เมื่อเอ่ยถึง ‘ขนมฝรั่ง’ ที่เราคุ้นเคยกันดีทุกวันนี้ ต่างก็ทราบกันดีว่าเป็นผลผลิตมาจากมรดกตกทอดที่มิชชันนารีชาวโปรตุเกสนำเข้ามาพร้อมกับคริสต์ศาสนาตั้งแต่สมัยอยุธยา และทำกันสืบเนื่องมาถึงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ซึ่งแต่เดิมมีต้นตำรับอยู่ในหมู่บ้านเชื้อสายโปรตุเกสอย่างบ้านกุฎีจีนหรือชุมชนโบสถ์คอนเซ็ปชัญ ก่อนจะแพร่หลายออกไปนอกชุมชนและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมขนมไทยไป 

แต่นอกจากขนมลูกครึ่งอิทธิพลโปรตุเกส-สยามในดินแดนไทยแล้ว หากลองสืบสาแหรกกันดู ในดินแดนต่างประเทศที่รับอิทธิพลวัฒนธรรมโปรตุเกสอย่างญี่ปุ่น ก็ปรากฏว่ามีขนมร่วมเชื้อเครือญาติที่ปรุงรสสืบทอดกันมายาวนานกว่า 400 ปีแล้ว มีลักษณะหน้าตาใกล้เคียงกับขนมลูกครึ่งในสยาม ขนมเหล่านั้นก้าวข้ามรั้ววังเข้าสู่ราชสำนักจนกลายเป็น ‘ขนมประจำชาติญี่ปุ่น’ เช่นเดียวกับฝอยทอง ทองหยอด หรือขนมตระกูลทอง ๆ ทั้งหลายที่เรานิยมทำกินกันในงานมงคล วันนี้จึงอยากจะพูดถึงขนมสัญชาติญี่ปุ่นหลากหลายรส ที่บรรดามิชชันนารีคาทอลิกนำเข้ามาพร้อมกับคริสต์ศาสนา

นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
โบสถ์ซางตาครู้ส ชุมชนโปรตุเกสดั้งเดิมของบางกอก แหล่งกำเนิดขนมฝรั่งเลิศรสหลากหลายสูตร
นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
ขนมฝรั่งกุฎีจีน ตำรับจากโปรตุเกส
นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
ขนมหลากหลายประเภทในชุมชนกุฎีจีน

มิชชันนารีแห่งญี่ปุ่นกับนโยบายต่อต้านคริสเตียน

400 กว่าปีก่อน นักบุญฟรังซิส เซเวียร์ มิชชันนารีชาวสเปนผู้เรืองนาม เดินทางไปประกาศพระนามของพระคริสต์ในญี่ปุ่น มีผู้คนกลับใจเข้ารับนับถือศาสนาคริสต์มากมาย เมื่อผลงานของท่านเป็นที่ประจักษ์ในยุโรป จากนั้นเหล่ามิชชันนารีชาวโปรตุเกสและสเปน ต่างติดตามกันเข้าไปทำงานเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในหมู่เกาะ ‘สุดปลายแผ่นดิน’ นี้ จนกล่าวกันว่า มีชาวคริสต์กว่า 3 แสนคน (ประมาณการกันว่า ชาวญี่ปุ่นในยุคนั้นมีประชากรราว ๆ 3 ล้านคน) ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากมาย ยิ่งไปกว่านั้น มีบรรดาไดเมียวและเจ้าผู้ครองนครหลายคนที่หันมายอมรับนับถือศาสนาคริสต์ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา สำหรับชาวบ้านที่เป็นชาวไร่ชาวนานั้น คริสต์ศาสนาเป็นเหมือน ‘ความหวัง’ ของเขาในการสร้างชีวิตที่ดีขึ้น เพราะสภาพสังคมที่ถูกกดขี่จากกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดในระบบฐานันดรและชาติกำเนิดจนไม่อาจลืมตาอ้าปากได้ง่าย ๆ 

นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
ภาพนันบัง หรือคนเถื่อนจากทางใต้ถือของบรรณาการ
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File:Namban-08.jpg

‘ขนมหวาน’ เองก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมิชชันนารีกับชาวบ้าน และเจ้านายผู้ปกครอง ดังปรากฏว่า ใน ค.ศ. 1569 มิชชันนารีชาวโปรตุเกสชื่อ หลุยส์ ฟรัวซ์ ได้นำขนมลูกกวาด ‘คอนเฟตโต’ (Confeito) ไปเป็นของขวัญให้กับ โอดะ โนบุนากะ ขุนพลผู้รวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน พร้อมกับของขวัญบรรณาการอื่น ๆ ขนมน้ำตาลที่โปร่งแสงเหมือนแก้วนี้ คงจะเป็นที่ถูกอกถูกใจโนบุนากะ ผู้ได้ชื่อว่าโปรดปรานของหวานมาก เขาตอบแทนบาทหลวงฟรัวซ์ด้วยลูกพลับหวานตากแห้งแบบญี่ปุ่น อันเป็นของโปรดของเขา โนบุนากะยังได้มีโอกาสลองลิ้มชิม ‘ขนมปังบิสกิต’ ซึ่งทำให้เขาติดอกติดใจในรสชาติ ถึงกับสั่งจากพ่อค้าในโอซาก้าเข้ามาบ่อย ๆ 

ความสัมพันธ์กับโปรตุเกสเช่นนี้คงจะราบรื่นเป็นอย่างดี เพราะโอดะก็สนับสนุนคริสต์ศาสนาพอสมควรทีเดียว เขาต้องการพันธมิตรจากตะวันตกไว้ซื้ออาวุธปืนและคัดง้างกับบรรดานักบวชชาวพุทธที่กล้าลุกขึ้นต่อต้านเขา และในที่สุด บาทหลวงฟรัวซ์ก็ได้กลายเป็นคนสนิทของโนบุนากะ เขาได้รู้เห็นเป็นพยานการทำสงครามกับพระสงฆ์ในพุทธศาสนา และได้อยู่ในเหตุการณ์จุดจบของโนบุนากะด้วย

นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
ภาพโอดะ โนบุนากะ ไดเมียวผู้โปรดปรานของหวานและให้การอุปถัมภ์คริสต์ศาสนา
ภาพ : th.wikipedia.org/wiki
นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
คัมเปโตะ (こんぺいとう) ขนมลูกกวาดแบบโปรตุเกสในญี่ปุ่น
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Konpeitō

เวลาผ่านไป ขั้วอำนาจทางการเมืองก็ผันเปลี่ยนไปด้วย เมื่อโนบุนากะถูกโค่นล้มลง และตามมาด้วยการสถาปนาระบบโชกุนภายใต้ตระกูลโตกุกาวะขึ้น พระจักรพรรดิทรงมีฐานะเป็นเพียงหุ่นเชิด และเริ่มเกิดความหวาดระแวงชาวคริสต์ที่ติดต่อโดยตรงกับชาวยุโรป (หรือที่เรียกกันว่า นันบัง หรือพวกป่าเถื่อนจากทิศใต้) ฝรั่งดั้งขอพวกนี้มิได้นำมาเพียงศาสนาของพระเยซู แต่นำอาวุธปืนไฟสมัยใหม่มาด้วย จำนวนคริสตังที่เพิ่มขึ้นมากมายก็เป็นภัยต่อความมั่นคง จึงเกิดการต่อต้านเบียดเบียนคริสตศาสนา บรรดาไดเมียวที่เคยนับถือคริสต์ก็ต้องนับถืออย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ส่วนบรรดาคริสตังที่เคยมีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูก็ถูกห้ามนับถือ หากจับได้จะต้องรับโทษถึงประหารชีวิต โดยการตรึงกางเขนเช่นเดียวกับพระคริสต์ บางส่วนก็ลงสำเภาหนีไปประเทศที่มีอิสรภาพทางศาสนา (เช่น สยามหรือฟิลิปปินส์ ปัตตาเวีย ที่นับถือคริสต์เช่นกัน) บางส่วนก็หลบซ่อนตามเกาะแก่งหรือหุบเขา กลายเป็น ‘คริสตังลับ’ หรือ Kakure Kirishitan ที่รักษาความเชื่อของตนโดยไม่มีบาทหลวงเข้าไปดูแลไว้ได้ถึงกว่า 200 ปี โดยพวกเขาเก็บรักษาเศษผ้าเปื้อนเลือดของบรรพชนที่ยอมสละชีวิตเพื่อศาสนาไว้เคารพบูชา เป็นเครื่องเตือนใจพร้อมกับคำทำนายโบราณว่า หากผ่านไป 7 ชั่วอายุคน พวกเขาจะมีอิสรภาพในการนับถือศาสนาคริสต์อีกครั้ง

ขนมนันบังในญี่ปุ่น ความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกกีดกั้น

ในช่วงที่ศาสนาคริสต์กำลังรุ่งเรืองในญี่ปุ่น (ราว ๆ ศตวรรษที่ 17 หรือช่วงรัชกาลพระนเรศวรถึงพระเจ้าปราสาททองของไทย) คงจะเกิดการถ่ายทอดสูตรอาหารแบบ ‘นันบัง’ หรือตำรับคนเถื่อนทางใต้ให้กับชุมชนคาทอลิกในญี่ปุ่น อาหารบางอย่างปรุงขึ้นตามกฎเกณฑ์ทางศาสนา เช่น เทมปุระ เป็นอาหารประเภทผักชุบแป้งทอด นิยมรับประทานกันในทุกวันศุกร์และในช่วงเทศกาลมหาพรต ที่ชาวคาทอลิกจะถือศีลอดอาหาร (โดยจะอดเนื้อสัตว์ใหญ่) ดังนั้น ผักทอดที่ให้พลังงานจึงเหมาะกับวัฒนธรรมนี้ – ซึ่งแตกต่างออกไปจากขนมหวาน ซึ่งดูจะเป็นอาหารที่ได้รับยกเว้นจากข้อห้ามทางศาสนาทั่วทั้งโลก ความหวานจากน้ำตาลจากเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทุกวัฒนธรรม และแทบไม่มีข้อห้ามทางศาสนาสำหรับน้ำตาลเลย ไม่มีศาสนาหรือวัฒนธรรมใดที่รังเกียจขนมหวาน (ยกเว้นในกรณีของช็อกโกแลตที่ถูกพระศาสนจักรคาทอลิกตั้งแง่ในระยะแรกที่นำเข้ามาจากโลกใหม่-อเมริกา) 

อาจจะเป็นเพราะเหตุผลที่ว่า เมื่อ 500 ปีก่อน น้ำตาลเป็นสิ่งที่หายาก โดยเฉพาะน้ำตาลจากอ้อย ที่ญี่ปุ่นนำเข้าจากจีนในฐานะสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับให้ชนชั้นสูงใช้ทำขนมหวาน และใช้ปรุงยาสำหรับชาวบ้าน น้ำตาลนั้นมาจากไร่อ้อยที่ต้องแบ่งแรงงานจากการทำไร่ไถนา (ซึ่งจำเป็นมากกว่าในการผลิตอาหารหลักสำหรับบริโภคในชีวิตประจำวัน) ความหรูหราของขนมจึงถูกใช้ในฐานะของขวัญที่เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพ และความชื่นชมยินดีในโอกาสพิเศษหรือรับรองแขกจากแดนไกลเท่านั้น

จึงไม่น่าประหลาดใจนักว่า เมื่อรัฐบาลโตกุกาวะประกาศปิดประเทศ ห้ามนับถือคริสต์ศาสนาในศตวรรษที่ 17 กลับไม่มีท่าทีรังเกียจขนมที่มาจากคนต่างชาติต่างศาสนาเหล่านี้เลย ในเวลานั้นขนมแบบนันบังแพร่หลายไปทั่วแล้ว ผนวกกับในช่วงศตวรรษที่ 18 น้ำตาลเริ่มมีราคาถูกลง เพราะโชกุนโตกุกาวะ โยชิมุเนะ โชกุนคนที่ 8 ได้ริเริ่มการทำไร่อ้อยในริวกิวและอามามิ ทำให้คนทั่วไปเริ่มมีโอกาสลิ้มลองน้ำตาลได้ง่ายขึ้น (ในสมัยของโชกุนท่านเดียวกันนี้ เริ่มมีการริเริ่มทำฟาร์มโคนมตามแบบชาวดัตช์ด้วย ทำให้เกิดวัฒนธรรมการดื่มนม และการนำนมมาใช้ประกอบอาหารกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปหลายร้อยปีในยุคสงครามกลางเมือง) 

ชาวญี่ปุ่นคงจะนิยมชมชื่นขนมนันบังมาก ถึงกับบันทึกตำรา ‘ขนมฝรั่งคนเถื่อน’ หลายชนิดลงในตำราสมัยเอโดะ เช่น ตำราของ Ichirobei Umemura ที่เรียบเรียงใน ค.ศ. 1718 ตำรานี้มีการพรรณนาถึงกรรมวิธีการใช้ ‘เตาอบ’ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และให้รายชื่อขนมหลายอย่างที่อาจจะเทียบเคียงกับปัจจุบันได้ เช่น คัสเตลล่า (เค้ก) ขนมฝรั่ง (ซึ่งมีลักษณะคล้ายขนมฝรั่งกุฎีจีน) โบโรที่คล้ายกับขนมผิง และลูกกวาดหนามสีสวยนาม ‘คัมเปโตะ’ 

'นันบัง' สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกสที่เอาชนะนโยบายต่อต้านคริสเตียนในญี่ปุ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ
ภาพห้องครัวทำขนมจากตำราของ Ichirobei Umemura
ภาพ : www.library.tohoku.ac.jp/collection/exhibit/sp/2005/list3/007.html

คัมเปโตะ เป็นลูกกวาดชนิดหนึ่งที่มีกำเนิดในโปรตุเกส ซึ่งปรากฏในรายชื่อเครื่องบรรณาการที่มิชชันนารีนำมามอบให้แก่โอดะ โนบุนากะ (ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว) ขนมชนิดนี้ทำจากเกล็ดน้ำตาลเคลือบงา ที่ต้องนำน้ำตาลมากวนในกระทะขอบสูงขนาดใหญ่เป็นเวลา 2 -3 สัปดาห์ กว่าจะได้ลูกกวาดขนาดใหญ่ที่มีหนามฟูสวย 

ขนมชนิดนี้คล้ายคลึงกับ ‘ลูกกวาด’ ชาววังของสยาม ซึ่งได้ชื่อว่าลูกกวาดเพราะกรรมวิธีทำนั้นต้องใช้มือลงไปกวนกวาดในกระทะทองเหลืองที่ลนไฟให้ร้อน ห้ามใช้ช้อนหรือทัพพี เพราะลูกกวาดจะไม่ขึ้นหนาม ส่วนไส้ในของสยามนั้นเป็นเมล็ดฟักทองหรือถั่วประเภทต่าง ๆ ถือว่าเป็นขนมชาววัง เฉกเช่นเดียวกับคัมเปโตะของญี่ปุ่น ก็ถูกพัฒนาจนมีหลายสูตร เช่น รสเกลือ ไวน์ ชาเขียว โฮจิฉะ เป็นขนมอวดฝีมือที่ช่างทำขนมอาจจะต้องใช้เวลาถึง 20 ปีในการฝึกฝน 

ในท้ายที่สุดแล้วขนมนี้ก็ได้เผยแพร่เข้าสู่ราชสำนัก กลายเป็นขนมชั้นสูงที่ราชสำนักจะบรรจุในกล่องอย่างสวยงาม ส่งไปพระราชทานในฐานะของขวัญแสดงความยินดีในโอกาสต่าง ๆ สำหรับสามัญชน คัมเปโตะยังเป็นของขวัญในงานแต่งงาน แสดงความยินดีในการคลอดลูก หรือถวายให้ศาลเจ้าและอารามต่าง ๆ ถือได้ว่าเป็นของหรูหราที่กลายเป็นขนมญี่ปุ่นเต็มตัวมากว่า 200 ปี และในที่สุด เมื่อราคาน้ำตาลในตลาดโลกลดต่ำลงมาจากการขยายพื้นที่ทำไร่อ้อยทั่วโลก คัมเปะโตะก็กลายเป็นขนมที่ให้พลังงานสูงสำหรับทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย

'นันบัง' สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกสที่เอาชนะนโยบายต่อต้านคริสเตียนในญี่ปุ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ
กระบวนการทำคัมเปโตะในปัจจุบัน
ภาพ : www.youtube.com/watch?v=ckZlXSnLOOo

ส่วนเค้กคัสเตล่า ฝอยทองญี่ปุ่น โบโร (คุกกี้) และคาราเมลจากโปรตุเกส ยังเป็นขนมสูตรหรูหราประจำครัวขุนนางญี่ปุ่นต่อไป แม้ว่าในระยะต่อมา พวกโปรตุเกสจะถูกสั่งห้ามเข้าประเทศ ญี่ปุ่นปิดประเทศในศตวรรษที่ 17 ยอมให้ชาวดัตช์โปรแตสแตนต์ที่รักษาสัญญาว่าจะไม่ก้าวก่ายทางด้านศาสนาภายในญี่ปุ่น เข้ามาค้าขายแต่เพียงผู้เดียว กระนั้นก็ดี มนตร์เสน่ห์ของขนมจากตะวันตกก็ไม่ได้หายไปไหน ชาวญี่ปุ่นยังคงจดบันทึกตำรับขนมแบบดัตช์เพิ่มเติมต่อไปในฐานะ ‘ขนมนันบัง’ เคียงคู่ไปกับสูตรขนมโปรตุเกสโบราณ เมนูที่เพิ่มเติมเข้าไปนั้นมีสูตรขนมปังชนิดต่าง ๆ และพาสต้าด้วย ชาวดัตช์ที่เข้ามาค้าขายในญี่ปุ่น ยังมีภาระที่ต้องเดินทางไปเข้าพบโชกุที่เมืองหลวงเอโดะทุกปีหรือ 2 ปี ที่นั่นพวกเขายังได้รับการต้อนรับอย่างดีด้วยงานเลี้ยงหรูหรา เช่นเดียวกับขนมแบบตะวันตกก็ยังเป็นที่ต้อนรับเสมอในเมืองหลวง

'นันบัง' สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกสที่เอาชนะนโยบายต่อต้านคริสเตียนในญี่ปุ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ
Keiren Shomen หรือฝอยทองแบบญี่ปุ่น มักห่อด้วยสาหร่าย มีที่มาจาก “fios de ovos” ของโปรตุเกส
ภาพ : ippin.gnavi.co.jp/article-12443/
'นันบัง' สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกสที่เอาชนะนโยบายต่อต้านคริสเตียนในญี่ปุ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ
ภาพ Tamago Boro ที่มีหน้าตาคล้ายขนมผิงในประเทศไทย
ภาพ : spoonfulpassion.com/mini-egg-biscuit/)
'นันบัง' สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกสที่เอาชนะนโยบายต่อต้านคริสเตียนในญี่ปุ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ
‘คาเซอิตะ’ ขนมบิสกิตข้าวเหนียวสอดไส้แยม เป็นหนึ่งในขนมโปรตุเกสโบราณของญี่ปุ่น มีที่มาจาก Caixa da Marmelada ขุนนางตระกูลโฮโซคาวะใช้เป็นบรรณาการไปยังเมืองหลวง มีการประทับตราประจำตระกูลบนขนมด้วย
ภาพ : ippin.gnavi.co.jp/article-1601/

วัฒนธรรมนันบังยังดำเนินต่อไปในโลกาภิวัตน์

เป็นเวลา 200 ปีที่ญี่ปุ่นปิดประเทศ จนถึงสมัยศตวรรษที่ 19 เมื่อ ‘เรือดำ’ ของ มัทธิว เพอรี่ นายพลจัตวาแห่งสหรัฐอเมริกาเข้ามากดดันให้ญี่ปุ่นยอมรับการติดต่อจากภายนอกอีกครั้ง ระบบโชกุนค่อย ๆ เสื่อมอำนาจลง ขณะที่ระบบพระจักรพรรดิถูกนำกลับมาอีกครั้ง เฉกเช่นเดียวกับศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกได้รับเสรีภาพในการปฏิบัติศาสนกิจอีกครั้ง (แต่ก็ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนเมื่อ 400 ปีก่อน) ส่วนขนมนันบังนั้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งเดียวที่ไม่เคยหายไปไหน มันติดอยู่ในปลายลิ้นของผู้คนชนชั้นสูงมาตลอดเวลาหลายชั่วอายุคน อีกทั้งยังกลับได้รับความนิยมชมชอบขึ้นจนแพร่หลายออกจากรั้ววัง ในเวลาเดียวกันสูตรขนมจากประเทศตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีต่าง ๆ หลังการปฏิรูปเมจิ จนมีคำกล่าวว่า ขนมในประเทศญี่ปุ่นมี 2 ประเภท คือขนมแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ และขนมนันบังที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ แต่การฟื้นฟูครั้งหลังนี้มิได้มาพร้อมกับคริสต์ศาสนา หากแต่มาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่ดำเนินต่อไปพร้อมกับร้านเบเกอรี่หน้าตาแปลกใหม่แฟนตาซีที่เติบโตพร้อมกับอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคนมอย่างจริงจัง ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าวงการโภชนาการของญี่ปุ่นไปเลยทีเดียว

Writer & Photographer

Avatar

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

โลกถูกกระหน่ำด้วยวิกฤตโควิดเป็นเวลาถึง 3 ปี หลังจากสถานการณ์ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ปีนี้ผู้คนทั่วโลกคล้ายจะโหยหาความสุขจากการเฉลิมฉลองเทศกาลต่าง ๆ จึงฉลองเทศกาลเชื่อมต่อกันเต็มไปหมด ตั้งแต่ฮาโลวีน ลอยกระทง ดูเหมือนว่าปีนี้เพลงคริสต์มาสจะดังขึ้นเร็วกว่าทุกปี (และดูเหมือนคริสต์มาสจะเร็วขึ้นทุก ๆ ปี ที่เรียกกันว่า ‘การคืบคลานของคริสต์มาส’) 

บางเพลงเราก็คุ้นหูกันดี เช่น คืนสงัด (Silent Night), พระทรงบังเกิด (Joy to the World), ระฆังเงิน (Jingle Bells) ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบทเพลงที่มีท่วงทำนองสดใส เสียงกระดิ่งกระพรวนดังกรุ๊งกริ๊ง ชวนให้บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองช่วงสิ้นปีมีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนาน วันนี้จึงเชิญชวนมาไล่เรียงดูกันว่า บทเพลงที่สร้างสีสันสดใสสำหรับเทศกาลพระคริสตสมภพนั้น มีที่มาอย่างไรและพัฒนาต่อไปอย่างไร

จาก Jingle Bells ถึง All I Want For Christmas Is You แกะรอยต้นกำเนิดเพลงคริสต์มาส
บรรยากาศพระแท่นในเทศกาลพระคริสตสมภพ วัดกาลหว่าร์ ตลาดน้อย
ภาพ : เจิดจ้า รุจิรัตน์

คืนศักดิ์สิทธิ์ : บทเพลงในรางหญ้า

เพลงคริสต์มาสในยุคแรก เนื้อหาของเพลงเป็นการร้องสรรเสริญการบังเกิดของพระเยซูคริสต์ในค่ำคืนพระคริสตสมภพ ซึ่งได้แบบมาจากบทเพลงของทูตสวรรค์ที่ร้องในทุ่งเลี้ยงแกะ เราไม่รู้แน่ชัดว่า เพลงสำหรับร้องในวันนี้แต่งขึ้นครั้งแรกเมื่อใด สันนิษฐานว่าน่าจะเริ่มในยุคที่พระศาสนจักรเริ่มระบุการฉลองเทศกาลคริสต์มาสลงในปฏิทินพิธีกรรม คือช่วงค.ศ. 375 ลงมา ตัวอย่างที่เก่าที่สุดเก่าไปถึงศตวรรษที่ 4 เนื้อหาของเพลงเน้นไปที่การบังเกิดพระคริสต์ ที่ประสูติอย่างต่ำต้อยขัดสนในคอกเลี้ยงสัตว์ที่เมืองเบธเลเฮม แน่นอนว่าเพลงศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ร้องกันแต่ในโบสถ์เท่านั้น คริสต์มาสในยุคแรกจึงเป็นประเพณีทางศาสนาล้วน ๆ ค่อนข้างเคร่งขรึมจริงจัง ไม่ได้ให้บรรยากาศแบบงานเทศกาลเท่าไรนัก 

ตัวอย่างของเพลงในยุคนี้ ได้แก่ Jesus Refulsit Omnium (พระเยซู แสงสว่างแห่งนานาชาติ) เขียนขึ้นโดยนักบุญฮิลารีแห่งปัวติเยในศตวรรษที่ 4 และ Corde natus ex Parentis (การบังเกิดของความรักของพระบิดาเจ้า)

จาก Jingle Bells ถึง All I Want For Christmas Is You แกะรอยต้นกำเนิดเพลงคริสต์มาส
ถ้ำพระกุมารหรือฉากประสูติของพระเยซู หนึ่งในองค์ประกอบเทศกาลคริสต์มาสที่ทุกวัดต้องมี
ภาพ : เจิดจ้า รุจิรัตน์

ไม่มีธรรมเนียมร้องเพลงคริสต์มาสก่อนคริสต์มาสอีฟ

แม้ว่าเราจะได้ยินเพลงคริสต์มาสที่เปิดล่วงหน้าก่อนวันคริสต์มาสในห้างร้านต่าง ๆ แต่ถ้าหากไปร่วมพิธีกรรมในโบสถ์ต่าง ๆ เราจะยังไม่ได้ยินเพลงคริสต์มาสเลย เพราะเวลา 4 สัปดาห์ก่อนหน้าวันคริสต์มาส จะถือว่าเป็นเทศกาล ‘เตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า’ (Advent) ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัวเตรียมใจรับการเสด็จมาของพระกุมารเยซู ขณะเดียวกัน ในเชิงสัญลักษณ์ก็เปรียบเทียบว่า ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่โลกยังอยู่ในเวลาแห่งพันธสัญญาเดิม ยังไม่มีพระผู้ไถ่ลงมาประสูติ มนุษย์รอคอยพระองค์อย่างใจจดใจจ่อ อาภรณ์ของบาทหลวงจึงใช้สีม่วง (เป็นสีแห่งความโศกเศร้าเพราะการรอคอย) 

สำหรับบทเพลงในช่วงเวลานี้ ก็มีการแต่งแยกออกไปต่างหาก เช่น Veni redemptor gentium ซึ่งแปลได้ว่า เชิญเสด็จพระผู้ไถ่แห่งนานาชาติ ซึ่งเก่าไปถึงศตวรรษที่ 4, เพลงเชิญเถิดเอ็มมานูเอล (O come Emmanuel) แต่เดิมเป็นเพลงภาษาละตินในศตวรรษที่ 8, เพลงเชิญเสด็จพระมหาไถ่ (O come divine messiah) แต่งโดยกวีชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 หรือ ซึ่งเป็นบทเพลงแห่งความหวัง แต่ยังไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งความชื่นชมยินดี 

จาก Jingle Bells ถึง All I Want For Christmas Is You แกะรอยต้นกำเนิดเพลงคริสต์มาส
บทเพลง Veni redemptor gentium ที่พบในเอกสารยุคกลาง
ภาพ : blogs.bl.uk/digitisedmanuscripts

จากบทเพลงละตินสู่เพลงภาษาอื่น ๆ 

ทุกวันนี้เราเคยชินกับเพลงคริสต์มาสภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ๆ แต่ในอดีต การใช้ภาษาอื่นนอกจากละตินเพื่อสรรเสริญพระเจ้าดูจะเป็นเรื่องผิดที่ผิดทาง เนื่องจากธรรมเนียมการยกย่องภาษาละตินว่าเป็นภาษาสำหรับศาสนาเท่านั้น การแต่งเพลงคริสต์มาสเป็นภาษายุโรปอื่น ๆ จึงเกิดขึ้นภายหลัง 

โดยเฉพาะในช่วงยุคกลางหลังศตวรรษที่ 13 ลงมา คริสต์มาสกลายเป็นเทศกาลรื่นเริงที่ชาวบ้านเอาไปฉลองกันนอกโบสถ์ มีการรวมขบวนกันร้องเพลงแห่กันไปรอบหมู่บ้าน เกิดเป็นเพลง Carol ขึ้นมา (คำนี้รากศัพท์มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า carole ซึ่งแปลว่าการเต้นรำจับมือกัน) ซึ่งแม้ว่าจะยังคงเนื้อหาเพลงศาสนาไว้ แต่ก็มีบรรยากาศของความสนุกสนานไม่เคร่งขรึม จนครั้งหนึ่ง รัฐบาลครอมเวลล์แห่งอังกฤษ เคยประณามการเดินแห่แครอลนี้ว่านอกรีตทีเดียว เพราะบางครั้งก็มีการร้องเล่นเกินเลยไปจากกรอบศาสนา

เพลงบางเพลงก็แปลมาจากภาษาละตินโดยตรง เช่น ขอเชิญท่านผู้วางใจ (O come O ye faithful) ซึ่งแปลงมาจากเพลง Adeste Fideles (กำเนิดในศตวรรษที่ 13 แต่แปลในศตวรรษที่ 17) ด้วยเนื้อหาที่อัดแน่นไปด้วยข้อความเชื่อทางเทววิทยา ทุกวันนี้เพลงบางเพลงก็ต้องตัดบางท่อนทิ้งไป เพราะมีเนื้อยาวหลายท่อนและให้บรรยากาศทางศาสนามาก เพลงคริสต์มาสที่เราถือว่าเป็น ‘เพลงคลาสสิก’ ทุกวันนี้ แท้จริงก็มาจากเพลงที่ชาวบ้านนำมาร้องเดินแห่ฉลองกันนอกโบสถ์ 

จาก Jingle Bells ถึง All I Want For Christmas Is You แกะรอยต้นกำเนิดเพลงคริสต์มาส
บรรยากาศคริสต์มาสที่วัดกาลหว่าร์ 
ภาพ : เจิดจ้า รุจิรัตน์

บทเพลงแห่งซานต้าคลอส

ซานต้าคลอสกลายเป็นพระเอกใหม่ของงานคริสต์มาส ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ลงมา ด้วยบุคลิกของคนแก่ใจดีสีสันสดใส พร้อมแจกของขวัญให้เด็ก ๆ ที่มาพร้อมกับลัทธิบริโภคนิยมและการเติบโตของวงการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ (ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่เริ่มขยายตัวในช่วงสงครามเย็น) ซานต้าผู้มีกำเนิดจากนักบุญนิโคลาส และเคยเป็น ‘คุณปู่คริสต์มาส’ ผู้เคยแจกของขวัญในดินแดนต่าง ๆ ในยุโรป เช่น เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ เข้าไปมีอิทธิพลในอเมริกาผ่านทางการเดินทางทางวัฒนธรรมของผู้อพยพชาวดัตช์ 

โลกจึงได้รู้จักมาสคอตอีกชิ้นหนึ่งของคริสต์มาส นอกจากองค์พระเยซูกุมารและต้นสน เพลงคริสต์มาสก็เริ่มเลื่อนไหลอีกครั้ง โดยเน้นไปที่การให้ของขวัญ (เพื่อสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยของผู้ปกครอง และส่งผลดีต่อโรงงานของผู้ผลิต) การสั่งสอนลูกหลานให้เป็นเด็กดีผ่านการให้ของขวัญของซานต้า ก็เป็นธรรมเนียมการเฉลิมฉลองการมาถึงของซานต้าในอเมริกา 

เราเห็นธรรมเนียมพวกนี้ผ่านบทเพลงมากมายเช่น ซานต้าคลอสมาบ้านเรา (Santa Claus is Coming to Town) (1934) เพลง Rudolph the Red Nose Reindeer (1939) ที่พูดถึงปมในใจของกวางเรนเดียร์จมูกแดงของซานต้า ส่วนเพลงระฆังเงิน (Jingle Bells 1857) แม้ว่าเดิมจะแต่งขึ้นเพื่อใช้ในการแข่งเลื่อนในระหว่างเทศกาลขอบคุณพระเจ้า แต่เมื่อถึงต้นศตวรรษที่ 20 อันเป็นเวลาที่เพลงนี้เกิดฮิตขึ้นมา ก็กลายเป็นเพลงคริสต์มาสและถูกเชื่อมโยงกับซานต้าเพราะเนื้อหาพูดถึงเลื่อนและหิมะ เพลงเหล่านี้ให้บรรยากาศแบบเด็ก ๆ บางเพลงก็เป็นนิทานสอนใจให้ข้อคิด ทำให้แก่นสารของการฉลองวันเกิดของพระคริสต์กุมารยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าในช่วงเวลานี้ ความเป็นโลกฆราวาสนิยมจะค่อย ๆ เข้ามาแทนที่โลกศาสนาแล้วในตะวันตก  

จาก Jingle Bells ถึง All I Want For Christmas Is You แกะรอยต้นกำเนิดเพลงคริสต์มาส
ป้ายแสดงประวัติผู้แต่งเพลง ‘ระฆังเงิน’ ในเมืองซาวันนาห์ จอร์เจีย
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Jingle_Bells
จาก Jingle Bells ถึง All I Want For Christmas Is You แกะรอยต้นกำเนิดเพลงคริสต์มาส
หนังสือนิทานสำหรับเด็กเรื่อง รูดอล์ฟ กวางเรนเดียร์จมูกแดง ที่มาของเพลงคริสต์มาสยอดนิยม
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Rudolph_the_Red-Nosed_Reindeer

เมื่อคริสต์มาสกลายเป็นวันหยุดทางโลกฆราวาส

ในปัจจุบันโลกเต็มไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติศาสนา วันคริสต์มาสที่เคยเป็นวันหยุดทางศาสนาคริสต์นั้นก็ถูกตีความใหม่อีกครั้ง แม้ว่าจะไม่ได้ยกเลิก แต่ก็กลายเป็นวันหยุดประจำปีที่ต่อเนื่องยาวไปถึงวันปีใหม่สากล ดังนั้น หลายครั้งหลายหนจึงมีการตั้งคำถามว่า ควรเลิกใช้คำว่าคริสต์มาสได้หรือไม่ สำหรับกลุ่มคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ อาจจะเรียกวันนี้ว่า วันหยุดยาวสิ้นปี หรือเรียกต้นคริสต์มาสว่า ‘Yule Tree’ หรือ ‘Holiday Tree’ แต่ก็ไม่ได้แพร่หลายเป็นที่นิยม ส่วนมากยังเรียกต้นคริสต์มาสอย่างเดิม 

ส่วนบทเพลงคริสต์มาส แน่นอนว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทสังคม โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 1930 ลงมา ในอเมริกาเกิดกระแสการแต่งเพลงคริสต์มาสแนวป๊อปขึ้นมาใหม่ เพื่อเข้าถึงทุกคนในบรรยากาศวันหยุดยาวหน้าหนาวส่งท้ายปี

ความหมายของวันคริสต์มาสสำหรับคนที่ไม่มีศาสนา พระกุมารเยซูจึงไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป ความหมายของวันนี้จึงเลื่อนไหลไปเป็นความสนุกสนานในช่วงเวลาพิเศษช่วงฤดูหนาวอันชวนเหงา ซึ่งครอบครัวได้หยุดงานยาว ๆ กลับมารวมตัวกันอีก คริสต์มาสจึงคล้ายกับสงกรานต์ของไทย คือวันที่ทุกคนหยุดงานกลับบ้านอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เวลาเราดูภาพยนตร์ตะวันตก เมื่อใครสักคนไม่ได้กลับบ้านในวันคริสต์มาส เพราะติดงานหรือภารกิจเร่งด่วน ดูจะเป็นเรื่องน่าสงสารมากเลยทีเดียว และต้องขวนขวายหาทางกลับบ้านให้ทันเวลา ความหมายของคริสต์มาสในสังคมโลกสมัยใหม่ จึงกลายเป็นวันของครอบครัวไป

เพลงคริสต์มาสก็เช่นกัน หลายเพลงหันไปให้ความสำคัญกับการกลับบ้านในช่วงเวลาพิเศษนี้ เช่น I’ll Be Home For Christmas (1943), I Want to Come Home for Christmas (1972) เพลงคริสต์มาสจึงมีเนื้อหาที่อบอุ่นกินใจ และผลิตออกมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเพลงป๊อปประจำเทศกาล 

นักร้องดังที่ผลิตอัลบั้มที่ขายดีตลอดกาล ได้แก่ อัลบั้มคริสต์มาสของ เอลวิส เพรสลี่ (1957) ขายได้ถึง 20 ล้านชุด หรืออัลบั้มของ Frank Sinatra ศิลปินอมตะผู้มีเสียงทุ้มนุ่มลึกเฉพาะตัว ซึ่งออกในปีเดียวกันก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน กระเถิบมาใกล้ตัวเราหน่อย เราเห็นตัวอย่างจาก มาราย แครี่ ซึ่งออกอัลบั้ม Merry Christmas (1994) โดยมีเพลงดังประจำอัลบั้มอย่าง All I Want For Christmas Is You แล้วกลายเป็นเพลงที่เปิดได้ตลอดกาลนิรันดร เธอใช้ชีวิตจากลิขสิทธิ์ของเพลงนี้ไปได้ตราบเท่าที่โลกยังมีวันคริสต์มาส 

จาก Jingle Bells ถึง All I Want For Christmas Is You แกะรอยต้นกำเนิดเพลงคริสต์มาส
อัลบั้มเพลงคริสต์มาสขายดีตลอดกาลของ เอลวิส เพรสลี
ภาพ : blogs.bl.uk/digitisedmanuscripts
จาก Jingle Bells ถึง All I Want For Christmas Is You แกะรอยต้นกำเนิดเพลงคริสต์มาส
อัลบั้ม A JOLLY CHRISTMAS Holiday ชองแฟรงค์ ซินาตร้า จำหน่ายปี 1957
ภาพ : www.ebay.com

คริสต์มาสทุกวันนี้เป็นวันฉลองสากลไปแล้ว แม้ว่าหลายคนไม่ได้เป็นคริสตชน แต่กลิ่นอายของความชื่นชมยินดีจากการบังเกิดของพระคริสต์ยังกระจายออกไปยังทุกคน แม้ว่าเขาจะไม่รู้จักพระองค์ แต่ในโลกปัจจุบัน เราฉลองการปิดจ๊อบปลายปี ฉลองวันหยุดยาวในช่วงเวลาที่อากาศแจ่มใส เดินทางกลับบ้านอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ช่างเป็นวันที่เหมาะกับเสียงเพลงมากที่สุด 

ขอบคุณท่านผู้อ่านและขอส่งความสุขวันพระคริสตสมภพให้ทุกท่าน และขอให้มีความสุขในวันหยุดยาวปีใหม่ครับ

Writer

Avatar

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load