7 พฤศจิกายน 2563
2 K

การเดินทางครั้งหนึ่งในดินแดนลี้ลับห่างไกล ที่ซึ่งผืนทะเลทรายไกลโพ้นยิ่งใหญ่กว่าผืนแผ่นดิน ที่ซึ่งสัตว์ป่าได้อยู่ร่วมกันอย่างเสรีภายใต้การบริหารจัดการที่ดี ที่ซึ่งช่องว่างระหว่างชนชั้นยังมีอยู่ ที่ซึ่งอาจมิใช่จุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวชาวไทย และที่นี่ล่ะ จุดเริ่มต้นของการเดินทาง 10 วันในแอฟริกาใต้และนามิเบียของเรา โดยเน้นที่ประเทศนามิเบียเป็นหลัก 

เมื่อพูดถึงทวีปแอฟริกา หลายคนอาจพากันส่ายหน้า รู้สึกกันว่าประเทศแถบนั้นคงน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วจากประสบการณ์ที่เราไปเที่ยวประเทศแอฟริกาใต้และนามิเบียมา 10 วัน เลยอยากมาเล่าว่า จริงๆ แล้วประเทศแถบนั้นสวยงาม น่าสนใจ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย

เหตุผลที่เลือกไปแอฟริกา เพราะวันหนึ่งว่างๆ นั่งกางแผนที่โลกดูว่ามีทวีปไหนในโลกที่ยังไม่เคยไปบ้าง ซึ่งก็มีอยู่ 3 ทวีป คือแอฟริกา โอเชียเนีย (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) และแอนตาร์กติกา ก็เลยตั้งใจว่าปีนี้จะเริ่มที่แอฟริกาก่อน แต่ชวนเพื่อน พี่น้อง ญาติ ไม่มีใครสนใจไปจอยทริปด้วยกันเลย แต่ความอยากไปมีมากกว่า ถ้าเตรียมข้อมูล เตรียมตัวให้ดีซะอย่าง คงไม่ยากเกินไป ว่าแล้วก็เลยจัดการจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม ทัวร์ซาฟารีเองหมดทุกสิ่ง และแพ็กกระเป๋าไปเที่ยวเองคนเดียว แล้วค่อยไปรวมกลุ่มกับคนที่โน่น กะว่าจะเน้นไปเที่ยวซาฟารี เพราะชอบสิงสาราสัตว์และเคยอ่านข้อมูลมาว่า นามิเบียเป็นประเทศที่เลอเลิศมากเรื่องการบริหารจัดการสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown

ก่อนเดินทาง ก็ต้องทำวีซ่าเข้านามิเบียก่อน ส่วนแอฟริกาใต้ไม่ต้องใช้วีซ่า การทำวีซ่าของนามิเบียต้องส่งหนังสือเดินทางและค่าธรรมเนียมทำวีซ่า ใส่ซองส่งไปรษณีย์ไปที่ High Commission ของนามิเบียที่อยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพราะในไทยไม่มีสถานทูตหรือ High Commission ของนามิเบีย แต่ขั้นตอนก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ไม่เกิน 3 วันทำการก็ได้รับวีซ่าทางไปรษณีย์ ความน่ารักของนามิเบียคือ นอกจากจะปั๊มวีซ่าลงพาสปอร์ตเราและส่งไปรษณีย์กลับมาแล้ว ยังแนบ Booklet การท่องเที่ยวที่นามิเบียเป็นของแถมมาด้วย น่ารักจริงๆ อ่าน Booklet เสร็จยิ่งตื่นเต้น นับวันรอเดินทางเลย 

การเดินทาง เริ่มจากใช้สายการบินเอธิโอเปียนแอร์ไลน์จากกรุงเทพฯ ไปลงที่กรุง Addis Ababa เมืองหลวงของเอธิโอเปีย ต่อเครื่องบินไปโจฮันเนสเบิร์กประเทศแอฟริกาใต้ และต่อสายการบินแอร์นามิเบียอีกทอดหนึ่ง ไปลงที่ Windhoek (อ่านว่า วินด์ถุก) เมืองหลวงของนามิเบีย ซึ่งเครื่องบินของเอธิโอเปียนแอร์ไลน์ก็ไม่ได้เก่าอย่างที่คิด 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

เราใช้เวลาอยู่ที่โจฮันเนสเบิร์กที่แอฟริกาใต้แค่วันเดียว พักโรงแรม Radisson Blu Gautrain Hotel ที่ตกแต่งได้กิ๊บเก๋น่ารักมาก และเดินเล่นแถว Mandelson Square ที่มีรูปปั้นเนลสัน แมนเดลลา (Nelson Mandela) บุคคลสำคัญของแอฟริกาใต้อยู่ เราเลือกโรงแรมที่อยู่ย่าน Sandton เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ถ้าไปย่านอื่นก็อาจต้องระวังตัวให้มากขึ้น แม้ว่าคนที่เจอที่แอฟริกาใต้และนามิเบียส่วนใหญ่น่ารักใจดีกับคนต่างชาติ แต่ก็ต้องยอมรับว่าช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยสูงมาก ย่านคนรวยแถว Sandton มีโรงแรม ห้างสรรพสินค้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย ฝรั่งเดินเต็มไปหมดราวกับอยู่ในยุโรป ในขณะที่ในย่านอื่นอย่างย่าน Soweto วิถีชีวิตจะเป็นอีกแบบหนึ่ง

ขอเล่านิดหนึ่งว่า ในแอฟริกาใต้เคยมีการแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรง เรียกว่านโยบาย Apartheid ซึ่งแบ่งคนออกเป็น 4 กลุ่ม คือ คนขาว คนดำ คนผิวสี และคนอินเดีย แต่ละกลุ่มแบ่งแยกกันด้วยทำเลที่อยู่อาศัย โรงเรียน การรักษาพยาบาล และการให้บริการต่างๆ ของรัฐ ซึ่งคนขาวจะได้รับบริการที่ดีกว่าคนกลุ่มอื่นๆ แม้ว่าปัจจุบันไม่มีการแบ่งแยกสีผิวแล้ว (Apartheid ได้หมดไปเมื่อ ค.ศ. 1991) แต่หลายคนก็ยังอยู่ในถิ่นของตัวเอง 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

หลังจากหนึ่งวันในแอฟริกาใต้ เราย้ายไป Windhoek เมืองหลวงของนามิเบีย เป้าหมายจริงๆ ของทริปนี้ ประเทศนามิเบียอยู่ในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของแอฟริกา มีขนาดใหญ่กว่าไทย พื้นที่มากถึง 824,269 ตารางกิโลเมตร (พื้นที่ของไทยคือ 513,115 ตารางกิโลเมตร) ในขณะที่ประชากรของนามิเบียมีเพียง 2 ล้าน 3 แสนกว่าคน ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายและกึ่งทะเลทราย เคยมีคนบอกว่า ถ้าอยากรู้ว่าทัศนียภาพบนดาวอังคารหน้าตาเป็นยังไง ให้มาดูที่นามิเบีย เพราะพื้นผิว ทัศนียภาพ แลนด์สเคป ของนามิเบียนี่คล้ายดาวอังคารสุดๆ 

ตลอดเวลาที่นั่งรถอยู่ที่นามิเบีย จะเห็นพื้นที่ว่างเปล่ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ถนนหนทางที่นี่ดีมาก ฝรั่งหลายคนที่มาเที่ยวก็ขับรถเที่ยวเอง แต่ด้วยความที่ประชากรน้อย พื้นที่มาก หลังจากออกจากเมือง ต้องขับรถไปอีกยาวไกลมากกว่าจะเจอชุมชนที่มีคนอยู่อาศัย ระหว่างทางจะเป็นพื้นที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่ยาวนาน และตลอดการเดินทางในนามิเบียก็จะเป็นแบบนี้ 

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

เนื่องจากนามิเบียเป็นทะเลทราย อากาศในช่วงกลางวันกับกลางคืนจะต่างกันมาก ดังนั้น ต้องตรวจสอบให้ดีว่าช่วงที่ไป อุณหภูมิช่วงกลางวันเป็นอย่างไร และกลางคืนเป็นอย่างไร จะได้เตรียมเสื้อผ้าไปให้เหมาะ ฤดูกาลที่นามิเบียมี 2 ฤดู คือ 1) Dry Season (Winter) เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม กลางวันอุณหภูมิประมาณ 20 – 28 องศาเซลเซียส กลางคืนอาจจะลงไปถึง 7 องศา และ 2) Wet Season (Summer) เดือนพฤศจิกายน-เมษายน กลางวันอุณหภูมิ 30 – 40 องศาเซลเซียส กลางคืนประมาณ 13-16 องศาเซลเซียส

ช่วงที่เราไปคือเดือนเมษายน กลางวันอุณหภูมิ 30 กว่าองศาเซลเซียส แดดแรงแต่รู้สึกร้อนน้อยกว่าบ้านเราเยอะ รู้สึกว่าอากาศปลอดโปร่งและท้องฟ้าสดใส ฟ้าเป็นฟ้า ก้อนเมฆเป็นปุยขาวนวล เดินทางมามากมายหลายประเทศ ขอคอนเฟิร์มว่าเท่าที่เห็นมา ท้องฟ้าที่นามิเบียเป็นท้องฟ้าที่สวยที่สุดในโลก เพราะฟ้าเป็นสีฟ้าใสจริงๆ และก้อนเมฆก็สีขาวเวอร์และเป็นก้อนปุยๆ ท้องฟ้าตอนกลางคืนก็เห็นดาวชัดมาก คนที่รักการดูดาวน่าจะชอบ

ที่นี่ค่อนข้างแล้ง ไม่ค่อยมีน้ำ เพราะฝนไม่ค่อยตก และเป็นทะเลทรายด้วย ตอนพักอยู่ที่โรงแรมหรือแคมป์ต่างๆ น้ำไหลตามปกติ แต่ก็จะมีป้ายติดรณรงค์ตลอดให้ช่วยกันประหยัดน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า เป็นเรื่องสำคัญมากของที่นี่

ไฮไลต์ของทริปนี้คือช่วงที่ไปเที่ยวกับ Local Tour ที่นี่ เราไปอุทยานแห่งชาติ Etosha National Park เพื่อตามหาสัตว์ป่า Big 5 โดยใช้บริการของ Chameleon Safaris Namibia ที่เลือกไปกับทัวร์ท้องถิ่น เพราะคิดว่าน่าจะคุ้นเคยกับพื้นที่และสะดวกมากกว่าขับรถเที่ยวเอง (แต่นักท่องเที่ยวหลายคนก็เลือกจะเช่ารถขับเที่ยวเองในนามิเบียนะ) และคิดว่าการไปกับทัวร์ท้องถิ่นจะได้ฟังคำบรรยายจากผู้รู้จริงๆ และได้สัมผัสบรรยากาศแบบโลคอลมากกว่า อีกทั้งเป็นการช่วยกระจายรายได้ให้คนท้องถิ่นด้วย ซึ่งทัวร์ที่เลือกใช้บริการรวมอาหารและที่พักด้วยดีมาก ไม่ผิดหวังเลย 

ก่อนเล่าเรื่องซาฟารี ขอเท้าความก่อนว่านามิเบียเป็นประเทศที่โดดเด่นมากเรื่องการบริหารจัดการสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ไม่เพียงแต่รักษาจำนวนสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ในยุคที่มีการล่าสัตว์เพื่อเอาหัว เอางา มาประดับบ้านเศรษฐีต่างๆ มากมาย แต่จำนวนสัตว์ป่าของนามิเบียยังเพิ่มปริมาณขึ้นด้วย ในขณะที่ประเทศอื่นในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะในแอฟริกาตะวันออก เช่น เคนยา แทนซาเนีย จำนวนสัตว์ป่ากลับลดปริมาณลงมาก 

นามิเบียดูแลสัตว์ป่าได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากมีความเชื่อเรื่อง ‘การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างคนและสัตว์ป่า’ โดยไม่เบียดเบียนกันและกัน ให้สัตว์ป่าได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันกว้างใหญ่อย่างสงบสุข มนุษย์ไม่มีสิทธิ์เบียดเบียนหรือรบกวนความสงบสุขนั้น นักท่องเที่ยวสามารถนั่งบนรถเปิดประทุน ใช้กล้องส่องทางไกลดูสัตว์ และถ่ายรูปจากระยะไกล แต่ไม่มีสิทธิ์ลงจากรถ หรือไปฆ่า ไปทำลายสัตว์หรือธรรมชาติแถบนั้นได้ กิจกรรมส่องสัตว์จากบนรถนี้เรียกว่า Game Drive

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
ภาพ : Rowland Brown

เพื่อให้ได้บรรยากาศและเข้าใจแนวคิดของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์ป่าในนามิเบีย ขอแนะนำให้ดูคลิปวิดีโอนี้ก่อนไป คลิปวิดีโอเรื่อง How poachers became caretakers หรือภาษาไทยคือ คนส่องสัตว์กลายมาเป็นคนดูแลสัตว์ได้อย่างไร นาย John Kasaona ที่พูดในคลิปนี้ เป็นชนพื้นเมืองเผ่า Himba ของนามิเบีย เป็นลูกของคนล่าสัตว์ ซึ่งในภายหลังเปลี่ยนมาทำหน้าที่เป็นคนดูแลสัตว์ 

ประเด็นสำคัญของเรื่อง คือการที่คนและสัตว์จะอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เบียดเบียนกัน ก็ต่อเมื่อทั้งคนและสัตว์ได้ประโยชน์ร่วมกันจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งเป็นเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ในทางเศรษฐศาสตร์ ตราบใดที่คนยังไม่มีอันจะกิน คนก็ยังต้องใช้ประโยชน์จากการล่าสัตว์เพื่อแลกกับอาหารมาเลี้ยงปากท้อง แต่เมื่อรัฐบาลจ้างให้คนที่เคยล่าสัตว์กลายมาเป็นคนดูแลสัตว์และให้ค่าดูแลตอบแทนอย่างเหมาะสม คนเหล่านี้ก็จะทำประโยชน์ได้มาก เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ดีเกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์อยู่แล้ว นโยบายนี้ประสบความสำเร็จมากในนามิเบีย นักท่องเที่ยวหลายคนมาเที่ยวที่ Etosha National Park ของนามิเบียก็มาศึกษาว่า นามิเบียประสบความสำเร็จในเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าได้อย่างไร ใช้วิธีการใด

ก่อนกลับเมืองหลวงนามิเบีย เราแวะไป Swakopmund ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศชายทะเล สมัยก่อนชาวตะวันตกเจ้าอาณานิคมชอบใช้เมืองนี้เป็นที่พักตากอากาศ เราได้พบชนเผ่าต่างๆ ระหว่างทางด้วย

เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์
เที่ยว นามิเบีย ประเทศทะเลทรายที่เก่งเรื่องดูแลสัตว์ป่าแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์

ใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปท่องเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์และธรรมชาติดูบ้าง ขอแนะนำให้ลองไปเที่ยวที่นามิเบียดู ธรรมชาติและพันธุ์สัตว์ป่าที่นี่ยังมีความสมบูรณ์อยู่มาก ผู้คนก็เป็นมิตรน่ารัก ประเทศนามิเบียสงบเรียบร้อย ปลอดภัย เป็นระเบียบ การไปเที่ยวจึงไปได้อย่างสบายใจ อาหารการกินที่นี่ก็ไม่ลำบาก นามิเบียเป็นประเทศที่บริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณมากกว่าค่าเฉลี่ยของโลก เนื้อสัตว์ที่รับประทานก็มีตั้งแต่เนื้อสัตว์ธรรมดา ปลา ไปจนถึงพวกสัตว์ในซาฟารีทั้งหลาย เช่น ม้าลาย Oryx Implala Springbok ก็มีให้เลือกได้เหมือนกัน นอกจากพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ ชาวนามิเบียก็รับประทานอาหารคล้ายๆ ยุโรป เช่น แซนด์วิช ไส้กรอก กาแฟ สลัดผักต่างๆ ภัตตาคารดีๆ และบาร์ที่ตกแต่งแบบฝรั่งก็มีอยู่หลายแห่ง 

โลกนี้กว้างใหญ่นัก การเดินทางนอกจากช่วยให้เราได้ค้นพบสถานที่ใหม่ๆ แล้ว ความแปลกใหม่ยังทำให้จิตใจของนักเดินทางได้เดินทางเข้าไปค้นหาจิตใจของตัวเองมากขึ้นทีละนิดๆ ด้วย เราขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนจัดกระเป๋าและออกเดินทางไปนอก Comfort Zone ของตัวเองดูบ้าง แล้วจะพบความเปลี่ยนแปลงที่ตัวเรายังต้องประหลาดใจ


การเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวซาฟารีที่นามิเบีย

  • การกินยาป้องกันมาลาเรียและฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เหลืองไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะนามิเบียไม่ใช่เขตเสี่ยงของโรคดังกล่าว แต่หากอยากกินยาหรือฉีดยาเอาไว้เพื่อความสบายใจก็ทำได้เช่นกัน ติดต่อคลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง (คลินิกนักท่องเที่ยว) คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล โทร 0 2306 9100 ต่อ 3034
  • สัมภาระสำหรับไปซาฟารีควรใส่เป็นเป้สะพายหลัง น้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม เพื่อความสะดวกในการเดินทาง 
  • เงินของนามิเบียคือ ดอลลาร์นามิเบีย และใช้เงินแรนด์ของแอฟริกาใต้ได้เช่นกัน เพราะ 1 แอฟริกันแรนด์เท่ากับ 1 ดอลลาร์นามิเบียพอดี นอกจากนี้ สามารถใช้บัตรเครดิต (Visa และ Mastercard) ได้อย่างแพร่หลายตามร้านค้าขนาดใหญ่ ร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าทั่วไป

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อรนุช วรรณภิญโญ

เป็นคนชอบอ่านหนังสือ และชอบขีดๆ เขียนๆ มีความฝันอยากเป็นแบกแพ็กเกอร์ บล็อกเกอร์ และครูแนะแนว เพราะชอบอะไรที่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน เวลาว่างคือการอ่านหนังสือ และท่องเที่ยวไปในประเทศโลกที่สาม

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 กันยายน 2565
2 K

เมื่อนานมาแล้วในสมัยที่เส้นทางสายไหมโบราณยังรุ่งเรือง มีเส้นทางแห่งหนึ่งเชื่อมโยงดินแดนที่มีนามว่า ‘คันธาระ’ ศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในชมพูทวีปเข้ากับจักรวรรดิจีนโบราณ เหล่านักเดินทางที่เดินเท้าผ่านเส้นทางนี้ ล้วนจดจําความยากลําบากของสภาพภูมิประเทศ ความงดงามของธรรมชาติ ตื่นตากับการเดินทางไปสู่ดินแดนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติโดยสิ้นเชิง

การติดต่อกันระหว่างสองดินแดนถูกทําให้ห่างไกลกันโดยธรรมชาติ จําเป็นต้องอาศัยเส้นทางตัดผ่านกลุ่มเทือกเขาที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายช่วงอายุคนผ่านไป กาลเวลาล้วนเปลี่ยนแปลงสถานะของดินแดนต่าง ๆ ลักษณะผู้คน รวมถึงบริบทการเมืองโลกที่เข้าสู่ยุคของการเกิดรัฐชาติและพัฒนาในรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เส้นทางแห่งนี้ยังคงธํารงสถานะพื้นฐานเดิมของตนในการเป็นประตูเชื่อมสองดินแดน มีการพัฒนาไปสู่การเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันระหว่างปากีสถานและจีน ภายใต้ ‘คาราโครัม ไฮเวย์ (Karakoram Highway)’

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway

สัมผัสแรกของปากีสถาน ประวัติศาสตร์และอารยธรรม จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

การเดินทางของผมเริ่มต้นในเวลาเช้าตรู่ ท่ามกลางความวุ่นวายของกรุงอิสลามาบัด (Islamabad) เมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครองของประเทศปากีสถาน ปัจจุบันปากีสถานเป็นประเทศขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียใต้ เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 200 ล้านคน เป็นดินแดนที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ภายใต้ความเจริญของอิสลามาบัดซึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่นั้น มีประวัติศาสตร์ที่เลือนหายไปตามกาลเวลาซ่อนอยู่ 

กว่า 1,000 ปีก่อนหน้า พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศปากีสถานรวมถึงกรุงอิสลามาบัด เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นโบราณที่ได้รับการขนานนามว่า ‘คันธาระ (Gandhara)’ ดินแดนที่เปรียบเหมือนจุดตัดของอารยธรรมอินเดีย เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง เป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนา

แต่เมื่อยุคสมัยผ่านไป ศาสนาอิสลามได้กําเนิดขึ้นและแผ่ขยายเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันนําไปสู่วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของประเทศปากีสถานที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักในปัจจุบัน 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
มัสยิดไฟซอล (Faisal Mosque) หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงอิสลามาบัด
สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ร่องรอยพุทธศาสนาที่หลงเหลือในปากีสถาน พบระหว่างเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์

แม้กาลเวลาผ่านไป แต่มรดกที่คงเหลือจากตําแหน่งที่ตั้งของคันธาระยังคงประจักษ์ในรูปแบบของเส้นทางที่มีความสําคัญต่อการค้าขาย ปัจจุบันเส้นทางต่าง ๆ สร้างขึ้นในรูปแบบทางหลวง เช่นเดียวกับเส้นทางที่ผมจะเดินทางในครั้งนี้ การเดินทางตามเส้นทางคาราโครัมวันแรกของผม มีเป้าหมายสิ้นสุดที่เมือง ชีลาส (Chilas) ประตูสู่แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน (Gilgit-Baltistan) เป็นเขตการปกครองทางตอนเหนือ และเป็นทางผ่านหลักของเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ฝั่งประเทศปากีสถาน

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
หุบเขาเขียวขจีของจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa และแม่นํ้าสินธุ

หลายชั่วโมงหลังจากออกเดินทางจากอิสลามาบัด รถขับเข้าสู่เขตหุบเขาของจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa ภูมิประเทศรอบข้างเปลี่ยนจากทุ่งหญ้าแห้งแล้งสู่หุบเขาสีเขียว เริ่มพบเห็นภูเขาหิมะมาทักทายเป็นครั้งแรก รถขับโค้งไปตามภูเขาหิมาลัย ทางหลวงที่ขนานนามว่าไฮเวย์นั้นเริ่มแคบลง เหลือเพียงแค่ความกว้างของรถสองคันและคดเคี้ยวตามลักษณะภูมิประเทศ เบื้องล่างหุบเขาสูงปรากฏแม่นํ้าสายหนึ่งซึ่งคดเคี้ยวควบคู่ไปกับเส้นทางคาราโครัมไฮเวย์ นามว่า ‘สินธุ’ สายนํ้าแห่งนี้เปรียบเหมือนสายนํ้าที่หล่อเลี้ยงชาวปากีสถาน เป็นบ่อเกิดของอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียใต้ และแม่นํ้าสายนี้เองก็มีต้นกําเนิดจากเหล่าเทือกเขาสูงที่ผมจะเดินทางผ่านในอีกหลายวันหลังจากนี้ 

รถจอดแวะพักในเมืองเบชาม (Besham) อยู่ในเขตจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa ภายในเมืองมีชุมชนและตลาด มีผู้คนออกมาค้าขายและซื้อของอย่างคึกคักถึงแม้จะเป็นช่วงถือศีลอด ด้วยวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาของคนในพื้นที่แห่งนี้ ผู้หญิงจะไม่ออกมาภายนอกบ้าน จึงเป็นสาเหตุให้ผมไม่พบเห็นผู้หญิงมาจับจ่ายซื้อของในตลาด และผมทราบจากไกด์ท้องถิ่นว่า ในบางพื้นที่ของปากีสถาน หน้าที่ทุกอย่างในการออกมาข้างนอกเป็นของเพศชาย 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ความคึกคักของตลาดที่ใจกลางหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลจากเบชาม

ณ เมืองแห่งนี้ ผมพบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินทางแวะมาเที่ยวชมตลาดในเมือง พวกเขาถูกประกบด้วยเจ้าหน้าที่ตํารวจตลอดการเดินเที่ยวชมเมืองเพื่อความปลอดภัย 

ทั่วโลกรู้จักและจดจําประเทศปากีสถานเรื่องความรุนแรงผ่านข่าว ซึ่งนําเสนอเหตุการณ์ความไม่สงบและการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ก่อการร้ายเกิดขึ้นในปากีสถานสูงขึ้น มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผลพวงของภาวะสงครามในประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างอัฟกานิสถาน ก่อให้เกิดการขยายวงกว้างของความรุนแรง รวมถึงการมีอยู่ของกลุ่มผู้แบ่งแยกดินแดนและกลุ่มที่มีความคิดสุดโต่งทางศาสนาภายในประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นที่นี่ ล้วนส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศและกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลมีการจัดการและควบคุม ส่งผลให้สถิติการก่อการร้ายในประเทศลดลงอย่างมาก นักท่องเที่ยวจึงท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยในบางบริเวณ รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ด้วย

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
รอยยิ้มที่เป็นมิตรของชาวปากีสถาน ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa

เมื่อออกจากเบชาม เราต้องเดินทางไกลอีกราว 8 ชั่วโมงเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย ลักษณะภูมิประเทศรอบข้างเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง จากหุบเขาเขียวขจีเริ่มกลายเป็นภูเขาหินสีนํ้าตาล แม่นํ้าสินธุยังคงตีคู่ขนานไปด้วยกัน เส้นทางคุณภาพแย่ลง ในส่วนของคาราโครัมไฮเวย์ ผมพบกับถนนที่เสียหายจากดินถล่มหลายจุด ถ้าโชคร้ายเจอดินถล่ม (ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง) จะทําให้การเดินทางล่าช้าไปหลายชั่วโมง แถมถนนยังขรุขระ คดเคี้ยว คับแคบมากขึ้น ทําให้การเดินทางนั้นยาวนานจนเหมือนไร้การสิ้นสุด

ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ร่างกายที่อดนอนของผมเหนื่อยล้าเต็มทีจากการเดินทางไกล รถกระเด็นไปมาตามสภาพถนน การหักโค้งซํ้าแล้วซํ้าเล่า ประกอบเสียงเพลงท้องถิ่นที่บรรเลงเป็นจังหวะเดียวกัน ทําให้ผมรู้สึกราวกับถูกมนตราของเส้นทางแห่งนี้สะกดใจไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาเยือน แต่แล้วในที่สุดผมก็เดินทางเข้าสู่ชีลาส ในแคว้นกิลกิต-บัลติสถาน หลังจากเดินทางอย่างยาวนานกว่า 15 ชั่วโมง เพื่อพักผ่อนและเดินทางต่อในวันถัดไป

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway

มุ่งสู่ดินแดนในฝัน มองขุนเขาเคล้าการเมืองผ่านเส้นทาง 

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ วันนี้ผมเดินทางต่อตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ เข้าไปในใจกลางเทือกเขาคาราโครัม มีจุดหมายที่หุบเขาฮุนซา (Hunza Valley) รถเคลื่อนลัดเลาะตามแนวภูเขาทรายควบคู่กับแม่นํ้าสินธุ 

“นั่นคือเส้นทางสายไหม” คนขับรถชี้ให้ผมดูเส้นทางเดินเท้า ณ ฝั่งตรงข้ามของแม่นํ้า ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่ยุคโบราณก่อนจะมีไฮเวย์สําหรับรถยนต์ 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ขบวนรถบรรทุกสีฉูดฉาด สัญจรไปมาบนคาราโครัม ไฮเวย์

ปัจจุบันคาราโครัมไฮเวย์ เป็นทางหลวงที่เชื่อมระหว่างเมืองแอบบอตาบาด (Abbotabad) ประเทศปากีสถาน กับเมืองคัชการ์ (Kashgar) ประเทศจีน ทั้งสองชาติร่วมมือกันสร้างทางหลวงแห่งนี้ขึ้น 

นอกเหนือจากการเป็นเส้นทางค้าขายซึ่งเจริญรอยตามเหล่าเส้นทางเดินเท้ามีมาก่อนหน้านับพันปี คาราโครัม ไฮเวย์ เปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปากีสถานกับจีน ซึ่งมีความแน่นแฟ้นอย่างมาก ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้เป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจ เพราะหากมองในแผนที่โลก จะพบว่าทั้งสองชาติมีพรมแดนติดต่อกันเพียงเล็กน้อย เป็นพรมแดนบริเวณเทือกเขาสูงที่แทบไม่มีมนุษย์อาศัย มีวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

แต่เมื่อมองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์รวมถึงประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันของภูมิภาคเอเชียใต้ ทําให้เกิดการอธิบายหนึ่งในปัจจัยสําคัญของความสัมพันธ์นี้ โดยทั้งประเทศปากีสถานและจีนต่างมีพรมแดนติดต่อกับประเทศอินเดีย ทั้งสองชาติล้วนมีกรณีพิพาทกับประเทศอินเดียในเรื่องดินแดนมายาวนาน 

การพยายามก่อสร้างทางหลวงแห่งนี้เพื่อเชื่อมโยงปากีสถานและจีนขึ้นท่ามกลางความยากลําบากที่ธรรมชาติขวางไว้ จึงเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการให้ความสําคัญในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เช่นเดียวกับการมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้น ทั้งปากีสถานและจีนต่างมองเห็นประโยชน์ของการมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างกันในฐานะพันธมิตร

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ป้ายสัญลักษณ์มิตรภาพระหว่างประเทศปากีสถานและจีน พบได้ตลอดเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์

ปัจจุบันจีนมองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงโลกผ่านเส้นทางสายไหมใหม่ หรือโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt-Road Initiative) ซึ่งในปากีสถานนั้นเกิดขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือ China–Pakistan Economic Corridor (CPEC) ส่งผลให้ในอนาคต นอกเหนือจากเส้นทางแห่งนี้ ปากีสถานจะได้รับโครงการหลายโครงการที่สร้างขึ้นโดยทุนจีน ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือนํ้าลึก เขื่อน โรงไฟฟ้า จนถึงทางรถไฟ ซึ่งที่สุดแล้วอภิมหาโครงการเหล่านี้จะประสบความสําเร็จและนําพาความเจริญรุ่งเรืองสู่ประเทศ อีกทั้งประชาชนชาวปากีสถานจะได้รับประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่ ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ความยิ่งใหญ่ของยอดเขา Nanga Parbat (8,126 เมตร) ปรากฏขึ้น

ภายใต้ฉากการเมืองระหว่างประเทศ ทางหลวงแห่งนี้ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเส้นทางที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นที่ใฝ่ฝันของนักท่องเที่ยวมากมาย

ทันใดนั้น ยอดเขา Nanga Parbat ยอดเขาที่สูงอันดับ 9 ของโลกก็เผยโฉมความยิ่งใหญ่ออกมา นับเป็นภูเขาสูงลูกแรกที่ต้อนรับผู้เดินทางมาเยือนเส้นทางแห่งนี้ หลังจากทักทายยอดขุนเขาลูกแรก รถหยุดตรงจุดชมวิวแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้เป็นจุดที่แนวเทือกเขาที่สูงที่สุดของโลกสามแห่งมาบรรจบกัน ‘ฮินดูกุช’ ‘คาราโครัม’ และ ‘หิมาลัย’ ชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นที่รู้จักของเหล่าผู้หลงใหลภูเขา และปากีสถานก็เป็นเหมือนบ้านของยอดขุนเขาเหล่านี้ 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
จุดเชื่อมต่อของสามเทือกเขา ฮินดูกุช คาราโครัม และหิมาลัย (จากซ้ายไปขวา) 

เดินทางต่อไปตามคาราโครัม ไฮเวย์ ระดับความสูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไปสู่เขตเทือกเขาสูง ทิวทัศน์สองข้างทางนั้นยิ่งใหญ่และงดงามเกินกว่าคําบรรยาย เป็นเทือกเขาสูงเหล่านี้เองเป็นที่มาของชื่อทางหลวงแห่งนี้ คําว่าคาราโครัม ตั้งมาจาก ‘เทือกเขาคาราโครัม’ แนวเทือกเขาที่เป็นที่ตั้งของเทือกเขาที่สูงที่สุดอันดับสองของโลกอย่าง K2 ในการเดินทางตามเส้นทางวันนี้ ยอดเขามีความสูงไม่ตํ่ากว่า 7,000 เมตร เผยความงดงามให้ผมเห็นตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น Rakaposhi Peak, Diran Peak, Ultar Sar และยอดเขาสูงอื่น ๆ ลูกแล้วลูกเล่า บ้างก็มีชื่อเสียง บ้างก็เป็นภูเขาไร้นาม 

“มันช่างเป็นความทรงจําที่มีค่าเหลือเกิน” ผมบอกกับตัวเองในขณะยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป หลังจากตื่นตากับความตระการตาของเทือกเขาคาราโครัมตลอดทางราวกับเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมก็เดินทางมาถึงฮุนซา (Hunza Valley) หุบเขาใจกลางเทือกเขาสูงที่งดงามราวกับเทพนิยาย

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ยอดเขา Rakaposhi (7,788 เมตร) ที่สูงตระหง่านขึ้นเหนือคาราโครัม ไฮเวย์

ฮุนซา – เทือกเขา รอยยิ้ม และสัญญาณเตือน

ยามเช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ แสงตะวันทอดลงมาบนยอดเขาหิมะขาวจนเปลี่ยนเป็นสีทอง หุบเขาอันน่าเกรงขามที่เคยมืดมิดค่อย ๆ เผยโฉมให้เห็นถึงความงดงาม ‘ฮุนซา’ หุบเขาแห่งนี้หลายคนเปรียบราวกับเป็นสวรรค์บนพื้นโลก ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างชัดเจนภายใต้แสงอาทิตย์แรกของวัน 

กว่าพันปีมาแล้วที่มนุษย์มาตั้งรกรากอาศัยยังหุบเขาที่ตั้งอยู่บนตีนยอดเขาสูงอันดับต้น ๆ ของโลก และเกิดเป็นแคว้นเล็ก ๆ ตั้งอยู่ระหว่างจีน ชมพูทวีป และเอเชียกลาง ด้วยตําแหน่งที่ตั้งนี้เอง ทําให้ฮุนซามีการติดต่อและเกิดการผสมผสานวัฒนธรรมกับดินแดนต่าง ๆ รอบข้างจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของตน 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
แสงอาทิตย์แรกของวันที่ฮุนซา

ป้อมปราการ Altit Fort และ Baltit Fort ตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์บอกเล่าประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผสมผสาน ที่ Baltit fort ป้อมปราการและพระราชวังของผู้ปกครองเมืองในอดีตมีอายุราว 700 ปี ภายนอกเห็นสถาปัตกรรมโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่เล่าความเป็นฮุนซาได้อย่างดี ป้อมปราการสีขาวสร้างขึ้นจากดิน ไม่มีหลังคา ทําให้ผู้มาเยือนนึกถึงสถาปัตกรรมของทิเบตอย่างพระราชวังโปตาลา ภายในมีห้องต่าง ๆ แสดงถึงความเรียบง่ายแบบชาวฮุนซา ธนบัตรและชุดผ้าไหมจากจีน กระจกหลากสีสันซึ่งเป็นมรดกจากจักรวรรดิอังกฤษ สิ่งเหล่านี้เล่าถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของฮุนซา

ป้อม Baltit Fort (อาคารสีขาวด้านขวา) มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคาราคอรัม
ด้านหลัง
ป้อม Baltit Fort (อาคารสีขาวด้านขวา) มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคาราโครัม
ด้านหลัง

ฮุนซาเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่เป็นมิตรและยิ้มแย้ม เมื่อกล่าวถึงชาวฮุนซา ต้องกล่าวถึงเอกลักษณ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมที่โดดเด่นของพวกเขา รูปร่างหน้าตาของชาวฮุนซาแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของปากีสถาน หลายคนมีจมูกโด่ง บางคนมีดวงตากลมโต บางคนมีนัยน์ตาสีฟ้าสด บางคนมีผมสีทอง บางคนผมสีดํา หลายคนมีใบหน้าคล้ายชาวยุโรป มีสมมติฐานกล่าวไว้ว่า พวกเขามีพันธุกรรมของกองทัพชาวกรีกโบราณที่เคยยึดครองดินแดนนี้เมื่อหลายพันปีก่อน

ไม่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก วัฒนธรรมของชาวฮุนซาก็มีความแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของปากีสถานเช่นกัน วัฒนธรรมของพวกเขาเกี่ยวโยงใกล้ชิดกับธรรมชาติที่อยู่อาศัย โดยแสดงออกผ่านหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเต้นรํา ลักษณะเครื่องดนตรี รวมถึงความเชื่อในเรื่องภูตผีวิญญาณของขุนเขา นอกจากการมีความเชื่อท้องถิ่นที่แตกต่าง ปัจจุบันชาวฮุนซานับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ อิสมาอีลียะฮ์ แตกต่างจากส่วนอื่นของประเทศ พวกเขานับถือ อากา ข่าน (Aga Khan) เป็นผู้นําทางศาสนา ซึ่งอากา ข่าน เป็นผู้ที่ให้ความสําคัญกับการศึกษา จึงอุปถัมภ์ก่อสร้างสถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ฮุนซา ส่งผลให้ชาวฮุนซามีอัตราการศึกษาที่สูงกว่าส่วนอื่น ๆ ของปากีสถาน

ชาวฮุนซามีวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ อาศัยการเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูก (สําหรับผู้ที่ใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม) มีผลไม้หลายชนิด เช่น แอพริคอต แอปเปิล และอื่น ๆ ที่ล้วนเป็นเหมือนชีวิตของพวกเขา ผลแอพริคอตหนึ่งลูกนํามาใช้ประโยชน์ได้มากมายสําหรับชาวฮุนซา ในฤดูร้อนก็นำผลไม้สดมาบริโภคและส่งขายทั่วประเทศ อีกส่วนหนึ่งนํามาตากแห้งไว้สําหรับรับประทานในช่วงฤดูอื่น ส่วนที่เหลือจะนํามาแปรรูปเป็นแยม

ชาวฮุนซามีชื่อเสียงที่เป็นที่เล่าขานเรื่องอายุยืน หลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะวิถีชีวิตของพวกเขาที่บริโภคผักผลไม้ อาศัยในที่ที่มีสภาพอากาศดี หรืออาจเป็นเพราะได้รับพรให้อยู่ในที่ที่มีทิวทัศน์งดงามราวกับสรวงสวรรค์ก็เป็นได้ เคล็ดลับที่ทําให้พวกเขาอายุยืนยังคงเป็นความลับของชาวฮุนซาที่มนุษย์ทั่วโลกยังคงค้นหา

สวนแอพริคอตภายในบ้านของชาวฮุนซา

วันต่อมา ผมเดินทางต่อไปตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ เพื่อเข้าสู่เขต Gojal เป็นเขตที่อยู่ตอนเหนือสุดของฮุนซา เป็นพรมแดนติดกับประเทศจีน เมื่อออกมาจากฮุนซา ยอดเขาแหลม รูปทรงคล้ายนิ้วมือ ปรากฏตัวให้เห็นอย่างชัดเจน Lady Finger Peak มีความสูงกว่า 6,000 เมตร เป็นยอดเขาที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่จดจําที่สุดของฮุนซา มีตํานานโบราณกล่าวถึงเจ้าหญิงที่รอคอยเจ้าชายอันเป็นที่รักบนยอดเขา แต่วันแล้ววันเล่าเขาก็ยังไม่กลับมา เมื่อเวลาผ่านไป ยอดเขา Lady Finger Peak ที่งดงามแห่งนี้เองคือเจ้าหญิงที่ยังคงเฝ้ารอการกลับมาของเจ้าชาย

ยอดเขา Lady Finger Peak (6,000 เมตร)

เมื่อรถเดินทางเข้าสู่เขต Gojal ผมพบอีกหนึ่งสถานที่แห่งความงาม ทะเลสาบอัตตาบาด (Attabad Lake) ทะเลสาบสีฟ้าสดตัดกับยอดเขาสีเทาที่ดูดุดันปรากฏอยู่เบื้องหน้าผม ตรงข้ามกับความงดงาม ทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติที่ร้ายแรง เมื่อ ค.ศ. 2010 เกิดแผ่นดินไหวขึ้น ทําให้หินถล่มลงมาทับเส้นทางของแม่นํ้าฮุนซา ส่งผลให้นํ้าท่วมหมู่บ้านที่มีชื่อว่า Attabad ทั้งหมู่บ้านต้องจมอยู่ใต้นํ้า ชาวบ้านจํานวนไม่น้อยต่างได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ หลายคนอพยพหาที่อยู่ใหม่ หลายคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน หินที่ถล่มลงมาทําให้ทางหลวงแห่งนี้ขาดออกจากกัน เป็นเวลากว่า 5 ปีที่ผู้สัญจรบนคาราโครัม ไฮเวย์ ต้องขึ้นเรือเพื่อเชื่อมกับเส้นทางอีกส่วนอย่างยากลําบาก 

ความงดงามของทะเลสาบอัตตาบาด
ความงดงามของทะเลสาบอัตตาบาด

ณ คาราโครัม ไฮเวย์ ได้แสดงอย่างประจักษ์ว่า “หลายครั้งที่ธรรมชาติยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะเอาชนะได้ และหลายครั้งที่มนุษย์เองก็ท้าทายธรรมชาติด้วยการทําลาย”

แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน เป็นบ้านของเครือข่ายธารนําแข็งที่ใหญ่ที่สุดของโลก เขต Gojal เองก็เป็นที่ตั้งของธารนํ้าแข็งขนาดมหึมาหลายแห่ง ปัจจุบันในฤดูใบไม้ผลิ ต้นเดือนเมษายน ค.ศ. 2022 ความรุนแรงของคลื่นความร้อน (Heat Wave) จากภาวะโลกร้อนแสดงผลชัดเจนอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดอกแอพริคอตสีชมพูสดใสที่เคยบานสะพรั่งตลอดฤดูกาลกลับร่วงโรยอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิสูงขึ้นราวกับช่วงฤดูร้อน ธารนํ้าแข็งที่เสี่ยงต่อการละลายกําลังอยู่ในขั้นวิกฤตและอาจนําไปสู่ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ไม่อาจจินตนาการได้ ธรรมชาติกําลังส่งสัญญาณเตือนแก่มนุษย์อย่างชัดเจนที่สุดแบบไม่เคยมีมาก่อนที่ปากีสถาน 

สํานักข่าว Aljazeera นําเสนอเกี่ยวกับภาวะดังกล่าวว่า ในช่วงต้น ค.ศ. 2022 ปากีสถานได้เผชิญเหตุการณ์นํ้าท่วมเฉียบพลัน มีสาเหตุมาจากการละลายของธารนํ้าแข็งมาแล้วกว่า 16 ครั้ง และในปีนี้ปากีสถานจะได้รับกับผลกระทบของคลื่นความร้อนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ฤดูร้อนมาถึงเร็วขึ้น และอาจมีอุณหภูมิสูงเกิน 50 องศาเซลเซียสในหลายส่วนของประเทศ สัญญาณเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณวิกฤตที่ไม่เพียงอันตรายต่อชีวิตของชาวปากีสถาน แต่เป็นอันตรายต่อทุกชีวิตบนโลก

Passu Cones (6,106 เมตร) ยอดเขาฟันเลื่อยแห่งหมู่บ้าน Passu
Passu Cones (6,106 เมตร) ยอดเขาฟันเลื่อยแห่งหมู่บ้าน Passu
ธารนํ้าแข็ง Passu Glacier ที่น่าเกรงขามแต่เปราะบาง
ธารนํ้าแข็ง Passu Glacier ที่น่าเกรงขามแต่เปราะบาง

มุ่งหน้าสู่จุดหมายสุดท้าย ผมแวะที่หมู่บ้าน พาสสุ (Passu) หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องความงามจากความอลังการของยอดเขาฟันเลื่อย Passu Cones และธารน้ำแข็ง Passu Glacier ที่ยิ่งใหญ่ ธารนํ้าแข็งแห่งนี้มีความยาวกว่า 21 กิโลเมตร ความยิ่งใหญ่ของกลุ่มก้อนนํ้าแข็งสีขาวอมเทาขนาดมหึมาที่ซ้อนตัวกันเป็นชั้นภายใต้หุบเขาที่ผมยืนอยู่นั้นทําให้ไม่อาจจินตนาการได้ว่า ถ้าหากธารนํ้าแข็งเพียงแค่บางส่วนในบริเวณนี้เกิดการละลายขึ้นจะส่งผลให้เกิดนํ้าท่วมมหาศาลเพียงใด และคงเป็นสถานที่ที่งดงามเหล่านี้ รวมถึงชาวฮุนซาที่จะได้รับผลกระทบเป็นอย่างแรก

บทสุดท้ายของการเดินทางตามคาราโครัม ไฮเวย์ ทิ้งข้อตระหนักข้อนี้ไว้กับผม จากนี้ไปตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ราว 65 กิโลเมตร จะถึงพรมแดนประเทศจีนหรือช่องเขาคุนจีราบ (Khunjerab Pass) ซึ่งบรรจบกับการเดินทางของผมที่เคยเดินทางใน คาราโครัม ไฮเวย์ ฝั่งประเทศจีนเมื่อ 2 ปีก่อน น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ ทําให้รถฝ่ากองหิมะไปยัง Khunjerab Pass ไม่ได้

การเดินทางของผมจึงสิ้นสุดที่หมู่บ้าน Passu แห่งนี้

รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

“ถนนทุกสายถูกสร้างขึ้นเพื่อนําผู้คนไปยังสถานที่ต่าง ๆ และมักพาผู้เดินทางไปพบกับหลายสิ่งระหว่างทาง”

เช่นเดียวกับ ‘คาราคอรัม ไฮเวย์’ เส้นทางที่มีคุณค่ามากกว่าการเป็นถนนที่ถูกรายล้อมด้วยความงดงามอลังการของธรรมชาติ เส้นทางที่เป็นมากกว่าสัญลักษณ์ของการเมืองระหว่างประเทศ เส้นทางมหัศจรรย์เส้นนี้มอบประสบการณ์และนําผมไปพบเจอกับสิ่งต่าง ๆ มากมาย

ระหว่างรอเวลาเช็กอินเที่ยวบินกลับบ้านที่ด้านหน้าสนามบิน ผมนั่งคิดถึงความทรงจําของตัวเองบนคาราโครัม ไฮเวย์ ตลอดการเดินทางตามเส้นทางแห่งนี้ ที่นี่นําผมไปพบกับ ‘อดีต’ ของดินแดนแห่งความเจริญรุ่งเรืองและประวัติศาสตร์ของเส้นทางการค้าที่เชื่อมวัฒนธรรม ในขณะเดียวกันเส้นทางแห่งนี้ก็พาผมไปรู้จัก ‘ปัจจุบัน’ ของประเทศปากีสถานผ่านสถานที่และผู้คนที่ได้สัมผัส และภาพผลกระทบอย่างรุนแรงของภาวะโลกร้อนใน ‘อนาคต’ ที่อาจเกิดขึ้น สะท้อนออกมาผ่านคาราโครัม ไฮเวย์ ก็ได้ทิ้งข้อตระหนักไว้กับผมเช่นเดียวกัน 

เสียงอาซานซึ่งเป็นสัญญาณของการละหมาดเย็นของชาวมุสลิมดังก้องกังวานทั่วโถงสนามบินทําให้ผมตื่นขึ้น ผมลากกระเป๋าเข้าอาคารสนามบิน ที่ปากีสถานทุกคนที่เข้าไปในอาคารสนามบินจะกลับออกมาข้างนอกไม่ได้ คงเป็นเวลาที่จะบอกลาประเทศนี้และสิ้นสุดการเดินทางครั้งนี้จริง ๆ

การเดินทางบทที่สามของการตามรอยเส้นทางสายไหมให้อะไรกับผมไม่มากก็น้อย ผมยิ้มพร้อมบอกกับตัวเองว่าคงมีหลายสิ่งที่คาราโครัม ไฮเวย์ ทําให้ผมเติบโตขึ้นกว่าการเดินทางครั้งก่อนโดยไม่รู้ตัว 

หวังว่าเมื่อมีโอกาสกลับมาอีกครั้ง ฮุนซาในฤดูใบไม้ผลิจะยังคงแต่งแต้มด้วยสีชมพูสดใสของดอกแอพริคอตเช่นเดิม

หุบเขานาการ์ ฮุนซา หนึ่งสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงมี กลุ่มดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่งหลงเหลือให้ได้ชมในตอนที่ไปเยือน
หุบเขานาการ์ ฮุนซา หนึ่งสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงมี
กลุ่มดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่งหลงเหลือให้ได้ชมในตอนที่ไปเยือน

ขอบคุณ คุณฟาติมะ อะตีค ไกด์นําเที่ยวที่คอยดูแลให้การเดินทางในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

ข้อมูลอ้างอิง

www.worldhistory.org/Gandhara_Civilization

www.cambridge.org/core/books/abs/cambridge-history-of-terrorism/history-of-terrorism-in-pakistan/C91EC2FD3A183B8D0BA7B561DC34F8E2

www.cfr.org/backgrounder/china-pakistan-relations

www.isas.nus.edu.sg/papers/pakistan-china-relations-in-a-changing-geopolitical-environment

www.bbc.com/news/world-asia-32400091

thediplomat.com/2018/10/gwadar-emerging-port-city-or-chinese-colony

historypak.com/hunza/

tribune.com.pk/story/58900/shamanism-spirits-in-the-valley

www.aljazeera.com/gallery/2022/7/14/photos-concerns-as-pakistan-glaciers-melt

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ปฏิภาณ จินดาประเสริฐ

นักศึกษาทันตแพทย์ ผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการเดินทาง ได้พยายามแบ่งเวลาจากการเรียนเพื่อเดินทางตามความฝัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load