‘อยากมีลูฟวร์ในเมืองไทย’ – หนึ่งในความฝันของอาจารย์ท่านหนึ่งที่กระทบเข้าโสตประสาทของ รศ.ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล นักออกแบบ นักวิจัย และนักบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ที่เธอจำได้ดี

จากความฝันของคนเพียงหนึ่งคนก็เพียงพอที่จะสนับสนุนให้ประเทศไทยมี สถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 

ซึ่งเป็น 1 ใน 5 สถาบันของวิทยสถานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (Thailand Academy of Social Sciences, Humanities and Arts: TASSHA) หรือ ธัชชา ประกอบด้วย สถาบันสุวรรณภูมิศึกษา สถาบันโลกคดีศึกษา สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง สถาบันพิพิธภัณฑ์และศิลปกรรมแห่งชาติ และสถาบันช่างศิลป์พื้นถิ่น

ณ วันนี้ สถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ เป็นเพียงโครงการวิจัยที่ศึกษาเอกลักษณ์และคุณค่าของศิลปกรรมไทย พร้อมยกระดับงานศิลปะทุกแขนงของประเทศไทยสู่สากล ท้ายที่สุดจะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ในอนาคต โดย รศ.ดร.น้ำฝน เป็นหนึ่งในทีมวิจัย ร่วมกับ ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง, ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ และ อาจารย์พินัย สิริเกียรติกุล 

ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล กับบทบาทการจัดการพิพิธภัณฑ์ของสถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ

แม้จะยังไม่มีพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นรูปธรรม แต่คนทำพิพิธภัณฑ์อย่างเธอเชื่อว่าพิพิธภัณพ์สัญจรและเข้าถึงคนได้ จึงเกิดการทำนิทรรศการย่อย ๆ ในหลายจังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น ลำปาง และกำลังจะจัดในเพชรบุรี สงขลา โดยทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยและครูช่างศิลป์พื้นถิ่น ที่สำคัญ นิทรรศการบางส่วนจะนำไปจัดแสดงที่ประเทศฝรั่งเศส เพื่อแสดงศักยภาพของงานหัตถศิลป์ไทยสู่ระดับสากล

นี่คือเรื่องราวเบื้องหลังและมุมมองของคนเดินพิพิธภัณฑ์สู่คนทำพิพิธภัณฑ์

คุณเป็นหนึ่งในทีมวิจัยของสถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติได้อย่างไร

เราชอบเดินดูพิพิธภัณฑ์ แต่ไม่เคยทำพิพิธภัณฑ์  (เธอหัวเราะน้อย ๆ)

เราเคยเป็นผู้อำนวยการ River Museum ของไอคอนสยาม เลยมีโอกาสทำงานกับผู้มีความรู้ด้านพิพิธภัณฑ์ ผู้ใหญ่ทาง อว. เห็นว่าเคยทำ ก็เลยชวนเข้าไปทำโครงการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร เพราะศิลปากรมีของและคลังข้อมูล โดยแบ่งเป็นหลายทีม มีทีมของ ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ ดูด้านศิลปะกับสังคม ทีมของ อาจารย์ปรีชา เถาทอง ดูเรื่องสุนทรียศาสตร์ และทีมของ อาจารย์พินัย สิริเกียรติกุล จาก Urban Ally ดูเรื่องการวางตำแหน่งโครงสร้างสถาปัตย์ภายนอกของพิพิธภัณฑ์

ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล กับบทบาทการจัดการพิพิธภัณฑ์ของสถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ

แล้วหน้าที่ของอาจารย์น้ำฝนกับทีมงานคืออะไร

ทีมของเราเป็นทีมบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ ถ้าจะมีพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ พื้นที่ด้านในควรเป็นพื้นที่ประเภทใด เช่น พื้นที่นิทรรศการถาวร การคิวเรตนิทรรศการ Touring Exhibition

ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล กับบทบาทการจัดการพิพิธภัณฑ์ของสถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ

พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติต่างจากพิพิธภัณฑ์อื่นอย่างไร

ในพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติจะมีห้องครูช่างหัตถศิลป์พื้นบ้านและห้องหัตถศิลป์แห่งชาติ เป็นการรวมหัตถศิลป์ของไทย มีโรงมหรสพแสดงดนตรี มีพื้นที่การเรียนรู้และพื้นที่กิจกรรมของเด็ก

แรกเริ่มเราทำ Research Study กับสิ่งที่ประเทศเรามี ประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์เยอะมาก แต่สิ่งที่ยากกว่าการมีพิพิธภัณฑ์คือการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ และเราต้องทำความเข้าใจว่า พิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ที่ไม่เกิดกำไร กำไรที่เกิดเป็นกำไรโดยนามธรรม เป็นกำไรที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนรู้ในภายหลัง และการทำพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาก็เป็นกำไรของคนในชาติ

ซึ่งกำไรที่คุณว่าก็เคยเกิดขึ้นกับตัวคุณเอง

เราเรียนต่างประเทศ เลยมีโอกาสไปพิพิธภัณฑ์ เคยไปดูงาน Mark Rothko ที่ประเทศฝรั่งเศส ตอนนั้นหน้าหนาว คิวยาวมาก เขายืนดูประตูสีม่วงกัน พอเราเข้าไปยืนดูใกล้ ๆ จากสีม่วงมันมีสีชมพู สีเหลืองอยู่ในนั้นด้วย ตั้งแต่นั้น Mark Rothko ก็เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงานทุกชิ้นของเรา

เรารู้สึกว่าศิลปะมันส่งเสริมรสนิยมนะ และพิพิธภัณฑ์ก็เป็นพื้นที่ที่ทุกคนไปได้ อย่างเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรีย มี MuseumsQuartier เป็นพิพิธภัณฑ์ที่อยู่รวมกัน ตรงกลางจัดเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ถ้าไปกับลูกก็มีพิพิธภัณฑ์สำหรับเด็ก ถ้าสนใจดนตรีก็มีพิพิธภัณฑ์ดนตรี ฯลฯ

ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล กับบทบาทการจัดการพิพิธภัณฑ์ของสถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ

ครั้งสุดท้ายเราไป Natural History Museum ประเทศอังกฤษ แทบจะเดินไม่ได้ คนเยอะมาก ซึ่งบ้านเราไม่มีโอกาสได้เห็นแบบนั้น

แสดงว่าประเทศไทยต้องการคนบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์

ใช่ ต้องคิวเรตงานให้ได้และให้ดีด้วย

คิดว่าเพราะอะไร คนทำพิพิธภัณฑ์ถึงไม่เข้าใจพิพิธภัณฑ์

เพราะบ้านเราไม่ค่อยมีวิชาเรียนเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ ทำไมไม่มีรู้มั้ย เรียนแล้วจะไปทำงานที่ไหนต่อ ไม่มีใครบอกหรือมีตัวอย่างให้เขาเห็น เราเชื่อว่าเด็ก ๆ ก็อยากเรียน แต่ไม่ค่อยมีที่ให้เขาเรียน

ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล กับบทบาทการจัดการพิพิธภัณฑ์ของสถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ

แล้วภาพรวมสถานการณ์ของพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยเป็นอย่างไร

พิพิธภัณฑ์ในประเทศที่เราเห็นสู้กับพิพิธภัณฑ์ที่เราเคยเห็นไม่ได้

พิพิธภัณฑ์ไทยจะดีกว่านี้ได้ ถ้า…

ถ้าผู้ใหญ่ในชาติมองว่าพิพิธภัณฑ์คือการลงทุนที่คุ้มค่า (เธอยิ้ม) 

ซึ่งก็เหมือนกับการเปิดมหาวิทยาลัย เพียงแต่พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่มหาลัยใดมหาลัยหนึ่ง แต่พิพิธภัณฑ์เป็นศูนย์กลางที่ทุกคนมาเรียนรู้ได้เหมือนกันหมด ที่สำคัญ พิพิธภัณฑ์ผลิตหลักสูตรเองได้ อย่าง V&A ร่วมกับ Royal College of Art ผลิตหลักสูตรบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ มีปริญญาเอก ปริญญาโท มีคอร์สเรียนออนไลน์ระยะสั้น ผู้เรียนจะได้ประกาศนียบัตรจาก V&A ด้วย อีกอย่างพิพิธภัณฑ์ต้องปรับตัว

ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล กับบทบาทการจัดการพิพิธภัณฑ์ของสถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ

ต้องปรับตัวยังไง

สถานการณ์โควิด-19 ทำให้พิพิธภัณฑ์ต้องปลี่ยนบริบทใหม่ ให้คนเข้าถึงง่ายและมีกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น เช่น บางพิพิธภัณฑ์ เมื่อปิดทำการก็กลายเป็นบาร์ในตอนกลางคืน หรือลูฟวร์จัดกิจกรรม Yoga and Art Tour ให้คนเล่นโยคะท่ามกลางงานศิลปะในช่วงเช้าก่อนพิพิธภัณฑ์เปิด

ถ้าประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์ที่ดี มันจะดีกับใครบ้าง

ดีกับทุกคน ถ้าเรามีพิพิธภัณฑ์ที่ดีก็เหมือนมีพื้นที่แสดงออกให้คนในชาติ 

อย่างโครงการวิจัยที่เรากำลังทำ ถ้ามันสมบูรณ์จนกระทั่งประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ มันจะเป็นโอกาสของประเทศชาติ เป็นพื้นที่เรียนรู้ เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ หรืออาจเกิดหลักสูตรที่พิพิธภัณฑ์สอนได้ เช่น วิชาการจัดการพิพิธภัณฑ์ วิชาการอนุรักษ์ ซึ่งทำให้เห็นว่าพิพิธภัณฑ์เป็นได้หลายบทบาท แม้ตอนนี้ยังอยู่ในการวิจัย แต่เราก็จัดนิทรรศการย่อยในจังหวัดต่าง ๆ 

ซึ่งเป็นนิทรรศการที่จัดภายใต้ ‘สถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ

ก่อนหน้านี้เราจัดนิทรรศการวิถีศรัทธาอีสาน : มรดกวัฒนธรรมจากอดีตสู่ปัจจุบัน ที่จังหวัดขอนแก่น นิทรรศการหัตถศิลป์ลำปาง : มรดกศรัทธาแห่งเขลางค์นคร ที่จังหวัดลำปาง

ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล กับบทบาทการจัดการพิพิธภัณฑ์ของสถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ

และกำลังจะจัดนิทรรศการที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดสงขลา แล้วก็จัดรวมยอดนิทรรศการทั้งหมดอีกทีในกรุงเทพฯ อนาคตจะมี Touring Exhibition ไปจัดแสดงที่ประเทศฝรั่งเศส

จุดร่วมกันของนิทรรศการภายใต้สถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติคืออะไร 

คือการบอกเล่าประเพณีที่ถูกลืมด้วยการดึงกลับมาเล่าด้วยวิธีร่วมสมัย อย่างการตอกกระดาษ ที่เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการหัตถศิลป์ลำปาง บอกตรง ๆ ว่าเราเคยเห็นครั้งแรก สิ่งสำคัญคือการคิวเรตงานและการแปลงไอเดียจากช่างศิลป์พื้นถิ่นสู่นิทรรศการ เพราะประเทศเรามีของดีอยู่ทุกจังหวัด เราพยายามบอกว่าพิพิธภัณฑ์กระจายอยู่ได้ทุกพื้นที่ เพื่อปูทางก่อนจะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ

ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล กับบทบาทการจัดการพิพิธภัณฑ์ของสถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ

เราเชื่อว่าถ้าได้ดู ได้จำ คนก็จะไม่ลืม ถึงไม่สนใจ แต่อย่างน้อยก็ผ่านหูผ่านตา แต่ถ้าจัดทื่อ ๆ ตรง ๆ ก็คงไม่มีใครมาดู เลยต้องมีคีย์หลักในการเอามาถ่ายทอดเป็นงานศิลปะ และจากนิทรรศการเราก็ต่อยอดเป็นของที่ระลึก เช่น ลายปูรณฆฏะ ลวดลายท้องถิ่นของลำปาง ก็เอามาทำกระเป๋า

เล่ากระบวนการจัดนิทรรศการของคุณให้ฟังหน่อยได้มั้ย

เราพยายามเป็นพาร์ตเนอร์กับมหาวิทยาลัย ซึ่งการทำพิพิธภัณฑ์ภายใต้มหาวิทยาลัยเป็นข้อดี เพราะมหาลัยมีความพร้อมด้านองค์ความรู้วิชาการ จากนั้นก็คุยกับอาจารย์ที่เชี่ยวชาญงานหัตถศิลป์ เขาก็แนะนำครูช่างท้องถิ่นให้เรา แล้วก็ลงพื้นที่พูดคุยกับครูช่าง เพราะเราต้องเห็นของก่อน ถึงจะนำไปสู่ Key Message หลักของการจัดนิทรรศการ

อย่างจังหวัดลำปาง เราทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง เขาพาเราไปดูงานจนครบ เราเลือกงานตอกกระดาษ เป็นการฉลุลาย คล้ายงานผ้า เราชอบ เพราะเราเป็น Textile Designer จากนั้นก็มานั่งรวมทีมหารือกัน ว่ามีพื้นที่แบบนี้ มีของแบบนี้ มีประเด็นแบบนี้ นิทรรศการควรออกมาเป็นแบบไหนและเล่าให้สนุกได้ยังไง

คุณว่าภูมิปัญญาตอกกระดาษสำคัญกับเมืองลำปางยังไง

มันคือการอนุรักษ์ ทำให้ป้าบัวมีอาชีพต่อ เป็นสุนทรียศาสตร์ที่ทำด้วยมือของผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเลเซอร์คัตคงแทนป้าบัวแล้ว

ทัศนคติของ รศ.ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล จากคนเดินพิพิธภัณฑ์สู่คนทำพิพิธภัณฑ์ กับโครงการจัดตั้งสถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ

ซึ่งเลเซอร์คัตแทนที่ไม่ได้

แทนที่จิตวิญญาณของป้าบัวไม่ได้

มันเป็นความงามของงานมือ ถึงมีความไม่เท่ากันบ้าง แต่คนที่ครอบครองจะรู้สึกว่างานนี้มีแค่ชิ้นเดียวในโลก

แล้วการจัดนิทรรศการย่อยแต่ละจังหวัดสร้างอิมแพคยังไงบ้าง

การจัดตามจังหวัดต่าง ๆ ทำให้ครูช่างอิ่มเอม เขาก็แปลกใจว่าทำอย่างนี้ได้ด้วยหรอ เอางานเขามาทำโคมได้ด้วยหรอ กลายเป็นว่าการจัดนิทรรศการทำให้เขามีพื้นที่แสดงออกนอกจากกระทรวงวัฒนธรรม และเขารู้สึกได้รับการยกย่องอีกครั้ง 

ส่วนคนในจังหวัดก็มาดูนิทรรศการที่เล่าเรื่องของเขา ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นในระยะยาว จะส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเมื่อมีนิทรรศการ เด็ก ๆ ก็จะเห็นว่าบ้านเขามีอะไร ประเพณีที่ถูกลืมก็ได้รับการรื้อฟื้น คนในท้องถิ่นเห็นคุณค่าของครูช่าง เป็นการส่งเสริมกันทางอ้อม

เรามีหน้าที่แค่ไปวางระบบ ไปทำให้เขาดู ภายหลังเขาจะต้องทำเองได้ หรือาจไปต่อยอดในงบประมาณที่จังหวัดเขามี

ทัศนคติของ รศ.ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล จากคนเดินพิพิธภัณฑ์สู่คนทำพิพิธภัณฑ์ กับโครงการจัดตั้งสถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ
ทัศนคติของ รศ.ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล จากคนเดินพิพิธภัณฑ์สู่คนทำพิพิธภัณฑ์ กับโครงการจัดตั้งสถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ

การเกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์บ่งบอกอะไร

ถ้าชาติไหนร่ำรวย พิพิธภัณฑ์เพียบเลย ดูอย่างอาบูดาบี พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ลำดับที่ 2 อยู่ที่นี่ ขณะเดียวกัน V&A กำลังจะมีพิพิธภัณฑ์ใหม่ในประเทศเกาหลี มันต้องขนาดไหน V&A ถึงไปเปิดพิพิธภัณฑ์ที่นั่น แสดงว่าเขาบอกความร่ำรวยของประเทศด้วยความเจริญ 

สิ่งที่คุณเรียนรู้ในฐานะคนเดินพิพิธภัณฑ์สู่คนทำพิพิธภัณฑ์คืออะไร

ตอนเดินมันสนุก มันว้าว พอมาทำพิพิธภัณฑ์ ทำให้เราเรียนรู้ว่าการบริหารจัดการเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการทำพิพิธภัณฑ์

ทัศนคติของ รศ.ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล จากคนเดินพิพิธภัณฑ์สู่คนทำพิพิธภัณฑ์ กับโครงการจัดตั้งสถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ

การบริหารจัดการต้องใช้หลายแผนก ต้องมีคน Maintenance ตลอดเวลา ต้องมีนักวางแผน นักประชาสัมพันธ์ที่ทำให้คนมาดูพิพิธภัณฑ์  ต้องมีคิวเรเตอร์ที่คิดนิทรรศการดี ๆ ให้คนดูและเข้าถึงพิพิธภัณฑ์มากขึ้น ไหนจะการเงิน การขายของที่ระลึก ความปลอดภัย หรือ Back Office มิน่าเขาถึงมีตำราทำพิพิธภัณฑ์เป็นเล่มหนา ๆ เพราะมันยากและละเอียดมาก ๆ

อยากฟังนิยามคำว่า พิพิธภัณฑ์ ฉบับคนทำพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์คือสถานที่ที่ไปแล้วสร้างความบันเทิงใจ และสิ่งที่ได้เพิ่มเติมคือความรู้ 

ถ้ามีพิพิธภัณฑ์ของตัวเอง คุณจะจัดแสดงอะไร

เราคงเน้นที่ห้องขายของที่ระลึก เป็นของพรีเมียมที่ทุกคนอยากซื้อ เพราะเวลาไปพิพิธภัณฑ์ เราเดินไปโซนกิฟต์ช็อปก่อนเลย เราชอบ (หัวเราะ)

ทัศนคติของ รศ.ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล จากคนเดินพิพิธภัณฑ์สู่คนทำพิพิธภัณฑ์ กับโครงการจัดตั้งสถาบันพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ผศ.ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล หรือ อาจารย์จิ๊บ คือผู้อำนวยการสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

เธอใช้เวลากว่าสิบปีเดินทางศึกษากระบวนการผลิตชาของประเทศต่าง ๆ แล้วนำมาพัฒนาการผลิตชาในเชียงราย จากที่เคยเป็นมือปืนรับจ้างผลิตชาชั้นดี แล้วส่งออกเป็นวัตถุดิบไปให้แบรนด์ชาในจีนและไต้หวัน สู่การสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกชาและแปรรูป ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ความเป็นชาไทยที่ไม่เหมือนประเทศอื่น ๆ

อาจารย์จิ๊บปลุกปั้นผู้ประกอบการชาเชียงรายในทุกมิติ แล้วพาไปประกวดชาในเวทีโลกที่ญี่ปุ่น

ชาไทยคว้ารางวัล 3 ปีซ้อน

ปีนี้คว้ามาได้ 4 รางวัล รางวัล Grand Gold Prize ที่เปรียบได้กับแชมป์โลก 1 รางวัล และ Gold Prize อีก 3 รางวัล

อะไรทำให้ชาที่ปลูกในประเทศไทยและแปรรูปโดยชาวไทย ชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นตำหรับ

และอาจารย์จิ๊บคือใคร ผ่านอะไรมา ถึงพาชาไทยไปได้ไกลขนาดนี้

มาทำความรู้จักชีวิตของอาจารย์จิ๊บ ผ่านเครื่องดื่ม 5 แก้วที่จะเล่าถึงชีวิตของเธอกัน

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วแรก

น้ำเปล่า

ความบริสุทธิ์ในวัยเยาว์ที่พร้อมเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ

อาจารย์จิ๊บเป็นสาวเชียงใหม่ผู้เติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อจบมาจากคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ทำงานด้านป่าไม้ ส่วนคุณแม่ทำงานด้านการศึกษาในศาลากลางจังหวัด ในวัยเยาว์เธอจึงได้เข้าป่ากับคุณพ่อ ซึมซับพลังของธรรมชาติ และเห็นคุณพ่อเปลี่ยนเขาหัวโล้นให้กลับคืนมาเป็นป่าอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นเด็กที่เรียนดีได้ที่หนึ่งมาตลอด เป้าหมายของเธอในวัยนั้นคือการเรียนคณะเแพทยศาสตร์ ตามความต้องการของคุณพ่อ ซึ่งเธอก็ไม่ขัดข้อง

“ชีวิตตอนนั้นเป็นเหมือนน้ำเปล่าที่บริสุทธิ์มาก พร้อมเรียนรู้ทุกเรื่อง ใครให้ทำอะไรก็ทำ มีอยู่วันหนึ่งตอน ม.5 คุณพ่อเห็นว่าเราอยู่กับป่า อยู่กับหนังสือ ไม่เคยได้ใช้ชีวิตโลดโผนแบบวัยรุ่น เขาเลยบอกว่า พ่อรู้นะว่าลูกเหนื่อย ไม่ต้องเป็นหมอก็ได้ เพราะการเรียนหมอมันเหนื่อยและหนัก อาจจะไม่เหมาะกับชีวิตลูก ต่อไปลูกอยากทำอะไรก็ทำเลย” อาจารย์จิ๊บเล่าถึงเหตุการณ์ปลดภาระหนักอึ้งที่แบกมาตลอด 15 ปีออกจากบ่า

เธอพยายามค้นหาว่า อะไรคือสิ่งที่เธออยากเรียนจริง ๆ อาจารย์จิ๊บชอบเรื่องเกษตรเหมือนคุณพ่อ แต่สนใจงานด้านแปรรูปอาหารมากกว่า เนื่องจากเพื่อนคุณพ่อแนะนำว่าน่าเรียนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เพราะยังไงคนก็ต้องกินอาหาร ไม่ตกงานแน่นอน เธอจึงเลือกเรียน Food Science ซึ่งเพื่อนคุณพ่ออธิบายงานให้เธอเห็นภาพว่าเป็น ‘หมออาหาร’ เมื่อรวมกับเงื่อนไขว่า อยากเรียนที่เชียงใหม่ นักเรียนระดับท็อปของโรงเรียนก็เลยเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเปิดสอนสาขานี้มานานแล้ว

“พอคุณพ่อบอกไม่ต้องเป็นหมอ เราก็ลองไม่อ่านหนังสือ ใช้ความรู้เท่าที่มี คุณพ่อไม่ได้บังคับว่าต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จงเรียนแบบที่มีความสุข สนุก และไม่กดดัน นั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตเลย”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สอง

โคล่า

ความสดใสซาบซ่าในวัยเรียน

อาจารย์จิ๊บเป็นลูกคนโตของบ้าน เป็นหลานคนโตของครอบครัว เรียนดีมาโดยตลอด ครอบครัวของเธอจึงคาดหวังว่า น่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัยพร้อมเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ช่วงแรกเธอก็ยังอยู่ในเส้นทางนั้นจนกระทั่งขึ้นปี 2 เธอก็เริ่มสนุกกับการทำกิจกรรมของคณะ

“พอทำกิจกรรมมันเหมือนได้พลังอีกด้านหนึ่งกลับมา เราทำแบบหูดับตับไหม้เลย เป็นเลขาฯ สโมสรนักศึกษา ใครชวนทำอะไรทำหมด เกรดเลยเหลือแค่ 3 นิด ๆ แต่ชีวิตเรามีความสุขจังเลย เราเจอสิ่งที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อเพื่อน เพื่อมหาวิทยาลัย” เธอเล่าต่อว่า หลังจากเรียน ๆ เล่น ๆ มา 2 ปี เธอกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้งตอนปี 4 โดยตั้งเป้าว่าต้องทำเกรด 4.00 ให้ได้ทั้ง 2 เทอม ซึ่งเธอไม่พลาด

ถ้าเธอเอาจริง อะไรก็ขวางเธอไม่ได้ ทั้งเรื่องงานและเรื่องกิน

“เครื่องดื่มที่เหมาะกับชีวิตช่วงนี้คือโค้ก คนที่สนิทกันจะรู้ว่า ถ้าเห็นเราเหนื่อย สั่งโค้กให้ แป๊บหนึ่งจากหน้าบึ้ง ๆ เราจะยิ้มได้ทันที” อาจารย์จิ๊บบอกว่า ตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ต้องเป็นโค้กออริจินัลใส่น้ำแข็งเท่านั้น “ถ้าจะกินก็กินให้มันสุดไปเลย ก็รู้อยู่แล้วว่าสารให้ความหวานคือน้ำตาล ก็กินสิ แต่ระวังว่ากินในปริมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่กระทบกับร่างกายเยอะก็พอ”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สาม

ชาไทยเย็น

สีสันของชีวิตมหาวิทยาลัยที่หวานหอม

“ชาไทย หรือ Signature Thai Tea คือเครื่องดื่มโปรด เอกลักษณ์ของมันคือความหอมหวาน ละมุน และมีสีส้มสะดุดตา จนทำให้ชาไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก” อาจารย์จิ๊บพูดถึงเครื่องดื่มที่เธอกินทุกวันตอนเรียนปริญญาโทและเอก

ในใบชามีสารคาเทชิน เมื่อทำปฏิกริยากับออกซิเจนจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม พอทำปฏิกริยาไปเรื่อย ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ในโลกนี้ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนหยุดปฏิกริยานี้ให้คงไว้ที่สีส้มได้ ทั่วโลกเลยทึ่งที่ประเทศไทยทำชาสีส้มได้ จนนักวิชาการชาติต่าง ๆ พยายามมาถามเคล็ดลับจากอาจารย์จิ๊บ

ความลับนั้นคือ การเติมสี

“กฎข้อหนึ่งในการผลิตชาคือ เติมกลิ่นได้ แต่ห้ามเติมสี คนที่ทำชาไทยก็รู้ เขาเลยไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชา แต่เป็นเครื่องดื่มภาชนะบรรจุปิดสนิท ซึ่งอนุญาตให้เติมสีผสมอาหารได้ เพราะสีส้มนี่เองที่ทำให้คนจดจำได้ เราเคยลองถอดสีผสมอาหารออก คนต่างชาติชิมแล้วก็ยังบอกว่าเป็น Thai Tea เพราะมันยังหวาน หอม ด้วยกลิ่นวานิลลากับมาริลินที่เป็นเอกลักษณ์”

นั่นคือชาไทยในความทรงจำของคนต่างชาติ

อาจารย์จิ๊บตัดสินใจเรียนปริญญาโทที่ ม.เกษตรศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งต่อยอดจาก Food Science ที่เรียนมาตอนปริญญาตรี

ชีวิตสาวเชียงใหม่ในเมืองหลวงที่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนในระหว่างเดินทาง และแย่งกันใช้ชีวิตกับผู้คนมากมายทำเอาเธอน้ำตาตกอยู่หลายหน แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ให้ได้

หนึ่งในการปรับตัวคือ อาสาเป็นผู้ช่วยสอนน้องปริญญาตรี จนติดอันดับผู้ช่วยสอนที่สอนมากที่สุดในภาควิชา จนกลายเป็นหัวหน้าก๊วนของน้อง ๆ

“วินาทีแรกที่เราเข้าไปในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เรารู้สึกตัวเล็กมากเลย ทุกคนขยันมาก การจะทำให้คนหันมามอง เราต้องมีอะไรโชว์ สิ่งที่พูดกับอาจารย์เสมอคือ มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ เรายินดีทำให้ทุกอย่าง เพราะเราจะได้เรียนรู้ไปด้วย แล้วอาจารย์ก็จะช่วยเชื่อมคอนเนกชันให้เรา”

พอเรียนจบอาจารย์จิ๊บก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง 1 ปี แล้วย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 3 ปี จึงมีโอกาสได้กลับไปเรียนปริญญาเอกสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยเดิม

ช่วงนั้น ม.แม่ฟ้าหลวง ตั้งสถาบันชา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชาในประเทศไทย เพราะเชียงรายเป็นแหล่งปลูกชาที่ดีที่สุดในประเทศไทย อาจารย์จิ๊บผู้มีส่วนร่วมในสถาบันชาด้วยตั้งใจว่า จะไปเรียนปริญญาเอกเรื่องชา

แต่สุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษาของเธอก็ไม่ถนัดเรื่องชา อาจารย์จิ๊บจึงต้องทำธีสิสเรื่องข้าวเหมือนตอนปริญญาตรี

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สี่

ชาเขียวจีน

เดินทางไปเรียนรู้เรื่องชา และพาชาไทยไปสู่สายตาชาวโลก

ปีนี้สถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีอายุครบ 18 ปี โดยพ่วงชื่อกาแฟต่อท้ายเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง

อาจารย์จิ๊บรับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันชาเมื่อ พ.ศ. 2556 ตอนนั้นเธอเชี่ยวชาญเรื่องข้าว ความรู้เรื่องชามีเพียงแค่ชาไทยเครื่องดื่มแก้วโปรดของเธอเท่านั้น เธอแยกความแตกต่างของชาจีนชนิดต่าง ๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อต้องมาบริหารสถาบันชา เธอจึงเริ่มศึกษาเรื่องชาอย่างจริงจังราวกับทำวิทยานิพนธ์

“ผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้โจทย์เราว่า ถ้าจะทำเรื่องชา เราต้องไปหาคอนเนกชัน ไปหาเพื่อนที่ประเทศจีน ท่านเลยส่งเราไปยูนนาน ให้ล่ามมาคนหนึ่ง ปล่อยให้เราลุยเลย” อาจารย์จิ๊บบินไปคุนหมิงเพื่อพบกับมหาวิทยาลัยเกษตรยูนนานและสถาบันชายูนนาน ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาโดยที่ไม่เข้าใจศัพท์แสงอะไรเกี่ยวกับชาเลย เธอได้แต่ตั้งใจจด ๆ ๆ ทุกอย่างมาก่อน และพยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด

“เราต้องนั่งรถแวนเข้าไปในป่าในดง เดินทางลำบากมาก สิ่งที่เปิดโลกเราคือ ยูนนานอยู่ติดเชียงราย จีนตอนใต้เหมือนบ้านเรามาก เขามีแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับชาที่ขึ้นชื่อระดับ 4 ดาวของประเทศจีน มีชาผู่เอ๋อ หรือ ชาอัดแผ่น เรารู้ว่าไทยส่งวัตถุดิบไปทำชาอัดแผ่นที่จีน เราขอให้เขามาสอนทำได้ไหม เขาก็ไม่สอน แต่ทริปนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะ”

หลังจากนั้นอาจารย์จิ๊บก็เดินทางไปเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกับไต้หวัน ต่อด้วยไปพรีเซนต์เรื่องชาสมุนไพร และผูกมิตรกับวงการชาญี่ปุ่นในงาน World O-CHA หรือเทศกาลชาโลก ที่จังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เธอใช้เวลา 7 ปีสั่งสมความรู้และประสบการณ์เรื่องชาจนเสนอให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องชาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2557 ซึ่งอาจารย์จิ๊บต้องตอบคำถามผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ได้ว่า ทำแล้วได้อะไร

“มันคือการสร้างแม่เหล็ก สร้างแสงให้มหาวิทยาลัย ให้จังหวัดเชียงราย ให้ประเทศไทย เราต้องการปักหมุดว่า ประเทศไทยมีแหล่งปลูกชาที่ดี ไม่ใช่ถูกจดจำว่า ชาไทยคือชาใส่สีแต่งกลิ่นไม่มีประโยชน์ นักวิจัยต่างชาติบางคนเรียกชาเราว่า ‘ชามะเร็ง’ ด้วยซ้ำ”

อาจารย์จิ๊บอธิบายว่า ชาดี ๆ ที่ปลูกในประเทศไทย ถูกส่งออกไปเป็นวัตถุดิบให้จีนและไต้หวัน เพราะพื้นฐานผู้ประกอบการชาบ้านเรามีบรรพบุรุษเป็นคนยูนนาน ไม่ก็คนไต้หวัน คนในวงการชาต่างประเทศจึงมองว่า ไทยเป็นเพียงมือปืนรับจ้างในการผลิตชา สร้างแบรนด์ของตัวเองไม่ได้

เธออยากเปลี่ยนความคิดนี้ให้ได้

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
ชาแก้วที่ห้า

Best Cup of Thai Tea

คุณค่าจากบรรพบุรุษสู่การสืบสานของลูกหลาน

บนโลกนี้มีชาอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ๆ คือ ชาจีน หรือ Camellia sinensis var. sinensis กับ ชาอัสสัม Camellia sinensis var. Assamica ชาในโซนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ส่วนใหญ่เป็นชาจีน ส่วนชาอัสสัมอยู่แถบอินเดีย ศรีลังกา เป็นส่วนใหญ่

ในประเทศไทยปลูกชาอัสสัมมากว่าพันปี บางพื้นที่มีต้นชาอัสส้มอายุหลายร้อยปีที่บรรพบุรุษปลูกไว้ และชาวบ้านจำนวนไม่น้อยตัดทิ้งไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่นอย่างไม่เห็นค่า ทั้งที่ชาอัสสัมพื้นเมืองของไทยถือเป็น 1 ใน 8 พืชชุดแรกที่ถูกเลือกเข้าโครงการอนุรักษ์สายพันธุ์พืชของกรมสมเด็จพระเทพฯ

ส่วนชาจีน คนไต้หวันนำมาปลูกที่ดอยแม่สลองเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่ก็ปรับตัวกับสภาพในเมืองไทยได้ดีมาก

“เราทำงานโดยใช้หลักของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เราต้องเข้าใจชาในโลกนี้ว่ามีมาตรฐานแบบไหน แล้วกลับมาเข้าถึงทรัพยากรของเราว่า บ้านเรามีวัตถุดิบอะไร แล้วพัฒนาด้วยพื้นฐานความรู้เทคโนโลยีที่เรามี ต่อยอดจากตรงนั้น”

แม้จะเป็นชาสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดเดียวกับประเทศจีนหรือไต้หวัน แต่ปลูกในภูมิประเทศภูมิอากาศที่แตกต่าง รวมถึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ ชาเชียงรายจึงแตกต่างจากชาจีน ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ถึงจะทำเหมือนประเทศอื่น ๆ แต่ทุกขั้นตอนก็มีเคล็ดลับที่สั่งสมมาจากประสบการณ์อันยาวนาน

ชาที่ปลูกในประเทศไทยจึงไม่เหมือนชาที่ปลูกในประเทศอื่น

“เมื่อวานมีคนจากฝรั่งเศสมาหา เขาถามว่าชาอู่หลงของไทยตอนนี้ผลิตโดยคนจีนหรือคนไต้หวัน ในอดีตน่ะใช่ มีคนจีนคนไต้หวันมาคุมการผลิตแล้วส่งกลับไป แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการที่เป็นทายาทธุรกิจ เขามีประสบการณ์มากพอ ทำชาด้วยตัวเองได้ เขาได้รางวัลในเวทีสากลมา 3 ปีแล้ว สิ่งนี้น่าจะบอกความสามารถในการทำชาของคนไทยได้” อาจารย์จิ๊บหมายถึงชาที่เธอลงพื้นที่ไปทำงานด้วย ทั้งเรื่องการผลิต การนำเสนอ จนถึงขั้นพาไปแข่ง

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

ชาเชียงราย 4 ตัวที่เพิ่งคว้ารางวัลจากเทศกาลชาโลกในปีนี้ ได้แก่ ชาขาว Forest Elegance White Tea จากโรงงานชาเทียนฮวา คว้ารางวัล Grand Gold Prize ส่วน ชาขาว Summer Vibe และชา White Peony Tea จากร้าน One Tea At A Time, ชาขาว Khiri White Tea จาก ไร่ชาวังพุดตาล และ ชาดำ BOMA Black Tea จากไร่ชา TEA 1×2 – ไร่ชา 1×2 ดอยพญาไพร คว้ารางวัล Gold Prize

ใครจะไปคิดว่า ชาไทยจะชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นได้

“อย่าคิดว่าชาเขียวที่ดีที่สุดคือชาญี่ปุ่น อย่าคิดว่าชาดำที่ดีที่สุดคือชาอินเดีย ศรีลังกา คุณต้องเข้าใจวัตถุดิบที่มีในไทย หากระบวนการผลิตที่เหมาะสม แล้วสร้างเอกลักษณ์ต่างๆ ขึ้นมา” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาของญี่ปุ่นเคยบอกอาจารย์จิ๊บไว้แบบนั้น

“นั่นคือคำพูดจากสวรรค์ที่ให้กำลังใจเรา เราไม่ต้องวิ่งตามญี่ปุ่น จีน หรือประเทศไหนเลย มันทำให้เรากล้าก้าวข้ามการผลิตเพื่อส่งออกแบบเดิม ๆ “

เชียงรายได้เปรียบผู้ผลิตชาในหลายพื้นที่ตรงที่มีทั้งชาอัสสัมและชาจีน จึงมีโอกาสพัฒนาชาเบลนด์กลิ่นรสใหม่ ๆ แบบชาฝรั่ง และชาที่เน้นรสชาติดั้งเดิมแบบชาจีน

“พัฒนาไปได้ทั้ง 2 ทาง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเจอลูกค้ากลุ่มนั้นได้ยังไงและเราเก่งเรื่องไหน” อาจารย์จิ๊บเริ่มวิเคราะห์โอกาสของชาเชียงราย “เราเพิ่งพาน้อง ๆ ผู้ประกอบการชาไปทริปญี่ปุ่นด้วยกัน พาไปทั้งเกษตรกรผู้ปลูกชา และผู้ที่เอาวัตถุดิบมาเบลนด์ แต่ละคนถนัดกันคนละเรื่อง เมื่อเอามารวมกันคือพลังอันยิ่งใหญ่

“ถ้าเราให้ชาวอาข่าจากดอยพญาไพรซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยไปทำตลาดต่างประเทศ เขาคงทำไม่ได้ แต่มีน้องกลุ่มหนึ่งเอาชาจากดอยพญาไพรมาเบลนด์ เขากำลังจะส่งไปขายที่ญี่ปุ่นแล้ว มันต้องจับมือกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน เราสอนน้อง ๆ เสมอว่า ผู้ประกอบการคือผู้ประกอบทุกเรื่องราวเข้าด้วยกัน ไม่มีใครทำได้เองเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอน เราคือระบบนิเวศที่สร้างกันขึ้นมา เป็นพันธมิตรที่เกื้อกูลกันทางธุรกิจ”

อาจารย์จิ๊บอยากให้เราลองจิบชาไทยสักแก้ว แล้วมองชาไทยด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิม มองให้เห็นว่า กว่าเกษตรกรจะดูแลต้นชาของเขาจนได้ใบชาที่ดีนั้นยากแค่ไหน ต้องตื่นแต่เช้ามืดเดินไปบนทางชัน 45 องศาเพื่อเก็บยอดชา แล้วเอามาแปรรูปด้วยขั้นตอนมากมากมาย

“ราคาชาหนึ่งแก้วที่เราจ่ายไปไม่แพงเลย มันคือเรื่องราวของการรักษาและสืบสานคุณค่าดั้งเดิมของสิ่งที่อยู่ในท้องถิ่น มันคุ้มมากเลย เราการันตีว่าชาไทยคุณภาพดี ผลิตได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพียงแต่รอวันที่คนไทยยอมรับของไทย เพราะเราติดกับความเป็นต่างชาติมานานมาก”

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

อาจารย์จิ๊บสรุปทิ้งท้ายถึงคุณค่าของชาเชียงรายว่า

“วัฒนธรรมชา คือต้นทุนทางสังคมที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ ลูกหลานเอานวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่า ถ้าเราเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมแล้ว เราจะ สืบสาน-ซาบซึ้ง-ส่งต่อ จนทำให้วัฒนธรรมนั้นคงอยู่ตลอดไป”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load