น่านเฟส (NAN FEST) คือเทศกาลสร้างสรรค์ของคนน่าน เพื่อคนน่าน ที่ตั้งใจเชื่อมโยงผู้คน เรื่องราว และความหลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน เทศกาลนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 เมื่อวันที่ 1 – 3 มีนาคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา ณ ข่วงเมืองสา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ภายใต้คอนเซปต์ Re-Connecting ชวนผู้คนทบทวนความเป็นน่านในหลากหลายประเด็น อาทิ อาหาร หัตถกรรม ศิลปะ ภาพยนตร์ ดนตรี ชาติพันธุ์ ฯลฯ 

เรามีโอกาสได้ไปร่วมงานรอบที่ผ่านมา นั่นไม่ใช่การไปเยือนจังหวัดน่านครั้งแรก หากแต่เป็นการเยือนอำเภอเวียงสาครั้งแรกของเรา ที่นั่นเป็นเมืองเงียบสงบ ผู้คนส่วนใหญ่เป็นวัยเด็กและวัยสูงอายุ

พื้นที่จัดงานน่านเฟสมีชื่อเรียกว่า ‘ข่วงเมืองสา’ เป็นลานโล่งในพื้นที่เดียวกันกับวัดบุญยืน พระอารามหลวง และกาดเล็ก ๆ ที่เมื่ออาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าจะเห็นชาวบ้านออกมาจับจ่ายใช้สอย

ขอย้อนความทำความรู้จักน่านเฟสกันสักนิด โปรเจกต์นี้มีต้นความคิดจากกลุ่มสล่ากึ๊ด (กลุ่มช่างผู้คิด) ที่รวมผู้คนหลากหลายแวดวงของเมืองน่านที่มีเป้าประสงค์เดียวกัน คือการขับเคลื่อนเมืองน่าน โดยไม่ลืมรากเหง้าและต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มี เพื่อต่อยอดสู่ความเป็นไปได้และโปรเจกต์สร้างสรรค์ใหม่ ๆ

ความน่าสนใจของกลุ่มสล่ากึ๊ด คือมีสมาชิกที่เคยเป็นผู้จัดงานน่าน เนิบ เนิบ มาก่อน อย่าง พี่ซี เจ้าของศรีนวลลอดจ์ และ พี่ต๋อม เจ้าของคาเฟ่สุดกองดี รวมถึงมี พี่จุ๋ม-จุมพล อภิสุข ศิลปินอาวุโสชาวน่านที่มีประสบการณ์การจัดเทศกาลศิลปะแสดงสด นับเป็นการรวมตัวกลุ่มอเวนเจอร์สที่ลงตัว 

เทศกาลน่าน ในทีแรกจัดต่อเนื่องข้ามปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ด้วยคอนเซปต์ Creative Space ณ ลานหน้าคุ้มเจ้าเทพมาลา สถาปัตยกรรมเก่าแก่ทรงคุณค่าของเมือง โดยได้รับการสนับสนุนจาก CEA (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)) สำนักงานจังหวัดน่าน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน มูลนิธิน่านศึกษา และกลุ่มสล่ากึ๊ด

ในปีนี้ก็เช่นเดียวกัน งานจัดต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ผ่านกิจกรรม 8 โครงการ ตลอดระยะเวลา 5 เดือน ก่อนจะจัดโชว์เคสผลงานทั้งหมดในเดือนมีนาคม ทำให้เราเห็นความเคลื่อนไหวของเมืองน่านอยู่ตลอดเวลา โดยโครงการแรก คือน่านสเคป (Nan Scape) ชวนศิลปินเมืองน่าน 38 คนมาสร้างงานด้วยกันในพื้นที่จริง ได้แก่ พื้นที่ในเขตเวียงน่านและเวียงสา 

โครงการถัดมา คือน่าน ครีเอเตอร์ มี อาจารย์เจน-กัลยา โกวิทวิสิทธิ์ แห่ง FabCafe เป็นที่ปรึกษา ซึ่งพี่ต๋อมบอกว่าความน่าตื่นเต้นอยู่ตรงที่กลุ่มคนที่มาอบรมเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในเมืองน่าน แทนที่จะเป็นคนกลุ่มเดิม ๆ นั่นแสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ก็ตื่นตัวกับเรื่องนี้พอสมควร

น่าน ครีเอเตอร์ เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้รับแรงบัลดาลใจ ‘หัวโอ้’ หรือ หัวเรือแข่งเมืองน่าน จนออกมาเป็นโปรดักต์น่ารักที่น่าต่อยอดผลิตจริง อย่างไอศกรีมหัวโอ้ (กินเพลิน ถ่ายรูปสนุก) ว่าวธงหัวโอ้ (ลักษณะคล้ายธงปลาคาร์ป) สบู่-เครื่องหอมหัวโอ้ ตุ๊กตาตั้งโต๊ะหัวโอ้ และหัวโอ้แท็ปเบียร์ (เท่มาก)

ยังมีโครงการหนังสั้น (Nan ShortFilm) ที่ นนทรีย์ นิมิบุตร และ สันติ แต้พานิช มาเป็นวิทยากรเวิร์กช็อป โครงการนี้ผลตอบรับดีเกินคาด พี่จุ๋มนึกแซวขึ้นมาว่า ทีแรกคาดว่าคงมีผู้สนใจราว 20 คน แต่ปรากฏว่ามีคนเข้าร่วมโครงการมากถึง 90 คน และผลิตหนังสั้นฉายจริงในน่านเฟสทั้งหมด 4 เรื่อง

ต่อด้วยโครงการน่านฟู้ดแมพ (NAN Food Map) รวมร้านอาหารที่ต้องอู้ว่า ‘เหม๊าะก๊ะ’ จำนวน 21 ร้าน พร้อมพิกัดลายแทงให้ไปลองลิ้มความอร่อยได้ถึงที่ ยังมีน่านกลางแปลง ฉายหนังขนาดยาว 17 เรื่อง และหนังสั้น 10 เรื่อง แถมมีแข่งขันประชันซอด้วย! ปิดท้ายด้วยหนึ่งในไฮไลต์ของงาน นั่นคือน่านมิวสิค (Nan Contemporary Music) ที่มีทั้งนักดนตรีวัยเยาว์มาแสดงออร์เคสตรากว่า 120 ชีวิต ตลอดจนการแสดงสดและการแสดงดนตรีพื้นบ้านจากพี่น้องชาติพันธุ์ในเมืองน่าน ทั้งม้ง ลัวะ และกึมมุ

ช่วงน่านมิวสิค เป็นช่วงที่คึกคักที่สุดของงาน นอกจากเพลิดเพลิน ยังเห็นพ่อ-แม่ พ่ออุ๊ย-แม่อุ๊ย มาส่งแรงใจแรงเชียร์ให้ศิลปินตัวน้อยเป็นเวที เป็นภาพที่น่ารักและอบอุ่น ส่วนเราชอบการแสดงของพี่น้องชาติพันธุ์เป็นพิเศษ ทำให้รู้ว่าน่านเป็นเมืองพหุวัฒนธรรม จังหวะดนตรีสนุก ๆ บทสนทนาสบาย ๆ ทำให้เราเข้าใจวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อที่แฝงอยู่ในการแสดงของกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ได้ง่ายขึ้น

พี่จุ๋มบอกว่าน่านมีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อได้อีกมาก เพียงต้องกลับมาทำความเข้าใจและศึกษาให้ลึกถึงรากทางวัฒนธรรมที่เมืองนี้มี อย่างหัวโอ้เรือแข่ง นับเป็นการต่อยอดที่สร้างสรรค์

เราชวนพี่จุ๋มคุยต่อว่า – การหันกลับมาศึกษารากเหง้า สำคัญกับนักสร้างสรรค์ยังไง

“ผมคิดว่าการที่เราเป็นศิลปินหรือนักสร้างสรรค์ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้สร้างแต่ละคนคือการรู้ว่าตัวเองมีรากแบบไหน เราเติบโตมาอย่างไร พื้นฐานตระกูลเรา ครอบครัวเรา บ้านเมืองเรา ถิ่นที่เราอยู่อาศัย เป็นอย่างไร ศิลปินทางตะวันตกเขาได้เปรียบเรา สิ่งที่เขาทำก็ได้จากรากฐานดั้งเดิมของเขา

“ถ้าเราให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ให้โอกาสกับเด็ก ๆ ได้ศึกษาจากท้องถิ่น ได้พยายามสร้างบางอย่างขึ้นมาจากท้องถิ่น ผมคิดว่าเราอาจจะสร้างนักศึกษาศิลปะหรือนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาได้”

ถ้าบอกว่าน่านเฟสเป็นแหล่งบ่มเพาะชุมชนนักสร้างสรรค์คงไม่ผิดใช่ไหม – เราถาม

“เราตั้งใจให้เป็นแบบนั้นครับ” พี่ใหญ่ของสล่ากึ๊ดเปรยความตั้งใจ “เรารู้ตัวว่าไม่ใช่ผู้สอนที่ดี กลุ่มสล่ากึ๊ดเป็นนักคิดและนักปฏิบัติ เรามีความจัดเจนในการรวมคนให้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน”

“เรากำลังจะกลายเป็นผู้จัดการการสอนค่ะ” พี่ต๋อมยิ้ม “เราจะร่วมมือกันกับ CEA (จ.เชียงใหม่) สร้างหลักสูตรบ่มเพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อเสริมให้กลุ่มน่าน ครีเอเตอร์ เข้มแข็งมากขึ้นค่ะ”

ก่อนจบบทสนาสุดท้าย เราขอให้ ‘สล่ากึ๊ด’ แบ่งปันคำแนะนำสำหรับการจัดเทศกาลท้องถิ่น

“ผมเชื่อว่าหัวใจของเทศกาลคือชุมชน เพราะเทศกาลมันมีหน้าที่สร้างชุมชน (Community) การจัดเทศกาลในจังหวัด ไม่ว่าจะระดับชุมชนหรืออำเภอ สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้จักชุมชนของเราให้ดี คนเป็นยังไง พื้นฐานดั้งเดิมชุมชนเป็นยังไง จากนั้นหาจุดร่วมของคนในชุมชนให้เจอ แล้วเอาสิ่งนั้นมาต่อยอดให้คนรู้สึกว้าว สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการสนับสนุน ควรเป็นการสนับสนุนที่ต่อเนื่องและไม่ครอบงำ” พี่จุ๋มเล่า

พี่ต๋อมเสริมว่า “เมื่อคิดแล้วต้องลงมือทำทันที แล้วมันจะหาทางไปต่อได้เองค่ะ อาจจะเริ่มทำจากกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนก็ได้ค่ะ ทำเท่าที่กำลังเราไหว แล้วจากนั้นค่อยหาทุนสนับสนุนที่ใหญ่ขึ้น”

ทำไมพี่จุ๋ม พี่ต๋อม รวมถึงพี่ ๆ กลุ่มสล่ากึ๊ด ถึงทุ่มแรงกาย-แรงใจกับน่านเฟสขนาดนี้

“มันอยู่ในดีเอ็นเอค่ะ ทั้งเราและพี่จุ๋ม” พี่ต๋อมตอบทันทีพร้อมเสียงหัวเราะ “พวกเราเป็นคนชอบทำงานสร้างสรรค์ แล้วยิ่งเป็นงานที่ทำแล้วสนุกก็ยิ่งอยากทำ และในปลายทางของน่านเฟส เราอยากเห็นการสร้างคนเกิดขึ้นจริง ๆ อยากเห็นคนรุ่นใหม่มาสานต่อ มาสืบทอดเจตนารมณ์และร่วมงานกับเรา”

“ผมคิดว่าหลายจังหวัดของเมืองไทยไม่มีมหาวิทยาลัย การศึกษาระดับสูงสุดในจังหวัดน่านคือระดับมัธยมปลาย อย่างเก่งก็อนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรชั้นสูง ทำให้เราสูญเสียคนในวัยแอคทีฟให้กับเชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก พะเยา หรืออุตรดิตถ์ พอเด็กหนุ่มออกไปแล้ว กว่าจะกลับมาก็แก่แล้ว เราหวังว่าน่านเฟสจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เขาผูกพันกับการทำงานในท้องถิ่นของตัวเอง อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น คือเราเพิ่มพอร์ตโฟลิโอให้กับเด็กรุ่นใหม่ที่จะไปเรียนต่อที่อื่นได้”

การเกิดขึ้นของน่านเฟสทำให้เมืองน่านสดใสและมีชีวิตชีวา รวมถึงเกิดการเชื่อมโยงชุมชน-ท้องถิ่น เราค่อนข้างชอบที่กลุ่มสล่ากึ๊ดเลือกใช้โมเดล ‘เทศกาล (Festival)’ ทำให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง ที่สนุกไปกว่านั้น กลุ่มผู้จัดน่านเฟสมีความตั้งใจว่าจะเปลี่ยนทำเลจัดเทศกาลไปเรื่อย ๆ ตามความเหมาะสม เพื่อสร้างการรับรู้ในสิ่งที่พวกเขาทำให้กว้างขวางขึ้นและเข้าถึงคนได้มากขึ้น

ทั้งยังจุดประกายให้กลุ่มคนเล็ก ๆ และกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์หลายแขนงได้ตื่นตัว มีตัวตน และมีเวทีปล่อยของ กลุ่มสล่ากึ๊ดและน่านเฟสนับเป็นกลุ่มขับเคลื่อนเมืองอีกกลุ่มที่น่าจับตาอย่างมาก

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ไปแอ่วน่านเฟสอีกครั้งใน พ.ศ. 2568 แล้วป๊ะกันใหม่เน้อ

น่านเฟส ตอน Re-Connecting ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, ธนาคารกสิกรไทย สาขาน่าน, สำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม, จังหวัดน่าน, และสภาวัฒนธรรมจังหวัดน่าน ฯลฯ

ภาพ : น่านเฟส

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก