The Royals (2013) : Royal Wedding

Genre: Documentary, History

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาเกือบทั้งหมดของสารคดี*

 

ถ้าวันนี้คุณกำลังรู้สึกว่าคุณป้าข้างบ้านสนใจเรื่องของคุณมากเกินไป เราอยากชวนให้คุณมารู้จักสารคดีที่เฉพาะเจาะจงทำขึ้นเพื่อเล่าเรื่องราวของราชวงศ์นี้ให้คนทั้งโลกฟังดูสักที เพราะจากมากกว่าพันล้านครอบครัว    ทั่วโลก คงไม่มีครอบครัวไหนได้รับความสนใจมากเท่าราชวงศ์อังกฤษอีกแล้ว

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

สารคดี The Royals ถูกสร้างเอาไว้เมื่อปี  2013 สารคดีนี้ถูกแบ่งออกเป็น 6 ตอน เล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษที่ใครๆ ก็อยากรู้ และเรื่องที่คนให้ความสนใจมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องพิธีแต่งงานของสมาชิกในราชวงศ์ ซึ่งในสารคดีชุดนี้ยกมานำเสนอเป็นตอนแรก และเป็นตอนเดียวที่เราคิดว่าควรนำมาเล่าสู่กันฟังอย่างเร่งด่วนในช่วงนี้

สารคดีชุดนี้เล่าเรื่องผ่านการสัมภาษณ์ผู้คนในวงการสื่อและประวัติศาสตร์หลายคน มีทั้งการเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากประวัติศาสตร์ การปะติดปะต่อเรื่อง และการให้ความเห็น ซึ่งทำให้การดูสารคดีชุดนี้เหมือนการได้นั่งคุยอย่างออกรสกับเพื่อนผู้รู้ลึกรู้จริง ดูแล้วมันอดไม่ได้จนต้องเอาไปเล่าให้คนอื่นฟังต่อ ด้วยว่ามันจะทำให้เกิดบทสนทนาต่อกันไปได้อีกยาว

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

การแต่งงานที่เป็นวาระระดับโลก

ในสารคดีชุดนี้เล่าว่าพิธีเสกสมรสของสมาชิกราชวงศ์อังกฤษสามารถดึงดูดความสนใจของคนได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ แฟชั่น และเป็นการรวมตัวกันของคนดังระดับที่ไม่ได้เห็นกันได้บ่อยๆ

ถ้าจะเล่าให้มันจริงขึ้นอีกนิด นี่เป็นจุดเริ่มต้นของละครชีวิตตอนใหม่ที่คนทั่วโลกจะได้คอยจับตามอง เป็นเหมือนแคมเปญโฆษณาของสหราชอาณาจักร และมีกลุ่มเป้าหมายเป็นทั้งชาวอังกฤษเองและชาวโลก แคมเปญนี้ไม่ใช่แค่การประกาศและตอกย้ำความเป็นอังกฤษ แต่ยังเป็นโอกาสที่ราชวงศ์ใช้สื่อสารกับผู้คน เพื่อสร้างความใกล้ชิดผ่านวิธีการที่เข้ากับยุคสมัยด้วย

สารคดีนี้เล่าย้อนไปถึงการแต่งงานของราชวงศ์ตั้งแต่อดีต ผ่านหลายเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จนมาเป็นพิธีเสกสมรสที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกในทุกวันนี้ หลายครั้งที่พิธีเสกสมรสของราชวงศ์อังกฤษได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสังคม แต่ก็คงไม่มีครั้งไหนที่เป็นการปฏิวัติมากเท่ากับพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียอีกแล้ว

 

สมเด็จพระราชีนีนาถผู้นำเทรนด์

เราเพิ่งรู้จากการดูสารคดีเรื่องนี้ว่าพิธีเสกสมรสของราชวงศ์อังกฤษเคยเป็นพิธีการที่ทำกันอย่างเป็นส่วนตัวในครอบครัว ไม่ได้มีการเปิดเผยสู่สาธารณชนมาก่อน จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 1840 ซึ่งถ้าเทียบช่วงเวลากับไทยตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเป็นพระองค์แรกที่เผยแพร่พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของพระองค์กับเจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งซัคเซิน-โคบูร์กและโกทาให้ประชาชนได้ชื่นชม

ในช่วงนั้นเทคโนโลยีการถ่ายภาพและการพิมพ์ที่ก้าวหน้าไปมากในยุโรปทำให้การสื่อสารมวลชนที่มีภาพถ่ายประกอบเป็นไปได้ง่ายและกว้างขวางมากขึ้น สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงเห็นประโยชน์ของการสร้าง      ภาพลักษณ์และสร้างความนิยมให้กับราชวงศ์ จึงพระราชทานพระราชวโรกาสให้นักข่าวร่วมพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส รวมทั้งพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำภาพการอภิเษกสมรสของพระองค์ไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทั่วทั้งราชอาณาจักร ซึ่งนับว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัยมากในยุคนั้น

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

และก็เหมือนกับเจ้าสาวในทุกยุคทุกสมัย พระองค์ทรงเลือกฉลองพระองค์ชุดเจ้าสาวที่แสดงจุดยืนของตนเอง ซึ่งไม่เหมือนกับเจ้าสาวราชวงศ์พระองค์ไหน ก่อนหน้านี้ชุดเจ้าสาวของราชวงศ์เป็นชุดสีทองที่ทรงเครื่องอย่างหรูหราเพื่อเป็นการสื่อถึงยศถาบรรดาศักดิ์ของผู้สวมใส่ แต่ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระองค์ทรงเลือกฉลองพระองค์ชุดเจ้าสาวสีขาวล้วนแบบบอลล์กาวน์ (Ball Gown) ซึ่งเป็นแบบที่ไม่เคยมีเจ้าสาวราชวงศ์พระองค์ไหนสวมมาก่อน ชุดเจ้าสาวสีขาวนี้ทำให้พระองค์เด่นสะดุดตาท่ามกลางผู้คนที่มาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ตั้งแต่นั้นมา ชุดเจ้าสาวสีขาวก็ได้รับความนิยมจากเจ้าสาวทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้

 

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง
ภาพพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียต่อเจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งซัคเซิน-โคบูร์กและโกทา

 

การสมรสกับสามัญชน

อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ว่าเรามักจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ หลายอย่างในพิธีเสกสมรสของราชวงศ์อังกฤษในปี 1920 นั้นเจ้าชายเพิ่งจะได้รับอนุญาตให้สมรสกับสตรีที่ไม่ใช่ราชวงศ์และเจ้าชายอัลเบิร์ต ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระบรมราชชนกในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ก็เป็นเจ้าชายพระองค์แรกที่ใช้สิทธิ์นั้น

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

 

เมื่อปี 1923 ซึ่งในประเทศไทยอยู่ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 เจ้าชายอัลเบิร์ตเข้าพิธีเสกสมรสกับเอลิซาเบธ โบว์ส-ลีออน หญิงสาวสามัญชนจากสังคมชั้นสูงในสกอตแลนด์ ที่ต่อมาคือสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระบรมราชชนนีในสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แม้เรื่องที่เล่ากันต่อๆ มาจะบอกว่าเอลิซาเบธได้ปฏิเสธการขอแต่งงานไปถึง 3 ครั้ง แต่เจ้าชายอัลเบิร์ตก็ไม่ได้ถอดใจและทรงเอาชนะใจเอลิซาเบธได้ในที่สุด

นอกจากจะเป็นการเสกสมรสระหว่างราชวงศ์และสามัญชนแล้ว พิธีเสกสมรสครั้งนั้นก็ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ     รูปแบบการเสกสมรสของราชวงศ์ในยุคปัจจุบันที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้นอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถม้าที่มีหน้าต่างให้มองเห็นด้านในได้ หรือการยืนโบกมือที่ระเบียงพระราชวังบัคกิงแฮม

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

การอนุญาตให้เจ้าชายสมรสกับสตรีที่เพียบพร้อมแม้ว่าจะไม่ใช่เชื้อสายราชวงศ์นั้นถูกมองว่าเป็นหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำราชวงศ์อังกฤษเข้าสู่ยุคใหม่ และทำให้อังกฤษยังมีราชวงศ์อยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ ในยุคสมัยที่สงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งจะจบไปได้ไม่นาน อังกฤษต้องพบกับสถานการณ์ข้าวยากหมากแพง ประชาชนคาดหวังว่าราชวงศ์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าถึงประชาชนให้มากกว่าที่เคย เทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้าบีบบังคับให้การสื่อสารผ่านหนังสือพิมพ์ไม่ดีพออีกต่อไป สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 จำเป็นต้องพระราชทานพระราชดำรัสออกอากาศผ่านทางวิทยุเพื่อสร้างความมั่นใจแก่พสกนิกร ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจในการพูดต่อหน้าสาธารณะ และเพราะมีราชินีที่คอยเคียงข้างช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เป็นเรี่ยวแรงสำคัญที่ทำให้พระองค์และราชอาณาจักรอังกฤษผ่านพ้นความระส่ำระสายนั้นมาได้  (ถ้าสนใจเรื่องนี้เราแนะนำให้ดูภาพยนตร์เรื่อง King Speech ต่อจากสารคดีเรื่องนี้เลย)

 

เมื่อเจ้าหญิงกับเจ้าชายไม่ได้ครองรักด้วยความสุขตลอดกาลเสมอไป

ในยุค 80 เมื่อโลกเริ่มจะไร้พรมแดน การเสกสมรสของสมาชิกราชวงศ์ซึ่งเคยเป็นวาระระดับชาติได้กลายมาเป็นวาระระดับโลก ความกดดันในการเลือกคู่ครองของมกุฎราชกุมารอังกฤษอย่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ก็เลยไม่ได้มาจากแค่ภายในครอบครัวเท่านั้น แต่ว่าสื่อมวลชนและความคาดหวังของคนทั้งโลกก็มีส่วนในการสร้างความกดดันด้วย เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ได้รับคำแนะนำให้สมรสกับสตรีผู้สูงศักดิ์และบริสุทธิ์ ความสัมพันธ์ของพระองค์กับคามิลลา ปาร์กเกอร์ โบว์ลส์ จึงไม่เข้าข่ายที่ราชวงศ์อังกฤษและชาวโลกจะยอมรับได้ในยุคนั้น เมื่อไม่สามารถประวิงเวลาได้อีกต่อไป เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์จึงเข้าพิธีเสกสมรสกับ ไดอาน่า สเปนเซอร์ บุตรสาวจากครอบครัวที่มีสายสัมพันธ์กับราชวงศ์อังกฤษมานานหลายชั่วอายุ

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

ในปี 1981 พิธีเสกสมรสครั้งนั้นสะกดชาวโลกไว้ด้วยความอลังการราวกับเทพนิยาย ราชวงศ์อังกฤษเลือกสถานที่ในการจัดงานเป็นวิหารเซนต์พอลซึ่งสามารถรองรับแขกได้ถึง 2,600 คน พระมหากษัตริย์ พระราชินี และผู้นำประเทศจากทั่วทั้งยุโรป ได้รับเชิญให้มาร่วมงาน และผู้คนทั่วโลกก็ได้รับเชิญให้ร่วมเป็นสักขีพยานในการเสกสมรสครั้งนี้เช่นกัน

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

วิทยาการและเทคโนโลยีทางโทรทัศน์ที่ก้าวหน้าไปทั่วโลกก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การเสกสมรสครั้งนั้นเป็นวาระระดับโลก เพราะนอกจากชาวโลกจะให้ความสนใจในราชวงศ์อังกฤษแล้ว ในยุคนั้นก็ยังไม่เคยมีการถ่ายทอดสดที่ยิ่งใหญ่และน่าตื่นตาตื่นใจเท่าพิธีเสกสมรสของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และไดอาน่ามาก่อน และการถ่ายทอดสดในครั้งนั้นคาดว่าจะมีผู้ชมราวๆ 750 ล้านคนจากทั่วโลกเลยทีเดียว

ความอลังการและการได้รับความสนใจอย่างมหาศาลในครั้งนั้นสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการแต่งงานทั่วโลกที่ต้องหรูหราและยิ่งใหญ่ ฉลองพระองค์ชุดเจ้าสาวของเจ้าหญิงไดอาน่ามีผ้าลูกไม้เป็นหางยาว 25 ฟุต และมีเลื่อมมุกกว่า 10,000 ชิ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นในสารคดีชุดนี้ให้ความเห็นว่าการออกแบบนี้มีที่มาจากความมั่งคั่งในยุค 80 ความยิ่งใหญ่และหรูหราของชุดเจ้าสาวจึงถูกนำกลับมาให้ค่าอีกครั้งในพิธีเสกสมรสของสมาชิกราชวงศ์เพื่อแสดงถึงอำนาจและความยิ่งใหญ่ แต่อย่างหนึ่งที่ยังคงอยู่คือ สีขาวของชุด ซึ่ง ณ วันนั้นมีความหมายเพิ่มเติมที่สื่อถึงความบริสุทธ์ของเจ้าสาวอย่างไดอาน่า และได้กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของเจ้าสาวในอุดมคติต่อมา

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

อย่างไรก็ตามการแต่งงานกับเจ้าชายผู้สูงศักดิ์และการมีพิธีเสกสมรสที่สวยงามจนใครๆ อิจฉา ก็ไม่ได้ทำให้หญิงสาววัย 20 ปีอย่างเจ้าหญิงไดอาน่าเป็นคนที่มีความสุขที่สุดแบบในเทพนิยาย

คนทั่วไป รวมทั้งเจ้าหญิงไดอาน่าเองรู้ดีว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์มีคามิลลา ปาร์กเกอร์ โบว์ลส์ เป็นคู่รักอยู่ แต่ไดอาน่าเองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าในตอนที่เธอกำลังจะเดินเข้าพิธีเสกสมรส เธอเห็นว่าคามิลลาอยู่ร่วมในพิธีด้วย เธอก็ได้แต่หวังว่าความรักของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และคามิลลาจะจบลงไปแล้ว แต่เราทุกคนก็รู้ดีว่าความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่าทรงแยกทางกันในปี 1996 และเจ้าหญิงแสนสวยผู้น่าสงสารก็สิ้นพระชนม์เพราะอุบัติเหตุในปี 1997

เทพนิยายยุคมิลเลเนียล

แต่แล้วเจ้าชายวิลเลียม พระโอรสองค์โตของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่าก็ให้ความหมายใหม่กับความสุขดั่งเทพนิยายในอีกสิบกว่าปีถัดมา

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

เจ้าชายวิลเลียม และ เคท มิดเดิลตัน คบหาดูใจกันมานานถึง 6 ปีก่อนที่ทั้งสองจะเข้าพิธีเสกสมรส และดำรงยศเป็นดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ในเวลาต่อมา การที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งของบิดามารดาท่ามกลางการจับตามองของคนทั้งโลกไม่ใช่สิ่งที่เจ้าชายวิลเลียมอยากให้เกิดซ้ำแน่ๆ เขาจึงใช้เวลาเพื่อหาหญิงสาวที่พร้อมทั้งคุณสมบัติที่เขา ราชวงศ์ และโลก มองหา

ในโลกยุคนี้ เคท มิดเดิลตัน ไม่ใช่คนที่จะเรียกได้เต็มปากว่าเป็นคนธรรมดา (Commoner) อีกแล้ว เธอมีคุณลักษณะที่เพียบพร้อมสำหรับการเป็นสมาชิกราชวงศ์ในโลกยุคใหม่ทั้งในด้านการศึกษา ความสามารถ บุคลิก และรสนิยม ที่ทำให้ประชาชนยอมรับเธอได้ไม่ยาก เจ้าชายวิลเลียมทรงหมั้นเคทด้วยแหวนวงเดียวกันกับที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ให้กับเจ้าหญิงไดอาน่า แต่สิ่งที่ทำให้คนทั้งโลกรักและสนับสนุนหนุ่มสาวคู่นี้ไม่ใช่แค่ความน่าหลงใหลแบบเทพนิยายเหมือนครั้งนั้น แต่มันคือความเหมาะสมลงตัวที่เต็มไปด้วยความรักและจับต้องได้ ผู้คนล้วนรู้สึกมีความสุขไปกับพวกเขาเหมือนกับการได้เห็นลูกหลานของตนเป็นฝั่งเป็นฝาไปกับคนที่คู่ควร และชาวอังกฤษก็เต็มไปด้วยความหวังว่าดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์คู่นี้จะเป็นผู้นำความยิ่งใหญ่กลับมาให้กับราชอาณาจักรอังกฤษในโลกยุคใหม่นี้ได้

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

พิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและเคทในปี 2011 มีผู้ชม 2 พันล้านคนที่ชมการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์และก็ยังมีอีกไม่น้อยที่ติดตามชมและพูดถึงการเสกสมรสในครั้งนั้นผ่าน Social Network อย่าง Twitter และ Facebook นอกจากรายชื่อดารา นักกีฬา และผู้มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมงานแล้ว ชุดเจ้าสาวก็ยังคงเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจเหมือนเคย ฉลองพระองค์ชุดเจ้าสาวราชวงศ์ในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ถูกตีความแค่จากรูปแบบและเครื่องประดับที่เธอเลือกอีกต่อไป แต่ผู้คนยังให้ความสนใจไปถึงการเลือกดีไซเนอร์ของเจ้าสาวราชวงค์เลยทีเดียว ซาราห์ เบอร์ตัน แห่งอเล็กซานเดอร์ แมคควีน ก็เลยกลายเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์ในฐานะผู้ออกแบบชุดเจ้าสาวที่ได้รับคำชื่นชมว่าเป็นการออกแบบที่เต็มไปด้วยเรื่องราวได้อย่างน่าประทับใจ

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

รักออกแบบไม่ได้

เรื่องราวของความรักไม่เคยเป็นเรื่องง่ายและการครองคู่กันในราชวงศ์ก็มีหลายเรื่องไม่ธรรมดา หลายเรื่องก็เป็นที่น่าเห็นใจ อย่างการสละราชสมบัติเพื่อไปแต่งงานกับผู้หญิงที่รัก แต่รัฐบาลไม่อนุมัติ หรือการเสกสมรสครั้งที่ 2 ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และคามิลลา ปากเกอร์ โบว์ลส์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ยาก แต่มันก็เป็นการปลดล็อกที่ราชวงศ์อังกฤษต้องทำเพื่อเป็นการปรับตัวไปตามยุคสมัย ในพิธีเสกสมรสของดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ โลกได้เห็นว่าราชวงศ์ได้ผ่อนปรนอะไรหลายอย่างเพื่อเปิดทางให้เรื่องที่สำคัญต่อลูกหลานของราชวงศ์ อย่างการให้เลือก คู่ครองเองและการให้ความสำคัญในระดับส่วนตัวมากกว่าระดับรัฐแล้ว

ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2018 ที่ผ่านมาราชวงศ์อังกฤษก็ได้แสดงความใจกว้างครั้งใหญ่อีกครั้งในพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่ พระอนุชาในเจ้าชายวิลเลียมและเมแกน มาร์เคิล นักแสดงฮอลลีวูด ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ในเวลาต่อมา น่าเสียดายที่เรื่องราวของทั้งสองไม่ได้ถูกรวมเอาไว้ในสารคดีชุดนี้ แต่เราได้ยินมาว่าจะมีภาพยนตร์เกี่ยวกับเรื่องราวความรักของทั้งสองพระองค์ออกมา ติดตามดูกันได้นะ

 

สุดท้ายนี้จะไม่พูดถึงเรื่องของพระราชินีองค์ปัจจุบันคงไม่ได้

สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ทรงโดดเด่นเสมอด้วยการแต่งองค์ด้วยสีจัดจ้านสีเดียว สารคดีเรื่องนี้ทำให้เราเพิ่งทราบว่าการที่พระองค์ทรงฉลองพระองค์เช่นนั้นก็เพื่อทำให้หน่วยรักษาความปลอดภัยสังเกตเห็นพระองค์ได้ง่าย แล้วก็ยังทำให้พระองค์โดดเด่นในสายตาฝูงชนอีกด้วย

สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ทรงครองราชย์มาเกินครึ่งพระชนม์ชีพของพระองค์และตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์นั้นพระองค์ทรงแทบจะไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย ยกเว้นกับชายผู้เคียงข้างพระองค์เป็นเหมือนพระสหายสนิทมาตลอดอย่างเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

เจ้าหญิงเอลิซาเบธกับเจ้าชายฟิลิปเสกสมรสหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงไม่นาน และพิธีเสกสมรสของทั้งสองพระองค์ไม่ได้ถูกลงรายละเอียดมากในสารคดีชุดนี้ แต่ฉลองพระองค์ชุดเจ้าสาวของเจ้าหญิงเอลิซาเบธก็ได้รับคำชื่นชมว่าเป็นชุดเจ้าสาวที่สวยอย่างไร้กาลเวลา และทั้งสองก็คงครองรักกันเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ก็ 65 ปีแล้ว

‘The Royals’ สารคดีที่เล่าเรื่องราวการแต่งงานของราชวงศ์อังกฤษให้คนทั้งโลกฟัง

Photo By Jon – Flickr, CC BY 2.0 https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=2382896

 

ท่ามกลางความกดดันและการเสียสละในฐานะประมุขแห่งราชวงศ์อังกฤษ สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ก็มีเจ้าชายฟิลิปเป็นพื้นที่ปลอดภัยของพระองค์เสมอมา พระองค์ทรงสามารถเป็นตัวของพระองค์เองได้เมื่ออยู่กับเจ้าชายฟิลิป และเจ้าชายฟิลิปก็เป็นเพียงคนเดียวที่จะพูดตรงๆ กับสมเด็จพระราชินีได้ ถือว่าเป็นคู่ชีวิตที่น่าอิจฉาไม่น้อยเลยทีเดียวนะ ว่าไหม (ถ้ายังสนใจเรื่องราวชีวิตของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 เราขอแนะนำเพิ่มเติมให้ดูซีรีย์ The Crown ใน Netfilx นะ สนุกมาก)

สารคดีชุดนี้ตั้งข้อสังเกตว่าพิธีเสกสมรสของราชวงศ์อังกฤษมักจะเกิดขึ้นเมื่อราชอาณาจักรอังกฤษกำลังเผชิญปัญหาอะไรสักอย่าง เช่นการอภิเษกสมรสของพระเจ้าจอร์จที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี ก็เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 พิธีเสกสมรสของเจ้าหญิงเอลิซาเบธกับเจ้าชายฟิลิปก็เป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นาน เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์กับเจ้าหญิงไดอาน่าและเจ้าชายวิลเลียมกับเคทก็มีพิธีเสกสมรสกันในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ มันก็เป็นได้ที่อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ และก็เป็นไปได้อีกเช่นกันว่านี่อาจจะเป็นหนึ่งในวิธีการทำให้คนอังกฤษรวมกันเป็นหนึ่งได้ อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นเพราะสงครามหรือวิกฤตเศรษฐกิจ ที่เรารู้แน่ๆ วันนี้คือราชวงศ์อังกฤษนั้นเปรียบเสมือนครอบครัวของชาวอังกฤษและยังเป็นราชวงศ์ของโลกอีกด้วย

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

ก่อนหน้าที่จะมากำกับ After Yang และล่าสุดซีรีส์ Pachinko ของช่อง Apple TV+ ผู้กำกับชาวเกาหลี-อเมริกันที่ชื่อ Kogonada โด่งดังมาจาก Video Essay ที่เขานำหนังและซีรีส์มาวิเคราะห์ชำแหละจนเห็นถึงความสวยงาม แก่น และสุนทรียศาสตร์ของคำว่า ‘Story’ และ ‘Cinema’ ตั้งแต่ซีรีส์ Breaking Bad จนถึงหนังผู้กำกับ Stanley Kubrick, Quentin Tarantino, Wes Anderson, Darren Aronofsky และอีกมากมาย ต่อมาเขาก็ได้ผันตัวจากนักวิเคราะห์และนักเฝ้ามองตัวยง มาเป็นผู้กำกับหนังเรื่อง Columbus (2017) ที่ได้รับคำชมมากมาย จนได้จับงานที่สเกลใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

หนังที่หยิบยกมาพูดถึงนี้ ผมได้มีโอกาสชมในเทศกาลหนังออนไลน์ Sundance เมื่อปีที่แล้ว พอได้ยินว่าจะนำมาฉายที่ไทยก็รู้สึกดีใจมาก ๆ ครับที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงอีกรอบ (สักที) After Yang เป็นหนังแนวไซไฟ-ดราม่าของค่าย A24 นำแสดงโดย Colin Farrell และดัดแปลงจากเรื่องสั้นเรื่อง Saying Goodbye to Yang ในหนังสือ Children of the New World ของผู้เขียน Alexander WeinStein บอกเล่าเรื่องราวในโลกอนาคตเกี่ยวกับครอบครัวแห่งความหลากหลาย ที่มีพ่อผิวขาว ภรรยาผิวดำ ลูกสาวเป็นคนเอเชีย และลูกชายคนโตเป็นแอนดรอยด์ แต่แล้ววันหนึ่งแอนดรอยด์ Yang กลับพังและหยุดทำงาน กำลังจะย่อยสลายในไม่ช้า หนังเรื่องนี้จึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ราวกับมีชื่อที่แท้จริงว่า ‘After Yang Death’

การตายของหยางบอกอะไร ทิ้งอะไรเอาไว้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ การรื้อค้นความทรงจำของหยางจะทำให้ครอบครัวนี้ค้นพบอะไร นำไปสู่อะไร สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่เราต้องถามไปพร้อมกับตัวละคร จนถึงหนังจบ และแม้กระทั่งดูจบไปพักใหญ่แล้วก็ตาม

หนังไซไฟ-ดราม่าจากความสงสัยใคร่รู้ของผู้กำกับ Kogonada ชวนคนดูตั้งคำถามถึงการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

คำว่า Love, Death + Robots ในชื่อแอนิเมชันซีรีส์ชื่อดังของ Netflix เป็นชื่อที่ผมอยากหยิบยืมมาใช้นิยาม After Yang เพราะหนังเกี่ยวข้องกับ 3 สิ่งนี้อย่างตรงไปตรงมา ความรักที่ครอบครัวนี้ (โดยเฉพาะคนลูกสาวอย่าง Mika มีให้กับ Yang) ความตายของ Yang ที่นำไปสู่การได้ทบทวน สังเกต และขบคิดเสมือนเป็นอุบัติการณ์ Thought-provoking (กระตุ้นความคิด) และความหมายของการเป็นมนุษย์และหุ่นยนต์ อะไรคือความแตกต่าง และอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Being (สิ่งมีชีวิต) เป็น Being ได้

After Yang เป็นหนังที่ดูได้ 2 เลเยอร์ คือเลเยอร์บนในแง่ความบันเทิง ด้วยความเป็นหนังดราม่าที่มีพล็อตน่าสนใจและความยาวไม่มากไม่น้อยเกินไป กับเมื่อปอกเปลือกไปเรื่อย ๆ เลเยอร์ล่างคือในแง่อภิปรัชญา

เพราะหนังถือกำเนิดจากธรรมชาติแห่งความสงสัยใคร่รู้ของตัวผู้กำกับ Kogonada ที่ค่อนข้างจะเป็นคนสาย Philosophical หรือเจ้าปรัชญา/นักตั้งคำถามเกี่ยวกับสรรพสิ่งตัวยง เขานำความสงสัยในการอยู่ระหว่างกลางของความเป็นเอเชียและอเมริกัน – ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ และอะไรคือความเป็นเอเชียและอเมริกัน หรือที่เขานิยามว่าคือความรู้สึกแปลกแยกและเป็นคนต่างถิ่นตลอดเวลา มาใช้ตั้งคำถามผ่านหนังเรื่องนี้ 

ด้วยการดัดแปลงจากบทพ่อแม่คนขาวสองคน ให้เป็นคนหนึ่งผิวขาว คนหนึ่งผิวดำ จากนั้นก็นำตัวละครลูกชาวเอเชียอย่าง Mika กับหุ่นยนต์แอนดรอยด์ชาวเอเชียอย่าง Yang จากเรื่องดั้งเดิมที่ต้องมาทำหน้าที่เป็นหุ่นยนต์ ‘Chinese Fun Facts’ และให้ความรู้เกี่ยวกับ Asian-ness และถิ่นกำเนิดรวมถึงชาติพันธุ์ให้กับเด็กน้อย มาตั้งคำถามต่อว่า “แล้วอะไรคือความเอเชีย อะไรคือความจริงแท้กันล่ะ” หรือ “ถ้าหุ่นยนต์ถูกโปรแกรมให้เป็นเอเชีย ถ้าอย่างนั้นแล้วคนจะต่างอะไรกัน”

นี่เป็นแค่หนึ่งในนั้น เพราะหนังยังมีคำถามเหล่านี้อีกมากมาย แบบที่ดูแล้วต่อให้ไม่ได้อ่านบทความนี้ ก็สัมผัสได้ผ่านบทสนทนาในเรื่องว่า ผู้กำกับคนนี้ต้องสนใจเรื่องปรัชญาเป็นพิเศษแน่ ๆ เขาแม้กระทั่งนำเรื่องการ Grafting หรือตัดต่อกิ่งแม้ข้ามสายพันธุ์ มาพูดถึงประเด็นที่ทางและความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างผู้เกี่ยวข้องทางพันธุกรรมกับผู้ที่ถูกรับเลี้ยง หรือนำความชอบเรื่องชาไปให้ตัวละครตั้งคำถามต่อให้ว่า อะไรคือชา มันดียังไง และทำไมตัวละครพ่ออย่าง Jake ที่รับบทโดย Colin Farrell ถึงหมกมุ่นกับมัน จนไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันว่าเรื่องเล็ก ๆ ที่เป็นเสมือน Soft Power เอเชียกลาย ๆ สะท้อนกระจายวงกว้างแบบคลื่นบนผิวน้ำไปถึงคำถามของการเป็นมนุษย์เลยทีเดียว ซึ่งคำตอบนั้นก็คือ ‘เรื่องราว’ และ ‘ความทรงจำอันประกอบขึ้นมา (Collective Memories)’ นั่นคือสาเหตุที่ผู้กำกับให้คำอธิบายสั้น ๆ กับหนัง “เราทุกคนคือ Yang” ครับ เราทุกคนคือ Hardware ที่มี Software และ File กับ Folder เป็นของตัวเอง

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าพอมานึกดูอีกที หนังเรื่องนี้เล่าโดยที่ Yang ไม่ได้อยู่แล้ว แต่เป็นการ Revisit Memories ของ Yang ราวกับไปเยี่ยมงานศพของเขา (แต่ในเรื่องสั้นจะเล่าผ่านความทรงจำ Jake) นี่คืองานศพที่มีพินัยกรรมเป็นไฟล์ของผู้เฝ้ามองที่เห็นอะไร ๆ มาโดยตลอด และมีแง่มุมในการมองเห็นที่แตกต่าง เหมือนที่หนังจะนำเสนอบทพูดและเปลี่ยนมุมกล้องเป็นในมุมมองของ Jake และ Yang ติด ๆ กัน ซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ อยู่เสมอ เพราะแต่ละมุมมองนั้นไม่ใช่มุมกล้อง ไม่ใช่แค่ไฟล์เสียง แต่คืออีกหนึ่งชีวิตที่ทั้งมีความสำคัญ ที่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงความทรงจำของคนรักที่ล่วงลับไปแล้วได้อย่างนี้

ดู After Yang แล้วจึงทำให้ผมอดนึกถึงหนังเรื่อง 36 (2012) หนังแจ้งเกิดของ เต๋อ-นวพล ธำรงค์รัตนฤทธิ์ ไม่ได้เลยครับ ตัดความไซไฟของหนังเรื่องนี้ออกไป หนังสองเรื่องพูดประเด็นเดียวกัน คือการบันทึกภาพความทรงจำเอาไว้ ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เลือกช็อตที่ดีที่สุด (ทั้งการถ่ายภาพและตัวหนัง 36 เองที่ทั้งเรื่องเล่าด้วย 36 ช็อต/36 คัท) เพื่อให้เป็นเหมือนจุดต่าง ๆ ที่พอลากไปแล้ว เราเห็นภาพรวมที่มีชื่อเรียกว่า ‘เรื่องราว’ หรือ ‘ชีวิต’ โดยสิ่งนี้เองทำให้ปัญญาประดิษฐ์หรืออุปกรณ์ประเภทกล้องถ่ายรูป วิดีโอ และมนุษย์ ทำงานคล้ายกันอย่างแปลกประหลาด คือมีหน้าที่เก็บความทรงจำ และดึงมาใช้เมื่อต้องการหรือจำเป็น

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

จะว่าไปแล้ว หนังที่แจ้งเกิดให้กับเขาอย่าง Columbus ก็พูดถึงเรื่องเหล่านี้เหมือนกันครับ ประเด็นเกี่ยวกับศาสนา ตัวตน ปรัชญา ผ่านตัวละครสองตัวที่ชื่อ Jin ชายเอเชียผู้ห่างเหินกับพ่อ กับ Casey หญิงสาวผิวขาวที่สนิทกับแม่ และเลือกไม่ไปไหนเพราะต้องดูแลแม่ที่ต้องการจะเลิกยาเสพติด ทั้งสองพูดคุยเรื่องสถาปัตยกรรม งานศิลปะ สิ่งรอบตัว จนสะท้อนมาถึงตัวเอง และเกิดเป็นความเข้าอกเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง (แถมหนังทั้งสองเรื่องนี้ยังมีฉากเปิดที่ละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างมากอีกด้วย)

พอหันกลับมามอง After Yang นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ผู้กำกับคนนี้หรือการทำหนังของเขาสะท้อนถึงทัศนคติในการมองโลกที่ซาบซึ้งต่อสิ่งรอบ ๆ ตัว ผมเคยอ่านเจอว่า เพราะพ่อเขาเป็นคนแบบนี้และเคยบอกให้เขามองกิ่งไม้กับก้อนหินเฉย ๆ แล้วหาความหมายจากมันด้วย นี่น่าจะเป็นเหตุให้เนื้อหาของ Kogonada เกี่ยวข้องกับ ‘การสังเกต’ ว่าเราเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัวมาก-น้อยแค่ไหน หรือไม่เห็นเลย 

เพราะใน After Yang คนที่เป็นพ่อแม่มอง Yang เป็นสมาชิกครอบครัวก็จริง แต่ก็เป็นในฐานะพี่ชายที่ช่วยดูแล Mika ในขณะที่กับ Mika เขาเป็นมากกว่านั้น และการสำรวจความทรงจำของ Yang ที่ Jake (คนพ่อขุดคุ้ยเจอ) เขายังพบว่าแอนดรอยด์ตัวนี้สังเกตและบันทึกอะไรไว้มากกว่าที่คิด สิ่งที่อาจดูธรรมดาในสายตามนุษย์จึงเป็นสิ่งที่พิเศษไปเลย เราเจออะไรเหล่านั้นจนชินชา จนมันกลายเป็นความถี่ที่ไม่ได้ยิน หรือวอลเปเปอร์ด้านหลังที่ไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว

จึงกลายเป็นว่าคำถามของ Yang ตอนเขายังมีชีวิตอยู่ กับการตายของ Yang ที่ Jake พยายามหักล้างด้วยการพยายามซ่อมหรือปลุกเขาด้วยการศึกษาความทรงจำ ทั้งสองอย่างทำหน้าที่กับ Jake มากกว่ากับ Yang คำถามเรื่องชา คนที่ได้คำตอบคือ Jake และการได้เรียนรู้จากความทรงจำของแอนดรอยด์ก็ไม่ใช่เพื่อเข้าใจในตัวเขา แต่ Jake เข้าใจความหมายว่า การมีชีวิตนั้นคืออะไรกันแน่ จากการสำรวจไฟล์ความทรงจำของสิ่งสังเคราะห์เหล่านั้น

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

นอกจากนี้ หนังยังทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ร่วมกันในครอบครัวของคนหลากหลายชาติพันธุ์ หรือแม้กระทั่งทำให้การที่แอนดรอยด์มาใช้ชีวิตอยู่กับมนุษย์ ไม่ใช่เพราะผิดปกติหรือน่าตื่นเต้นอะไร และไม่ได้เล่นประเด็นน่าสนใจ แม้ว่าโดยส่วนใหญ่คนทำหนังไซไฟจะไม่พลาดโอกาสสำรวจตรงนี้ อย่าง ‘A.I. อยากเป็นมนุษย์’ แต่กลับเป็นเล่าไปให้เห็นถึงอนาคตที่ A.I. ไม่ต่างจากมนุษย์ แถมยังถูกเรียกว่า Techno-sapien จึงเป็นเรื่องน่าค้นหาว่า แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น การตายหรือมุมมองของมนุษย์-แอนดรอยด์ แตกต่างกันอย่างไรมากกว่า

และหนังยังพูดถึงประเด็นการเหยียดชนชาติ หรือไม่ชอบผู้ที่มาจากต่างถิ่น (Xenophobia/Racism) บ้าง การหรือบอกใบ้ถึงสถานการณ์ที่ดูจะไม่สู้ดีของจีนบ้าง แต่ After Yang ก็เลือกที่จะไม่เน้นหรือลงดีเทลตรงนั้น อันที่จริงเลือกที่จะเล่าแบบผิวเผิน แล้วปล่อยให้เราเก็บดีเทลที่ใส่เข้ามาเพื่อคิดต่อยอดเอาเอง แล้วเลือกโฟกัสไปที่เรื่องราวของมนุษย์ จิตวิญญาณ และครอบครัวอย่างแน่วแน่แทน หนังจึงค่อนข้างที่จะไปสุดทางทางด้านนี้ ด้านการตั้งคำถามให้คนดูไปคิดต่อ หรือการโต้ตอบกันระหว่างสองตัวละครที่ทำให้เรานำไปคิดต่อด้วยเช่นกัน 

ทั้งหมดของหนังขับเน้นด้วยมุมกล้องกับการนำเสนอที่ไม่หวือหวา ตัวบทเองก็เน้นความธรรมดาของสมาชิกครอบครัวนี้ ไดอะล็อกก็ดูจะเรียล ๆ แบบที่คนธรรมดาพูดกัน สิ่งเหล่านี้เป็นตัวเสริมให้หนังเต็มไปด้วยความธรรมดาอย่างที่ผู้กำกับตั้งใจครับ ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งพิเศษที่เราสังเกตเห็นได้เองผ่านความธรรมดา

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

นอกจากด้านเนื้อหาและประเด็นแล้ว ความพิเศษของ After Yang อยู่ที่ Setting (พื้นหลัง) โทน บรรยากาศ และสถาปัตยกรรมครับ อย่างที่ได้กล่าวไปว่าผู้กำกับ Kogonada มีธรรมชาติของการสนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

โลกอนาคตในแบบของเขาจะไม่ได้มีความ Futuristic แบบตึกทันสมัย หลังจากอุปกรณ์ไฮเทค โชว์อะไรล้ำ ๆ ความไซเบอร์พังก์ หรือมีลักษณะเป็นโลหะมันวาว (จริง ๆ คือแทบไม่มีเลย) ตรงกันข้าม เป็นแนวโมเดิร์นผสมมินิมอล หรือด้วยนี่คือโลกอนาคตที่เขาใฝ่ฝันถึง ในหนังจึงเต็มไปด้วยต้นไม้และสีเขียว เพราะภาพที่ Kogonada วาดไว้ไม่ใช่อนาคตที่คิดว่าจะเป็น แต่ ‘ควรจะเป็น’ และโลกที่ควรจะเป็นในสายตาเขา คือโลกที่ทุกคนตระหนักว่าควรให้ความสนใจกับปัญหาโลกร้อน และให้ความสำคัญกับต้นไม้มากกว่านี้ ผลคือเราได้เห็นต้นไม้ทั้งแต่บริเวณสวน ในตึก ในอุโมงค์ แม้กระทั่งในรถยนต์ ทำให้หนังออกมาค่อนข้างมีความออร์แกนิกิดูแล้วสบายสายตาเหมือนสูดออกซิเจนเข้าทางลูกตายังไงอย่างงั้น

ส่วนสถาปัตยกรรมในเรื่อง ตัวบ้านก็มีความเป็นเอเชียสูงมาก ๆ หากจะให้นิยามแบบดิบ ๆ คงจะเป็น ‘Asian-Modern’ แต่ถ้าเป็นทางการที่ข้อมูลในหนังระบุไว้ บ้านในหนังเรื่องนี้เป็นบ้านประเภท ‘California-Modern’ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าแถบแคลิฟอร์เนียมีประชากรเชื้อสายเอเชียจำนวนมาก หนังเรื่องนี้ที่แสดงถึงอนาคตและขับเน้นความหลากหลายกับความรู้สึก Belong แต่ไม่ Belong จึงเลือกใช้ตัวบ้านสไตล์นี้ที่โปร่ง เน้นวัสดุไม้ ไฟซ่อน ทำให้ดูทันสมัย และเฟอร์นิเจอร์กับของตกแต่งบ้านที่คุมโทนและดูแตกต่าง แต่เข้ากันอย่างบอกไม่ถูกในเวลาเดียวกัน

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

ดูเหมือนว่าความรู้ที่สั่งสมมาจากการสังเกตวิเคราะห์ของผู้กำกับคนนี้จะผลิดอกออกผลอย่างสวยงามครับ จากเป็นคนทำ Video Essay ตอนนี้มีคนนำหนังทั้งสองเรื่องของเขาไปวิเคราะห์และทำ Video Essay เช่นเดียวกับที่เขาเคยทำกับผลงานของคนอื่น ๆ บทและโปรดักชันของหนังเรื่องนี้คือ Collective Memories  ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ และสั่งสมความชอบเกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ด้านภาพยนตร์ สถาปัตยกรรม และปรัชญา เข้าไว้ด้วยกัน การเป็นคนขี้สงสัยเองก็มีส่วนอย่างมากในการชวนให้คนอื่นดูแล้วต้องมาคิดต่อ

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะใช่สำหรับทุกคนมั้ย แต่ถ้าเป็นแฟนหนังไซไฟ หรือเป็นคนชอบดูอะไรอย่างซีรีส์ Westworld หรือหนังเรื่อง Ex Machina เพราะสนใจประเด็นคำถามเกี่ยวกับชีวิตและตัวตนแล้วล่ะก็ หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นสิ่งที่กำลังตามหาอยู่ครับ

รับชมภาพยนตร์ After Yang ในโรงภาพยนตร์ได้ในวันที่ 2 มิถุนายน 2565 

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load