมาใช้ชีวิตยามกลางวัน แต่เพราะเขาทั้งคู่อยากแก้ไขชีวิตประจำวันที่ต้องเข้าไปจับจ่ายในร้านสะดวกซื้อบ่อยครั้ง คงเป็นเรื่องดีไม่น้อยถ้าเราสามารถดื่มกาแฟหรือต้มชาร้อนๆ ในบ้านของตัวเองและแบ่งขายให้กับคนอื่นได้อีกด้วย คงเป็นการเริ่มต้นวันที่มีความสุข 

เสน่ห์นางเลิ้ง

“ทำไมถึงต้องเป็นนางเลิ้ง” 

คำถามนี้คาใจเราอยู่นานตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามา ว่าก้องและอีเลนหลงใหลในเสน่ห์อะไรของนางเลิ้ง

“ตอนเป็นนักเรียนชอบก็มาแถวนี้ ก็มันไม่มีอะไรแถวลำลูกกา ผมมาเช่าวิดีโอที่ท่าพระจันทร์ นั่งรถเมล์จากดอนเมืองมาลงหน้าศิลปากร หลับมาสามชั่วโมง ผมไม่ชอบการเดินทาง ไม่ชอบรถติดในกรุงเทพฯ บาร์ผมก็อยู่ใกล้ๆ แถวนี้ ผมแค่รู้สึกว่าผมไม่ชอบในตัวเมืองตรงย่านธุรกิจมากเท่าไร อีกอย่างผมไม่ชอบอะไรที่มันอึดอัด ผมชอบฝั่งนี้มากกว่า เสน่ห์ของมันก็อาหารการกินและไม่มีตึกสูงก็โอเคแล้ว น่ารักดีแล้ว” 

Nangloeng Shophouse ร้านขายของชำกึ่งคาเฟ่ของคู่รักเจ้าของบาร์ที่เสิร์ฟแต่ของโฮมเมด

จริงๆ ก่อนจะได้มานั่งคุยกันในร้าน เราเดินสวนกับก้องแถวๆ หัวมุมถนน เขาเฉลยว่าแวะไปกินข้าวร้านข้าวแกงแถวนี้มา ซึ่งเป็นกิจวัตรตอนเช้าที่เขาทำอยู่บ่อยๆ บางวันก็วิ่งออกกำลังกายหรือปั่นจักรยานไปมาระหว่างบ้านกับบาร์แล้วไปจบที่ปากคลองตลาด เพื่อซื้อกับข้าวหรือผักสดกลับมาทำกินกันที่บ้าน ซึ่งนอกจากร้านเก่าที่ตั้งมานาน ช่วงนี้ก็เริ่มมีร้านอาหารและคาเฟ่ใหม่ๆ มาเปิดที่ย่านนางเลิ้งด้วยเหมือนกัน 

เราคล้อยตามกับมนตร์เสน่ห์และความน่ารักของนางเลิ้งที่ก้องกำลังพูดถึง 

Breakfast or Brunch

ก้องย้ำกับเราบ่อยมากว่า เราจะพลาดอาหารเช้าร้านเขาไม่ได้เด็ดขาด

ทุกเมนูทั้งคาวหวานรวมไปถึงเครื่องดื่มเป็นโฮมเมด มาจากว่าทั้งสองชอบทานอะไร แล้วอยากจะแชร์ความอร่อยนี้ออกไป วัตถุดิบหลักส่วนใหญ่มีที่มาจากละแวกใกล้เคียงทั้งหมด โดยมีอีเลนเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องอาหารทั้งหมดภายในร้าน และก้องรับหน้าที่เป็นบาร์เทนเดอร์ประจำ Nangloeng Shophouse

ส่วนเมนูอาหารทั้งหลายเกิดจากการที่อีเลนชอบทำอาหารเช้ากินเองอยู่แล้ว จึงรับประกันได้ว่า ทุกเมนูได้มาตรฐานความอร่อยตามสูตรคนช่างเลือกสรรของดี 

พร้อมเสิร์ฟเมนูแรกด้วย Market Veggie ผักสดใหม่ทุกวันจากตลาดสดนางเลิ้ง ย่างไฟแรงได้ที่ เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมไข่ต้มยางมะตูม ไม่ต้องปรุงอะไรมากเพียงแค่เหยาะเกลือนิดกับพริกไทยหน่อย แต่ความอร่อยนั้นเกินคำว่าน้อยไปไกล

Nangloeng Shophouse ร้านขายของชำกึ่งคาเฟ่ของคู่รักเจ้าของบาร์ที่เสิร์ฟแต่ของโฮมเมด

เมนูต่อมา จานนี้เราขอยกให้เป็นจานเด็ด Homemade Pork Sausage & Sauerkraut ไส้กรอกสูตรเฉพาะของทางร้านรสชาติเข้มข้น คู่กันกับกะหล่ำปลีดองเกลือและซอสพริกโฮมเมด รสชาติกำลังดีของไส้กรอกบวกกับความเค็มนิดหน่อยจากกะหล่ำปลี ทั้งหมดนั้นเข้ากันกับซอสพริกสูตรเฉพาะทางร้านอย่างน่าประหลาด

Nangloeng Shophouse ร้านขายของชำกึ่งคาเฟ่ของคู่รักเจ้าของบาร์ที่เสิร์ฟแต่ของโฮมเมด

และสุดท้ายกับ Toasted Sourdough Fresh Ricotta และ House Jam ขนมปังโฮมเมดแสนนุ่มเสิร์ฟพร้อมกับริคอตต้าชีส แน่นอนว่าเป็นชีสทำเองจากทางร้านอีกเหมือนกัน ทานคู่กับแยมผลไม้ในฤดูกาลต่างๆ เป็นการตบท้ายที่อร่อยมาก จนอยากให้ทุกคนได้มาลองทาน 

Nangloeng Shophouse ร้านขายของชำกึ่งคาเฟ่ของคู่รักเจ้าของบาร์ที่เสิร์ฟแต่ของโฮมเมด

บางเมนูก็เกิดจากการคิดเล่นๆ แต่อยากขายจริง เช่น น้ำแข็งไส ก้องเล่าให้ฟังว่า เกิดจากการไปทานน้ำแข็งไสแถวนี้ในระหว่างทางกลับบ้าน เลยคิดกันเล่นๆ ว่าจะขายอาหารอะไรกันดีที่ร้าน จึงจบที่เมนูที่พวกเขาเพิ่งไปกินกันมา และนำมาปรับสูตรเพิ่มเป็นของร้านแทน

Nangloeng Shophouse ร้านขายของชำกึ่งคาเฟ่ของคู่รักเจ้าของบาร์ที่เสิร์ฟแต่ของโฮมเมด

นอกจากนี้ ทางร้านยังก็มีเมนูชีส ซึ่งคัดสรรมาจากฟาร์มที่ผลิตและส่งออกเองในเชียงราย ส่วนเมล็ดพันธุ์กาแฟสูตร Nangloeng Shophouse สั่งทานที่ร้านหรือจะกลับบ้านก็ได้ เป็นสูตรพิเศษทำมาเพื่อที่นี่โดยเฉพาะ รสชาติกลมกล่อมกำลังดี หอมกลิ่นกาแฟ ใครที่ไม่ชอบทานกาแฟหวานอมเปรี้ยว ไม่ขมมาก รับรองว่าสูตรของที่นี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง 

แน่นอนว่ามีกาแฟก็ต้องมีชา สายดื่มชาต้องไม่พลาดชาสุ่ยเซียนและชาอู่หลง ของดีประจำร้านอีกอย่างที่ก้องได้ใบชามาจากร้านเก่าแก่ในปากคลองตลาด ด้วยรสชาติความหวานกำลังดีรวมเข้ากลิ่นหอมอ่อนๆ ดื่มเข้าไปแล้วชื่นใจมากจริงๆ 

มากกว่าร้านขายของชำ

ไม่ได้มีแค่อาหารเช้าเท่านั้น ร้านนี้ขายทุกอย่าง 

ตั้งแต่น้ำปลาบนชั้นวางเรียงกันอยู่กับแปรงสีฟัน เมล็ดข้าวสารวางอยู่ข้างกับเมล็ดกาแฟสูตรเฉพาะของ Nangloeng Shophouse ชีสและไวน์ที่แช่อยู่ในตู้เย็น กรรไกรหนึ่งด้าม แม็กกาซีนหลายเล่ม กระทั่งช่อดอกไม้คุณก็หาซื้อได้ที่ร้านนี้เหมือนกัน 

Nangloeng Shophouse ร้านขายของชำกึ่งคาเฟ่ของคู่รักเจ้าของบาร์ที่เสิร์ฟแต่ของโฮมเมด

ทั้งที่มีของมากมาย แต่ก้องกลับนิยามว่าร้านของเขานั้นแสนธรรมดา

“ร้านผมค่อนข้างธรรมดาสุดๆ เลย ก็อปปี้ร้านขายของชำของคุณป้าข้างๆ แล้วทุกอย่างก็แบ่งเหลือจากสิ่งที่ผมทำปกติ ขายอะไรก็ได้อะไรที่ขายได้ก็ขายไป ผมคิดว่าตัวผมต้องการอะไรบ้าง ก็เลยค่อยๆ เปิดร้านขึ้นมาโล่งๆ ก่อน ยังไม่เสร็จก็เติมไป ชีวิตผมต้องการอะไรบ้าง ผมต้องการอาหารเช้า แฟนผมกินอาหารเช้าอยู่แล้ว เราก็ทำอาหารเช้าอย่างที่คุณกินขายมั้ย ผมชอบกินชาผมต้มชากินเองหนึ่งขวด อีกสองขวดผมขายแยก ผมชอบอ่านหนังสือ ร้านเราก็น่าจะมีหนังสือขายได้ แม็กกาซีนที่ชอบอ่านแล้วก็ไม่ค่อยมีในเมืองไทยก็ลองสั่งมาขายดูมั้ย” 

Nangloeng Shophouse ร้านขายของชำกึ่งคาเฟ่ของคู่รักเจ้าของบาร์ที่เสิร์ฟแต่ของโฮมเมด

“เราอยากให้ร้านเป็นมากกว่าร้านขายของชำทั่วไป เหมือนตอนที่อยู่นิวยอร์ก ทุกอย่างเข้าถึงได้ง่ายมากๆ ไม่ว่างานศิลปะ ร้านหนังสือ พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ถึงเราทั้งคู่ไม่ได้เรียนด้านอาหารมาโดยตรง แต่เราหาความรู้ทุกอย่างได้ง่ายมากเมืองไทยยากจะที่เป็นแบบนั้น เราเลยอยากสร้างพื้นที่นี้ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนที่สนใจสิ่งเดียวกันกับเรามาที่ Nangloeng Shophouse และได้เจอสิ่งที่เขาชอบ” อีเลนตบท้ายด้วยรอยยิ้มจริงใจ 

Writer

ณัฐณิชา โอภาสเสรีผดุง

นิสิตสถาปัตย์ สนใจประวัติศาสตร์ สถาปัตย์ ไลฟ์สไตล์ เวลาว่างหมดไปกับแมวและของกิน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

อยู่เมืองไทย ใครเลยจะไม่เคยเห็นครุฑ

สัตว์ใหญ่ในตำนาน อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งนก พาหนะของพระนารายณ์ผู้ทรงเป็นหนึ่งในสามมหาเทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์

คติความเชื่อที่ไล่เรียงมาข้างต้น ล้วนเป็นคำตอบว่าทำไมครุฑจึงมีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งในสังคมไทย แม้ว่าเราทุกคนจะไม่เคยเห็นครุฑองค์เป็น ๆ แต่ศิลปะรูปครุฑกลับปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งหน ทั้งในจิตรกรรมฝาผนัง วัตถุมงคล ผืนธง ตราแผ่นดิน ไปจนกระทั่งประติมากรรมหน้าห้างร้านหรือธนาคารต่าง ๆ ที่เด็กทุกคนน่าจะเคยถูกผู้ใหญ่ชี้ชวนให้ดูกันทั้งนั้น

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

แต่จะมีสถานที่ใดในไทย (และในโลก) ที่มีครุฑให้เห็นมากเท่าที่นี่ไหม

ทดคำถามนี้ไว้ในใจ แล้วให้ตัวอักษรพาทุกท่านเยี่ยมยลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ครุฑหน้าธนาคาร

หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า ตราครุฑที่ติดอยู่หน้าธนาคารเรียกว่า ‘ตราตั้งห้าง’ หรือ ‘ตราตั้ง’ เป็นรูปครุฑพ่าห์หรือครุฑซึ่งเป็นพาหนะ ตราครุฑพ่าห์ (พระครุฑพ่าห์) ถูกใช้ในส่วนราชการมาช้านาน ก่อนจะมีการออกแบบตราครุฑพ่าห์สำหรับใช้เป็นตราตั้งห้างของภาคเอกชนให้มีลักษณะต่างกันเล็กน้อย ธุรกิจเอกชนสามารถขอตราตั้งห้างประดับอาคารที่ทำการได้ ด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสำนักพระราชวัง ซึ่งมีเงื่อนไขว่ากิจการนั้นจะต้องปลอดหนี้สิน ทำธุรกิจด้วยความสุจริต และทำคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เป็นต้น

ธนาคารเอกชนมากมายได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ติดตั้งตราครุฑ หลายแห่งยังดำเนินกิจการอยู่ ขณะที่บางแห่งก็สิ้นชื่อไปจากสารบบนานแล้ว ตัวอย่างเช่น ‘ธนาคารนครหลวงไทย’ ซึ่งควบรวมกิจการกับธนาคารธนชาตไปเมื่อ พ.ศ. 2554

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เนื่องจากนครหลวงไทยเป็นธนาคารเก่าแก่ ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 8 ประกอบธุรกิจการเงินนานกว่า 70 ปี ในวันที่ยุบรวมกับธนชาต ย่อมเป็นธรรมดาที่ธนาคารนี้จะได้รับพระราชทานครุฑ แต่เมื่อกิจการถูกโอนสู่มือเจ้าของใหม่อย่างธนาคารธนชาต องค์ครุฑที่เคยกางปีกเป็นสง่าอยู่หน้าสาขาธนาคารนครหลวงไทยทั่วประเทศจำต้องถอดลงตามกฎหมาย แต่แทนที่จะเก็บครุฑทั้งหมดไว้ให้เปล่าดาย ผู้บริหารธนาคารกลับเล็งเห็นคุณค่าของตราครุฑพระราชทานเหล่านี้

จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ที่รวบรวมองค์ครุฑจากธนาคารนครหลวงไทยสาขาต่าง ๆ มาจัดแสดงไว้ที่บางปู

ในระยะแรก พิพิธภัณฑ์ครุฑสงวนไว้ให้เข้าชมได้เฉพาะผู้ติดต่อเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ เช่น คณะนักเรียนที่เข้ามาทัศนศึกษา กระทั่งธนาคารธนชาตได้ควบรวมกิจการกับธนาคารทหารไทยใน พ.ศ. 2564 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ที่นี่จึงเปิดสู่สาธารณชนเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืนของทีทีบี ที่เราได้วางแนวทางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเยาวชน ชุมชน และการจุดประกายความเป็นไทย ซึ่งองค์ครุฑอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน เป็นสัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม ซึ่งไม่ว่าโลกจะทันสมัยไปอีกสักแค่ไหน แต่ 3 สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่เราควรรักษา”

คุณกาญจนา โรจวทัญญู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาดและประสบการณ์ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวกับพวกเราชาว The Cloud ไว้

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัว ด้วยเรื่องราวของพญาครุฑ การอนุรักษ์และจัดแสดงครุฑพระราชทานกว่า 150 องค์ รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่จะส่งผ่านถึงคนรุ่นหลังให้ตระหนักถึงคุณค่าขององค์ครุฑ ในรูปแบบการจัดแสดงที่ทันสมัยทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดียที่เหมาะกับผู้ชมทุกวัย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกคนในครอบครัว ซึ่งการเปิดให้ชมสำหรับบุคคลทั่วไปครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมที่คนไทยทุกคนจะได้ร่วมภาคภูมิใจ”

ครุฑองค์ใหญ่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

สิ่งแรกที่ทุกคนจะได้เห็นเมื่อมุ่งหน้ามาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ก็คือประติมากรรมรูปครุฑองค์ใหญ่สูงกว่า 4 เมตร สยายปีกต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เหนือป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ สีสันที่ลอกเลือนตามกาลเวลาบอกให้รู้ว่าครุฑองค์ใหญ่นี้มีอายุไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษ

ครุฑองค์นี้ได้รับการอัญเชิญมาจากหน้าสำนักงานใหญ่ของอดีตธนาคารนครหลวงไทยบนถนนเพชรบุรี ไม่นานหลังเกิดการรวมกิจการเมื่อ พ.ศ. 2554 พร้อมกับเสียงร่ำลือมากมายเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของพญาครุฑองค์นี้ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่จะเชื้อเชิญให้ทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนได้จุดธูปสักการะครุฑองค์ใหญ่ก่อนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 

ตึกทรงครุฑ

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้อยู่ในอาคารหลังเดียวกับศูนย์ฝึกอบรมธนาคารธนชาต บางปู

ตอนที่ถอดครุฑลงจากธนาคารนครหลวงไทยแต่ละสาขา องค์ครุฑพระราชทานเหล่านั้นก็ได้รับการอัญเชิญมาไว้ศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญมากที่อาคารนี้มีปีกยื่นออกไปสองข้าง แผนผังคล้ายกับพญาครุฑในอิริยาบถกางปีกอันคุ้นตา หากมองมาจากมุมสูง

สถานที่นี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ประดิษฐานองค์ครุฑซึ่งอัญเชิญมาจากทั่วสารทิศ โดยพื้นที่ที่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์คืออาคารกลางและปีกขวาบางส่วน

ภายในพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 ส่วน มีเจ้าหน้าที่พาชมและคอยให้ความรู้เป็นรอบ ๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกชีวิตก้าวสู่โลกของพญาครุฑไปพร้อม ๆ กัน

โถงต้อนรับ

ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติสองบานตั้งขนาบกลางป้ายประกาศสรรพคุณของที่นี่ว่า ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งแรกและแห่งเดียวในอาเซียน’ เพราะแม้ว่าเรื่องเล่าความเชื่อเกี่ยวกับพญาปักษีจะมีอยู่ทั่วอุษาคเนย์ แต่ก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดในภูมิภาคนี้ที่มีครุฑเป็นธีมหลัก นอกจากที่นี่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เมื่อเราย่างเท้าผ่านประตูบานนี้ไป สายตาก็จะเผชิญกับผนังทรงโค้งวาดลวดลายธรรมชาติของป่าหิมพานต์ ความเจ๋งของฝาผนังนี้อยู่ที่ QR Code ซึ่งสแกนเพื่อใช้ฟิลเตอร์ใหม่ในอินสตาแกรมสตอรี่ได้ หากนำกล้องมือถือไปส่องกับผนัง ก็จะพบภาพกราฟิก AR (Augmented Reality) เล่าขานศึกสายเลือดระหว่างครุฑกับนาคโดยมีป่าหิมพานต์เป็นพื้นหลัง

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ
พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

ส่วนจัดแสดงนี้ยังมีห้องฉายภาพยนตร์สั้นที่จะพาผู้ชมไปรู้จักประวัติพิพิธภัณฑ์ และเรื่องราวเบื้องต้นของพญาครุฑ เริ่มตั้งแต่จุดกำเนิด ข้อแตกต่างระหว่างครุฑในศาสนาฮินดูกับพุทธ ธรรมชาติของครุฑ ฯลฯ เพื่อปูทางความรู้เรื่องครุฑก่อนไปชมส่วนจัดแสดงต่อไป

ครุฑพิมาน

เสร็จจากการเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงชั้นล่าง เจ้าหน้าที่ก็จะพาเราทุกคนขึ้นไปชั้นบนโดยผ่านบันไดที่ตกแต่งด้วยก้อนหินและสุมทุมพุุ่มไม้หนาทึบประหนึ่งผืนป่าใจกลางตึก

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะชั้นบนของพิพิธภัณฑ์เป็นภาพจำลองของป่าหิมพานต์ตามคติความเชื่อของชาวไทยในอดีต ซึ่งภาพจำลองนั้นยิ่งดูแจ่มชัดขึ้นเมื่อเราไปถึงส่วนจัดแสดงที่สองอันมีชื่อว่า ‘ครุฑพิมาน’

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

โถงใหญ่กลางชั้นสองคือห้องเรียนจักรวาลไตรภูมิ และดินแดนในเทพนิยายอย่างป่าหิมพานต์ ป่าเชิงเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่อยู่ของสิงสาราสัตว์นานาชนิด

ช่องว่างกลางโถงถูกดัดแปลงเป็นสระอโนดาต สระน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตที่ไม่มีวันแห้งเหือดตราบเท่าที่กลียุคยังไม่มา มุมสระทั้ง 4 ทิศมีทางน้ำไหลระบายออกจากปากสัตว์มงคล 4 ชนิด ประกอบด้วยราชสีห์ ช้าง ม้า และโค รอบพื้นที่จัดแสดงเดียรดาษไปด้วยต้นไม้ สัตว์หิมพานต์ ฤๅษี คนธรรพ์ วิทยาธร รวมถึงต้นไม้ประหลาดอย่าง ‘นารีผล’ หรือ ‘มักกะลีผล’ ที่ออกผลเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่น มีหน้าตาสะสวยราวนางอัปสร ดึงดูดให้เหล่าเทวดาเพศชายพากันหมายปองและแย่งชิงกันเด็ดไปเชยชม

นครนาคราช

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

เมื่อพูดถึง ‘ครุฑ’ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงการพูดถึง ‘นาค’ ซึ่งเป็นพี่น้องต่างมารดาและศัตรูตัวฉกาจของเจ้าแห่งนก

ส่วนจัดแสดงที่ 3 มีชื่อว่า ‘นครนาคราช’ ซึ่งมาในธีมโลกบาดาล ฉากพรรณไม้ในป่าหิมพานต์เมื่อห้องที่แล้วถูกแทนที่ด้วยสีน้ำเงินของเกลียวคลื่นและผืนสมุทร เมื่อมาถึงห้องนี้ ผู้เข้าชมจะได้รู้จักความเชื่อเรื่องโลกบาดาลในพุทธศาสนา บทบาทของพญานาคผู้ยิ่งใหญ่ในฐานะสัตว์พาหนะของพระนารายณ์ขณะบรรทมอยู่เหนือเกษียรสมุทร ปิดท้ายด้วยตำนานความบาดหมางระหว่างพญานาคกับพญาครุฑที่เป็นพี่น้องต่างมารดาของกัน แต่กลับต้องบาดหมางกันเพราะนางวินตา มารดาพญาครุฑตกเป็นทาสของนางกัทรุ มารดาแห่งนาค 1,000 ตน นานถึง 500 ปี พญาครุฑจึงใช้สติปัญญาของตนชิงเอาน้ำอมฤตไปไถ่ความเป็นทาสแก่ผู้ให้กำเนิดได้สำเร็จ เป็นเหตุให้นาคกับครุฑกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันสืบมา

อมตะเจ้าเวหา

ส่วนจัดแสดงที่ 4 มีลักษณะเป็นห้องทรงกลมโอบล้อมด้วยประติมากรรมครุฑพ่าห์ 

เมื่อสาวเท้าเข้าสู่ห้องนี้ รอบตัวเราจะมืดสนิท ก่อนที่แสงแรกจะฉายฉานขึ้นบนหน้าจอทรงโค้ง เพื่อสดุดีคุณธรรมอันสูงส่งขององค์ครุฑ อันได้แก่ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความกตัญญูกตเวทิตา

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

แอนิเมชันลายเส้นสวยในห้องนี้บรรยายเหตุการณ์ตอนที่พญานาคตั้งข้อแลกเปลี่ยนกับพญาครุฑให้ไปชิงน้ำอมฤตมาเพื่อปลดปล่อยนางวินตาสู่ความเป็นไทอีกครั้ง แม้ว่าพระนารายณ์จะเสด็จขึ้นมาจากการบรรทมหลับกลางทะเลน้ำนมเพื่อหยุดยั้งการชิงน้ำอมฤตของพญาครุฑ แต่พญาครุฑก็ยังดึงดันจะช่วยมารดาให้ได้ทั้งที่ต้องเสี่ยงถึงชีวิต ทั้งสองฝ่ายจึงประจัญบานกัน ผลลงเอยที่ไม่มีฝ่ายใดแพ้หรือชนะ พระนารายณ์จึงทรงแลกเปลี่ยนกับครุฑ ด้วยการขอใช้ครุฑเป็นพาหนะยามที่พระองค์เสด็จไปไหนต่อไหน และทรงยินยอมให้ครุฑอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ พร้อมประทานความเป็นอมตะให้ เป็นที่มาของชื่อห้อง ‘อมตะเจ้าเวหา’

ล้นเกล้าจอมราชัน

แอนิเมชันอันน่าตื่นเต้นจบลงพร้อมกับความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้น ผู้เข้าชมอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ได้เข้าใจกันแล้วว่าเหตุใดพญาครุฑถึงมีความผูกพันกับพระนารายณ์อย่างแนบแน่น แต่ขณะเดียวกัน หลายคนก็อาจเกิดความฉงนใจก้อนใหม่ขึ้นมาแทนว่า ครุฑเกี่ยวข้องอย่างไรกับชาติไทย สัญลักษณ์รูปครุฑจึงโผล่มาอยู่ในเอกสารราชการให้เราเห็นได้แทบทุกวัน

‘ล้นเกล้าจอมราชัน’ ส่วนจัดแสดงที่ 5 ให้คำตอบเรื่องนี้ได้ดีเยี่ยม ด้วยสื่อผสมผสานทั้งวิดีโอและป้ายให้ข้อมูล ทำให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้รู้ว่าศิลปกรรมรูปครุฑนั้นพบในดินแดนไทยมาตั้งแต่ยุคทวารวดีแล้ว ก่อนจะทวีความสำคัญขึ้นในสมัยอยุธยา เมื่อตรา ‘ครุฑพ่าห์’ เริ่มได้รับการใช้เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์ เหตุเพราะคติเทวราชที่ไทยรับมาจากเขมรมีความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์เป็นอวตารของพระนารายณ์ ผู้ทรงครุฑเป็นพาหนะ

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

สื่อจัดแสดงในห้องนี้เล่าย้อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน อธิบายสาเหตุที่ธงตราครุฑบนพื้นเหลืองอันมีชื่อเรียกว่า ‘ธงมหาราช’ ต้องถูกเชิญขึ้นเหนือเสาพระราชวังเมื่อพระมหากษัตริย์ไทยประทับอยู่ การออกแบบตราครุฑพ่าห์โดยฝีพระหัตถ์เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือมูลเหตุที่ตราครุฑพ่าห์กลายเป็นตราแผ่นดินไทยสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 

นอกจากนี้ ด้วยความที่พิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดทำการครั้งแรกใน พ.ศ. 2554 อันเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พื้นที่หนึ่งในส่วนจัดแสดงนี้จึงถูกใช้บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในรัชสมัย เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

ห้องจัดแสดงครุฑ

ห้องที่เป็นทั้งไฮไลต์และจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์ครุฑ ถือเป็นส่วนจัดแสดงสุดท้ายที่เราจะได้ชมกัน

ห้องโถงใหญ่ที่ผนังด้านหนึ่งเจาะหน้าต่างยาวตลอดแนว คือสถานที่ประดิษฐานครุฑตราตั้งห้างพระราชทานทั้ง 150 องค์ ซึ่งรับรองได้ว่าไม่มีที่ใดรวบรวมงานศิลปะเฉพาะตราครุฑไว้มากเท่าที่นี่มาก่อน

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

องค์ครุฑที่เห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่เป็นงานไม้ ย้ายมาจากธนาคารนครหลวงไทยกว่า 100 สาขา ต่างได้รับการดูแลรักษาให้คงอยู่ในสภาพเดิมวันที่อัญเชิญมาจากแหล่งเก่า โดยที่ไม่มีการซ่อมแซมแก้ไขเลยแม้แต่จุดเดียว เพื่อให้เห็นความเก่าแก่และสภาพจริงของครุฑองค์นั้นนั้น

การจะอัญเชิญองค์ครุฑมาจัดแสดงรวมกันที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเอาเสียเลย เพราะว่าครุฑเป็นของสูง เจ้าหน้าที่ผู้รับบทวิทยากรนำชมได้เล่าให้เราฟังว่า ก่อนจะเชิญแต่ละองค์ลงจากอาคารที่ติดตั้งไว้ ต้องมีการปิดตาครุฑเสียก่อน เพื่อไม่ให้สัตว์กึ่งเทพที่ปกติอยู่บนที่สูงเช่นครุฑมองในที่ต่ำ เมื่ออัญเชิญมาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑแล้วจึงต้องทำพิธีเบิกเนตรเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกครั้งหนึ่ง

ทอดสายตาดูครุฑที่ประดับอยู่บนผนังและบนแท่นกลางห้อง แม้มองเพียงผ่าน ๆ ตาก็จะดูรู้ว่าครุฑแต่ละองค์มี ‘ครุฑลักษณะ’ แตกต่างกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะครุฑที่เห็นอยู่เป็นผลงานของนายช่างคนละคนกัน ต่างคนก็ต่างฝีมือ ต่างแนวคิด ต่างค่านิยมในการสร้าง ยังผลให้ครุฑเกือบทุกองค์ดูผิดแผกจากกันด้วยสรีระ ใบหน้า เครื่องทรง ไปจนถึงสีสันผ้านุ่งที่สวมใส่

อ้อ มาถึงห้องนี้แล้วอย่าลืมมองหาครุฑองค์แรกของธนาคารนครหลวงไทย กับครุฑจากสาขาเยาวราชด้วยนะ แล้วตอบตัวเองให้ได้ด้วยล่ะว่าครุฑสององค์นี้มีความพิเศษอย่างไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต กำลังจะเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2565 โดยจะเปิดให้ชมเฉพาะวันศุกร์และเสาร์วันละ 3 รอบ ได้แก่ เวลา 10.00 น., 13.00 น. และ 15.00 น. มีผู้นำชมทุกรอบ และไม่มีค่าใช้จ่าย

เรื่องการเดินทาง ถึงแม้พิพิธภัณฑ์จะอยู่ไกลจากถนนใหญ่สักหน่อย แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะทางธนาคารได้จัดรถตู้คอยจอดรอรับ-ส่ง จากพิพิธภัณฑ์เคหะ วันละ 3 รอบ ตามเวลาเข้าชม

ส่วนใครที่อยากเข้าชม แต่ไปไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ก็ไม่ต้องเสียใจอีกเช่นกัน เพราะพิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดให้ชมทางออนไลน์ที่ Garuda Virtual Tour 

นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่จะเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับพวกเราคนไทยว่า ครุฑนั้นมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าจะเป็นแค่ตราสัญลักษณ์ที่เห็นบ่อยจนชินชา

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต

ที่ตั้ง : นิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันศุกร์-เสาร์ เวลา 10.00 น., 13.00 น., 15.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8882 3900

เว็บไซต์ : /www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/

หมายเหตุ

ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ครุฑจะได้รับของที่ระลึกเป็นแผ่นผ้าองค์ครุฑ พร้อมข้อความแสดงถึงคุณธรรมสำคัญที่องค์ครุฑทั้งสามข้อ เฉพาะผู้เข้าชม 500 ท่านแรกเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load