21 Jun 2017
2 PAGES
539
ประเภท: สารคดี
ช่องทางการดู: Netflix
ความเสียหาย: ตอนเดียวจบ ความยาว 1 ชั่วโมง 40 นาที

‘You can never cross the ocean until you have the courage to lose sight of the shore

หนังสารคดีว่าด้วยเรื่องของผู้หญิงอังกฤษ 4 คนที่อยากจะก้าวข้ามขีดจำกัดและพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง ด้วยการพายเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก (มหาสมุทรที่กั้นระหว่างญี่ปุ่นและอเมริกา ซึ่งนับเป็นมหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลก) โดยไม่มีเรือสนับสนุนใดๆ ตลอดการเดินทาง นั่นแปลว่าไม่มีเรือคอยตาม คอยดูแลเติมเสบียง หรือแม้แต่ช่วยเหลือเวลาที่ต้องเผชิญกับลมพายุหรือภัยพิบัติอะไรก็ตามในมหาสมุทรแสนกว้างใหญ่นี้

Laura Penhaul (ลอรา เพ็นฮอล) ตั้งทีมพายเรือ Coxless Crew ขึ้นมาในปี 2012 และใช้เวลา 3 ปีในการเตรียมตัว ทั้งหาลูกทีมและต่อเรือ Doris ลำที่ใช้ข้ามมหาสมุทรขึ้นมา ซึ่งเป็นเรือพิเศษที่เอาไว้ใช้สำหรับแผนการนี้โดยเฉพาะ เพราะมีเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการเดินทางระยะเวลานานๆ ได้ดี เช่น สามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้งานได้เองภายในเรือ มีระบบนำทาง โทรศัพท์ดาวเทียม รวมถึงอินเทอร์เน็ตเพื่อติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ อีกด้วย

Coxless Crew Coxless Crew

แผนการพายเรือข้ามมหาสมุทรระยะทาง 12,000 กิโลเมตรนั้นไม่มีอะไรยากและซับซ้อน พวกเธอแบ่งเส้นทางเป็น 3 ส่วน โดยเริ่มต้นจากซานฟรานซิสโกไปสิ้นสุดยังออสเตรเลีย เพื่อจะได้มีเวลาพักร่างกาย เติมเสบียง และสลับลูกเรือ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเดินทางไปกับเรือได้ตั้งแต่ต้นจนจบ การเดินทางจะเริ่มต้นที่ซานฟรานซิสโกมาฮาวาย (4,873 km) ก่อนจะพักฟื้นร่างกายบนบกและเติมเสบียง แล้วเดินทางมายังซามัว (4,197 km) และพักร่างกายกับเติมเสบียงอีกทีก่อนจะเดินทางมาจบทริปที่เมืองแคนส์ ออสเตรเลีย (4,522 km) โดยวิธีการเดินทางก็ไม่ซับซ้อนเช่นเดียวกัน บนเรือจะมีลูกเรืออยู่ 4 คน ลูกทีม 2 คนจะพายเรือเป็นกะ กะละ 2 ชั่วโมง อีก 2 คนจะนอนพักในห้องพักหัวเรือ หลังจากครบ 2 ชั่วโมงแล้วก็จะไปปลุกคนที่นอนพักในห้องมาสลับเวรกัน คนที่เพิ่งเสร็จจากกะก็จะมีเวลาพักผ่อน 2 ชั่วโมง ก่อนที่จะถูกปลุกให้ไปสลับเวรกันอีกที เป็นแบบนี้ไปตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลา 6 เดือน (ตามแผนที่วางไว้ก่อนจะเลทไปเป็น 9 เดือน) ของการเดินทาง

ลำพังแค่นอนทีละ 2 ชั่วโมงสลับกับการพายเรือเป็นเวลา 24 ชั่วโมงติดต่อกันเกือบปีนั้น ก็ลำบากทั้งกับร่างกายและจิตใจอยู่แล้ว

ไม่นับว่าในแต่ละกะที่ตื่นมาพายเรือนั้น ทุกคนจะเห็นวิวแค่แบบเดียวและแบบเดิม นั่นคือเส้นขอบฟ้าทั้งสี่ด้านรอบตัว ไม่มีเกาะ ไม่มีภูเขา ไม่มีอะไรที่น่าดูหรือสวยงามมากไปกว่านี้ ถ้าจะมีแตกต่างกันบ้าง ก็แค่มีแดด มีเมฆ หรือมีพายุ แค่นั้นเอง

Coxless Crew Coxless Crew

แต่อุปสรรคที่สำคัญที่สุดนั้นก็คงจะเป็นเรื่องภูมิอากาศและกระแสลม ลมฝนจากพายุนั้นไม่ได้ทำให้ร่างกายหนาวสั่นหรือเปียกปอนเพียงอย่างเดียว

(ซึ่งเรือ Doris นั้นแทบจะไม่มีที่พอจะตากเสื้อผ้าให้แห้งกันสักเท่าไหร่ แปลว่าทุกคนแทบจะใส่เสื้อเปียกๆ กันตลอดถ้าเจอพายุเข้าหลายๆ วัน) แต่ความโหดร้ายของมันก็คือการพัดพาให้เรือออกนอกเส้นทางอยู่ตลอดเวลา บางวันนอกจากจะไม่ได้เดินหน้าเข้าใกล้ออสเตรเลียมากขึ้นแล้ว ยังถูกลมพัดให้ย้อนกลับมาอยู่จุดเดียวกับที่เคยอยู่เมื่อวานอีกต่างหาก

ซึ่งเราจะได้เห็นการขัดขืนต่อธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของผู้หญิง 4 คน ด้วยการจับพายข้างตัวและพายเรือไปเรื่อยๆ ทีละครั้ง ทีละครั้ง ทีละครั้ง อย่างไม่ย่อท้อ แม้แต่ละครั้งที่พายนั้นมันแทบจะไม่เห็นปลายทางเลยก็ตาม

ถ้าจะมีอะไรที่ใหญ่กว้างกว่ามหาสมุทรแปซิฟิก ก็คงจะเป็นใจสมาชิกทุกคนของทีมพายเรือนี้นี่เอง

เราทุกคนมีมหาสมุทรแปซิฟิกให้ข้าม สี่สาวนักพายเรือพูดประโยคนี้ไว้ก่อนการออกเดินทาง

อุปสรรคมากมายใหญ่หลวงในมหาสมุทรหรือแม้แต่ในชีวิตก็คล้ายกันอยู่อย่างนึง คือถ้าเราค่อยๆ ทำมันไปทีละนิดทีละหน่อยอย่างไม่ย่อท้อและไม่หยุดพัก

เราก็จะผ่านมันไปได้ แบบที่ทีม Coxless Crew ทำในวันที่เดินทางถึงออสเตรเลีย 🙂

Coxless Crew

CONTRIBUTOR

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

อดีตนักศึกษาสถาปัตย์ที่หันเหเปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก และนักหัดเขียน โดยพึ่งมีหนังสือของตัวเองเล่มแรกชื่อ 'ราชาสถาน นิทานตื่นนอน'