*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ / ละคร*

สำหรับชาวเราแล้ว ทุกเดือนมิถุนายนของทุกปี เราจะภูมิใจกับมันมากพิเศษ

เพราะเดือนนี้คือ Pride Month หรือเดือนแห่งความภาคภูมิใจของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในหลายประเทศทั่วโลก ที่จะร่วมกันเดินขบวน LGBT Pride เพื่อแสดงการระลึกถึงเหตุการณ์จลาจลสโตนวอลล์ เมื่อปี 1970 และเพื่อเฉลิมฉลอง Pride Month อย่างสนุกสนาน ซึ่งในปีนี้ประเทศไทยจะจัดงานลักษณะเดียวกันในชื่อ Bangkok Pride อีกด้วย

ปี 2018 นี้ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของชาวเราในสังคมไทยอย่างหลากหลายมากขึ้น ทั้งไอคอน เซเลบริตี้คนดังผู้เป็นเพศทางเลือกต่างได้รับการยอมรับในวงกว้างกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ในมุมมองของผู้สร้างเสียงหัวเราะเท่านั้น หากแต่เป็นด้านของผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิด ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสังคม สื่อต่างๆ ทั้งละคร ซีรีส์ ภาพยนตร์ หรือนิทรรศการต่างๆ สะท้อนภาพของเพศทางเลือกในประเทศไทยให้ประจักษ์ชัดและแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของคนกลุ่มนี้ในสังคมมากยิ่งขึ้น

สื่อบันเทิงเป็นภาพสะท้อนความเป็นไปของชาวเราได้ดีในแต่ละยุคแต่ละสมัย ดังนั้นวันนี้จึงอยากแนะนำ 4 ภาพยนตร์ ซีรีส์ และละครโทรทัศน์ ที่เหมาะแก่การหยิบมาถอดรหัสเรื่องราวความหลากหลายทางเพศ ทั้งในมุมของความสัมพันธ์ ครอบครัว สังคมทั้งไทยและเทศไปพร้อมๆ กัน

 

Ellen

(1994 – 1998)

Ellen (ปี 1994 - 1998)

ในยุค 90 ของวงการบันเทิงฝั่งอเมริกัน หากดารานักแสดงคนใดมีละครซิตคอมที่ออกอากาศทั่วประเทศหรือ Syndication Broadcasting ได้ ถือว่าเขาหรือเธอประสบความสำเร็จในวงการเป็นอย่างมาก ไม่เว้นแม้กระทั่งดาวดวงใหม่ในวงการ Stand Up Comedy ในขณะนั้นอย่าง Ellen Degeneres

ซิตคอมเรื่องนี้เล่าเรื่องของเอลเลน มอร์แกน ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานในร้านหนังสือใจกลางเมืองลอสแอนเจลิส เธออาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เดียวกับเพื่อนสนิท เรื่องราวใน 4 ซีซั่นแรกเหมือนจะไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากขนบซิตคอมทั่วไปที่เล่าเรื่องของตัวเอกและวงสังคมของเพื่อนๆ แต่ตลอดเรื่องราวเหล่านั้น มีคำใบ้อยู่เนืองๆ ที่พอจะบอกถึงเป้าหมายความสัมพันธ์และรสนิยมทางเพศของเธอ

ว่าเธอไม่ได้ชอบผู้ชาย

Ellen (ปี 1994 - 1998)

จุดเปลี่ยนของเรื่องราวในซิตคอมเรื่องนี้อยู่ในตอนที่ชื่อว่า The Puppy Episode เอลเลนได้เจอกับริชาร์ด เพื่อนสมัยมัธยม ซึ่งมาพร้อมกับซูซาน โปรดิวเซอร์ของเขา เอลเลนหลงรักซูซานตั้งแต่แรกพบ เธอตัดสินใจสารภาพรักกับซูซานกลางสนามบิน หลังจากได้รับคำแนะนำจากจิตแพทย์ประจำตัว (รับบทโดย โอปราห์ วินฟรีย์) ด้วยประโยคสุดคลาสสิกตลอดกาล ‘Susan, I’m gay.’

Ellen (ปี 1994 - 1998)

ฉากนี้เป็นหนึ่งในฉากที่มีอิทธิพลและทรงพลังที่สุดในวงการละครโทรทัศน์ฮอลลีวูด เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ก่อให้เกิดความตระหนักถึงการมีตัวตนอยู่ของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ อีกทั้งเป็นสัญญาณที่ทำให้ใครหลายคนเปิดตัวต่อสังคม ซึ่งทั้งหมดขัดทั้งกรอบศีลธรรม บทบัญญัติทางศาสนา และทัศนคติของคนในช่วงเวลานั้น จนนำมาสู่การประท้วงต่อต้านกลายเป็นความขัดแย้งและการตั้งคำถามในสังคม

ในซีซั่นที่ 5 จะเน้นเรื่องราวของการต่อสู้เพื่อการยอมรับเพศทางเลือกในสังคม ยิ่งเป็นการโหมกระหน่ำความคิดเชิงลบต่อสังคมในขณะนั้นมากกว่าเดิม นอกจากสปอนเซอร์จะถอนตัวออกจนหมดแล้ว สถานีโทรทัศน์ ABC ก็ได้ตัดสินใจตัดจบซิตคอมเรื่องนี้ด้วยยอดเรตติ้งที่น้อยกว่าทุกซีซั่น

กลับมาที่ปัจจุบัน ไม่ต้องสรุปให้มากความถึงผลลัพธ์การเปิดตัวของเธอ เอลเลนกลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของวงการบันเทิงโลก เธอมีรายการทอล์กโชว์เป็นของตัวเอง ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ซีซั่นที่ 16 ในเดือนกันยายนนี้ และได้รับรางวัลการันตีมากมาย เธอเป็นที่รัก เป็นที่ยอมรับต่ออเมริกันชนและคนทั่วโลก

จึงถือได้ว่า Ellen เป็นละครซิตคอมเรื่องเดียวที่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนและเปลี่ยนแปลงภาพของ LGBTQ จนภาพนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ดูอะไรต่อดีที่ว่าด้วยเรื่องกลุ่มเพื่อนชาวเรา

Will and Grace (1998 – 2006, 2017 – ปัจจุบัน)

Wake Up ชะนี The Series (2018)

 

Like Grains of Sand

(1995)

ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นจะมีงาน Tokyo Rainbow Pride Walk เป็นประจำทุกปี และมีกฎหมายรองรับการแต่งงานของเพศเดียวกันใน 7 เมือง แต่ญี่ปุ่นกลับเป็นประเทศหนึ่งที่แทบไม่เปิดพื้นที่สื่อให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศเลย นอกจาก Transgender หรือผู้หญิงข้ามเพศเท่านั้น มีครั้งหนึ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในปี 1995 ซึ่งทำให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศถูกพูดถึงมากขึ้นในพื้นที่สื่อของญี่ปุ่น

Like Grains of Sand คือภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น อิโต้ นักเรียนหัวกะทิประจำห้อง ที่กำลังแอบชอบ โยชิดะ เพื่อนสนิทของตัวเอง ในขณะที่โยชิดะนั้นกำลังเริ่มสานสัมพันธ์กับไอฮาระ นักเรียนใหม่ที่มีประวัติอันเลวร้าย เธอทั้งเคยโดนข่มขืน ใช้สารเสพติด และถูกเพื่อนๆ ในห้องแกล้งอยู่เสมอ

ถึงแม้ว่าการที่อิโต้บอกชอบโยชิดะไปแล้ว โยชิดะจะไม่รู้สึกอะไร แถมยังบอกว่าเข้าใจ และอนุญาตให้อิโต้ลอง ‘กอด’ และ ‘จูบ’ เขาด้วย เมื่อไอฮาระรู้เรื่องนี้ เธอถามโยชิดะว่ารู้สึกยังไง เขากลับบอกว่าเขาเป็น ‘คนปกติ’ ไม่ได้เป็น ‘โรคจิต’ ที่จะชอบเพื่อนตัวเองที่เป็นผู้ชาย

สิ่งที่ไอฮาระทำคือการทำลายข้าวของและทำร้ายโยชิดะ

ในฉากสุดท้ายของภาพยนตร์ อิโต้ โยชิดะ และไอฮาระ ไปเที่ยวทะเลด้วยกัน อิโต้ขอให้ไอฮาระสลับตัวกับเขา เพื่อฟังคำสารภาพรักของโยชิดะที่มีต่อไอฮาระ

ถึงแม้ว่าโยชิดะจะรักไอฮาระอย่างหมดใจ แต่เมื่อไอฮาระที่สลับตัวกับอิโต้ถามเขาว่า

‘ถ้าฉันเป็นผู้ชาย เธอจะยังชอบฉันอยู่มั๊ย’

โยชิดะกลับตอบคำถามด้วยความลังเลว่า ‘ก็อาจจะชอบ แต่ความรู้สึกมันไม่เหมือนกัน’

โยชิดะสะท้อนความเป็นคนญี่ปุ่นที่ยังคงมีความคิดเชื่อใน ‘เพศสภาพ’ มากกว่า ‘ความรู้สึก’ เขามองว่าการที่ผู้ชายชอบผู้ชายด้วยกันนั้นเป็นเรื่องผิดแปลก ดังที่เขาบอกไอฮาระว่า อิโต้เป็นโรคจิต และพยายามยัดตัวเองลงไปในความรักที่ถูกต้องตามเพศสภาพดังที่เขาสารภาพรักกับไอฮาระ แต่สุดท้ายเมื่อถึงคราวที่เขาต้องเริ่มการกระทำที่ลึกซึ้งต่อเธอ เขากลับทำไม่ได้

ตราบจนถึงปัจจุบัน ทัศนคติของคนญี่ปุ่นที่มีต่อผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศยังคงเหมือนเดิม การเปิดเผยตัวตนยังไม่สามารถทำได้โดยปราศจากข้อกังขา หนำซ้ำจะกลายเป็นประเด็นให้เพื่อนฝูงหรือคนในสังคมนินทา หรือกลายเป็นเหยื่อในการถูกกลั่นแกล้งอย่างสนุกสนาน

ไม่เปลี่ยนไปจากภาพยนตร์เมื่อ 22 ปีที่แล้วสักเท่าไหร่

ดูอะไรต่อดีที่ว่าด้วยความสับสนในใจของชาวเรา

Night Fight (2014)

Hormones วัยว้าวุ่น (2013 – 2015)

 

GAYOK BANGKOK

(2016-ปัจจุบัน)

GAYOK BANGKOK (2016)

ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาของวงการบันเทิงไทย มีทั้งภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และซีรีส์ มากมายที่เล่าเรื่องความรักของชาวเรา ถึงแม้จะมีตัวเดินเรื่องเป็นวัยรุ่นหน้าใส พร้อมการดำเนินเรื่องแบบสูตรสำเร็จก็ตาม และปฏิเสธไม่ได้ว่าวิธีการเหล่านั้นยังคงได้รับความนิยมอยู่จนถึงปัจจุบัน

GAYOK BANGKOK ฉีกสูตรสำเร็จเหล่านั้นทั้งหมดด้วยการเล่าเรื่องผ่านตัวละครในวัยทำงาน (อาจจะมีวัยเรียนมหาวิทยาลัยบ้าง) สะท้อนภาพสังคมของชาวเกย์ในประเทศไทยได้อย่างแตกต่าง ไม่แต่งเติมภาพความสวยงามดังเช่นซีรีส์เรื่องอื่นพยายามเล่าในปัจจุบัน

GAYOK BANGKOK (2016)

ประเด็นตลอด 2 ซีซั่นที่ซีรีส์ออนไลน์เรื่องนี้พยายามสื่อสารกับเราคือ การแก้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเกย์ที่มักถูกภาพสังคม ‘เหมารวม’ ว่าเกย์มีลักษณะการใช้ชีวิตและการสร้างความสัมพันธ์แบบที่เราเคยเข้าใจ

ซึ่งอาจไม่ใช่ทั้งหมด

เช่นเรื่องของสตางค์ (รับบทโดย เจนนี่ ปาหนัน) ผู้ออกปากอย่างชัดเจนว่าเป็นกะเทยที่ไม่สวย มีแต่คนเข้าหา เพราะเธอเป็นคนตลก สามารถสร้างเสียงหัวเราะและทำให้คนที่อยู่รอบข้างมีความสุขได้ แต่ก็ไม่มีใครอยากสานความสัมพันธ์ต่อ เพราะเพียงแค่ความ ‘ตลก’ ที่เธอมีให้กับทุกคน 

สตางค์อาจคิดว่าตัวเองมีความรักไม่ได้ แต่เมื่อเธอได้เจอกับ ปูน เกย์หนุ่มต่างจังหวัดที่มัดใจเธอด้วยรอยยิ้มและทัศนคติเชิงบวก นี่เป็นสัญญาณที่ดีต่อการเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งแรกในชีวิตของสตางค์

GAYOK BANGKOK (2016)

หรือเรื่องของปอม พนักงานออฟฟิศหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งผู้ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะได้มีความรักที่ดีอย่างเกย์คนอื่น ซึ่งอาจมีหน้าตาและพื้นฐานชีวิตที่ดีกว่าเป็นตัวช่วย แต่เมื่อปอมมีพี่หนึ่ง ผู้เป็นแฟนเก่าของอาร์ม เข้ามาสานสัมพันธ์จนเป็นแฟนกัน จากปัญหาธุรกิจของพี่หนึ่ง เขามีความเป็นผู้ใหญ่ และค่อนข้างห่วงภาพลักษณ์ทางสังคมของตัวเอง ในขณะที่หน้าที่การงานของปอมกำลังไปได้สวย เมื่อปอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพี่หนึ่ง จึงอาจกลายเป็นความอิจฉาความในความก้าวหน้าของคู่ครอง ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากๆ ของสังคมเกย์

ปอมจึงต้องเรียนรู้ผ่านสนามจริง และประคองความสัมพันธ์ไปจนตลอดรอดฝั่งให้ได้

GAYOK BANGKOK (2016)

ข้อดีอีกหนึ่งข้อที่เห็นกันอย่างชัดเจนใน GAYOK BANGKOK คือประเด็นการรณรงค์การป้องกันการติดเชื้อ HIV ในหมู่ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยเน้นย้ำเสมอทั้งจาก Interlude เปิดเรื่อง รวมทั้งการสร้างตัวละครที่ติดเชื้อ HIV คือนัท (รับบทโดย เต็งหนึ่ง คณิศ คอลัมนิสต์เจ้าของคอลัมน์ To Be Continued ใน The Cloud) นัทต่างมีความสัมพันธ์ทั้งกับอาร์มในซีซั่นที่ 1 ที่เลิกรากันไป และคามินในซีซั่นที่ 2 ซึ่งพัฒนาจากคนที่เคยทักกันทั่วไป กลายมาเป็นหุ้นส่วนร้านเบเกอรี่ และหุ้นส่วนชีวิต

หากมองข้ามเรื่องที่นัทติดเชื้อ HIV แล้ว นัทยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเฉกเช่นคนธรรมดาทั่วไป การติดเชื้อของนัทไม่ได้เป็นอุปสรรคหรือปัญหาใดๆ กับการมีความรักเลยแม้แต่น้อย

ใน GAYOK BANGKOK มีเรื่องราวในสังคมของเกย์ซ่อนอยู่แทบทุกเรื่องเท่าที่สิบนิ้วจะพอนับไหว ซีรีส์เรื่องนี้ นอกจากจะเป็นภาพสะท้อนสังคมที่ฉีกทุกภาพเหมารวมแล้ว มันยังเป็นการหยิบเรื่องจริงมาเล่า เพื่อบอกว่าความรักของเกย์และกะเทยนั้นไม่จำเป็นต้องจบด้วยการร้องไห้ฟูมฟายเป็นนางโชว์ประกอบเพลง เพลงสุดท้าย ของแม่แดง ฉันทนา

เพื่อพร่ำบอกกับใครก็ตามว่า นี่คือจุดล่มสลายของชีวิตรักในแบบของเรา

ดูอะไรต่อดีที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของชาวเราแบบตรงไปตรงมา

รักแปดพันเก้า (2004 – 2005)

Orange is the New Black (2013 – ปัจจุบัน)

 

One Day at a time

(2017 – ปัจจุบัน)

One Day at a time (2017 - ปัจุจุบัน)

นี่คือหนึ่งในซิตคอมอเมริกันของ Netflix ที่หยิบผลงานในยุค 70 มาปัดฝุ่นใหม่ให้สดใสกว่าเดิม

เรื่องราวของครอบครัวชาวคิวบาที่ลี้ภัยเข้ามาอยู่ในอเมริกา ประกอบไปด้วยลิเดีย คุณยายผู้เคร่งศาสนาคริสต์อย่างสุดโต่ง เพเนโลปี้ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวผู้เคยเป็นทหารผ่านศึก เอเลน่า ลูกสาวคนโต อเล็กซ์ ลูกชายคนเล็ก และชไนเดอร์ ช่างซ่อมท่อประปาข้างห้องที่ชอบมีเอี่ยวเรื่องราวแสนชุลมุนของครอบครัวอัลวาเรซ

ใจความสำคัญของ วันละครั้งก็เกินพอ ซีซั่นแรกคือ เอเลน่า ลูกสาวคนเดียวในบ้านจะต้องเข้าพิธีคินเซส หรือพิธีฉลองครบรอบอายุ 15 ปีตามธรรมเนียมของคิวบา หลังจากที่คาร์เมน เพื่อนของเอเลน่า มาอาศัยอยู่ด้วย เธอจึงเริ่มมีความรู้สึกดีกับเพื่อนหญิงนับแต่นั้น

One Day at a time (2017 - ปัจุจุบัน)

เอเลน่าตัดสินใจสารภาพกับครอบครัวว่าเธอชอบผู้หญิง โชคดีที่เพเนโลปี้ยอมรับในสิ่งที่เอเลน่าเป็น และยินดีกับการตัดสินใจของเธอ ถึงแม้ว่าลิเดีย ยายของเธอ จะค้านกับการเปิดตัวของเอเลน่า ด้วยความที่เธอเป็นคนเคร่งศาสนา ต้องปฏิบัติตามหลักบัญญัติในศาสนาอย่างเคร่งครัด แต่ลิเดียเข้าใจในการตัดสินใจของเธอ

หนึ่งในขึ้นตอนสำคัญของพิธีคินเซส คือการเต้นรำระหว่างพ่อลูก วิคเตอร์ สามีเก่าของเพเนโลปี้ กลับมาหาครอบครัว เพื่อเตรียมงานเลี้ยงคินเซสของเอเลน่า ในระหว่างการซ้อมเต้นรำ เอเลน่าตัดสินใจเปิดตัวกับวิคเตอร์ว่าเธอเป็นเกย์ เรื่องนี้ทำให้วิคเตอร์สับสนมากจนรับในคำเปิดตัวของเอเลน่าไม่ได้ กลายเป็นชนวนสำคัญของวิคเตอร์และครอบครัว จนกระทั่งวันงาน วิคเตอร์ไม่ปรากฏตัว จึงต้องเป็นหน้าที่ของเพเนโลปี้ที่ต้องทำหน้าที่ ‘พ่อ’ ในการเต้นรำพ่อลูกของเอเลน่า

One Day at a time (2017 - ปัจุจุบัน)

เมื่อ ‘ลูก’ เปิดตัวว่าไม่ได้ชอบเพศตรงข้ามดังที่ใครบอกไว้ อาจจะเป็นเรื่องที่น่ากระอักกระอ่วนใจในหลายครอบครัวในหลายประเทศ โดยเฉพาะสังคมไทยที่พยายามสะท้อนภาพเหล่านี้ผ่านสื่อหลายยุคสมัย

ปัญหาส่วนหนึ่งคือ การต่อต้านอย่างชัดเจนของสมาชิกในครอบครัวบางคน อาจจะด้วยเหตุผลเรื่องเชื้อชาติบ้าง ศาสนาบ้าง หรือความคาดหวังต่อลูกบ้าง การต่อต้านด้วยความรุนแรงทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีต่อการดำรงชีวิตของสมาชิกในครอบครัว ซ้ำยังอาจส่งผลร้ายจนอาจเกิดความรุนแรงจากภายในสู่ภายนอกบ้าน แต่กับครอบครัวของเอเลน่าไม่เป็นเช่นนั้น ถึงแม้ว่าวิคเตอร์จะออกจากชีวิตไปอย่างถาวร หลังจากเซ็นใบหย่าให้เพเนโลปี้ สมาชิกที่เหลือยังคงรักและเข้าใจในสิ่งที่เอเลน่าเป็น

วันละครั้งก็เกินพอ พยายามบอกเราว่า อย่างน้อยไม่ใช่ทุกคนในครอบครัวที่ไม่ยอมรับว่าเราเป็นใคร แต่เพราะการเป็นครอบครัวเดียวกันนี่แหละ ทำให้เรามองข้ามทุกอย่างที่เป็น

และรักกันด้วยสายใยในครอบครัว

ดูอะไรต่อดีที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของชาวเรากับครอบครัว

Glee (2009 – 2015)

Champions (2018 – ปัจจุบัน)

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ / ละคร*

สำหรับชาวเราแล้ว ทุกเดือนมิถุนายนของทุกปี เราจะภูมิใจกับมันมากพิเศษ

เพราะเดือนนี้คือ Pride Month หรือเดือนแห่งความภาคภูมิใจของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในหลายประเทศทั่วโลก ที่จะร่วมกันเดินขบวน LGBT Pride เพื่อแสดงการระลึกถึงเหตุการณ์จลาจลสโตนวอลล์ เมื่อปี 1970 และเพื่อเฉลิมฉลอง Pride Month อย่างสนุกสนาน ซึ่งในปีนี้ประเทศไทยจะจัดงานลักษณะเดียวกันในชื่อ Bangkok Pride อีกด้วย

ปี 2018 นี้ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของชาวเราในสังคมไทยอย่างหลากหลายมากขึ้น ทั้งไอคอน เซเลบริตี้คนดังผู้เป็นเพศทางเลือกต่างได้รับการยอมรับในวงกว้างกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ในมุมมองของผู้สร้างเสียงหัวเราะเท่านั้น หากแต่เป็นด้านของผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิด ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสังคม สื่อต่างๆ ทั้งละคร ซีรีส์ ภาพยนตร์ หรือนิทรรศการต่างๆ สะท้อนภาพของเพศทางเลือกในประเทศไทยให้ประจักษ์ชัดและแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของคนกลุ่มนี้ในสังคมมากยิ่งขึ้น

สื่อบันเทิงเป็นภาพสะท้อนความเป็นไปของชาวเราได้ดีในแต่ละยุคแต่ละสมัย ดังนั้นวันนี้จึงอยากแนะนำ 4 ภาพยนตร์ ซีรีส์ และละครโทรทัศน์ ที่เหมาะแก่การหยิบมาถอดรหัสเรื่องราวความหลากหลายทางเพศ ทั้งในมุมของความสัมพันธ์ ครอบครัว สังคมทั้งไทยและเทศไปพร้อมๆ กัน

 

Ellen

(1994 – 1998)

Ellen (ปี 1994 - 1998)

ในยุค 90 ของวงการบันเทิงฝั่งอเมริกัน หากดารานักแสดงคนใดมีละครซิตคอมที่ออกอากาศทั่วประเทศหรือ Syndication Broadcasting ได้ ถือว่าเขาหรือเธอประสบความสำเร็จในวงการเป็นอย่างมาก ไม่เว้นแม้กระทั่งดาวดวงใหม่ในวงการ Stand Up Comedy ในขณะนั้นอย่าง Ellen Degeneres

ซิตคอมเรื่องนี้เล่าเรื่องของเอลเลน มอร์แกน ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานในร้านหนังสือใจกลางเมืองลอสแอนเจลิส เธออาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เดียวกับเพื่อนสนิท เรื่องราวใน 4 ซีซั่นแรกเหมือนจะไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากขนบซิตคอมทั่วไปที่เล่าเรื่องของตัวเอกและวงสังคมของเพื่อนๆ แต่ตลอดเรื่องราวเหล่านั้น มีคำใบ้อยู่เนืองๆ ที่พอจะบอกถึงเป้าหมายความสัมพันธ์และรสนิยมทางเพศของเธอ

ว่าเธอไม่ได้ชอบผู้ชาย

Ellen (ปี 1994 - 1998)

จุดเปลี่ยนของเรื่องราวในซิตคอมเรื่องนี้อยู่ในตอนที่ชื่อว่า The Puppy Episode เอลเลนได้เจอกับริชาร์ด เพื่อนสมัยมัธยม ซึ่งมาพร้อมกับซูซาน โปรดิวเซอร์ของเขา เอลเลนหลงรักซูซานตั้งแต่แรกพบ เธอตัดสินใจสารภาพรักกับซูซานกลางสนามบิน หลังจากได้รับคำแนะนำจากจิตแพทย์ประจำตัว (รับบทโดย โอปราห์ วินฟรีย์) ด้วยประโยคสุดคลาสสิกตลอดกาล ‘Susan, I’m gay.’

Ellen (ปี 1994 - 1998)

ฉากนี้เป็นหนึ่งในฉากที่มีอิทธิพลและทรงพลังที่สุดในวงการละครโทรทัศน์ฮอลลีวูด เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ก่อให้เกิดความตระหนักถึงการมีตัวตนอยู่ของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ อีกทั้งเป็นสัญญาณที่ทำให้ใครหลายคนเปิดตัวต่อสังคม ซึ่งทั้งหมดขัดทั้งกรอบศีลธรรม บทบัญญัติทางศาสนา และทัศนคติของคนในช่วงเวลานั้น จนนำมาสู่การประท้วงต่อต้านกลายเป็นความขัดแย้งและการตั้งคำถามในสังคม

ในซีซั่นที่ 5 จะเน้นเรื่องราวของการต่อสู้เพื่อการยอมรับเพศทางเลือกในสังคม ยิ่งเป็นการโหมกระหน่ำความคิดเชิงลบต่อสังคมในขณะนั้นมากกว่าเดิม นอกจากสปอนเซอร์จะถอนตัวออกจนหมดแล้ว สถานีโทรทัศน์ ABC ก็ได้ตัดสินใจตัดจบซิตคอมเรื่องนี้ด้วยยอดเรตติ้งที่น้อยกว่าทุกซีซั่น

กลับมาที่ปัจจุบัน ไม่ต้องสรุปให้มากความถึงผลลัพธ์การเปิดตัวของเธอ เอลเลนกลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของวงการบันเทิงโลก เธอมีรายการทอล์กโชว์เป็นของตัวเอง ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ซีซั่นที่ 16 ในเดือนกันยายนนี้ และได้รับรางวัลการันตีมากมาย เธอเป็นที่รัก เป็นที่ยอมรับต่ออเมริกันชนและคนทั่วโลก

จึงถือได้ว่า Ellen เป็นละครซิตคอมเรื่องเดียวที่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนและเปลี่ยนแปลงภาพของ LGBTQ จนภาพนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ดูอะไรต่อดีที่ว่าด้วยเรื่องกลุ่มเพื่อนชาวเรา

Will and Grace (1998 – 2006, 2017 – ปัจจุบัน)

Wake Up ชะนี The Series (2018)

 

Like Grains of Sand

(1995)

ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นจะมีงาน Tokyo Rainbow Pride Walk เป็นประจำทุกปี และมีกฎหมายรองรับการแต่งงานของเพศเดียวกันใน 7 เมือง แต่ญี่ปุ่นกลับเป็นประเทศหนึ่งที่แทบไม่เปิดพื้นที่สื่อให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศเลย นอกจาก Transgender หรือผู้หญิงข้ามเพศเท่านั้น มีครั้งหนึ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในปี 1995 ซึ่งทำให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศถูกพูดถึงมากขึ้นในพื้นที่สื่อของญี่ปุ่น

Like Grains of Sand คือภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น อิโต้ นักเรียนหัวกะทิประจำห้อง ที่กำลังแอบชอบ โยชิดะ เพื่อนสนิทของตัวเอง ในขณะที่โยชิดะนั้นกำลังเริ่มสานสัมพันธ์กับไอฮาระ นักเรียนใหม่ที่มีประวัติอันเลวร้าย เธอทั้งเคยโดนข่มขืน ใช้สารเสพติด และถูกเพื่อนๆ ในห้องแกล้งอยู่เสมอ

ถึงแม้ว่าการที่อิโต้บอกชอบโยชิดะไปแล้ว โยชิดะจะไม่รู้สึกอะไร แถมยังบอกว่าเข้าใจ และอนุญาตให้อิโต้ลอง ‘กอด’ และ ‘จูบ’ เขาด้วย เมื่อไอฮาระรู้เรื่องนี้ เธอถามโยชิดะว่ารู้สึกยังไง เขากลับบอกว่าเขาเป็น ‘คนปกติ’ ไม่ได้เป็น ‘โรคจิต’ ที่จะชอบเพื่อนตัวเองที่เป็นผู้ชาย

สิ่งที่ไอฮาระทำคือการทำลายข้าวของและทำร้ายโยชิดะ

ในฉากสุดท้ายของภาพยนตร์ อิโต้ โยชิดะ และไอฮาระ ไปเที่ยวทะเลด้วยกัน อิโต้ขอให้ไอฮาระสลับตัวกับเขา เพื่อฟังคำสารภาพรักของโยชิดะที่มีต่อไอฮาระ

ถึงแม้ว่าโยชิดะจะรักไอฮาระอย่างหมดใจ แต่เมื่อไอฮาระที่สลับตัวกับอิโต้ถามเขาว่า

‘ถ้าฉันเป็นผู้ชาย เธอจะยังชอบฉันอยู่มั๊ย’

โยชิดะกลับตอบคำถามด้วยความลังเลว่า ‘ก็อาจจะชอบ แต่ความรู้สึกมันไม่เหมือนกัน’

โยชิดะสะท้อนความเป็นคนญี่ปุ่นที่ยังคงมีความคิดเชื่อใน ‘เพศสภาพ’ มากกว่า ‘ความรู้สึก’ เขามองว่าการที่ผู้ชายชอบผู้ชายด้วยกันนั้นเป็นเรื่องผิดแปลก ดังที่เขาบอกไอฮาระว่า อิโต้เป็นโรคจิต และพยายามยัดตัวเองลงไปในความรักที่ถูกต้องตามเพศสภาพดังที่เขาสารภาพรักกับไอฮาระ แต่สุดท้ายเมื่อถึงคราวที่เขาต้องเริ่มการกระทำที่ลึกซึ้งต่อเธอ เขากลับทำไม่ได้

ตราบจนถึงปัจจุบัน ทัศนคติของคนญี่ปุ่นที่มีต่อผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศยังคงเหมือนเดิม การเปิดเผยตัวตนยังไม่สามารถทำได้โดยปราศจากข้อกังขา หนำซ้ำจะกลายเป็นประเด็นให้เพื่อนฝูงหรือคนในสังคมนินทา หรือกลายเป็นเหยื่อในการถูกกลั่นแกล้งอย่างสนุกสนาน

ไม่เปลี่ยนไปจากภาพยนตร์เมื่อ 22 ปีที่แล้วสักเท่าไหร่

ดูอะไรต่อดีที่ว่าด้วยความสับสนในใจของชาวเรา

Night Fight (2014)

Hormones วัยว้าวุ่น (2013 – 2015)

 

GAYOK BANGKOK

(2016-ปัจจุบัน)

GAYOK BANGKOK (2016)

ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาของวงการบันเทิงไทย มีทั้งภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และซีรีส์ มากมายที่เล่าเรื่องความรักของชาวเรา ถึงแม้จะมีตัวเดินเรื่องเป็นวัยรุ่นหน้าใส พร้อมการดำเนินเรื่องแบบสูตรสำเร็จก็ตาม และปฏิเสธไม่ได้ว่าวิธีการเหล่านั้นยังคงได้รับความนิยมอยู่จนถึงปัจจุบัน

GAYOK BANGKOK ฉีกสูตรสำเร็จเหล่านั้นทั้งหมดด้วยการเล่าเรื่องผ่านตัวละครในวัยทำงาน (อาจจะมีวัยเรียนมหาวิทยาลัยบ้าง) สะท้อนภาพสังคมของชาวเกย์ในประเทศไทยได้อย่างแตกต่าง ไม่แต่งเติมภาพความสวยงามดังเช่นซีรีส์เรื่องอื่นพยายามเล่าในปัจจุบัน

GAYOK BANGKOK (2016)

ประเด็นตลอด 2 ซีซั่นที่ซีรีส์ออนไลน์เรื่องนี้พยายามสื่อสารกับเราคือ การแก้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเกย์ที่มักถูกภาพสังคม ‘เหมารวม’ ว่าเกย์มีลักษณะการใช้ชีวิตและการสร้างความสัมพันธ์แบบที่เราเคยเข้าใจ

ซึ่งอาจไม่ใช่ทั้งหมด

เช่นเรื่องของสตางค์ (รับบทโดย เจนนี่ ปาหนัน) ผู้ออกปากอย่างชัดเจนว่าเป็นกะเทยที่ไม่สวย มีแต่คนเข้าหา เพราะเธอเป็นคนตลก สามารถสร้างเสียงหัวเราะและทำให้คนที่อยู่รอบข้างมีความสุขได้ แต่ก็ไม่มีใครอยากสานความสัมพันธ์ต่อ เพราะเพียงแค่ความ ‘ตลก’ ที่เธอมีให้กับทุกคน 

สตางค์อาจคิดว่าตัวเองมีความรักไม่ได้ แต่เมื่อเธอได้เจอกับ ปูน เกย์หนุ่มต่างจังหวัดที่มัดใจเธอด้วยรอยยิ้มและทัศนคติเชิงบวก นี่เป็นสัญญาณที่ดีต่อการเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งแรกในชีวิตของสตางค์

GAYOK BANGKOK (2016)

หรือเรื่องของปอม พนักงานออฟฟิศหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งผู้ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะได้มีความรักที่ดีอย่างเกย์คนอื่น ซึ่งอาจมีหน้าตาและพื้นฐานชีวิตที่ดีกว่าเป็นตัวช่วย แต่เมื่อปอมมีพี่หนึ่ง ผู้เป็นแฟนเก่าของอาร์ม เข้ามาสานสัมพันธ์จนเป็นแฟนกัน จากปัญหาธุรกิจของพี่หนึ่ง เขามีความเป็นผู้ใหญ่ และค่อนข้างห่วงภาพลักษณ์ทางสังคมของตัวเอง ในขณะที่หน้าที่การงานของปอมกำลังไปได้สวย เมื่อปอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพี่หนึ่ง จึงอาจกลายเป็นความอิจฉาความในความก้าวหน้าของคู่ครอง ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากๆ ของสังคมเกย์

ปอมจึงต้องเรียนรู้ผ่านสนามจริง และประคองความสัมพันธ์ไปจนตลอดรอดฝั่งให้ได้

GAYOK BANGKOK (2016)

ข้อดีอีกหนึ่งข้อที่เห็นกันอย่างชัดเจนใน GAYOK BANGKOK คือประเด็นการรณรงค์การป้องกันการติดเชื้อ HIV ในหมู่ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยเน้นย้ำเสมอทั้งจาก Interlude เปิดเรื่อง รวมทั้งการสร้างตัวละครที่ติดเชื้อ HIV คือนัท (รับบทโดย เต็งหนึ่ง คณิศ คอลัมนิสต์เจ้าของคอลัมน์ To Be Continued ใน The Cloud) นัทต่างมีความสัมพันธ์ทั้งกับอาร์มในซีซั่นที่ 1 ที่เลิกรากันไป และคามินในซีซั่นที่ 2 ซึ่งพัฒนาจากคนที่เคยทักกันทั่วไป กลายมาเป็นหุ้นส่วนร้านเบเกอรี่ และหุ้นส่วนชีวิต

หากมองข้ามเรื่องที่นัทติดเชื้อ HIV แล้ว นัทยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเฉกเช่นคนธรรมดาทั่วไป การติดเชื้อของนัทไม่ได้เป็นอุปสรรคหรือปัญหาใดๆ กับการมีความรักเลยแม้แต่น้อย

ใน GAYOK BANGKOK มีเรื่องราวในสังคมของเกย์ซ่อนอยู่แทบทุกเรื่องเท่าที่สิบนิ้วจะพอนับไหว ซีรีส์เรื่องนี้ นอกจากจะเป็นภาพสะท้อนสังคมที่ฉีกทุกภาพเหมารวมแล้ว มันยังเป็นการหยิบเรื่องจริงมาเล่า เพื่อบอกว่าความรักของเกย์และกะเทยนั้นไม่จำเป็นต้องจบด้วยการร้องไห้ฟูมฟายเป็นนางโชว์ประกอบเพลง เพลงสุดท้าย ของแม่แดง ฉันทนา

เพื่อพร่ำบอกกับใครก็ตามว่า นี่คือจุดล่มสลายของชีวิตรักในแบบของเรา

ดูอะไรต่อดีที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของชาวเราแบบตรงไปตรงมา

รักแปดพันเก้า (2004 – 2005)

Orange is the New Black (2013 – ปัจจุบัน)

 

One Day at a time

(2017 – ปัจจุบัน)

One Day at a time (2017 - ปัจุจุบัน)

นี่คือหนึ่งในซิตคอมอเมริกันของ Netflix ที่หยิบผลงานในยุค 70 มาปัดฝุ่นใหม่ให้สดใสกว่าเดิม

เรื่องราวของครอบครัวชาวคิวบาที่ลี้ภัยเข้ามาอยู่ในอเมริกา ประกอบไปด้วยลิเดีย คุณยายผู้เคร่งศาสนาคริสต์อย่างสุดโต่ง เพเนโลปี้ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวผู้เคยเป็นทหารผ่านศึก เอเลน่า ลูกสาวคนโต อเล็กซ์ ลูกชายคนเล็ก และชไนเดอร์ ช่างซ่อมท่อประปาข้างห้องที่ชอบมีเอี่ยวเรื่องราวแสนชุลมุนของครอบครัวอัลวาเรซ

ใจความสำคัญของ วันละครั้งก็เกินพอ ซีซั่นแรกคือ เอเลน่า ลูกสาวคนเดียวในบ้านจะต้องเข้าพิธีคินเซส หรือพิธีฉลองครบรอบอายุ 15 ปีตามธรรมเนียมของคิวบา หลังจากที่คาร์เมน เพื่อนของเอเลน่า มาอาศัยอยู่ด้วย เธอจึงเริ่มมีความรู้สึกดีกับเพื่อนหญิงนับแต่นั้น

One Day at a time (2017 - ปัจุจุบัน)

เอเลน่าตัดสินใจสารภาพกับครอบครัวว่าเธอชอบผู้หญิง โชคดีที่เพเนโลปี้ยอมรับในสิ่งที่เอเลน่าเป็น และยินดีกับการตัดสินใจของเธอ ถึงแม้ว่าลิเดีย ยายของเธอ จะค้านกับการเปิดตัวของเอเลน่า ด้วยความที่เธอเป็นคนเคร่งศาสนา ต้องปฏิบัติตามหลักบัญญัติในศาสนาอย่างเคร่งครัด แต่ลิเดียเข้าใจในการตัดสินใจของเธอ

หนึ่งในขึ้นตอนสำคัญของพิธีคินเซส คือการเต้นรำระหว่างพ่อลูก วิคเตอร์ สามีเก่าของเพเนโลปี้ กลับมาหาครอบครัว เพื่อเตรียมงานเลี้ยงคินเซสของเอเลน่า ในระหว่างการซ้อมเต้นรำ เอเลน่าตัดสินใจเปิดตัวกับวิคเตอร์ว่าเธอเป็นเกย์ เรื่องนี้ทำให้วิคเตอร์สับสนมากจนรับในคำเปิดตัวของเอเลน่าไม่ได้ กลายเป็นชนวนสำคัญของวิคเตอร์และครอบครัว จนกระทั่งวันงาน วิคเตอร์ไม่ปรากฏตัว จึงต้องเป็นหน้าที่ของเพเนโลปี้ที่ต้องทำหน้าที่ ‘พ่อ’ ในการเต้นรำพ่อลูกของเอเลน่า

One Day at a time (2017 - ปัจุจุบัน)

เมื่อ ‘ลูก’ เปิดตัวว่าไม่ได้ชอบเพศตรงข้ามดังที่ใครบอกไว้ อาจจะเป็นเรื่องที่น่ากระอักกระอ่วนใจในหลายครอบครัวในหลายประเทศ โดยเฉพาะสังคมไทยที่พยายามสะท้อนภาพเหล่านี้ผ่านสื่อหลายยุคสมัย

ปัญหาส่วนหนึ่งคือ การต่อต้านอย่างชัดเจนของสมาชิกในครอบครัวบางคน อาจจะด้วยเหตุผลเรื่องเชื้อชาติบ้าง ศาสนาบ้าง หรือความคาดหวังต่อลูกบ้าง การต่อต้านด้วยความรุนแรงทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีต่อการดำรงชีวิตของสมาชิกในครอบครัว ซ้ำยังอาจส่งผลร้ายจนอาจเกิดความรุนแรงจากภายในสู่ภายนอกบ้าน แต่กับครอบครัวของเอเลน่าไม่เป็นเช่นนั้น ถึงแม้ว่าวิคเตอร์จะออกจากชีวิตไปอย่างถาวร หลังจากเซ็นใบหย่าให้เพเนโลปี้ สมาชิกที่เหลือยังคงรักและเข้าใจในสิ่งที่เอเลน่าเป็น

วันละครั้งก็เกินพอ พยายามบอกเราว่า อย่างน้อยไม่ใช่ทุกคนในครอบครัวที่ไม่ยอมรับว่าเราเป็นใคร แต่เพราะการเป็นครอบครัวเดียวกันนี่แหละ ทำให้เรามองข้ามทุกอย่างที่เป็น

และรักกันด้วยสายใยในครอบครัว

ดูอะไรต่อดีที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของชาวเรากับครอบครัว

Glee (2009 – 2015)

Champions (2018 – ปัจจุบัน)

Writer

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

เดี๋ยวนี้ซีรีส์ นิยาย หรือการ์ตูนวาย เป็นกระแสทั่วบ้านทั่วเมืองเต็มไปหมด แถมยังมีคู่จิ้นหน้าใหม่ ควงกันแจ้งเกิดในวงการบันเทิงอยู่แทบทุกวัน สานต่อความฟินให้เหล่าแฟนคลับแบบไม่หยุดหย่อน 

หลายคนคิดว่ามังงะที่นำเสนอเรื่องความหลากหลายทางเพศ เจาะตลาดผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือสาวๆ นักชิปเท่านั้น แต่จริงๆ มังงะหมวดหมู่นี้มีหลากหลายรสชาติ ไม่ต่างจากเรื่องรักของคู่รักเพศตรงข้ามทั่วไป และหลายเรื่องก็สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ LGBTQ ในมุมมองที่หลากหลาย ลดอคติหรือความไม่รู้ของสังคมได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ ความสนุกและคุณภาพก็ไม่ด้อยไปกว่ามังงะแบบอื่นๆ 

ไหนๆ ก็เข้าสู่ Pride Month 2021 แล้ว เราขอร่วมเฉลิมฉลองด้วยการแนะนำมังงะหลากหลายสไตล์ทั้ง 6 เล่มต่อไปนี้ที่บอกเล่าความเป็นอิสระเสรีทางเพศวิถี ตั้งแต่ชีวิตรักสัตว์โลก รักแรกเมื่อครั้ง High School ชีวิตคู่ในวัยผู้ใหญ่ ไปจนถึงการทำความเข้าใจในระดับครอบครัว เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่าน ได้เข้าถึงแก่นแท้ของคำว่า ‘หลากหลาย’ ด้วยใจที่เปิดกว้าง

01

My Brother’s Husband

ด้วยสายใยรัก

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

ผู้แต่ง : Genggoroh Takame

ประเภท : ดราม่า ครอบครัว สะท้อนสังคม

สำนักพิมพ์ : Futabasha (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์ Dexpress)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 3 เล่มจาก 4 เล่ม

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่ : https://bit.ly/3oV01GG

อ่านฉบับออนไลน์ได้ที่ : https://bit.ly/3i06dfa

(ดัดแปลงเป็นซีรีส์ฉบับคนแสดงใน ค.ศ. 2018)

นี่ไม่ใช่การ์ตูนเกย์ของสาว Y แต่เป็นการ์ตูน LGBTQ ที่ทุกคนควรอ่าน ในฐานะที่เป็นมนุษย์

คำว่า ‘ครอบครัว’ คืออะไร

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

ผลงานที่สร้างปรากฏการณ์ไปทั้งวงการมังงะ เพราะนอกจาก เกนทาโร่ ทากาเมะ (Genggoroh Takame) เจ้าพ่อการ์ตูนเกย์หมีจะไม่วาดฉากเนื้อหนังอันเป็นจุดขายมาตลอด My Brother’s Husband ยังเป็นมังงะเรื่องแรกที่เล่าถึงชีวิตครอบครัว สังคม พ่อ แม่ และเด็ก เป็นมิตรกับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย ไม่ได้เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มอย่างเรื่องที่ผ่านๆ มา และผลตอบรับที่น่าพอใจแบบเกินคาด ก็ทำให้ศิลปินแนวเกย์อีโรติกท่านนี้ ผลิตผลงานแนวอบอุ่นหัวใจออกมาอีก

เรื่องราวชีวิตประจำวันอันแสนเรียบง่ายของครอบครัวเล็กๆ ในญี่ปุ่น ยาอิจิ คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวผู้อาศัยอยู่กับ คานะ ลูกสาววัยช่างพูดช่างเจรจาเพียงสองคน หลังจากที่ เรียวจิ น้องชายฝาแฝดของเขาเสียชีวิตลง การปรากฏตัวของสมาชิกคนใหม่ในบ้านจึงเริ่มขึ้น นั่นคือ ไมค์ เกย์ชาวแคนาดา คู่รักของเรียวจิ

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

เส้นเรื่องของการ์ตูนเล่มนี้ เล่าผ่านคำถามนับครั้งไม่ถ้วนของคานะ เด็กสาวผู้ไม่คุ้นชินกับวิถีชีวิตคู่ของน้าชาย ที่ไม่มีผู้หญิงและผู้ชายเป็นองค์ประกอบ และต้องการค้นหาคำตอบว่าครอบครัวที่สมบูรณ์คืออะไร โดยมีไมค์ ผู้เป็นตัวแทนของกลุ่ม LGBTQ คอยตอบคำถาม ว่าความหลากหลายเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ต้น

การตีกรอบว่าต้องเป็นหญิงหรือชายเท่านั้นต่างหากที่เกิดขึ้นในภายหลัง ไมค์ค่อยๆ ผสานความรู้ความเข้าใจให้กับคานะอย่างเปิดกว้าง ไร้อคติ ส่วนยาอิจิทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์และคัดค้านเมื่อมีโอกาส

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

คำถามและคำตอบที่เกิดขึ้นภายในเนื้อเรื่อง ช่วยขยายภาพความเหลื่อมทับและความแตกต่างทางวัฒนธรรมในแต่ละสังคมเกี่ยวกับแนวคิดและมุมมองที่มีต่อ LGBTQ การ์ตูนเรื่องนี้จึงไม่เพียงแต่นำเสนอภาพความหลากหลายทางเพศอันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่ยังนำเสนอภาพความหลากหลายทางรูปลักษณ์ของคำว่าครอบครัวด้วยเช่นกัน

ไมค์ได้ท่องเที่ยวไปในญี่ปุ่น คานะกำลังสนุกที่ได้เรียนรู้ชุดความคิดใหม่ๆ อย่างใสซื่อ ส่วนยาอิจิเอง ก็ได้เดินทางเข้าไปในหัวอกหัวใจของเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

02

Wandering Son

หนุ่มแอบหวานกับสาวแอ๊บแมน

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

ผู้แต่ง : Takako Shimura

ประเภท : โรแมนติกดราม่า, Slice of Life, Coming of Age

สำนักพิมพ์ : Enterbrain (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์ Zenshu Comic)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 13 เล่มจบ

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่ : https://bit.ly/3wFRvhq

มังงะโรแมนติกดราม่าที่มีอะไรมากกว่า Slice of Life

ความรัก มิตรภาพ ชีวิตวัยรุ่น และเส้นเรื่องแบบ Coming of Age เป็นสิ่งแรกที่คุณอาจนึงถึงเมื่อหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้น ยิ่งเห็นลายเส้นสีน้ำฟุ้งๆ วิ้งๆ ในเวอร์ชันอนิเมะแล้วล่ะก็ ร้อยทั้งร้อยอาจคิดว่าเป็นมังงะเนื้อหาปุยนุ่น เรื่องราวเบาสมองตามชื่อเรื่อง แต่เราไม่สามารถตัดสินหนังสือจากภาพปกได้จริงๆ 

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายของการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

เพราะนี่คือเรื่องราวความสัมพันธ์อันซับซ้อนของกลุ่มเด็กประถมปลาย ที่กำลังจะทิ้งร่องรอยแห่งวันวานในวัยเด็ก ก้าวสู่สเตจใหม่ในชีวิตของการเป็นวัยรุ่นอย่างเต็มตัว นิโตริ เด็กชายผู้รักการทำขนม นอกจากใบหน้าที่สวยหวานเหมือนเด็กผู้หญิงแล้ว เขายังชอบแต่งตัวแบบเด็กผู้หญิงอีกด้วย แต่ก็ไม่ได้มีเด็กผู้ชายคนไหนมาตกหลุมรักนิโตริเหมือนพล็อตการ์ตูนทั่วๆ ไป แต่เป็นนิโตริเองต่างหากที่ดันไปตกหลุมรักเพื่อนร่วมห้องอย่าง ทาคัทสึกิ นักเรียนหญิงผู้รักการแต่งตัวแบบผู้ชายและมีหน้าตาหล่อเหลา

สิ่งที่ทำให้มังงะเรื่องนี้เป็นมากกว่า Slice of Life คือการปฏิเสธความเป็นเพศชายหรือหญิงตั้งแต่ระดับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ไปจนถึงระดับชีวิตและจิตวิญญาณของมนุษย์ เราจะได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ที่ต้องต่อสู่กับธรรมเนียมค่านิยมในสังคมเกี่ยวกับอัตลักษณ์เรื่องเพศเมื่อพวกเขาเริ่มเติบโตขึ้นในทุกๆ วัน เสื้อผ้าที่ไม่ตรงกับเพศสภาพ ไม่ใช่สัญลักษณ์ที่บ่งชี้ถึงความผิดแผก แต่เป็นเครื่องการันตีว่ามนุษย์เลือกใส่ เลือกเป็น หรือเลือกรักอะไรก็ได้ตามที่ปรารถนาโดยปราศจากเงื่อนไข

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายของการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

ในศตวรรษที่ 21 ทรานส์แมน ทรานส์วูแมน ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวจากสังคมอีกต่อไป ในหลายโรงเรียนจากต่างประเทศทั่วโลก เช่น อเมริกา ไอร์แลนด์ ไต้หวัน หรือแม้แต่ประเทศญี่ปุ่นเอง อนุมัติให้นักเรียนเลือกใส่เครื่องแบบตามเพศที่ตนเองต้องการ นี่ยังไม่รวมการร่าง พ.ร.บ. ต่างๆ เพื่อให้พลเมืองเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อของตนเองได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย

ความพร่าเลือนของกรอบทางเพศในสังคมปัจจุบัน ทั้งในด้านของรสนิยม การแสดงออก หรือแม้แต่การแต่งกาย ล้วนตอกย้ำให้เห็นถึงพัฒนาการของสิ่งที่เรียกว่าเสรีนิยม อุดมการณ์ที่เดินทางข้ามผ่านกาลเวลาและเติบโตขึ้นไปตามยุคสมัย

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวและไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแบบก้าวกระโดด แต่มันก็ไม่เคยหยุดนิ่ง

03

A Polar Bear in Love

อุ๋งจ๋า…หมีรักมาฝาก

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

ผู้แต่ง : Koromo

ประเภท : โรแมนติกคอมเมดี้

สำนักพิมพ์ : Kadokawa (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์ PHOENIX-ฟีนิกซ์)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 4 เล่ม (ยังไม่จบ)

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่ : https://bit.ly/2TfD3y2

อ่านฉบับออนไลน์ได้ที่ : https://bit.ly/3wJLKPR

(ดัดแปลงเป็นซีรีส์แอนิเมชันขนาดสั้นใน ค.ศ. 2017 รับชมได้ที่ https://bit.ly/3wDN8mN )

A Polar Bear in Love

แมวน้ำอะไรเป็นแฟนหมี การ์ตูน LGBTQ ที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์แห่งห่วงโซ่อาหาร

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด เพราะนี่คือมังงะที่มีหมีขาวและแมวน้ำเป็นนักแสดงนำ

เรื่องราวของเจ้าหมีขาวเพศผู้ผู้หลงรักแมวน้ำ สัตว์ที่ได้ชื่อว่าเป็นอาหารอันโอชาของตนและยังเป็นเพศผู้เหมือนกันอีกด้วย กลายเป็นเรื่องราวความรักแบบ Hybridization ข้ามสายพันธุ์ หรือจะเรียกว่ารักต้องห้ามก็คงจะฟังขึ้นอยู่เหมือนกัน

A Polar Bear in Love

“ฉันก็ไม่แคร์”

เป็นประโยคที่เจ้าหมีขาวตอบกลับแมวน้ำ เมื่อน้องอุ๋งของเราพยายามบอกว่าตนเองนั้นเป็น ‘เพศผู้’ (แถมฉันยังไม่ได้เป็นหมีขาวแบบเธอด้วยนะ) นี่จึงเป็นการทำลายกำแพงเงื่อนไขทางความสัมพันธ์ทั้งในแง่สายพันธุ์และเพศสภาพ พาให้เราคอยเอาใจช่วยเจ้าสองตัวนี้ไปจนจบเล่ม ซึ่งหากมองเผินๆ อาจเป็นการ์ตูนสัตว์โลกน่ารัก เนื้อหาสดใสเบาสมอง แต่ก็ซ่อนประเด็นเนื้อหาเกี่ยวกับวงจรและห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิตไว้ในหลายมิติ และถึงแม้ว่า Mood & Tone จะออกสีหม่นๆ เทาๆ ไปบ้างคละเคล้าไปตามอารมณ์ เมื่อสัตว์ทั้งสองได้ทบทวนว่าความรักครั้งนี้อาจไม่ได้ลงเอยอย่างที่คาดหวังไว้ แต่ก็มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะคอยกลบเกลื่อนอารมณ์เหล่านั้นให้จางลงได้ตลอดทั้งเรื่อง

A Polar Bear in Love

ความรักเป็นหน่วยความรู้สึกที่มีหลากหลายรูปแบบ มากเกินกว่าที่มนุษย์อย่างพวกเธอจะแบ่งแยกได้ว่าสิ่งนี้ใช่หรือไม่ใช่ความรัก แล้วก็ดูเหมือนว่า จะไม่ใช่หน้าที่ของพวกมนุษย์ในการทำอะไรแบบนั้นเสียด้วยสิ

หมีขาวและแมวน้ำ (ไม่ได้กล่าว)

04

Our Dreams at Dusk

เพียงพบบรรจบฝัน

Our Dreams at Dusk

ผู้แต่ง : Yuhki Kamatani

ประเภท : ดราม่า สะท้อนสังคม

สำนักพิมพ์ :  Shogakukan (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์ Zenchu Comic)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 3 เล่ม จาก 4 เล่ม (ยังไม่จบ) 

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่  : https://bit.ly/2RUEDFf

อ่านฉบับออนไลน์ได้ที่ : https://bit.ly/34nL1aV

เพราะพื้นที่ของพวกเราคือ ‘ห้องนั่งเล่น’

การ์ตูนว่าด้วยเรื่องประสบการณ์แห่งการพบพานสิ่งต่างๆ ในชีวิตของตัวละคร LGBTQ 

 เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ทาคาสุ นักเรียนชายชั้น ม.ปลาย ตัดสินใจจะจบชีวิตตัวเองลง เมื่อเพื่อนร่วมชั้นจับได้ว่าเขาเป็นเกย์ นั่นจึงทำให้เขาได้พบกับ ‘ห้องนั่งเล่น’ แห่งหนึ่ง ที่ไม่ได้มีไว้นั่ง นอนหรือกินป๊อปคอร์นตอนดูหนังเหมือนห้องนั่งเล่นทั่วไป แต่นี่คือพื้นที่แห่งการบอกเล่าและความเข้าใจของผู้มีความหลากหลายทางเพศเช่นเดียวกับเขาอีกมากมาย

Our Dreams at Dusk

ตัวละครที่มาใช้บริการห้องนั่งเล่นแห่งนี้ มีตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ไปจนถึงวัยชรา บ้างก็อยู่ในภาวะสับสน มึนงง ไม่กล้ายอมรับตัวตนของตนเอง บ้างก็มีประสบการณ์อันแสนขื่นขมจากโลกภายนอกที่ตีค่าความหลากหลายให้กลายเป็นความแปลกประหลาด แต่สิ่งเหล่านั้น จะกลายเป็นคำพูดบางเบาไร้ความหมาย

เมื่อพวกเขาย่างกรายเข้ามา ณ ที่แห่งนี้ ที่ที่มอบความรู้สึกปลอดภัยให้แก่พวกเขา

Our Dreams at Dusk

‘ฉันจะไม่ถาม’

คือคำตอบของเจ้าของห้องนั่งเล่น ที่จะไม่ถามหรือพยายามบอกให้ตัวละครแก้ปัญหาชีวิตด้วยวิธีแบบนี้หรือแบบนั้น แต่จะให้พวกเขาได้เล่า ระบาย แบ่งปัน และหาคำตอบด้วยตัวเอง เช่นเดียวกันกับหนังสือเล่มนี้ ที่ไม่ได้พยายามยัดเยียดความคิดใส่สมองของผู้อ่าน ว่าพวกคุณต้องเข้าใจพวกเรา หรือสอนว่า LGBTQ ที่ดีต้องเป็นอย่างไร แต่ผู้อ่านจะได้เรียนรู้ เข้าใจ และเติบโตไปพร้อมๆ กับทุกเรื่องเล่าของตัวละคร

 โดยไม่รู้สึกว่ากำลังโดนอบรมหรืออ่านหนังสือประเภทเทศนาโวหารอะไรทำนองนั้น

05

Bloom Into You

สุดท้ายก็คือเธอ

Bloom Into You

ผู้แต่ง : Nio Nakatani

ประเภท : โรแมนติก, Slice of Life, Coming of Age

สำนักพิมพ์ : ASCII Media Works (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์ PHOENIX Magenta)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 8 เล่มจบ

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่  : https://bit.ly/3fqJIOK

(ดัดแปลงเป็นซีรีส์แอนิเมชันสั้นใน ค.ศ. 2018 รับชมได้ทาง Netflix)

Bloom Into You

จำได้ไหม ตกหลุมรักครั้งแรกเป็นอย่างไร

เราขอพานักอ่านทุกท่านย้อนวันวานสู่การตกหลุมรักครั้งแรก ด้วยมังงะแนว Slice of Life เอาใจสาวกยูริ ในขณะที่ โคอิโตะ ยู นักเรียน ม.ปลาย ชั้นปี 1 กำลังเดินหาห้องสภานักเรียน เธอจึงได้พบกับนักเรียนหญิงรุ่นพี่สุดเพอร์เฟกต์อย่าง นานามิ โทโกะ เข้าโดยบังเอิญ ความใกล้ชิดและความผูกพันในระหว่างทำงานสภานักเรียนด้วยกัน ทำให้ โทโกะสาวป๊อปสุดเท่ที่มีทั้งหญิงชายมากหน้าหลายตามาสารภาพรัก แต่เธอก็ยังไม่เคยรู้สึกใจเต้นแรงกับใครสักคนเข้าจริงๆ เกิดความรู้สึกพิเศษมากเกินกว่าคำว่ารุ่นน้องกับยู ทั้งสองจึงเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ครั้งนี้อย่างค่อยไปเป็นค่อยไป รู้จักตัวเอง และเรียนรู้ซึ่งกันและกันมาเรื่อยๆ 

หากถามว่าจุดเด่นของมังงะเรื่องไหนนี้อยู่ตรงไหน ก็คงเป็นการนำเสนอภาพความรักของ LGBTQ แบบไม่หวือหวา ฉูดฉาด หรือมีฉากเรียกเรตติ้งอยู่ตลอดเวลา แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายและค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต่างจากความรักของหญิงชายคู่อื่นๆ นอกจากนี้ยังถ่ายทอดบทบาทที่สำคัญของเพื่อน ครอบครัว และโรงเรียน ซึ่งมีผลต่อช่วงชีวิตวัยรุ่นของเด็กคนหนึ่งได้อย่างสมจริง

Bloom Into You

 เนื้อหาที่เรียบง่ายแต่ละเมียดละไม บวกกับลายเส้นและการลงน้ำหนักแสงอย่างพอเหมาะพอดี จึงเป็นการส่งผ่านความอบอุ่นจากปลายปากกาของผู้เขียนสู่การทัศนาทางสายตาของนักอ่าน ไม่ว่าจะทำออกมาในรูปแบบมังงะหรืออนิเมะ ก็ยังคีพคาแรกเตอร์ของโทโกะและยูได้อย่างครบถ้วนทุกมิติ 

เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ Bloom Into You ถูกยกขึ้นแท่นเป็นมังงะเล่ม Recommended ที่ครองใจสาวกยูริหลายๆ คน

06

What did you eat yesterday?

เมื่อวานเจ๊ทานอะไร?

What did you eat yesterday?

ผู้แต่ง : Nio Nakatani

ประเภท : โรแมนติกคอมเมดี สะท้อนสังคม

สำนักพิมพ์ : Kodansha (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 16 เล่ม (ยังไม่จบ)

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่ : https://bit.ly/2TfWl6s

อ่านฉบับออนไลน์ได้ที่ : https://bit.ly/3hWwye1

(ดัดแปลงเป็นละครซีรีส์ฉบับคนแสดงใน ค.ศ. 2019 รับชมได้ทาง https://bit.ly/3vwTS62 )

What did you eat yesterday?

ตะหลิว หม้อ ช้อน ทัพพี ทั้งหมดนี้ (เกือบ) เป็นตัวเอกของเรื่อง

เป็นเรื่องธรรมดาที่ชีวิตคู่ในวัยผู้ใหญ่ ย่อมไม่สวยงามราบรื่นในทุกกระบวนความ เพราะพ่วงมาด้วยภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ และยิ่งเป็นคู่รัก LGBTQ แล้วด้วย การรักษาภาพลักษณ์ในสังคมจึงเป็นเงื่อนไขข้อสำคัญอีกประการหนึ่ง

เส้นเรื่องเล่าถึงการดำเนินชีวิตประจำวันของคู่รักเกย์ในแมนชั่นแห่งหนึ่ง คาเคย์ ชิโร่ ทนายวัย 43 ปี ผู้รักการทำอาหารพอๆ กับความสงบในชีวิต และ ยาบูกิ เคนจิ ลูกจ้างร้านตัดผมผู้มีพรสวรรค์ในการคุยกับลูกค้ามากกว่าการตัดผม นอกจากนี้ Fumi Yoshinaga ยังยกพื้นที่เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ในหนังสือเล่มนี้ ให้กับกรรมวิธีรังสรรค์เมนูในแต่ละมื้ออาหารอย่างประณีตบรรจง 

What did you eat yesterday?

นอกจากการทำอาหารและชีวิตประจำวันของคู่รักวัยกลางคน เมื่อวานเจ๊ทานอะไร? ยังเป็นมังงะที่พาเราไปลัดเลาะสอดส่องทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อกลุ่ม LGBTQ แฝงปมปัญหาของตัวละครที่ต่างได้รับบาดแผลจากความคาดหวังในสังคมและคนรอบข้าง เนื่องจากค่านิยมในญี่ปุ่นที่ไม่ได้ให้การยอมรับและเปิดกว้างแก่ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเช่นพวกเขา 

ในขณะเดียวกัน เราก็จะได้เห็นพัฒนาการของตัวละครที่ค่อยๆ ยืนหยัดตัวตนให้สังคมได้รับรู้ ทำไมต้องหลบซ่อน ทำไมต้องปิดบัง เราถูกเพ่งเล่งเพียงเพราะไม่ใช่ชายจริงหญิงแท้อย่างนั้นหรือ

อย่าคิดว่าการ์ตูนเรื่องนี้จะฉายภาพการกัดฟันต่อสู้และชะตาชีวิตของคู่รัก LGBTQ แบบดราม่า เพราะเนื้อหาในเล่มก็สดใสซาบซ่าไม่ต่างจากชื่อเรื่อง การเหน็บแนม จิกกัด และวิพากษ์วิจารณ์ค่านิยมเรื่องเพศในสังคมแบบติดตลก ยังเป็นคุณสมบัติสำคัญอีกข้อหนึ่ง ที่จะทำให้คุณตกหลุมรักหนังสือเล่มนี้

ด้วยการนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่แปลกใหม่ ฉีกกฎของการ์ตูน Yaoi ที่ไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ยังนำเสนอวิถีชีวิต มุมมอง และทัศนคติของผู้คนในสังคมได้อย่างกลมกลืนไปกับพล็อตเรื่อง จึงทำให้ เมื่อวานเจ๊ทานอะไร? เป็นที่รู้จักกันดีในวงการมังงะทั้งไทยและต่างประเทศมานาน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็น Cookbook คอยแบ่งปันสูตรอาหารอร่อยๆ ให้กับนักอ่าน ได้ลองเอาไปทำตามกันที่บ้านอีกด้วย  แต่อย่าอ่านตอนกลางคืนเด็ดขาด เพราะจะหิวจนต้องไปเปิดตู้เย็นหามื้อดึกทานแบบไม่รู้ตัว (เตือนแล้วนะ)

เดี๋ยวนี้ซีรีส์ นิยาย หรือการ์ตูนวาย เป็นกระแสทั่วบ้านทั่วเมืองเต็มไปหมด แถมยังมีคู่จิ้นหน้าใหม่ ควงกันแจ้งเกิดในวงการบันเทิงอยู่แทบทุกวัน สานต่อความฟินให้เหล่าแฟนคลับแบบไม่หยุดหย่อน 

หลายคนคิดว่ามังงะที่นำเสนอเรื่องความหลากหลายทางเพศ เจาะตลาดผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือสาวๆ นักชิปเท่านั้น แต่จริงๆ มังงะหมวดหมู่นี้มีหลากหลายรสชาติ ไม่ต่างจากเรื่องรักของคู่รักเพศตรงข้ามทั่วไป และหลายเรื่องก็สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ LGBTQ ในมุมมองที่หลากหลาย ลดอคติหรือความไม่รู้ของสังคมได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ ความสนุกและคุณภาพก็ไม่ด้อยไปกว่ามังงะแบบอื่นๆ 

ไหนๆ ก็เข้าสู่ Pride Month 2021 แล้ว เราขอร่วมเฉลิมฉลองด้วยการแนะนำมังงะหลากหลายสไตล์ทั้ง 6 เล่มต่อไปนี้ที่บอกเล่าความเป็นอิสระเสรีทางเพศวิถี ตั้งแต่ชีวิตรักสัตว์โลก รักแรกเมื่อครั้ง High School ชีวิตคู่ในวัยผู้ใหญ่ ไปจนถึงการทำความเข้าใจในระดับครอบครัว เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่าน ได้เข้าถึงแก่นแท้ของคำว่า ‘หลากหลาย’ ด้วยใจที่เปิดกว้าง

01

My Brother’s Husband

ด้วยสายใยรัก

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

ผู้แต่ง : Genggoroh Takame

ประเภท : ดราม่า ครอบครัว สะท้อนสังคม

สำนักพิมพ์ : Futabasha (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์ Dexpress)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 3 เล่มจาก 4 เล่ม

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่ : https://bit.ly/3oV01GG

อ่านฉบับออนไลน์ได้ที่ : https://bit.ly/3i06dfa

(ดัดแปลงเป็นซีรีส์ฉบับคนแสดงใน ค.ศ. 2018)

นี่ไม่ใช่การ์ตูนเกย์ของสาว Y แต่เป็นการ์ตูน LGBTQ ที่ทุกคนควรอ่าน ในฐานะที่เป็นมนุษย์

คำว่า ‘ครอบครัว’ คืออะไร

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

ผลงานที่สร้างปรากฏการณ์ไปทั้งวงการมังงะ เพราะนอกจาก เกนทาโร่ ทากาเมะ (Genggoroh Takame) เจ้าพ่อการ์ตูนเกย์หมีจะไม่วาดฉากเนื้อหนังอันเป็นจุดขายมาตลอด My Brother’s Husband ยังเป็นมังงะเรื่องแรกที่เล่าถึงชีวิตครอบครัว สังคม พ่อ แม่ และเด็ก เป็นมิตรกับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย ไม่ได้เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มอย่างเรื่องที่ผ่านๆ มา และผลตอบรับที่น่าพอใจแบบเกินคาด ก็ทำให้ศิลปินแนวเกย์อีโรติกท่านนี้ ผลิตผลงานแนวอบอุ่นหัวใจออกมาอีก

เรื่องราวชีวิตประจำวันอันแสนเรียบง่ายของครอบครัวเล็กๆ ในญี่ปุ่น ยาอิจิ คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวผู้อาศัยอยู่กับ คานะ ลูกสาววัยช่างพูดช่างเจรจาเพียงสองคน หลังจากที่ เรียวจิ น้องชายฝาแฝดของเขาเสียชีวิตลง การปรากฏตัวของสมาชิกคนใหม่ในบ้านจึงเริ่มขึ้น นั่นคือ ไมค์ เกย์ชาวแคนาดา คู่รักของเรียวจิ

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

เส้นเรื่องของการ์ตูนเล่มนี้ เล่าผ่านคำถามนับครั้งไม่ถ้วนของคานะ เด็กสาวผู้ไม่คุ้นชินกับวิถีชีวิตคู่ของน้าชาย ที่ไม่มีผู้หญิงและผู้ชายเป็นองค์ประกอบ และต้องการค้นหาคำตอบว่าครอบครัวที่สมบูรณ์คืออะไร โดยมีไมค์ ผู้เป็นตัวแทนของกลุ่ม LGBTQ คอยตอบคำถาม ว่าความหลากหลายเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ต้น

การตีกรอบว่าต้องเป็นหญิงหรือชายเท่านั้นต่างหากที่เกิดขึ้นในภายหลัง ไมค์ค่อยๆ ผสานความรู้ความเข้าใจให้กับคานะอย่างเปิดกว้าง ไร้อคติ ส่วนยาอิจิทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์และคัดค้านเมื่อมีโอกาส

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

คำถามและคำตอบที่เกิดขึ้นภายในเนื้อเรื่อง ช่วยขยายภาพความเหลื่อมทับและความแตกต่างทางวัฒนธรรมในแต่ละสังคมเกี่ยวกับแนวคิดและมุมมองที่มีต่อ LGBTQ การ์ตูนเรื่องนี้จึงไม่เพียงแต่นำเสนอภาพความหลากหลายทางเพศอันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่ยังนำเสนอภาพความหลากหลายทางรูปลักษณ์ของคำว่าครอบครัวด้วยเช่นกัน

ไมค์ได้ท่องเที่ยวไปในญี่ปุ่น คานะกำลังสนุกที่ได้เรียนรู้ชุดความคิดใหม่ๆ อย่างใสซื่อ ส่วนยาอิจิเอง ก็ได้เดินทางเข้าไปในหัวอกหัวใจของเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

02

Wandering Son

หนุ่มแอบหวานกับสาวแอ๊บแมน

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

ผู้แต่ง : Takako Shimura

ประเภท : โรแมนติกดราม่า, Slice of Life, Coming of Age

สำนักพิมพ์ : Enterbrain (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์ Zenshu Comic)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 13 เล่มจบ

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่ : https://bit.ly/3wFRvhq

มังงะโรแมนติกดราม่าที่มีอะไรมากกว่า Slice of Life

ความรัก มิตรภาพ ชีวิตวัยรุ่น และเส้นเรื่องแบบ Coming of Age เป็นสิ่งแรกที่คุณอาจนึงถึงเมื่อหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้น ยิ่งเห็นลายเส้นสีน้ำฟุ้งๆ วิ้งๆ ในเวอร์ชันอนิเมะแล้วล่ะก็ ร้อยทั้งร้อยอาจคิดว่าเป็นมังงะเนื้อหาปุยนุ่น เรื่องราวเบาสมองตามชื่อเรื่อง แต่เราไม่สามารถตัดสินหนังสือจากภาพปกได้จริงๆ 

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายของการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

เพราะนี่คือเรื่องราวความสัมพันธ์อันซับซ้อนของกลุ่มเด็กประถมปลาย ที่กำลังจะทิ้งร่องรอยแห่งวันวานในวัยเด็ก ก้าวสู่สเตจใหม่ในชีวิตของการเป็นวัยรุ่นอย่างเต็มตัว นิโตริ เด็กชายผู้รักการทำขนม นอกจากใบหน้าที่สวยหวานเหมือนเด็กผู้หญิงแล้ว เขายังชอบแต่งตัวแบบเด็กผู้หญิงอีกด้วย แต่ก็ไม่ได้มีเด็กผู้ชายคนไหนมาตกหลุมรักนิโตริเหมือนพล็อตการ์ตูนทั่วๆ ไป แต่เป็นนิโตริเองต่างหากที่ดันไปตกหลุมรักเพื่อนร่วมห้องอย่าง ทาคัทสึกิ นักเรียนหญิงผู้รักการแต่งตัวแบบผู้ชายและมีหน้าตาหล่อเหลา

สิ่งที่ทำให้มังงะเรื่องนี้เป็นมากกว่า Slice of Life คือการปฏิเสธความเป็นเพศชายหรือหญิงตั้งแต่ระดับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ไปจนถึงระดับชีวิตและจิตวิญญาณของมนุษย์ เราจะได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ที่ต้องต่อสู่กับธรรมเนียมค่านิยมในสังคมเกี่ยวกับอัตลักษณ์เรื่องเพศเมื่อพวกเขาเริ่มเติบโตขึ้นในทุกๆ วัน เสื้อผ้าที่ไม่ตรงกับเพศสภาพ ไม่ใช่สัญลักษณ์ที่บ่งชี้ถึงความผิดแผก แต่เป็นเครื่องการันตีว่ามนุษย์เลือกใส่ เลือกเป็น หรือเลือกรักอะไรก็ได้ตามที่ปรารถนาโดยปราศจากเงื่อนไข

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายของการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

ในศตวรรษที่ 21 ทรานส์แมน ทรานส์วูแมน ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวจากสังคมอีกต่อไป ในหลายโรงเรียนจากต่างประเทศทั่วโลก เช่น อเมริกา ไอร์แลนด์ ไต้หวัน หรือแม้แต่ประเทศญี่ปุ่นเอง อนุมัติให้นักเรียนเลือกใส่เครื่องแบบตามเพศที่ตนเองต้องการ นี่ยังไม่รวมการร่าง พ.ร.บ. ต่างๆ เพื่อให้พลเมืองเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อของตนเองได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย

ความพร่าเลือนของกรอบทางเพศในสังคมปัจจุบัน ทั้งในด้านของรสนิยม การแสดงออก หรือแม้แต่การแต่งกาย ล้วนตอกย้ำให้เห็นถึงพัฒนาการของสิ่งที่เรียกว่าเสรีนิยม อุดมการณ์ที่เดินทางข้ามผ่านกาลเวลาและเติบโตขึ้นไปตามยุคสมัย

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวและไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแบบก้าวกระโดด แต่มันก็ไม่เคยหยุดนิ่ง

03

A Polar Bear in Love

อุ๋งจ๋า…หมีรักมาฝาก

6 มังงะ LGBTQ อบอุ่นหัวใจ สำรวจความหลากหลายการ์ตูนญี่ปุ่นใน Pride Month 2021

ผู้แต่ง : Koromo

ประเภท : โรแมนติกคอมเมดี้

สำนักพิมพ์ : Kadokawa (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์ PHOENIX-ฟีนิกซ์)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 4 เล่ม (ยังไม่จบ)

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่ : https://bit.ly/2TfD3y2

อ่านฉบับออนไลน์ได้ที่ : https://bit.ly/3wJLKPR

(ดัดแปลงเป็นซีรีส์แอนิเมชันขนาดสั้นใน ค.ศ. 2017 รับชมได้ที่ https://bit.ly/3wDN8mN )

A Polar Bear in Love

แมวน้ำอะไรเป็นแฟนหมี การ์ตูน LGBTQ ที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์แห่งห่วงโซ่อาหาร

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด เพราะนี่คือมังงะที่มีหมีขาวและแมวน้ำเป็นนักแสดงนำ

เรื่องราวของเจ้าหมีขาวเพศผู้ผู้หลงรักแมวน้ำ สัตว์ที่ได้ชื่อว่าเป็นอาหารอันโอชาของตนและยังเป็นเพศผู้เหมือนกันอีกด้วย กลายเป็นเรื่องราวความรักแบบ Hybridization ข้ามสายพันธุ์ หรือจะเรียกว่ารักต้องห้ามก็คงจะฟังขึ้นอยู่เหมือนกัน

A Polar Bear in Love

“ฉันก็ไม่แคร์”

เป็นประโยคที่เจ้าหมีขาวตอบกลับแมวน้ำ เมื่อน้องอุ๋งของเราพยายามบอกว่าตนเองนั้นเป็น ‘เพศผู้’ (แถมฉันยังไม่ได้เป็นหมีขาวแบบเธอด้วยนะ) นี่จึงเป็นการทำลายกำแพงเงื่อนไขทางความสัมพันธ์ทั้งในแง่สายพันธุ์และเพศสภาพ พาให้เราคอยเอาใจช่วยเจ้าสองตัวนี้ไปจนจบเล่ม ซึ่งหากมองเผินๆ อาจเป็นการ์ตูนสัตว์โลกน่ารัก เนื้อหาสดใสเบาสมอง แต่ก็ซ่อนประเด็นเนื้อหาเกี่ยวกับวงจรและห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิตไว้ในหลายมิติ และถึงแม้ว่า Mood & Tone จะออกสีหม่นๆ เทาๆ ไปบ้างคละเคล้าไปตามอารมณ์ เมื่อสัตว์ทั้งสองได้ทบทวนว่าความรักครั้งนี้อาจไม่ได้ลงเอยอย่างที่คาดหวังไว้ แต่ก็มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะคอยกลบเกลื่อนอารมณ์เหล่านั้นให้จางลงได้ตลอดทั้งเรื่อง

A Polar Bear in Love

ความรักเป็นหน่วยความรู้สึกที่มีหลากหลายรูปแบบ มากเกินกว่าที่มนุษย์อย่างพวกเธอจะแบ่งแยกได้ว่าสิ่งนี้ใช่หรือไม่ใช่ความรัก แล้วก็ดูเหมือนว่า จะไม่ใช่หน้าที่ของพวกมนุษย์ในการทำอะไรแบบนั้นเสียด้วยสิ

หมีขาวและแมวน้ำ (ไม่ได้กล่าว)

04

Our Dreams at Dusk

เพียงพบบรรจบฝัน

Our Dreams at Dusk

ผู้แต่ง : Yuhki Kamatani

ประเภท : ดราม่า สะท้อนสังคม

สำนักพิมพ์ :  Shogakukan (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์ Zenchu Comic)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 3 เล่ม จาก 4 เล่ม (ยังไม่จบ) 

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่  : https://bit.ly/2RUEDFf

อ่านฉบับออนไลน์ได้ที่ : https://bit.ly/34nL1aV

เพราะพื้นที่ของพวกเราคือ ‘ห้องนั่งเล่น’

การ์ตูนว่าด้วยเรื่องประสบการณ์แห่งการพบพานสิ่งต่างๆ ในชีวิตของตัวละคร LGBTQ 

 เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ทาคาสุ นักเรียนชายชั้น ม.ปลาย ตัดสินใจจะจบชีวิตตัวเองลง เมื่อเพื่อนร่วมชั้นจับได้ว่าเขาเป็นเกย์ นั่นจึงทำให้เขาได้พบกับ ‘ห้องนั่งเล่น’ แห่งหนึ่ง ที่ไม่ได้มีไว้นั่ง นอนหรือกินป๊อปคอร์นตอนดูหนังเหมือนห้องนั่งเล่นทั่วไป แต่นี่คือพื้นที่แห่งการบอกเล่าและความเข้าใจของผู้มีความหลากหลายทางเพศเช่นเดียวกับเขาอีกมากมาย

Our Dreams at Dusk

ตัวละครที่มาใช้บริการห้องนั่งเล่นแห่งนี้ มีตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ไปจนถึงวัยชรา บ้างก็อยู่ในภาวะสับสน มึนงง ไม่กล้ายอมรับตัวตนของตนเอง บ้างก็มีประสบการณ์อันแสนขื่นขมจากโลกภายนอกที่ตีค่าความหลากหลายให้กลายเป็นความแปลกประหลาด แต่สิ่งเหล่านั้น จะกลายเป็นคำพูดบางเบาไร้ความหมาย

เมื่อพวกเขาย่างกรายเข้ามา ณ ที่แห่งนี้ ที่ที่มอบความรู้สึกปลอดภัยให้แก่พวกเขา

Our Dreams at Dusk

‘ฉันจะไม่ถาม’

คือคำตอบของเจ้าของห้องนั่งเล่น ที่จะไม่ถามหรือพยายามบอกให้ตัวละครแก้ปัญหาชีวิตด้วยวิธีแบบนี้หรือแบบนั้น แต่จะให้พวกเขาได้เล่า ระบาย แบ่งปัน และหาคำตอบด้วยตัวเอง เช่นเดียวกันกับหนังสือเล่มนี้ ที่ไม่ได้พยายามยัดเยียดความคิดใส่สมองของผู้อ่าน ว่าพวกคุณต้องเข้าใจพวกเรา หรือสอนว่า LGBTQ ที่ดีต้องเป็นอย่างไร แต่ผู้อ่านจะได้เรียนรู้ เข้าใจ และเติบโตไปพร้อมๆ กับทุกเรื่องเล่าของตัวละคร

 โดยไม่รู้สึกว่ากำลังโดนอบรมหรืออ่านหนังสือประเภทเทศนาโวหารอะไรทำนองนั้น

05

Bloom Into You

สุดท้ายก็คือเธอ

Bloom Into You

ผู้แต่ง : Nio Nakatani

ประเภท : โรแมนติก, Slice of Life, Coming of Age

สำนักพิมพ์ : ASCII Media Works (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์ PHOENIX Magenta)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 8 เล่มจบ

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่  : https://bit.ly/3fqJIOK

(ดัดแปลงเป็นซีรีส์แอนิเมชันสั้นใน ค.ศ. 2018 รับชมได้ทาง Netflix)

Bloom Into You

จำได้ไหม ตกหลุมรักครั้งแรกเป็นอย่างไร

เราขอพานักอ่านทุกท่านย้อนวันวานสู่การตกหลุมรักครั้งแรก ด้วยมังงะแนว Slice of Life เอาใจสาวกยูริ ในขณะที่ โคอิโตะ ยู นักเรียน ม.ปลาย ชั้นปี 1 กำลังเดินหาห้องสภานักเรียน เธอจึงได้พบกับนักเรียนหญิงรุ่นพี่สุดเพอร์เฟกต์อย่าง นานามิ โทโกะ เข้าโดยบังเอิญ ความใกล้ชิดและความผูกพันในระหว่างทำงานสภานักเรียนด้วยกัน ทำให้ โทโกะสาวป๊อปสุดเท่ที่มีทั้งหญิงชายมากหน้าหลายตามาสารภาพรัก แต่เธอก็ยังไม่เคยรู้สึกใจเต้นแรงกับใครสักคนเข้าจริงๆ เกิดความรู้สึกพิเศษมากเกินกว่าคำว่ารุ่นน้องกับยู ทั้งสองจึงเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ครั้งนี้อย่างค่อยไปเป็นค่อยไป รู้จักตัวเอง และเรียนรู้ซึ่งกันและกันมาเรื่อยๆ 

หากถามว่าจุดเด่นของมังงะเรื่องไหนนี้อยู่ตรงไหน ก็คงเป็นการนำเสนอภาพความรักของ LGBTQ แบบไม่หวือหวา ฉูดฉาด หรือมีฉากเรียกเรตติ้งอยู่ตลอดเวลา แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายและค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต่างจากความรักของหญิงชายคู่อื่นๆ นอกจากนี้ยังถ่ายทอดบทบาทที่สำคัญของเพื่อน ครอบครัว และโรงเรียน ซึ่งมีผลต่อช่วงชีวิตวัยรุ่นของเด็กคนหนึ่งได้อย่างสมจริง

Bloom Into You

 เนื้อหาที่เรียบง่ายแต่ละเมียดละไม บวกกับลายเส้นและการลงน้ำหนักแสงอย่างพอเหมาะพอดี จึงเป็นการส่งผ่านความอบอุ่นจากปลายปากกาของผู้เขียนสู่การทัศนาทางสายตาของนักอ่าน ไม่ว่าจะทำออกมาในรูปแบบมังงะหรืออนิเมะ ก็ยังคีพคาแรกเตอร์ของโทโกะและยูได้อย่างครบถ้วนทุกมิติ 

เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ Bloom Into You ถูกยกขึ้นแท่นเป็นมังงะเล่ม Recommended ที่ครองใจสาวกยูริหลายๆ คน

06

What did you eat yesterday?

เมื่อวานเจ๊ทานอะไร?

What did you eat yesterday?

ผู้แต่ง : Nio Nakatani

ประเภท : โรแมนติกคอมเมดี สะท้อนสังคม

สำนักพิมพ์ : Kodansha (ฉบับแปลไทย สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ)

ความยาว : ฉบับแปลไทย 16 เล่ม (ยังไม่จบ)

อ่านฉบับหนังสือเล่มได้ที่ : https://bit.ly/2TfWl6s

อ่านฉบับออนไลน์ได้ที่ : https://bit.ly/3hWwye1

(ดัดแปลงเป็นละครซีรีส์ฉบับคนแสดงใน ค.ศ. 2019 รับชมได้ทาง https://bit.ly/3vwTS62 )

What did you eat yesterday?

ตะหลิว หม้อ ช้อน ทัพพี ทั้งหมดนี้ (เกือบ) เป็นตัวเอกของเรื่อง

เป็นเรื่องธรรมดาที่ชีวิตคู่ในวัยผู้ใหญ่ ย่อมไม่สวยงามราบรื่นในทุกกระบวนความ เพราะพ่วงมาด้วยภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ และยิ่งเป็นคู่รัก LGBTQ แล้วด้วย การรักษาภาพลักษณ์ในสังคมจึงเป็นเงื่อนไขข้อสำคัญอีกประการหนึ่ง

เส้นเรื่องเล่าถึงการดำเนินชีวิตประจำวันของคู่รักเกย์ในแมนชั่นแห่งหนึ่ง คาเคย์ ชิโร่ ทนายวัย 43 ปี ผู้รักการทำอาหารพอๆ กับความสงบในชีวิต และ ยาบูกิ เคนจิ ลูกจ้างร้านตัดผมผู้มีพรสวรรค์ในการคุยกับลูกค้ามากกว่าการตัดผม นอกจากนี้ Fumi Yoshinaga ยังยกพื้นที่เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ในหนังสือเล่มนี้ ให้กับกรรมวิธีรังสรรค์เมนูในแต่ละมื้ออาหารอย่างประณีตบรรจง 

What did you eat yesterday?

นอกจากการทำอาหารและชีวิตประจำวันของคู่รักวัยกลางคน เมื่อวานเจ๊ทานอะไร? ยังเป็นมังงะที่พาเราไปลัดเลาะสอดส่องทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อกลุ่ม LGBTQ แฝงปมปัญหาของตัวละครที่ต่างได้รับบาดแผลจากความคาดหวังในสังคมและคนรอบข้าง เนื่องจากค่านิยมในญี่ปุ่นที่ไม่ได้ให้การยอมรับและเปิดกว้างแก่ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเช่นพวกเขา 

ในขณะเดียวกัน เราก็จะได้เห็นพัฒนาการของตัวละครที่ค่อยๆ ยืนหยัดตัวตนให้สังคมได้รับรู้ ทำไมต้องหลบซ่อน ทำไมต้องปิดบัง เราถูกเพ่งเล่งเพียงเพราะไม่ใช่ชายจริงหญิงแท้อย่างนั้นหรือ

อย่าคิดว่าการ์ตูนเรื่องนี้จะฉายภาพการกัดฟันต่อสู้และชะตาชีวิตของคู่รัก LGBTQ แบบดราม่า เพราะเนื้อหาในเล่มก็สดใสซาบซ่าไม่ต่างจากชื่อเรื่อง การเหน็บแนม จิกกัด และวิพากษ์วิจารณ์ค่านิยมเรื่องเพศในสังคมแบบติดตลก ยังเป็นคุณสมบัติสำคัญอีกข้อหนึ่ง ที่จะทำให้คุณตกหลุมรักหนังสือเล่มนี้

ด้วยการนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่แปลกใหม่ ฉีกกฎของการ์ตูน Yaoi ที่ไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ยังนำเสนอวิถีชีวิต มุมมอง และทัศนคติของผู้คนในสังคมได้อย่างกลมกลืนไปกับพล็อตเรื่อง จึงทำให้ เมื่อวานเจ๊ทานอะไร? เป็นที่รู้จักกันดีในวงการมังงะทั้งไทยและต่างประเทศมานาน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็น Cookbook คอยแบ่งปันสูตรอาหารอร่อยๆ ให้กับนักอ่าน ได้ลองเอาไปทำตามกันที่บ้านอีกด้วย  แต่อย่าอ่านตอนกลางคืนเด็ดขาด เพราะจะหิวจนต้องไปเปิดตู้เย็นหามื้อดึกทานแบบไม่รู้ตัว (เตือนแล้วนะ)

Writer

ณัฐชา เกิดพงษ์

นักฝึกเขียน ผู้มีกาแฟและหมาปั๊กเป็นปัจจัยที่ 5 และเพิ่งค้นพบว่าการอยู่เฉยๆ ยากพอๆ กับการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load