7 พฤศจิกายน 2563
3 K

การเดินทางครั้งหนึ่งในดินแดนลี้ลับห่างไกล ที่ซึ่งผืนทะเลทรายไกลโพ้นยิ่งใหญ่กว่าผืนแผ่นดิน ที่ซึ่งสัตว์ป่าได้อยู่ร่วมกันอย่างเสรีภายใต้การบริหารจัดการที่ดี ที่ซึ่งช่องว่างระหว่างชนชั้นยังมีอยู่ ที่ซึ่งอาจมิใช่จุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวชาวไทย และที่นี่ล่ะ จุดเริ่มต้นของการเดินทาง 10 วันในแอฟริกาใต้และนามิเบียของเรา โดยเน้นที่ประเทศนามิเบียเป็นหลัก 

เมื่อพูดถึงทวีปแอฟริกา หลายคนอาจพากันส่ายหน้า รู้สึกกันว่าประเทศแถบนั้นคงน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วจากประสบการณ์ที่เราไปเที่ยวประเทศแอฟริกาใต้และนามิเบียมา 10 วัน เลยอยากมาเล่าว่า จริงๆ แล้วประเทศแถบนั้นสวยงาม น่าสนใจ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย

เหตุผลที่เลือกไปแอฟริกา เพราะวันหนึ่งว่างๆ นั่งกางแผนที่โลกดูว่ามีทวีปไหนในโลกที่ยังไม่เคยไปบ้าง ซึ่งก็มีอยู่ 3 ทวีป คือแอฟริกา โอเชียเนีย (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) และแอนตาร์กติกา ก็เลยตั้งใจว่าปีนี้จะเริ่มที่แอฟริกาก่อน แต่ชวนเพื่อน พี่น้อง ญาติ ไม่มีใครสนใจไปจอยทริปด้วยกันเลย แต่ความอยากไปมีมากกว่า ถ้าเตรียมข้อมูล เตรียมตัวให้ดีซะอย่าง คงไม่ยากเกินไป ว่าแล้วก็เลยจัดการจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม ทัวร์ซาฟารีเองหมดทุกสิ่ง และแพ็กกระเป๋าไปเที่ยวเองคนเดียว แล้วค่อยไปรวมกลุ่มกับคนที่โน่น กะว่าจะเน้นไปเที่ยวซาฟารี เพราะชอบสิงสาราสัตว์และเคยอ่านข้อมูลมาว่า นามิเบียเป็นประเทศที่เลอเลิศมากเรื่องการบริหารจัดการสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown

ก่อนเดินทาง ก็ต้องทำวีซ่าเข้านามิเบียก่อน ส่วนแอฟริกาใต้ไม่ต้องใช้วีซ่า การทำวีซ่าของนามิเบียต้องส่งหนังสือเดินทางและค่าธรรมเนียมทำวีซ่า ใส่ซองส่งไปรษณีย์ไปที่ High Commission ของนามิเบียที่อยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพราะในไทยไม่มีสถานทูตหรือ High Commission ของนามิเบีย แต่ขั้นตอนก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ไม่เกิน 3 วันทำการก็ได้รับวีซ่าทางไปรษณีย์ ความน่ารักของนามิเบียคือ นอกจากจะปั๊มวีซ่าลงพาสปอร์ตเราและส่งไปรษณีย์กลับมาแล้ว ยังแนบ Booklet การท่องเที่ยวที่นามิเบียเป็นของแถมมาด้วย น่ารักจริงๆ อ่าน Booklet เสร็จยิ่งตื่นเต้น นับวันรอเดินทางเลย 

การเดินทาง เริ่มจากใช้สายการบินเอธิโอเปียนแอร์ไลน์จากกรุงเทพฯ ไปลงที่กรุง Addis Ababa เมืองหลวงของเอธิโอเปีย ต่อเครื่องบินไปโจฮันเนสเบิร์กประเทศแอฟริกาใต้ และต่อสายการบินแอร์นามิเบียอีกทอดหนึ่ง ไปลงที่ Windhoek (อ่านว่า วินด์ถุก) เมืองหลวงของนามิเบีย ซึ่งเครื่องบินของเอธิโอเปียนแอร์ไลน์ก็ไม่ได้เก่าอย่างที่คิด 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

เราใช้เวลาอยู่ที่โจฮันเนสเบิร์กที่แอฟริกาใต้แค่วันเดียว พักโรงแรม Radisson Blu Gautrain Hotel ที่ตกแต่งได้กิ๊บเก๋น่ารักมาก และเดินเล่นแถว Mandelson Square ที่มีรูปปั้นเนลสัน แมนเดลลา (Nelson Mandela) บุคคลสำคัญของแอฟริกาใต้อยู่ เราเลือกโรงแรมที่อยู่ย่าน Sandton เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ถ้าไปย่านอื่นก็อาจต้องระวังตัวให้มากขึ้น แม้ว่าคนที่เจอที่แอฟริกาใต้และนามิเบียส่วนใหญ่น่ารักใจดีกับคนต่างชาติ แต่ก็ต้องยอมรับว่าช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยสูงมาก ย่านคนรวยแถว Sandton มีโรงแรม ห้างสรรพสินค้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย ฝรั่งเดินเต็มไปหมดราวกับอยู่ในยุโรป ในขณะที่ในย่านอื่นอย่างย่าน Soweto วิถีชีวิตจะเป็นอีกแบบหนึ่ง

ขอเล่านิดหนึ่งว่า ในแอฟริกาใต้เคยมีการแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรง เรียกว่านโยบาย Apartheid ซึ่งแบ่งคนออกเป็น 4 กลุ่ม คือ คนขาว คนดำ คนผิวสี และคนอินเดีย แต่ละกลุ่มแบ่งแยกกันด้วยทำเลที่อยู่อาศัย โรงเรียน การรักษาพยาบาล และการให้บริการต่างๆ ของรัฐ ซึ่งคนขาวจะได้รับบริการที่ดีกว่าคนกลุ่มอื่นๆ แม้ว่าปัจจุบันไม่มีการแบ่งแยกสีผิวแล้ว (Apartheid ได้หมดไปเมื่อ ค.ศ. 1991) แต่หลายคนก็ยังอยู่ในถิ่นของตัวเอง 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

หลังจากหนึ่งวันในแอฟริกาใต้ เราย้ายไป Windhoek เมืองหลวงของนามิเบีย เป้าหมายจริงๆ ของทริปนี้ ประเทศนามิเบียอยู่ในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของแอฟริกา มีขนาดใหญ่กว่าไทย พื้นที่มากถึง 824,269 ตารางกิโลเมตร (พื้นที่ของไทยคือ 513,115 ตารางกิโลเมตร) ในขณะที่ประชากรของนามิเบียมีเพียง 2 ล้าน 3 แสนกว่าคน ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายและกึ่งทะเลทราย เคยมีคนบอกว่า ถ้าอยากรู้ว่าทัศนียภาพบนดาวอังคารหน้าตาเป็นยังไง ให้มาดูที่นามิเบีย เพราะพื้นผิว ทัศนียภาพ แลนด์สเคป ของนามิเบียนี่คล้ายดาวอังคารสุดๆ 

ตลอดเวลาที่นั่งรถอยู่ที่นามิเบีย จะเห็นพื้นที่ว่างเปล่ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ถนนหนทางที่นี่ดีมาก ฝรั่งหลายคนที่มาเที่ยวก็ขับรถเที่ยวเอง แต่ด้วยความที่ประชากรน้อย พื้นที่มาก หลังจากออกจากเมือง ต้องขับรถไปอีกยาวไกลมากกว่าจะเจอชุมชนที่มีคนอยู่อาศัย ระหว่างทางจะเป็นพื้นที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่ยาวนาน และตลอดการเดินทางในนามิเบียก็จะเป็นแบบนี้ 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

เนื่องจากนามิเบียเป็นทะเลทราย อากาศในช่วงกลางวันกับกลางคืนจะต่างกันมาก ดังนั้น ต้องตรวจสอบให้ดีว่าช่วงที่ไป อุณหภูมิช่วงกลางวันเป็นอย่างไร และกลางคืนเป็นอย่างไร จะได้เตรียมเสื้อผ้าไปให้เหมาะ ฤดูกาลที่นามิเบียมี 2 ฤดู คือ 1) Dry Season (Winter) เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม กลางวันอุณหภูมิประมาณ 20 – 28 องศาเซลเซียส กลางคืนอาจจะลงไปถึง 7 องศา และ 2) Wet Season (Summer) เดือนพฤศจิกายน-เมษายน กลางวันอุณหภูมิ 30 – 40 องศาเซลเซียส กลางคืนประมาณ 13-16 องศาเซลเซียส

ช่วงที่เราไปคือเดือนเมษายน กลางวันอุณหภูมิ 30 กว่าองศาเซลเซียส แดดแรงแต่รู้สึกร้อนน้อยกว่าบ้านเราเยอะ รู้สึกว่าอากาศปลอดโปร่งและท้องฟ้าสดใส ฟ้าเป็นฟ้า ก้อนเมฆเป็นปุยขาวนวล เดินทางมามากมายหลายประเทศ ขอคอนเฟิร์มว่าเท่าที่เห็นมา ท้องฟ้าที่นามิเบียเป็นท้องฟ้าที่สวยที่สุดในโลก เพราะฟ้าเป็นสีฟ้าใสจริงๆ และก้อนเมฆก็สีขาวเวอร์และเป็นก้อนปุยๆ ท้องฟ้าตอนกลางคืนก็เห็นดาวชัดมาก คนที่รักการดูดาวน่าจะชอบ

ที่นี่ค่อนข้างแล้ง ไม่ค่อยมีน้ำ เพราะฝนไม่ค่อยตก และเป็นทะเลทรายด้วย ตอนพักอยู่ที่โรงแรมหรือแคมป์ต่างๆ น้ำไหลตามปกติ แต่ก็จะมีป้ายติดรณรงค์ตลอดให้ช่วยกันประหยัดน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า เป็นเรื่องสำคัญมากของที่นี่

ไฮไลต์ของทริปนี้คือช่วงที่ไปเที่ยวกับ Local Tour ที่นี่ เราไปอุทยานแห่งชาติ Etosha National Park เพื่อตามหาสัตว์ป่า Big 5 โดยใช้บริการของ Chameleon Safaris Namibia ที่เลือกไปกับทัวร์ท้องถิ่น เพราะคิดว่าน่าจะคุ้นเคยกับพื้นที่และสะดวกมากกว่าขับรถเที่ยวเอง (แต่นักท่องเที่ยวหลายคนก็เลือกจะเช่ารถขับเที่ยวเองในนามิเบียนะ) และคิดว่าการไปกับทัวร์ท้องถิ่นจะได้ฟังคำบรรยายจากผู้รู้จริงๆ และได้สัมผัสบรรยากาศแบบโลคอลมากกว่า อีกทั้งเป็นการช่วยกระจายรายได้ให้คนท้องถิ่นด้วย ซึ่งทัวร์ที่เลือกใช้บริการรวมอาหารและที่พักด้วยดีมาก ไม่ผิดหวังเลย 

ก่อนเล่าเรื่องซาฟารี ขอเท้าความก่อนว่านามิเบียเป็นประเทศที่โดดเด่นมากเรื่องการบริหารจัดการสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ไม่เพียงแต่รักษาจำนวนสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ในยุคที่มีการล่าสัตว์เพื่อเอาหัว เอางา มาประดับบ้านเศรษฐีต่างๆ มากมาย แต่จำนวนสัตว์ป่าของนามิเบียยังเพิ่มปริมาณขึ้นด้วย ในขณะที่ประเทศอื่นในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะในแอฟริกาตะวันออก เช่น เคนยา แทนซาเนีย จำนวนสัตว์ป่ากลับลดปริมาณลงมาก 

นามิเบียดูแลสัตว์ป่าได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากมีความเชื่อเรื่อง ‘การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างคนและสัตว์ป่า’ โดยไม่เบียดเบียนกันและกัน ให้สัตว์ป่าได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันกว้างใหญ่อย่างสงบสุข มนุษย์ไม่มีสิทธิ์เบียดเบียนหรือรบกวนความสงบสุขนั้น นักท่องเที่ยวสามารถนั่งบนรถเปิดประทุน ใช้กล้องส่องทางไกลดูสัตว์ และถ่ายรูปจากระยะไกล แต่ไม่มีสิทธิ์ลงจากรถ หรือไปฆ่า ไปทำลายสัตว์หรือธรรมชาติแถบนั้นได้ กิจกรรมส่องสัตว์จากบนรถนี้เรียกว่า Game Drive

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown

เพื่อให้ได้บรรยากาศและเข้าใจแนวคิดของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์ป่าในนามิเบีย ขอแนะนำให้ดูคลิปวิดีโอนี้ก่อนไป คลิปวิดีโอเรื่อง How poachers became caretakers หรือภาษาไทยคือ คนส่องสัตว์กลายมาเป็นคนดูแลสัตว์ได้อย่างไร นาย John Kasaona ที่พูดในคลิปนี้ เป็นชนพื้นเมืองเผ่า Himba ของนามิเบีย เป็นลูกของคนล่าสัตว์ ซึ่งในภายหลังเปลี่ยนมาทำหน้าที่เป็นคนดูแลสัตว์ 

ประเด็นสำคัญของเรื่อง คือการที่คนและสัตว์จะอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เบียดเบียนกัน ก็ต่อเมื่อทั้งคนและสัตว์ได้ประโยชน์ร่วมกันจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งเป็นเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ในทางเศรษฐศาสตร์ ตราบใดที่คนยังไม่มีอันจะกิน คนก็ยังต้องใช้ประโยชน์จากการล่าสัตว์เพื่อแลกกับอาหารมาเลี้ยงปากท้อง แต่เมื่อรัฐบาลจ้างให้คนที่เคยล่าสัตว์กลายมาเป็นคนดูแลสัตว์และให้ค่าดูแลตอบแทนอย่างเหมาะสม คนเหล่านี้ก็จะทำประโยชน์ได้มาก เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ดีเกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์อยู่แล้ว นโยบายนี้ประสบความสำเร็จมากในนามิเบีย นักท่องเที่ยวหลายคนมาเที่ยวที่ Etosha National Park ของนามิเบียก็มาศึกษาว่า นามิเบียประสบความสำเร็จในเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าได้อย่างไร ใช้วิธีการใด

ก่อนกลับเมืองหลวงนามิเบีย เราแวะไป Swakopmund ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศชายทะเล สมัยก่อนชาวตะวันตกเจ้าอาณานิคมชอบใช้เมืองนี้เป็นที่พักตากอากาศ เราได้พบชนเผ่าต่างๆ ระหว่างทางด้วย

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

ใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปท่องเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์และธรรมชาติดูบ้าง ขอแนะนำให้ลองไปเที่ยวที่นามิเบียดู ธรรมชาติและพันธุ์สัตว์ป่าที่นี่ยังมีความสมบูรณ์อยู่มาก ผู้คนก็เป็นมิตรน่ารัก ประเทศนามิเบียสงบเรียบร้อย ปลอดภัย เป็นระเบียบ การไปเที่ยวจึงไปได้อย่างสบายใจ อาหารการกินที่นี่ก็ไม่ลำบาก นามิเบียเป็นประเทศที่บริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณมากกว่าค่าเฉลี่ยของโลก เนื้อสัตว์ที่รับประทานก็มีตั้งแต่เนื้อสัตว์ธรรมดา ปลา ไปจนถึงพวกสัตว์ในซาฟารีทั้งหลาย เช่น ม้าลาย Oryx Implala Springbok ก็มีให้เลือกได้เหมือนกัน นอกจากพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ ชาวนามิเบียก็รับประทานอาหารคล้ายๆ ยุโรป เช่น แซนด์วิช ไส้กรอก กาแฟ สลัดผักต่างๆ ภัตตาคารดีๆ และบาร์ที่ตกแต่งแบบฝรั่งก็มีอยู่หลายแห่ง 

โลกนี้กว้างใหญ่นัก การเดินทางนอกจากช่วยให้เราได้ค้นพบสถานที่ใหม่ๆ แล้ว ความแปลกใหม่ยังทำให้จิตใจของนักเดินทางได้เดินทางเข้าไปค้นหาจิตใจของตัวเองมากขึ้นทีละนิดๆ ด้วย เราขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนจัดกระเป๋าและออกเดินทางไปนอก Comfort Zone ของตัวเองดูบ้าง แล้วจะพบความเปลี่ยนแปลงที่ตัวเรายังต้องประหลาดใจ


การเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวซาฟารีที่นามิเบีย

  • การกินยาป้องกันมาลาเรียและฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เหลืองไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะนามิเบียไม่ใช่เขตเสี่ยงของโรคดังกล่าว แต่หากอยากกินยาหรือฉีดยาเอาไว้เพื่อความสบายใจก็ทำได้เช่นกัน ติดต่อคลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง (คลินิกนักท่องเที่ยว) คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล โทร 0 2306 9100 ต่อ 3034
  • สัมภาระสำหรับไปซาฟารีควรใส่เป็นเป้สะพายหลัง น้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม เพื่อความสะดวกในการเดินทาง 
  • เงินของนามิเบียคือ ดอลลาร์นามิเบีย และใช้เงินแรนด์ของแอฟริกาใต้ได้เช่นกัน เพราะ 1 แอฟริกันแรนด์เท่ากับ 1 ดอลลาร์นามิเบียพอดี นอกจากนี้ สามารถใช้บัตรเครดิต (Visa และ Mastercard) ได้อย่างแพร่หลายตามร้านค้าขนาดใหญ่ ร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าทั่วไป

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

อรนุช วรรณภิญโญ

เป็นคนชอบอ่านหนังสือ และชอบขีดๆ เขียนๆ มีความฝันอยากเป็นแบกแพ็กเกอร์ บล็อกเกอร์ และครูแนะแนว เพราะชอบอะไรที่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน เวลาว่างคือการอ่านหนังสือ และท่องเที่ยวไปในประเทศโลกที่สาม

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

3 กุมภาพันธ์ 2566
383

คงต้องเกริ่นก่อนว่า ผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ขึ้นมาใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเวลากว่า 1,131 วัน ท่องเที่ยวไปมาหลายแห่ง บุกป่าฝ่าดง หอบข้าวของขึ้นไปกางเต็นท์ก็หลายจุด เพียงแต่ปลายทางในครั้งนี้เห็นจะเป็นสถานที่อีกแห่งที่ผมยังไม่เคยมีโอกาสได้ไป แต่เมื่อแบรนด์กาแฟอย่าง ‘อินทนิล’ ทำกาแฟดริปแบบ Single Origin ออกมาวางจำหน่ายเมื่อช่วงปีใหม่ ผมจึงอยากรู้ว่า 3 แหล่งที่อินทนิลเลือกมามีความพิเศษยังไง

Single Origin ของอินทนิลคราวนี้ประกอบด้วย กาแฟแม่แจ๋ม (Fruity Taste) จากจังหวัดลำปาง กาแฟป่าแป๋ (Nutty Taste) และกาแฟเทพเสด็จ (Special Taste) จากจังหวัดเชียงใหม่ ย้อนไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา อินทนิลเคยออกกาแฟออร์แกนิกดริปมาแล้ว เป็นเมล็ดออร์แกนิกอาราบิก้าแบบเดียวกับที่ใช้ในร้าน ซึ่งมาจาก 2 แหล่งเพาะปลูกหลัก คือ ป่าแป๋และแม่แจ๋ม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมอินทนิลถึงเลือก กาแฟเทพเสด็จ มาใช้กับ Single Origin ในครั้งนี้ และดูเหมือนว่าจะเป็นตัวไฮไลต์เสียด้วย

แม้ว่าการเดินทางไปยังดอยสะเก็ด เพื่อขึ้นไปดูไร่กาแฟ 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปางบงและหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จะไม่ได้อยู่ในแผนการชีวิตใกล้เรียนจบของผมแม้แต่น้อย แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้รู้จักกับหมู่บ้านกาแฟ รวมไปถึงเรื่องราวหลังบ้านของเกษตรกรเจ้าของไร่กาแฟที่น้อยคนจะรู้มาก่อน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#01

หมู่บ้านปางบง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 เมตร

เอาเข้าจริงแล้ว การเยือนไร่กาแฟในครั้งนี้ไม่ค่อยยากลำบากอย่างที่เด็กกรุงเทพฯ ผู้ใช้ชีวิตรอบล้อมไปด้วยต้นไม้คอนกรีตหรือเสาไฟฟ้าอย่างผมคาดการณ์ไว้ 

การเดินทางไปหมู่บ้านปางบงไม่ถึงกับต้องขึ้นเขาลงห้วย (ถ้าไม่นับการนั่งรถขึ้นดอยนะ) หรือเดินทางไกลอะไรมากมาย แถมยังได้นั่งจิบกาแฟดริป ชิมบรรยากาศรับลมหนาว พักสายตาด้วยสายธารด้านล่าง และรับกลิ่นโชยของป่าเขา ณ ร้านดอยปางบง กาแฟ & ฟาร์มสเตย์ ของ คุณนนท์-อานนท์ พวงเสน เจ้าของไร่กาแฟในหมู่บ้าน ก็นับว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบายและผ่อนกายคลายใจได้พอสมควร

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ คุณนนท์เจ้าของไร่แห่งนี้มีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะการประกวดสุดยอดกาแฟไทย (Thai Coffee Excellence) ด้วยกระบวนการ Wet Process ในปี 2021 และ Honey Process ในปี 2022 อีกด้วย

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

คุณนนท์อธิบายความหมายของ Honey Process ให้ผมผู้มีความรู้เรื่องนี้เป็นศูนย์เข้าใจอย่างง่ายว่า ในกระบวนการแปรรูปผลกาแฟสดจาก ‘กะลา’ ให้กลายเป็น ‘เมล็ดกาแฟ’ (สารกาแฟ) นั้น มี 3 กรรมวิธีที่คนนิยมกัน ได้แก่ 

1. Wet / Washed Process คือการนำผลกาแฟที่สุกจากต้นมากะเทาะเปลือก แล้วจึงนำตัวกะลาไปแช่น้ำกำจัดเมือกแล้วตากให้แห้ง ซึ่งหากเปรียบกับข้าว กะลาเหมือนเปลือกข้าวที่ยังไม่ได้สี จึงต้องผ่านกระบวนการทำให้พร้อมเป็นเมล็ดกาแฟสำหรับคั่ว

2. Dry Process คือการนำผลกาแฟไปตากให้แห้งทั้งเปลือก แล้วค่อยนำไปสีเอาเปลือกออก

3. Honey Process วิธีนี้ไม่ได้มีน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นการนำกะลาไปตากทันทีหลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว โดยข้ามขั้นตอนแช่น้ำขจัดเมือก กาแฟที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะมีความเปรี้ยวต่ำ (Lower Acidity) และติดรสละมุนจากความหวานซึ่งจางอ่อนตามธรรมชาติมากกว่าเมล็ดทั่วไป

วกกลับมาที่การเดินทาง หลังจากเสพบรรยากาศจนอิ่มหนำสำราญ กินกาแฟคั่วกลางและอ่อนพอให้ได้สัมผัสรสชาติ จากนั้นผมก็กลับขึ้นรถเพื่อไปยังที่พัก แต่ระหว่างทางลงดอย เมื่อร่างกายกระทบกับเบาะนิ่ม ๆ ก็เหมือนระลึกได้และเลิกหลอกตัวเองในทันทีว่า มันก็เหนื่อยใช้ได้เลยเหมือนกัน

ไหนจะทางลาดชันอันขรุขระ ที่หากรองเท้าไม่พร้อม คงมีลำบากกันไปข้างสองข้าง หรือจะเป็นการต้องมุดดงพงไพรตามคุณนนท์เข้าไปในไร่ เดินไป คุยไป ทั้งกรรมวิธีการปลูก เก็บ และการต่ออายุต้นกาแฟ เรียกได้ว่าแกขยันเดินให้เราตามไปทุกหนแห่งที่พอจะไปได้จริง ๆ

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

“ที่นี่เดินง่ายกว่าสวนอื่นอีกนะ” คุณนนท์ว่า ส่วนผมนั้นได้แต่คิดว่า ไม่อยากจินตนาการถึงสวนอื่นเลยครับ

ระหว่างทางเป็นที่ร่มและโล่งแจ้งสลับกันไปตามความสูงใหญ่ของต้นไม้ในพื้นที่ คุณนนท์บอกว่า การปล่อยให้ต้นกาแฟสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีแต่จะส่งผลเสีย เพราะสารอาหารจะน้อยลง และผลผลิตก็จะน้อยลงตาม ด้วยเหตุนี้ เหล่าคนทำไร่กาแฟจึงจำเป็นต้องทำสาวหรือตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ออกมาเป็นกิ่งใหม่และไม่สูงจนเกินไป แต่การทำอย่างนั้นก็ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บผลผลิตในช่วง 1 – 2 ปีแรก ก่อนที่จะกลับมามีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวอีกครั้งในปีที่ 3 – 4

“ข้อดีกับข้อเสียมันบาลานซ์กันครับ” คุณนนท์ว่า

พูดถึงที่ร่มกับที่โล่งแจ้ง ตรงส่วนนี้ก็มีผลกับกาแฟนะครับ คุณนนท์บอกว่าที่โล่งแจ้งมีโอกาสจะได้ผลผลิตมากกว่า เพราะผลกาแฟจะสุกไว ในทางกลับกัน ต้นไม้ก็มีโอกาสที่จะติดโรคตามธรรมชาติได้มากกว่า

ในขณะที่การปลูกในพื้นที่ร่ม คุณภาพของผลผลิตย่อมดีกว่า แต่ก็แลกมาด้วยปริมาณน้อยลงจากระยะเวลาที่แต่ละผลจะสุกช้าลงเช่นกัน 

ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้นไม่ใช่โรค แมลง หรือสภาพอากาศ หากแต่เป็นสิ่งที่ผมเองก็เพิ่งทราบ มันนับเป็นปัญหาที่หากเกิดแล้วจะแก้ไขได้ยาก และจะส่งผลกระทบต่อไร่กาแฟไม่มากก็น้อย 

สิ่งนั้นคือ ปัญหาแรงงาน

คุณนนท์ยืนยันว่า ‘เป็นปัญหาที่น่ากลัวที่สุด’ เนื่องจากถ้าในหมู่บ้านไม่มีแรงงาน เมื่อถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องไปจ้างคนจากข้างล่างขึ้นมา แต่ปัญหาคืออย่างในปีนี้ แรงงานไม่ค่อยขึ้นมากันแล้ว เนื่องจากหากเก็บผลผลิตได้ไม่มากพอ พวกเขาว่าไม่คุ้มค่าแรง แถมการเก็บผลกาแฟจำเป็นต้องทำอย่างละเอียด เก็บกันทีละลูก ค่อย ๆ คัด ค่อย ๆ หาลูกที่สุกสมบูรณ์

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ ฤดูเก็บเกี่ยวของกาแฟดันไม่เหมือนใครเพื่อนในวงการพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ และไม่ได้จบในการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียว

โดยแบ่งออกได้ 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 : พฤศจิกายน เป็นช่วงที่ผลกาแฟเพิ่งสุกใหม่ และเป็นช่วงสำหรับคัดอันที่เป็นโรคทิ้ง

ช่วง 2 และ 3 : ธันวาคม-มกราคม เป็นช่วงที่ผลกาแฟสุกสมบูรณ์ที่สุด

ช่วงที่ 4 : กุมภาพันธ์ เรียกกันว่า ช่วงรูด นั่นคือการเก็บทั้งผลที่สุกและไม่สุกออกจากต้นให้หมด เพื่อไม่ให้ทับกับดอกของกาแฟที่กำลังจะบาน

“กาแฟเป็นพืชที่เอาใจยาก (หัวเราะ)” ผมเห็นด้วยกับคุณนนท์ทุกประการ บนเส้นทางที่เดินลำบากแล้ว พืชผลระหว่างทางกลับเอาใจและดูแลยากกว่าอีกครับ 

แต่ในความยากลำบากของกาแฟ คุณนนท์ก็พยายามตามใจพวกมันอย่างสุดความสามารถ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่คว้ารางวัลจากการประกวดสุดยอดกาแฟไทยมาได้ ซึ่งสำหรับผมที่ยังไม่ใช่คอกาแฟ (อนาคตก็ไม่แน่) ตอนที่ได้ลิ้มรสกาแฟดริปของคุณนนท์ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้รู้สึกละมุนลิ้น รับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยว และเมื่อกินน้ำเปล่าตามก็ยังมีความหวานค้างอยู่ในปาก

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#02

หมู่บ้านแม่ตอนหลวง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,300 – 1,500 เมตร

สำหรับวันที่ 2 ณ หมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ และจังหวัดเชียงใหม่เช่นเคย มันคือความลำบากอย่างที่จินตนาการไว้แล้วครับ เรียกได้ว่าก้าวพลาดหนึ่งก้าว โน้มตัวผิดองศา ขาพันกันแม้เพียง 1 ม้วน ก็มีโอกาสกลิ้งหลายตลบม้วนลงทางลาด ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เขียนบทความนี้อยู่ในโรงพยาบาลแน่นอน

เพราะที่นี่คือไร่กาแฟของ ลุงเทียม-บุญเทียม ขันเป็ง ซึ่งมีขนาด 38 ไร่ ส่วนบน 28 กับส่วนล่างอีก 10 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าผมได้ขึ้นไปข้างบน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

บันไดธรรมชาติสูงชันและน่ากลัว นั่นคือคำแรกที่โผล่เข้ามาในหัวหลังจากเห็นทางขึ้นไปยังไร่ส่วนบน เอาเข้าจริงไม่ใช่บันไดด้วยซ้ำ มันคือทางดินลาดชันที่สึกกร่อนตามธรรมชาติจนมีลักษณะคล้ายบันได ส่วนความสมประกอบคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ เพราะสภาพเหมือนจงใจให้เราก้าวพลาดได้โดยไม่ยากเย็น

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

เมื่อขึ้นมาถึงข้างบน ผมได้พบกับไร่ขนาดใหญ่ของลุงเทียมที่ก็ลาดชันเหมือนเดิม เป็นไร่กาแฟขนาดใหญ่ที่หากดูไกล ๆ คงเหมือนเนินเขาสีเขียวทั่วไป แถมยังไม่มีทางเดินไว้รองรับรอยเท้าของมนุษย์แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ต้องทำสำหรับผู้มาเยือนอย่างเรา คือทำใจและระมัดระวังทุกฝีก้าว เพราะถึงคุณลุงจะบอกว่าเดินขึ้นลงตรงไหนก็ได้ แต่พอพินิจพิเคราะห์ด้วยสายตาตัวเอง ผมว่ามันก็ลื่นไถลตรงไหนก็ได้เหมือนกัน

ระหว่างทางลุงเทียมให้ทั้งข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการทำไร่กาแฟ ซึ่งประเด็นต่างไปจากไร่ของคุณนนท์ตรงอายุของต้นกาแฟ เพราะต้นกาแฟของคุณลุงเทียมมีอายุน้อยกว่า ผลที่ได้รับจึงมีขนาดใหญ่กว่าแบบสังเกตเห็นได้

เวลาส่วนใหญ่ที่เราใช้ไปในวันนี้คือการปีนป่ายให้ทันตามคุณลุง ทั้งจับพื้น ตะกุยดิน คว้ารากต้นไม้ข้างทาง เพื่อเดินขึ้นไปเรื่อย ๆๆๆ ให้ทันลุงเทียมที่เดินขึ้นไปอย่างง่ายดายเหมือนขึ้นสะพานลอย

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

และมีคำเตือนมาฝาก หากมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในไร่กาแฟที่มีสภาพภูมิศาสตร์เช่นเดียวกับผม อย่าจับหรือคว้าต้นกาแฟเพื่อดึงตัวเองขึ้นไปโดยเด็ดขาด เพราะผลกาแฟนั้นร่วงจากต้นง่ายมาก ซึ่งลูกที่ร่วงจะถูกนับเป็นคนละเกรดกับลูกที่เก็บสด ๆ จากต้น ฉะนั้น ถ้าไม่อันตรายถึงชีวิตจริง ๆ อย่าไปทำพืชผลเขาเสียหายนะครับ

อีกสิ่งที่แตกต่างระหว่างไร่ของคุณนน์กับลุงเทียมคือเรื่องแรงงาน ลุงเทียมยังคงหาแรงงานขึ้นมาช่วยเก็บกาแฟได้ แต่เป็นค่าแรงในราคากิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งปรับขึ้นมาจากแต่ก่อนที่ราคากิโลกรัมละ 7 – 8 บาท

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ราคาการรับซื้อกาแฟเองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เราได้ข้อมูลจากสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนามาว่า ผลกาแฟ 5 กิโลกรัม ได้กะลา 1 กิโลกรัม ตอนนี้ราคารับซื้อผลกาแฟขึ้นมาประมาณ 15% ส่วนราคากะลาขึ้นมาประมาณ 40% และยังคงมีวี่แววจะสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ

ในปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ราคาคงเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะฝนหลงฤดูที่ทำให้ผลกาแฟหล่นลงพื้น จนปริมาณเก็บเกี่ยวลดลง อย่างที่บอกไปครับว่า กาแฟที่ดีต้องเด็ดสด ๆ จากต้น

หลังจากที่ลุงเทียมอธิบายและพาผมเดินไปยังทางลง ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า “เคยมีคนไหลตกลงไปบ้างไหมครับ”

ลุงเทียมหัวเราะ และคำตอบของลุงก็ชวนให้ผมเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว

และแล้วก็มาถึงทางลงที่ดูจะปลอดภัยกับผู้มาเยือนมากขึ้น แล้วลุงเทียมก็พูดขึ้นว่า “จริง ๆ ขึ้นทางนี้ก็ได้ มันง่ายกว่า” พูดไม่ออก บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าอย่างน้อยผมก็ได้มีเรื่องราวความลำบากมาเขียนแล้วกัน

ก่อนที่จะเดินทางกลับ ผมได้นั่งท้ายรถกระบะมาเยี่ยมเยียนบ้านคุณลุงในหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ลุงเทียมทั้งโม่ (กะเทาะเปลือก) แช่ และตากกาแฟทั้งหมดจากไร่ของตัวเอง

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

น่าเสียดายที่ลุงเทียมส่งกาแฟทั้งหมดไปขายแล้ว เราจึงไม่มีโอกาสได้ชิม แต่จากการปลูก ณ จุดสูงสุดของตำบลเทพเสด็จที่ผนวกรวมเข้ากับธรรมชาติรอบข้าง ไม่ได้โล่งแจ้งจนชวนให้กังวลว่าผลผลิตจะติดโรค และไม่ได้ร่มรื่นจนยากที่จะสุกทันฤดูเก็บเกี่ยว เรียกได้ว่าไร่ของลุงเทียมเพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยมากมายที่จะทำให้ผลกาแฟนั้นออกมาดีมากถึงมากที่สุด  

ใครจะไปคิดครับว่า แม้ราคารับซื้อผลกาแฟจะมากขึ้น แต่ชาวไร่กาแฟกลับต้องประสบทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน จำนวนผลผลิตที่ลดลงจากฝนหลงฤดูในช่วงปลายปีก่อน และอีกหลายปัญหาที่อาจส่งผลต่อทั้งวงการในระยะยาว

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม คุณภาพกาแฟของทั้ง 2 หมู่บ้านเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ‘ยิ่งสูงยิ่งดี’ หมายถึงยิ่งปลูกกาแฟในที่สูง คุณภาพก็จะออกมาดีตามได้ ซึ่งในฐานะที่ผมได้ไปเห็นกระบวนการและปัญหาตั้งแต่ต้นเปลือกยันปลายกะลา การันตีได้เลยครับว่า คุณภาพและธรรมชาติที่อยู่อย่างเป็นมิตรกับผู้ดื่ม ทำให้กาแฟจากทั้ง 2 หมู่บ้านมีคุณค่าและทุกคนควรได้ลิ้มลองสักครั้งจริง ๆ สำหรับใครที่สนใจกาแฟของคุณนนท์และคุณลุงเทียม รวมถึงผลผลิตจากหมู่บ้านต่าง ๆ ของตำบลเทพเสด็จ โดยกลุ่มสมาชิกสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา ที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาผลผลิตกาแฟ จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ไปลิ้มรสชาติ Single Origin Drip Coffee Special Series กาแฟดริปใหม่ล่าสุดจากอินทนิลกันได้แล้ววันนี้ และไม่ว่าในอนาคต เราอาจได้ชิมกาแฟจากเทพเสด็จที่ร้านอินทนิลในรูปแบบเมล็ดกาแฟชงสด ๆ ก็เป็นได้

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ทำความรู้จักกับรสชาติของ Single Originดริปคอฟฟี่ซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

  • Mae Jaem กาแฟออร์แกนิกดริป แม่แจ๋ม จากหมู่บ้านแม่แจ๋ม ต.แจ้ซ้อน อ.แม่ปาน จ.ลำปาง
  • Pa Pae กาแฟออร์แกนิกดริป ป่าแป๋ จาก ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
  • Thep Sadet กาแฟดริปเทพเสด็จ จากเขตโครงการหลวงป่าเมี่ยง ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา

พบกับ Single Origin ทั้ง 3 แหล่งได้แล้ว ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไปที่ร้านอินทนิล

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load