7 พฤศจิกายน 2563
1 K

การเดินทางครั้งหนึ่งในดินแดนลี้ลับห่างไกล ที่ซึ่งผืนทะเลทรายไกลโพ้นยิ่งใหญ่กว่าผืนแผ่นดิน ที่ซึ่งสัตว์ป่าได้อยู่ร่วมกันอย่างเสรีภายใต้การบริหารจัดการที่ดี ที่ซึ่งช่องว่างระหว่างชนชั้นยังมีอยู่ ที่ซึ่งอาจมิใช่จุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวชาวไทย และที่นี่ล่ะ จุดเริ่มต้นของการเดินทาง 10 วันในแอฟริกาใต้และนามิเบียของเรา โดยเน้นที่ประเทศนามิเบียเป็นหลัก 

เมื่อพูดถึงทวีปแอฟริกา หลายคนอาจพากันส่ายหน้า รู้สึกกันว่าประเทศแถบนั้นคงน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วจากประสบการณ์ที่เราไปเที่ยวประเทศแอฟริกาใต้และนามิเบียมา 10 วัน เลยอยากมาเล่าว่า จริงๆ แล้วประเทศแถบนั้นสวยงาม น่าสนใจ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย

เหตุผลที่เลือกไปแอฟริกา เพราะวันหนึ่งว่างๆ นั่งกางแผนที่โลกดูว่ามีทวีปไหนในโลกที่ยังไม่เคยไปบ้าง ซึ่งก็มีอยู่ 3 ทวีป คือแอฟริกา โอเชียเนีย (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) และแอนตาร์กติกา ก็เลยตั้งใจว่าปีนี้จะเริ่มที่แอฟริกาก่อน แต่ชวนเพื่อน พี่น้อง ญาติ ไม่มีใครสนใจไปจอยทริปด้วยกันเลย แต่ความอยากไปมีมากกว่า ถ้าเตรียมข้อมูล เตรียมตัวให้ดีซะอย่าง คงไม่ยากเกินไป ว่าแล้วก็เลยจัดการจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม ทัวร์ซาฟารีเองหมดทุกสิ่ง และแพ็กกระเป๋าไปเที่ยวเองคนเดียว แล้วค่อยไปรวมกลุ่มกับคนที่โน่น กะว่าจะเน้นไปเที่ยวซาฟารี เพราะชอบสิงสาราสัตว์และเคยอ่านข้อมูลมาว่า นามิเบียเป็นประเทศที่เลอเลิศมากเรื่องการบริหารจัดการสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown

ก่อนเดินทาง ก็ต้องทำวีซ่าเข้านามิเบียก่อน ส่วนแอฟริกาใต้ไม่ต้องใช้วีซ่า การทำวีซ่าของนามิเบียต้องส่งหนังสือเดินทางและค่าธรรมเนียมทำวีซ่า ใส่ซองส่งไปรษณีย์ไปที่ High Commission ของนามิเบียที่อยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพราะในไทยไม่มีสถานทูตหรือ High Commission ของนามิเบีย แต่ขั้นตอนก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ไม่เกิน 3 วันทำการก็ได้รับวีซ่าทางไปรษณีย์ ความน่ารักของนามิเบียคือ นอกจากจะปั๊มวีซ่าลงพาสปอร์ตเราและส่งไปรษณีย์กลับมาแล้ว ยังแนบ Booklet การท่องเที่ยวที่นามิเบียเป็นของแถมมาด้วย น่ารักจริงๆ อ่าน Booklet เสร็จยิ่งตื่นเต้น นับวันรอเดินทางเลย 

การเดินทาง เริ่มจากใช้สายการบินเอธิโอเปียนแอร์ไลน์จากกรุงเทพฯ ไปลงที่กรุง Addis Ababa เมืองหลวงของเอธิโอเปีย ต่อเครื่องบินไปโจฮันเนสเบิร์กประเทศแอฟริกาใต้ และต่อสายการบินแอร์นามิเบียอีกทอดหนึ่ง ไปลงที่ Windhoek (อ่านว่า วินด์ถุก) เมืองหลวงของนามิเบีย ซึ่งเครื่องบินของเอธิโอเปียนแอร์ไลน์ก็ไม่ได้เก่าอย่างที่คิด 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

เราใช้เวลาอยู่ที่โจฮันเนสเบิร์กที่แอฟริกาใต้แค่วันเดียว พักโรงแรม Radisson Blu Gautrain Hotel ที่ตกแต่งได้กิ๊บเก๋น่ารักมาก และเดินเล่นแถว Mandelson Square ที่มีรูปปั้นเนลสัน แมนเดลลา (Nelson Mandela) บุคคลสำคัญของแอฟริกาใต้อยู่ เราเลือกโรงแรมที่อยู่ย่าน Sandton เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ถ้าไปย่านอื่นก็อาจต้องระวังตัวให้มากขึ้น แม้ว่าคนที่เจอที่แอฟริกาใต้และนามิเบียส่วนใหญ่น่ารักใจดีกับคนต่างชาติ แต่ก็ต้องยอมรับว่าช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยสูงมาก ย่านคนรวยแถว Sandton มีโรงแรม ห้างสรรพสินค้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย ฝรั่งเดินเต็มไปหมดราวกับอยู่ในยุโรป ในขณะที่ในย่านอื่นอย่างย่าน Soweto วิถีชีวิตจะเป็นอีกแบบหนึ่ง

ขอเล่านิดหนึ่งว่า ในแอฟริกาใต้เคยมีการแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรง เรียกว่านโยบาย Apartheid ซึ่งแบ่งคนออกเป็น 4 กลุ่ม คือ คนขาว คนดำ คนผิวสี และคนอินเดีย แต่ละกลุ่มแบ่งแยกกันด้วยทำเลที่อยู่อาศัย โรงเรียน การรักษาพยาบาล และการให้บริการต่างๆ ของรัฐ ซึ่งคนขาวจะได้รับบริการที่ดีกว่าคนกลุ่มอื่นๆ แม้ว่าปัจจุบันไม่มีการแบ่งแยกสีผิวแล้ว (Apartheid ได้หมดไปเมื่อ ค.ศ. 1991) แต่หลายคนก็ยังอยู่ในถิ่นของตัวเอง 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

หลังจากหนึ่งวันในแอฟริกาใต้ เราย้ายไป Windhoek เมืองหลวงของนามิเบีย เป้าหมายจริงๆ ของทริปนี้ ประเทศนามิเบียอยู่ในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของแอฟริกา มีขนาดใหญ่กว่าไทย พื้นที่มากถึง 824,269 ตารางกิโลเมตร (พื้นที่ของไทยคือ 513,115 ตารางกิโลเมตร) ในขณะที่ประชากรของนามิเบียมีเพียง 2 ล้าน 3 แสนกว่าคน ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายและกึ่งทะเลทราย เคยมีคนบอกว่า ถ้าอยากรู้ว่าทัศนียภาพบนดาวอังคารหน้าตาเป็นยังไง ให้มาดูที่นามิเบีย เพราะพื้นผิว ทัศนียภาพ แลนด์สเคป ของนามิเบียนี่คล้ายดาวอังคารสุดๆ 

ตลอดเวลาที่นั่งรถอยู่ที่นามิเบีย จะเห็นพื้นที่ว่างเปล่ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ถนนหนทางที่นี่ดีมาก ฝรั่งหลายคนที่มาเที่ยวก็ขับรถเที่ยวเอง แต่ด้วยความที่ประชากรน้อย พื้นที่มาก หลังจากออกจากเมือง ต้องขับรถไปอีกยาวไกลมากกว่าจะเจอชุมชนที่มีคนอยู่อาศัย ระหว่างทางจะเป็นพื้นที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่ยาวนาน และตลอดการเดินทางในนามิเบียก็จะเป็นแบบนี้ 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

เนื่องจากนามิเบียเป็นทะเลทราย อากาศในช่วงกลางวันกับกลางคืนจะต่างกันมาก ดังนั้น ต้องตรวจสอบให้ดีว่าช่วงที่ไป อุณหภูมิช่วงกลางวันเป็นอย่างไร และกลางคืนเป็นอย่างไร จะได้เตรียมเสื้อผ้าไปให้เหมาะ ฤดูกาลที่นามิเบียมี 2 ฤดู คือ 1) Dry Season (Winter) เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม กลางวันอุณหภูมิประมาณ 20 – 28 องศาเซลเซียส กลางคืนอาจจะลงไปถึง 7 องศา และ 2) Wet Season (Summer) เดือนพฤศจิกายน-เมษายน กลางวันอุณหภูมิ 30 – 40 องศาเซลเซียส กลางคืนประมาณ 13-16 องศาเซลเซียส

ช่วงที่เราไปคือเดือนเมษายน กลางวันอุณหภูมิ 30 กว่าองศาเซลเซียส แดดแรงแต่รู้สึกร้อนน้อยกว่าบ้านเราเยอะ รู้สึกว่าอากาศปลอดโปร่งและท้องฟ้าสดใส ฟ้าเป็นฟ้า ก้อนเมฆเป็นปุยขาวนวล เดินทางมามากมายหลายประเทศ ขอคอนเฟิร์มว่าเท่าที่เห็นมา ท้องฟ้าที่นามิเบียเป็นท้องฟ้าที่สวยที่สุดในโลก เพราะฟ้าเป็นสีฟ้าใสจริงๆ และก้อนเมฆก็สีขาวเวอร์และเป็นก้อนปุยๆ ท้องฟ้าตอนกลางคืนก็เห็นดาวชัดมาก คนที่รักการดูดาวน่าจะชอบ

ที่นี่ค่อนข้างแล้ง ไม่ค่อยมีน้ำ เพราะฝนไม่ค่อยตก และเป็นทะเลทรายด้วย ตอนพักอยู่ที่โรงแรมหรือแคมป์ต่างๆ น้ำไหลตามปกติ แต่ก็จะมีป้ายติดรณรงค์ตลอดให้ช่วยกันประหยัดน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า เป็นเรื่องสำคัญมากของที่นี่

ไฮไลต์ของทริปนี้คือช่วงที่ไปเที่ยวกับ Local Tour ที่นี่ เราไปอุทยานแห่งชาติ Etosha National Park เพื่อตามหาสัตว์ป่า Big 5 โดยใช้บริการของ Chameleon Safaris Namibia ที่เลือกไปกับทัวร์ท้องถิ่น เพราะคิดว่าน่าจะคุ้นเคยกับพื้นที่และสะดวกมากกว่าขับรถเที่ยวเอง (แต่นักท่องเที่ยวหลายคนก็เลือกจะเช่ารถขับเที่ยวเองในนามิเบียนะ) และคิดว่าการไปกับทัวร์ท้องถิ่นจะได้ฟังคำบรรยายจากผู้รู้จริงๆ และได้สัมผัสบรรยากาศแบบโลคอลมากกว่า อีกทั้งเป็นการช่วยกระจายรายได้ให้คนท้องถิ่นด้วย ซึ่งทัวร์ที่เลือกใช้บริการรวมอาหารและที่พักด้วยดีมาก ไม่ผิดหวังเลย 

ก่อนเล่าเรื่องซาฟารี ขอเท้าความก่อนว่านามิเบียเป็นประเทศที่โดดเด่นมากเรื่องการบริหารจัดการสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ไม่เพียงแต่รักษาจำนวนสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ในยุคที่มีการล่าสัตว์เพื่อเอาหัว เอางา มาประดับบ้านเศรษฐีต่างๆ มากมาย แต่จำนวนสัตว์ป่าของนามิเบียยังเพิ่มปริมาณขึ้นด้วย ในขณะที่ประเทศอื่นในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะในแอฟริกาตะวันออก เช่น เคนยา แทนซาเนีย จำนวนสัตว์ป่ากลับลดปริมาณลงมาก 

นามิเบียดูแลสัตว์ป่าได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากมีความเชื่อเรื่อง ‘การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างคนและสัตว์ป่า’ โดยไม่เบียดเบียนกันและกัน ให้สัตว์ป่าได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันกว้างใหญ่อย่างสงบสุข มนุษย์ไม่มีสิทธิ์เบียดเบียนหรือรบกวนความสงบสุขนั้น นักท่องเที่ยวสามารถนั่งบนรถเปิดประทุน ใช้กล้องส่องทางไกลดูสัตว์ และถ่ายรูปจากระยะไกล แต่ไม่มีสิทธิ์ลงจากรถ หรือไปฆ่า ไปทำลายสัตว์หรือธรรมชาติแถบนั้นได้ กิจกรรมส่องสัตว์จากบนรถนี้เรียกว่า Game Drive

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown

เพื่อให้ได้บรรยากาศและเข้าใจแนวคิดของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์ป่าในนามิเบีย ขอแนะนำให้ดูคลิปวิดีโอนี้ก่อนไป คลิปวิดีโอเรื่อง How poachers became caretakers หรือภาษาไทยคือ คนส่องสัตว์กลายมาเป็นคนดูแลสัตว์ได้อย่างไร นาย John Kasaona ที่พูดในคลิปนี้ เป็นชนพื้นเมืองเผ่า Himba ของนามิเบีย เป็นลูกของคนล่าสัตว์ ซึ่งในภายหลังเปลี่ยนมาทำหน้าที่เป็นคนดูแลสัตว์ 

ประเด็นสำคัญของเรื่อง คือการที่คนและสัตว์จะอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เบียดเบียนกัน ก็ต่อเมื่อทั้งคนและสัตว์ได้ประโยชน์ร่วมกันจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งเป็นเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ในทางเศรษฐศาสตร์ ตราบใดที่คนยังไม่มีอันจะกิน คนก็ยังต้องใช้ประโยชน์จากการล่าสัตว์เพื่อแลกกับอาหารมาเลี้ยงปากท้อง แต่เมื่อรัฐบาลจ้างให้คนที่เคยล่าสัตว์กลายมาเป็นคนดูแลสัตว์และให้ค่าดูแลตอบแทนอย่างเหมาะสม คนเหล่านี้ก็จะทำประโยชน์ได้มาก เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ดีเกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์อยู่แล้ว นโยบายนี้ประสบความสำเร็จมากในนามิเบีย นักท่องเที่ยวหลายคนมาเที่ยวที่ Etosha National Park ของนามิเบียก็มาศึกษาว่า นามิเบียประสบความสำเร็จในเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าได้อย่างไร ใช้วิธีการใด

ก่อนกลับเมืองหลวงนามิเบีย เราแวะไป Swakopmund ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศชายทะเล สมัยก่อนชาวตะวันตกเจ้าอาณานิคมชอบใช้เมืองนี้เป็นที่พักตากอากาศ เราได้พบชนเผ่าต่างๆ ระหว่างทางด้วย

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

ใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปท่องเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์และธรรมชาติดูบ้าง ขอแนะนำให้ลองไปเที่ยวที่นามิเบียดู ธรรมชาติและพันธุ์สัตว์ป่าที่นี่ยังมีความสมบูรณ์อยู่มาก ผู้คนก็เป็นมิตรน่ารัก ประเทศนามิเบียสงบเรียบร้อย ปลอดภัย เป็นระเบียบ การไปเที่ยวจึงไปได้อย่างสบายใจ อาหารการกินที่นี่ก็ไม่ลำบาก นามิเบียเป็นประเทศที่บริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณมากกว่าค่าเฉลี่ยของโลก เนื้อสัตว์ที่รับประทานก็มีตั้งแต่เนื้อสัตว์ธรรมดา ปลา ไปจนถึงพวกสัตว์ในซาฟารีทั้งหลาย เช่น ม้าลาย Oryx Implala Springbok ก็มีให้เลือกได้เหมือนกัน นอกจากพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ ชาวนามิเบียก็รับประทานอาหารคล้ายๆ ยุโรป เช่น แซนด์วิช ไส้กรอก กาแฟ สลัดผักต่างๆ ภัตตาคารดีๆ และบาร์ที่ตกแต่งแบบฝรั่งก็มีอยู่หลายแห่ง 

โลกนี้กว้างใหญ่นัก การเดินทางนอกจากช่วยให้เราได้ค้นพบสถานที่ใหม่ๆ แล้ว ความแปลกใหม่ยังทำให้จิตใจของนักเดินทางได้เดินทางเข้าไปค้นหาจิตใจของตัวเองมากขึ้นทีละนิดๆ ด้วย เราขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนจัดกระเป๋าและออกเดินทางไปนอก Comfort Zone ของตัวเองดูบ้าง แล้วจะพบความเปลี่ยนแปลงที่ตัวเรายังต้องประหลาดใจ


การเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวซาฟารีที่นามิเบีย

  • การกินยาป้องกันมาลาเรียและฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เหลืองไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะนามิเบียไม่ใช่เขตเสี่ยงของโรคดังกล่าว แต่หากอยากกินยาหรือฉีดยาเอาไว้เพื่อความสบายใจก็ทำได้เช่นกัน ติดต่อคลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง (คลินิกนักท่องเที่ยว) คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล โทร 0 2306 9100 ต่อ 3034
  • สัมภาระสำหรับไปซาฟารีควรใส่เป็นเป้สะพายหลัง น้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม เพื่อความสะดวกในการเดินทาง 
  • เงินของนามิเบียคือ ดอลลาร์นามิเบีย และใช้เงินแรนด์ของแอฟริกาใต้ได้เช่นกัน เพราะ 1 แอฟริกันแรนด์เท่ากับ 1 ดอลลาร์นามิเบียพอดี นอกจากนี้ สามารถใช้บัตรเครดิต (Visa และ Mastercard) ได้อย่างแพร่หลายตามร้านค้าขนาดใหญ่ ร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าทั่วไป

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

7 พฤศจิกายน 2563
1 K

การเดินทางครั้งหนึ่งในดินแดนลี้ลับห่างไกล ที่ซึ่งผืนทะเลทรายไกลโพ้นยิ่งใหญ่กว่าผืนแผ่นดิน ที่ซึ่งสัตว์ป่าได้อยู่ร่วมกันอย่างเสรีภายใต้การบริหารจัดการที่ดี ที่ซึ่งช่องว่างระหว่างชนชั้นยังมีอยู่ ที่ซึ่งอาจมิใช่จุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวชาวไทย และที่นี่ล่ะ จุดเริ่มต้นของการเดินทาง 10 วันในแอฟริกาใต้และนามิเบียของเรา โดยเน้นที่ประเทศนามิเบียเป็นหลัก 

เมื่อพูดถึงทวีปแอฟริกา หลายคนอาจพากันส่ายหน้า รู้สึกกันว่าประเทศแถบนั้นคงน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วจากประสบการณ์ที่เราไปเที่ยวประเทศแอฟริกาใต้และนามิเบียมา 10 วัน เลยอยากมาเล่าว่า จริงๆ แล้วประเทศแถบนั้นสวยงาม น่าสนใจ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย

เหตุผลที่เลือกไปแอฟริกา เพราะวันหนึ่งว่างๆ นั่งกางแผนที่โลกดูว่ามีทวีปไหนในโลกที่ยังไม่เคยไปบ้าง ซึ่งก็มีอยู่ 3 ทวีป คือแอฟริกา โอเชียเนีย (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) และแอนตาร์กติกา ก็เลยตั้งใจว่าปีนี้จะเริ่มที่แอฟริกาก่อน แต่ชวนเพื่อน พี่น้อง ญาติ ไม่มีใครสนใจไปจอยทริปด้วยกันเลย แต่ความอยากไปมีมากกว่า ถ้าเตรียมข้อมูล เตรียมตัวให้ดีซะอย่าง คงไม่ยากเกินไป ว่าแล้วก็เลยจัดการจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม ทัวร์ซาฟารีเองหมดทุกสิ่ง และแพ็กกระเป๋าไปเที่ยวเองคนเดียว แล้วค่อยไปรวมกลุ่มกับคนที่โน่น กะว่าจะเน้นไปเที่ยวซาฟารี เพราะชอบสิงสาราสัตว์และเคยอ่านข้อมูลมาว่า นามิเบียเป็นประเทศที่เลอเลิศมากเรื่องการบริหารจัดการสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown

ก่อนเดินทาง ก็ต้องทำวีซ่าเข้านามิเบียก่อน ส่วนแอฟริกาใต้ไม่ต้องใช้วีซ่า การทำวีซ่าของนามิเบียต้องส่งหนังสือเดินทางและค่าธรรมเนียมทำวีซ่า ใส่ซองส่งไปรษณีย์ไปที่ High Commission ของนามิเบียที่อยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพราะในไทยไม่มีสถานทูตหรือ High Commission ของนามิเบีย แต่ขั้นตอนก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ไม่เกิน 3 วันทำการก็ได้รับวีซ่าทางไปรษณีย์ ความน่ารักของนามิเบียคือ นอกจากจะปั๊มวีซ่าลงพาสปอร์ตเราและส่งไปรษณีย์กลับมาแล้ว ยังแนบ Booklet การท่องเที่ยวที่นามิเบียเป็นของแถมมาด้วย น่ารักจริงๆ อ่าน Booklet เสร็จยิ่งตื่นเต้น นับวันรอเดินทางเลย 

การเดินทาง เริ่มจากใช้สายการบินเอธิโอเปียนแอร์ไลน์จากกรุงเทพฯ ไปลงที่กรุง Addis Ababa เมืองหลวงของเอธิโอเปีย ต่อเครื่องบินไปโจฮันเนสเบิร์กประเทศแอฟริกาใต้ และต่อสายการบินแอร์นามิเบียอีกทอดหนึ่ง ไปลงที่ Windhoek (อ่านว่า วินด์ถุก) เมืองหลวงของนามิเบีย ซึ่งเครื่องบินของเอธิโอเปียนแอร์ไลน์ก็ไม่ได้เก่าอย่างที่คิด 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

เราใช้เวลาอยู่ที่โจฮันเนสเบิร์กที่แอฟริกาใต้แค่วันเดียว พักโรงแรม Radisson Blu Gautrain Hotel ที่ตกแต่งได้กิ๊บเก๋น่ารักมาก และเดินเล่นแถว Mandelson Square ที่มีรูปปั้นเนลสัน แมนเดลลา (Nelson Mandela) บุคคลสำคัญของแอฟริกาใต้อยู่ เราเลือกโรงแรมที่อยู่ย่าน Sandton เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ถ้าไปย่านอื่นก็อาจต้องระวังตัวให้มากขึ้น แม้ว่าคนที่เจอที่แอฟริกาใต้และนามิเบียส่วนใหญ่น่ารักใจดีกับคนต่างชาติ แต่ก็ต้องยอมรับว่าช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยสูงมาก ย่านคนรวยแถว Sandton มีโรงแรม ห้างสรรพสินค้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย ฝรั่งเดินเต็มไปหมดราวกับอยู่ในยุโรป ในขณะที่ในย่านอื่นอย่างย่าน Soweto วิถีชีวิตจะเป็นอีกแบบหนึ่ง

ขอเล่านิดหนึ่งว่า ในแอฟริกาใต้เคยมีการแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรง เรียกว่านโยบาย Apartheid ซึ่งแบ่งคนออกเป็น 4 กลุ่ม คือ คนขาว คนดำ คนผิวสี และคนอินเดีย แต่ละกลุ่มแบ่งแยกกันด้วยทำเลที่อยู่อาศัย โรงเรียน การรักษาพยาบาล และการให้บริการต่างๆ ของรัฐ ซึ่งคนขาวจะได้รับบริการที่ดีกว่าคนกลุ่มอื่นๆ แม้ว่าปัจจุบันไม่มีการแบ่งแยกสีผิวแล้ว (Apartheid ได้หมดไปเมื่อ ค.ศ. 1991) แต่หลายคนก็ยังอยู่ในถิ่นของตัวเอง 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

หลังจากหนึ่งวันในแอฟริกาใต้ เราย้ายไป Windhoek เมืองหลวงของนามิเบีย เป้าหมายจริงๆ ของทริปนี้ ประเทศนามิเบียอยู่ในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของแอฟริกา มีขนาดใหญ่กว่าไทย พื้นที่มากถึง 824,269 ตารางกิโลเมตร (พื้นที่ของไทยคือ 513,115 ตารางกิโลเมตร) ในขณะที่ประชากรของนามิเบียมีเพียง 2 ล้าน 3 แสนกว่าคน ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายและกึ่งทะเลทราย เคยมีคนบอกว่า ถ้าอยากรู้ว่าทัศนียภาพบนดาวอังคารหน้าตาเป็นยังไง ให้มาดูที่นามิเบีย เพราะพื้นผิว ทัศนียภาพ แลนด์สเคป ของนามิเบียนี่คล้ายดาวอังคารสุดๆ 

ตลอดเวลาที่นั่งรถอยู่ที่นามิเบีย จะเห็นพื้นที่ว่างเปล่ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ถนนหนทางที่นี่ดีมาก ฝรั่งหลายคนที่มาเที่ยวก็ขับรถเที่ยวเอง แต่ด้วยความที่ประชากรน้อย พื้นที่มาก หลังจากออกจากเมือง ต้องขับรถไปอีกยาวไกลมากกว่าจะเจอชุมชนที่มีคนอยู่อาศัย ระหว่างทางจะเป็นพื้นที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่ยาวนาน และตลอดการเดินทางในนามิเบียก็จะเป็นแบบนี้ 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

เนื่องจากนามิเบียเป็นทะเลทราย อากาศในช่วงกลางวันกับกลางคืนจะต่างกันมาก ดังนั้น ต้องตรวจสอบให้ดีว่าช่วงที่ไป อุณหภูมิช่วงกลางวันเป็นอย่างไร และกลางคืนเป็นอย่างไร จะได้เตรียมเสื้อผ้าไปให้เหมาะ ฤดูกาลที่นามิเบียมี 2 ฤดู คือ 1) Dry Season (Winter) เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม กลางวันอุณหภูมิประมาณ 20 – 28 องศาเซลเซียส กลางคืนอาจจะลงไปถึง 7 องศา และ 2) Wet Season (Summer) เดือนพฤศจิกายน-เมษายน กลางวันอุณหภูมิ 30 – 40 องศาเซลเซียส กลางคืนประมาณ 13-16 องศาเซลเซียส

ช่วงที่เราไปคือเดือนเมษายน กลางวันอุณหภูมิ 30 กว่าองศาเซลเซียส แดดแรงแต่รู้สึกร้อนน้อยกว่าบ้านเราเยอะ รู้สึกว่าอากาศปลอดโปร่งและท้องฟ้าสดใส ฟ้าเป็นฟ้า ก้อนเมฆเป็นปุยขาวนวล เดินทางมามากมายหลายประเทศ ขอคอนเฟิร์มว่าเท่าที่เห็นมา ท้องฟ้าที่นามิเบียเป็นท้องฟ้าที่สวยที่สุดในโลก เพราะฟ้าเป็นสีฟ้าใสจริงๆ และก้อนเมฆก็สีขาวเวอร์และเป็นก้อนปุยๆ ท้องฟ้าตอนกลางคืนก็เห็นดาวชัดมาก คนที่รักการดูดาวน่าจะชอบ

ที่นี่ค่อนข้างแล้ง ไม่ค่อยมีน้ำ เพราะฝนไม่ค่อยตก และเป็นทะเลทรายด้วย ตอนพักอยู่ที่โรงแรมหรือแคมป์ต่างๆ น้ำไหลตามปกติ แต่ก็จะมีป้ายติดรณรงค์ตลอดให้ช่วยกันประหยัดน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า เป็นเรื่องสำคัญมากของที่นี่

ไฮไลต์ของทริปนี้คือช่วงที่ไปเที่ยวกับ Local Tour ที่นี่ เราไปอุทยานแห่งชาติ Etosha National Park เพื่อตามหาสัตว์ป่า Big 5 โดยใช้บริการของ Chameleon Safaris Namibia ที่เลือกไปกับทัวร์ท้องถิ่น เพราะคิดว่าน่าจะคุ้นเคยกับพื้นที่และสะดวกมากกว่าขับรถเที่ยวเอง (แต่นักท่องเที่ยวหลายคนก็เลือกจะเช่ารถขับเที่ยวเองในนามิเบียนะ) และคิดว่าการไปกับทัวร์ท้องถิ่นจะได้ฟังคำบรรยายจากผู้รู้จริงๆ และได้สัมผัสบรรยากาศแบบโลคอลมากกว่า อีกทั้งเป็นการช่วยกระจายรายได้ให้คนท้องถิ่นด้วย ซึ่งทัวร์ที่เลือกใช้บริการรวมอาหารและที่พักด้วยดีมาก ไม่ผิดหวังเลย 

ก่อนเล่าเรื่องซาฟารี ขอเท้าความก่อนว่านามิเบียเป็นประเทศที่โดดเด่นมากเรื่องการบริหารจัดการสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ไม่เพียงแต่รักษาจำนวนสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ในยุคที่มีการล่าสัตว์เพื่อเอาหัว เอางา มาประดับบ้านเศรษฐีต่างๆ มากมาย แต่จำนวนสัตว์ป่าของนามิเบียยังเพิ่มปริมาณขึ้นด้วย ในขณะที่ประเทศอื่นในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะในแอฟริกาตะวันออก เช่น เคนยา แทนซาเนีย จำนวนสัตว์ป่ากลับลดปริมาณลงมาก 

นามิเบียดูแลสัตว์ป่าได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากมีความเชื่อเรื่อง ‘การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างคนและสัตว์ป่า’ โดยไม่เบียดเบียนกันและกัน ให้สัตว์ป่าได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันกว้างใหญ่อย่างสงบสุข มนุษย์ไม่มีสิทธิ์เบียดเบียนหรือรบกวนความสงบสุขนั้น นักท่องเที่ยวสามารถนั่งบนรถเปิดประทุน ใช้กล้องส่องทางไกลดูสัตว์ และถ่ายรูปจากระยะไกล แต่ไม่มีสิทธิ์ลงจากรถ หรือไปฆ่า ไปทำลายสัตว์หรือธรรมชาติแถบนั้นได้ กิจกรรมส่องสัตว์จากบนรถนี้เรียกว่า Game Drive

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown

เพื่อให้ได้บรรยากาศและเข้าใจแนวคิดของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์ป่าในนามิเบีย ขอแนะนำให้ดูคลิปวิดีโอนี้ก่อนไป คลิปวิดีโอเรื่อง How poachers became caretakers หรือภาษาไทยคือ คนส่องสัตว์กลายมาเป็นคนดูแลสัตว์ได้อย่างไร นาย John Kasaona ที่พูดในคลิปนี้ เป็นชนพื้นเมืองเผ่า Himba ของนามิเบีย เป็นลูกของคนล่าสัตว์ ซึ่งในภายหลังเปลี่ยนมาทำหน้าที่เป็นคนดูแลสัตว์ 

ประเด็นสำคัญของเรื่อง คือการที่คนและสัตว์จะอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เบียดเบียนกัน ก็ต่อเมื่อทั้งคนและสัตว์ได้ประโยชน์ร่วมกันจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งเป็นเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ในทางเศรษฐศาสตร์ ตราบใดที่คนยังไม่มีอันจะกิน คนก็ยังต้องใช้ประโยชน์จากการล่าสัตว์เพื่อแลกกับอาหารมาเลี้ยงปากท้อง แต่เมื่อรัฐบาลจ้างให้คนที่เคยล่าสัตว์กลายมาเป็นคนดูแลสัตว์และให้ค่าดูแลตอบแทนอย่างเหมาะสม คนเหล่านี้ก็จะทำประโยชน์ได้มาก เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ดีเกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์อยู่แล้ว นโยบายนี้ประสบความสำเร็จมากในนามิเบีย นักท่องเที่ยวหลายคนมาเที่ยวที่ Etosha National Park ของนามิเบียก็มาศึกษาว่า นามิเบียประสบความสำเร็จในเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าได้อย่างไร ใช้วิธีการใด

ก่อนกลับเมืองหลวงนามิเบีย เราแวะไป Swakopmund ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศชายทะเล สมัยก่อนชาวตะวันตกเจ้าอาณานิคมชอบใช้เมืองนี้เป็นที่พักตากอากาศ เราได้พบชนเผ่าต่างๆ ระหว่างทางด้วย

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

ใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปท่องเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์และธรรมชาติดูบ้าง ขอแนะนำให้ลองไปเที่ยวที่นามิเบียดู ธรรมชาติและพันธุ์สัตว์ป่าที่นี่ยังมีความสมบูรณ์อยู่มาก ผู้คนก็เป็นมิตรน่ารัก ประเทศนามิเบียสงบเรียบร้อย ปลอดภัย เป็นระเบียบ การไปเที่ยวจึงไปได้อย่างสบายใจ อาหารการกินที่นี่ก็ไม่ลำบาก นามิเบียเป็นประเทศที่บริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณมากกว่าค่าเฉลี่ยของโลก เนื้อสัตว์ที่รับประทานก็มีตั้งแต่เนื้อสัตว์ธรรมดา ปลา ไปจนถึงพวกสัตว์ในซาฟารีทั้งหลาย เช่น ม้าลาย Oryx Implala Springbok ก็มีให้เลือกได้เหมือนกัน นอกจากพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ ชาวนามิเบียก็รับประทานอาหารคล้ายๆ ยุโรป เช่น แซนด์วิช ไส้กรอก กาแฟ สลัดผักต่างๆ ภัตตาคารดีๆ และบาร์ที่ตกแต่งแบบฝรั่งก็มีอยู่หลายแห่ง 

โลกนี้กว้างใหญ่นัก การเดินทางนอกจากช่วยให้เราได้ค้นพบสถานที่ใหม่ๆ แล้ว ความแปลกใหม่ยังทำให้จิตใจของนักเดินทางได้เดินทางเข้าไปค้นหาจิตใจของตัวเองมากขึ้นทีละนิดๆ ด้วย เราขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนจัดกระเป๋าและออกเดินทางไปนอก Comfort Zone ของตัวเองดูบ้าง แล้วจะพบความเปลี่ยนแปลงที่ตัวเรายังต้องประหลาดใจ


การเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวซาฟารีที่นามิเบีย

  • การกินยาป้องกันมาลาเรียและฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เหลืองไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะนามิเบียไม่ใช่เขตเสี่ยงของโรคดังกล่าว แต่หากอยากกินยาหรือฉีดยาเอาไว้เพื่อความสบายใจก็ทำได้เช่นกัน ติดต่อคลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง (คลินิกนักท่องเที่ยว) คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล โทร 0 2306 9100 ต่อ 3034
  • สัมภาระสำหรับไปซาฟารีควรใส่เป็นเป้สะพายหลัง น้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม เพื่อความสะดวกในการเดินทาง 
  • เงินของนามิเบียคือ ดอลลาร์นามิเบีย และใช้เงินแรนด์ของแอฟริกาใต้ได้เช่นกัน เพราะ 1 แอฟริกันแรนด์เท่ากับ 1 ดอลลาร์นามิเบียพอดี นอกจากนี้ สามารถใช้บัตรเครดิต (Visa และ Mastercard) ได้อย่างแพร่หลายตามร้านค้าขนาดใหญ่ ร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าทั่วไป

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อรนุช วรรณภิญโญ

เป็นคนชอบอ่านหนังสือ และชอบขีดๆ เขียนๆ มีความฝันอยากเป็นแบกแพ็กเกอร์ บล็อกเกอร์ และครูแนะแนว เพราะชอบอะไรที่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน เวลาว่างคือการอ่านหนังสือ และท่องเที่ยวไปในประเทศโลกที่สาม

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

5 มิถุนายน 2564
213

เพื่อเป็นการงาน CSD (Christopher Street Day) Frankfurt 2020 เป็นขบวนพาเหรดที่จัดปีละครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองให้กับผู้มีความหลากหลายทางเพศ บางประเทศเรียกว่า Pride Parade หรือ Pride March งานนี้จัดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมปีที่แล้ว ควบคู่กับงานเสวนาออนไลน์ พิเศษตรงรูปแบบของขบวนพาเหรดที่เป็น Auto-Demo ภาษาเยอรมัน แปลว่า Car Demonstration Parade (ขบวนพาเหรดรถยนต์) เราเพิ่งรู้จักกับการจัดขบวนพาเหรดแบบนี้เป็นครั้งแรกที่นี่

ช่วงที่มีการระบาดของโรค COVID-19 ในครั้งแรก ก็มีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เพื่อวางแผนมาตรการเฝ้าระวัง ในตอนนั้นทางรัฐบาลมีข้อกำหนดเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเข้มงวด เพื่อลดปริมาณผู้ติดเชื้อ การเดินประท้วงแบบปกติจึงต้องงดเว้นไป แต่ทางการอนุญาตให้ใช้รถยนต์ได้ โดยจะต้องมีผู้โดยสารคันละไม่เกิน 2 คน จึงทำให้เราได้เห็นการประท้วงแบบ Auto-Demo นี้แทนการเดินถนน

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ผู้จัดต้องการให้มีพาเหรดนี้เกิดขึ้น แม้จะอยู่ในช่วงที่ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคระบาด ก็เลยนำไอเดีย Auto-Demo มาใช้กับงานพาเหรดในปีนี้เช่นกัน ในขบวนมีทั้งผู้สนับสนุนจากเมือง Frankfurt และเมืองใกล้เคียง เช่น Offenbach และ Wiesbaden มาร่วมด้วย ซึ่งงานในครั้งนี้จัดขึ้นที่ Romerberg ลานกว้างที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ Frankfurt โชคดีที่ในวันงาน สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว ทางการอนุญาตให้เดินขบวนและชุมนุมได้ 

โดยยังแนะนำให้มีการใส่หน้ากากและเว้นระยะห่าง 1.5 เมตรอยู่ 

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อฟังผู้นำการจัดงานพูดแนะนำงานและความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศ ก่อนที่จะเริ่มขบวน Auto-Demo ซึ่งผู้ร่วมขบวนและรถยนต์ทั้งหมดได้จอดรอเรียบร้อยแล้ว บนถนนริมแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกลจากสถานที่จัดงานมากนัก

เมื่อถึงเวลา ทุกคนเดินไปขึ้นรถของตัวเองและรอสัญญาณจากทีมงาน ก่อนจะเริ่มขับออกไปพร้อมกับโบกธง Pride Flag ให้กับผู้คนรอบข้าง ทั้งขบวนมีรถประมาณ 20 – 30 คัน แต่ละคันมาจากองค์กรและหน่วยงานอิสระมากมาย รวมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล บางส่วนก็เป็นผู้ร่วมขบวนที่เดินเป็นหน้ากระดานทั้งระหว่างขบวนและท้ายขบวน

ในความรู้สึกของเราถือเป็นไอเดียที่ดีมาก เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสำคัญ และรณรงค์ได้ด้วยมาตรการความปลอดภัย ในขบวนพาเหรดครั้งนี้ เราได้เห็นข้อความที่น่าสนใจคือ การรณรงค์เรื่อง Artikel 3 หรือกฎหมายมาตราที่ 3 

เมื่อได้อ่านดู ก็พบว่ามีใจความสำคัญเรื่องความเท่าเทียม มีประโยคขึ้นต้นมาตราว่า

“All persons shall be equal before the law.”

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

เนื้อหาในกฎหมายมาตรานี้ยังพูดถึงสิทธิเท่าเทียมของชายและหญิง รัฐมีหน้าที่กำจัดความไม่เท่าเทียมใดก็ตามที่เกิดขึ้น ยังกล่าวด้วยว่า บุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความลำเอียง เพราะเพศ การมีลูก ชาติพันธุ์ ภาษา ถิ่นกำเนิด เชื้อสาย ความเชื่อ หรือความคิดเห็นที่เกี่ยวกับศาสนาและการเมือง และบุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมเพราะมีความพิการ

(ข้อมูลอ้างอิง: https://www.bundesregierung.de/breg-en/chancellor/basic-law-470510)

ในฐานะผู้หญิงตรงเพศที่แต่งงานกับสามีซึ่งเป็นผู้ชายตรงเพศเช่นกัน เราจินตนาการไม่ได้เลยว่า ความไม่เท่าเทียมที่ชาว LGBTQ+ ต้องแบกรับนั้นนักหนาขนาดไหน แม้ว่าประเทศเยอรมนีจะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีกฎหมายคุ้มครอง และผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนมาก แต่ในความเป็นจริง ชาว LGBTQ+ ก็ยังถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งในการใช้ชีวิตประจำวัน ชีวิตส่วนตัว และการทำงาน 

ตราบใดที่ยังมีความไม่เท่าเทียมในสังคม การรณรงค์นี้ก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

นอกจากมาตราที่ 3 ที่เป็นกฎหมายพื้นฐานแล้ว ประเทศเยอรมนียังมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม คู่รัก LGBTQ+ จดทะเบียนสมรสได้ และอุปการะบุตรบุญธรรมได้ด้วย เราได้เห็นครอบครัว LGBTQ+ ที่นี่กับลูกๆ หลายครั้ง และรู้สึกดีมากที่ได้อยู่ในประเทศที่มีกฎหมายรับรอง เราเชื่อว่าความรักที่ดีมาจากคนสองคนที่รักและเคารพกันในฐานะคนที่เท่าเทียม และความรักที่ดีก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถาบันครอบครัวเข้มแข็งและทำให้สังคมมีความเข้มแข็งตามไปด้วย

เราหวังว่าจะมีวันที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมและกฎหมายความเท่าเทียมพื้นฐานเช่นกัน

สำหรับปีนี้งาน CSD Frankfurt 2021 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม 2021 รูปแบบงานจะกลับมาเป็นขบวนพาเหรดเดินเท้า พร้อมกิจกรรม Mini-CSD ที่จะจัดขึ้นอีกครั้งช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเป็นการสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและดูแลความปลอดภัยให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ติดตามรายละเอียดที่ : https://csd-frankfurt.de

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

5 มิถุนายน 2564
213

เพื่อเป็นการงาน CSD (Christopher Street Day) Frankfurt 2020 เป็นขบวนพาเหรดที่จัดปีละครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองให้กับผู้มีความหลากหลายทางเพศ บางประเทศเรียกว่า Pride Parade หรือ Pride March งานนี้จัดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมปีที่แล้ว ควบคู่กับงานเสวนาออนไลน์ พิเศษตรงรูปแบบของขบวนพาเหรดที่เป็น Auto-Demo ภาษาเยอรมัน แปลว่า Car Demonstration Parade (ขบวนพาเหรดรถยนต์) เราเพิ่งรู้จักกับการจัดขบวนพาเหรดแบบนี้เป็นครั้งแรกที่นี่

ช่วงที่มีการระบาดของโรค COVID-19 ในครั้งแรก ก็มีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เพื่อวางแผนมาตรการเฝ้าระวัง ในตอนนั้นทางรัฐบาลมีข้อกำหนดเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเข้มงวด เพื่อลดปริมาณผู้ติดเชื้อ การเดินประท้วงแบบปกติจึงต้องงดเว้นไป แต่ทางการอนุญาตให้ใช้รถยนต์ได้ โดยจะต้องมีผู้โดยสารคันละไม่เกิน 2 คน จึงทำให้เราได้เห็นการประท้วงแบบ Auto-Demo นี้แทนการเดินถนน

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ผู้จัดต้องการให้มีพาเหรดนี้เกิดขึ้น แม้จะอยู่ในช่วงที่ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคระบาด ก็เลยนำไอเดีย Auto-Demo มาใช้กับงานพาเหรดในปีนี้เช่นกัน ในขบวนมีทั้งผู้สนับสนุนจากเมือง Frankfurt และเมืองใกล้เคียง เช่น Offenbach และ Wiesbaden มาร่วมด้วย ซึ่งงานในครั้งนี้จัดขึ้นที่ Romerberg ลานกว้างที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ Frankfurt โชคดีที่ในวันงาน สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว ทางการอนุญาตให้เดินขบวนและชุมนุมได้ 

โดยยังแนะนำให้มีการใส่หน้ากากและเว้นระยะห่าง 1.5 เมตรอยู่ 

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อฟังผู้นำการจัดงานพูดแนะนำงานและความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศ ก่อนที่จะเริ่มขบวน Auto-Demo ซึ่งผู้ร่วมขบวนและรถยนต์ทั้งหมดได้จอดรอเรียบร้อยแล้ว บนถนนริมแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกลจากสถานที่จัดงานมากนัก

เมื่อถึงเวลา ทุกคนเดินไปขึ้นรถของตัวเองและรอสัญญาณจากทีมงาน ก่อนจะเริ่มขับออกไปพร้อมกับโบกธง Pride Flag ให้กับผู้คนรอบข้าง ทั้งขบวนมีรถประมาณ 20 – 30 คัน แต่ละคันมาจากองค์กรและหน่วยงานอิสระมากมาย รวมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล บางส่วนก็เป็นผู้ร่วมขบวนที่เดินเป็นหน้ากระดานทั้งระหว่างขบวนและท้ายขบวน

ในความรู้สึกของเราถือเป็นไอเดียที่ดีมาก เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสำคัญ และรณรงค์ได้ด้วยมาตรการความปลอดภัย ในขบวนพาเหรดครั้งนี้ เราได้เห็นข้อความที่น่าสนใจคือ การรณรงค์เรื่อง Artikel 3 หรือกฎหมายมาตราที่ 3 

เมื่อได้อ่านดู ก็พบว่ามีใจความสำคัญเรื่องความเท่าเทียม มีประโยคขึ้นต้นมาตราว่า

“All persons shall be equal before the law.”

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

เนื้อหาในกฎหมายมาตรานี้ยังพูดถึงสิทธิเท่าเทียมของชายและหญิง รัฐมีหน้าที่กำจัดความไม่เท่าเทียมใดก็ตามที่เกิดขึ้น ยังกล่าวด้วยว่า บุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความลำเอียง เพราะเพศ การมีลูก ชาติพันธุ์ ภาษา ถิ่นกำเนิด เชื้อสาย ความเชื่อ หรือความคิดเห็นที่เกี่ยวกับศาสนาและการเมือง และบุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมเพราะมีความพิการ

(ข้อมูลอ้างอิง: https://www.bundesregierung.de/breg-en/chancellor/basic-law-470510)

ในฐานะผู้หญิงตรงเพศที่แต่งงานกับสามีซึ่งเป็นผู้ชายตรงเพศเช่นกัน เราจินตนาการไม่ได้เลยว่า ความไม่เท่าเทียมที่ชาว LGBTQ+ ต้องแบกรับนั้นนักหนาขนาดไหน แม้ว่าประเทศเยอรมนีจะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีกฎหมายคุ้มครอง และผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนมาก แต่ในความเป็นจริง ชาว LGBTQ+ ก็ยังถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งในการใช้ชีวิตประจำวัน ชีวิตส่วนตัว และการทำงาน 

ตราบใดที่ยังมีความไม่เท่าเทียมในสังคม การรณรงค์นี้ก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

นอกจากมาตราที่ 3 ที่เป็นกฎหมายพื้นฐานแล้ว ประเทศเยอรมนียังมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม คู่รัก LGBTQ+ จดทะเบียนสมรสได้ และอุปการะบุตรบุญธรรมได้ด้วย เราได้เห็นครอบครัว LGBTQ+ ที่นี่กับลูกๆ หลายครั้ง และรู้สึกดีมากที่ได้อยู่ในประเทศที่มีกฎหมายรับรอง เราเชื่อว่าความรักที่ดีมาจากคนสองคนที่รักและเคารพกันในฐานะคนที่เท่าเทียม และความรักที่ดีก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถาบันครอบครัวเข้มแข็งและทำให้สังคมมีความเข้มแข็งตามไปด้วย

เราหวังว่าจะมีวันที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมและกฎหมายความเท่าเทียมพื้นฐานเช่นกัน

สำหรับปีนี้งาน CSD Frankfurt 2021 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม 2021 รูปแบบงานจะกลับมาเป็นขบวนพาเหรดเดินเท้า พร้อมกิจกรรม Mini-CSD ที่จะจัดขึ้นอีกครั้งช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเป็นการสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและดูแลความปลอดภัยให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ติดตามรายละเอียดที่ : https://csd-frankfurt.de

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

วรรณิดา กสิวงศ์

เวดดิ้งแพลนเนอร์ @wondersweddings ชอบหนังสือ ช็อกโกแลตร้อน และดอกไม้ ใฝ่ฝันอยากเห็นประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load