‘นาหมื่นศรี’

เป็นตำบลหนึ่งของจังหวัดตรัง ที่มีภูเขาลูกใหญ่เป็นฉากบังหลัง เบื้องหน้ามีผืนนาสีเขียวขจีไกลสุดลูกหูลูกตา ยามตะวันใกล้ลาลับขอบฟ้าจะสาดส่องแสงสีทองอำไพ เป็นความสวยงามจากธรรมชาติที่คนเมืองหาดูได้ยาก 

คนส่วนใหญ่รู้จักที่นี่ในฐานะแหล่งผลิตข้าวมากที่สุดของจังหวัดตรัง ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด มีประวัติศาสตร์กว่า 200 ปี จน ‘ผ้าทอนาหมื่นศรี’ มีชื่อเสียงทั่วประเทศ

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

มาเยือนตรังทั้งที เราไม่พลาดพาคุณไปทำความรู้จักผ้าทออายุยืน ผ่านศูนย์การเรียนรู้ชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี อารอบ เรืองสังข์ ประธานวิสาหกิจชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี ทายาทรุ่นสามของครอบครัวทอผ้า คอยต้อนรับและเล่าเรื่องราวผ้าทอบรรพบุรุษในความทรงจำ ตลอดจนการปรับตัวของศิลปินทอผ้ากับยุคสมัย หยิบเทคโนโลยีมาสานต่อภูมิปัญญาดั้งเดิม และชวนเด็กฟันน้ำนมในชุมชนมาเป็นมัคคุเทศก์ตัวน้อย เพื่อหวังให้พวกเขาเรียนรู้และซึบซับมรดกของเมืองตรัง

ชิมขนมโคไส้น้ำตาลมะพร้าวสูตรปักษ์ใต้ให้อิ่มท้อง แล้วออกไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ้าทอ 200 ปีพร้อมกัน

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

เพราะรัก จึงทอ

“ผ้าทอนาหมื่นศรีเขาจะทอให้คนที่เขารัก” ทายาทรุ่นสามของครอบครัวทอผ้าพูดด้วยรอยยิ้ม
สมัยก่อนหญิงสาว 1 คนจะทอผ้า 3 ผืนในหนึ่งช่วงชีวิต ‘ผ้าตั้ง’ เป็นผ้าผืนแรกที่ผู้หญิงต้องทอ เป็นผ้าใส่พานเตรียมไว้สำหรับเจ้าบ่าวที่จะแต่งงานด้วย ‘ผ้าห่ม’ เป็นผ้าผืนที่สองของคนเป็นแม่ ทอเป็นผ้าห่มนาคเตรียมไว้ให้ลูกชายบวช

 ส่วน ‘ผ้าพานช้าง’ เป็นผ้าผืนสุดท้ายที่ย่า-ยายทอเตรียมไว้ 2 ชุด สำหรับพาดโลงศพของตนเองและสามี มีความเชื่อว่าผ้าทอผืนเล็กที่เย็บต่อกันเป็นผ้าพาดเปรียบเสมือนบันไดขึ้นสู่สวรรค์ หลังจบงาน ถ้าไม่ถวายผ้าทอให้พระ ลูกหลานจะตัดแบ่งกันเพื่อเก็บเป็นที่ระลึก และบางครั้งชาวบ้านก็ทอผ้าเพื่อนับจำนวนลูก บางทีผ้าทอก็บอกฐานะคนใส่ด้วย

เพราะรัก จึงทอ ทอจากจิตวิญญาณของความเป็นผู้หญิง

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

เพราะไม่มีเอกลักษณ์ จึงทำ

สาวนาหมื่นศรีทอผ้าด้วยความรัก จึงจับมือกันสร้างกลุ่มทอผ้านาหมื่นศรี มี คุณยายกุศล นิลลออ เป็นหัวหน้ากลุ่มคนแรกและได้รับเลือกเป็นครูแห่งภูมิปัญญาไทย ภายหลังท่านเสียชีวิต อารอบเลยรับช่วงต่อมรดกบรรพบุรุษเรื่อยมา

จากการรวมกลุ่มของเพื่อนหญิงพลังหญิง สู่วิสาหกิจชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรีและศูนย์การเรียนรู้ชุมชน

ก่อนกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี อารอบถูกถามว่า ‘เอกลักษณ์ผ้าทอนาหมื่นศรีคืออะไร’ เธอตอบคำถามนั้นไม่ได้ จึงมีแรงผลักดันให้เกิดการทำวิจัยผ้าทอที่มีประวัติกว่า 200 ปีของชุมชนขึ้นมา เธอเริ่มค้นหาข้อมูล คุยกับย่า-ยายช่างทอในชุมชนถึงผ้าทอในอดีต จนเก็บรวบรวมเรื่องราวและผ้าเก่าได้มากพอจะตอบคำถามนั้น

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

“ผ้าสีแดงเหลืองเป็นเอกลักษณ์ของนาหมื่นศรี มีโครงสร้างผ้าเป็นภาษาใต้ทั้งหมด มีริมตีน แม่แคร่ ลูกเกียบ ชายรุ่งริ่ง และหน้าผ้า ส่วนลายผ้าเราเจอมากถึงสามสิบเก้าลาย อีกอันเราเพิ่งค้นพบว่า สมัยก่อนย่า-ยายเขาทอผ้าให้หลานออกพราน มีโจงกระเบนหนึ่งผืน ผ้าพาดบ่าหนึ่งผืน” อารอบอธิบายใจความของคำตอบสำคัญด้วยความคล่องแคล่ว

เพราะไม่มีเอกลักษณ์ จึงทำ ทำด้วยศรัทธาจากหัวใจ

เพราะเห็นคุณค่า จึงบำรุงรักษา

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

คำบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่รวบรวมอยู่ในพิพิธภัณฑ์นาหมื่นศรีบนอาคารไม้ของโรงเรือนทอผ้า เพื่อเก็บเป็นมรดกโบราณ จน พ.ศ. 2558 อาคารเดิมเก่าชำรุด กลุ่มเซ็นทรัลเลยอาสาปรับปรุงอาคารพิพิธภัณฑ์และร้านผลิตภัณฑ์ชุมชน

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

พร้อมจัดแสดงนิทรรศการประวัติความเป็นมาและรวบรวมลายทอผ้านาหมื่นศรีที่มีอายุมากกว่า 200 ปี ตลอดจนกลุ่มเซ็นทรัลทำ (Central Tham) มาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี เพื่อหวังสืบทอดภูมิปัญญาและชวนคนไทยมาเห็นคุณค่าของผ้าทอเมืองตรัง แถมชวนเยาวชนรุ่นจิ๋วในชุมชนมาเป็นส่วนหนึ่งด้วย

“เขาเน้นตลอดว่า เขามาสอนเราหาปลา มีเครื่องมือกับความรู้ให้เรา อย่างอื่นเขาไม่มีให้

“เราสัญญาว่าจะเป็นกลุ่มที่น้ำไม่เต็มแก้ว” ผู้นำหญิงของกลุ่มบอกกับเราด้วยความจริงใจ

ปัจจุบันศูนย์การเรียนรู้ชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรีแบ่งพื้นที่การใช้งานออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นโรงเรือนทอผ้าอยู่ด้านหน้าคอยต้อนรับแขก ถัดไปอีกนิดมีร้านค้าผลิตภัณฑ์ผ้าทอ บรรจุข้าวของเครื่องใช้ที่แปรรูปจากผ้าผืนสารพัดแบบ และไฮไลต์ที่อยากชวนมาดูอยู่ด้านบนโรงเรือนทอผ้า เป็นมิวเซียมผ้าทอนาหมื่นศรีขนาดกะทัดรัดที่เก๋สุดในตรัง

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด
พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

เพราะอยากให้ซึบซับ จึงเน้นเรื่องความรัก

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

อารอบพาเราเดินขึ้นชั้น 2 ของอาคารไม้ ด้านในแบ่งเป็น 2 ห้อง ห้องแรกทาสีขาวเพื่อฉายสไลด์ข้อมูลคล้ายกับเดินอยู่มิวเซียมทันสมัยของญี่ปุ่น เหมาะกับการแชะภาพเป็นที่ระลึกก่อนเดินทะลุเข้าไปทำความรู้จักผ้าทอ

“เราไม่ค่อยคุ้นชิน ดีใจที่บางเรื่องเราล้าสมัยนิดหนึ่ง แต่บางเรื่องเราก็ต้องปรับให้เข้ากับยุคสมัยได้ด้วย” 

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

เราเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็เจอส่วนพิพิธภัณฑ์ มีเด็กฟันน้ำนมพ่วงตำแหน่งมัคคุเทศก์น้อยยืนเรียงหน้ากระดานตามลำดับความสูงมาก-น้อย อยู่ 5 คน เพชร-เพชรลดา แท่นมาก (12 ขวบ) นน-นนทพร​ เชยชื่นจิตร (11 ขวบ) นิ้ง-กมลวรรณ​ เชยชื่นจิตร (8 ขวบ) คิน-นครา​ สืบเพ็ง (9 ขวบ) และสตางค์-ประชิตา​ เอียดจุ้ย (9 ขวบ) หลังจากแนะนำตัวเสร็จสรรพ แก๊งจิ๋วก็สลายตัวและสาวเท้าอย่างเร็วเพื่อประจำฐาน เป็นภาพชวนหัวและประทับใจในคราวเดียว

ป้ารอบส่งยิ้มเป็นกำลังใจให้มัคคุเทศก์ ก่อนเสริมให้เราฟังว่า “กลุ่มพยายามถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เด็กรุ่นใหม่ในชุมชน ถ้าให้ทอผ้าเขาคงไม่ชอบ เลยเปลี่ยนวิธีให้มาเล่าเรื่องของปู่ย่าตายายแทน เพราะบางคนย่า-ยายทอผ้าอยู่แล้ว เราอยากให้เขาซึบซับและรับความรู้ตรงนี้ต่อจากเรา มันเป็นสิ่งดีงามที่เกิดจากความรักของบรรพบุรุษที่ส่งต่อกันมา”

เพราะอยากให้มาเยือน จึงมีแต่เรื่องสนุก

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด
พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

ส่วนแรกเป็นการเล่าถึงเอกลักษณ์ของผ้าทอนาหมื่นศรี เดินไปอีกหน่อยมีเด็กชายตัวสูงคอยอธิบายเรื่องผ้า 3 ผืนที่หญิงสาวหนึ่งคนต้องทอในหนึ่งช่วงชีวิต ข้างกันเป็นหุ่นสวมผ้าทอแสดงประเภทผ้า เขยิบอีกนิดเป็นการแบ่งผ้าตามการใช้งาน คนนาหมื่นศรีแบ่งผ้า 3 แบบ มี ‘ผ้านุ่ง’ เป็นผ้าถุงและโสร่ง บ้างก็เป็นโจงกระเบน ‘ผ้าพาดหรือผ้าห่ม’ ลักษณะผืนแคบ เป็นสไบห่มทับเสื้อ ลักษณะผืนกว้าง นิยมโพกศีรษะและคาดเอว ส่วน ‘ลูกผ้า’ ผืนจตุรัส ใช้รองกราบ

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

ความสนุกอยู่ตรงลายผ้าทอนาหมื่นศรี สร้างสรรค์จนขอยกให้เป็นเบอร์หนึ่ง การนำเสนอก็ทันสมัยกินขาด เพราะมีล้อเลื่อนพร้อมจอแสดงผล เลื่อนจอสี่เหลี่ยมไปหยุดอยู่ตรงลายตัวอย่างผืนไหน หน้าจอจะป๊อปอัปข้อมูลน่ารู้แสดงผลทันที นอกจากเราจะตื่นตากับเทคโนโลยีแล้ว มัคคุเทศก์น้อยก็ยิ้มไม่หุบ เลื่อนจอพร้อมเล่าได้คล่องปร๋อจนต้องยกนิ้วให้

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

อารอบเดินมาหยุดอยู่ตรงลายผ้าของ คุณยายฝ้าย สุขคง บัณฑิตลายผ้าทอของนาหมื่นศรี อย่างลายพานรัฐธรรมนูญ เป็นลายที่คุณยายฝ้ายได้แรงบันดาลใจจากการเที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญ จังหวัดตรัง (งานกาชาด) หากมองระยะไกลคล้ายลายผ้าดอกเล็กต่อกัน ถ้าเขยิบสายตาเข้ามาเพ่งจะเป็นพานแว่นฟ้าที่แอบซ่อนความหมายเอาไว้

นอกจากลายพานรัฐธรรมนูญแล้ว ยายฝ้ายยังทอลายตุ๊กตา ลายครุฑ และนกการเวกด้วย

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

ถ้าคุณคิดว่าการทอลายล้ำสมัยนั้นเจ๋งจนต้องคารวะ ขอพามารู้จักการทอผ้าร้อยเรียงเป็นประโยคของ คุณยายเยื้อน ทองนวน ที่ทอผ้าพานช้างลายประสม ต้นแบบลายจากคุณยายฝ้าย ใจความว่า ‘ทรงพระเจริญตลอดไป ฝ้าย สุขคง ที่อยู่ 130 หมู่ 4 ต.นาหมื่นศรี อ.เมือง จ.ตรัง’ แถมทอลายครุฑประสมนกการเวก 3 ช่อง ต่อลายพานรัฐธรรมอีก 1 ช่อง 

ประธานกลุ่มยังเล่าความอัจฉริยะของครูช่างสมัยก่อนว่า มีการว่ากลอนลงบนผืนผ้าทอ คล้ายเพลงอีแซว จนพี่บ่าวบางคนเห็นสาวนุ้ยนุ่งผ้าผืนสวยไปดูมโนราห์ถึงกับแซวว่า ‘ขอผ้านุ่งไปกินข้าวด้วยได้หม้าย’ จีบยุคเก่า แต่ได้ผลนักแล

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด
พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

หากสังเกตผ้าทอนาหมื่นศรีจะเน้นลวดลายจากธรรมชาติ เช่น ลายปลา ลายท้ายมังคุด ลายช่อลอกอ (ช่อมะละกอ) ฯลฯ บางลายเกี่ยวกับดอกไม้ เพราะมีคำว่า ‘แก้ว’ พ่วงอยู่ด้วย เช่น ลายแก้วกุหลาบ ลายแก้วชิงดวง เป็นวงกลมสองดวงคล้องกัน ทอยากมาก ช่างทอยุคใหม่ต้องแกะลายจากผ้าทอช่างครูอยู่ 2 ปีถึงจะทอเหมือนต้นฉบับ

“เราเน้นกับช่างทอเสมอว่า ผ้าทอทุกผืนที่สวยงามแบบนั้น เพราะคนทอเน้นความรัก ถ้าคุณจะขายคุณค่า ต้องใส่ความรักของคุณลงไปด้วย อีกนัยเพื่อบอกผู้บริโภคด้วยว่าทุกอย่างเรามอบให้เขาด้วยความรัก” อารอบเสริม

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

จุดหมายสุดท้ายเรายืนหน้าตู้หุ่นแสดง ‘ผ้าลายมรดกสู่โมเดิร์นนาหมื่นศรี’ เป็นการเอาลายท้ายมังคุดมาตัดเย็บเป็นผ้าพันคอ สูทสุดเท่ลายเม็ดแตง ผ้าทอลายลูกแก้วกลายเป็นชุดสุภาพสตรี แต่งด้วยผ้าเช็ดหน้าลายแก้วชิงดวง การจัดแสดงทำให้เห็นว่าผ้าทอบรรพบุรุษมีศักยภาพมากพอจะก้าวเดินสู่ระดับสากล เพื่อบอกกล่าวความภูมิใจจากรุ่นสู่รุ่น

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

มัคคุเทศก์ตัวจิ๋วพาเราเดินลงบันไดมานั่งบนแคร่ไม้ไผ่ชั้นล่าง ขนมโคไส้น้ำตาลมะพร้าวสูตรปักษ์ใต้ยังพอมีเหลือให้เติมพลัง ยิ่งซดน้ำเสาวรสเปรี้ยวนิดหวานหน่อยตาม ช่างสดชื่นได้แรงอก อารอบเดินลงมาสมทบ ก่อนจบบทสนทนา

“ความฝันของป้ารอบคือการรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คงอยู่ พัฒนาให้คนรู้จักผ้าทอภาคใต้มากที่สุด ถ้าเราจากโลกนี้ไปแล้ว จะส่งไม้ต่อยังไงให้เด็กรุ่นใหม่ซึบซับและรักมันจริงจากหัวใจ ให้เขาสืบสานและต่อยอดมรดกของปู่ย่าตายายที่สร้างไว้ให้พวกเขา ปัจจุบันคนในชุมชนเรามีรายได้เพิ่มขึ้น คนหันกลับมาทำงานในบ้านเกิด เรามีภาคีเครือข่ายเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ พึ่งพาเอื้อเฟื้อกัน สุดท้ายเขาไม่ได้รักอารอบคนเดียว แต่เขาจะรักชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรีด้วย” 

“หนูภูมิใจในตัวเองมากเลยค่ะ อยากบอกกลุ่มทอผ้านาหมื่นศรีว่าหนูจะเป็นไกด์ที่ดีที่สุดนะคะ” 

สตางค์ มัคคุเทศก์วัย 9 ขวบ พูดด้วยน้ำเสียงสดใส ความเป็นเด็กของเธอทำให้เราเผลอยิ้มออกมา

สิ่งที่อารอบและคนนาหมื่นศรีตั้งใจสานต่อ ได้สัมฤทธิ์ผลผ่านวาจาและแววตาบริสุทธิ์เบื้องหน้าเราแล้ว

‘เซ็นทรัล ทำ’ (Central Tham) คือโครงการที่ทุกคนในองค์กรเซ็นทรัลร่วมมือกันทำ ภายใต้แนวคิด CSV (Creating Shared Values) เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างชุมชน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่พนักงานและสังคมอย่างยั่งยืน 

โดยจัดทำโครงการที่สอดคล้องกับกรอบแนวคิดความยั่งยืนขององค์กร (Sustainable Framework) ใน 4 ด้าน คือ 

People (การศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน) Prosperity (การสร้างรายได้ให้ชุมชนในเรื่องการพัฒนาสินค้าชุมชน) Planet (คุณภาพสิ่งแวดล้อม) และ Peace and Partnership (ความสงบสุข ศิลปวัฒนธรรม และความร่วมมือ) เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

“ผลไม้รสล้ำ อุตสาหกรรมก้าวหน้า น้ำปลารสเด็ด เกาะเสม็ดสวยหรู สุนทรภู่กวีเอก”

ถ้าพูดถึงเมืองแห่งผลไม้และนักกวีชื่อดังอย่างสุนทรภู่ ก็คงหนีไม่พ้นจังหวัดระยองเป็นแน่ 

ระยองเป็นเมืองแห่งเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและวิถีชีวิตพื้นบ้าน และยินดีต้อนรับผู้คนต่างถิ่นอย่างเป็นมิตรอยู่เสมอ ฉันผู้มาอำเภอแกลงเป็นครั้งที่สองของชีวิตได้เดินหลงเข้าไปในย่านเก่าของเมืองแกลง ที่นั่นเป็นชุมชนที่ดูอบอุ่น เช้า ๆ จะมีคนเฒ่าคนแก่ออกมานั่งสานตะกร้าหน้าบ้าน นั่งดูผู้คนและรถที่ผ่านไปผ่านมาบนถนน 

ฉันนั่งรถต่อไปสักพัก ก็สะดุดตากับร้านหนังสือสีฟ้าน้ำทะเลสดใสร้านหนึ่ง ด้านหน้าเขียนว่า ‘ร้านสุนทรภู่’ เลยแวะสำรวจบรรยากาศด้านในอันเงียบสงบ มีเด็กชายอายุราว ๆ 7 – 8 ขวบ กำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างเพลิดเพลิน ทำเอาฉันสนใจอยู่ไม่น้อย ก่อนจะมองไปรอบ ๆ ร้านเพื่อหาหนังสือมาอ่านและติดมือกลับบ้าน

แต่แล้วก็มีผู้หญิงท่าทางใจดีคนหนึ่งเข้ามาพูดคุยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม 

สุนทรภู่ : ร้านหนังสือเล็ก ๆ แห่งแรกของแกลง ที่เป็นพื้นที่อิสระให้นักอ่าน จ.ระยอง

ฐอน-รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์ เจ้าของร้านหนังสือสุนทรภู่เข้ามาทักทายด้วยท่าทางเป็นมิตร พร้อมนำชาร้อนและขนมเจ้าอร่อยมาให้ชิม พี่ฐอนเป็นคนน่ารัก ใจดี แถมคุยเรื่องหนังสือสนุก เธอเล่าให้ฟังว่าสมัยเรียนชอบอ่านหนังสือมาก ๆ หลายครั้งที่เข้าร่วมชมรมอ่านหนังสือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เรื่องราว วิเคราะห์และตีความหนังสือ เธอจะตื่นเต้นและเตรียมตัวเป็นอย่างดี เพื่อจะได้เล่าเรื่องของเธอกับหนังสือให้ทุกคนฟัง 

สมัยเรียนคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เธอมักแวะเวียนไปอ่านหนังสือ ‘ร้านแซงแซว’ ร้านหนังสือดอกหญ้าหน้า มช. อยู่เสมอ พี่ฐอนบอกว่าเจ้าของร้านใจดีเพราะให้เธอยืนอ่านเป็นประจำ นั่นเป็นเหตุการณ์ประทับใจและจุดประกายให้สาวเมืองแกลงคนนี้ อยากสร้างร้านหนังสือเล็ก ๆ ของตัวเองในบ้านเกิดเพื่อนักอ่านทุกคน

‘สุนทรภู่’ คือชื่อร้านที่ ปราย พันแสง และ อู๋-ดุษฎี พันธ์พจี เป็นผู้ตั้งให้ เพราะเมืองนี้เป็นบ้านเกิดของพระสุนทรโวหารหรือสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงเหมาะสมที่สุดสำหรับร้านหนังสืออิสระในเมืองแกลงแห่งนี้

‘ร้านหนังสือ’ เป็นหนึ่งในความฝันของพี่ฐอน ชนวนเหตุที่ทำให้เธอกลับบ้านเกิดเริ่มต้นเมื่อสิบปีก่อน ลูกสาวกลับมาดูแลคุณแม่วัย 80 และเริ่มต้นกิจการกวดวิชาสอนเด็ก ๆ ไม่นานนักก็ได้รับคำชวนจากเพื่อนสนิทให้เปิดร้านหนังสืออิสระด้วยกัน

ช่วงนั้นโครงการร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่บ้านเกิดของ ปราย พันแสง กำลังเป็นที่นิยม ร้านสุนทรภู่ก็เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการด้วย ยุคนั้นร้านหนังสืออิสระฮอตฮิตมาก มีทั้งร้านหนังสือเดินทาง (กรุงเทพฯ), ร้านนำพุบุ๊คสโตร์ (บุรีรัมย์) , ร้านกาลครั้งหนึ่ง (อุทัยธานี) ฯลฯ ให้นักอ่านตามรอยไปสนับสนุนถึงที่ และมีอีกหลายร้านเกิดขึ้นเพื่อให้บรรดาหนอนหนังสือรู้สึกสนุกและติดตามการก่อตัวของร้านหนังสือในพื้นที่ต่าง ๆ 

ร้านสุนทรภู่เป็นร้านหนังสืออิสระสีฟ้าน้ำทะเลสดใสอยู่ในชุมชนเก่าของอำเภอแกลง เกิดขึ้นเพื่อรักษาวัฒนธรรมการอ่าน เพราะเจ้าของร้านเชื่อว่าการอ่านมีส่วนช่วยเพิ่มพูนทักษะชีวิต ซึ่งร้านนี้มีสโลแกนน่ารัก ๆ ว่า ‘Be blossom Book & Tea’ ด้วยอยากให้ผู้มาเยือนรู้สึกเบิกบานกายและใจไปกับการจิบชาและอ่านหนังสือ 

“คนที่มาอาจจะรู้สึก Blossom หรือไม่ก็ได้นะ ถ้าจะต้องปาดน้ำตาแล้วไปต่อ พี่ก็ยินดีนั่งคุยด้วย”

สถานที่ขนาดกะทัดรัดแห่งนี้พร้อมเป็นพื้นที่อิสระให้นักอ่านทุกคน จะแวะมานั่ง มานอน หรือมากินทุเรียนก็ได้ (ขอให้บอกกันก่อน) แถมยังเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน จุดนัดพบระหว่างนักเขียน-นักอ่าน งานเสวนาขนาดย่อม จนถึงมินิคอนเสิร์ต ซึ่งกิจกรรมทุกอย่างที่ว่ามาเกิดขึ้นมาแล้วก่อนสถานการณ์โควิด-19 ระบาด

ภายในร้านเต็มไปด้วยหนังสือมากมายที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่คัดเลือกจากความชอบของเจ้าของร้านหนังสือ เพราะข้อจำกัดของร้านหนังสืออิสระหลาย ๆ ร้านกับการเลือกหนังสือเข้ามานั้น ทำให้ต้องใช้เวลาในการเลือกพอสมควร หนังสือส่วนใหญ่จึงเป็นแนวปรัชญา ศาสนา วรรณกรรม และท่องเที่ยว ซึ่งพี่ฐอนสนใจอยู่แล้ว

“การอ่านหนังสือทำให้พี่รู้สึกเหมือนได้ผจญภัย ได้ออกเดินทางและเห็นโลกมากขึ้น พี่เป็นคนชอบเดินทางจากการอ่านหนังสือมาก ตอนเด็ก ๆ พี่อ่านหนังสือแทบทุกเล่มในห้องสมุดโรงเรียน อ่านแม้กระทั่งถุงกล้วยแขก พออ่านมากก็อยากจะเดินทางมาก และมันเริ่มทำให้พี่เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นจากการเดินทางด้วยนะ”

เธอจึงกลายเป็นคนชอบท่องเที่ยว การเห็นโลกทำให้เธอเกิดไอเดีย ได้ความคิดใหม่ ๆ ที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเมืองและพัฒนาตัวเอง เหมือนท่านสุนทรภู่ที่ออกเดินทางไปในที่ต่าง ๆ จนเกิดแรงบันดาลใจในการเขียนบทกวี

พี่ฐอนเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า ‘Trekking กับหญิงอ้วน’ เป็นบันทึกการเดินป่าที่เนปาล เธอประทับใจมากจนตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือในสำนักพิมพ์ของตัวเอง (สำนักพิมพ์สุนทรภู่พับลิชชิ่ง) นอกจากนี้ยังมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งในสำนักพิมพ์เดียวกัน ชื่อว่า ‘ปลาวาฬไม่ไปทำงาน’ เธอทำร่วมกับ เพจปลาวาฬไม่ไปทำงาน เป็นหนังสืออ่านสนุก มีเนื้อหาและข้อเขียนที่เข้าถึงง่าย เหมาะกับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย (อาจจะโดนใจวัยทำงานเป็นพิเศษ)

นักอ่านหนังสือปรัชญามือใหม่อย่างฉันควรจะเลือกเล่มไหนดี นึกได้ดังนั้น ฉันจึงขอให้พี่ฐอนช่วยแนะนำหนังสือปรัชญาสำหรับมือใหม่ให้อ่าน เจ้าของร้านใจดีลุกออกจากเก้าอี้ไม้ สำรวจหนังสือ และหยิบมาเล่าให้ฉันฟัง

เธอบอกว่านักอ่านปรัชญามือใหม่ทุกคนควรเริ่มต้นจาก เจ้าชายน้อย เพราะเข้าถึงง่าย 

“การอ่าน เจ้าชายน้อย แต่ละครั้ง ในแต่ละช่วงอายุ จะมีปรัชญาแฝงที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต นักอ่านแต่ละคนจึงตีความออกมาไม่เหมือนกัน มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังสือเล่มนี้”

เรื่องที่สอง คืนวันอันแสนงาม เป็นหนังสือจากประเทศจอร์เจีย และผู้ประพันธ์ก็เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในบ้านเขา พี่ฐอนว่าเขาเป็นคนเขียนหนังสือดี ซึ่งหนังสือเล่มนี้เล่าถึงชีวิตวัยเด็กของเขาในจอร์เจีย

เรื่องที่สาม ปลาวาฬไม่ไปทำงาน เรื่องที่สี่ โต๊ะก็คือโต๊ะ เป็นหนังสือเก่าและหนังสือปรัชญาที่เข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา ถ้าหนักขึ้นมาหน่อยพี่ฐอนก็ยกให้งานของ มุราคามิ

เจ้าของร้านคนนี้แนะนำหนังสือแต่ละเล่มด้วยความเพลิดเพลินและจริงใจ เพื่อหวังให้ฉันพบเจอหนังสือปรัชญาเล่มที่ดีที่สุดที่ฉันต้องการ ว่ากันตามตรง ฉันได้รับความคิดใหม่ ๆ จากผู้หญิงคนนี้มาก ราวกับว่าร้านสุนทรภู่กำลังเปิดโลกทัศน์ให้ฉัน

แม้จะผ่านมาเกือบสิบปีที่เธอเริ่มต้นทำร้านสุนทรภู่ แต่ความรักในการอ่านของเจ้าของร้านไม่เคยลดลงหรือหายไป เธอยังคงแบ่งปันความรู้สึกและเรื่องราวดี ๆ ให้กับนักอ่านที่แวะเวียนมาอยู่เสมอ

น่าแปลกนิดหน่อยพอรู้ว่าตั้งแต่ร้านสุนทรภู่เกิดขึ้นมา ลูกค้าประจำส่วนใหญ่ไม่ใช่คนในชุมชน แต่เป็นนักอ่านต่างถิ่นที่ตั้งใจมาและต้องการหนังสือที่ทางร้านมีต่างหาก บางกลุ่มมาจากกรุงเทพฯ บางกลุ่มมาจากต่างจังหวัด 

“พี่ว่าดีนะ เพราะมันทำให้คนรู้จักเมืองแกลงขึ้นอีกเยอะเลย” เจ้าของร้านหนังสืออิสระว่าอย่างนั้น

แกลงเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ มีทั้งผลไม้ ทะเล แถมยังมีแหล่งล่องแพเที่ยวชมแม่น้ำประแส แต่เมื่อสิบปีที่แล้วเมืองนี้กลับไม่ค่อยมีคนรู้จัก ซึ่งร้านหนังสืออิสระเล็ก ๆ แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวตั้งใจแวะเวียนมา 

“อย่างน้อยร้านหนังสือของพี่ก็ช่วยให้คนรู้จักชุมชน รู้จักระยองมากขึ้น จากนักอ่านที่แวะเวียนเข้ามาในร้าน” เธอยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ ความต้องการต่อไปของพี่ฐอน คือการสร้างนักอ่านในชุมชนของระยองให้มากขึ้น

ฉันชวนพี่ฐอนคุยต่อถึงการปรับตัวของโลกหนังสือในวันที่ยุคดิจิทัลเข้ามาเยือน และการอ่านหนังสือผ่านเว็บไซต์ออนไลน์หรือช่องทางต่าง ๆ ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สาวเจ้าของร้านหนังสือหัวเราะพลางยอมรับว่า

“พี่หมดเงินกับนิยายออนไลน์เยอะมาก” ฉันอมยิ้มให้ ก่อนเธอจะเสริมต่อ “ตอนอ่านหนังสือเล่ม พี่รู้ว่ามันจะจบตอนไหน และจบยังไง พออ่านออนไลน์ มันเป็นการหยอดเงินเพื่ออ่านบทต่อ ๆ ไป และไม่ยอมจบง่าย ๆ 

“แต่มันดีนะคะ นักเขียนมีช่องทางและโอกาสมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนคนไหนก็สร้างสรรค์ผลงานของตัวเองลงในโลกออนไลน์ได้อย่างไม่จำกัด ไม่มีใครสนใจเรื่องชื่อเสียงหรือหน้าตาของนักเขียนคนนั้น แต่พวกเขาสนใจและให้คุณค่ากับผลงานของนักเขียนเหล่านั้นมากกว่า” นักอ่าน (ออนไลน์) ตัวยงเสริมข้อดีของโลกหนังสือออนไลน์

พี่ฐอนเป็นหนึ่งในนักอ่านที่ปรับตัวตามเทคโนโลยี เธอสนับสนุนนักเขียนออนไลน์หลายท่านและอ่านงานหลากหลายแนว ฉันหมายความอย่างนั้นจริง ๆ เธออ่านนิยายรักวัยรุ่น นิยายวาย นิยายจีน ระหว่างที่เล่า เธอยังคงชื่นชมนักเขียนเหล่านั้นไม่ขาดปาก ทำเอาฉันประหลาดใจและประทับใจกับเจ้าของร้านหนังสืออิสระคนนี้อีกครั้ง เธอเป็นคนที่ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ถึงแม้โลกการอ่านเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เธอก็ยังคงรักมันไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนักเขียนจะได้ประโยชน์จากโลกออนไลน์ ร้านหนังสืออิสระก็ได้รับผลพวงที่ดีตามไปด้วย เพราะเป็นอีกหนึ่งช่องทางให้นักอ่านสั่งซื้อหนังสือจากที่ไหนก็ได้ ส่วนพี่ฐอนกระซิบว่า เธอยินดีให้นักอ่านมาเลือกหนังสือถึงหน้าร้าน เพราะการสัมผัสหนังสือด้วยมือตัวเองมีเสน่ห์เหลือเกิน ทั้งกลิ่นกระดาษ กลิ่นน้ำหมึก ฟิน!

และช่วงโควิด-19 ที่ทำเศรษฐกิจย่ำแย่ลงมาก นักท่องเที่ยวน้อยลง คนเดินทางน้อยลง กิจกรรมต่าง ๆ ที่ร้านสุนทรภู่เคยจัดก็ต้องพับเก็บไปหลายโครงการ พี่ฐอนพูดติดตลกปนความเศร้าว่าเธอเกือบจะต้องปิดร้าน เพราะพิษเศรษฐกิจทำร้ายอย่างหนัก ลำพังการขายหนังสืออย่างเดียวอาจจะอยู่ไม่ได้ จึงต้องทำงานอย่างอื่นเพิ่ม ด้วยความที่เธอเป็นคนชื่นชอบการดื่มชา จึงเปิดร้านชาควบคู่กับร้านหนังสือ เพื่อช่วยพยุงร้านเล็ก ๆ ให้อยู่ต่อไป

พอสถานการณ์โรคระบาดใหญ่มาเยือน แทบทุกพื้นที่ขาดรายได้จากการท่องเที่ยว จังหวัดระยองก็เช่นกัน ทำให้งบประมาณการดูแลพื้นที่ในจังหวัดระยองไม่เพียงพอต่อความต้องการ พี่ฐอนจึงอาสาเขียนหนังสืออนไลน์บนเฟซบุ๊ก เพื่อระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาลแกลงและพื้นที่ขาดแคลนอื่น ๆ ซึ่งจากการเขียนในครั้งนั้นทำให้เธอระดมทุนไปได้กว่า 70 ล้านบาท โดยนำเงินทั้งหมดไปช่วยสร้างห้อง ICU ให้กับโรงพยาบาลแกลง และมอบให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์

สาวระยองพูดออกมาด้วยความภูมิใจและหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่เธอทำจะสร้างแรงบันดาลให้ให้กับคนระยอง เพื่อลุกขึ้นมาช่วยกันพัฒนาชุมชน พัฒนาจังหวัดระยองไปพร้อม ๆ กับรักษาขนบธรรมเนียม ความสวยงามของวิถีชีวิตท้องถิ่น และสื่อสารสิ่งนี้ออกไป สร้างการรับรู้ให้คนต่างถิ่น

บทสนทนาสุดท้าย ฉันถามพี่ฐอนว่า – ร้านสุนทรภู่มีความหมายกับเธออย่างไร

“มันคือความรัก มันคือตัวพี่ พี่อยากให้คนที่เข้ามาร้านหนังสือแห่งนี้ เพลิดเพลินกับการอ่าน จิบชา กินขนม และพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดกับนักอ่านคนอื่น ๆ ซึ่งภาพนี้มันคือความฝันของพี่ วันนี้พี่ได้เห็นภาพนั้นแล้ว

“ถึงแม้ความจริงร้านหนังสืออิสระจะไม่ใช่ธุรกิจที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ แต่มันมีคุณค่าทางจิตใจ พี่ว่าคนทำร้านอิสระ เขาคงทำใจตั้งแต่เริ่มต้น คงไม่มานั่งคิดเรื่องรายได้แล้ว เขาทำเพราะเขาชอบ ถึงอยู่ได้หรือไม่ได้ ก็อยู่กันแบบนี้แหละ พี่ทำเพราะความรัก” เธอยิ้มมีความสุข

“มีเหตุการณ์ที่พี่ประทับใจมาก มีเด็กคนหนึ่งมาอ่านหนังสือร้านทุกวันเลย จนวันนี้เขากลายเป็นนักเขียนและสร้างรายได้ให้กับตัวเอง พี่ดีใจมากแล้ว อย่างน้อยร้านของพี่ก็มีส่วนช่วยสร้างสิ่งเล็ก ๆ ให้กับใครสักคนหนึ่งได้ พี่มีความสุขมาก และจะทำต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ให้ร้านหนังสืออิสระหายไป และไม่ให้วัฒนธรรมการอ่านหายไป” นักอ่านและเจ้าของร้านหนังสือเล็ก ๆ จบบทสนทนาอย่างเรียบง่าย

ร้านสุนทรภู่ : ความฝันของสาวระยองที่กลับบ้านเกิดมาเปิดร้านหนังสืออิสระแห่งแรกของ อ.แกลง และอยากเป็นพื้นที่เสรีให้นักอ่าน

ร้านสุนทรภู่

ที่ตั้ง : 38/1 ทางเกวียน ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 19.00 น.

โทรศัพท์ : 09 5965 9265

เว็บไซต์ : www.soontornphu.com

Facebook : ร้านหนังสือสุนทรภู่ อำเภอแกลง

Writer

ตรีเนตร จตุพร

นักเขียนฝึกหัดที่ชื่นชอบงานศิลปะ ธรรมชาติ และบทกวี หลงใหลในความย้อนแย้งของโลกใบนี้ เช่น การกินไอศกรีมในหน้าหนาว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load