The Royals (2013) : Royal Wedding

Genre: Documentary, History

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาเกือบทั้งหมดของสารคดี*

ถ้าวันนี้คุณกำลังรู้สึกว่าคุณป้าข้างบ้านสนใจเรื่องของคุณมากเกินไป เราอยากชวนให้คุณมารู้จักสารคดีที่เฉพาะเจาะจงทำขึ้นเพื่อเล่าเรื่องราวของราชวงศ์นี้ให้คนทั้งโลกฟังดูสักที เพราะจากมากกว่าพันล้านครอบครัว    ทั่วโลก คงไม่มีครอบครัวไหนได้รับความสนใจมากเท่าราชวงศ์อังกฤษอีกแล้ว

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

สารคดี The Royals ถูกสร้างเอาไว้เมื่อปี  2013 สารคดีนี้ถูกแบ่งออกเป็น 6 ตอน เล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษที่ใครๆ ก็อยากรู้ และเรื่องที่คนให้ความสนใจมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องพิธีแต่งงานของสมาชิกในราชวงศ์ ซึ่งในสารคดีชุดนี้ยกมานำเสนอเป็นตอนแรก และเป็นตอนเดียวที่เราคิดว่าควรนำมาเล่าสู่กันฟังอย่างเร่งด่วนในช่วงนี้

สารคดีชุดนี้เล่าเรื่องผ่านการสัมภาษณ์ผู้คนในวงการสื่อและประวัติศาสตร์หลายคน มีทั้งการเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากประวัติศาสตร์ การปะติดปะต่อเรื่อง และการให้ความเห็น ซึ่งทำให้การดูสารคดีชุดนี้เหมือนการได้นั่งคุยอย่างออกรสกับเพื่อนผู้รู้ลึกรู้จริง ดูแล้วมันอดไม่ได้จนต้องเอาไปเล่าให้คนอื่นฟังต่อ ด้วยว่ามันจะทำให้เกิดบทสนทนาต่อกันไปได้อีกยาว

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

การแต่งงานที่เป็นวาระระดับโลก

ในสารคดีชุดนี้เล่าว่าพิธีเสกสมรสของสมาชิกราชวงศ์อังกฤษสามารถดึงดูดความสนใจของคนได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ แฟชั่น และเป็นการรวมตัวกันของคนดังระดับที่ไม่ได้เห็นกันได้บ่อยๆ

ถ้าจะเล่าให้มันจริงขึ้นอีกนิด นี่เป็นจุดเริ่มต้นของละครชีวิตตอนใหม่ที่คนทั่วโลกจะได้คอยจับตามอง เป็นเหมือนแคมเปญโฆษณาของสหราชอาณาจักร และมีกลุ่มเป้าหมายเป็นทั้งชาวอังกฤษเองและชาวโลก แคมเปญนี้ไม่ใช่แค่การประกาศและตอกย้ำความเป็นอังกฤษ แต่ยังเป็นโอกาสที่ราชวงศ์ใช้สื่อสารกับผู้คน เพื่อสร้างความใกล้ชิดผ่านวิธีการที่เข้ากับยุคสมัยด้วย

สารคดีนี้เล่าย้อนไปถึงการแต่งงานของราชวงศ์ตั้งแต่อดีต ผ่านหลายเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จนมาเป็นพิธีเสกสมรสที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกในทุกวันนี้ หลายครั้งที่พิธีเสกสมรสของราชวงศ์อังกฤษได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสังคม แต่ก็คงไม่มีครั้งไหนที่เป็นการปฏิวัติมากเท่ากับพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียอีกแล้ว

สมเด็จพระราชีนีนาถผู้นำเทรนด์

เราเพิ่งรู้จากการดูสารคดีเรื่องนี้ว่าพิธีเสกสมรสของราชวงศ์อังกฤษเคยเป็นพิธีการที่ทำกันอย่างเป็นส่วนตัวในครอบครัว ไม่ได้มีการเปิดเผยสู่สาธารณชนมาก่อน จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 1840 ซึ่งถ้าเทียบช่วงเวลากับไทยตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเป็นพระองค์แรกที่เผยแพร่พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของพระองค์กับเจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งซัคเซิน-โคบูร์กและโกทาให้ประชาชนได้ชื่นชม

ในช่วงนั้นเทคโนโลยีการถ่ายภาพและการพิมพ์ที่ก้าวหน้าไปมากในยุโรปทำให้การสื่อสารมวลชนที่มีภาพถ่ายประกอบเป็นไปได้ง่ายและกว้างขวางมากขึ้น สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงเห็นประโยชน์ของการสร้าง      ภาพลักษณ์และสร้างความนิยมให้กับราชวงศ์ จึงพระราชทานพระราชวโรกาสให้นักข่าวร่วมพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส รวมทั้งพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำภาพการอภิเษกสมรสของพระองค์ไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทั่วทั้งราชอาณาจักร ซึ่งนับว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัยมากในยุคนั้น

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

และก็เหมือนกับเจ้าสาวในทุกยุคทุกสมัย พระองค์ทรงเลือกฉลองพระองค์ชุดเจ้าสาวที่แสดงจุดยืนของตนเอง ซึ่งไม่เหมือนกับเจ้าสาวราชวงศ์พระองค์ไหน ก่อนหน้านี้ชุดเจ้าสาวของราชวงศ์เป็นชุดสีทองที่ทรงเครื่องอย่างหรูหราเพื่อเป็นการสื่อถึงยศถาบรรดาศักดิ์ของผู้สวมใส่ แต่ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระองค์ทรงเลือกฉลองพระองค์ชุดเจ้าสาวสีขาวล้วนแบบบอลล์กาวน์ (Ball Gown) ซึ่งเป็นแบบที่ไม่เคยมีเจ้าสาวราชวงศ์พระองค์ไหนสวมมาก่อน ชุดเจ้าสาวสีขาวนี้ทำให้พระองค์เด่นสะดุดตาท่ามกลางผู้คนที่มาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ตั้งแต่นั้นมา ชุดเจ้าสาวสีขาวก็ได้รับความนิยมจากเจ้าสาวทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้

ภาพพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียต่อเจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งซัคเซิน-โคบูร์กและโกทา

การสมรสกับสามัญชน

อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ว่าเรามักจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ หลายอย่างในพิธีเสกสมรสของราชวงศ์อังกฤษในปี 1920 นั้นเจ้าชายเพิ่งจะได้รับอนุญาตให้สมรสกับสตรีที่ไม่ใช่ราชวงศ์และเจ้าชายอัลเบิร์ต ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระบรมราชชนกในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ก็เป็นเจ้าชายพระองค์แรกที่ใช้สิทธิ์นั้น

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

เมื่อปี 1923 ซึ่งในประเทศไทยอยู่ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 เจ้าชายอัลเบิร์ตเข้าพิธีเสกสมรสกับเอลิซาเบธ โบว์ส-ลีออน หญิงสาวสามัญชนจากสังคมชั้นสูงในสกอตแลนด์ ที่ต่อมาคือสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระบรมราชชนนีในสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แม้เรื่องที่เล่ากันต่อๆ มาจะบอกว่าเอลิซาเบธได้ปฏิเสธการขอแต่งงานไปถึง 3 ครั้ง แต่เจ้าชายอัลเบิร์ตก็ไม่ได้ถอดใจและทรงเอาชนะใจเอลิซาเบธได้ในที่สุด

นอกจากจะเป็นการเสกสมรสระหว่างราชวงศ์และสามัญชนแล้ว พิธีเสกสมรสครั้งนั้นก็ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ     รูปแบบการเสกสมรสของราชวงศ์ในยุคปัจจุบันที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้นอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถม้าที่มีหน้าต่างให้มองเห็นด้านในได้ หรือการยืนโบกมือที่ระเบียงพระราชวังบัคกิงแฮม

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง
‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

การอนุญาตให้เจ้าชายสมรสกับสตรีที่เพียบพร้อมแม้ว่าจะไม่ใช่เชื้อสายราชวงศ์นั้นถูกมองว่าเป็นหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำราชวงศ์อังกฤษเข้าสู่ยุคใหม่ และทำให้อังกฤษยังมีราชวงศ์อยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ ในยุคสมัยที่สงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งจะจบไปได้ไม่นาน อังกฤษต้องพบกับสถานการณ์ข้าวยากหมากแพง ประชาชนคาดหวังว่าราชวงศ์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าถึงประชาชนให้มากกว่าที่เคย เทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้าบีบบังคับให้การสื่อสารผ่านหนังสือพิมพ์ไม่ดีพออีกต่อไป สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 จำเป็นต้องพระราชทานพระราชดำรัสออกอากาศผ่านทางวิทยุเพื่อสร้างความมั่นใจแก่พสกนิกร ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจในการพูดต่อหน้าสาธารณะ และเพราะมีราชินีที่คอยเคียงข้างช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เป็นเรี่ยวแรงสำคัญที่ทำให้พระองค์และราชอาณาจักรอังกฤษผ่านพ้นความระส่ำระสายนั้นมาได้  (ถ้าสนใจเรื่องนี้เราแนะนำให้ดูภาพยนตร์เรื่อง King Speech ต่อจากสารคดีเรื่องนี้เลย)

เมื่อเจ้าหญิงกับเจ้าชายไม่ได้ครองรักด้วยความสุขตลอดกาลเสมอไป

ในยุค 80 เมื่อโลกเริ่มจะไร้พรมแดน การเสกสมรสของสมาชิกราชวงศ์ซึ่งเคยเป็นวาระระดับชาติได้กลายมาเป็นวาระระดับโลก ความกดดันในการเลือกคู่ครองของมกุฎราชกุมารอังกฤษอย่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ก็เลยไม่ได้มาจากแค่ภายในครอบครัวเท่านั้น แต่ว่าสื่อมวลชนและความคาดหวังของคนทั้งโลกก็มีส่วนในการสร้างความกดดันด้วย เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ได้รับคำแนะนำให้สมรสกับสตรีผู้สูงศักดิ์และบริสุทธิ์ ความสัมพันธ์ของพระองค์กับคามิลลา ปาร์กเกอร์ โบว์ลส์ จึงไม่เข้าข่ายที่ราชวงศ์อังกฤษและชาวโลกจะยอมรับได้ในยุคนั้น เมื่อไม่สามารถประวิงเวลาได้อีกต่อไป เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์จึงเข้าพิธีเสกสมรสกับ ไดอาน่า สเปนเซอร์ บุตรสาวจากครอบครัวที่มีสายสัมพันธ์กับราชวงศ์อังกฤษมานานหลายชั่วอายุ

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

ในปี 1981 พิธีเสกสมรสครั้งนั้นสะกดชาวโลกไว้ด้วยความอลังการราวกับเทพนิยาย ราชวงศ์อังกฤษเลือกสถานที่ในการจัดงานเป็นวิหารเซนต์พอลซึ่งสามารถรองรับแขกได้ถึง 2,600 คน พระมหากษัตริย์ พระราชินี และผู้นำประเทศจากทั่วทั้งยุโรป ได้รับเชิญให้มาร่วมงาน และผู้คนทั่วโลกก็ได้รับเชิญให้ร่วมเป็นสักขีพยานในการเสกสมรสครั้งนี้เช่นกัน

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

วิทยาการและเทคโนโลยีทางโทรทัศน์ที่ก้าวหน้าไปทั่วโลกก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การเสกสมรสครั้งนั้นเป็นวาระระดับโลก เพราะนอกจากชาวโลกจะให้ความสนใจในราชวงศ์อังกฤษแล้ว ในยุคนั้นก็ยังไม่เคยมีการถ่ายทอดสดที่ยิ่งใหญ่และน่าตื่นตาตื่นใจเท่าพิธีเสกสมรสของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และไดอาน่ามาก่อน และการถ่ายทอดสดในครั้งนั้นคาดว่าจะมีผู้ชมราวๆ 750 ล้านคนจากทั่วโลกเลยทีเดียว

ความอลังการและการได้รับความสนใจอย่างมหาศาลในครั้งนั้นสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการแต่งงานทั่วโลกที่ต้องหรูหราและยิ่งใหญ่ ฉลองพระองค์ชุดเจ้าสาวของเจ้าหญิงไดอาน่ามีผ้าลูกไม้เป็นหางยาว 25 ฟุต และมีเลื่อมมุกกว่า 10,000 ชิ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นในสารคดีชุดนี้ให้ความเห็นว่าการออกแบบนี้มีที่มาจากความมั่งคั่งในยุค 80 ความยิ่งใหญ่และหรูหราของชุดเจ้าสาวจึงถูกนำกลับมาให้ค่าอีกครั้งในพิธีเสกสมรสของสมาชิกราชวงศ์เพื่อแสดงถึงอำนาจและความยิ่งใหญ่ แต่อย่างหนึ่งที่ยังคงอยู่คือ สีขาวของชุด ซึ่ง ณ วันนั้นมีความหมายเพิ่มเติมที่สื่อถึงความบริสุทธ์ของเจ้าสาวอย่างไดอาน่า และได้กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของเจ้าสาวในอุดมคติต่อมา

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

อย่างไรก็ตามการแต่งงานกับเจ้าชายผู้สูงศักดิ์และการมีพิธีเสกสมรสที่สวยงามจนใครๆ อิจฉา ก็ไม่ได้ทำให้หญิงสาววัย 20 ปีอย่างเจ้าหญิงไดอาน่าเป็นคนที่มีความสุขที่สุดแบบในเทพนิยาย

คนทั่วไป รวมทั้งเจ้าหญิงไดอาน่าเองรู้ดีว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์มีคามิลลา ปาร์กเกอร์ โบว์ลส์ เป็นคู่รักอยู่ แต่ไดอาน่าเองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าในตอนที่เธอกำลังจะเดินเข้าพิธีเสกสมรส เธอเห็นว่าคามิลลาอยู่ร่วมในพิธีด้วย เธอก็ได้แต่หวังว่าความรักของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และคามิลลาจะจบลงไปแล้ว แต่เราทุกคนก็รู้ดีว่าความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่าทรงแยกทางกันในปี 1996 และเจ้าหญิงแสนสวยผู้น่าสงสารก็สิ้นพระชนม์เพราะอุบัติเหตุในปี 1997

เทพนิยายยุคมิลเลเนียล

แต่แล้วเจ้าชายวิลเลียม พระโอรสองค์โตของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่าก็ให้ความหมายใหม่กับความสุขดั่งเทพนิยายในอีกสิบกว่าปีถัดมา

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

เจ้าชายวิลเลียม และ เคท มิดเดิลตัน คบหาดูใจกันมานานถึง 6 ปีก่อนที่ทั้งสองจะเข้าพิธีเสกสมรส และดำรงยศเป็นดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ในเวลาต่อมา การที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งของบิดามารดาท่ามกลางการจับตามองของคนทั้งโลกไม่ใช่สิ่งที่เจ้าชายวิลเลียมอยากให้เกิดซ้ำแน่ๆ เขาจึงใช้เวลาเพื่อหาหญิงสาวที่พร้อมทั้งคุณสมบัติที่เขา ราชวงศ์ และโลก มองหา

ในโลกยุคนี้ เคท มิดเดิลตัน ไม่ใช่คนที่จะเรียกได้เต็มปากว่าเป็นคนธรรมดา (Commoner) อีกแล้ว เธอมีคุณลักษณะที่เพียบพร้อมสำหรับการเป็นสมาชิกราชวงศ์ในโลกยุคใหม่ทั้งในด้านการศึกษา ความสามารถ บุคลิก และรสนิยม ที่ทำให้ประชาชนยอมรับเธอได้ไม่ยาก เจ้าชายวิลเลียมทรงหมั้นเคทด้วยแหวนวงเดียวกันกับที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ให้กับเจ้าหญิงไดอาน่า แต่สิ่งที่ทำให้คนทั้งโลกรักและสนับสนุนหนุ่มสาวคู่นี้ไม่ใช่แค่ความน่าหลงใหลแบบเทพนิยายเหมือนครั้งนั้น แต่มันคือความเหมาะสมลงตัวที่เต็มไปด้วยความรักและจับต้องได้ ผู้คนล้วนรู้สึกมีความสุขไปกับพวกเขาเหมือนกับการได้เห็นลูกหลานของตนเป็นฝั่งเป็นฝาไปกับคนที่คู่ควร และชาวอังกฤษก็เต็มไปด้วยความหวังว่าดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์คู่นี้จะเป็นผู้นำความยิ่งใหญ่กลับมาให้กับราชอาณาจักรอังกฤษในโลกยุคใหม่นี้ได้

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

พิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและเคทในปี 2011 มีผู้ชม 2 พันล้านคนที่ชมการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์และก็ยังมีอีกไม่น้อยที่ติดตามชมและพูดถึงการเสกสมรสในครั้งนั้นผ่าน Social Network อย่าง Twitter และ Facebook นอกจากรายชื่อดารา นักกีฬา และผู้มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมงานแล้ว ชุดเจ้าสาวก็ยังคงเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจเหมือนเคย ฉลองพระองค์ชุดเจ้าสาวราชวงศ์ในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ถูกตีความแค่จากรูปแบบและเครื่องประดับที่เธอเลือกอีกต่อไป แต่ผู้คนยังให้ความสนใจไปถึงการเลือกดีไซเนอร์ของเจ้าสาวราชวงค์เลยทีเดียว ซาราห์ เบอร์ตัน แห่งอเล็กซานเดอร์ แมคควีน ก็เลยกลายเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์ในฐานะผู้ออกแบบชุดเจ้าสาวที่ได้รับคำชื่นชมว่าเป็นการออกแบบที่เต็มไปด้วยเรื่องราวได้อย่างน่าประทับใจ

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

รักออกแบบไม่ได้

เรื่องราวของความรักไม่เคยเป็นเรื่องง่ายและการครองคู่กันในราชวงศ์ก็มีหลายเรื่องไม่ธรรมดา หลายเรื่องก็เป็นที่น่าเห็นใจ อย่างการสละราชสมบัติเพื่อไปแต่งงานกับผู้หญิงที่รัก แต่รัฐบาลไม่อนุมัติ หรือการเสกสมรสครั้งที่ 2 ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และคามิลลา ปากเกอร์ โบว์ลส์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ยาก แต่มันก็เป็นการปลดล็อกที่ราชวงศ์อังกฤษต้องทำเพื่อเป็นการปรับตัวไปตามยุคสมัย ในพิธีเสกสมรสของดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ โลกได้เห็นว่าราชวงศ์ได้ผ่อนปรนอะไรหลายอย่างเพื่อเปิดทางให้เรื่องที่สำคัญต่อลูกหลานของราชวงศ์ อย่างการให้เลือก คู่ครองเองและการให้ความสำคัญในระดับส่วนตัวมากกว่าระดับรัฐแล้ว

ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2018 ที่ผ่านมาราชวงศ์อังกฤษก็ได้แสดงความใจกว้างครั้งใหญ่อีกครั้งในพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่ พระอนุชาในเจ้าชายวิลเลียมและเมแกน มาร์เคิล นักแสดงฮอลลีวูด ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ในเวลาต่อมา น่าเสียดายที่เรื่องราวของทั้งสองไม่ได้ถูกรวมเอาไว้ในสารคดีชุดนี้ แต่เราได้ยินมาว่าจะมีภาพยนตร์เกี่ยวกับเรื่องราวความรักของทั้งสองพระองค์ออกมา ติดตามดูกันได้นะ

สุดท้ายนี้จะไม่พูดถึงเรื่องของพระราชินีองค์ปัจจุบันคงไม่ได้

สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ทรงโดดเด่นเสมอด้วยการแต่งองค์ด้วยสีจัดจ้านสีเดียว สารคดีเรื่องนี้ทำให้เราเพิ่งทราบว่าการที่พระองค์ทรงฉลองพระองค์เช่นนั้นก็เพื่อทำให้หน่วยรักษาความปลอดภัยสังเกตเห็นพระองค์ได้ง่าย แล้วก็ยังทำให้พระองค์โดดเด่นในสายตาฝูงชนอีกด้วย

สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ทรงครองราชย์มาเกินครึ่งพระชนม์ชีพของพระองค์และตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์นั้นพระองค์ทรงแทบจะไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย ยกเว้นกับชายผู้เคียงข้างพระองค์เป็นเหมือนพระสหายสนิทมาตลอดอย่างเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

เจ้าหญิงเอลิซาเบธกับเจ้าชายฟิลิปเสกสมรสหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงไม่นาน และพิธีเสกสมรสของทั้งสองพระองค์ไม่ได้ถูกลงรายละเอียดมากในสารคดีชุดนี้ แต่ฉลองพระองค์ชุดเจ้าสาวของเจ้าหญิงเอลิซาเบธก็ได้รับคำชื่นชมว่าเป็นชุดเจ้าสาวที่สวยอย่างไร้กาลเวลา และทั้งสองก็คงครองรักกันเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ก็ 65 ปีแล้ว

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง
Photo By Jon – Flickr, CC BY 2.0 https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=2382896

ท่ามกลางความกดดันและการเสียสละในฐานะประมุขแห่งราชวงศ์อังกฤษ สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ก็มีเจ้าชายฟิลิปเป็นพื้นที่ปลอดภัยของพระองค์เสมอมา พระองค์ทรงสามารถเป็นตัวของพระองค์เองได้เมื่ออยู่กับเจ้าชายฟิลิป และเจ้าชายฟิลิปก็เป็นเพียงคนเดียวที่จะพูดตรงๆ กับสมเด็จพระราชินีได้ ถือว่าเป็นคู่ชีวิตที่น่าอิจฉาไม่น้อยเลยทีเดียวนะ ว่าไหม (ถ้ายังสนใจเรื่องราวชีวิตของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 เราขอแนะนำเพิ่มเติมให้ดูซีรีย์ The Crown ใน Netfilx นะ สนุกมาก)

สารคดีชุดนี้ตั้งข้อสังเกตว่าพิธีเสกสมรสของราชวงศ์อังกฤษมักจะเกิดขึ้นเมื่อราชอาณาจักรอังกฤษกำลังเผชิญปัญหาอะไรสักอย่าง เช่นการอภิเษกสมรสของพระเจ้าจอร์จที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี ก็เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 พิธีเสกสมรสของเจ้าหญิงเอลิซาเบธกับเจ้าชายฟิลิปก็เป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นาน เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์กับเจ้าหญิงไดอาน่าและเจ้าชายวิลเลียมกับเคทก็มีพิธีเสกสมรสกันในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ มันก็เป็นได้ที่อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ และก็เป็นไปได้อีกเช่นกันว่านี่อาจจะเป็นหนึ่งในวิธีการทำให้คนอังกฤษรวมกันเป็นหนึ่งได้ อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นเพราะสงครามหรือวิกฤตเศรษฐกิจ ที่เรารู้แน่ๆ วันนี้คือราชวงศ์อังกฤษนั้นเปรียบเสมือนครอบครัวของชาวอังกฤษและยังเป็นราชวงศ์ของโลกอีกด้วย

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

หนึ่งในโปรเจกต์ที่กระแสดีตั้งแต่ประกาศสร้างจนถึงช่วงซีรีส์พรีเมียร์คือ Cabinet of Curiosities ซีรีส์แนวลึกลับสยองขวัญ 8 เอพิโซด 8 เรื่องสั้นของ Netflix ที่สรรสร้างและคัดสรรโดยผู้สร้าง Guillermo del Toro จาก Shape of Water และ Hellboy ด้วยตัวเอง ทั้งเรื่องราวภายในตู้ลับกับผู้ถ่ายทอดเรื่องราวหรือผู้กำกับแต่ละเรื่อง

Cabinet of Curiosities เป็นอีกหนึ่งแพสชันโปรเจกต์ของผู้กำกับคนนี้ที่รอคอยมาตลอดเลยครับ ความคลั่งไคล้เรื่องสยองขวัญของผู้กำกับชื่อดัง ทำให้เขาหาอ่านหาดูทั้งเรื่องสั้น หนัง ซีรีส์ จนได้ค้นพบว่ามีเรื่องราวดี ๆ มากมายรอให้ดัดแปลงเป็นฉบับคนแสดงอยู่ และในขณะเดียวกันยุคสมัยใหม่นี้ ผู้กำกับหลายคนมีของและน่าดึงตัวมาให้พวกเขาได้ปล่อยของสักหน่อย 

เรื่องนี้จึงเป็นซีรีส์ที่โชว์ทั้งเรื่องสยองหลากหลายรสชาติและเนื้อหา และยังเป็นเวทีปล่อยของของผู้กำกับหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Guillermo Navarro ผู้กำกับซีรีส์ Narcos, Vincenzo Natali ผู้กำกับ Cube กับ Splice, Jennifer Kent ผู้กำกับ The Babadook และอีกมากหน้าหลายตา ด้วยการดัดแปลงเรื่องราวที่มีตั้งแต่คลาสสิกปี 1900 เรื่องสั้นของกีเยร์โม เดล โตโร เอง ไปจนถึงเรื่องราวของปรมจารย์สยองขวัญ H.P. Lovecraft ส่วนนักแสดงก็มีตั้งแต่สุดคุ้นหน้าไปจนถึงหน้าไม่คุ้น

**บทความต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของซีรีส์**

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

Cabinet of Curiosities เป็นชื่อเรียกตู้สะสมสิ่งของและวัตถุที่มีเรื่องราว มีที่มาหลากหลาย ตั้งแต่ของสะสมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ของสะสมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาหรือประวัติศาสตร์ ของสะสมประเภทงานศิลปะ จนถึงของสะสมที่มีประวัติอันน่าสนใจ ประหลาด น่าทึ่ง บิดเบี้ยว ไปจนถึงสยองขวัญ (เสิร์ชคำนี้ในกูเกิล ก็จะพบว่ากูเกิลเองก็เป็น Cabinet of Curiosities รูปแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน) และมันยังเป็นชื่อหนังสือที่ เดล โตโร เขียนเกี่ยวกับของสะสมและความชื่นชอบส่วนตัวของตัวเอง รวมถึงเป็นคำจำกัดความบ้านที่เต็มไปด้วยของสะสมเหล่านี้จำนวนมากอีกด้วยครับ

รายการหนึ่งของ Nerdist ทำคลิปพาไปดูบ้านกีเยร์โม เดล โตโร ที่ L.A. นอกจากจะพบว่าบ้านทั้งหลังของเขาคือตู้ลับสุดหลอนอันฟุ้งไปด้วยกลิ่นของความโกธิกและพิศวงแล้ว บ้านหลังนี้ยังมีรูปปั้นของ H.P. Lovecraft ตั้งอยู่ ซึ่งพอจะบอกได้ว่าเขาเป็น FC ตัวยงงานของ Lovecraft แค่ไหน

ก่อนหน้าที่จะเป็น Cabinet of Curiosities เดล โตโร เคยต้องการสร้างหนังที่คล้ายคลึงกับซีรีส์เรื่องนี้ ชื่อว่า At The Mountains of Madness ดัดแปลงจากนิยายสั้นของ H.P. Lovecraft แต่ด้วยเนื้อหาและคอนเซ็ปต์ที่ค่อนข้างสยอง เลือดสาด แถมยังเรต R อีก ทำให้โปรเจกต์หนังเรื่องนี้ย้ายบ้านอยู่หลายครั้ง จนสุดท้ายไม่ได้สร้าง 

จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่ Cabinet of Curiosities อุดมไปด้วยเรื่องราวที่มีทั้งความ Lovecraftian Horror และเต็มไปด้วยเรื่องราวสยองขวัญลึกลับแนว Gothic ตามสไตล์ถนัดของกีเยร์โม ผสมแนว Grand Guignol (อ่านว่า แกรนด์ กีญอล) หรือแนวที่บอกเล่าเรื่องราวเทา ๆ ของตัวละครที่ทำไม่ถูกศีลธรรม และมีการฆ่ากันตายเกิดขึ้น โดยเรื่องราวเหล่านี้ใช้อิสระและทุนสร้างมหาศาลจาก Netflix บอกเล่าในรูปแบบเรต R ถ่ายทอดความบ้าคลั่งสุดขีดเหนือจินตนาการในแบบที่กีเยร์โม เดล โตโร เคยต้องการบอกเล่าในหนังที่ไม่ได้สร้าง

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

รูปแบบการนำเสนอของ Cabinet of Curiosities คือแนว Anthology เป็นเรื่องราวจบในตอน โดยแต่ละเอพิโซด กีเยร์โมรับหน้าที่เป็นโฮสต์เดินออกมาเปิดตู้แนะนำให้คนดู ว่าเรื่องราวที่เรากำลังจะได้รับชมเกี่ยวกับอะไร ใครกำกับ พร้อมกับวางสิ่งที่หยิบออกมาจากตู้พร้อมรูปปั้นผู้กำกับอีพีนั้น ๆ หรือเรียกได้ว่าซีรีส์เรื่องนี้ค่อนข้างมีสไตล์คล้ายคลึงกับ The Alfred Hitchcock Hour หรือ The Twilight Zone ประมาณหนึ่งเลยครับ 

แต่ถึงอย่างนั้น ลายเซ็นของผู้สร้างคนนี้ก็ยังชัด (แม้ใช้ผู้กำกับต่างกันถึง 8 คน ทั้งยังปล่อยให้ทุกคนมีอิสระในการเป็นตัวเองให้มากที่สุด อยากเล่าแบบไหนเล่า อยากทำแบบไหนทำ) ตรงที่ทุกเรื่องมีความพิศวงอันมืดมิด ทำให้สองจิตสองใจว่าควรเดินเข้าไปหรือถอยห่างออกมาดี จึงกลายเป็นคนดูขอยืนดูในโซนริมประตูอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ไปก่อนแล้วกัน รู้ตัวอีกทีก็โดนดึงเข้าไปสู่ความมืดมิดนั่นแล้ว

อีกสิ่งที่มีความเป็น The Twilight Zone คือต่อให้บอกเรื่องย่อแล้ว ทุกเอพิโซดก็ยังน่าพิศวงและเป็นเรื่องราวที่หลากหลายตั้งแต่ติดดินจนถึงหลุดโลกครับ นั่นเลยทำให้หนึ่งในโปรดิวเซอร์มั่นใจว่า นี่จะเป็นซีรีส์สำหรับทุกคน และการเป็นเรื่องสั้นจบในตอนเช่นนี้ คนดูน่าจะเจอเรื่องราวที่ถูกจริตตัวเองบ้างล่ะ 

ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบของวัตถุดิบ ไดอะล็อก นักแสดง ฉาก เรื่องราว วิสัยทัศน์ผู้กำกับ หรือความน่ากลัวที่แตกต่างระดับกันออกไป ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ Cabinet of Curiosities เป็นซีรีส์ที่นอกจากจะคละรสชาติแล้ว ยังคละคุณภาพอีกด้วย การจะถูกใจซีรีส์เรื่องนี้จึงมีตั้งแต่องค์ประกอบในแต่ละอีพี จนถึงชอบทั้งอีพีในบรรดาทั้งหมด 8 อีพี

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

แม้ Cabinet of Curiosities ดัดแปลงจากเรื่องสั้นของ H.P. Lovecraft เพียงแค่ 2 เรื่อง คือ Pickman’s Model กับ Dreams in the Witch House แต่หลาย ๆ อีพีมีความ Lovecraftian สูง ชนิดที่ถ้าไม่บอกว่าใครเป็นคนเขียนเรื่องต้นฉบับ เราจะนึกว่าทั้ง Lot 36, The Viewing โดยเฉพาะอีพี The Autopsy 

ฉะนั้นคงต้องบอกว่านี่คงเป็นซีรีส์ที่น่าจะถูกอกถูกใจหรือทำให้แฟน ๆ ผลงาน Lovecraft หันขวับมาสนใจได้ไม่น้อยเลยครับ 

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตต่างดาว หนวดปลาหมึก ความกลัวจนถึงก้นบึ้งของจิตใจ จนถึงความกลัวที่ทำตัวละครไม่ตายก็สติแตกเป็นบ้าต้องควักลูกตา กับตอนจบที่ไม่สวยหรู แต่ดูแล้วจดจำความสยองเหล่านั้นได้ไม่ลืม 

พอดูจบ ถึงแม้ Cabinet of Curiosities จะไม่ได้ทำออกมาได้ดีทุกอีพี หรือที่จริงต้องใช้คำว่าอีพีที่ทำภาพรวมออกมาได้ขั้นยอดเยี่ยมจะมีไม่มากเท่าไหร่นัก อย่างน้อย ๆ ก็ถูกจัดอยู่ในลิสต์ ‘ผลงานที่อยากแนะนำให้คุณดู หากชอบงาน Lovecraft’ ไปโดยอัตโนมัติไปแล้ว 

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

ซีรีส์เรื่องนี้ผสมผสานไปด้วยเอฟเฟกต์ทำมืออย่าง Animatronic หุ่นหนูยักษ์ กับมนุษย์ครีมทาผิว และทั้งใช้ Visual Effects หรือ CGI ซึ่งถึงแม้จะมีจุดขัดหูขัดตาไปบ้าง แต่ก็เป็นการ Pay Tribute ให้กับเรื่องเล่าคลาสสิกที่ถูกเอามาตีความอีกทอดด้วยการทำหนังสยองขวัญแบบคลาสสิก ตามสไตล์ของผู้สร้างหรือผู้กำกับคนนี้

ส่วนสาเหตุที่มีความเป็นกีเยร์โม เดล โตโร เช่นนี้ แม้ใช้ระบบผู้กำกับหลายคน ก็เพราะ Chet Hirsch ผู้กำกับศิลป์ซีรีส์ Cabinet of Curiosities เล่าว่าเขากับเดล โตโร อ่านเรื่องสั้นและนิยายแนว ๆ เดียวกันครับ ทั้งสองคนจึงค่อนข้างเห็นภาพตรงกัน เรื่องการสร้างสรรค์งานอาร์ตเลยแทบไม่ต้องพูดกันเยอะ 

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

ว่าด้วยเรื่องของทั้ง 8 อีพี แต่ละเรื่องนับว่ามีความน่าสนใจในแบบของตัวเอง 

ขอเริ่มจากอีพีที่ถูกใจที่สุดอย่าง The Autopsy (อีพีที่ดูจบแล้วงงว่า นี่ไม่ใช่งานของ Lovecraft หรอกเหรอ) เล่าเรื่องราวของเอเลี่ยนผู้บุกยืดร่างมนุษย์ปะทะหมอผ่าตัดชันสูตร นอกจากมีทุกองค์ประกอบที่กล่าวไป ยังเป็นอีพีที่ทั้งมีความ Lovecraftian ทั้งหลายแหล่ ผสม Reverse-Lovecraftian ในตัว ตรงที่ตัวเอกเผชิญกับความกลัว แต่กลับเลือกหาทางออกอย่างฮีโร่และจบชีวิตแบบเท่ ๆ

สิ่งที่น่าสนใจในอีพีนี้นอกจากเป็นบทสรุปแล้ว คือการดำเนินเรื่องที่สร้างความกลัวจากทั้งสองฝั่งด้วยบทสนทนาอย่างชาญฉลาด ลุ้นระทึก น่าจดจำ เป็นอีพีที่ใช้สถานที่เดียว (ห้องเก็บศพ) ในการเล่าเรื่องที่มีเดิมพันสูง และเกี่ยวข้องกับสเกลที่ใหญ่กว่านั้นได้อย่างเห็นภาพ และการมอบความสยองให้คนดูด้วยภาพก็ทำได้ดีมีชั้นเชิงไม่แพ้กัน ทั้งบรรยากาศเงียบสงัด การเมคอัพศพ และการที่ตัวละครต้องนอนนิ่งก็เป็นเหมือนการมัดคนดูให้รู้สึกกลัวและขยับไม่ได้ตามไปด้วย

The Autopsy จึงเป็นอีพีที่สอบผ่านทุก ๆ ด้าน ใช้เวลาราว ๆ 1 ชั่วโมงได้อย่างคุ้มค่า ถือเป็นตัวชูโรงของซีรีส์ Cabinet of Curiosities เลยก็ว่าได้ครับ

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

มาที่ Lot 36, Graveyard Rats กับ The Viewing เป็นกลุ่มของ 3 อีพีที่ขายความน่ากลัวได้อย่างตราตรึง และเป็น 3 เรื่องที่เน้นความสยองแบบสั้นได้ใจความ เล่นกับอารมณ์คนดูระหว่างทางอย่างได้ผล ด้วยสถานที่แคบและใช้สถานที่ไม่มาก ว่าด้วยเรื่องของการเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ค้นพบและไปปลุกความสยดสยองให้ตื่นขึ้นมา ทั้งปลุกปีศาจ ปลุกสิ่งมีชีวิตต่างดาว และนำตัวเองไปเผชิญหน้ากับหนูยักษ์ในโลกคนตาย แม้ตัวเองเป็นคนเป็น

พูดง่าย ๆ คือเป็น 3 เรื่องราวของการ ‘รนหาที่’ เราติดตามตัวละครเอกสีเทาที่พาตัวเองไปสะบักสะบอมจนเสียชีวิต เพราะไปแตะต้องสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรเข้า และยังเป็น 3 อีพีที่ใจหนึ่งเราเชียร์ตัวเอง แต่ใจหนึ่งก็ได้เห็นถึงความไม่สมบูรณ์ของคน ความดิ้นรนมีชีวิตที่นำไปสู่การจบชีวิต กับความละโมบโลภมาก แสวงหาอะไรที่เกินตัว ผ่านตัวเอกที่รับซื้อของเก่า ตัวเอกที่ปล้นศพ และกลุ่มตัวละครที่อยากรู้อยากเห็นจนได้เรื่อง

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

ซึ่งพูดถึงการทำอะไร ‘เกินตัว’ ก็ถือโอกาสโยงไปถึงอีกหนึ่งอีพีที่ตัวเอกมีตัวเลือกเช่นกันว่า จะเดินไปสู่หนทางมืดมิดหรือไม่ แต่ดูมี Safe Zone และทางเลือกมากกว่าตอนอื่น ๆ คืออีพี ‘The Outside’

The Outside พูดถึงการมีชีวิตอยู่ในฐานะสิ่งมีชีวิตในสังคมและระบบทุนนิยมได้อย่างน่าสนใจ แม้สไตล์การนำเสนอจะประหลาดพิลึก ด้วยการแสดงที่ผิดเพี้ยน กับการใช้เลนส์ที่ทำให้ภาพมีสัดส่วนผิดปกติ และบางฉากที่มีความเหนือจริง อย่างฉากทีวีพูดกับตัวเอก หรือฉากตัวเอกลอยได้ ทั้งหมดราวกับต้องการนำเสนอความบิดเบี้ยวของสังคมนี้ในเชิงสัญญะ และแสดงให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราตามกระแสไปกับสังคมที่นิยมความสวยงามและให้ค่าที่เปลือกนอก 

ความรู้สึกดูไปอึดอัดไปจากทั้งการแสดง จังหวะการเคลื่อนไหว และบทสนทนา เชื่อว่าเป็นความตั้งใจของผู้กำกับที่ต้องการขับเน้นใจความของเอพิโซดนี้

The Outside ยังเป็นอีพีที่ตั้งคำถามถึงความปกติกับผิดปกติอย่างน่าสนใจผ่าน 2 อย่าง คือทีวีพูดกับคนดูได้ ซึ่งมีความคลุมเครือระหว่างเป็นเรื่องจริงกับเรื่องหลอนไปเอง คิดไปเอง เหมือนที่ไม่มีใครต่อว่าหรือด้อยค่าตัวเองนอกจากตัวเอง จนกระทั่งสุดท้ายตัวเอกที่เอาตัวเองไปเจ็บจากการทาครีมจนผิวแสบได้หลอมรวมกับมนุษย์ครีมจนเธอดูดีขึ้น ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก และสภาพที่เปลี่ยนไปยังเป็นสิ่งที่ต่อให้ไม่มีครีม ก็ดูแลตัวเองจนดูดีขึ้นเองได้อย่างดัดฟัน แต่งหน้า ทำผม แต่งตัว 

สุดท้ายแล้วแทนที่จะดูแลตัวเองและพอใจกับสามีหรือคนในบ้าน (ตัวแทนของ Inside) ที่รักเธอในแบบที่เธอเป็น เธอกลับพึงพอใจที่จะใช้ชีวิตแบบด้านนอก เพื่อคนข้างนอก ด้วยเปลือกนอก (Outside) และชีวิตเต็มไปด้วยบทสนทนาไร้แก่นสาร นี่เป็นอีพีที่ถึงแม้ความบันเทิงและสยองจะสู้อีพีอื่น ๆ ไม่ได้ แต่ก็นำเสนออย่างจิกกัดด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไป รวมถึงมีทั้งสีสันสดใสเกินจริงและมีเลือดสาดในเวลาเดียวกันครับ

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

ขยับมาอีกหน่อย คือ Pickman’s Model กับ Dreams in the Witch House เป็น 2 อีพีที่เล่นกับความน่ากลัวก้นบึ้งจิตใจได้ดี แม้ก่อนหน้านี้จะบอกว่าแยกไม่ออกว่าเรื่องไหน H.P. Lovecraft เป็นผู้ประพันธ์หรือไม่ แต่การจับคู่ 2 เรื่องนี้ที่มาจากความบังเอิญ ก็พอจะบอกได้แล้วว่าแก่นความน่ากลัวสไตล์​ Lovecraft มีอิทธิพลชัดเจนขนาดไหน

Pickman’s Model พูดถึงความมั่นอกมั่นใจของตัวเอกที่ชื่อ Will Thurber เขามีทุกอย่าง ทั้งภรรยาสาวสวย ลูกสาวน่ารัก ผลงาน แกลเลอรี่ภาพ และบ้านหลังใหญ่โต แต่การที่ก่อนหน้านั้นเขามองภาพวาดของนาย Pickman ที่อาศัยในบ้านแคบ ๆ กลับทำให้เขาหลอนไปตลอดชีวิต และไม่ต้องการเห็นมันอีก อีพีนี้ให้น้ำหนักในเรื่อง ‘ความจริง’ และ ‘ความหลอนไปเอง’ ผ่านการวาดภาพแบบที่เห็นอะไรก็วาดไปตามนั้น 

Will เห็นสิ่งสวยงามทุกอย่างตรงหน้าอย่างชัดเจน แต่เลือกให้ความมืดมามีอิทธิพลต่อใจมากเกินไป ไม่เพียงแต่เขาที่มองเห็นมัน แต่ทุกคนเห็น และคนรอบตัวเห็นมันด้วยเช่นกัน เมื่อเขาโอบอุ้มความมืดแทนที่จะโอบกอดครอบครัว เมื่อนั้นแล้วความมืดมีตัวตนอยู่จริง ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว Pickman จะวาดมันขึ้นมาจากสัตว์ประหลาดที่มาจากมิติอื่นจริงหรือไม่

ความตลกร้ายอยู่ตรงที่ Ben Barnes นักแสดงผู้รับบทนี้เคยรับบทเป็น Logan ในซีรีส์ Westworld ที่มีเพื่อนชื่อ William (ตัวเอกของเรื่อง) ซึ่งเป็นตัวละครประมาณนี้ มีภรรยา ลูก เป็นคนที่แต่งงานกับหญิงมีชาติตระกูลเลยตกถังข้าวสาร แต่ชีวิตและครอบครัวพังเพราะความมืดในใจตัวเอง และเขายังเคยรับบทเป็น Dorian Grey ชายผู้ขายวิญญาณให้ภาพวาดอีกด้วยครับ แต่เรื่องนี้ต้องมาโดนหลอกหลอนด้วยภาพวาดซะเอง

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

Dreams in the Witch House เป็นอีพีที่แม้จะเอื่อยช่วงต้น แต่ก็เพลิดเพลินและพูดถึงความกลัวอันไม่สิ้นสุด เป็นงานของ Lovecraft ที่เอ็นจอยได้ แม้ไม่ได้มีอะไรให้ตีความมากมาย และยังเป็นลายเซ็นที่ชัดแม้ไม่มีหนวดปลาหมึกยั้วเยี้ย เพราะอีพีนี้เต็มไปด้วยองค์ประกอบของการผจญภัย ผสมกับ Dark Fantasy และเกี่ยวข้องกับการท้าทายสิ่งเหนือความเข้าใจ โดยรวมแล้ว แม้จะไม่ใช่อีพีที่ดูแล้วชอบที่สุด แต่ก็ถือว่าสนุกไม่น้อยเลยครับ

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

อีพีสุดท้ายที่อยากพูดถึง คือตอนสุดท้ายของซีซั่นแรก ‘The Murmuring’ ว่าด้วยสองสามีภรรยานักดูนก ซึ่งพบเรื่องสยองที่ผูกโยงกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติในบ้านพักบนเกาะแห่งหนึ่ง คงไม่ใช่เรื่องเกินเลยที่จะพูดว่า The Murmuring เป็น 1 ใน 2 อีพีที่ดีที่สุดของซีรีส์เรื่องนี้ ควบคู่กับ The Autopsy 

The Murmuring มีสไตล์การเล่าเรื่องที่ชวนให้นึกถึงผลงานของ Mike Flanagan ผู้สร้าง The Haunting of Hill House กับ Bly Manor (ที่เพิ่งจะมีผลงานกับ Netflix ล่าสุดเหมือนกันครับ คือ The Midnight Club) การถ่ายทอดความสยองชวนขนลุกขนพองด้วยผี ปรากฏการณ์ หรือความมืดก็ทำได้ดีจังหวะและการกำกับทำให้แข็งแรงแบบออกนอกหน้านอกตาอีพีอื่น ๆ การบอกเล่าสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างความสัมพันธ์ก็ทำได้เด่น บาลานซ์ทั้งความน่ากลัวและการสื่อสารได้อย่างลงตัว 

ภายใต้เปลือกแห่งความสยอง ใจความพูดถึงการเปิดใจยอมรับความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง (แม้ตอนท้าย ๆ จะรู้สึกว่าเร่งไปบ้างก็ตาม) ผ่านเรื่องของเจ้าของบ้านคนเก่า เป็นบทเรียนสำคัญว่าความสูญสลายมักทำให้เรามองข้ามความสวยงามที่มีอยู่ จนทำให้คนรักหรือสิ่งสวยงามที่เหลือเหี่ยวเฉาตายตามไปด้วย ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว และเคสนี้กำลังจะเกิดขึ้นกับคู่สามีภรรยานักดูนกในทำนองเดียวกัน ถือเป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่ดูจบ ไม่เพียงฝากไว้ซึ่งประสบการณ์ ความบันเทิง ความหวาดผวา แต่ยังฝากอะไรให้คิดในใจไปอีกพักใหญ่เลยครับ 

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

แม้บางอีพีโดนบ้าง ไม่โดนบ้าง หรือโดนมาก โดนน้อย บางคนอาจชอบทุกตอน บางคนอาจไม่ชอบเลย สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ Cabinet of Curiosities เป็นซีรีส์ที่มาถูกที่ถูกเวลา ในยุคที่ Anthology กำลังบูมตั้งแต่การมาของ American Horror Story และ Black Mirror ซีรีส์เรื่องนี้เป็นการนำเรื่องราวจากฟอร์มการนำเสนอผลงานที่เก่าแก่ที่สุดรูปแบบหนึ่งอย่างหน้ากระดาษ มาดัดแปลงสู่ฟอร์มการนำเสนอผลงานที่มาแรงที่สุดอย่างสตรีมมิ่ง Netflix 

Cabinet of Curiosities เป็นซีรีส์ที่ใคร ๆ ก็น่าจะอยากดู ด้วยชื่อผู้สร้างมือฉมังคนนี้ กับความน่าสนใจด้วยตัวของมันเอง หวังอย่างยิ่งครับว่าจะมีซีซั่น 2 เพราะตู้ใบนี้ดูจะมีของสุดพิศวงและมีที่มาน่าสนใจอีกมากให้ได้บอกเล่า 

ข้อมูลอ้างอิง

www.themill.com

www.theguardian.com

www.nytimes.com

mashable.com

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load